ส่องเกษตร : After Shock!!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450483

449007

ส่องเกษตร : After Shock!!!

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา นับว่าเป็นช่วงที่มีความสับสนวุ่นวายสำหรับภาคการเกษตรพอสมควรเกิดความแตกแยกและแบ่งกลุ่มกันอย่างชัดเจนในสังคม ทั้งฝ่ายสนับสนุน ฝ่ายคัดค้าน กลุ่มการเมือง กลุ่มชาวบ้าน กลุ่มผู้บริโภค กลุ่มผู้ผลิตคนเมือง และ คนชนบท วาทกรรมแผ่นดินอาบสารพิษด้วยมือของเกษตรกรผู้ใช้สารเคมี เป็นผู้ร้ายในมุมของผู้ปั่นกระแสแบบไม่ลืมหูลืมตา เกิดกลุ่มคนผู้น่าสงสารที่ต้องบริโภคสารพิษ และสื่อที่สร้างความตระหนกไปไกลจนมองหาจุดเริ่มต้นกันไม่เจอ

อดีตที่ผ่านมาไม่นาน ก่อนกระแส 3 สารจะกระหน่ำ เกษตรกรมักได้รับการยกย่องให้เป็นกลุ่มคนที่สำคัญของประเทศ เป็นผู้เสียสละ ผลิตอาหารเลี้ยงคนทั้งประเทศ ได้รับการผลักดันให้เป็นครัวของโลกที่น่าชื่นชมเป็นกลุ่มคนที่สร้างความมั่นคงทางอาหารทำให้ประเทศเดินหน้าสร้างความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นตามมา แต่ทุกวันนี้ เกษตรกรกลับกลายเป็นผู้ร้าย เป็นผู้ที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อสุขภาพของผู้บริโภค สร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ทำลายเศรษฐกิจของชาติ และอื่นๆ อีกมาก สุดแต่จะจินตนาการไป ผู้ที่อยากเกาะกระแสก็ออกมาให้ข้อมูลที่อยากจะให้ ผู้คนในสังคมยังคงเสพสื่อโดยขาดตรรกะ ขาดการตรวจสอบข้อมูล ข้อเท็จจริง จินตนาการสามารถกลบความรู้จนมิดสนิทและไปไกลจนกระทั่งนักวิชาการเกษตรผู้ไม่ประสากับการสร้างกระแส ถึงกับยืนงงกับปลวกกินหญ้า ความแตกแยกในสังคมไทยได้เกิดขึ้นอีกแล้ว

ประสบการณ์การทำงานในอดีตของผม ทำให้มีโอกาสเดินทางไปในประเทศต่างๆ สิ่งที่ผมเห็นในแวดวงการเกษตร คือ ทุกสังคมไม่ว่าประเทศไหนต่างให้ความสำคัญกับภาคการเกษตร เพราะทุกประเทศเห็นความสำคัญของการผลิตอาหารเพื่อเลี้ยงประชาชนของตนเอง เมื่อมีอาหารอุดมสมบูรณ์ย่อมส่งผลต่อการพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศอุตสาหกรรม หรือแม้แต่ประเทศที่เป็นแหล่งน้ำมัน ทุกประเทศต่างก็พยายามที่จะลดการพึ่งพาอาหารจากต่างประเทศให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หากเกิดอะไรขึ้นก็ยังสามารถผลิตอาหารเลี้ยงผู้คนในชาติได้ ยอมที่จะลงทุนตั้งแต่การศึกษาวิจัยไปจนถึงการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ขึ้นมา เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้คนในชาติว่าประเทศของตนมีความมั่นคงทางอาหารอย่างแน่นอน

มองกลับมาที่บ้านเราในช่วงเวลานี้ดูราวกับว่ามุ่งทำลายระบบการเกษตร เพียงเพื่อต้องการชนะตามกระแสที่ขาดเหตุผลทางวิทยาศาสตร์อย่างรอบด้านมารองรับ ไม่ได้มองไปถึงผลกระทบที่จะเกิดตามมาในวงกว้าง ผลประโยชน์ตกอยู่กับคนเพียงบางกลุ่ม แต่ผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมนี้ต้องรับผลกระทบไปด้วยกันทั้งหมดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ปกติหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว มักจะเกิดเหตุการณ์หนึ่ง ตามมา เรียกว่า After Shock เหตุการณ์นี้จะรุนแรงหรือจะเกิดขึ้นเพียงบางเบาขึ้นกับความรุนแรงของแผ่นดินไหว เช่นเดียวกับกรณีการแบน 3 สาร จะว่าไปแล้วก็นับว่าเป็นแผ่นดินไหวที่รุนแรงในภาคการเกษตรผมคาดว่าเหตุการณ์จะไม่จบลงเพียงแค่นี้หลังจากแบนแล้วจะต้องทำอะไรต่อหรือ เป็นคำถามที่ต้องมีผู้รับผิดชอบความปลอดภัยของอาหารในประเทศจะปลอดภัย 100% สุขภาพของคนไทยจะดีขึ้นไม่มีสารพิษตกค้างอย่างที่กล่าวอ้าง และสิ่งแวดล้อมจะกลับมาดีงามเพราะไม่มีการอาบแผ่นดินด้วยสารพิษอีกแล้ว วาทกรรมที่นักการเมืองระดับนโยบายท่องผ่านสื่อเป็นจังหวะเดียวกัน ทำให้คนทั้งประเทศที่ได้รับฟังและคล้อยตามมาตลอด จะเป็นจริงแล้วหรือน่าดีใจจริง แต่ผมเชื่อว่าผู้คนในวงการเกษตรที่แท้จริงไม่ได้เชื่อไปในแนวทางนั้นทั้งหมด ความปลอดภัยของอาหารไม่ได้ขึ้นกับสารเคมีทางการเกษตรเพียงอย่างเดียว สุขภาพของคนไทยก็ไม่ได้ขึ้นกับการใช้สารเคมีทางการเกษตรเท่านั้น หรือแม้แต่สิ่งแวดล้อมของประเทศก็ไม่ได้เสื่อมลงเพราะสารเคมีทางการเกษตร ยังมีเหตุปัจจัยต่างๆ อีกมาก อย่าได้โยนบาปให้เกษตรกรเลย

