กษ.หนุน’Young Smart Farmer’ต้นแบบทำการเกษตรแบบยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450843

กษ.หนุน'Young Smart Farmer'ต้นแบบทำการเกษตรแบบยั่งยืน

กษ.หนุน’Young Smart Farmer’ต้นแบบทำการเกษตรแบบยั่งยืน

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 22.03 น.

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรรุ่นใหม่ ปี 2559 จ.ขอนแก่น และพบปะคณะกรรมการ Young Smart Farmer (YSF) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (กลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่) ที่นำโดย นายปรีชา หงอกสิมมา เป็นแกนนำ พร้อมทั้งเยี่ยมชมการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของกลุ่ม

ทั้งนี้ นายเฉลิมชัย เปิดเผยว่า กลุ่มดังกล่าวถือเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ทำการเกษตรที่สอดคล้องกับนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามยุทธศาสตร์ที่ 1 สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร และสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาภาคการเกษตร ในการต่อยอดการผลิตสินค้าและบริการที่มีศักยภาพด้วยภูมิปัญญาและนวัตกรรม

โดยพื้นที่ดังกล่าว มีการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ สามารถสร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจชุมชน ชุมชนเรียนรู้เรื่องการพึ่งพาตนเอง อีกทั้งมีการร่วมทำกิจกรรมธนาคารต้นไม้ สามารถสร้างรายได้จากการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเป็นเครื่องสำอาง มีมูลค่าเฉลี่ย 1,000,000 บาท/ปี และมีผู้สนใจมาศึกษาดูงาน ฝึกอบรม ถึงประมาณ 1,500 คน/ปี

สำหรับกิจกรรมที่เป็นจุดเด่นในพื้นที่ดังกล่าว ได้มีการทำการเกษตรบนพื้นฐานวิชาการ เรียนรู้และเข้าร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ซึ่งมีแนวคิดในการเชื่อมโยงเครือข่ายและการขยายผลสู่ชุมชน ด้วยการจัดเครือข่าย “ธนาคารต้นไม้บ้านท่าลี่” จนเป็นชุมชนแรกของประเทศที่ได้รับเงินอุดหนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก และร่วมกับชุมชนจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ชุมชน สถาบันการเงินชุมชน และกลุ่มโฮมเสตย์ “ตนอยู่ได้ ชุมชนของตนก็ต้องอยู่ได้แบบยั่งยืน” การพัฒนาพื้นที่ทำการเกษตรและผ่านการตรวจรับรองตามมาตรฐานอินทรีย์ และการปรับพื้นที่เพื่อการรับและกักเก็บน้ำ ทำให้มีน้ำทำการเกษตรตลอดปี การเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร เช่น ข้าวไรซ์เบอรรี่ ข้าวหอมมะลิ สมุนไพร มาเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง อาทิ เซรั่มข้าวหอมมะลิ แชมพูและครีมนวดผมอัญชัญ ลิปสติก

ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการสนับสนุนงบประมาณ ปัจจัยการผลิต การฝึกอบรม และการตลาด ฯลฯ เพื่อให้เกษตรกรมีการพัฒนาตนเอง นอกจากนี้ ยังได้เตรียมแผนการดำเนินงานในอนาคต คือ 1) ขยายผลการพัฒนาไปสู่ชุมชนบ้านเกิด และชุมชนอื่นๆ ในท้องที่จังหวัดขอนแก่น และชุมชนที่มีความสนใจ 2) พัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนบ้านเกิด โดยเน้นพื้นฐานของการพึ่งพาตนเอง ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และ 3) มุ่งหวังให้สมาชิกของชุมชนและสังคมเกิดความสุขทั้งกายและใจ

