รักษ์เกษตร : มาทำปุ๋ยคอกหมักกันเถอะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450214

x

รักษ์เกษตร : มาทำปุ๋ยคอกหมักกันเถอะ

วันอังคาร ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม การทำปุ๋ยคอกหมัก จากปุ๋ยคอกมูลวัว มีวิธีทำอย่างไรบ้าง และมีประโยชน์อย่างไรบ้างครับ

สายชล ละองทอง

อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี

คำตอบ

ปุ๋ยคอกมูลวัวเป็นปุ๋ยคอกที่หาง่ายและมีปริมาณมากมูลวัวที่ยังเปียกหรือสดอยู่ กว่าจะย่อยสลายเป็นปุ๋ยคอกต้องใช้เวลานาน จึงจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ปุ๋ยคอกสดๆ ที่นำไปใช้โดยที่ยังไม่ผ่านกระบวนการย่อยสลาย มีธาตุอาหารมากก็จริง แต่พืชจะยังไม่สามารถนำไปใช้ได้ เนื่องจากจุลินทรีย์ในดินจะดึงไนโตรเจนจากพืชมาช่วยในการย่อยสลายปุ๋ยคอก จึงทำให้พืชขาดไนโตรเจนในช่วงนั้น จนเป็นสาเหตุให้
ใบเหลือง วิธีการที่เร็วที่สุดที่จะทำปุ๋ยคอกสดให้ย่อยสลายได้อย่างรวดเร็วคือ การทำปุ๋ยคอกหมัก

การทำปุ๋ยคอกหมัก

1. เตรียมวัสดุส่วนประกอบ ปุ๋ยคอก 1 กระสอบ แกลบ 1 กระสอบ รำข้าว 1 กระสอบ น้ำหมักชีวภาพที่เจือจาง1 ลิตรกากน้ำตาล 1 ลิตรและน้ำสะอาด 25 ลิตรหรือมากกว่า

2. ขั้นตอนการทำมีดังนี้

1) ขั้นแรก นำปุ๋ยคอกที่ได้มาตากแดดให้แห้งเกลี่ยให้โดนแดดทิ้งไว้ 1-2 แดด ถ้าปุ๋ยคอกที่ได้มาแห้งแล้ว สามารถใช้ได้เลย จากนั้นให้เตรียม
ส่วนผสมให้พร้อม ได้แก่ ปุ๋ยคอก รำข้าวแกลบอัตราส่วน 1:1:1 เทส่วนผสมทั้งหมดลงพื้นใช้จอบเกลี่ยคลุกเคล้าให้เข้ากัน

2) ขั้นที่สอง ให้นำน้ำสะอาดน้ำหมักชีวภาพที่เจือจาง และกากน้ำตาล มาผสมให้เข้ากันแล้วนำไปราดรดที่กองปุ๋ยคอกที่เตรียมไว้ จากนั้นใช้จอบคลุกเคล้าให้เข้ากัน ลองใช้มือบีบดู ต้องไม่แห้งหรือไม่เปียกเกินไป ถ้ายังแห้งอยู่ เพิ่มน้ำอีก แล้วใช้จอบเกลี่ยไปด้วยเรื่อยๆจากนั้นตักใส่กระสอบ ตั้งไว้ในที่อากาศถ่ายเทสะดวก ในวันแรก ให้เปิดปากถุงดู จะพบว่าปุ๋ยคอกร้อนมาก จึงต้องเปิดปากกระสอบไว้ ให้ความร้อนของตัวปุ๋ยระบายออกไป

3) ขั้นตอนที่สาม ให้สังเกตว่า

-เมื่อผ่านไป 2 วัน ตัวปุ๋ยเริ่มหายร้อน และเริ่มย่อยสลาย สังเกตจากมีฝ้าขาวเกิดขึ้นอยู่ทั่วไป

-ผ่านไป 3 วัน บางส่วนเริ่มย่อยสลายแล้ว

-ผ่านไป 5 วัน ลองใช้มือกำบีบดูสังเกตดูว่าจะเป็นขุยเกิดขึ้น

-ผ่านไป 7 วัน จับขึ้นมาบีบดูสังเกตดูว่า ตัวปุ๋ยมีลักษณะแห้งเป็นฝุ่นเกิดขึ้น

3. ขั้นการนำไปใช้หลังจากนั้นไปประมาณ 1 สัปดาห์ สามารถนำไปใช้กับพืชได้แล้ว

ประโยชน์ของปุ๋ยคอกหมักทำให้ดินมีความร่วนซุย จากองค์ประกอบของดินที่มีดิน อินทรียวัตถุ น้ำและอากาศในสัดส่วนที่เหมาะสม ช่วยปรับสภาพ pH ของดิน ให้เหมาะสมกับการปลูกพืช ช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ทั้งปริมาณอินทรียวัตถุ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และแร่ธาตุอาหารทำให้ธาตุอาหารถูกพืชนำไปใช้ได้รวดเร็วขึ้น ช่วยในการย่อยสลายซากพืช ซากสัตว์ในดิน ช่วยเพิ่มจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในดินทั้งยังช่วยต้านการแพร่ของจุลินทรีย์ที่ก่อโรคพืชชนิดต่างๆในดินและช่วยดูดซับความชื้นไว้ในดินให้นานขึ้น ทำให้ดินชุ่มชื้นตลอดเวลา