ผมมีความเห็นว่าการสร้างความปลอดภัยของอาหารให้เกิดขึ้นอย่างถาวร ควรเริ่มจากการให้ความรู้ความเข้าใจที่จะนำไปสู่การลด ละ เลิกการใช้สารเคมีทางการเกษตร เพราะเมื่อไม่มีคนใช้สารเคมี ผู้ผลิตก็ต้องยกเลิกการผลิตและการจำหน่ายไปในที่สุด แต่แนวทาง
ดังกล่าวเป็นงานที่ต้องใช้เวลา ใช้ความอดทน และนโยบายการส่งเสริมที่ชัดเจนและต่อเนื่อง ไม่ใช่นโยบายแบบสร้างภาพสวยๆ ปั่นกระแส กดดัน ข่มขู่ ขาดความรอบคอบรอบด้าน ผลที่ตามมาจะไม่สามารถปรับตัวและรับแรงกระแทกได้ อาจถึงขั้นล่มสลายกันไปทั้งระบบ ผมได้แต่ภาวนาว่าขออย่าให้เกิดขึ้นเลยแรงกระแทกที่ว่านั้น การออกมาของเกษตรกรเพียงเพื่อเสนอข้อเท็จจริง แต่เป็นความเห็นที่ต่างจากผู้กำหนดนโยบาย เกษตรกรก็ได้กลายเป็นผู้ร้ายตามหน้าสื่อไปแล้ว หากเกษตรกรรวมกลุ่มกันเลิกผลิตอาหารเลี้ยงคนเมือง เปลี่ยนระบบการผลิตเป็นการผลิตเพื่อเลี้ยงชีพตน แลกเปลี่ยนอยู่ในสังคมของตน ปรับรายได้หลักมาสู่งานนอกภาคการเกษตร คนเมืองที่ต้องการบริโภคอาหารปลอดภัยจะใช้ชีวิตแบบคนเมืองอย่างไร เป็นประเด็นที่น่าติดตามมาก ยังไม่รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับวงการอื่นๆ จากแรงกระเพื่อมที่ไม่สนใจข้อเท็จจริงดังกล่าว มาติดตามกันว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นจาก After Shock ครั้งนี้

สมชาย ชาญณรงค์กุล

‘มนัญญา’ลงพื้นที่สุรินทร์ ตรวจแผนสกัดโรคไหม้คอรวงข้าวระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450481

x

‘มนัญญา’ลงพื้นที่สุรินทร์ ตรวจแผนสกัดโรคไหม้คอรวงข้าวระบาด

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยหลังประชุมติดตามสถานการณ์ระบาดของโรคไหม้คอรวงข้าวในจ.สุรินทร์ ว่ากรมส่งเสริมการเกษตรรายงาน เมื่อวันที่16 ตุลาคม ที่ผ่านมา พบการระบาดของโรคไหม้คอรวงข้าวใน 7 จังหวัดได้แก่ ลําพูน แพร่ จันทบุรี มุกดาหาร มหาสารคาม สุรินทร์ และสงขลา รวม 7,442 ไร่ และพบการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลใน 6 จังหวัด ได้แก่ ลําปาง แพร่ อุตรดิตถ์ พิจิตร อ่างทอง และสุพรรณบุรี รวม 18,141 ไร่ นอกจากนี้ กรมการข้าวยังได้รับรายงานการระบาดของโรคไหม้ในจ.สุรินทร์ 77,777 ไร่ และการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในจ.ลําปาง ด้วย กรมการข้าวจึงแจ้งเตือนภัยการระบาดของศัตรูข้าวทั้ง 2 ชนิด ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก

สำหรับปีการผลิต 2562/63 จ.สุรินทร์มีพื้นที่ปลูกข้าว 3.025 ล้านไร่ รายงานพบการระบาดโรคไหม้คอรวงข้าวครั้งแรก เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2562ซึ่งเวลาเพียง 10 วัน ตั้งแต่วันที่ 18 – 28 ตุลาคมมีการระบาดรวดเร็วครอบคลุมพื้นที่ 17 อำเภอ 140 ตำบล 1,331 หมู่บ้าน เกษตรกรผู้ประสบภัย 49,204 ราย รวมพื้นที่ระบาดทั้งสิ้น283,454.75 ไร่ สาเหตุสำคัญจาก 1. เกษตรกรใช้เมล็ดพันธุ์หว่านข้าวในอัตราสูงเกินไป (30 – 50 กิโลกรัม/ไร่) 2.ข้าวหอมมะลิ (พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 และ กข 15) เป็นพันธุ์ข้าวที่อ่อนแอต่อโรคไหม้คอรวงข้าว 3.ใช้ปุ๋ยเคมีอัตราที่สูง โดยเฉพาะปุ๋ยที่มีธาตุไนโตรเจนสูง ส่งผลให้พืชอ่อนแอต่อการเกิดโรค และ 4.สภาพอากาศเหมาะสมต่อการเกิดโรคไหม้ข้าว

อย่างไรก็ตาม สำนักงานเกษตรจังหวัดสุรินทร์ และสำนักงานเกษตรอำเภอเฝ้าระวัง เป็นช่วงก่อนเกิดการระบาด มีศูนย์จัดการศัตรู พืชชุมชน เป็นศูนย์เฝ้าระวังการระบาดศัตรูพืชในพื้นที่และรายงานข้อมูลให้หน่วยงานราชการ พร้อมประชาสัมพันธ์เตือนการระบาด และช่วงระหว่างเกิดการระบาด ได้สร้างการรับรู้การจัดการโรคไหม้คอรวงข้าวให้เกษตรกร 17 อำเภอ 26,124 ราย ลงพื้นที่สำรวจแปลง สนับสนุนเชื้อราไตรโครเดอร์มาเบื้องต้น เพื่อควบคุมโรค 10,341 กิโลกรัม ฉีดพ่นได้ 31,023 ไร่ ทั้งนี้ จ.สุรินทร์ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย (โรคไหม้คอรวงข้าว) เพื่อเตรียมประกาศเขตให้ความช่วยเหลือเกษตรกรตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการ พ.ศ. 2562 ต่อไป

รายงานพิเศษ : นิคมฯสตึกชูแนวทางสหกรณ์ จัดสรรที่ดิน-พัฒนาอาชีพสู่เกษตรกรรมยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450484

รายงานพิเศษ : นิคมฯสตึกชูแนวทางสหกรณ์  จัดสรรที่ดิน-พัฒนาอาชีพสู่เกษตรกรรมยั่งยืน

รายงานพิเศษ : นิคมฯสตึกชูแนวทางสหกรณ์ จัดสรรที่ดิน-พัฒนาอาชีพสู่เกษตรกรรมยั่งยืน

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

พื้นที่อำเภอแคนดง และอำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงพลอง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 38,668 ไร่ ซึ่งในอดีตมีราษฎรเข้าอาศัยและทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งนี้จำนวนมาก ส่งผลให้พื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ไม่สามารถปรับปรุงแก้ไขให้คืนสู่สภาพป่าเหมือนเดิมได้ รัฐบาลจึงนำพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าดงพลองให้ราษฎรเข้าทำประโยชน์ให้ถูกต้องตามกฎหมายป่าไม้ โดยอาศัยมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 13สิงหาคม 2517 จัดสรรที่ดินให้ราษฎรโดยวิธีการสหกรณ์ในรูปสหกรณ์การเช่าที่ดิน

นายภูมิสิทธิ์ แก้วแจ่มจันทร์ ผู้อำนวยการนิคมสหกรณ์สตึก บุรีรัมย์ กล่าวว่า นิคมสหกรณ์สตึก บุรีรัมย์ เป็นหน่วยจัดที่ดินให้เกษตรสมาชิกตามกฎหมาย ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้วยวิธีการสหกรณ์ เป็นการจัดประเภทสหกรณ์นิคม โดยมุ่งหวังให้ราษฎรมีที่ทำกิน โดยสมัครเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์จัดหาเงินทุนให้สมาชิกกู้ยืมไปปรับปรุงขยายอาชีพ ส่งเสริมจัดหาอาชีพหลักให้สมาชิกและราษฎร จัดหาเครื่องอุปโภคบริโภคและวัสดุการเกษตรมาจำหน่ายให้สมาชิก พร้อมรวบรวมผลิตผลทางการเกษตรจากสมาชิกเพื่อจำหน่ายให้ได้ราคาที่ยุติธรรม หรือแปรรูปเพื่อจำหน่าย

ดังนั้น เพื่อให้กิจกรรมทั้งหมดดำเนินการไปได้ จึงต้องมีตัวกลางคือ“สหกรณ์นิคมแคนดง จำกัด” เป็นหน่วยงานสนับสนุนขับเคลื่อนพัฒนาระบบสหกรณ์ในพื้นที่นิคมสหกรณ์ ช่วยเหลือสมาชิกให้มีความเป็นอยู่ที่ดีพึ่งพาตนเอง ช่วยเหลือกัน นำไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืนในอาชีพตามหลักการสหกรณ์

ปัจจุบันพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าดงพลอง 38,667 ไร่ อยู่ใน 2 อำเภอ ได้แก่ อ.แคนดง และอ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ ทางนิคมสหกรณ์สตึก
ได้สำรวจรางวัดรอบแปลงมีพื้นที่จัดสรรได้ 1,513 แปลงเนื้อที่รวม 30,010 ไร่ ซึ่งมีเกษตรกรเข้าไปใช้ประโยชน์แล้วทั้งหมด โดยส่วนใหญ่กว่า 80% ปลูกยางพารา ที่เหลือปลูกยูคาลิปตัสและอ้อยเป็นหลัก

ด้านนายสุระชัย ปะรุนรัมย์ เจ้าพนักงานส่งเสริมสหกรณ์อาวุโส นิคมสหกรณ์สตึก กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากงานจัดที่ดิน งาน
ส่งเสริมสหกรณ์แล้ว ยังมีภารกิจเสริมอาชีพในเขตพื้นที่นิคมสหกรณ์ ซึ่งนิคมสหกรณ์สตึก มีพื้นที่สงวนเพื่อกิจการนิคม 140 ไร่ ได้พัฒนาพื้นที่บางส่วน 40 ไร่ ให้เป็นแปลงปลูกผักผสมผสาน ซึ่งมีสมาชิกสหกรณ์นิคมแคนดง จำกัด ที่ไม่มีที่ทำกินเข้ามาใช้ประโยชน์ปลูกพืชผักในพื้นที่ โดยจัดสรรพื้นที่ให้รายละ 2 งาน รวม 20 ราย โดยพืชที่ปลูกเป็นหลักคือ ข้าวโพดหวาน และข้าวโพดข้าวเหนียว

แต่ด้วยพื้นที่ดังกล่าวมีระบบน้ำ ไม่เอื้อทำเกษตร เดิมมีสระน้ำ 23 ไร่ เกษตรกรยังต้องปั๊มน้ำด้วยไฟฟ้า เพื่อใช้ปลูกพืชผัก ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงจัดสรรงบปี 2562 จำนวน 493,000 บาท ปรับปรุงพัฒนาระบบน้ำ สร้างถังน้ำขนาด 20,000 ลิตร ระบบท่อน้ำ ระบบไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ 10 แผง และระบบซับเมอร์ส เพื่อสูบน้ำจากถังน้ำใหญ่ และจ่ายน้ำให้เกษตรกรสมาชิก ทั้งนี้ เกษตรกรสมาชิกได้ร่วมกันนำโอ่งน้ำใหญ่ขนาด 500 ลิตร 13 ใบ มาตั้งจุดต่างๆ ในแปลงเกษตรกร เพื่อรองรับน้ำจากถังใหญ่ เป็นแนวทางจัดการน้ำให้ทั่วถึงทั้งแปลง

ผลสัมฤทธิ์ที่เกิดจากการส่งเสริมระบบน้ำ โดยใช้พลังงานโซลาร์เซลล์ ในพื้นที่นิคมของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ทำให้มีน้ำใช้โดยไม่เปลืองพลังงานไฟฟ้า ช่วยลดต้นทุนระบบน้ำให้เกษตรกร มีน้ำใช้ฤดูแล้งวางแผนผลิตเป็นระบบ เกษตรกรสมาชิกปลูกพืชผักไว้ขายผ่านระบบสหกรณ์ได้มากขึ้น ตั้งเป้าว่าผลิตพืชผักให้ได้วันละ 100 กิโลกรัม