อย่างไรก็ตาม ตนอยากเชิญชวนเกษตรกรรุ่นใหม่มาปฏิรูปภาคการเกษตรของประเทศไทย เราจะต้องเป็นครัวโลกให้ได้ เพื่อรองรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อยากให้ช่วยกันพลิกอาชีพการทำการเกษตรให้เป็นอาชีพหนึ่งที่นำพาประเทศก้าวหน้า ต้องเพิ่มศักยภาพและเพิ่มผลผลิตให้ทันตามความต้องการของตลาด ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะบูรณาการหน่วยงานต่างๆ มาช่วยกันพัฒนาและขยายผล ให้มีการอบรม ส่งเสริม เพิ่มความรู้ในด้านต่างๆ เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพการเกษตรได้อย่างยั่งยืน

ขณะที่ นายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า นายปรีชา หงอกสิมมา เป็น Young Smart Farmer ที่มีต้นทุนความรู้ จบการศึกษาจากคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หลังเรียนจบเริ่มทำงานในโครงการส่วนพระองค์มูลนิธิชัยพัฒนา ทำหน้าที่เป็นวิทยากรฝึกอบรมให้เกษตรกรและผู้สนใจแนวพระราชดำริ ก่อนจะลาออกแล้วหันมายึดอาชีพเกษตรกรโดยนำความรู้พื้นฐานด้านเกษตรที่เรียนมา บวกกับความชอบเรื่องระบบนิเวศน์ป่าและธรรมชาติมานำมาวางแผนในการทำแปลง โดยเน้นเรื่องป่าไม้ควบคู่กับการทำเกษตร และยึดหลักเกษตรทฤษฎีใหม่เข้ามาบริหารจัดการพื้นที่แปลงของตนเอง เคยได้เข้าร่วมโครงการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่กับกรมส่งเสริมการเกษตร และหน่วยงานอื่น ๆ และได้รับคัดเลือกให้ไปศึกษาดูงานด้านการเกษตร ณ ประเทศอิตาลี เมื่อปี 2561

“การทำการเกษตรในพื้นที่ของเกษตรกรรุ่นใหม่คนนี้ ได้มีการแบ่งพื้นที่ทำการเกษตรเป็นส่วนๆ ตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ในพื้นที่ 14 ไร่ อาทิ แปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ ธนาคารต้นไม้ พื้นที่ปลูกผักอินทรีย์ ฟาร์มไก่ไข่อารมณ์ดี การแปรรูปสมุนไพรและพื้นที่ที่ทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร แล้วนำผลผลิตจากป่ามาแปรรูปเป็นสินค้าเกษตรอินทรีย์ ผลิตพืชผักอินทรีย์ สมุนไพรอินทรีย์และเครื่องสำอางภายใต้แบรนด์ “WANAPHAN” วนพรรณ ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่แล้ว ยังเป็นเจ้าของ “วนพรรณการ์เด้น” แหล่งเรียนรู้และฝึกอบรมให้ทั้งประชาชนทั่วไป หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาทุกระดับอีกด้วย” นายชาตรี กล่าว

ผ่ากระบวนการตัดสินแบน 3 สาร จาก 7 ข้อคิด/ข้อสังเกต จากอดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450808

ผ่ากระบวนการตัดสินแบน 3 สาร จาก 7 ข้อคิด/ข้อสังเกต จากอดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร

ผ่ากระบวนการตัดสินแบน 3 สาร จาก 7 ข้อคิด/ข้อสังเกต จากอดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 18.56 น.

ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาเกิดกระแสวิพากวิจารณ์ เป็นประเด็นใหญ่ในสังคมเรื่องการแบน 3 สารเคมีเกษตร โดยฝ่ายที่เห็นควรแบน ให้เหตุว่าตัวสารและการใช้มีผลต่อคนทั้งผู้ใช้และไม่ใช้สาร ส่วนฝ่ายที่เห็นว่าไม่สมควรแบน ระบุว่าเป็นสารจำเป็นต่อปัจจัยการผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญหลายชนิด ยังไม่มีสิ่งทดแทนที่มีประสิทธิภาพเท่าเทียมกัน และไม่เชื่อถือข้อมูลอีกฝ่ายที่นำเสนอเหตุผลแบน