ยึดมะพร้าวอินโดแหกกฎนำเข้ากว่า80ตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450213

x

ยึดมะพร้าวอินโดแหกกฎนำเข้ากว่า80ตัน

วันอังคาร ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ด่านตรวจพืชท่าเรือ กรมวิชาการเกษตรสุ่มตรวจและยึดผลมะพร้าวนำเข้าจากอินโดนีเซีย 3 ตู้คอนเทนเนอร์ ปริมาณ 81 ตัน เนื่องจากตรวจพบมีส่วนงอกของยอดอ่อนติดมากับผลผลิต ซึ่งผิดเงื่อนไขนำเข้ามะพร้าวตามประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่องเงื่อนไขการนำเข้ามะพร้าวจากอินโดนีเซีย พ.ศ. 2554 ที่ต้องไม่ปรากฏส่วนของก้าน ใบ หน่อ หรือยอดอ่อน  ซึ่งด่านตรวจพืชท่าเรือแจ้งให้ผู้นำเข้าจัดการกับสินค้าดังกล่าว โดยผู้นำเข้าเลือกวิธีส่งสินค้ากลับประเทศต้นทาง ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนมกราคม-17 ตุลาคม 2562 ประเทศไทยนำเข้ามะพร้าวรวม1,056 ชิปเม้นท์ ปริมาณ 104,652 ตัน รวมมูลค่ากว่า 750 ล้านบาท ในจำนวนนี้ตรวจพบไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขประกาศกรมวิชาการเกษตร 57  ชิปเม้นท์  ปริมาณ 3,116ตัน มูลค่ากว่า 21 ล้านบาท สาเหตุที่ตรวจพบผิดเงื่อนไขมากที่สุดถึง 93% คือ พบการงอกของหน่อหรือยอดอ่อนมะพร้าว

สำหรับมะพร้าวนั้น เป็นสิ่งต้องห้ามตามพ.ร.บ.กักพืช พ.ศ.2507 และที่แก้ไขเพิ่มเติม การจะอนุญาตให้นำเข้าได้ต้องผ่านการวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านโรคพืชและแมลงศัตรูพืช เพื่อกำหนดเงื่อนไขอนุญาตนำเข้าตามมาตรการสุขอนามัยพืช ปัจจุบันไทยอนุญาตนำเข้ามะพร้าวแก่ปอกเปลือกจาก 4 ประเทศคือ มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย และเมียนมา เนื่องจากผลผลิตมะพร้าวแก่ปอกเปลือกเพื่อใช้ในประเทศยังมีไม่พอต่อความต้องการของตลาด โดยข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) คาดการณ์ผลผลิตมะพร้าวในประเทศปี 2562 ว่า มีปริมาณ 874,000 ตัน ขณะที่ความต้องการใช้ของอุตสาหกรรมมะพร้าวในประเทศต้องการใช้มะพร้าวผลแก่ถึง 1.04 ล้านตัน รวมทั้งการอนุญาตให้นำเข้ามะพร้าวจากประเทศใดประเทศหนึ่งนั้น เกิดจากการร้องขอให้อนุญาตนำเข้าจากผู้ประกอบการด้วย

“มะพร้าวที่ไทยอนุญาตให้นำเข้าคือ ผลมะพร้าวแก่ปอกเปลือก เนื้อมะพร้าวสดเนื้อมะพร้าวแห้ง กะลามะพร้าว เส้นใยมะพร้าว และกาบมะพร้าว โดยผู้นำเข้าต้องมีใบอนุญาตนำเข้า และต้องเป็นผู้ประกอบธุรกิจโรงงานแปรรูปมะพร้าว ซึ่งการออกใบอนุญาตนำเข้ามะพร้าวเข้ามาในไทยจะอนุญาตเพื่อใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปมะพร้าวเท่านั้น และการนำเข้าจะต้องมีใบรับรองสุขอนามัยพืชกำกับมาพร้อมกับสินค้าทุกครั้ง โดยได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชตรวจสินค้าที่นำเข้ามาอย่างเข้มงวด ป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืชติดเข้ามาในประเทศ” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

เตือนเฝ้าระวังโรคยอดเน่ารากเน่าในสับปะรด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450215

x

เตือนเฝ้าระวังโรคยอดเน่ารากเน่าในสับปะรด

วันอังคาร ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงที่ฝนตกชุก อุณหภูมิลดต่ำและความชื้นในอากาศสูง กรมวิชาการเกษตร ขอให้ชาวไร่สับปะรดเฝ้าระวัง โรคยอดเน่ารากเน่า ที่พบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของสับปะรด อาการที่ต้น ใบยอดมีสีซีด โคนใบหรือฐานใบเน่าช้ำมีสีขาวอมเหลืองขอบแผลสีน้ำตาล และส่งกลิ่นเหม็นเฉพาะตัว เมื่อดึงส่วนยอดจะหลุดง่าย ถ้าอาการรุนแรงกลุ่มใบตรงกลางต้นจะหักล้มพับลงมา อาการที่ราก เริ่มแรกมีอาการใบสีซีดคล้ายอาการที่ต้น ใบด้านล่างจะนิ่มกว่าปกติ และแห้งตายลามเข้ามาจากปลายใบ ต้นชะงักการเจริญเติบโต รากมีแผลสีน้ำตาล เปื่อย และเน่า หากดึงจะหลุดจากดินได้ง่าย อาการที่ผล ผลมีขนาดเล็ก ผลเน่าเป็นจุดสีเขียวเข้ม เมื่อผ่าดูภายในเนื้อเยื่อจะเน่าเป็นสีน้ำตาล

ฉะนั้น เกษตรกรควรหมั่นตรวจและกำจัดวัชพืชในแปลงและรอบแปลงปลูก ถ้าพบต้นที่เริ่มแสดงอาการของโรคยอดเน่ารากเน่า ให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดเมทาแลกซิล25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50-100 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟอสโฟนิก แอซิด 40% เอสแอล อัตรา 50-60 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 1 เดือน 2 ครั้ง หรือให้ขุดต้นที่เป็นโรคไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที เพื่อลดแหล่งสะสมเชื้อสาเหตุโรค จากนั้นให้โรยปูนขาวบริเวณหลุมที่ขุด ป้องกันการระบาดของโรค และควรทำความสะอาดอุปกรณ์การเกษตรที่ใช้กับต้นที่เป็นโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ทุกครั้ง

หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วให้นำส่วนต่างๆ ของพืชที่เป็นโรคนำไปเผาทำลายทันที หากเกษตรกรจะปลูกสับปะรดฤดูถัดไป ควรเลือกพื้นที่ปลูกที่ไม่เคยมีการระบาดของโรคนี้มาก่อน และควรทำแปลงปลูกให้ระบายน้ำได้ดี ไม่ ควรมีน้ำท่วมขัง และให้เลือกใช้ส่วนขยายพันธุ์ที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค ก่อนปลูก เกษตรกรควรแช่จุกหน่อพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพีอัตรา 50-100 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟอสโฟนิก แอซิด 40% เอสแอล อัตรา 50-60 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร นาน 15-20 นาที

ศาลปกครองกลางนัดไต่สวนปมร้องระงับคำสั่ง’แบน3สาร’30ต.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450296

ศาลปกครองกลางนัดไต่สวนปมร้องระงับคำสั่ง'แบน3สาร'30ต.ค.นี้

ศาลปกครองกลางนัดไต่สวนปมร้องระงับคำสั่ง’แบน3สาร’30ต.ค.นี้

วันจันทร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 19.28 น.

“ศาลปกครองกลาง”นัดไต่สวนปมร้องระงับคำสั่งแบน3สารพิษทางการเกษตร30ต.ค.นี้ “เครือข่ายเกษตรกร”เตรียมพยาน3กลุ่มแจงผลกระทบการยกเลิก

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลัง น.ส.อัญชุลี ลักษณ์อำนวยพร ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง พร้อมด้วยเครือข่ายกว่า 10 คน ในฐานะผู้แทนเกษตรกรเกษตรกร 6 จังหวัด รวม 1,091 คน ยื่นฟ้องคณะกรรมการวัตถุอันตราย คณะกรรมการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กรณีขอให้เพิกถอนมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่ให้ยกเลิกการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต , ไกลโฟเสต และคลอร์ไพริฟอส พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉิน เพื่อทุเลาการบังคับตามมติดังกล่าว ที่กำหนดจะให้เริ่มแบนสามเคมีทั้ง 3 ชนิด ในวันที่ 1 ธันวาคม 2562 ไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษานั้น

ล่าสุด เมื่อเวลา 18.00 น.ที่ผ่านมา กลุ่มเครือข่ายฯ แจ้งว่า ศาลปกครองได้รับคำฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำ ส.26/2562 พร้อมกับรับคำร้องขอให้ศาลไต่สวนเพื่อกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวไว้ด้วย โดยศาลกำหนดนัดไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว ในวันพุธที่ 30 ตุลาคมนี้ เวลา 10.00 น.

อย่างไรก็ตาม น.ส.อัญชุลี ระบุว่า ทางเครือข่ายได้จัดเตรียมพยานที่จะเข้าให้ข้อมูลต่อศาลในการไต่สวนไว้ 3 กลุ่ม คือ อดีตข้าราชการสังกัดกรมวิชาการเกษตร 4 คน อาทิ อดีตอธิบดี กรม และ ผอ.กลุ่ม , กลุ่มที่ 2 นักวิชาการ 7 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยด้านการเกษตรและวัชพืช อาทิ ม.เกษตรฯ มช.และ ม.สงขลานครินทร์ และกลุ่มสุดท้าย คือ กลุ่มผู้ใช้สารเคมีทางการเกษตร รวมทั้งเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับ องค์ประกอบของสารเคมี นอกจากนี้ ทางกลุ่มได้ประสานจะให้มีแพทย์มาร่วมเป็นพยานด้วย แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับอย่างเป็นทางการ

‘เฉลิมชัย’เซ็นตั้งทีมช่วยเหลือเกษตรกรได้รับผลกระทบแบน3สาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450207

'เฉลิมชัย'เซ็นตั้งทีมช่วยเหลือเกษตรกรได้รับผลกระทบแบน3สาร

‘เฉลิมชัย’เซ็นตั้งทีมช่วยเหลือเกษตรกรได้รับผลกระทบแบน3สาร

วันจันทร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 15.52 น.

รมว.เกษตรฯเซ็นตั้งคณะทำงานช่วยเหลือเกษตรกรได้รับผลกระทบยกเลิกใช้3สารพิษ กำชับคณะทำงานฯพร้อมรับฟังผู้แทนเกษตรกรพืชเศรษฐกิจที่ต้นทุนสูงขึ้นและกำหนดมาตรกรชดเชย ชี้ต้องเสร็จก่อนวันที่1ธันวาคมเพื่อให้เกษตรกรเดือดร้อนน้อยที่สุด

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้ออกคำสั่งกระทรวงเกษตรฯ ที่ 2300/2562 เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด หลังจากคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติประกาศวัตถุอันตรายทางการเกษตรเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส โดยกระทรวงเกษตรฯ เร่งขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร

โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานคณะทำงาน นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ เป็นที่ปรึกษาคณะทำงาน ประกอบด้วย อธิบดีกรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวม 17 คน มีอำนาจหน้าที่ศึกษา รวบรวมข้อมูล นวัตกรรม เครื่องจักรกล เทคโนโลยีทางการเกษตร และสารเคมีทดแทน และกำหนดแนวทางหรือมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบการยกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิด กำหนดแนวทาง วิธีการสื่อสารตามแนวทางและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรต่างๆ ที่กำหนดเพื่อสร้างการรับรู้และทำความเข้าใจให้แก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไป กำกับดูแล และติดตามผลการปฏิบัติงานตามแนวทางและมาตรการที่กำหนด รายงานผลการดำเนินการต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ พร้อมเชิญหน่วยงานหรือผู้เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล ความเห็น และข้อเสนอแนะ รวมทั้งจัดส่งเอกสาร และข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้องตามที่คณะทำงานเห็นสมควร

ทั้งนี้ นายเฉลิมชัย เปิดเผยว่า จากการที่ออกคำสั่งกระทรวงเกษตรฯ เรื่องแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด เมื่อวันที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมา ในวันนี้ได้กำชับ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเป็นประธานคณะทำงาน ให้เร่งประชุมกรรมการ ซึ่งประกอบด้วยอธิบดีกรมต่างๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวม 17 คน เพื่อศึกษา รวบรวมข้อมูล นวัตกรรม เครื่องจักรกล เทคโนโลยีทางการเกษตร และสารเคมีทดแทน และกำหนดแนวทางหรือมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบการยกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ตามที่คณะกรรมการวัตถอันตรายประกาศมติให้สารเคมีดังกล่าวเป็นวัตถุเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 มีผลให้ห้ามผลิต ห้ามนำเข้า ห้ามจำหน่าย ห้ามครอบครอง

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่กระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อวิถีการทำเกษตรของเกษตรกรจำนวนมาก โดยเฉพาะในพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิด คือ อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าวโพด และไม้ผล จึงสั่งการให้คณะทำงานเชิญผู้แทนเกษตรกรมาให้ความคิดเห็นถึงแนวทางในการปรับเปลี่ยนและสิ่งที่ต้องการให้รัฐช่วยสนับสนุน ทั้งด้านต้นทุนการผลิตที่อาจสูงขึ้น เครื่องจักรกล และเทคโนโลยีการเกษตรซึ่งจะนำมาทดแทน กำกับดูแลและติดตามผลการปฏิบัติงานตามแนวทางและมาตรการที่กำหนด โดยมอบหมาย นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ และนายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วย รมว.เกษตรฯ เป็นที่ปรึกษา โดยให้รายงานผลการดำเนินการต่อ รมว.เกษตรฯ อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ คณะทำงานยังต้องกำหนดวิธีการสื่อสารแนวทางและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่จัดทำ เพื่อสร้างการรับรู้และทำความเข้าใจให้แก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไป

“ได้แต่งตั้งผู้บริหารทุกกรมที่เกี่ยวข้องมาเป็นกรรมการเพื่อจะได้แนวทางและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างรอบด้าน ต้องได้ข้อสรุปก่อนวันที่ 1 ธันวาคม ซึ่งการยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด จะมีผลบังคับใช้ ทั้งนี้ ยังคงมอบหมาย น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ ซึ่งกำกับดูแลกรมวิชาการเกษตร ในการเตรียมสารชีวภัณฑ์ สารเคมีอื่น และวิธีการต่างๆ รองรับไว้ด้วย เพื่อให้เกษตรกรได้รับผลกระทบน้อยที่สุด” นายเฉลิมชัย กล่าว

‘มนัญญา’เกาะติดโรคไหม้คอรวงข้าวระบาด เร่งออกมาตรการช่วยเหลือด่วน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450168

'มนัญญา'เกาะติดโรคไหม้คอรวงข้าวระบาด เร่งออกมาตรการช่วยเหลือด่วน!

‘มนัญญา’เกาะติดโรคไหม้คอรวงข้าวระบาด เร่งออกมาตรการช่วยเหลือด่วน!

วันจันทร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 15.09 น.

“มนัญญา “ตามติดสถานการณ์การระบาดของโรคไหม้คอรวงข้าวในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ เตรียมมาตรการช่วยเหลือ ด่วน!!!

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ เปิดเผยภายหลังการประชุมติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคไหม้คอรวงข้าวในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ณ ศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ ว่า จากการรายงานสถานการณ์การระบาดศัตรูข้าวของกรมส่งเสริมการเกษตร เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา พบการระบาดของโรคไหม้คอรวงข้าวใน 7 จังหวัด ได้แก่ ลําพูน แพร่ จันทบุรี มุกดาหาร มหาสารคาม สุรินทร์ และสงขลา รวม 7,442 ไร่ และพบการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลใน 6 จังหวัด ได้แก่ ลําปาง แพร่ อุตรดิตถ์ พิจิตร อ่างทอง และสุพรรณบุรี รวม 18,141 ไร่ นอกจากนี้ กรมการข้าวยังได้รับรายงานการระบาดของโรคไหม้ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ จํานวน 77,777 ไร่ และการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในพื้นที่จังหวัดลําปางด้วยเช่นกัน กระทรวงเกษตรแชะสหกรณ์ โดยกรมการข้าวจึงมีการแจ้งเตือนภัยการระบาดของศัตรูข้าวทั้ง 2 ชนิด ในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกและภาคตะวันตก

 

 

สำหรับในปีการผลิต 2562/63 จังหวัดสุรินทร์มีพื้นที่ปลูกข้าว 3.025 ล้านไร่ รายงานพบการระบาดโรคไหม้คอรวงข้าวครั้งแรก เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2562 ซึ่งในช่วงเวลาเพียง 10 วัน (ช่วงวันที่ 18 – 28 ตุลาคม 2562) มีการระบาดอย่างรวดเร็วครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 17 อำเภอ 140 ตำบล 1,331 หมู่บ้าน เกษตรกรผู้ประสบภัย 49,204 ราย รวมพื้นที่การระบาดทั้งสิ้น 283,454.75 ไร่ มีสาเหตุสำคัญเกิดจาก 1. เกษตรกรมีการใช้เมล็ดพันธุ์ในการหว่านข้าวในอัตราที่สูงเกินไป (30 – 50 กิโลกรัม/ไร่) 2. ข้าวหอมมะลิ (พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 และ กข 15) เป็นพันธุ์ข้าวที่อ่อนแอต่อโรคไหม้คอรวงข้าว 3. มีการใช้ปุ๋ยเคมีในอัตราที่สูง โดยเฉพาะปุ๋ยที่มีธาตุไนโตรเจนสูง ส่งผลให้พืชอ่อนแอต่อการเกิดโรค และ 4. สภาพอากาศเหมาะสมต่อการเกิดโรคไหม้ข้าว

 

 

อย่างไรก็ตาม สำนักงานเกษตรจังหวัดสุรินทร์และสำนักงานเกษตรอำเภอได้เฝ้าระวัง แบ่งเป็น ก่อนเกิดการระบาด โดยมีศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนเป็นศูนย์เฝ้าระวังการระบาดศัตรูพืชในพื้นที่และรายงานข้อมูลให้หน่วยงานราชการ พร้อมประชาสัมพันธ์เตือนการระบาด และระหว่างเกิดการระบาด ได้สร้างการรับรู้การจัดการโรคไหม้คอรวงข้าวให้กับเกษตรกร 17 อำเภอ 26,124 ราย ลงพื้นที่สำรวจแปลง สนับสนุนเชื้อราไตรโครเดอร์มาเบื้องต้น เพื่อควบคุมโรค 10,341 กิโลกรัม สามารถฉีดพ่นได้ 31,023 ไร่ ทั้งนี้ จังหวัดสุรินทร์ได้ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย (โรคไหม้คอรวงข้าว) เพื่อเตรียมการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการ พ.ศ. 2562 ต่อไป

นักวิชาการยันยังไม่มีสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืช ได้รับการรับรองจากกรมวิชาการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450164

นักวิชาการยันยังไม่มีสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืช ได้รับการรับรองจากกรมวิชาการเกษตร

นักวิชาการยันยังไม่มีสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืช ได้รับการรับรองจากกรมวิชาการเกษตร

วันจันทร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 15.02 น.

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2562 นางจรรยา มณีโชติ นายกสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย และผู้เชี่ยวชาญด้านวัชพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว “Chanya Maneechote” เมื่อ 27 ต.ค.2562 ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชที่ได้รับการรับรองคุณภาพจากกรมวิชาการเกษตร จึงขอเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อผู้ที่โฆษณาอวดอ้างสรรพคุณบนโลกออนไลน์ ดังนี้

“ระวังโดนหลอกอย่าหลงเชื่อโฆษณาชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืช ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร ตั้งแต่มีข่าวจะแบนพาราควอตและไกลโฟเซต มี fbโฆษณาขายชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืช แบบเผาไหม้ แบบดูดซีม บางรายโชว์ใข้ปากอมพ่นหญ้าตาย คนไม่ตายปลอดภัย สารวัตรเกษตรตามไปเก็บตย.มาตรวจ เจอทั้งพาราควอต ทั้งไกลโฟเซต พอรู้ว่าถูกจับได้ก็ปิดfbหนีกันเป็นแถว ตอนนี้ยังไม่มีชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชที่ได้ทะเบียนจากกรมวิชาการเกษตรเลย เพราะยังไม่ผ่านการทดสอบทั้งประสิทธิภาพ และความปลอดภัย”

“จุลินทรีย์ หมายถึงสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น มีทั้งเชื้อรา แบคทีเรีย ไวรัส และไส้เดือนฝอย แต่ไม่ใช่จุลินทรีย์ทุกชนิดจะปลอดภัยกับคน อาจจะกำจัดวัชพืชได้แต่สร้างสารพิษ (toxins) ทำให้คนเป็นมะเร็ง หรือ ภูมิแพ้ หรือ ระคายเคืองตา ผิวหนัง เช่นเดียวกับสารเคมี เชื้อราหลายชนิด ในสกุล (genus) เช่น Aspergillus flavus สร้างสารอัลฟาทอกซิน ที่พบในพืชหลายชนิด ถั่วลิสง ข้าวโพด พริก กระเทียม เห็ดหอมแห้ง กินเข้าไปมะเร็งถามหาแน่ๆ หรือเชื้อราสกุล Myrothecium บางชนิด มีรายงานว่าสร้างสารก่อมะเร็งในคน EPA ของอเมริกา เลยไม่ให้ขึ้นทะเบียนใช้เป็นชีวภัณฑ์ บางตัวเป็นสาเหตุโรคพืชได้อีกด้วย”

“นี่คือสาเหตุว่าทำไมชีวภัณฑ์ ต้องมาขึ้นทะเบียนเป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 2 (วอ. 2) ตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2551 ที่พูดๆกันว่ามีชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชเยอะแยะ แต่ยังไม่มีใครกล้ามายื่นขึ้นทะเบียนเลย เพราะกลัวไม่ผ่านทั้งประสิทธิภาพและความปลอดภัย เลยแอบขายกันไปตามสื่อออนไลน์ ระบบขายตรงถึงหน้าบ้าน”

กษ.เตรียมงบ3.1พันล้าน ฟื้นฟูเกษตรกรเหยื่อน้ำท่วม-แล้ง 5 โครงการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450093

กษ.เตรียมงบ3.1พันล้าน ฟื้นฟูเกษตรกรเหยื่อน้ำท่วม-แล้ง 5 โครงการ

กษ.เตรียมงบ3.1พันล้าน ฟื้นฟูเกษตรกรเหยื่อน้ำท่วม-แล้ง 5 โครงการ

วันจันทร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 10.31 น.

กษ.เตรียมงบ3.1พันล้าน ฟื้นฟูเกษตรกรเหยื่อน้ำท่วม-แล้ง 5 โครงการ

28 ตุลาคม 2562 นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ภายหลังคณะรัฐมนตรี(ครม.) อนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) ดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการฟื้นฟู เยียวยา เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยปี 2562 จำนวน 5 โครงการ กรอบวงเงิน 3,120 ล้านบาท ได้เริ่มเปิดรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม-10 พฤศจิกายน 2562 ระยะเวลาดำเนินโครงการเดือนตุลาคม 2562-30 กันยายน 2563

ทั้งนี้ หลักการให้ความช่วยเหลือ คือ ต้องเป็นเกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วง ฝนแล้ง หรืออุทกภัย ปี 2562 ที่ได้รับความเสียหายสิ้นเชิง และได้รับการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน 2562 ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้บูรณาการการทำงานของ 4 หน่วยงานในพื้นที่ร่วมกัน โดยเกษตรกรเลือกและสมัครเข้าร่วมโครงการได้เพียง 1 โครงการ จากทั้งหมด 5 โครงการ ข้อกำหนดเบื้องต้น คือ พื้นที่ต้องมีเอกสารสิทธิ สำหรับเกษตรกรที่สนใจปลูกพืชใช้น้ำน้อยพื้นที่ต้องเหมาะสม มีแหล่งน้ำเพียงพอเพาะปลูก หากสนใจเลี้ยงปลาควรจะมีบ่อดิน หรือเลี้ยงสัตว์ปีกอาจต้องมีโรงเรือนสำหรับสัตว์ปีกด้วย

นายเข้มแข็ง ระบุว่า แต่ละโครงการมีเป้าหมายและหลักเกณฑ์ ดังนี้ 1.โครงการส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยเพื่อสร้างรายได้แก่เกษตรกร (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์, ถั่วเขียว) กรมส่งเสริมการเกษตรรับผิดชอบ โดยสนับสนุนค่าใช้จ่ายเป็นเงินสดโอนเข้าบัญชี ธ.ก.ส.ของเกษตรกรเพื่อซื้อเมล็ดพันธุ์ รายละไม่เกิน 20 ไร่ เป้าหมายเกษตรกร 150,000 ครัวเรือน พื้นที่ 1.4 ล้านไร่ เกษตรกรเข้าร่วมโครงการตามความสมัครใจ 1 ครัวเรือน ต่อ 1 สิทธิ์ และเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตร

2.โครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าวปี 2563/64 กรมการข้าวรับผิดชอบ เป้าหมายเกษตรกร 827,000 ครัวเรือน เมล็ดพันธุ์ข้าว 63,200 ดัน พื้นที่ 6.32 ล้านไร่ โดยสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวแก่เกษตรกรไร่ละ 10 กิโลกรัม ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ ชนิดพันธุ์ข้าว 5 ชนิด ประกอบด้วย 1. ข้าวหอมมะลิ (พันธุ์ กข15, ขาวดอกมะลิ 105) 2. ข้าวหอมปทุม (พันธุ์ปทุมธานี1) 3. ข้าวเจ้าไม่ไวแสง (พันธุ์ กข29, กข31, กข41, กข49, กข57, ชัยนาท 1, พิษณุโลก 2) 4. ข้าวเหนียวไม่ไวแสง (พันธุ์สันป่าตอง 1) 5. ข้าวเหนียวไวแสง (พันธุ์ กข6)

3.โครงการพัฒนาเสริมทางเลือกอาชีพด้านประมง การเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อดิน กรมประมงรับผิดชอบ เป้าหมายเกษตรกร 50,000 ราย โดยสนับสนุนพันธุ์ปลาและอาหารสัตว์น้ำให้แก่เกษตรกร (ได้รับพันธุ์ปลานิลแปลงเพศ 800 ตัว/ราย พร้อมอาหารสัตว์น้ำนำร่อง 120 กิโลกรัม/ราย

4.โครงการสร้างรายได้จากอาชีพประมงในแหล่งน้ำชุมชน กรมประมงรับผิดชอบเป้าหมายแหล่งน้ำในชุมชน 1,436 แห่ง โดยปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ (กุ้งก้ามกราม) ในแหล่งน้ำชุมชน ซึ่งเป็นแหล่งน้ำแบบปิดโดยสนับสนุนลูกพันธุ์กุ้งก้ามกรามขนาดตั้งแต่ 5-7 เซนติเมตรขึ้นไป 200,000 ตัวต่อแหล่งน้ำ

5.โครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ปีก กรมปศุสัตว์รับผิดชอบ เป้าหมายเกษตรกร 48,000 ครัวเรือน ในพื้นที่ 17 จังหวัด โดยสนับสนุนเป็นเงินโอนเข้าบัญชี ธ.ก.ส.ของเกษตรกรเพื่อซื้อพันธุ์ไก่ไข่ เป็ดไข่ครัวเรือนละ 10 ตัว ไก่พื้นเมืองคละเพศอายุ 1 เดือน ครัวเรือนละ 30 ตัว พร้อมค่าอาหารและค่าวัสดุในการเลี้ยง

“หลักเกณฑ์ 5 โครงการ คือ 1. เกษตรกรที่ประสบภัยเสียหายสิ้นเชิงตามประกาศเขตภัยพิบัติ 2. ช่วยเหลือไม่เกิน 10- 20 ไร่ของแต่ละพืชและพื้นที่เสียหายและเป็นพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ 3.อัตราช่วยเหลือเมล็ดพันธุ์ สำหรับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 245 บาท/ไร่ และถั่วเขียว 200 บาท/ไร่ โดยเกษตรกรต้องมีคุณสมบัติร่วมโครงการตามความสมัครใจ 1. เกษตรกรต้องมีสัญชาติไทยและบรรลุนิติภาวะ 2. เป็นหัวหน้าครัวเรือนหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย (1 ครัวเรือน ต่อ 1 สิทธิ์ ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร) 3. เป็นเกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงฝนแล้ง หรืออุทกภัย ปี 2562 เปิดบัญชีเงินฝากกับ ธ.ก.ส.โดยกระทรวงเกษตรฯ มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรเปิดรับสมัครเกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยปี 2562 วันที่ 25 ตุลาคม – 10 พฤศจิกายน 2562 ที่สำนักงานเกษตรอำเภอทั่วประเทศ” นายเข้มแข็ง กล่าว

อลังการงานวิ่งมินิฮาฟมาราธอน สัมผัสวิว360องศาเขื่อนขุนด่านฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449964

x

อลังการงานวิ่งมินิฮาฟมาราธอน สัมผัสวิว360องศาเขื่อนขุนด่านฯ

วันจันทร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน ในฐานะนายกสมาคมศิษย์เก่าวิศวกรรมชลประทาน ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า สมาคมศิษย์เก่าวิศวกรรมชลประทานฯ เตรียมจัดกิจกรรมเดิน-วิ่งการกุศล “RUN FOR HEALTH CHARITY MINI HALF MARATHON 2019 @Khun Dan Prakarn Chon Dam” วันที่ 8 ธันวาคม 2562 ณ เขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก เพื่อส่งเสริมสุขภาพให้สมาชิกของสมาคมและประชาชนที่สนใจ รายได้จากการจัดกิจกรรมจะนำไปใช้สนับสนุนสวัสดิการการศึกษาต้นกล้าเกษตรคืนถิ่นเพื่อความยั่งยืน หรือทุนลูกเกษตรกรเข้าศึกษาต่อด้านวิศวกรรมชลประทาน รวมทั้งจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์มอบให้ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุโรงพยาบาลชลประทาน และโรงพยาบาลในพื้นที่ ตลอดจนจัดซื้ออุปกรณ์กีฬาให้โรงเรียนใกล้เคียง

สำหรับกิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 โดยสมาคมฯเลือกพื้นที่เขื่อนขุนด่านปราการชลเป็นสถานที่จัดกิจกรรม แบ่งการแข่งขันเป็น 3 ประเภทได้แก่ Fun Run ระยะทาง 5 กม. รับสมัคร 2,200 คน, Mini Marathon ระยะทาง 10 กม.รับสมัคร 2,100 คน และ Half Marathon ระยะทาง 21 ก.ม.รับสมัคร 700 คนซึ่งแต่ละประเภทจะแบ่งกลุ่มแข่งขันตามเพศและช่วงอายุอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ผู้เข้าเส้นชัยแต่ละประเภทจะได้รับเหรียญรางวัลเป็นที่ระลึก ขณะที่ระยะ MiniMarathon ผู้เข้าเส้นชัย 50 คนแรกของฝ่ายชายและฝ่ายหญิง จะได้รับเสื้อ Finisher เป็นของที่ระลึกเพิ่มเติมส่วนผู้เข้าเส้นชัยระยะ Half Marathonจะได้รับเสื้อ Finisher และเหรียญที่ระลึกทุกคน

“ไฮไลท์สำคัญของกิจกรรมคือนักวิ่งทุกคนโดยเฉพาะประเภท Mini และ Half Marathon จะได้เพลิดเพลินกับความสวยงามของวิวทิวทัศน์ยามเช้าแบบ 360 องศา ตลอดเส้นทางวิ่งบนสันเขื่อนขุนด่านปราการชลเป็นระยะทาง 2.5 กม. จึงอยากเชิญชวนคนไทยเข้ามาร่วมกิจกรรม “RUN FOR HEALTH CHARITY MINI HALF MARATHON 2019 @Khun Dan Prakarn Chon Dam” โดยสมัครได้ที่ www.fanaticrun.com หรือLine : @rundaygroup, https://bit.ly/2ZoOoKm สอบถามเพิ่มเติม 08-9901-1707

คลอด‘สะเอียบโมเดล’พัฒนาลุ่มน้ำยม ขยายผลใช้แก้ปัญหาควบคู่Area Based

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449965

x

คลอด‘สะเอียบโมเดล’พัฒนาลุ่มน้ำยม ขยายผลใช้แก้ปัญหาควบคู่Area Based

วันจันทร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)เปิดเผยว่า ภาครัฐพยายามแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำให้ประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนบนต่อเนื่อง ผลักดันโครงการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำยม โดยเฉพาะโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้นเพื่อกักน้ำไว้ใช้ฤดูแล้ง แต่เนื่องจากโครงการฯ ส่งผลให้ประชาชนต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ ต้องอพยพออกจากพื้นที่เสียที่ทำกิน ทำให้เกิดความขัดแย้งยืดเยื้อมานานกว่า 25 ปี ล่าสุด กระทรวงเกษตรฯมอบให้คณะที่ปรึกษาจากมหาวิทยาลัยนเรศวรศึกษาหาทางออกที่เป็นไปได้ในการแก้ปัญหาของลุ่มน้ำยมยั่งยืนและศึกษาการพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำในลุ่มน้ำยมตอนบน กระทั่งได้“สะเอียบโมเดล” แนวทางบริหารจัดการลุ่มน้ำอย่างเหมาะสมยั่งยืนและสอดคล้องกับหลักวิชาการ

ทั้งนี้ “สะเอียบโมเดล” จะพัฒนาแหล่งน้ำตามความต้องการของชุมชน สร้างฝาย อ่างเก็บน้ำ ทำนบ และกลุ่มบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน สอดคล้องยุทธศาสตร์น้ำ 5 ด้าน อีกทั้งยังแก้ปัญหาแบบใหม่ที่ให้ชุมชนร่วมกำหนดทิศทางพัฒนาพื้นที่ร่วมกับภาครัฐแบบสอดคล้องวิถีชีวิต ลดผลกระทบการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติจากการดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ยิ่งกว่านั้นคือ พัฒนาแหล่งเก็บน้ำ เพื่อการเกษตรในลำน้ำสาขาย่อย นำไปสู่การสร้างรายได้ พัฒนาคุณภาพชีวิต ลดใช้งบประมาณ สทนช. จึงพร้อมสนับสนุนแนวทางที่เหมาะสมเสนอคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เพื่อให้แนวทางแก้ภัยแล้ง-น้ำท่วมเกิดเป็นรูปธรรมมากภายในปี 2564 และสทนช.จะขยายผลใช้แก้ปัญหาพื้นที่อื่นควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาทั้งลุ่มน้ำเชิงพื้นที่ (Area Based) ซึ่งลุ่มน้ำยมแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการทำงาน