เกษตรฯทุ่มงบ3.1พันล.จัด5โครงการ ฟื้นฟูเยียวยาเกษตรกรประสบภัยแล้ง-ท่วมปี’62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449966

x

เกษตรฯทุ่มงบ3.1พันล.จัด5โครงการ ฟื้นฟูเยียวยาเกษตรกรประสบภัยแล้ง-ท่วมปี’62

วันจันทร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ภัยแล้งและอุทกภัยผลจากอิทธิพลของพายุโพดุลและคาจิกิในภาคเหนือและภาคอีสาน ส่งผลให้พื้นที่การเกษตรเสียหายและเกษตรกรเดือดร้อน คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม อนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการฟื้นฟู เยียวยา เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยปี 2562 จำนวน 5 โครงการกรอบวงเงิน 3,120 ล้านบาท เริ่มเปิดรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม – 10 พฤศจิกายน 2562 ระยะเวลาดำเนินโครงการตุลาคม 2562 – 30 กันยายน 2563 หลักการให้ความช่วยเหลือ ต้องเป็นเกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วง/ฝนแล้ง หรืออุทกภัย ปี 2562 ที่ได้รับความเสียหายสิ้นเชิงและได้รับการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน 2562 ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้บูรณาการการทำงานของ 4 หน่วยงานในพื้นที่ร่วมกัน โดยเกษตรกรเลือกและสมัครเข้าร่วมโครงการได้เพียง 1 โครงการ จากทั้งหมด 5 โครงการ ข้อกำหนดเบื้องต้น คือ พื้นที่ต้องมีเอกสารสิทธิ สำหรับเกษตรกรที่สนใจปลูกพืชใช้น้ำน้อยพื้นที่ต้องเหมาะสม มีแหล่งน้ำเพียงพอเพาะปลูก หากสนใจเลี้ยงปลาควรจะมีบ่อดิน หรือเลี้ยงสัตว์ปีกอาจต้องมีโรงเรือนสำหรับสัตว์ปีกด้วย

ทั้งนี้ แต่ละโครงการมีเป้าหมายและหลักเกณฑ์ ดังนี้ 1.โครงการส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยเพื่อสร้างรายได้แก่เกษตรกร (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์, ถั่วเขียว)  กรมส่งเสริมการเกษตรรับผิดชอบ โดยสนับสนุนค่าใช้จ่ายเป็นเงินสดโอนเข้าบัญชี ธ.ก.ส.ของเกษตรกรเพื่อซื้อเมล็ดพันธุ์ รายละไม่เกิน 20 ไร่ เป้าหมายเกษตรกร 150,000 ครัวเรือน พื้นที่ 1.4 ล้านไร่ เกษตรกรเข้าร่วมโครงการตามความสมัครใจ 1 ครัวเรือน ต่อ 1 สิทธิ์ และเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตร

2. โครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าวปี 2563/64 กรมการข้าวรับผิดชอบ เป้าหมายเกษตรกร 827,000 ครัวเรือน เมล็ดพันธุ์ข้าว 63,200 ดัน พื้นที่ 6.32 ล้านไร่ โดยสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวแก่เกษตรกรไร่ละ 10 กิโลกรัม ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ ชนิดพันธุ์ข้าว 5 ชนิด ประกอบด้วย 1. ข้าวหอมมะลิ (พันธุ์ กข15, ขาวดอกมะลิ 105) 2. ข้าวหอมปทุม (พันธุ์ปทุมธานี1) 3. ข้าวเจ้าไม่ไวแสง (พันธุ์ กข29, กข31, กข41, กข49, กข57, ชัยนาท 1, พิษณุโลก 2) 4. ข้าวเหนียวไม่ไวแสง (พันธุ์สันป่าตอง 1) 5. ข้าวเหนียวไวแสง (พันธุ์ กข6)

3.โครงการพัฒนาเสริมทางเลือกอาชีพด้านประมง : การเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อดิน กรมประมงรับผิดชอบ เป้าหมาย
เกษตรกร 50,000 ราย โดยสนับสนุนพันธุ์ปลาและอาหารสัตว์น้ำให้แก่เกษตรกร (ได้รับพันธุ์ปลานิลแปลงเพศ 800 ตัว/ราย พร้อมอาหารสัตว์น้ำนำร่อง 120 กิโลกรัม/ราย 4. โครงการสร้างรายได้จากอาชีพประมงในแหล่งน้ำชุมชน กรมประมงรับผิดชอบเป้าหมายแหล่งน้ำในชุมชน 1,436 แห่ง โดยปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ (กุ้งก้ามกราม) ในแหล่งน้ำชุมชน ซึ่งเป็นแหล่งน้ำแบบปิดโดยสนับสนุนลูกพันธุ์กุ้งก้ามกรามขนาดตั้งแต่ 5-7 เซนติเมตรขึ้นไป 200,000 ตัวต่อแหล่งน้ำ

5. โครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ปีก กรมปศุสัตว์รับผิดชอบ เป้าหมายเกษตรกร 48,000 ครัวเรือน ในพื้นที่ 17 จังหวัด โดยสนับสนุนเป็นเงินโอนเข้าบัญชี ธ.ก.ส.ของเกษตรกรเพื่อซื้อพันธุ์ไก่ไข่ เป็ดไข่ครัวเรือนละ 10 ตัว ไก่พื้นเมืองคละเพศอายุ 1 เดือน ครัวเรือนละ 30 ตัว พร้อมค่าอาหารและค่าวัสดุในการเลี้ยง

ชายคาพระพิรุณ : 28 ตุลาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449968

586851

ชายคาพระพิรุณ : 28 ตุลาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในที่สุดคณะกรรมการวัตถุอันตรายก็ได้มีมติยกเลิกการใช้ 3 สารเคมี เป็นที่เรียบร้อยโรงเรียนภูมิใจไทยไปแล้วตามคาดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จากมติคณะกรรมการฯ ผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด 26 ท่าน ซึ่งมีมติเป็นดังนี้คือ พาราควอต แบนด้วยเสียง 21 เสียง จำกัดการใช้ 5 เสียง คลอร์ไพริฟอส แบน 22 เสียง จำกัดการใช้ 4 เสียง และไกลโฟเซต แบน 19 เสียง จำกัดการใช้ 7 เสียง จึงสรุปเป็นมติที่ประชุมเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอให้ปรับวัตถุอันตราย พาราควอต คลอร์ไพริฟอสและไกลโฟเซตจากวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 (วัตถุอันตรายที่มีการผลิต นำเข้า การส่งออกหรือการมีไว้ในครอบครองต้องขออนุญาต) ให้เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 (ห้ามผู้ใดผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง) ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.2562 เป็นต้นไป…นอกจากนี้ มติที่ประชุมยังเห็นชอบให้กรมวิชาการเกษตรไปดำเนินการยกร่างประกาศกระทรวงว่าด้วยบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น พิจารณาระยะเวลาความเหมาะสมในการบริหารจัดการวัตถุอันตราย ที่ยังคงเหลืออยู่ หลังจากประกาศมีผลบังคับใช้ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้เกี่ยวข้องด้วย…ต้องดูต่อไปว่ากระทรวงเกษตรฯ จะรับมืออย่างไรกับผลกระทบที่เกษตรกรจะได้รับตามมา ซึ่ง ขุนเกษตราไม่ได้สนับสนุนให้มีการใช้สารเคมีในการทำเกษตร และก็ไม่ได้หมายความว่าไอ้ 3 สารนี้ จะเป็นปัจจัยการผลิตที่สุดในการทำเกษตรเช่นกันทุกอย่างต้องมีความพอดีที่สมเหตุสมผล ภายใต้หลักฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จากหน่วยงานองค์กรที่น่าเชื่อถือ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ เองก็มีหน่วยงานทั้งที่ทำวิจัย และหน่วยงานที่กำกับดูแล ตรวจรับรองมาตรฐาน ที่ได้รับการเชื่อถือยอมรับจากองค์กรระดับโลกอยู่แล้ว แต่ท่านรัฐมนตรีทั้งหลายแหล่ ที่อ้างว่าอาสามาดูแลเกษตรกร กลับตัดสินใจให้แบน 3 สารดังกล่าวอย่างรีบด่วน โดยไม่ได้ฟังเสียงทัดทาน ไม่รับฟังข้อมูลให้ถ่องแท้จากหน่วยงานที่ท่านกำกับดูแลอยู่เลย ไม่รับฟังเสียงนักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้โดยตรงทั้งจากกระทรวงเกษตรฯ และมหาวิทยาลัยต่างๆ หรือแม้แต่ไม่ได้ทำประชาพิจารณ์ฟังเสียงของเกษตรกรเลยแม้แต่น้อย ตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลจากการมโนของนักวิชาการที่ไหนก็ไม่รู้ที่รายงานผลการวิจัยที่ย้อนแย้งกับข้อเท็จจริงหลายด้าน และใช้กระแสของคำว่าเพื่อสุขภาพมาบังหน้า แถมยังแปลกประหลาดตรงที่อยากจะแบนการใช้สารเคมี 3 ตัวนี้ แต่กลับจะให้มีการนำเข้าสารเคมีตัวใหม่เข้ามาแทน แถมราคาแพงกว่าของเก่าหลายเท่า ในขณะที่ความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการใช้งานต่ำกว่ามาก ไหนๆ จะแบนทั้งที ทำไมไม่แบนให้หมดแล้วยกเลิกการนำเข้าสารเคมีเพื่อการเกษตรให้หมดไปเลย…ประชดนะครับ…อยากให้ท่านแยกแยะให้ออกว่าแบบไหนเป็นเกษตรหลังบ้าน แบบไหนเป็นเกษตรผสมผสาน แบบไหนเป็นเกษตรอินทรีย์ แบบไหนเป็นเกษตรปลอดภัยหรือแบบไหนเป็นเกษตรอุตสาหกรรม แต่ละรูปแบบมีวิธีการและเป้าหมายที่แตกต่างกัน แต่ละรูปแบบมีความจำเป็นต้องใช้ปัจจัยการผลิตที่แตกต่างกัน นี่เห็นว่าจะมีโปรเจกท์ใหม่ส่งเสริมให้ทำน้ำหมักใช้กันถึงขั้นให้จดทะเบียนได้ ดูชักไปกันใหญ่ ไม่ใช่ว่าน้ำหมักไม่ดีนะครับ แต่ประสิทธิภาพ ศักยภาพของเขามีข้อจำกัด เหมาะสมกับการทำเกษตรเพียงบางรูปแบบเท่านั้น การใช้สารเคมีก็เช่นกัน จำเป็นต้องใช้ให้ถูกวิธี ใช้ให้ถูกต้อง เหมาะสมและมีความรับผิดชอบ ไม่มีใครเอายาฆ่าหญ้าไปฉีดผักหรอกครับ ผักตายหมดไม่มีเหลือ เพราะเขาบอกอยู่แล้วว่ายาฆ่าหญ้าขุนเกษตรา มองว่า ที่เกษตรกรและนักวิชาการบางส่วนคัดค้านการแบนนั้นก็เพราะว่า ในบางรูปแบบการผลิตสินค้าเกษตรมันจำเป็นต้องใช้ แต่ใช้ให้ถูกวิธีและปลอดภัยทั้งผู้ใช้ ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม เกษตรกรในยุคนี้เป็นยังสมาร์ท เป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ มีหัวก้าวหน้ากว่าที่ท่านคิดเยอะครับ…

กระทรวงเกษตรฯ มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรเปิดรับสมัครเกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยปี 2562 ร่วมโครงการส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยเพื่อสร้างรายได้แก่เกษตรกร (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์,ถั่วเขียว) ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม – 10 พฤศจิกายน 2562 ที่สำนักงานเกษตรอำเภอทั่วประเทศ สำหรับโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรที่ประสบภัยให้สามารถกลับมาเพาะปลูกพืชสร้างรายได้ในฤดูแล้งโดยสนับสนุนค่าใช้จ่ายเป็นเงินสดโอนเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรงในการปลูกพืชใช้น้ำน้อย คือข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และถั่วเขียวในพื้นที่ที่เหมาะสม เป้าหมายเกษตรกร 150,000 ครัวเรือน พื้นที่ 1.4 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 100,000 ครัวเรือน พื้นที่ 1.0 ล้านไร่ และ ถั่วเขียว50,000 ครัวเรือน พื้นที่ 0.4 ล้านไร่ โดยมีหลักเกณฑ์คือ 1. เกษตรกรที่ประสบภัยเสียหายสิ้นเชิง 2. ช่วยเหลือไม่เกิน 20ไร่ของพื้นที่เสียหายและเป็นพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ 3. อัตราช่วยเหลือเมล็ดพันธุ์ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 245 บาท/ไร่ และถั่วเขียว 200 บาท/ไร่ โดยเกษตรกรต้องมีคุณสมบัติร่วมโครงการตามความสมัครใจ 1. เกษตรกรต้องมีสัญชาติไทยและบรรลุนิติภาวะ 2. เป็นหัวหน้าครัวเรือนหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย (1 ครัวเรือน ต่อ 1 สิทธิ์ ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร) 3. เป็นเกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงฝนแล้ง หรืออุทกภัย ปี 25624. เปิดบัญชีเงินฝากกับ ธ.ก.ส.

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังดำเนินโครงการอื่นๆ อีกได้แก่ 1. โครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าว ปีการผลิต 2563/64 – รับผิดชอบโดย กรมการข้าว 2. โครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ปีก เพื่อฟื้นฟูเกษตรกรที่ประสบปัญหาอุทกภัย รับผิดชอบโดย กรมปศุสัตว์ 3. โครงการพัฒนาเสริมทางเลือกอาชีพด้านประมง : การเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อดิน รับผิดชอบโดย กรมประมง และ 4. โครงการสร้างรายได้จากอาชีพประมงในแหล่งน้ำชุมชน – รับผิดชอบโดย กรมประมง โดยเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถเลือกเข้าร่วมได้เพียง 1 โครงการ จาก 5 โครงการทั้งหมด

ขุนเกษตรา

รายงานพิเศษ : สศก.แนะพืชทางเลือก7จว.ใต้ตอนบน ปลูกทดแทนยางในพื้นที่ไม่เหมาะสม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449970

x

รายงานพิเศษ : สศก.แนะพืชทางเลือก7จว.ใต้ตอนบน ปลูกทดแทนยางในพื้นที่ไม่เหมาะสม

วันจันทร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากการสำรวจพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน (ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พังงา กระบี่ และภูเก็ต) ตามการบริหารจัดการเขตเศรษฐกิจสำหรับสินค้าเกษตรที่สำคัญ (Zoning  by Agri – Map) พบว่า มีพื้นที่ปลูกยางพาราในชั้นความเหมาะสมต่างๆ (Agri-Map) มีจำนวน 7.14 ล้านไร่ แบ่งเป็น พื้นที่ที่มีความเหมาะสมมาก (S1) และเหมาะสมปานกลาง (S2) สำหรับการปลูกยางพารา 5.95 ล้านไร่ เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 2,850 บาท/ไร่ ในขณะที่พื้นที่เหมาะสมน้อย (S3) และไม่เหมาะสม (N) สำหรับการปลูกยางพารา มีจำนวน 1.19 ล้านไร่ เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิ เฉลี่ย 1,683 บาท/ไร่

นางสาวทัศนีย์  เมืองแก้ว  รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า หากพิจารณาถึงพืชทางเลือกที่จะปรับเปลี่ยนในพื้นที่ปลูกยางพาราเขตพื้นที่ไม่เหมาะสม(S3, N) ตามแผนที่ความเหมาะสมของดิน (Zoning) ในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน พบว่า พืชทางเลือกที่เหมาะสมให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าและตลาดมีความต้องการต่อเนื่อง ได้แก่ สละ ทุเรียน มะพร้าวน้ำหอม และหมาก โดย สละ เกษตรกรมีต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตเฉลี่ย 22,214 บาท/ไร่ (เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 3 และให้ผลผลิตไม่น้อยกว่า
30 ปี) ได้ผลผลิตเฉลี่ย 1,901 กก./ไร่ เกษตรกรขายได้ราคา 60-70 บาท/กก. ผลตอบแทนสุทธิ 91,720 บาท/ไร่/ปี ส่วนใหญ่มีพ่อค้ารายย่อยมารับซื้อที่สวน และสามารถจัดการให้เก็บผลผลิตขายได้ทุกวัน

 

 

ทุเรียน เกษตรกรมีต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตเฉลี่ย 21,719 บาท/ไร่ เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 6 ได้ผลผลิตเฉลี่ย 1,080 กก./ไร่  เกษตรกรขายได้ราคา 60-70 บาท/กก. ผลตอบแทนสุทธิ 48,446 บาท/ไร่/ปี เกษตรกรส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 70 นิยมขายผลผลิตแบบเหมาสวนให้พ่อค้ารวบรวมส่งออก ซึ่งมีแหล่งรวบรวมหลักของภาคใต้ที่จังหวัดชุมพร

 

 

มะพร้าวน้ำหอม เกษตรกรมีต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตเฉลี่ย 5,522 บาท/ไร่ เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 4 ได้ผลผลิตเฉลี่ย 1,410 กก./ไร่ สามารถเก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปี รอบตัดเก็บผลผลิตประมาณ 20-30 วัน/ครั้ง เกษตรกรขายได้ราคา 20-25 บาท/ผล ผลตอบแทนสุทธิ 28,686 บาท/ไร่/ปี แหล่งจำหน่ายส่วนใหญ่อยู่บริเวณเส้นทางท่องเที่ยวและมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อที่สวนเพื่อนำไปขายต่อในชุมชนเมืองและแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ทั้งในรูปผลสดและแปรรูปทำวุ้นมะพร้าวอ่อน

 

 

หมาก เกษตรกรมีต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตเฉลี่ย 7,639 บาท/ไร่ เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 4 – 5 ได้ผลผลิตเฉลี่ย 458 กก./ไร่ เกษตรกรขายหมากแห้งได้ราคา 40 – 45 บาท/กก. ผลตอบแทนสุทธิ 27,013 บาท/ไร่/ปี ซึ่งตลาดต้องการตลอดทั้งปี และมีจุดรับซื้อในท้องถิ่นตามฤดูกาล

ด้านนายบรรจบ ซุ้นสุวรรณ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี (สศท.8) กล่าวเสริมว่า สำหรับข้อมูลต้นทุนและผลตอบแทนพืชทางเลือกข้างต้น เป็นข้อมูลที่ สศท.8 ศึกษาในปีเพาะปลูก 2560/61 นอกจากนี้ สศท.8 ยังลงพื้นที่ศึกษาเกษตรกรตัวอย่างที่ปรับเปลี่ยนจากพื้นที่ปลูกยางไปปลูกพืชอื่นทดแทนหรือทำกิจกรรมเสริมรายได้ในสวนยางพารา พบว่า ยังมีพืชอีกหลายชนิดที่น่าสนใจ เช่น ปลูกไผ่กิมซุง พริกไทย ผักเหมียง เห็ดนางฟ้า และเลี้ยงแพะพื้นเมือง ซึ่งสินค้าดังกล่าวยังเป็นที่ต้องการของตลาดต่อเนื่อง อีกทั้ง เกษตรกรยังแปรรูปผลผลิตต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าได้อีกด้วย สำหรับผู้สนใจพืชทางเลือกในภาคใต้ตอนบน ขอคำแนะนำได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 โทร. 07-731-1373 หรือ อีเมล zone8@oae.go.th

‘มนัญญา’ลั่นพร้อมแจงมะกัน ยันกม.แต่ละปท.ไม่เหมือนกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449769

‘มนัญญา’ลั่นพร้อมแจงมะกัน  ยันกม.แต่ละปท.ไม่เหมือนกัน

‘มนัญญา’ลั่นพร้อมแจงมะกัน ยันกม.แต่ละปท.ไม่เหมือนกัน

วันเสาร์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“นายกฯ”สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงสหรัฐฯชะลอแบน “ไกลโฟเซต”เสี่ยหนูยันทำตามมติกรรมการวัตถุอันตราย เพราะห่วงสุขภาพประชาชน ติงมะกันห่วงกระเป๋าตัวเอง

“มนัญญา”ไม่หนักใจมะกันจุ้น พร้อมแจงย้ำทุกประเทศ มีเหตุผลของตัวเอง ลุยฟังความเห็นเกษตรกรอุทัยฯดันเป็นจังหวัดนำร่องทำเกษตรอินทรีย์ปลอดสาร“วราวุธ”ชี้แค่หนังสือสภาหอการค้า ขณะกลุ่มค้านสู้ต่อเตรียมยื่นฟ้องศาลปกครอง28 ต.ค.ให้คุ้มครองชั่วคราว งัดหลักฐานลงมติผิดขั้นตอน

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมให้สัมภาษณ์ก่อนเป็นประธานประชุมคณะกรรมการระดับชาติเตรียมการจัดประชุมสุดยอดอาเซียนถึงกรณีสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยทำหนังสือถึงนายฯรวมถึงรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ขอให้ชะลอการยกเลิกใช้สารไกลโฟเชต ซึ่งเป็น 1 ใน 3 สารเคมีทางการเกษตร ที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติให้ยกเลิกใช้ โดยนายกฯกล่าวเพียงสั้นๆว่า จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ชี้แจง

เสี่ยหนูยันจุดยืนเดิมเมินมะกันค้าน

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข (สธ.)กล่าวในประเด็นนี้ว่า ที่จริง สภาหอการค้าสหรัฐอเมริกาทำหนังสือลงวันที่ 11 ตุลาคมส่งถึงประเทศไทยแล้ว ก่อนที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายประชุมพิจารณายกเลิก 3 สารเคมี เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ทำไมถึงออกหนังสือล่วงหน้ามาถึง 11 วันเช่นนี้ เป็นการกดดันใช่หรือไม่ จะมาบอกว่าไทยจะมีปัญหาเรื่องนำเข้าสินค้าบางตัวจากสหรัฐ ตนคงไปว่าเขาไม่ได้ เพราะเขาห่วงกระเป๋าเขา ไม่ได้ห่วงสุขภาพคนไทย ฉะนั้นเราต้องมีมาตรการ แต่นี่กลัวขายของไม่ได้เลยมาบอกให้รัฐบาลยกเลิกห้ามสารพิษ เพื่อให้ใช้ได้ แล้วเราจะยอมหรือไม่

“คณะกรรมการวัตถุอันตรายประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ ระชุมภายใต้กฎหมายประเทศไทยใช่หรือไม่ และมีมติห้ามใช้สารเคมีเหล่านี้ โดยที่การเมืองไม่ได้กดดันแม้แต่น้อย มติที่ออกมาเป็นไปตามสำนึกความห่วงใยต่อสุขภาพประชาชน”นายอนุทิน กล่าว และย้ำว่า สธ.ยืนยันตามมติเดิม ส่วนอื่นก็ต้องแล้วแต่เจ้ากระทรวง จริงๆไม่ควรก้าวก่ายกัน กฎหมายใครกฎหมายมัน ส่วนจะชี้แจงหรือไม่ก็แล้วแต่ เพราะไม่ได้ส่งหนังสือมาถึงตน และตนไม่มีหน้าที่ไปชี้แจงประเด็นนี้ ตนและสธ.ต้องรับผิดชอบสุขภาพประชาชน

มนัญญาไม่หนักใจมะกันจุ้นค้าน

เช่นเดียวกับ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯกล่าวเรื่องนี้ว่า ยังไม่ได้กำชับอะไร ส่วนเจตนาของสหรัฐฯ ตนไม่ทราบ จริงๆแล้วเรื่องสุขภาพ สารพิษตกค้างในผัก และผลไม้ เราก็ต้องดูแลไม่ให้คนไทยบริโภคสิ่งเหล่านั้นอยู่แล้ว เป็นเรื่องปกติ บางครั้งก็ต้องขอให้แยกส่วนกัน ยืนยันว่า หากสหรัฐฯถามมาเราก็พร้อมชี้แจง เพราะนานาประเทศที่แบนสารเหล่านี้ ก็มีเหตุผลของแต่ละประเทศอยู่แล้ว ทั้งนี้ สำหรับตน ไม่มีอะไรที่ทำไปแล้วทำให้หนักใจ ไม่คิดหนักใจเลย เราเป็นผู้บริหารต้องดูแลทั้งเกษตรกรและภาคเอกชน ไม่มีแพ้ชนะ ต้องพูดคุยสร้างความเข้าใจหาทางออก

“ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ขัดแย้งกับผู้บริโภค น่าจะเหมือนขัดแย้งกับเซลล์ขายยาแล้วตอนนี้ แต่ไม่รู้จะไปไกล่เกลี่ยหรือเจรจากับใคร เพราะทำในเส้นทางของตัวเองอยู่แล้ว แต่ถ้าใครต้องการพูดคุยด้วย ก็พร้อมเปิดห้องเจรจากัน” น.ส.มนัญญา กล่าว

พร้อมส่งหนังสือแจงยันกม.ใครกม.มัน

และย้ำการยกเลิกการใช้สารเคมีอันตราย3สาร เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลไทยที่ต้องการปกป้องสุขภาพคนไทย ซึ่งกระทรวงเกษตรฯเตรียมทำหนังสือชี้แจงสถานทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทยเร็วๆนี้ และขอย้ำว่า การยกเลิกสารพิษเพื่อให้ไทยที่เป็นครัวของโลกมีอาหารปลอดภัยจริง ไม่ต้องกังวลว่าสิ่งที่ทานเข้าไปมีสารพิษหรือไม่ อีกทั้ง การแบน 3 สาร เป็นเรื่องกฏหมายของแต่ละประเทศ ซึ่งคงไม่ตอบโต้มากกว่านี้ ส่วนกระทบเรื่องการค้าหรือไม่ เป็นเรื่องของรัฐบาลที่จะดูแลแก้ไขกันต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นการแทรกแซงการทำงานของรัฐบาลไทยหรือไม่ รมช.เกษตรฯเผยว่า ขอให้เป็นท่าทีของรัฐบาลต่อรัฐบาล เราทำในฐานะที่เราทำได้ และต้องทำ เพื่อรักษาสุขภาพและชีวิตคนไทย ถ้าสารเคมีมีแต่เรื่องดี ทำไม 50 ประเทศจึงยกเลิกใช้ ดังนั้น สหรัฐฯต้องไปถามเวียดนาม ที่ขณะนี้ห้ามใช้สารเคมีแล้วกระทบการค้าระหว่างสองประเทศหรือไม่ ซึ่งปริมาณส่งออกสินค้าเกษตรจากเวียดนามไปสหรัฐฯ มีปริมาณมากกว่าประเทศไทย มาก

ลุยอุทัยฯนำร่องฟังความเห็นเกษตรกร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน ที่ศาลากลางจังหวัดอุทัยธานี น.ส.มนัญญา ลงพื้นที่ประชุมรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อหาแนวทางหลังคณะกรรมการวัตถุอันตรายยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิดคือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส มีผลวันที่1ธันวาคม และรมว.เกษตรฯตั้งคณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิด เพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกจากเดิมเคยใช้พาราควอตและไกลโฟเซตเป็นสารป้องกันกำจัดวัชพืช ใช้คลอร์ไพริฟอสเป็นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช สำหรับการลงพื้นที่รับฟังความเห็นครั้งนี้ ถือเป็นการนำร่องที่จ.อุทัยธานีเป็นพื้นที่แรก ก่อนที่จะลงพื้นที่รับฟังความเห็นทั่วประเทศ

น.ส.มนัญญากล่าวว่า วันนี้ได้ชี้แจงเหตุผลที่ต้องยกเลิก 3 สารเคมีการเกษตร รวมถึงทางเลือกที่จะใช้ทำเกษตรต่อไป โดยอยากให้ใช้วิถีเกษตรอินทรีย์หรือปุ๋ยชีวภาพ เพราะประเทศไทยมีวัตถุทำปุ๋ยที่หลากหลาย และต้องการให้จ.อุทัยธานีเป็นจังหวัดนำร่องปลอดสาร ก่อนขยายผลไปจังหวัดอื่น ส่วนสารทางเลือกที่ว่าจะมีราคาสูงนั้น เป็นการพูดต่อๆกันไป จริงๆ แล้วสารพวกนี้มีอยู่ในตลาดและอยู่ในราคาที่เกษตรกรจับต้องได้

ทส.ยันจุดยืนเดิม-ชี้แค่หอการค้าฯค้าน

ส่วนนายวราวุธ ศิลปะอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.)เผยว่า เห็นสำเนาหนังสือที่สหรัฐฯส่งถึงนายกฯและกระทรวงที่เกี่ยวข้องแล้ว เป็นในส่วนของหอการค้าสหรัฐฯเนื้อหาระบุถึงข้อห่วงใจต่อการนำเข้าสินค้าเกษตร ผู้ลงนามเป็นรองประธานหอการค้าสหรัฐฯเท่านั้น ซึ่งกรณีดังกล่าวตนมองว่าไม่ใช่เป็นหน่วยงานระดับรัฐบาลที่จะเข้ามาแทรกแซง ตามที่ข่าวนำเสนอ ดังนั้น ไม่กังวลจะกลายเป็นปัญหาระหว่างประเทศ เชื่อว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นใหญ่ ทั้งนี้ ในส่วนกรมควบคุมมลพิษ ตัวแทนของทส.ในคณะกรรมการวัตถุอันตราย ยังยืนยันจุดยืนยกเลิกใช้ 3 สารเคมีทางการเกษตร เพื่อประโยชน์ของเกษตรกรเป็นอันดับแรก เมื่อเกิดสารตกค้างสะสมกับเกษตรกรไทย เราจึงแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วย เชื่อว่าวิธีการใช้ของแต่ละประเทศแตกต่างกัน ยืนยันเรื่องนี้ไม่หนักใจ เพราะทส.ดูแลสิ่งแวดล้อม เรื่องสารเคมีภาคเกษตรต้องให้รมว.เกษตรฯชี้แจง ซึ่งเชื่อว่าน่าจะมีสารทดแทนอยู่แล้ว

28ตค.ฟ้องศาลปค.ขอคุ้มครองชั่วคราว

สำหรับนายสุกรรณ์ สังข์สุวรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยเผยว่า วันที่ 28 ตุลาคม ผู้แทนเกษตรกรปลูกพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิด ได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าวโพดและไม้ผลจะไปยื่นฟ้องศาลปกครองให้ไต่สวนฉุกเฉิน เพื่อพิจารณาคุ้มครองชั่วคราว เนื่องจากเกษตรกรที่จำเป็นต้องใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิดคือ คลอร์ไพริฟอส พาราควอตและไกลโฟเซต เดือดร้อนจากต้นทุนการผลิตที่จะสูงขึ้น อีกทั้ง ยังไม่มีมาตรการรองรับทั้งการหาสารทางเลือกที่มีประสิทธิภาพทัดเทียมกัน การสนับสนุนด้านเครื่องจักรกลกำจัดวัชพืช และแรงงานที่จะใช้จัดการแปลง

ชี้ถกคณะทำงาน4ฝ่ายทำผิดขั้นตอน

นายสุกรรณ์กล่าวต่อว่า กลุ่มเกษตรกรจะเสนอหลักฐานต่อศาลปกครองว่า การลงมติยกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิดของคณะกรรมการวัตถุอันตรายผิดขั้นตอน กระบวนการทำงานของคณะทำงาน 4 ฝ่ายขัดคำสั่งนายกฯที่ให้หารือ 4 ภาคส่วน คือ รัฐ ผู้นำเข้า เกษตรกร และผู้บริโภค แต่ในการประชุมคณะทำงานดังกล่าวมีองค์ประกอบผู้เข้าร่วมประชุมไม่ครบคือ ขาดผู้แทนผู้นำเข้า ส่วนผู้แทนเกษตรกร เป็นเกษตรกรอินทรีย์ แต่ไม่มีเกษตรกรพืชเศรษฐกิจที่จำเป็นต้องใช้สารเคมี 3 ชนิดร่วมให้ความเห็น ดังนั้น ศาลปกครองเป็นที่พึ่งสุดท้ายของเกษตรกร หวังจะมีคำสั่งคุ้มครองฉุกเฉินให้ชะลอการยกเลิกออกไป จนกว่าจะมีการนำเสนอข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และข้อมูลเชิงประจักษ์อย่างรอบด้าน กำหนดมาตรการรองรับที่เหมาะสม

ลำชีวิกฤตหนัก!! ‘ธรรมนัส’เดินสาย’พิจิตร-ขอนแก่น’ เร่งแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449720

ลำชีวิกฤตหนัก!! 'ธรรมนัส'เดินสาย'พิจิตร-ขอนแก่น' เร่งแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ

ลำชีวิกฤตหนัก!! ‘ธรรมนัส’เดินสาย’พิจิตร-ขอนแก่น’ เร่งแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ

วันศุกร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 18.46 น.

เมื่อวันที่ 2562 ตุลาคม 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะทำงาน ลงพื้นที่ตรวจราชการและพบปะประชาชนในพื้นที่ อ.เมือง จ.พิจิตร โดยมี นายสิริรัฐ ชุมอุปการ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร พร้อมส่วนราชการในสังกัด ให้การต้อนรับ โดยในการตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ได้เปิดรับเรื่องราวร้องทุกข์จากประชาชนในพื้นที่ด้วย ขณะเดียวกัน ร.อ.ธรรมนัส ยังได้เป็นประธานพิธีมอบสินเชื่อการแก้ไขหนี้นอกระบบ และพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) โครงการตลาดน้ำ การผลิตข้าวพันธุ์ กข 79 ระหว่างธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ชุมชนผู้ผลิต 15 ชุมชน และบริษัท ทีบีเอสไรซ์มิลล์ จำกัด ด้วย

จากนั้นได้เดินทางต่อไปยัง จ.ขอนแก่น เพื่อเป็นประธานพิธีมอบหนังสืออนุญาตการเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) แก่เกษตรกร จำนวน 150 ราย พร้อมมอบปัจจัยการผลิต เมล็ดพันธุ์ปอเทือง และสระน้ำในไร่นา ณ วัดสะอาดหนองไห ต.หนองแปน อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น ก่อนจะมอบปัจจัยการผลิต ทั้งเมล็ดพันธุ์ปอเทือง สารเร่ง พด.1 และ พด.2 รวมทั้งสระน้ำในไร่นา ให้แก่เกษตรกร 119 ราย ณ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาล ต.โนนทอง อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น โดย นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ให้การต้อนรับ

ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวเปิดเผยว่า การลงพื้นที่ตรวจราชการในวันนี้ พื้นที่ จ.พิจิตร ที่มีประชาชนร้องเรียนเพื่อขอความช่วยเหลือมากที่สุด คือ ปัญหาการขาดแคลนแหล่งน้ำ ซึ่งต้นน้ำน่าน กับต้นน้ำยม มีปัญหาตั้งแต่ จ.นครสวรรค์ , จ.กำแพงเพชร จนถึง จ.พิจิตร ตัองรีบบริหารจัดการแบ่งน้ำให้เกษตรกรให้ทั่วถึง เบื่องต้นจะประสานงานกับกรมน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยการธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เจาะบ่อบาดาล ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ เข้าไปช่วย ส่วนที่ จ.ขอนแก่น พบว่า แม้เพิ่งเกิดอุทกภัยที่ผ่านมา ก็มีบางพื้นที่ขณะนี้เกิดปัญหาภัยแล้งอย่างหนัก โดยเฉพาะลำน้ำชีแห้งขอด และเหลือน้อยมาก เบื้องต้นจะประสานสำนักจัดการบริหารน้ำแห่งชาติ และขอให้กรมชลประทาน บรรจุแผนให้เร่งดำเนินการแก้ปัญหาให้เร็วที่สุดเร็วที่สุด เพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัยแล้งต่อไป

เปิดหน้าชนสหรัฐฯ ‘มนัญญา’อัดอย่ายัดเยียดสิ่งที่ไม่ต้องการ ยัน3สารทำลายสุขภาพคนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449699

เปิดหน้าชนสหรัฐฯ 'มนัญญา'อัดอย่ายัดเยียดสิ่งที่ไม่ต้องการ ยัน3สารทำลายสุขภาพคนไทย

เปิดหน้าชนสหรัฐฯ ‘มนัญญา’อัดอย่ายัดเยียดสิ่งที่ไม่ต้องการ ยัน3สารทำลายสุขภาพคนไทย

วันศุกร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 17.22 น.

“มนัญญา”ลุยบ้านเกิดเมืองอุทัยฯ เล็งยกเป็นโมเดลนำร่องจังหวัดปลอดสารพิษ เปิดหน้าชนสหรัฐฯ อย่ายัดเยียดในสิ่งที่ไม่ต้องการ ยัน3เคมีพิษทำลายสุขภาพคนไทย

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2562 ที่ศาลากลางจังหวัดอุทัยธานี น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมทุกหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เพื่อรับฟังความคิดเห็นทุกภาคส่วน ภายหลังการแบน 3 สารเคมี พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ให้ทุกหน่วยงาน ช่วยเหลือ ดูแล เกษตรกรในช่วงระยะเปลี่ยนผ่าน ซึ่งจะนำร่องที่ จ.อุทัยธานี โดยมีเกษตรกร สมาชิกสหกรณ์การเกษตรใน จ.อุทัยธานี รวมไปถึงเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล มาชูป้ายสนับสนุนนโยบายการแบนสารเคมีพิษภาคการเกษตร และมอบดอกกุหลายสีแดง เพื่อให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก พร้อมตะโกนว่า “มนัญญา สู้ๆ”

โดย น.ส.มนัญญา กล่าวว่า ต้องการทราบความต้องการของเกษตรกร หลังจากที่เราละ ลด เลิก ใช้สารเคมีต่างๆ ไปแล้ว ซึ่งประเทศไทยเราไม่ต้องการให้มีสารเคมี หรือสารพิษที่ทำลายพี่น้องประชาชน แต่ทุกวันนี้เราต้องอยู่กับมัน เพื่ออะไร แล้วเราจะต้องทำอย่างไรต่อไป อากาศ ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นของพี่น้องประชาชน ชาวไทยทุกคน ไม่มีใครมาบั่นทอนสุขภาพเราได้

รมช.เกษตรฯ กล่าวถึงกรณีที่สถานทูตอเมริกาประจำประเทศไทย คัดค้านไม่ยอมให้แบนสารพิษว่า สถานทูตอเมริกาต้องการให้เราใช้ต่อใช่หรือไม่เราต้องถามพี่น้องประชาชนคนไทย ว่าเราต้องการใช้หรือไม่ เพราะที่จริงแล้ว ระบบกฎหมายใครกฎหมายมัน ความต้องการของใครก็ความต้องการของมันอยู่แล้ว ถ้าเราต้องการจะให้อะไรกับใครสักคน เราต้องถามประเทศนั้นๆ ว่าเขายอมรับหรือไม่ การยัดเยียดในสิ่งที่เราไม่ต้องการ มันก็เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น อย่างไรก็ตามถ้าทางสหรัฐฯทำหนังสือมาที่กระทรวงเกษตรญ เราจะทำหนังสือตอบกลับไป แต่ขณะนี้ก็ยังไม่เห็นหนังสืออะไร มา เห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือตามไลน์ต่างๆ แต่ที่ส่งหนังสือเป็นทางการ ที่จะส่งมาที่กระทรวงเกษตร ยังไม่เห็น เรามีเหตุผลอยู่แล้วว่าทำไมต้องแบน

น.ส.มณัญญา กล่าวต่อว่า ส่วนสหรัฐอเมริกาอาจจะลดการนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศไทยหรือไม่นั้น ก็ต้องดูต่อไปว่า หลังจากนี้แล้วจะเกิดอะไรขึ้น การจะไปคาดการณ์ล่วงหน้าในสิ่งที่ยังไม่เกิด จะกลายเป็นการสร้างให้เกษตรกรตื่นกลัว หรือจะเป็นการเข้าทาง ทุกวันนี้เราไม่ได้สู้กับเกษตรกร เกษตรกรทุกคนพร้อมแล้วที่จะ ลด ละ เลิก สารเคมี ซึ่งสารพวกนี้ไม่ได้เป็นผลดีทั้งผู้บริโภค และผู้ที่ฉีดหรือเกษตรกรอยู่แล้ว จริงๆ เรามุ่งหวังจะรักษาสุขภาพชาวไทย เราต้องการมีเกษตรกรที่น่ารักและมีครอบครัวที่สมบูรณ์ ในประเทศไทยเรามากกว่า เราจะใช้การตลาดนำผลผลิตอยู่แล้ว

“สำหรับในกรณีที่สหรัฐอเมริกา กดดันจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายหรือไม่นางสาวมนัญญานั้น มันอยู่ที่เรา ว่าเราจะยอมรับตรงนั้น หรือ ปฏิเสธตรงนั้น เราเดินหน้าในการแบนสาร 3 ตัว เราทำมานานแล้ว ต้องเข้าใจว่าเราทำมาหลายปีแล้ว และเมื่อหลายปีที่ผ่านมาต้องเข้าใจว่าทำไมถึงไม่ประสบความสำเร็จ และตัวดิฉันเองใช้เวลาทำ 3 เดือน วันนี้ก็เป็นสิ่งที่พิสูจน์ ว่าตัวดิฉันเจออะไรบ้าง ทุกอย่างจะเริ่มเปิดเผยออกมาว่าที่ผ่านมาตัวดิฉันเอง ต่อสู้เพื่อพี่น้องประชาชนชาวไทย แต่ตัวดิฉันเองต้องสู้กับอะไร” รมช.เกษตร กล่าว

น.ส.มณัญญา ยังกล่าวถึงการพิจารณาสารทดแทน ว่า มันเป็นการพูดเฉยๆว่าสารทางเลือก หรือสารทดแทน หรือสารอะไรก็แล้วแต่ เป็นราคาที่สูง จริงๆ แล้วสารพวกนี้อยู่ในท้องตลาดที่เกษตรกรจับต้องได้อยู่แล้ว แต่ทางเลือกของเราต้องการให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ สรรพสิ่งในประเทศไทย สามารถนำมาทำปุ๋ยได้มากมาย

รมช.เกษตรฯ ยังกล่าวด้วยว่า ในการมาประชุมที่ จ.อุทัยธานี หลังจากการแบน 3 สารเคมี เราจะให้ จ.อุทัยธานี เป็นเมืองปลอดสารพิษ เป็นจังหวัดแรกๆ ที่ปลอดภัย และปลอดสารเคมี เราจะทำให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ใครมา จ.อุทัยธานี ดิน น้ำ ลม ไฟ ต้องดี ต้องสะอาด ไม่ใช่แค่ จ.อุทัยธานี แต่จะไปให้ทุกจังหวัด เพื่อจะสร้างโมเดลแบบนี้ให้กับทุกจังหวัด เพียงแต่ว่าจังหวัดนี้เป็นจังหวัดบ้านเกิด เราก็อยากทำอะไรให้กับบ้านเกิดเมืองนอนของเรา เราเติบโตมาจากที่นี่ และเราก็เติบโตมาจากประเทศไทย เพราะเราก็เป็นคนไทย

ประชิดอ่างทอง!‘ม็อบเครือข่ายเกษตรกร3จว.เหนือ เคลื่อนพลทวงถามหนี้กองทุนฟื้นฟู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449692

ประชิดอ่างทอง!‘ม็อบเครือข่ายเกษตรกร3จว.เหนือ เคลื่อนพลทวงถามหนี้กองทุนฟื้นฟู

ประชิดอ่างทอง!‘ม็อบเครือข่ายเกษตรกร3จว.เหนือ เคลื่อนพลทวงถามหนี้กองทุนฟื้นฟู

วันศุกร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 17.10 น.

ม็อบเครือข่ายเกษตรกร 3 จังหวัดภาคเหนือถึงอ่างทอง เดินทางทวงถามความคืบหน้าหนี้สินเกษตรกร เตรียมประชุมเจรจากับตัวแทนกระทรวงเกษตรฯวันอาทิตย์ที่ 27 ต.ค.นี้

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 25 ตุลาคม 2562 กลุ่มเครือข่ายเกษตรกรของพระราชา จาก 3 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ กำแพงเพชร นครสวรรค์ และพิษณุโลก กว่า 500 คน พร้อมด้วยรถยนต์กระบะที่บรรทุกอาหาร และข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นกว่า 65 คัน นำโดยนายโกวิท เทพไพฑูรย์ อายุ 66 ปี ที่ปรึกษาเครือข่ายเกษตรกรของพระราชา , นางราตรี เอี่ยมสะอาด และนายมาโนช อินทะกูล ประธานเครือข่ายฯ ได้เดินทางมาแวะพักค้างคืนที่บริเวณวัดช้าง ริมถนนสายเอเชีย หมู่ 5 ตำบลบ้านอิฐ อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง เพื่อที่จะเดินทางต่อไปกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อทวงถามความคืบหน้าเรื่องหนี้สินของเกษตรกรและกองทุนฟื้นฟูที่ทางคณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้ทำการอนุมัติมาแล้ว โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง เจ้าหน้าที่เกษตรและสหกรณ์จังหวัดอ่างทอง เจ้าหน้าที่ปกครองอำเภอเมืองอ่างทอง เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรและชุดสืบสวน สภ.เมืองอ่างทอง อำนวยความสะดวก

นายโกวิท กล่าวว่า กลุ่มเครือข่ายเกษตรกรของพระราชาฯได้รวมตัวกันเดินทางด้วยรถยนต์กระบะมุ่งหน้าไปกระทรวงเกษตรฯ เพื่อทวงถามในเรื่อง 1.ขอเพิ่มรายชื่อปรับโครงสร้างหนี้ตามมติ ครม. 2 ตุลาคม 2531 2.ให้นำรายชื่อที่เพิ่มเติมเข้า ครม. และ 3.ให้ธนาคารของรัฐทั้งหมด 5 ธนาคาร รวมถึงบริษัทไฟแนนซ์อีก 20 กว่าบริษัท ซึ่งเป็นมติของ ครม. อยู่แล้ว เกษตรกรที่เป็นหนี้สามารถที่จะปรับโครงสร้างหนี้ได้ ซึ่งเกษตรกรที่เดินทางมาทั้งหมดเป็นเกษตรกรที่มาแจ้งความประสงค์ไว้ ในสมัยที่ คสช. ออกคำสั่งที่ 26/2556  และประเด็นสุดท้ายที่มีการทุจริตในกองทุนฟื้นฟู ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ สตง. และป.ป.ช. ชี้มูลความผิดแล้ว แต่เรื่องยังค้างคาอยู่ เป็นเหตุให้กองทุนฟื้นฟูไม่สามารถที่จะตั้งงบประมาณได้ จะเบิกจ่ายงบประมาณไม่ได้เพราะงบประมาณเก่ายังไม่ได้รายงาตามกฎหมาย ซึ่งมีกำหนดไว้ว่าจะต้องรายงานทุกปี ถ้าเป็นหน่วยงานของรัฐ

“การฟื้นฟูอย่างเข้มข้นไม่ได้เป็นแบบนโยบายอย่างทุกวันนี้ จำนำบ้าง ประกันราคาบ้าง การฟื้นฟูเบื้องต้นต้องทำข้าวเปลือกให้เป็นข้าวสารโดยเกษตรกรเอง สีข้าวสารขายเพราะราคาข้าวสารแพงกว่าข้าวเปลือก รายได้ของเกษตรกรจะเพิ่มขึ้น ทำให้มีเงินไปใช้หนี้โดยไม่ต้องพึ่งรัฐบาล ซึ่งตนได้ทำการประสานกับเจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯ แจ้งว่าในวันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม 2562 นายสุธัญญ์ ฤทธิ์ขาบ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกองทุนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและรับเรื่องร้องเรียน(สกร.) พร้อมคณะจะเดินทางมาที่วัดช้าง เพื่อร่วมพบปะพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาของเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนต่อไป” นายโกวิท กล่าว

‘มนัญญา’ลั่นพร้อมสู้!! ปม’มะกัน’จุ้นไทยค้านแบนสารพิษ ชี้ทุกประเทศมีเหตุผลของตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449633

'มนัญญา'ลั่นพร้อมสู้!! ปม'มะกัน'จุ้นไทยค้านแบนสารพิษ ชี้ทุกประเทศมีเหตุผลของตัวเอง

‘มนัญญา’ลั่นพร้อมสู้!! ปม’มะกัน’จุ้นไทยค้านแบนสารพิษ ชี้ทุกประเทศมีเหตุผลของตัวเอง

วันศุกร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 15.09 น.

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2562 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์กรณีเอกอัครราชทูตสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ได้ส่งหนังสือถึงรัฐบาลไทย คัดค้านการแบน 3 สารพิษ โดยเฉพาะสารไกลโฟเซต ว่า ยังไม่ได้กำชับอะไร ส่วนเจตนาของสหรัฐฯ ตนไม่ทราบว่าเขามีเหตุผลอะไร แต่จริงๆ แล้วเรื่องสุขภาพ สารพิษตกค้างในผักและผลไม้ เราก็ต้องดูแลไม่ให้คนไทยใช้บริโภคสิ่งเหล่านั้นอยู่แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องปกติ บางครั้งก็ต้องขอให้แยกส่วนกัน ยืนยันว่า หากสหรัฐฯ ถามมาเราก็พร้อมชี้แจง เพราะนานาประเทศที่แบนสารเหล่านี้ก็มีเหตุผลของแต่ละประเทศอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า หนักใจหรือไม่ เพราะถูกกดดันทั้งภายในและภายนอกประเทศ รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า การทำอะไรก็แล้วแต่ไม่มีอะไรที่ทำไปแล้ว เราจะไม่คิดไม่หนักใจเลย การที่เราเป็นผู้บริหารที่ต้องดูแลทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งเกษตรกรและภาคเอกชน ไม่มีคำว่าแพ้หรือชนะ แต่เราจะต้องเดินไปด้วยกัน ด้วยการพูดคุย และสร้างความเข้าใจกัน

“การขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การขัดแย้งกับผู้บริโภค น่าจะเหมือนขัดแย้งกับเซลล์ขายยาแล้วในตอนนี้ แต่ก็ไม่รู้จะไปไกล่เกลี่ยหรือเจรจากับใคร เพราะได้ทำในเส้นทางของตัวเองอยู่แล้ว แต่ถ้าใครต้องการที่จะพูดคุยด้วย ก็พร้อมเปิดห้องเจรจากัน” น.ส.มนัญญา กล่าว

ด้าน นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า เห็นสำเนาหนังสือที่ของทางสหรัฐฯ ที่ส่งตรงมาถึงนายกรัฐมนตรีแล้ว ซึ่งเป็นในส่วนของหอการค้าสหรัฐฯ ที่เนื้อหาในหนังสือ ระบุถึงข้อห่วงใจต่อการนำเข้าสินค้าเกษตรที่อาจปนเปื้อนสารพิษ โดยหนังสือดังกล่าวมีผู้ลงนามเป็นรองประธานหอการค้าประเทศสหรัฐฯ เท่านั้น ซึ่งกรณีดังกล่าวตนมองว่าไม่ใช่เป็นหน่วยงานระดับรัฐบาลที่จะเข้ามาแทรกแซง ตามที่มีประเด็นข่าวนำเสนอไปก่อนหน้านั้น ส่วนกังวลหรือไม่ว่าจะกลายเป็นปัญหาระหว่างประเทศ นายวราวุธ ย้ำว่า ไม่กังวล เพราะมีปัญหาอีกหลายอย่าง และเชื่อว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นใหญ่

นายวราวุธ กล่าวต่อว่า ส่วนจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายหรือไม่นั้น ต้องรอการพิจารณาของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย อีกครั้ง แต่ในส่วนของหน่วยงานภายใต้กำกับของกระทรวงทรัพยากรฯ คือ กรมควบคุมมลพิษ ยังยืนยันต่อการแบนสารพิษ เพราะต้องดูผลประโยชน์ของเกษตรกรเป็นอันดับแรก เมื่อเกิดสารตกค้างสะสมกับเกษตรกรไทย เราจึงแสดงความไม่เห็นด้วย เชื่อว่าวิธีการใช้ของแต่ละประเทศก็แตกต่างกัน

“ไม่รู้สึกหนักใจที่มีการกดดันทั้งภายในและภายนอกประเทศ เพราะกระทรวงทรัพยากรฯ ดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อม ส่วนเรื่องสารเคมีภาคการเกษตร ก็ต้องให้ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ชี้แจง แต่ส่วนตัวเชื่อว่าน่าจะมีสารทดแทนอยู่แล้ว” รมว.ทรัพยากรฯ กล่าว

‘BIOTHAI’แฉไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐบาลสหรัฐ แทรกแซงกิจการภายในประเทศไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449624

'BIOTHAI'แฉไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐบาลสหรัฐ แทรกแซงกิจการภายในประเทศไทย

‘BIOTHAI’แฉไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐบาลสหรัฐ แทรกแซงกิจการภายในประเทศไทย

วันศุกร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 14.43 น.

25 ตุลาคม 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟชบุ๊ก BIOTHAI  ได้โพสต์ข้อความเมื่อวานนี้( 24 ตุลาคม) หลังจากมีข่าวว่า สถานทูตสหรัฐประจำประเทศไทยทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง และอีก 7 รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเพื่อคัดค้านการแบนไกลโฟเซต โดยอ้างจะกระทบกับการส่งออกสินค้าสหรัฐมายังประเทศไทย

โดยเพจ BIOTHAI อ้างถึงคำให้สัมภาษณ์ของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า “ก่อนเดินทางมาจีนมีเจ้าหน้าที่เอาเอกสารมาให้เซ็นที่สนามบิน ระบุว่า สถานทูตสหรัฐฯ บอกว่าหากแบนไกลโฟเซตจะมีผลเสีย ขอให้มีตัวนี้อยู่ เพราะยังหาตัวอื่นมาทดแทนไม่ได้”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐบาลสหรัฐ แทรกแซงกิจการภายในประเทศไทย เพื่อประโยชน์ของบรรษัทเทคโนโลยีชีภาพ

ย้อนรอยไปในปี 2540 หรือกว่า 20 ปีที่แล้ว เครือข่ายสิทธิภูมิปัญญาไทย ซึ่งเป็นชื่อของเครือข่ายนักวิชาการและภาคประชาสังคม ซึ่งต่อมารู้จักกันภายใต้ชื่อ BIOTHAI ได้ร่วมกับสถาบันการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งในขณะนั้นมีแพทย์หญิงเพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ เป็นผู้อำนวยการ ร่วมกันร่างกฎหมายคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พร้อมกับที่ในด้านหนึ่งได้ร่วมกันผลักดันให้มีกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช ซึ่งทั้งสองร่างมีหลักการสำคัญคือ ป้องกันมิให้เกิดกรณีโจรสลัดชีวภาพ ที่มีบรรษัทข้ามชาติเข้าใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นแล้วนำไปจดสิทธิบัตรผูกขาด ซึ่งนอกจากเจ้าของทรัพยากรไม่ได้ประโยชน์ใดๆแล้ว ยังปิดกั้นมิให้เจ้าของทรัพยากรสามารถวิจัยและพัฒนาใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและความรู้ท้องถิ่นของตนเองได้ในอนาคตด้วย

ร่างกฎหมายทั้งสองฉบับเป็นโมเดลกฎหมายแรกๆของโลกที่พัฒนาขึ้นจากหลักการ “สิทธิอธิปไตยของประเทศเหนือทรัพยากรชีวภาพ” เพื่อตอบโต้กับบรรดาโจรสลัดชีวภาพ

ในระหว่างกระบวนการร่างกฎหมาย จู่ๆมีหนังสือจากสถานฑูตสหรัฐฯส่งมายังกระทรวงสาธารณสุข เพื่อข่มขู่ว่าการร่างกฎหมายดังกล่าวขัดกับความตกลงเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาภายใต้องค์การค้าโลก และคุกคามผลประโยชน์ของบรรษัทยาและบริษัทเมล็ดพันธุ์สหรัฐฯ แต่คณะผู้ร่างกฎหมายทั้งจากฝั่งของกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงเกษตรฯหาได้หวั่นไหวไม่

พวกเราตอบโต้ โดยจัดประชุมวิชาการระหว่างประเทศเพื่อประกาศว่า การออกกฎหมายทั้งสองฉบับของประเทศไทย เป็นไปตามหลักการกฎหมายระหว่างประเทศใน “อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ” และ “หน้าต่างของความตกลง TRIPS” ขององค์การค้าโลกเอง ที่เปิดให้แต่ละประเทศสามารถออกกฎหมายที่มีลักษณะเฉพาะหรือ Sui generis ได้ ตัวแทนของผู้เข้าร่วมประชุมยังได้เดินทางไปพบนายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นที่ทำเนียบรัฐบาล จนในที่สุดรัฐสภาได้ผ่านกฎหมาย คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย และกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชในปี 2542 เป็นผลสำเร็จ

การแทรกแซงกิจการภายในครั้งนั้นของสหรัฐมีผู้รู้เห็นเป็นประจักษ์พยานหลายท่าน บางท่านเป็นข้าราชการในกรมทรัพย์สินทางปัญญา บางท่านเป็นอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ บางท่านเดินทางเข้าออกประชุมอยู่ในทำเนียบรัฐบาล บางท่านเป็นนักกฎหมายใหญ่ของสำนักกฎหมายระหว่างประเทศ และหลายท่านเป็นเอ็นจีโอที่ยังคงทำงานในแวดวงต่างๆ

เช่นเดียวกับการต่อสู้เพื่อให้ยกเลิกการใช้สารพิษร้ายแรงครั้งนี้ ที่ประเทศไทยต้องยืนหยัดต่อสู้กับการแทรกแซงกิจการภายในจากรัฐบาลต่างประเทศและบรรดาบริษัทข้ามชาติ เพราะเราต่างก็รู้ดีว่า ทั้งไกลโฟเซตและพืชดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อให้ต้านทานไกลโฟเซตนั้น มีบริษัทมอนซานโต้เป็นผู้ครอบครองตลาด

พวกเขาผลักดันพืชจีเอ็มก็เพื่อจะได้ขายไกลโฟเซตมากขึ้น ในขณะที่การแบนไกลโฟเซตก็จะทำให้ตลาดพืชจีเอ็มที่มียีนต้านทานไกลโฟเซตที่มอนซานโต้เป็นผู้ผูกขาดจะถูกปิดตายในอนาคตไปด้วย ด้วยเหตุนี้เขาจึงต้องทั้งส่งเสริมพืชจีเอ็มโอและค้านการแบนไกลโฟเซตไปพร้อมๆกัน

ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น เมื่อเดือนเมษายน 2562 ที่ผ่านมา หลังจากรัฐบาลเวียดนามประกาศห้ามนำเข้าไกลโฟเซต นาย Sonny Perdue รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรสหรัฐ กล่าววิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเวียดนามว่า การแบนไกลโฟเซต “ ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อการผลิตทางการเกษตรทั่วโลก” แต่รัฐบาลเวียดนามตอบโต้กลับอย่างรวดเร็วว่า “การตัดสินใจของเวียดนามเป็นไปตามกฎหมายภายในของเวียดนาม ระเบียบระหว่างประเทศ และสอดคล้องกับเงื่อนไขทางสังคม-เศรษฐกิจของเรา” (https://www.reuters.com/…/u-s-criticizes-vietnam-ban-of-gly…)

แผนภาพขององค์กรชื่อ Food Democracy Now ในสหรัฐ ชี้ให้เห็นความสัมพันธ์และบทบาททับซ้อนของผู้มีบทบาททางการเมือง หน่วยงานของรัฐในสหรัฐกับบริษัทมอนซานโต้เจ้าของผลิตภัณฑ์ไกลโฟเซตและพืชจีเอ็ม RoundUp Ready

ตัวอย่างความสัมพันธ์ทับซ้อน เช่น นาย Mickey Kantor บอร์ดของมอนซานโต้ เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีพาณิชย์ของสหรัฐ นาง Linda Fisher รองประธานบริษัท ฝ่ายรัฐกิจและประชาสัมพันธ์ ต่อมาได้รับตำแหน่งรองประธานฝ่ายบริหารของ EPA เป็นต้น

การแทรกแซงของสหรัฐในกิจการภายในของเรา ชี้ให้เห็นแล้วว่า การแบนพาราควอตและไกลโฟเซตนั้น มิได้เป็นเพียงเรื่องเกี่ยวกับประเด็นสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของบรรษัทข้ามชาติที่มีอิทธิพลต่อรัฐบาลของหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลสหรัฐด้วย

รัฐบาลไทยและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของไทยควรตอบโต้เฉกเช่นรัฐบาลเวียดนาม โดยควรตอบกลับฑูตสหรัฐไปว่า นี่เป็นกิจการภายในของประเทศไทยที่การแบนสารพิษนี้ เป็นไปเพื่อคุ้มครองเกษตรกรและผู้บริโภค เป็นไปตามกฎหมายของไทย และสอดคล้องกับรายงานเกี่ยวกับรายงานความเป็นพิษขององค์การอนามัยโลกว่าไกลโฟเซตเป็นสารก่อมะเร็ง หน้าที่ของรัฐบาลสหรัฐที่สมควรทำคือการดูแลประชาชนของตนเอง ไปบังคับคดีให้บริษัทไบเออร์-มอนซานโต้ ชดใช้ค่าเสียหายแก่ชาวอเมริกันที่ป่วยเพราะโรคมะเร็งจากไกลโฟเซต ตามคำตัดสินของศาลสหรัฐโดยเร็วต่างหาก

เราเชื่อว่ารัฐบาลไทยจะไม่อ่อนไหวตามแรงกดดันของสหรัฐ !?

เกษตรฯเร่งช่วยเหลือเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบจากการแบน 3 สาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449600

เกษตรฯเร่งช่วยเหลือเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบจากการแบน 3 สาร

เกษตรฯเร่งช่วยเหลือเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบจากการแบน 3 สาร

วันศุกร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 13.23 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า ได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิดแล้วเพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกในการปรับเปลี่ยน จากเดิมที่เคยใช้พาราควอตและไกลโฟเซตเป็นสารป้องกันกำจัดวัชพืช ส่วนคลอร์ไพริฟอสนั้นใช้เป็นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ทั้งนี้คณะทำงานจะต้องสำรวจจำนวนเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ สอบถามถึงสิ่งที่ต้องการให้รัฐเข้าไปช่วยเหลือ ตลอดจนหาสารทางเลือกที่เป็นทั้งสารเคมีอื่น สารชีวภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพ การสนับสนุนเรื่องแรงงานและเครื่องจักรกลการเกษตรในการกำจัดวัชพืชและศัตรูพืช ทั้งนี้หากต้นทุนการผลิตของเกษตรกรสูงขึ้น รัฐจะกำหนดมาตรการเยียวยาในอัตราที่เหมาะสม โดยจะเสนอให้ครม. เห็นชอบ

สำหรับการกำจัดสารเคมี 3 ชนิดคือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอไพริฟอสซึ่งคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติให้ปรับเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ห้ามผลิต นำเข้า จำหน่าย และครอบครอง เมื่อกรมวิชาการเกษตรสำรวจปริมาณคงเหลือให้ชัดเจนแล้ว เมื่อประกาศการยกเลิกใช้ตามพ.ร.บ. วัตถุอันตรายมีผลบังคับใช้ กรมวิชาการเกษตรต้องอายัดทั้งหมดเพื่อทำลายต่อไป ทั้งนี้การทำลายวัตถุอันตราย 3 ชนิดซึ่งเบื้องต้นพบว่า มีปริมาณคงค้างรวม 29,869.58 ตัน จะต้องหาวิธีทำลายที่ปลอดภัยตามมาตรฐานสากล โดยครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยจะมีการทำลายสารเคมีวัตถุอันตรายจำนวนมากเช่นนี้ ซึ่งกรมวิชาการเกษตรคาดว่า กว่าจะทำลายได้หมดจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน