‘ศูนย์ผึ้งจันทบุรี’คว้าโล่แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรปี’62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449380

x

‘ศูนย์ผึ้งจันทบุรี’คว้าโล่แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรปี’62

วันศุกร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดจันทบุรี (ศูนย์ผึ้งจันทบุรี) แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้านการเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจ ได้รับโล่รับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย ปี 2562 จากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จึงขอเชิญประชาชนและผู้สนใจมาเที่ยวชมได้ทุกวันโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งศูนย์ผึ้งจันทบุรี ตั้งอยู่เลขที่ 188/2 หมู่ 1 ต.มะขาม อ.มะขาม จ.จันทบุรี 22150 โทรศัพท์ 0-3938-9244ทั้งนี้ ในศูนย์ผึ้งจันทบุรี มีฐานเรียนรู้หลากหลายแบบธรรมชาติ สัมผัสได้จริงด้วยตนเองการเลี้ยงผึ้งพันธุ์ ผึ้งโพรง ผึ้งชันโรง จิ้งหรีด และการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผึ้งและผึ้งชันโรง รวมถึงจุดเรียนรู้ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง การเพาะเห็ดนางฟ้าและเห็ดในขอนไม้ การปลูกพืชผักอินทรีย์แบบยกแคร่/ระบบให้น้ำแบบทันสมัย (IT)วิธีปลูกผักในภาชนะ และพบกับเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้ง :ผัก :ผลไม้ ภาคตะวันออก ในสโลแกน “Bee Keeping เที่ยวได้ทุกวันที่จันทบุรี”

นายชยุทกฤดิ นนทแก้ว ผอ.ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า ศูนย์ผึ้งจันทบุรี มีหน้าที่ให้บริการความรู้ และฝึกอาชีพด้านการเกษตรแก่เกษตรกรและผู้สนใจทั่วไป ตลอดจนเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและแหล่งศึกษาดูงานด้านการเลี้ยงผึ้งและแมลงเศรษฐกิจ การแปรรูปผลิตภัณฑ์ผึ้งและผึ้งชันโรง และการเกษตรตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีจุดเรียนรู้ในศูนย์ ได้แก่ 1)จุดเรียนรู้การเลี้ยงผึ้งพันธุ์ : เปิดรังผึ้ง ชมผึ้ง และสัมผัสตัวผึ้งจริงๆ 2) จุดเรียนรู้การเลี้ยงผึ้งโพรง : ชมรังล่อผึ้งโพรง 3) จุดเรียนรู้การเลี้ยงผึ้งชันโรง : ชมผึ้งชันโรง การเลี้ยงรูปแบบต่างๆ 4) จุดเรียนรู้การเลี้ยงจิ้งหรีด : ชมบ่อจิ้งหรีด การเลี้ยงและการจัดการ 5) จุดเรียนรู้การแปรรูปผลิตภัณฑ์ผึ้งและผึ้งชันโรง : ชิมน้ำผึ้ง ชาน้ำผึ้งมะนาว และสอนแปรรูปต่างๆ 6) จุดเรียนรู้การเกษตรตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง : การปลูกพืชผักอินทรีย์แบบยกแคร่ การปักชำมะนาวแบบควบแน่น และการเพาะเห็ดนางฟ้า เป็นต้น นอกจากนี้นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมศูนย์ผึ้งจันทบุรี สามารถมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ โดยปฏิบัติได้จริง ผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นคือ ผลิตภัณฑ์และสินค้าแปรรูปจากผึ้งและผึ้งชันโรง แชะการเลี้ยงผึ้ง การปลูกพืชผักอินทรีย์ และทุ่งดอกดาวกระจายได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และยังเดินทางต่อไปยังสถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวโดดเด่นและสำคัญของจังหวัดจันทบุรีได้อีกด้วย

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการเลี้ยงผึ้ง ตั้งแต่ปี 2523 โดยตั้งฝ่ายส่งเสริมและอนุรักษ์ผึ้งในสายงานการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชเริ่มจากฝึกอบรมเจ้าหน้าที่หลักสูตรการเลี้ยงผึ้งพันธุ์และให้ดูงานส่งเสริมการเลี้ยงผึ้งเรื่อยมา จนปี 2524 จึงให้ศึกษาทดสอบการเลี้ยงและขยายพันธุ์ผึ้ง พร้อมตั้งศูนย์อนุรักษ์และขยายพันธุ์ผึ้งขึ้นในส่วนภูมิภาครวม 5 ศูนย์คือ เชียงใหม่ ขอนแก่น พิษณุโลก จันทบุรี และชุมพร ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดจันทบุรี (ผึ้ง)” ภายใต้สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 จ.ระยอง มีหน้าที่ให้บริการและให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องผึ้งและแมลงเศรษฐกิจ(ผึ้งชันโรง)ที่มีประโยชน์ ใช้การช่วยผสมเกสรเพื่อเพิ่มผลผลิตพืช (POLLINATOR)โดยไม่ต้องขยายพื้นที่การเกษตร เสริมรายได้ต่อครัวเรือน ต่อมาปี 2557 กรมจัดให้ศูนย์ผึ้งจันทบุรีเป็นศูนย์สหวิชา รวบรวมองค์ความรู้ “ภูมิปัญญาท้องถิ่น” เพื่อให้บริการแก่เกษตรกร หน่วยงาน ประชาชน หรือผู้สนใจ กระทั่งได้รับโล่รับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย ในปี 2562 นี้

เลาะรั้วเกษตร : จำไว้เลย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449376

281225166

เลาะรั้วเกษตร : จำไว้เลย

วันศุกร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คงต้องบันทึกบนหน้าประวัติศาสตร์ของวงการเกษตรไทย พร้อมทำเครื่องหมายดอกจัน และขีดเส้นใต้หลายๆ เส้นว่า “เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2562 คณะกรรมการวัตถุอันตราย ได้มีมติให้ยกเลิกการใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ตามกระแสกดดันรอบด้าน ทั้งการเมืองเอ็นจีโอ สื่อมวลชน และโซเชียลมีเดีย”

การเมือง คือ รัฐมนตรีผู้กำกับดูแลหน่วยงานที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการขอให้ยกเลิกสารเคมีทั้ง 3 ชนิด คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงอุตสาหกรรม

รัฐมนตรีของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเข้ามาทำงานได้ไม่กี่วัน ก็ประกาศว่าต้องยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด ให้ได้ภายในปี 2562 โดยไม่ศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน แถมยังหาความชอบธรรมให้กับตนเองโดยการตั้งคณะทำงานซึ่งมีแต่ฝ่ายสนับสนุนให้แบนและคนของตนเองขึ้นมาพิจารณา เพื่อให้มติที่ประชุมออกมาเป็นเอกฉันท์ในการให้ยกเลิก และนำมติของคณะทำงานนี้ส่งให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายว่าเป็นความเห็นของกระทรวงเกษตรฯ

กระทรวงสาธารณสุข หน่วยงานซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการให้ยกเลิกการใช้ตั้งแต่รัฐบาลชุดที่แล้ว โดยการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาความเป็นพิษของสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ตามการชี้เป้าของเอ็นจีโอและข้อมูลสนับสนุนจากผลงานวิจัยที่บิดเบือนอย่างผิดจรรยาบรรณของนักวิจัย

กระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะที่ประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย คือ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย

รัฐมนตรีของทั้ง 3 กระทรวง ต่างให้นโยบายแก่ผู้แทนจากหน่วยงานในสังกัดของตนออกเสียงให้ยกเลิกการใช้ ในที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ในวันที่ 22 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา

เอ็นจีโอ เป็นกลุ่มคนที่นำข้อมูลที่บิดเบือน หรือข้อมูลของสารเคมีทั้ง 3 ชนิดมาเผยแพร่ ผ่านสื่อมวลชน และโซเชียลมีเดีย แต่เผยแพร่ไม่หมด เลือกเผยแพร่แต่ด้านที่เป็นลบหรือความเป็นพิษ หรืออันตราย แต่ไม่เคยเอาข้อมูลด้านที่ดี หรือเป็นประโยชน์มาเผยแพร่ ทั้งๆ ที่สารเคมีทุกชนิดที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมีทั้งประโยชน์และโทษ

สื่อมวลชน และ โซเชียลมีเดีย ทั้งนักข่าว คอลัมนิสต์ และคนเล่าข่าว บางคน (ส่วนใหญ่)นำเสนอข้อมูลของฝ่ายที่ต้องการให้ยกเลิกซึ่งเป็นข่าวเชิงลบเสียมาก สร้างให้ประชาชนหรือผู้บริโภคส่วนใหญ่เกิดความตื่นกลัวและสรุปรวบยอดความคิดเอาเองว่าสารเคมีทั้ง 3 ชนิดนี้มีพิษร้ายแรงและเป็นอันตราย โดยจะไม่เสียเวลาค้นหาข้อมูลอื่นๆ ที่เป็นด้านบวก ซึ่งฝ่ายไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกพยายามจะเผยแพร่

กลุ่มบุคคลอีกกลุ่มหนึ่งที่กล่าวถึงกันมากในกรณีของการยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดนี้คือ“คณะกรรมการวัตถุอันตราย”แต่หลายคนไม่ทราบที่มาและบทบาทของคณะกรรมการชุดนี้ จึงมีการกล่าวหาเนือง ๆ ในทำนองว่าไม่โปร่งใส

คณะกรรมการวัตถุอันตราย แต่งตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ก่อนฉบับล่าสุด ปีพ.ศ. 2562) มีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน กรรมการอีก 27 คน ประกอบด้วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระดับอธิบดีจาก 13 หน่วยงาน คือ กรมการขนส่งทางบก กรมการค้าภายใน กรมการแพทย์ กรมควบคุมมลพิษ กรมธุรกิจพลังงาน กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมวิชาการเกษตร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมส่งเสริมการเกษตร คณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ผู้แทนจาก 3 หน่วยงานคือกระทรวงกลาโหม กระทรวงคมนาคม สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งไม่เกิน 10 คน

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต้องเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ มีผลงานและประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชาเคมี วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ หรือกฎหมายโดยจะอยู่ในตำแหน่งคราวละ 3 ปี

เมื่อมีการปรับปรุง พ.ร.บ. วัตถุอันตรายล่าสุด ปี พ.ศ. 2562 คณะกรรมการวัตถุอันตราย ก็มีการปรับเปลี่ยนเช่นกัน โดยจะมี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธานโดยตำแหน่ง กรรมการลดลงเหลือ 26 คนกรรมการโดยตำแหน่ง 17 คน ได้แก่ ปลัดกระทรวง4 กระทรวง คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพลังงาน กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม ระดับอธิบดี 9 จากหน่วยงาน คือ กรมการขนส่งทางบก กรมควบคุมมลพิษ กรมเจ้าท่า กรมธุรกิจพลังงาน กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมวิชาการเกษตร กรมศุลกากร เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ผู้แทนจาก 4 หน่วยงาน คือ กระทรวงกลาโหม กรมการค้าต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากเดิม 10 คน ลดลงเหลือ 8 คน

คณะกรรมการวัตถุอันตราย มีหน้าที่ที่สำคัญ คือ กำหนดนโยบาย มาตรการ และแผนการบริหารจัดการวัตถุอันตรายเพื่อขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษา แก่รัฐมนตรี และหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับวัตถุอันตราย รวมทั้งพิจารณาเรื่องร้องเรียนจากผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากวัตถุอันตราย

การทำหน้าที่ของคณะกรรมการวัตถุอันตราย เท่าที่ผ่านมาน่าจะไม่เคยมีการเมืองมาแทรกแซงหรือกดดัน แต่สำหรับการทำหน้าที่ เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ที่ผ่านมาใคร ๆ ก็รู้ว่าอยู่ในสถานการณ์เช่นไร…คะแนนจึงออกมาท่วมท้น..แต่ก็ยังดีที่ไม่ใช่คะแนนซึ่งเป็นเอกฉันท์ ขอคาราวะท่านที่ออกเสียงให้จำกัดการใช้….

แว่นขยาย

กยท.เดินหน้าตั้งบริษัทลูก ลุยธุรกิจดันราคายางระยะยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449377

x

กยท.เดินหน้าตั้งบริษัทลูก ลุยธุรกิจดันราคายางระยะยาว

วันศุกร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยด้านบริหาร รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท. เตรียมจัดตั้งบริษัทลูก เพื่อดำเนินธุรกิจร่วมกับสถาบันเกษตรกร ซึ่งขณะนี้จัดทำ TOR เพื่อตั้งบริษัทลูก และจะนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย พิจารณาภายในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งหลังผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการแล้ว จะเร่งจดทะเบียนบริษัทให้เร็วที่สุด ในส่วนตั้งโรงงานจะเป็นขั้นตอนต่อไปที่จะดำเนินการให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วเช่นกัน ซึ่งรวมไปถึงพัฒนาโรงงานผลิตยางของ กยท. ที่มีอยู่ทั้ง 6 แห่ง ให้มีศักยภาพดำเนินงาน เพื่อรองรับกำลังการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นโดยที่ผ่านมาโรงงานของ กยท. ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 9001:2015 ซึ่งจะรองรับความต้องการของตลาดที่ กยท. ได้เปิดตลาดไว้ได้มากขึ้น และโรงงานของ กยท. ก็สามารถรองรับผลผลิตของเกษตรกร สถาบันเกษตรกร ทุกชนิดยาง ไม่ว่าน้ำยางสด ยางแผ่น และยางก้อนถ้วย โดย กยท. ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีตลาดซื้อขาย

นายสุนันท์กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ด้านนโยบายประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางระยะที่ 1 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง ฅ(เจ้าของสวน ผู้เช่า ผู้ทำและคนกรีดยาง) ที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลพื้นที่กับกยท.ก่อนวันที่ 12 สิงหาคม 2562เบื้องต้นมีเกษตรกรชาวสวนยาง 1,711,252 ราย (เจ้าของสวน ผู้เช่า ผู้ทำ 1,412,017 ราย และคนกรีดยาง 299,235 ราย) คิดเป็นพื้นที่ 17,201,391 ไร่ โดยให้ประกันรายได้ รายละไม่เกิน 25 ไร่ ที่ปริมาณผลผลิตยาง (ยางแห้ง) 240 กก./ไร่/ปี หรือ 20 กก./ไร่/เดือน กำหนดระยะเวลาประกันรายได้ 6 เดือน (เดือนตุลาคม 2562 – มีนาคม 2563)แบ่งตามประเภทยาง ดังนี้ ยางแผ่นดิบคุณภาพดี 60 บาท/กิโลกรัม น้ำยางสด (DRC 100%) 57 บาท/กิโลกรัม และยางก้อนถ้วย (DRC 50%) 23 บาท/กิโลกรัม โดยอ้างอิงจากราคากลางที่ประกาศทุก 2 เดือน และจ่ายเงินประกันรายได้ให้ผู้เข้าร่วมโครงการรอบแรกวันที่ 1-15 พฤศจิกายน  โอนเงินเข้าบัญชีของเกษตรกรชาวสวนยางโดยตรง งบประมาณในโครงการรวมทั้งสิ้น 24,278,626,534 บาท

งบกษ.ปี’63วาระแรก110,874ล้านผ่านฉลุย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449378

x

งบกษ.ปี’63วาระแรก110,874ล้านผ่านฉลุย

วันศุกร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยว่า ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2563 วาระที่ 1 วงเงินงบประมาณ 3.2 ล้านล้านบาท เป็นงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วงเงินรวม 110,874 ล้านบาทจำแนกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้

1) งบประมาณรายจ่ายบุคลากรภาครัฐ 25,536 ล้านบาท 2) งบประมาณรายจ่ายของกระทรวง/หน่วยงาน (Function)33,600 ล้านบาท 3) งบประมาณรายจ่ายบูรณาการ (Agenda) 43,588 ล้านบาท4)งบประมาณรายจ่ายพื้นที่ (Area) 8,150 ล้านบาท จากคำของบประมาณดังกล่าว ดำเนินงานที่เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล 12 เรื่องโดยกระทรวงเกษตรฯเกี่ยวข้อง 8 เรื่อง วงเงินรวม 23,638 ล้านบาท ประกอบด้วย 1) แก้ปัญหาดำรงชีวิตของประชาชน วงเงิน 1,349 ล้านบาท2) มาตรการเศรษฐกิจเพื่อรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก วงเงิน 4 ล้านบาท 3) ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและพัฒนานวัตกรรม วงเงิน 5,499 ล้านบาท 4) การยกระดับศักยภาพของแรงงาน วงเงิน 16 ล้านบาท 5) วางรากฐานระบบเศรษฐกิจของประเทศสู่อนาคต วงเงิน 236 ล้านบาท 6)แก้ปัญหายาเสพติดและสร้างความสงบสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ วงเงิน 159 ล้านบาท7)พัฒนาระบบการให้บริการประชาชน วงเงิน70 ล้านบาท 8) จัดเตรียมมาตรการรองรับภัยแล้งและอุทกภัย วงเงิน 16,305 ล้านบาท

สำหรับการดำเนินงานด้านนโยบายสำคัญของรัฐบาล 12 ด้าน เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรฯ 6 ด้าน วงเงินรวม 61,700 ล้านบาทประกอบด้วย 1) การปกป้องเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ 9,880 ล้านบาท 2)พัฒนาเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของไทย 12,730 ล้านบาท 3) พัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจและการกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค 46 ล้านบาท 4) พัฒนาสร้างความเข้มแข็งจากฐานราก 227 ล้านบาท5)ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน 38,688 ล้านบาท และ 6)ปฏิรูปการบริหารจัดการภาครัฐ 129 ล้านบาท

รายงานพิเศษ : สทนช.ก้าวสู่ปีที่3มุ่งสืบสานรักษาต่อยอด ชูบทบาทเสนาธิการด้านน้ำของปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449381

รายงานพิเศษ : สทนช.ก้าวสู่ปีที่3มุ่งสืบสานรักษาต่อยอด ชูบทบาทเสนาธิการด้านน้ำของปท.

รายงานพิเศษ : สทนช.ก้าวสู่ปีที่3มุ่งสืบสานรักษาต่อยอด ชูบทบาทเสนาธิการด้านน้ำของปท.

วันศุกร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“การทำงานของ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ตั้งปณิธานสืบสาน รักษา และต่อยอด ตามพระปฐมบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อนำประเทศไปสู่การมีภูมิคุ้มกันและความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน ภายใต้หลักธรรมาภิบาล เน้นทำงานเชิงรุกส่งเสริมศักยภาพบุคลากร พร้อมนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับบริบทของประเทศ โดยยึดมั่นประโยชน์ประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด” ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. กล่าวถึงหลักการทำงานในโอกาสที่ สทนช.ครบรอบ 2 ปีเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2562 และกำลังก้าวขึ้นสู่ปีที่ 3

สทนช. เป็นหน่วยงานบริหารทรัพยากรน้ำ ตั้งขึ้นตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 46/2560 อยู่ในบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำของประเทศทั้งระบบมีเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อน โดยทำหน้าที่บูรณาการงาน ข้อมูล แผนงาน โครงการ งบประมาณ ตลอดจนติดตามประเมินผลและควบคุมการปฏิบัติงาน ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ตลอดเวลา 2 ปีที่ผ่านมา สทนช.ดำเนินงานตามภารกิจด้วยความมุ่งมั่นพัฒนาวางรากฐานงานด้าน“น้ำ” ของประเทศอย่างเป็นธรรมและยั่งยืนทุกมิติ โดยน้อมนำศาสตร์พระราชา แนวทางตามพระราชดำริที่เกี่ยวข้อง หลักการทรงงานมาใช้ปฏิบัติงานภายใต้บทบาทเสนาธิการด้านน้ำของประเทศ สทนช.ให้คุณค่ากับการดำเนินงานของหน่วยงานและผู้ปฏิบัติงานทุกระดับและทุกภาคส่วนเท่าเทียมกัน เพื่อให้เกิดการบูรณาการอย่างแท้จริงและขับเคลื่อนร่วมกันเต็มประสิทธิภาพ

สมเกียรติ ประจำวงษ์

สทนช.ขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2562 และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2562 โดยกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ 6 ด้าน ประกอบด้วย แผนแม่บทด้านที่ 1 จัดการน้ำอุปโภคบริโภค ให้ทุกหมู่บ้านและชุนชนเมืองมีน้ำสะอาดใช้ครบทุกหมู่บ้านภายในปี 2573 ขณะนี้จัดทำประปาหมู่บ้านแล้วเสร็จ 7,320 หมู่บ้าน เหลืออีก 170 หมู่บ้าน จะดำเนินการให้เสร็จปี 2562 เพิ่มเพิ่มประสิทธิภาพระบบประปาหมู่บ้าน 1,837 หมู่บ้าน จากเป้าหมาย14,534 หมู่บ้าน ส่วนการขยายเขตประปาเมืองดำเนินการไปแล้ว 453 แห่ง จากเป้าหมาย 10,070 แห่ง

แผนแม่บทด้านที่ 2 สร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิตในปี 2562 สร้างแหล่งน้ำและระบบกระจายน้ำในเขตชลประทานเพิ่มขึ้น 166 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ทำให้มีพื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้น
150,793 ล้านไร่ นอกจากนี้ ยังพัฒนาฟื้นฟูแหล่งน้ำในพื้นที่เกษตรน้ำฝนเพิ่มขึ้น 233 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 22,920 ไร่ แผนแม่บทด้านที่ 3 การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย ในปี 2562 ได้ปรับปรุงลำน้ำธรรมชาติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ 8 แห่ง เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำภายในประเทศ 12 กิโลเมตร และอยู่ระหว่างก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมชุมชนเมือง

แผนแม่บทด้านที่ 4 จัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำที่ผ่านมาได้พัฒนาระบบบำบัดน้ำเสีย 100 แห่ง คงเหลือ 641 แห่งแผนแม่บทด้านที่ 5 อนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมและป้องกันการพังทลายของดิน ปัจจุบันได้ฟื้นฟูสภาพป่าต้นทุนที่เสื่อมโทรมคิดเป็นพื้นที่ 60,000 ไร่ จากเป้าหมาย 3.52 ล้านไร่ แผนแม่บทด้านที่ 6 การบริหารจัดการ ปัจจุบันออกกฎหมายแล้วหลายฉบับ สำหรับใช้กำหนดขอบเขตบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 มีเจตนารมณ์บูรณาการจัดสรร การใช้ พัฒนา บริหารจัดการ บำรุงรักษา ฟื้นฟู อนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ และสิทธิในน้ำเพื่อบริหารทรัพยากรน้ำอย่างเป็นเอกภาพทุกมิติอย่างยั่งยืน รวมทั้งยังออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พ.ศ.2561 พร้อมจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี และจัดตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำ 22 ลุ่มน้ำ(ใหม่) สำเร็จอีกด้วย

นอกจากนี้ ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา สทนช.ยังปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร เพื่อขับเคลื่อนภารกิจการเป็นศูนย์กลางการบูรณาการ และกำกับดูแลทรัพยากรน้ำของประเทศให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ล่าสุด กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2562 เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2562 สาระสำคัญคือ ตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติใน 4 ภูมิภาค ทำหน้าที่กำกับดูแลครอบคลุม 22 ลุ่มน้ำใหม่ รวมทั้งยังเเชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำจากส่วนกลางและภูมิภาคเป็นระบบ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในท้องถิ่นมากขึ้น ตลอดจนเป็นศูนย์กลางบูรณาการเรื่องน้ำในภูมิภาค ประกอบด้วย

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค 1 (ภาคเหนือ) จ.ลำปาง ดูแลลุ่มน้ำสาละวิน ลุ่มน้ำโขงเหนือ ลุ่มน้ำวัง ลุ่มน้ำปิง ลุ่มน้ำยม และลุ่มน้ำน่าน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค 2 (ภาคกลาง) จ.สระบุรี ดูแลพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำสะแกกรัง ลุ่มน้ำป่าสัก ลุ่มน้ำท่าจีน ลุ่มน้ำแม่กลอง ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก ลุ่มน้ำบางปะกง ลุ่มน้ำโตนเลสาบ และลุ่มน้ำเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค 3 (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) จ.ขอนแก่น ดูแลพื้นที่ลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ ลุ่มน้ำชีลุ่มน้ำมูล สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค 4 (ภาคใต้) จ.สุราษฎร์ธานีดูแลลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนบน ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ลุ่มน้ำภาคใต้ตะวันออกตอนล่าง และลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันตก

อนุทินเมินสหรัฐ จี้เลิกแบนไกลโฟเซต การันตีกก.ทำตามกม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449529

อนุทินเมินสหรัฐ จี้เลิกแบนไกลโฟเซต การันตีกก.ทำตามกม.

อนุทินเมินสหรัฐ จี้เลิกแบนไกลโฟเซต การันตีกก.ทำตามกม.

วันศุกร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“เสี่ยหนู”เมินสหรัฐส่งหนังสือให้ชะลอเลิกใช้ไกลโฟเซต เหตุยังหาสารทดแทนไม่ได้ ยันกรรมการวัตถุอันตรายทำตามกฎหมายไทย มีมติอย่างไรก็ต้องทำตาม ชี้สารทดแทนเป็นหน้าที่ก.เกษตรฯต้องจัดหาตัวที่ไม่ส่งผลร้ายแรง ย้ำถ้าไม่ปลอดภัยสธ.จะแบนอีก เล็งชงครม.หาทาง

เยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ ด้านอดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตรวางหรีดหน้ากระทรวงเกษตรฯ ซัดมติแบน3สารขาดการพิจารณาที่รอบคอบ ไม่เป็นไปตามคำสั่งนายกฯที่ให้เปิดรับฟังความเห็นปชช.

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด ประกอบด้วย พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส มีผลวันที่ 1 ธันวาคม 2562 ขณะที่สถานทูตสหรัฐอเมริกา ส่งหนังสือถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) ขอให้ไทยชะลอยกเลิกสารไกลโฟเซต เพราะยังหาสารทดแทนอื่นไม่ได้ว่า เราใช้กฎหมายไทย โดยคณะกรรมการวัตถุอันตรายเป็นผู้ดำเนินการภายใต้กฎหมายไทย และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยส่วนนี้คือคำตอบ ดังนั้น เมื่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติออกมาแล้วต้องทำตาม เมื่อมติบอกให้แบน แล้วคนอื่นจะมาบอกไม่ให้แบน จะมาใหญ่กว่าคณะกรรมการวัตถุอันตรายได้อย่างไร เพราะเขาทำภายใต้กฎหมาย

นายอนุทินกล่าวต่อว่า ส่วนต้องส่งหนังสือชี้แจงกลับไปยังสถานทูตสหรัฐอเมริกาหรือไม่ ก็แล้วแต่ เพราะหนังสือไม่ได้ส่งมาที่ตน แต่ขอย้ำว่าสธ. ดูแลเรื่องสุขภาพประชาชน ดังนั้น อะไรที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ สธ.สนับสนุนไม่ได้ ส่วนเรื่องหาสารทดแทน ไม่ได้เกี่ยวกับ สธ. เป็นหน้าที่ของกระทรวงอื่นที่ต้องหาวิธี เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) ต้องพยายามสุดความสามารถที่จะหาสารทดแทน ทั้งนี้ ตนยังไม่ได้คุยกับน.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯว่า มีสารตัวไหนมาทดแทนได้บ้าง อย่างไรก็ตาม ชีวิตและสุขภาพของคน หาอะไรมาทดแทนไม่ได้ และหวังว่าสารทดแทนตัวใหม่ จะไม่มีผลร้ายแรงต่อสุขภาพประชาชน เพราะถ้ามีผลร้ายแรง สธ.ก็ต้องสั่งแบนอีก

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีเกษตรกรอาจได้รับผลกระทบเรื่องค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น หากมีการแบนสารเคมีทั้ง 3 ชนิด นายอนุทินกล่าวว่า เรื่องนี้คงต้องมาว่ากัน เพราะตอนที่ไม่แบน ก็ถามว่าทำไมไม่แบน หาว่าไปรับเงินใครมาหรืออะไรมายัดปากหรือไม่ พอแบนให้ก็จะมีปัญหาอื่นตามมา แต่ต้องดูว่าอะไรเสียหายร้ายแรงกว่ากัน ตนมั่นใจกระทรวงเกษตรฯ จะมีมาตรการทดแทนช่วยเหลือ และหากมจำเป็นจริงๆ ก็ต้องนำไปหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากการแบนสารเคมีพิษทั้ง 3 ชนิด แล้วรัฐบาลจะช่วยเหลืออย่างไรได้บ้าง ก็เป็นเรื่องต้องมีการหารือกันต่อไป ทั้งนี้ ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข อาจนำแนวทางนำงบประมาณที่เคยใช้ดูแลผู้ป่วย เมื่อแบนสารเคมีสำเร็จ ไม่ต้องนำเงินส่วนนั้นไปดูแลก็อาจส่งคืนกระทรวงการคลัง และให้นำเงินส่วนนั้นไปช่วยเหลือสนับสนุนแทนก็ได้

ส่วนที่มีเกษตรกรบางส่วนจะฟ้องศาลปกครอง ขอให้คุ้มครองชั่วคราวนั้น นายอนุทินกล่าวว่า เป็นสิทธิ์ที่สามารถร้องได้ ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการ ถ้ามีการฟ้องจริง ก็แล้วแต่ดุลยพินิจของศาลปกครองจะคุ้มครองชั่วคราวหรือไม่ แต่มั่นใจว่ากระทรวงเกษตรฯจะมีมาตรการหาสารทดแทนและแนวทางอื่นช่วยเหลือ

วันเดียวกัน มีความเคลื่อนไหวที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอดิศักดิ์ ศรีศรรพกิจ อดีตอธิบกรมวิชาการ เกษตรนำพวงหรีด 4 พวง มาวางไว้ด้านหน้ากระทรวง เพื่อไว้อาลัย ต่อ มติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่ให้แบน 3 สารเคมี โดยนายอดิศักดิ์เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา ส่วนตนเห็นว่า เป็นการประชุมไม่มีการพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากข้อมูลที่นำไปพิจารณา ไม่เป็นไปตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ให้กระทรวงเกษตรไปประชุม กับผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมด 4 ฝ่าย

นายอดิศักดิ์ยังตั้งข้อสังเกตต่อว่า ผลประชุมคณะทำงาน 4 ฝ่าย ที่มีน.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ รมช. เกษตรฯ เป็นประธานและนำไปให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายประกอบการตัดสินชี้ขาดนั้น ขาดความรอบคอบไม่ถูกต้องรอบด้าน เพราะคำสั่งของนายกรัฐมนตรีให้พิจารณารอบด้าน ซึ่งต้องทำประชาพิจารณ์จากผู้มีส่วนได้เสีย โดยเฉพาะ ผู้บริโภค และเกษตรกรที่ใช้จริง ซึ่งการประชุมคณะกรรมการ4 ฝ่ายเป็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่กี่ชั่วโมง มติที่เกิดขึ้นพิจารณาจากข้อมูลที่ไม่รอบด้าน เชื่อว่า น่าจะเกิดปัญหาต่อเนื่องมา

นายอดิศักดิ์กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน ประธานในที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่มี นายภานุวัฒน์ ตริยางกรูศรี รักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมทำหน้าที่ ก็เป็นเรื่องค่อนข้างแปลก เนื่องจากปกติการลงคะแนน ประธานต้องไม่ลงคะแนนเพื่อให้เป็นกลาง แต่จะลงเพื่อชี้ขาดกรณีเสียงเท่ากันเท่านั้น แต่กาประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ประธานลงคะแนน และมีความพยายาม ที่เป็นตัวชี้นำให้เกิดการแบน 3 สารเคมีด้วย ทั้งที่ข้อมูลประกอบการพิจารณาที่ไม่รอบด้าน ผิดหลักธรรมมาภิบาล ชัดเจน

“จากนี้ไป ผมคิดว่ากลุ่มเกษตรกรที่คัดค้านการแบน 3 สาร คงเดินหน้าคัดค้านการแบน โดยร้องศาลปกครองขอความเป็นธรรมต่อไป จากนี้คงเป็นเรื่องหนักของกรมวิชาการเกษตรด้วย ที่ต้องไปอายัดสารคมีที่ถูกสั่งแบนทั้งหมด เพื่อทำลาย ซึ่งค่าทำลาย น่าจะมากกว่า 1,000 ล้านบาท และผมไม่มั่นใจว่าต้องจ่ายค่าชดเชย ให้พ่อค้าที่ได้รับใบอนุญาตจำหน่ายและนำเข้า หรือไม่ เพราะเขา ไม่ได้ผิด จากนี้ไป ต้อง รอดู ว่า ทางภาครัฐจะดำเนินการอย่างไร”นายอดิศักดิ์กล่าว

กดดันข้ามชาติ! สหรัฐร่อนหนังสือถึง’บิ๊กตู่-7รมต.’คัดค้านแบนสารไกลโฟเซต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449521

กดดันข้ามชาติ! สหรัฐร่อนหนังสือถึง'บิ๊กตู่-7รมต.'คัดค้านแบนสารไกลโฟเซต

กดดันข้ามชาติ! สหรัฐร่อนหนังสือถึง’บิ๊กตู่-7รมต.’คัดค้านแบนสารไกลโฟเซต

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 18.48 น.

24 ตุลาคม 2562 มีรายงานว่า สถานทูตสหรัฐประจำประเทศไทยทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายดอน ปรมัติวินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เนื้อหาสำคัญว่ากระทรวงเกษตรสหรัฐได้ตรวจสอบผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทยในการห้ามสารเคมีเกษตร3 ชนิดที่อยู่ในระหว่างการพิจารณา

ทางสถานทูตสหรัฐประจำประเทศไทย ยังได้แนบเอกสารจากกระทรวงเกษตรของสหรัฐ ส่งถึงนายกรัฐมนตรีของไทยด้วยว่า การแบนสารไกลโฟเซต โดยไม่พิจารณาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์อย่างเต็มที่ อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการนำเข้าถั่วเหลืองและข้าวสาลีของไทย จึงหวังว่าประเทศไทยจะพิจารณาความกังวลนี้ เพราะไกลโฟเซทเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ยาฆ่าแมลงที่ใช้กันอย่างแพร่หลายและศึกษาอย่างจริงจังในโลก หน่วยงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา (EPA) ประเมินแล้วว่าไม่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพของมนุษย์ สอดคล้องกับความคิดเห็นทางวิทยาศาสตร์ของหน่วยงานอื่นทั้งญี่ปุ่น สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย และองค์การเกษตรแห่งสหประชาชาติ  จึงขอให้ชะลอการตัดสินใจเกี่ยวกับไกลโฟเซต เพื่อหาทางออกสำหรับสหรัฐอเมริกา

คาดการณ์ว่า จะมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นจากการห้าม 3 ประการ คือ 1.เกษตรกรไทยจะต้องเผชิญกับต้นทุนสารเคมีทดแทนสูงขึ้น 75,000-125,000 ล้านบาท ของราคาตลาดของไทยในปัจจุบัน  2.หากไม่พบสารเคมีทดแทนที่เหมาะสม (เนื่องจากกลูโคซิเนต มีแอมโมเนียมมีพิษมากกว่า ไกลโฟเซท แต่น้อยกว่าพาราควอต) ทำให้ต้นทุนแรงงานสูงขึ้นสำหรับการปราบวัชพืช ทำให้การควบคุมรวมกับการสูญเสียผลผลิตพืช คาดว่าจะสูงถึง 128,000 ล้านบาท 3.สิ่งที่สหรัฐกังวลมากที่สุด คือ จะมีผลกระทบต่อการนำเข้าถั่วเหลือง ข้าวสาลี กาแฟ แอปเปิ้ล และองุ่น  จากสหรัฐ มูลค่า 51,000ล้านบาท ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นยังไม่รวมถึงผลกระทบที่ตามมาของผู้ผลิตอาหาร เช่น อุตสาหกรรมเบเกอรี่และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่พึ่งพาข้าวสาลีที่นำเข้า 100% เพื่อมาดำเนินธุรกิจมูลค่า 40,000 ล้านบาท

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ยอมรับว่าต้องศึกษารอบด้านในการหาสารทดแทนเข้ามาใช้ เพราะกระทบหลายส่วน การทำงานเมื่อเป็นปัญหาการเมืองมักมีปัญหาตามมา

ขอบคุณข้อมูลสำนักข่าวไทย

รมช.เกษตร เปิดด่านการค้าโค-กระบือ ที่ชายแดนไทย-เมียนมา อ.แม่สอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449505

รมช.เกษตร เปิดด่านการค้าโค-กระบือ ที่ชายแดนไทย-เมียนมา อ.แม่สอด

รมช.เกษตร เปิดด่านการค้าโค-กระบือ ที่ชายแดนไทย-เมียนมา อ.แม่สอด

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 18.12 น.

รมช.เกษตร เปิดด่านการค้าโค-กระบือ ที่ชายแดนไทย-เมียนมา อ.แม่สอด​ จ.ตากหลัง โคกระบือจากต่างประเทศทะลักเข้าไทยจนราคาตก

24 ตุลาคม 2562 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดด่านการค้าโค-กระบือ  ที่บริเวณท่า 23 (ท่าลุงคำ) ริมแม่น้ำเมย บ้านวังแก้ว(ห้วยกะโหลก หมู่ 4 ต.แม่ปะ อ.แม่สอด จ.ตาก โดยมีนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก​ นายชัยพฤกติ์ เชียรธานรักษ์ นายอำเภอแม่สอด​ ดร. เทอดเกียรติ​ ชินสรนันท์ นายกเทศมนตรีนครแม่สอด​ ​และเกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือ   กว่า 300 คน ให้การต้อนรับ โดยนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก  ได้กล่าวถึงสถานการณ์การค้ากระบือ และกล่าวรายงานสรุป ถึงสถานการณ์ตามแนวชายแดนการค้าของสองประเทศ

 

 

จากนั้น.รมช.เกษตร ได้มีการตรวจเยี่ยมคอกสัตว์ และพบปะเกษตรกรผู้เลี้ยงและกลุ่มผู้ค้า-ขาย โค-กระบือ รวมทั้งผู้เลี้ยงโคขุน และได้ประชุมเจ้าหน้าที่ผู้ปฎิบัติงาน ที่ด่านกักกันสัตว์ตาก(แม่สอด) คอกกักบ้านวังแก้วด้วย

ทั้งนี้ นายประภัตร เปิดเผยว่าก่อนหน้านี้ จีนเข้ามาตีตลาด โค กระบืออย่างหนัก และยังกดราคา  ทำให้เมื่อ 2-3 เดือน​ จึงจำเป็นต้องปิดด่าน เพื่อให้ตลาดขาดและมีความต้องการมากขึ้น วันนึ้จึงมาทำให้เปิดด่านการค้าโค-กระบือ ที่ชายแดนไทย-เมียนมา และเพิ่มราคาระหว่าง กก.ละ   99 -​100  บาท และกลับส่งไปขายจีน กก.ละ 105-110บาท​ ( ซึ่งคิดใน นน.ตัวโค ระหว่าง 320-400 กก.) ส่วนขนาด นน.ตัวที่เล็กก็ ราคาลดน้อยลง กก.ละ  95 บาทเพื่อนำไปขุนต่อ  โดยมีตลาดกลางซื้อขาย และการประกัน  นอกจากนี้ในแต่ละครอบครัวจะได้รับ โค กระบือไปรายละ 5 ตัวต่อครอบครัว และสามารถนำเป็นหลักประกัน ในการกู้ได้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

‘ธรรมนัส’สั่งด่วน!! ปฏิบัติการยึดคืนพื้นที่’รีสอร์ท-บ้านพักตากอากาศ’รุกส.ป.ก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449500

'ธรรมนัส'สั่งด่วน!! ปฏิบัติการยึดคืนพื้นที่'รีสอร์ท-บ้านพักตากอากาศ'รุกส.ป.ก.

‘ธรรมนัส’สั่งด่วน!! ปฏิบัติการยึดคืนพื้นที่’รีสอร์ท-บ้านพักตากอากาศ’รุกส.ป.ก.

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 18.02 น.

“ธรรมนัส”สั่งด่วนปฏิบัติการยึดคืนพื้นที่รีสอร์ท-บ้านพักตากอากาศ  รุกส.ป.ก.วังน้ำเขียว-เขาใหญ่-เมืองกาญจน์-ภูเก็ต ลั่นยึดคืนหลวงก่อน ไม่รื้อทุบ จ่อปรับเปลี่ยนรูปแบบรัฐวิสาหกิจชุมชน เผยรีสอร์ทวังน้ำเขียว-ร้านอาหาร-ร้านกาแฟ โดนยึดเรียบ124แห่ง ทั้งในพื้นที่ทับซ้อนอุทยานทับลาน เตรียมโดนยึดอีก140แห่ง

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าได้สั่งการให้ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ปฏิบัติการยึดคืนพื้นที่ ส.ป.ก.ทันทีที่มีนายทุนบุกรุกถือครองใช้ผิดวัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ.ปฏิรูปที่ดิน เช่น พื้นที่วังน้ำเขียว เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา จ.กาญจนบุรี จ.ภูเก็ต เป็นต้นโดยยึดคืนหลวงก่อนทุกพื้นที่ ในกิจการผิดระเบียบการใช้ที่ดินต้องดำเนินตามกฎหมายตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปต้องเข้าสู่การฟ้องร้องอาญาและแพ่ง และให้ออกจากพื้นที่ โดยก่อนหน้านี้ตนได้สั่งการให้ ส.ป.ก.ทุกจังหวัดตรวจสอบสภาพปัญหาในทุกพื้นที่ไว้แล้ว ตนมาเป็น รมช.เกษตรฯ 3 เดือน ดูแล ส.ป.ก.เห็นปัญหารื้อรังมีมากมายที่ต้องเร่งแก้ไขให้การใช้ที่ดินเกิดประโยชน์กับเกษตรกรและผู้ยากไร้ ให้มากที่สุดเพราะคนยากจนยังรอที่ดินทำกินอีกจำนวนมาก

“พี่จะต้องติดตามผลตลอด ให้ ส.ป.ก.รายงานความคืบหน้ามาโดยตรงเพราะในการดำเนินการยึดคืนมีกรอบกฎหมาย ระบุเวลาชัดเจนในการเรียกคืนที่ดิน จะต้องยึดคืนจบภายในกี่วัน ส่งอัยการ ฟ้องอาญาและแพ่ง เรียกค่าเสียโอกาสในการใช้ที่ดิน ส.ป.ก.ราคาประเมินต่อไร่ 6 – 9 หมื่นบาท” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า ในส่วนสิ่งปลูกสร้าง ไม่ว่าจะเป็นรีสอร์ท ร้านอาหาร จะไม่รื้อถอนโดยปรับเปลี่ยนจัดทำรูปแบบรัฐวิสาหกิจชุมชน ทั้งนี้ ทุกแห่งที่ผิดกฎหมายการใช้ที่ดิน ต้องยึดมาก่อน ได้สั่ง ส.ป.ก.ทุกพื้นที่ให้รีบทำเรื่องนี้ ประกาศยึดก่อนและเข้าสู่ขั้นตอนการจัดสรรสิทธิ ให้กับเกษตรกรรายใหม่ จัดแปลงทำกินในรูปของสหกรณ์ ทำแปลงรวม ตามนโยบายคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) สำหรับปัญหาพื้นที่ ส.ป.ก.วังน้ำเขียว ทับซ้อนพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน จะเดินหน้าใช้แผนที่มาตราเดียว หรือวันแม๊พ และดำเนินการตามคำสั่งผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่วินิจฉัยให้กรมอุทยานคืนพื้นที่ให้ ส.ป.ก.

แหล่งข่าวจาก ส.ป.ก.เปิดเผยว่า ร.อ.ธรรมนัส มีคำสั่งให้ยึดคืนรีสอร์ท สถานประกอบการอื่น บ้านพักตากอากาศ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และกิจการที่ประกอบการเป็นบริษัท เช่น สวนภูพฤกษา สวนฟลอร่า ปารค์ ไร่โรสการ์เดนท์ ไร่ฟ้าประทาน บุกรุกพื้นที่ ส.ป.ก.วังน้ำเขียว รวมทั้งหมด 124 แห่ง โดยมีแผนปฏิบัติการเข้าตรวจสอบพื้นที่ตั้งแต่เดือน พ.ย. – ธ.ค.62 และส่งอัยการฟ้องศาลขับไล่ยึดคืนในเดือน ม.ค. – ก.ย.63 ในระหว่างนี้ได้ส่งสำนักแผนที่จาก ส.ป.ก.ส่วนกลาง ร่วมกับจังหวัด ตรวจสอบสถานกิจการทั้งหลาย อยู่ในพื้นที่ ส.ป.ก.ระยะเวลาประมาณ 2 เดือน ในการเข้ารังวัดพื้นที่ ที่มีการเข้ามาครอบครองผิดวัตถุประสงค์ จำนวนกี่ไร่ กี่ราย จึงรวบรวมหลักฐานฟ้อง ส่งอัยการ เพื่อเข้าสู่ศาล ซึ่งจะต้องรังวัดที่ให้ชัดเจนเพื่อกำหนดค่าเสียหาย ฟ้องแพ่งเรียกเสียค่าหายที่บุกรุก อัตราปัจจุบันคิดค่าเสียโอกาส ในการนำที่ดินมาปฏิรูปที่ดิน ต่อไร่ๆ ละเฉลี่ยจากราคาประเมินที่ดิน 6 – 9 หมื่นบาท ทุกพื้นที่ ส.ป.ก.จะลงเดินแนวเขตวงรอบทั้งหมด ว่าครอบครองเท่าไหร่ กี่ไร่ แต่ละรายมีอาณาเขตเท่าไหร่ เพื่อปักหมุดทำรูปแผนที่แนบท้ายคำฟ้อง

แหล่งข่าว ส.ป.ก.กล่าวว่า ก่อนหน้านี้บริษัทฟลอร่า ปาร์ก ไร่ฟ้าประทาน ไร่โรสการ์เดนท์ เป็นเจ้าของรายเดียวกันได้ส่งหนังสือขอครอบครองที่ดิน 50 ไร่ ต่อไป จากพื้นที่ทั้ง 3 แปลง รวมเนื้อที่เกือบ 500 ไร่ ซึ่งทางกรมมีหนังสือชี้แจงไปแล้ว ไม่อนุญาตในการขอมา 50 ไร่ เพราะไม่อยู่ภายใต้ระเบียบกฎหมาย ส.ป.ก.และภายใต้กิจการดังกล่าว

ในส่วนพื้นที่ทับซ้อน ส.ป.ก.วังน้ำเขียว กับอุทยานแห่งชาติทับลาน รมช.เกษตรฯ ได้ตั้งคณะทำงานร่วมกันทั้งสองกรมเพื่อให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ให้กันพื้นที่คืน ส.ป.ก.ภายใน 120 วัน นับจากวันที่ 9 ส.ค.ที่ผู้ตรวจการแผ่นเดิน มีคำวินิจฉัยออกมา และหากกรมอุทยานฯ มอบให้ ส.ป.ก.จะเข้าดำเนินการยึดรีสอร์ท บ้านพักตากอากาศ ได้ทันที ที่ตำบลไทยสามัคคี กว่า 140 แห่ง โดยบางแห่ง อุทยานได้ฟ้องขับไล่ส่งอัยการแล้ว รวมทั้งเป็นเขตปฏิรูปที่ดินไว้ทั้งอำเภอวังน้ำเขียว ตั้งแต่ปี 2521 โดยจะได้คืนพื้นที่จากอุทยานทับลานกว่า 9,000 ไร่ ซึ่งในพื้นที่นี้ มีรีสอร์ท 88 การมองเต้ และมีรีสอร์ทของ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ที่เพิ่งแต่งงานกับอดีตนางงาม อยู่ด้วยติดกับรีสอร์ท 88 การ์มองเต้

สำหรับรีสอร์ท 124 แห่ง บุกรุกพื้นที่ ส.ป.ก.วังน้ำเขียว โดยมี 24 แห่ง ที่ส่งดำเนินคดีตั้งแต่ปี 2553 มาแล้ว ซึ่ง รมช.เกษตรฯ สั่งการให้ดำเนินการเร่งรัดตามที่กฎหมาย ส.ป.ก.อย่างเข้มงวด ได้ระบุระยะเวลายึดคืนไว้ชัดเจน เช่น โกลเดนส์เมาเทนส์รีสอร์ท 8 แปลง จาก 10 แปลง (ของ ส.ส.พรรคประชารัฐ) เพชรภูหมอก (บ้านไทรทอง) เพชรภูหมอก (ศาลเจ้าพ่อ) ภูเคียงลมรีสอร์ท ภูผาหมอกรีสอร์ท 4 แปลง ภูวังทองรีสอร์ท มะฮอกกานีฮิลล์รีสอร์ท ไร่ภูศิริ 8 แปลง ลลิตาไปรเวทรีสอร์ท ครัวริมเขื่อน 2 แปลง ภูน้ำอิงฟ้า 2 แปลง

‘มนัญญา’นำร่อง’อุทัยธานี’พรุ่งนี้ ปูพรมช่วยเกษตรกรแบบใยแมงมุมหลังแบน3สารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449439

'มนัญญา'นำร่อง'อุทัยธานี'พรุ่งนี้ ปูพรมช่วยเกษตรกรแบบใยแมงมุมหลังแบน3สารพิษ

‘มนัญญา’นำร่อง’อุทัยธานี’พรุ่งนี้ ปูพรมช่วยเกษตรกรแบบใยแมงมุมหลังแบน3สารพิษ

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 16.47 น.

มนัญญา ลุยดูแลเกษตรกรทุกกลุ่มหลังแบน3สารพิษ นำร่องพรุ่งนี้ จ.อุทัยธานี พร้อมปูพรมช่วยทุกพื้นที่แบบใยแมงมุม สั่งทุกหน่วยงานเข้าถึงตัวเกษตรกร แก้ถูกจุดเกิดประโยชน์สูงสุด ลั่นเจ้าของบริษัทนำเข้าสารเคมี รายใดมีสารคงเหลือ มาเจอตัวได้จะบอกให้เข้าใจต้องรับผิดชอบกำจัดสารเอง อย่าโยนภาระรัฐบาล จ่อเก็บภาษีส่งออกสารเคมีทุกชนิด ป้องไทยเป็นแหล่งผลิตสารอันตราย

24 ตุลาคม 2562 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าในวันที่ 25 ต.ค.จะจัดประชุมทุกหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯที่ศาลากลาง จ.อุทัยธานี เพื่อรับฟังความเห็นทุกภาคส่วนภายหลังการแบน3สารเคมี  คลอร์ไพรีฟอส พาราควอต ไกลโฟเซต มีผลทันทีวันที่1ธ.ค.นี้ ที่ห้ามจำหน่าย ผลิต ครอบครอง นำเข้า ส่งออก โดยยกระดับเป็นวัตถุอันตรายประเภท4  โดยทุกหน่วยงานต้องดูแลช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงระยะเปลี่ยนผ่าน ซึ่งนำร่องที่จ.อุทัยธานีและจากนี้ตนจะลงไปรับฟังปัญหาทุกจังหวัด ทั้งนี้ทุกหน่วยงานต้องเดินหน้าไปด้วยกัน ร่วมกันนำทางออก ทางเลือกทำไว้ทุกอย่างไปให้ถึงตัวเกษตรกรและมีมาตรการช่วยเหลือไว้พร้อมหมด โดยเจ้าหน้าที่ต้องเข้าไปหาเกษตรกร ในช่วงระยะเปลี่ยนผ่าน และไม่ทำให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรสูงขึ้น

รมช.เกษตรฯกล่าวว่าในส่วนสารทางเลือก กรมวิชาการเกษตร ได้เสนอ 16 ชนิดเข้าที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย มาอย่างต่อเนื่องและกระทรวงอุตสาหกรรม ได้รับรองไว้นานแล้วตั้งแต่ปี2554 ไม่ใช่สารเคมีตัวใหม่แต่อย่างใด และขอยืนยันว่าอย่าใช้คำว่า สารทดแทน เพราะไม่มี

“ขอให้เข้าใจตรงกันว่าไม่มีการนำเข้าสารตัวใหม่ที่จะเข้ามาทดแทนสาร3ตัวนี้ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีสารทางเลือกให้เกษตรกร ที่ใช้กันทั่วไปมีขายในท้องตลาดมีเป็นร้อยชนิด ซึ่งสารทางเลือก 16 ชนิดนี้กรมวิชาการเกษตร อนุญาตให้นำเข้ามาตั้งแต่ปี54 โดยกระบวนการใช้สารเคมี เริ่มมีการปรับเปลี่ยนการเตรียมพร้อมไว้อยู่แล้ว และสารทางเลือก 16 ชนิดนี้ กรมวิชาการเกษตร ก็ได้เสนอเข้า คก.วัตถุอันตราย ไปแล้วก่อนหน้านี้นานแล้วทุกครั้งที่มีการประชุม และขณะนี้กรมวิชาการเกษตร กำลังทำร่างแนบท้ายประกาศกระทรวงแบน3สาร ที่จะออกมาเร็วๆนี้ มีผลบังคับใช้ 1 ธ.ค.ให้เป็นตามมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ”น.ส.มนัญญา กล่าว

รมช.เกษตรฯกล่าวว่าในส่วนประเด็นการกำจัดสารเคมี3ชนิดที่ยังคงเหลือ ตนขอถามว่าใครเป็นคนพูดเรื่องสารคงเหลือที่ต้องทำลายโดยขอใช้เงินหลวง ตนยืนยันไม่ใช้หน้าที่ของรัฐบาล กระทรวงเกษตรฯ และกรมวิชาการเกษตร  เป็นหน้าที่ของบริษัทที่นำเข้ามา ที่ต้องรับผิดชอบนำไปกำจัด เรียกคืนจากร้านค้า ซึ่งเป็นวิธีตามหลักสากลที่ประเทศต่างๆเลิกใช้สารเคมี ได้กำหนด  จากนี้จะมีคณะกรรมการ ติดตามตรวจสอบ การกำจัด3สาร อย่างไรก็ตามขณะนี้ไม่ควรมีสารเคมีคงเหลือในประเทศ เพราะชะลอการนำเข้ามาตั้งแต่ปี2559 เริ่มทยอยนำเข้าลดลงเรื่อยๆและได้ห้ามนำเข้าเมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ดังนั้นทางเอกชน จะใช้มาเป็นข้ออ้างไม่ได้

“เจ้าของบริษัทนำเข้าสารเคมี มาพบพูดคุยกับพี่ได้ แต่ต้องแยกเซลล์ขายยา ร้านค้า ออกไปเพราะไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และเจ้าของบริษัท ต้องรับผิดชอบโดยตรงซึ่งทางบริษัทได้นำเข้า สารเคมีหลายชนิดอยู่แล้ว ดังนั้นกระบวนการทำลาย ไม่ใช้หน้าที่ของรัฐบาล บริษัทนำเข้าต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายตรงนี้เอง”น.ส.มนัญญา กล่าว

รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงอุตสาหกรรม กำลังแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายโรงงาน สารเคมี ปุ๋ยยา ทุกชนิดให้มีคุณภาพมาตรฐานรับรองที่เป็นระดับสากล โรงงานทุกแห่งต้องมีห้องแลปตรวจสอบสารที่นำเข้ามา เพื่อป้องกันการลักลอบนำมาขายในประเทศ จากนี้จะมีมาตรฐานการควบคุมวัตถุอันตรายสารเคมี ทุกประเภทจะนำเข้าแบบเดิมที่อะไรก็เอาส่งๆเข้ามาได้ เข้ามาแล้วขายที่ไหนก็ได้ ใครเอาไปทำอะไรก็ได้ อย่างนี้จะไม่ให้เกิดขึ้นอีก ต่อไป จะมีมาตรการควบคุมสต็อก โกดัง มีระบบควบคุมรู้ว่าทุกขวดทุกลิตรไปอยู่ที่ไหน มาจากใคร บริษัทต้นทาง ใครไปผลิต บรรจุยี่ห้ออะไร ซึ่งต้องควบคุมได้ตลอดสายการผลิต และเป็นโรงงานที่ถูกต้องตามมาตรฐาน ถึงจะขอนำเข้าสารเคมีได้ ไม่ให้เหมือนที่ผ่านมาการอนุญาตนำเข้าได้ให้เป็นใบอนุญาตแต่ละสารเคมี ซึ่งเมื่ออนุญาต แล้วไปแตกบริษัทเครือข่าย บริษัทลูก มานำเข้าได้อีก ต่อไปต้องตรวจสอบย้อนกลับได้ทั้งหมด พร้อมกับจะหารือกับกรมสรรพกร เพื่อเก็บภาษีส่งออกสารเคมีทุกชนิด จากเดิมที่ไม่เก็บภาษีเลยทั้งนำเข้าและส่งออก เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นฐานผลิตสารเคมีอันตราย

“เกษตรกรไทยมีคุณค่าทั้งหมด ในฐานะ รมช. เกษตรฯ พี่จะไปทุกจังหวัด ลงพื้นที่ประชุมผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ไปทำมาตรการปรับเปลี่ยนทำเกษตร จะได้รู้ปริมาณใช้สารหรือไม่ใช่ไปดูปัญหาช่วยเหลือเกษตรกรทุกกลุ่ม ซึ่งวันที่พรุ่งนี้ประชุมนำร่องที่ จ.อุทัยธานี เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดูแลเกษตรกรแบบใยแมลงมุม ลงไปหาทุกพื้นที่เข้าถึงเกษตรกร รายใดต้องการช่วยเหลือ ให้เกิดความชัดเจน จะสามารถช่วยได้อย่างตรงจุดและเกิดประโยชน์กับตัวเกษตรกรเองอย่างดีที่สุด”น.ส.มนัญญา กล่าว