นอกจากนี้ สหกรณ์นิคมแคนดง จำกัด สามารถเพิ่มปริมาณธุรกิจ จากการจำหน่ายวัสดุการเกษตรที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอาชีพ และลดต้นทุนดำเนินงาน จากการกู้เงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ 900,000 บาท ที่อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 สหกรณ์ฯจัดการด้านการตลาดโดยรวบรวมผลผลิตจำหน่ายให้สมาชิก ลดต้นทุนการผลิต โดยรวมกันซื้อวัสดุการเกษตร สมาชิกปลูกพืชผักแล้วมีตลาดรองรับแน่นอน มีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ ของนิคมสหกรณ์สตึกให้คำปรึกษาติดตามผลใกล้ชิด ซึ่งกลุ่มอาชีพในพื้นที่นิคมสหกรณ์สตึกได้นำแนวทางส่งเสริมการเกษตรแบบ
“ระบบตลาดนำการเกษตร” และแก้ปัญหาภัยแล้งเป็นระบบเป็นต้นแบบแก้ปัญหาภัยแล้งยั่งยืน

จากการส่งเสริมอาชีพให้เกษตรกรสมาชิกได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินของนิคมฯ ในพื้นที่ 40 ไร่ เบื้องต้นเกษตรกรสมาชิกปลูกข้าวโพดโดยใช้ระยะเวลา 70 วันต่อรอบการผลิต ทำให้มีรายได้จากการขายข้าวโพดเฉลี่ย8,000 บาท ขณะนี้ทดลองปลูกข้าวโพดแล้ว 3 รอบ สมาชิกแต่ละรายจะมีรายได้เพิ่มขึ้น 24,000 บาท ทั้งนี้ นิคมสหกรณ์สตึก มีแนวทางพัฒนาพื้นที่อีกจำนวนหนึ่ง เพื่อแบ่งให้เกษตรกรสมาชิกใช้ประโยชน์ที่ดินทำกินทำเกษตร สร้างรายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัวได้อย่างมั่นคง ที่สำคัญยังมีแนวทางพัฒนาอาชีพให้สมาชิกสหกรณ์นิคมฯ ด้วยการปลูกข้าวโพดให้มีลักษณะเด่น โดยวางแผนจะนำหินภูเขาไฟมาผสมกับดินในพื้นที่ เพื่อให้เป็น“ข้าวโพดดินภูเขาไฟ”สร้างเอกลักษณ์จำเพาะ และวางแผนต่อยอดแปรรูปเป็นน้ำข้าวโพดต่อไป นอกจากนี้ ยังมีหลายหน่วยงานสนใจ เข้ามาเชื่อมโยงเพื่อแลกเปลี่ยนและให้ความรู้ พร้อมกันนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติเข้ามาศึกษาข้อมูลเพื่อดำเนินการเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรต่อไป

‘หมอธีระวัฒน์’ชี้เกษตรอินทรีย์ลดโลกร้อน เกษตรกรไม่ต้องพึ่งปัจจัยภายนอกมากเกินไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450565

'หมอธีระวัฒน์'ชี้เกษตรอินทรีย์ลดโลกร้อน เกษตรกรไม่ต้องพึ่งปัจจัยภายนอกมากเกินไป

‘หมอธีระวัฒน์’ชี้เกษตรอินทรีย์ลดโลกร้อน เกษตรกรไม่ต้องพึ่งปัจจัยภายนอกมากเกินไป

วันอังคาร ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 19.21 น.

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2562 นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้ทรงคุณวุฒิคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลักดันจนนำไปสู่การแบนสารเคมีเกษตร 3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ในประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว “ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha” กล่าวถึงเหตุผลที่ต้องสนับสนุนเกษตรอินทรีย์ ดังนี้

คนจำนวนมากเลือกซื้อผลผลิตเกษตรอินทรีย์เพื่อหลีกเลี่ยงสารกำจัดศัตรูพืช และหลีกเลี่ยงเรื่องพืชจีเอ็มโอที่มีการตัดแต่งพันธุกรรมให้ผิดธรรมชาติ แต่พวกเราหลายคนยังไม่รู้ว่าการทำเกษตรอินทรีย์ + การทำเกษตรธรรมชาติสามารถ ช่วยลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (การทำเกษตรธรรมชาติยังช่วยเกษตรกรไม่ให้ลำบากจนเกินไปในการปรับตัวเมื่อต้องเผชิญสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอีกด้วย)

ระบบเกษตรอุตสาหกรรมซึ่งใช้เคมีเข้มข้นยังเร่งการทำลายทรัพยากรในการทำมาหากิน

-ลดความอุดมสมบูรณ์ของหน้าดิน

-ทำลายความสะอาดของทรัพยาการน้ำรวมทั้งน้ำใต้ดิน (ground water)

-ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม

-ส่งผลเสียต่อสุขภาพของเกษตรกร ประชาชนรวมถึงผู้บริโภค

-ยิ่งไปกว่านั้น ยังส่งผลเชิงลบต่อความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของเกษตรกรเพราะต้องพึ่งพาปัจจัยการผลิตภายนอกเป็นส่วนมาก ทั้งเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ฯลฯ ทำให้เกษตรกรปรับตัวได้ช้าเมื่อต้องเผชิญภาวะภัยพิบัติ

‘ธรรมนัส’ลั่งลุย!ยึดคืนสปก.แสนไร่จากนายทุน เร่งฟ้องบังคับคดี124รีสอร์ทวังน้ำเขียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450516

‘ธรรมนัส’ลั่งลุย!ยึดคืนสปก.แสนไร่จากนายทุน เร่งฟ้องบังคับคดี124รีสอร์ทวังน้ำเขียว

‘ธรรมนัส’ลั่งลุย!ยึดคืนสปก.แสนไร่จากนายทุน เร่งฟ้องบังคับคดี124รีสอร์ทวังน้ำเขียว

วันอังคาร ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 17.21 น.

‘ธรรมนัส’ลั่งลุย!ยึดคืนสปก.แสนไร่จากนายทุน เร่งฟ้องบังคับคดี124รีสอร์ทวังน้ำเขียว

29 ตุลาคม 2562 นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้สแกนตรวจสอบการใช้ที่ดินส.ป.ก.ทั่วประเทศ กรณีพบการใช้ผิดวัตถุประสงค์ จะดำเนินกระบวนการทางกฎหมายบังคับคดีทันที ซึ่งได้ทำการตรวจสอบพื้นที่ขับเคลื่อนมาโดยตลอด เรียกผู้ถือครองมาตรวจสอบพิสูจน์สิทธิหากพบผิดผู้ถือครองขาดคุณสมบัติตามกฎหมาย ส.ป.ก.ต้องเข้าสู่กระบวนการฟ้องบังคับคดียึดคืนหลวง

“ส.ป.ก.ได้รับนโยบาย ร.อ.ธรรมนัส ซึ่งทยอยตรวจสอบไปแล้วในพื้นที่ ส.ป.ก.สแกนทั่วประเทศ กรณีการใช้ที่ดินผิดวัตถุประสงค์ ที่มีนายทุนบุกรุกเข้าถือครอง เช่น วังน้ำเขียว ภูเก็ต กาญจนบุรี เป็นต้น หากพบไม่ถูกต้องเข้ากระบวนการฟ้องยึดคืน เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายให้เร็วที่สุด เมื่อเจอแล้วทำทันที รวมทั้งเร่งรัดคดีที่กำลังฟ้องร้องยึดคืน เช่น สนามแข่งรถโบนันซ่า รุกพื้นที่ ส.ป.ก.กว่า 90 ไร่ และรีสอร์ท โฮมสเตย์ ร้านอาหาร กิจการอื่นๆในพื้นที่ ส.ป.ก.วังน้ำเขียว 124 แห่ง เป็นกิจการที่ไม่สามารถอนุญาตได้ภายใต้กฎหมาย ส.ป.ก. ซึ่งขณะนี้เร่งรัดให้เจ้าหน้าที่เข้าไปดำเนินการตามกฎหมายแล้ว” นายวิณะโรจน์ กล่าว

เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ได้เรียกผู้ถือครองพื้นที่ ส.ป.ก.ทั่วประเทศมาแจงสิทธิในพื้นที่ ส.ป.ก. มี 40 ล้านไร่ เท่าที่รับทราบเบื้องต้นพบการใช้ที่ดินผิดวัตถุประสงค์ประมาณ 1 แสนไร่ ที่มีนายทุนบุกรุกครอบครองเข้าทำประโยชน์โดยมิชอบ โดยนโยบายของ ร.อ.ธรรมนัส สั่งการให้ยึดคืนหลวงทั้งหมดเพื่อนำมาจัดสรรสิทธิตามกฎหมาย ส.ป.ก. และคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ(คทช.)

สำหรับพื้นที่ ส.ป.ก.หลายจังหวัดที่เอกชนเช่าขุดเจาะทำแหล่งปิโตรเลียม ทำเหมืองแร่ เหมืองทองคำ ตั้งกังหันลม บางส่วนต้องหยุดดำเนินการและบางส่วนสามารถดำเนินการได้จนหมดอายุใบอนุญาต เนื่องจากติดล็อคคำสั่ง คสช.36/60 มาตรา44 โดยเอกชนกลุ่มใหม่ที่เข้าขอเช่าพื้นที่หลังจากมีคำสั่งมาตรา 44  ยังไม่มีกฎหมายรองรับ ซึ่งขณะนี้กำลังพิจารณาในเรื่องอัตราค่าเช่า และดูแนวทางเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการใช้พื้นที่ส.ป.ก.ระหว่างทำเกษตรกรรม และกิจการประกอบธุรกิจ โดยต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติด้วย รวมทั้งคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ได้วินิจฉัยว่ากิจการเหล่านี้ไม่ใช่กิจกรรมภายใต้กฎหมาย ส.ป.ก.

เกษตรฯเดินหน้าขับเคลื่อนภาคเกษตรฯเต็มสูบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450361

เกษตรฯเดินหน้าขับเคลื่อนภาคเกษตรฯเต็มสูบ

เกษตรฯเดินหน้าขับเคลื่อนภาคเกษตรฯเต็มสูบ

วันอังคาร ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 11.55 น.

เกษตรฯ เดินหน้าขับเคลื่อนภาคเกษตรฯ เต็มสูบ ศสก.แผนใช้จ่ายงบปี 62 ไปพลางก่อน ขับเคลื่อนภารกิจ ก่อน พ.ร.บ.งบปี 63 ประกาศใช้  หวั่นการขับเคล่ือนมีปัญหา 

29 ต.ค.62 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากที่งบประมาณกระทรวงเกษตรฯ ปี 2563 ได้ผ่านหลักการร่าง พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2563 วาระที่ 1 วงเงินรวม 110,874  ล้านบาท และจะเข้าสู่การพิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี (สภาผู้แทนราษฎร) ต่อไปนั้น การขับเคลื่อนงบประมาณ ในปี 2563 ของกระทรวงเกษตรฯ ยังคงมีแนวทางการดำเนินงานที่สำคัญเพื่อให้ “ภาคเกษตรมั่นคง เกษตรกรมั่งคั่ง ทรัพยากรธรรมชาติยั่งยืน” ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 4 ด้าน

คือ 1) ด้านความมั่นคง ด้วยการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU) และพัฒนาอาชีพด้านการเกษตรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 2) ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน อาทิ พัฒนาฐานทรัพยากรทางการเกษตร (ดิน,น้ำ) ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัย ส่งเสริมการจัดการผลผลิตอย่างเป็นระบบครบวงจร ส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกร เป็นต้น

3) ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม เพื่อลดปัญหาความยากจนของเกษตรกร อาทิ การบริหารจัดการที่ดินทำกิน การส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ การพัฒนาระบบบริหารจัดการและกลไกการตลาด และการช่วยเหลือด้านหนี้สิน และ 4) ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบและลดการเผาในพื้นที่เกษตร

ทั้งนี้เ พื่อให้การขับเคลื่อนการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2563 เป็นไปอย่างต่อเนื่อง กระทรวงเกษตรฯ ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายตาม พ.ร.บ. งบประมาณปี 2562 ไปพลางก่อน เพื่อนำมาดำเนินการในช่วงก่อนที่ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2563 จะประกาศใช้ จำนวน 29,831.71 ล้านบาท จำแนกเป็น รายจ่ายลงทุน จำนวน 9,200.18 ล้านบาท และรายจ่ายประจำ จำนวน 20,631.53 ล้านบาท โดยจำแนกเป็นกลุ่มงบประมาณ สามารถจำแนกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้

1) กลุ่มงบประมาณรายจ่ายบุคลากรภาครัฐ จำนวน 12,710.31 ล้านบาท  2) กลุ่มงบประมาณรายจ่ายของกระทรวง/หน่วยงาน (Function) จำนวน 4,726.95 ล้านบาท 3) กลุ่มงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ (Agenda) จำนวน 11,416.54 ล้านบาท และ 4) กลุ่มงบประมาณรายจ่ายพื้นที่ (Area) จำนวน 977.91 ล้านบา

สำหรับการใช้จ่ายในไตรมาสที่ 1 (ตุลาคม – ธันวาคม 2562 ) มีแผนการใช้จ่าย จำนวน 15,747.61 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 52.79 ของงบประมาณที่ได้รับจัดสรร แบ่งเป็นรายจ่ายลงทุน จำนวน 4,786 ล้านบาท รายจ่ายประจำ จำนวน 10,961.60 ล้านบาท และ ไตรมาสที่ 2 (มกราคม – มีนาคม 2563) มีแผนการใช้จ่าย จำนวน 14,084.10 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 47.21 ของงบประมาณที่ได้รับจัดสรร แบ่งเป็นรายจ่ายลงทุน จำนวน 4,414.17 ล้านบาท และรายจ่ายประจำ จำนวน 9,669.92 ล้านบาท

เกษตรสั่งสศก.ติดตามผลกระทบสหรัฐตัดGSP

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450356

เกษตรสั่งสศก.ติดตามผลกระทบสหรัฐตัดGSP

เกษตรสั่งสศก.ติดตามผลกระทบสหรัฐตัดGSP

วันอังคาร ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 11.30 น.

รมว. เกษตรสั่ง สศก. ติดตามผลกระทบจากการที่สหรัฐตัด GSP ชี้อาจมีผลทำให้สินค้าเกษตรบางรายการของไทยมีราคาขายที่สูงขึ้นเนื่องจากสหรัฐเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้น ย้ำพลิกวิกฤติเป็นโอกาส ให้ทุกหน่วยงานส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพและสร้างความสามารถในการแข่งขัน ด้านรักษาการเลขาธิการ สศก. เร่งหารือผู้แทน USDA และ FAO ด่วน

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า สั่งการให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) วิเคราะห์และติดตามผลกระทบต่อสินค้าเกษตรและอาหารจากกรณีสหรัฐอเมริกาแจ้งระงับสิทธิพิเศษทางภาษีสินค้า(GSP) จากไทย โดย สศก. ยืนยันว่า สินค้าเกษตรและอาหารหลักของไทยที่ส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาจะไม่ได้ผลกระทบมากนัก ทั้งนี้จากการประกาศตัดสิทธิ GSP สินค้า 573 รายการ เป็นสินค้าเกษตร 157 รายการ ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้า ผักแปรรูป ผลไม้ตระกูลเบอรี่ ชาเขียว ขิงป่น หูฉลาม เส้นพาสต้า ผลไม้แปรรูป จึงอาจมีผลทำให้สินค้าเกษตรข้างต้นของไทยมีราคาขายสูงขึ้นเช่น สินค้าผลไม้แปรรูปซึ่งมีมูลค่าส่งออกไปสหรัฐอเมริกาในปี 2561 ประมาณ 45 ล้านเหรียญสหรัฐจะถูกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้นจาก 0% เป็น 4%-14% เส้นพาสต้าซึ่งมีมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐอเมริกาในปี 2561 ประมาณ 30 ล้านเหรียญสหรัฐจะถูกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้นจาก 0% เป็น 6.4%

สำหรับกลุ่มประมงแปรรูปอื่นที่อาจจะถูกตัดสิทธิ GSP ครั้งนี้ ไม่ใช่กลุ่มพิกัดสินค้าประมงหลักที่ไทยส่งออกไปยังตลาดสหรัฐอเมริกาคือ กุ้งและปลาทูน่ากระป๋องซึ่งยังมีการนำเข้าอย่างต่อเนื่องและเป็นจำนวนมากจึงแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นสหรัฐอเมริกาที่มีต่อไทยในการให้ความร่วมมือต่อต้านประมงผิดกฎหมาย (IUU fishing) ระหว่างอาเซียนและแปซิฟิก อีกทั้งจะผลักดันให้จัดทำนโยบายประมงอาเซียนและการจัดตั้งเครือข่ายอาเซียนในการต่อต้านการประมงผิดกฎหมายในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 35 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 31 ตุลาคมถึง 4 พฤศจิกายนนี้ด้วย

นายระพีภัทร์  จันทรศรีวงศ์ รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เผยว่า รมว. เกษตรฯ สั่งการให้หารือกับกับอัครราชทูตฝ่ายการเกษตรไทยประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กรุงโรม ประเทศอิตาลีผ่านระบบประชุมทางไกล อีกทั้งจะเชิญผู้แทนกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา (USDA) และ FAO ประจำประเทศไทยเข้าพบหารือเพื่อแสวงความร่วมมือกันภายในสัปดาห์หน้า

นายระพีภัทร์กล่าวต่อว่า ในคราวเดียวกันนี้สหรัฐอเมริกาประกาศคืนสิทธิ GSP ให้ไทยบางรายการซึ่งมีสินค้าเกษตรสำคัญได้แก่ ดอกกล้วยไม้ซึ่งเป็นสินค้ามูลค่าสูงที่ไทยมีศักยภาพในการผลิตและเพาะพันธุ์กล้วยไม้ใหม่เข้าสู่ตลาดสหรัฐอเมริกาได้มากขึ้นและโกโก้ซึ่งเป็นสินค้าเศรษฐกิจใหม่ที่กระทรวงเกษตรฯ มีแผนผลักดันให้เป็นสินค้าสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรเนื่องจากเป็นสินค้าที่มีความต้องการของตลาดสูง และประเทศไทยมีพื้นที่เพาะปลูกและสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม จึงนับเป็นโอกาสที่ดีในการขยายการผลิตสินค้าดังกล่าว

“รมว. เกษตรฯ กำชับให้ใช้หลักตลาดนำการเกษตร โดยให้ทุกหน่วยงาน​สังกัด​กระทรวง​เกษตร​ฯ​ ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรที่ตลาดโลกต้องการ อีกทั้งให้ปรับวิกฤตเป็นโอกาส เกษตรกรและผู้ประกอบการสินค้าเกษตรและอาหารของไทยต้องเร่งปรับตัวเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างความสามารถในการแข่งขัน พัฒนาคุณภาพและความปลอดภัยให้เป็นที่เชื่อถือของตลาดต่างประเทศ จึงจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับสินค้าเกษตรและอาหารไทยในตลาดโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายระพีพัฒนากล่าว

สำหรับหลักสิทธิ GSP ถือเป็น “การให้ฝ่ายเดียว” ของประเทศที่พัฒนาแล้วต่อประเทศกำลังพัฒนา/ประเทศพัฒนาน้อยที่สุด ซึ่งการทบทวนสิทธิ GSP ครั้งนี้เนื่องจากการไทยยกระดับการพัฒนา ซึ่งการทบทวนมีทั้งแบบรายสินค้าโดยพิจารณาจากส่วนแบ่งการตลาดและรายประเทศซึ่งพิจารณาจากระดับการเปิดตลาดให้แก่สหรัฐอเมริกา การปฏิบัติด้านแรงงาน การปฏิบัติด้านทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น

ดันไทยเป็นHubลุ่มน้ำโขง สทนช.รุกขยายความร่วมมือตปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450216

x

ดันไทยเป็นHubลุ่มน้ำโขง สทนช.รุกขยายความร่วมมือตปท.

วันอังคาร ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า ระยะเวลา 2 ปีในการก่อตั้ง สทนช. มีการขยายความร่วมมือด้านการต่างประเทศ โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการติดต่อประสานงานระหว่างหน่วยงานของไทยให้ต่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาสทนช.ได้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนรัฐบาลไทย เข้าร่วมประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูลและลงนามบันทึกความร่วมมือในเวทีนานาชาติ อาทิ ลงนามบันทึกความเข้าใจกับประเทศเนเธอร์แลนด์เมื่อปี 2561 ในฐานะประเทศที่เชี่ยวชาญเรื่องน้ำและติดต่อสัมพันธ์กับไทยมาตลอด

นอกจากนี้ รัฐบาลฮังการีร่วมหารือกับ สทนช. ในฐานะที่ไทยเป็นศูนย์กลางทางน้ำของภูมิภาค โดยแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำดานูบร่วมกับ 10 ชาติสมาชิกของฮังการี ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับความร่วมมือในการบริหารลุ่มน้ำโขงระหว่างไทยกับ 5 ชาติสมาชิก ตลอดจนนำความรู้การบริหารจัดการน้ำเสียที่นำบางส่วนมาบำบัดแล้วใช้ต่อและนำไปผลิตกระแสไฟฟ้าได้ มาประยุกต์ใช้กับการบริหารจัดการน้ำเสียของไทยให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

ด้านภูมิภาคเอเชีย สทนช. ยังมีบทบาทสำคัญในเวทีสภาน้ำเอเชีย (Asia WaterCouncil) องค์กรระดับภูมิภาคของสภาน้ำโลก (World Water Council) มีสมาชิก 130 องค์กรทั่วโลก โดย AWC เป็นองค์กรที่มุ่งเน้นการเสนอปัญหาและแนวทางแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมด้านน้ำ โดยมีเลขาธิการ สทนช. เป็นกรรมการ AWC ระหว่างปี 2559 – 2561 และปัจจุบันทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้ AWC

ขณะเดียวกัน สทนช.เข้าไปมีบทบาทสำคัญในคณะกรรมการลุ่มน้ำโขง ประกอบด้วย 6 ชาติสมาชิก ได้แก่ จีน เมียนมา ลาว ไทย
กัมพูชาและเวียดนาม โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมา มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย มีรัฐมนตรีที่กำกับดูแล สทนช. เป็นประธาน เลขาธิการ สทนช. เป็นรองประธาน และให้สทนช. ทำหน้าที่สำนักเลขาธิการคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย

ทั้งนี้ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำลุ่มแม่น้ำโขง ถือเป็นกรอบความร่วมมือด้านน้ำที่สำคัญของภูมิภาค เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2500 และต่อมาพัฒนาความร่วมมือต่อเนื่องกระทั่งเป็นกรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง(Mekong-Lanchang Cooperation : MLC) ขึ้น เมื่อปลายปี 2558 โดยไทยได้เป็นศูนย์กลางความร่วมมือ (Hub) ของแม่น้ำโขงในการประสานข้อมูลทั้งตอนบนและตอนล่างของแม่น้ำโขง เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำร่วมของทุกฝ่ายและสนับสนุนการใช้น้ำนำมาสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ ตลอดจนมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

“ที่สำคัญในการดำเนินกิจกรรมโครงการด้านทรัพยากรน้ำของไทย ยังได้รับอนุมัติจากประเทศสมาชิก MLC ให้เป็นเจ้าภาพ2 โครงการ ภายใต้แผนปฏิบัติการสาขาทรัพยากรน้ำ 5 ปี (พ. ศ. 2561-2565) ประกอบด้วยโครงการกลไกความร่วมมือข้ามพรมแดน เพื่อสนับสนุนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาไฟฟ้าพลังน้ำ โครงการศึกษาประเมินด้านน้ำท่วมและน้ำแล้งเพื่อบริหารจัดการทรัพยากรน้ำข้ามพรมแดนระหว่างไทย-เมียนมา รวมถึงศึกษาการจัดตั้งกลไกแลกเปลี่ยนข้อมูลอุทกวิทยาในฤดูน้ำมาก พร้อมทั้งจัดทำฐานข้อมูลแนวทางปฏิบัติที่เป็นเลิศในระดับชุมชน เพื่อแสวงหาบริบทการพัฒนาที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทยอีกด้วย” เลขาธิการสทนช. กล่าว

สยามคูโบต้ากู้อุทกภัยอุบลฯ ส่งจิตอาสาบิ๊กคลีนนิ่งชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450208

x

สยามคูโบต้ากู้อุทกภัยอุบลฯ ส่งจิตอาสาบิ๊กคลีนนิ่งชุมชน

วันอังคาร ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวณัฐกมล ลักขณาวราภรณ์ ผู้จัดการส่วนอาวุโสสื่อสารองค์กร บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า บริษัทร่วมกับกรมทหารพรานที่ 23 อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ร้านค้าผู้แทนจำหน่ายสยามคูโบต้านำจิตอาสากว่า 100 คน ลงพื้นที่ทำความสะอาดบ้านเรือนและสถานที่สาธารณะในชุมชนบ้านคูเดื่อต.แจระแม อ.เมืองอุบลราชธานี ฟื้นฟูหลังน้ำลด รวมถึงเข้าเยี่ยมนักเรียนมอบกระเป๋าและอุปกรณ์การเรียน และจัดกิจกรรมสันทนาการเป็นกำลังใจให้นักเรียนที่ประสบอุทกภัยที่โรงเรียนบ้านหนองกินเพล อ.วารินชำราบ

สำหรับการช่วยเหลือครั้งนี้ สยามคูโบต้าวางแนวช่วยเหลือแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ระยะเร่งด่วน บริษัทฯ นำถุงยังชีพ 1,100 ชุด มอบให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อแจกจ่ายบรรเทาความเดือดร้อนของชาวอุบลฯช่วงน้ำท่วมสูงโดยนำเครื่องยนต์ดีเซลติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 14 เครื่อง เพื่อช่วยระบายน้ำจุดท่วมขัง ในอ.เมือง และอ.วารินชำราบ เมื่อช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา พร้อมส่งมอบเมล็ดพันธุ์ข้าว กข43 ซึ่งเป็นผลผลิตจากคูโบต้า ฟาร์ม 1.1 ตัน ให้นายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี นำไปแจกเกษตรกรที่ประสบปัญหาผลผลิตเสียหายจากน้ำท่วม ระยะที่ 2 ฟื้นฟูด้านสังคม ชุมชน โดยจัดกิจกรรม Big Cleaning ภายใต้โครงการ “KUBOTA พลังใจสู้ภัยน้ำท่วม” สยามคูโบต้านำเครื่องจักรกลฯมาช่วยปรับพื้นที่ ตลอดจนนำพนักงานจิตอาสา 50 คน ลงพื้นที่ทำความสะอาด สำหรับระยะที่ 3 ฟื้นฟูพื้นที่การเกษตร สยามคูโบต้าประสานเกษตรจังหวัดอุบลราชธานีคัดเลือกพื้นที่ 1,000 ไร่ ปลูกข้าวด้วยเครื่องหยอดข้าวและเมล็ดพันธุ์ กข79 จากคูโบต้า ฟาร์ม ในอ.สว่างวีระวงศ์ และใกล้เคียง ช่วงเดือนพฤศจิกายน นอกจากนี้ยังจัดแคมเปญร่วมกับผู้แทนจำหน่ายในพื้นที่ประสบภัยช่วยซ่อมเครื่องจักรกลการเกษตร ซึ่งเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ สอบถามได้ที่ร้านผู้แทนจำหน่ายใกล้บ้าน

ชู‘พะเยาโมเดล’ ดันราคาหอมมะลิพุ่ง1.8หมื่นบ./ตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450211

x

ชู‘พะเยาโมเดล’ ดันราคาหอมมะลิพุ่ง1.8หมื่นบ./ตัน

วันอังคาร ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.
ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการขับเคลื่อนการผลิตและการตลาดสินค้าเกษตร “พะเยาโมเดล” ระหว่างเป็นประธานลงนามบันทึกข้อตกลงการซื้อขายข้าวหอมมะลิราคา 18,000 บาท/ตัน ระหว่างสหกรณ์การเกษตร สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. ในจ.พะเยา กับบริษัทข้าว ซี.พี. จำกัด ว่า กระทรวงเกษตรฯเริ่มนำร่องดำเนินการในสินค้า “ข้าวหอมมะลิ” ในจ.พะเยา สินค้าที่มีลักษณะเฉพาะอัตลักษณ์พื้นถิ่น เพื่อสร้างต้นแบบการส่งเสริมการผลิตและการตลาดสินค้าเกษตรที่มีคุณค่าเฉพาะและตลาดต้องการ ในเดือนพฤศจิกายนผลผลิตข้าวหอมมะลิในจ.พะเยา จะเริ่มออกผลและเริ่มเก็บเกี่ยว ซึ่งกระทรวงเกษตรฯมีเป้าหมายบริหารจัดการข้าวหอมมะลิประมาณ 151,900 ตัน ให้เกษตรกรจำหน่ายข้าวหอมมะลิ ณ ความชื้น 15% ได้ในราคา 18,000 บาท/ตัน สูงกว่าราคาประกันข้าวหอมมะลิของรัฐบาลที่ประกาศไว้ในปี 2562 ถึง 3,000 บาท/ตัน

“วันนี้เป็นการทำบันทึกข้อตกลงการซื้อขายข้าวหอมมะลิจ.พะเยา ราคา 18,000 บาท/ตัน (ความชื้น 15%) 40,000 ตัน ระหว่างสหกรณ์การเกษตรเมืองพะเยา จำกัด สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. พะเยา จำกัด กับบริษัท ข้าว ซี.พี. จำกัด โดยรับซื้อข้าวหอมมะลิจ.พะเยา ซึ่งมีคุณภาพในราคาสูง โดยภาครัฐไม่ต้องจ่ายเงินชดเชย เพราะเป็นราคาขายที่สูงกว่าราคาประกันข้าวหอมมะลิ นอกจากนี้ วันที่ 15 พฤศจิกายน บริษัท ข้าว ซี.พี. จำกัด กำหนดจัดงาน“วันเก็บเกี่ยวข้าวหอมมะลิโลก”ที่อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา และเร็วๆนี้ จ.พะเยาเตรียมจัดเจรจาซื้อขายข้าวหอมมะลิระหว่างคู่ค้าเอกชนรายอื่นกับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรในจ.พะเยา และขยายผลไปสู่การส่งเสริมให้เป็นสินค้าอัตลักษณ์ (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ : GI) ของจ.พะเยา โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯกับผู้ประกอบการภาคเอกชน เกษตรกร และสถาบันเกษตรกรที่เกี่ยวข้อง ตามนโยบาย“การตลาดนำการผลิต ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย” รมช.ธรรมนัส กล่าว

สำหรับแนวทางการดำเนินงาน “พะเยาโมเดล” มีเป้าหมายส่งเสริมคุณภาพชีวิต ยกระดับรายได้เกษตรกรไทยพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐาน ตรงตามความต้องการของตลาดนำร่องไปสู่จังหวัดอื่น และขยายผลไปในสินค้าเกษตรสำคัญ เช่น ข้าวหอมมะลิ ยางพารา ลำไย ลิ้นจี่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ไข่ไก่ โดยส่งเสริมพัฒนาตลอดห่วงโซ่การผลิต เน้นสร้างแบรนด์สินค้าเกษตรและประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์และคุณค่าสินค้าที่มุ่งเน้นความเป็นสินค้าอัตลักษณ์ สร้างมูลค่าเพิ่มนำไปสู่ความยั่งยืนในการผลิตสินค้าเกษตร