ดร. อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ได้ประมวลประเด็นปัญหาและการดำเนินการที่ผ่านมา โดยอธิบายเป็น 7 ข้อคิดสำคัญได้ว่า ความขัดแย้งรุนแรงที่เกิดขึ้น แทนที่จะใช้วาทะกรรม การสร้างกระแสปั่นสังคม ควรหันหน้ามาเจรจากัน โดยตั้งอยู่บนผลประโยชน์โดยรวมของชาติ เกษตรกรผู้ผลิตอยู่ได้ ประชาชนปลอดภัย สิ่งแวดล้อมถูกกระทบน้อย แต่ถ้ามีเจตนาอื่นแอบแฝง การเจรจาก็เกิดขึ้นได้ยาก

ข้อคิดที่ 1 การเฝ้าระวังและการตรวจสอบผลตกค้างของสารทั้งสามชนิดในผลิตผลทางการเกษตร โดย ไทยแพน (เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช) นำเสนอผลสุ่มตรวจสารพิษตกค้างครั้งที่ 2 เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2559 แจ้งว่าพบสารพิษตกค้างเกินค่ามาตรฐานในผักผลไม้ที่เป็นที่นิยมของผู้บริโภค 16 ชนิดแต่ไม่มีสารตกค้างพาราควอตและไกลโฟเซต

จากนั้น ปี 2560 ไทยแพนแจ้งว่า กว่าครึ่งผักและผลไม้ยอดนิยม 16 ชนิด มีสารปนเปื้อนเกินมาตรฐาน 46% เอกสารไม่ระบุว่าเป็นสารใด แต่ไทยแพน แถลงข่าว พบพาราควอตตกค้างเกินมาตรฐานสูง 50% รองลงมาไกลโฟเซต 8% และชูยาฆ่าหญ้าเป็นปัญหาระดับชาติ ขอให้แบนสารดังกล่าว

ข้อสังเกต สารที่ตกค้างในรายงานปี 2559 ไม่พบสารพาราควอตและไกลโฟเซต และปี 2560 การตกค้างสารทั้งสองในผักและผลไม้ 55% ไม่น่าเป็นไปได้ หากผักถูกสารพาราควอตจะไหม้และตายไป ที่เอาออกมาขายได้ต้องไม่ถูกสารพาราควอต ไทยแพนควรเปิดเผยผลตรวจสอบดังกล่าว

ข้อคิดที่ 2 กระทรวงสาธารณสุขตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ในเดือนธันวาคม 2559 มีกรรมการ 21 ท่าน และได้ประชุมทั้งสิ้น 4 ครั้ง แต่มีข้อสังเกตไม่สามารถหารายงานการประชุมใน 3 ครั้งแรกได้

เนื่องจากผลการตรวจสอบสารตกค้างมีเพียง คลอร์ไพรีฟอส ไม่พบพาราควอตและไกลโฟเซต แล้วทำไมจึงมีชื่อปรากฏมาในภายหลังได้ในการประชุมครั้งสุดท้าย รวมทั้ง กระทรวงสาธารณสุขได้แต่งตั้งไทยแพนให้เป็นกรรมการและเลขานุการร่วมด้วย ที่สำคัญมติของคณะกรรมการขับเคลื่อนฯ ไม่อาจบังคับให้แบนสารดังกล่าวได้ เพราะอยู่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ แต่กลับมีมติและบังคับให้กรมวิชาการเกษตรทำตาม

ข้อคิดที่ 3 กรมวิชาการเกษตรนำมติของคณะกรรมการขับเคลื่อนฯ เสนอให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณา โดยกรมวิชาการเกษตรได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของการใช้สาร ไกลโฟเซต ตามข้อเสนอคณะกรรมขับเคลื่อนฯ ส่วนการยกเลิกพาราควอตและคลอร์ไพรีฟอส ได้นำเสนอให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณา ข้อสังเกต กรมวิชาการเกษตรทราบถึงกระบวนการเป็นอย่างดีจึงได้ยื่นเรื่องให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายเป็นผู้พิจารณา ไม่ได้หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบหรือถ่วงเวลาแต่ประการใด

ข้อคิดที่ 4 การพิจารณาคณะกรรมการวัตถุอันตราย ตามกระบวนการยกเลิกใช้สารใด ๆ ก็ตาม อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบของคณะกรรมการวัตถุอันตรายก่อน ให้เกิดความรอบคอบ ยึดหลักเหตุผล และข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เป็นสำคัญ

ทั้งนี้ คณะกรรมการวัตถุอันตราย ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาเรื่องการยกเลิกสารดังกล่าว จนเกิดการประชุมรวมถึง 13 ครั้ง มีผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องทางวิชาการ วิจัย และอื่น ๆ ได้ข้อสรุปวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 ให้ใช้แนวทางจำกัดการใช้ทั้งสามแทนการยกเลิกใช้สารดังกล่าว รวมทั้งคณะกรรมการมีมติมอบให้กรมวิชาการเกษตรจัดทำแผนดำเนินการต่อไป

ข้อสังเกต กระบวนพิจารณาเป็นไปตามขั้นตอน รอบคอบมีการตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษาข้อเท็จจริง โดยประธานคณะอนุกรรมการฯ ครั้งนั้นคือ ดร.ภักดี โพธิศิริ อดีตเลขาธิการ อ.ย. และอดีตกรรมการ ปปช. ที่สำคัญมีการอภิปรายและเปิดเผยบันทึกเหตุและผลอย่างเปิดเผย ทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยรวม 22 หน้า

ข้อคิดที่ 5 การพิจารณาข้อเสนอผู้ตรวจการแผ่นดิน วันที่ 14 ธันวาคม 2561 ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินได้ทำหนังสือถือคณะกรรมการวัตถุอันตรายดำเนินการยกเลิกใช้สารดังกล่าว แต่คณะกรรมการวัตถุอันตรายได้ขอข้อมูลจากผู้ตรวจการแผ่นดินเพิ่มเติม และประชุมวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 เพื่อทบทวนการตัดสินและได้ข้อสรุปยืนยัน มติเดิมไม่มีการยกเลิกใช้สาร

แต่ให้เป็นมาตรการจำกัดการใช้ และรายงานไปยังผู้ตรวจการแผ่นดิน ข้อสังเกต ผู้ตรวจการแผ่นดินมีอำนาจหน้าที่ในการเสนอแนะ แต่กลับพบว่าที่มาที่ไปของการวินิจฉัยมีเป้าหมายอยู่ในใจก่อนแล้ว จึงเกิดคำถามว่า ทำไมไม่แสวงหาข้อเท็จจริงรอบด้านทั้งผู้ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกสารดังกล่าว

ข้อคิดที่ 6 การดำเนินการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะการดำเนินงานของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ หลังจากคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าถวายสัตย์ กรกฎาคม 2562 ได้ประกาศชัดเจนว่าจะแบนสารทั้งสามชนิด พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพรีฟอส

ภายในปี 2562 ขณะเดียวกัน คณะกรรมการวัตถุอันตรายได้ดำเนินการตามบัญชาของนายกรัฐมนตรีในวันที่ 18 กันยายน ให้มีการศึกษาถึงปัญหา วิธีการและผลกระทบ บริหารจัดการสารจากผู้เกี่ยวข้อง 4 ภาคส่วนได้แก่ ภาครัฐ ผู้นำเข้า เกษตรกร และผู้บริโภค

แต่ รมช. มนัญญา ได้ลงนามคำสั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งตนเองเป็นประธานและประชุมคณะทำงานในวันที่ 7 ตุลาคม โดยมีมติเอกฉันท์ตามข่าวในสื่อมวลชนให้ยกเลิก 3 สาร โดยมิได้เสนอวิธีการแก้ปัญหาและผลกระทบในการบริหารจัดการสารแต่ประการใด

ข้อสังเกต เหตุใด รมช. มนัญญา จึงให้ความสนใจเฉพาะปัญหาและผลกระทบ แต่ไม่ให้ความสำคัญผลกระทบด้านอื่น และใช้เวลาในการประชุมรวบรัดไม่ถึง 3 ชั่วโมงตัดสิน โดยไม่มีข้อมูลทางวิชาการใหม่ไปหักล้างข้อมูลเดิมที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายใช้ตัดสินไม่ยกเลิกสารทั้งสาม

ข้อคิดที่ 7 การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญของสภาผู้แทนราษฎร จากกระแสขัดแย้งที่เกิดขึ้น ได้ตั้งคณะกรรมาธิการฯ ชุดนี้ขึ้น และได้ฟังการแถลงข่าวสรุปความได้ว่า สารทั้งสามนี้เป็นอันตรายน่าจะต้องยกเลิกการใช้ ข้อสังเกต รายชื่อผู้ที่ได้รับเสนอชื่อเป็นกรรมาธิการจากพรรคต่างๆ เป็นกลุ่มบุคคลที่เห็นว่าสมควรยกเลิกอยู่แล้วและเป็นแกนนำเคลื่อนไหวในการยกเลิกด้วย จึงพอคาดเดาได้ว่ามติจะออกมาในรูปแบบใด

“ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงหนึ่งความคิดเห็นเพื่อให้สังคมได้รับทราบข้อเท็จจริง และหวังว่าสังคมไทยจะตัดสินเรื่องต่าง ๆ ด้วยเหตุและผล คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ” นายอดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ กล่าวสรุป

‘ศาลปกครอง’ยังไม่มีคำสั่ง!! หลังไต่สวนปมขอระงับแบน3สารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450788

'ศาลปกครอง'ยังไม่มีคำสั่ง!! หลังไต่สวนปมขอระงับแบน3สารพิษ

‘ศาลปกครอง’ยังไม่มีคำสั่ง!! หลังไต่สวนปมขอระงับแบน3สารพิษ

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 18.19 น.

ศาลปค.ใช้เวลาทั้งวันไต่สวนปมขอระงับคำสั่งแบน3สารพิษ แต่ยังไม่มีคำสั่งใดๆ ด้านเครือข่ายฯจวกคณะกก.วัตถุอันตรายฟังผลการศึกษา”ไทยแพน”เพียงอย่างเดียว ยกผลตรวจสารพิษราชบุรีไม่พบสารตกค้างเกินค่ามาตรฐาน ลั่นหากมีคำสั่งแบนจริงเกิดอาฟเตอร์ช็อกแน่

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังศาลปกครองใช้เวลาตลอดทั้งวันในการไต่สวนเพื่อพิจารณาว่าจะกำหนดมาตรการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวโดยระงับคำสั่งยกเลิกการใช้ 3 สารเคมี คือ พาราควอต , ไกลโฟเสต และคลอร์ไพรีฟอส ที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติให้ยกเลิกตั้งแต่ 1 ธ.ค.62 นี้ ไว้ก่อน จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา ตามที่เครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง พร้อมด้วยเครือข่ายผู้แทนเกษตรกร 6 จังหวัด รวม 1,091 คน ยื่นฟ้องหรือไม่

จากนั้น เวลา 16.30 น.ที่ผ่านมา น.ส.อัญชุลี ลักษณ์อำนวยพร ประธานเครือข่ายอาสารักแม่กลอง กล่าวภายหลังการไต่สวน ว่า วันนี้เป็นกระบวนการไต่สวนข้อเท็จจริง ซึ่งตนได้นำข้อเท็จจริงเสนอต่อศาลชี้แจงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายแบน 3 สารเคมี โดยชี้แจงทั้งวาจาและเอกสาร ซึ่งศาลยังไม่ได้ระบุว่าจะมีคำสั่งเมื่อใด และไม่ได้มีการนัดหมายอะไรเพิ่มเติม โดยพยานฝ่ายเครือข่ายฯ ผู้ร้องที่เข้าให้ถ้อยคำในวันนี้มี 4 คน ขณะที่ฝ่ายผู้ถูกร้องมีผู้แทนเลขาคณะกรรมการวัตถุอันตราย ผู้แทนคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ผู้แทนกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผู้แทนฝ่ายกฎหมายกรมวิชาการเกษตร ซึ่งพยายามยกผลการศึกษาและการเก็บข้อมูลของเครือข่ายเตือนภัยสารเคมี กำจัดศัตรูพืช หรือไทยแพน ที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายใช้เป็นข้อมูลในแบน 3 สารเคมี ซึ่งคณะกรรมการชุดดังกล่าวไม่มีตัวแทนเกษตรกรร่วมเป็นกรรมการพิจารณา

น.ส.อัญชุลี ยังเปิดเผยว่า ได้นำข้อเท็จจริงจากการศึกษาผลกระทบที่ใช้เวลา 2 ปี 6 เดือน ในการศึกษาจากการเก็บตัวอย่างผัก และผลไม้ที่สวนใน จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดที่ถูกกล่าวหา และที่ตลาดศรีเมือง ตลาดค้าส่งผักและผลไม้ ของ จ.ราชบุรี ไปตรวจสอบไม่พบสารตกค้าง ในผลผลิตทางการเกษตรจากการใช้สารพาราควอต และไกลโคเสต ส่วนสารคลอร์ไพริฟอส พบมีการตกค้างแต่ไม่เกินค่ามาตรฐานจนเป็นอันตราย โดยหลังจากนี้ก็จะรอว่าศาลจะมีคำสั่งอย่างไร แต่เชื่อว่าหากมีการแบน 3 สารเคมีดังกล่าวจริงจะมีผลกระทบตามมาเป็นอาฟเตอร์ช็อก อย่างเช่นกรณีสหรัฐและประเทศที่เป็นคู่ค้ากับไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การไต่สวนช่วงบ่ายศาลได้อนุญาตให้ทางเครือข่ายฯ นำพยานเข้าให้ข้อมูลเพิ่มอีกเพียง 2 ปาก จากที่เหลือจากช่วงเช้า 8 ปาก คือ นางจรรยา มณีโชติ นายกสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทยและเอเชียแปซิฟิก และนายวิชา ตธิติประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ที่มาให้ข้อมูลในฐานผู้ทรงคุณวุฒิ

ทั้งนี้ หลังการไต่สวนศาลปกครองกลางจะต้องมีการนำข้อมูลไปพิจารณาก่อน จึงยังไม่ได้มีคำสั่งใดๆ ออกมา

‘มนัญญา’ปลื้มผลงาน!!เปิด’ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์’แห่งแรกใจกลางเมืองหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450767

'มนัญญา'ปลื้มผลงาน!!เปิด'ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์'แห่งแรกใจกลางเมืองหลวง

‘มนัญญา’ปลื้มผลงาน!!เปิด’ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์’แห่งแรกใจกลางเมืองหลวง

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 17.58 น.

“มนัญญา”ปลื้มผลงาน!!เปิดซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์แห่งแรกในเมืองหลวง ฟุ้งเพิ่มเงินเข้ากระเป๋าเกษตรกร มีกำลังใจทำพืชผัก-ผลไม้อินทรีย์ป้อนผู้บริโภค

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2562 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดซูเปอร์มาเก็ตสหกรณ์แห่งแรกในกรุงเทพมหานคร ที่ร้านสหกรณ์พระนคร ถ.พหลโยธิน ใกล้สถานีรถไฟฟ้าอารีย์ ซึ่งจะพัฒนาร้านสหกรณ์ให้เป็นศูนย์รวบรวมและจำหน่ายพืชผักและผลิตผลการเกษตรจากสหกรณ์ทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้บริโภคได้มีโอกาสเลือกซื้อสินค้าทั้งของสดและของแห้ง ซึ่งจะเน้นจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และปลอดภัยในราคายุติธรรม ซึ่งผู้บริโภคสามารถตรวจสอบถึงที่มาของแหล่งผลิตสินค้าแต่ละชนิด เพื่อสร้างความมั่นใจเมื่อเลือกซื้อสินค้าที่ซูเปอร์มาเก็ตสหกรณ์

“ดิฉันต้องการผลักดันให้สำเร็จ เพราะหากทำได้ จะเป็นการนำสินค้าสหกรณ์ออกสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังนั้น ประมาณ 3 เดือน จะประเมินได้ว่าการตอบรับเป็นอย่างไร ต้องปรับปรุงอะไรให้ตรงใจคนซื้อ เพราะสินค้าที่นำมาจำหน่ายที่นี่จะเจาะกลุ่มเป้าหมายที่รักสุขภาพ บริโภคพืชผักและสินค้าที่คุณภาพดี หากเสียงตอบรับดีจะมีการขยายออกไปทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้สมาชิกสหกรณ์ เพราะหากสินค้าขายได้ดี ก็จะเป็นผลให้เงินในกระเป๋าของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรมีเพิ่มขึ้น ดังนั้นการที่ประชาชนมาช่วยอุดหนุนสินค้าสหกรณ์ นอกจากได้สินค้าดีแล้ว อีกทางหนึ่ง คือเรากำลังช่วยกันเกื้อกูลพี่น้องประชาชนของเราในพื้นที่ต่างจังหวัด ให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทำให้มีกำลังใจผลิตสินค้าดี สินค้าปลอดภัยมาจำหน่าย และอนาคตจะส่งเสริมให้ค้าออนไลน์เพิ่มขึ้น” รมช.เกษตรฯ กล่าว

น.ส.มนัญญา กล่าวว่า ขอขอบคุณทกฝ่ายร่วมมือกันส่งเสริมเปิดตลาดเพิ่มช่องทางให้สินค้าเกษตร จากทั่วประเทศเข้าเมืองหลวงของอร่อยที่สุดของประเทศไทย มาที่สหกรณ์พระนคร เป็นการแบ่งปันผลประโยชน์ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ทำให้คนไทย บริโภคผักผลไม้ปลอดสารเคมี ผักอินทรีย์ ราคาไม่แพง ถูกกว่าท้องตลาดทั่วไป ขอเป็นกำลังใจให้สหกรณ์เครือข่ายผู้ผลิต ทำให้เกิดซูเปอร์สหกรณ์ เป็นผลงานไม่ใช่ของดิฉัน คนเดียวเป็นของทุกคนภาคภูมิใจวันนี้เรามีตลาดของเกษตรกรได้ช่วยชาวบ้าน

“ซูเปอร์มารเก็ตสหกรณ์ จะขยายไปทุกจังหวัด อำเภอ อบต.ต่างๆ เร็วๆ นี้จะเปิด จ.นครปฐม ขอให้ผู้บริโภคมั่นใจผลผลิตการเกษตรของสหกรณ์ รับรองจากต้นทางเป็นจีเอพี การผลิตสินค้าไม่ใช่สารเคมี เป็นชีวภาพ และแก้ปัญหาเรื่องราคาที่ผ่านคนกลาง โยนกันไปกันมา ทำให้เกษตรกรไม่มีกำลังใจ เรามาทำตรงนี้ทำให้เกษตรกร มีรายได้มั่นคงขึ้น มีกำลังใจผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยมาขาย เกิดผลดีทั้งตัวเกษตรกรเองและผู้บริโภค เปิดตลาดช่องทางให้คนรู้จักสินค้าสหกรณ์ที่มีคุณภาพ จากฟาร์มสู่มือผู้บริโภค” น.ส.มนัญญา กล่าว

‘ธรรมนัส’ลุยน่านตรวจโครงการส่งเสริมปรับปรุงพื้นที่ทำกินเกษตร-แจกส.ป.ก.ผู้ยากไร้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450760

'ธรรมนัส'ลุยน่านตรวจโครงการส่งเสริมปรับปรุงพื้นที่ทำกินเกษตร-แจกส.ป.ก.ผู้ยากไร้

‘ธรรมนัส’ลุยน่านตรวจโครงการส่งเสริมปรับปรุงพื้นที่ทำกินเกษตร-แจกส.ป.ก.ผู้ยากไร้

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 17.00 น.

30 ตุลาคม 2562 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯเปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมทั้งเป็นประธานในพิธีส่งมอบแหล่งน้ำเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ โครงการคลองส่งน้ำบ้านดู่พงษ์ หมู่ที่ 2 ตำบลดู่พงษ์ อำเภอสันติสุข จังหวัดน่าน ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมพัฒนาที่ดิน ได้จัดทำโครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร กิจกรรมการพัฒนาคุณภาพดินในพื้นที่จัดการปัญหาที่ดินทำกิน เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและส่งเสริมสนับสนุนการใช้สารอินทรีย์ลดใช้สารเคมีทางการเกษตร การผลิตปุ๋ยหมัก/น้ำหมักชีวภาพเพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต รวมถึงส่งเสริมการอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยยึดหลักแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.)

นอกจากนั้นยังได้มีพิธีมอบสระน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน ขนาด 1,260 ลบ.ม. ปีงบประมาณ 2562 แก่เกษตรกรจำนวน 8 ราย มอบบัตรดินดีแก่เกษตรกร อำเภอสันติสุข จำนวน 20 ราย และมอบปัจจัยการผลิตให้แก่กลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านดอนอภัย หมู่ที่ 3 ตำบลป่าแลวหลวง อำเภอสันติสุข ได้แก่ เมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสดกากน้ำตาล สารเร่งซุปเปอร์ พด.1 และ ซุปเปอร์ พด.2 จำนวน 20 ราย พร้อมกับมอบหนังสือการอนุญาตเข้าทำประโยชน์ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แก่เกษตรกร จำนวน 30 รายและยังได้เยี่ยมชมพื้นที่แปลง คทช. พบปะเกษตรกร และให้ข้อเสนอแนะการพัฒนาด้านเกษตรกรรมด้วย

อย่างไรก็ตามสำหรับพื้นที่ที่นำมาจัดที่ดินทำกินโดยการดำเนินงานของ คทช. ได้มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ (ป.ส. 23) ให้แก่ราษฎรอำเภอสันติสุข จังหวัดน่านนั้น เป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแม่น้ำน่านฝั่งตะวันออกตอนใต้ ครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอ ประกอบด้วย ตำบลป่าแลวหลวง 10,452 ไร่ ตำบลพงษ์ 5,256 ไร่ และตำบลดู่พงษ์ 7.126 ไร่

ขณะที่นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวเสริมว่า โครงการส่งเสริมและปรับปรุงพื้นที่ทำกินของเกษตรกรตามนโยบาย คทช. เป็นโครงการที่กรมพัฒนาที่ดิน ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกรการพัฒนาคุณภาพดินในพื้นที่จัดการปัญหาที่ดินทำกินเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและส่งเสริมสนับสนุนการใช้สารอินทรีย์ ลดใช้สารเคมีทางการเกษตร การผลิตปุ๋ยหมัก/น้ำหมักชีวภาพ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตรวมถึงส่งเสริมการอนุรักษ์ดินและน้ำ ทั้งวิธีกลและวิธีพืช ในพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน เพื่อรักษาความมั่นคงของฐานทรัพยากรและการสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับการใช้ประโยชน์เพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติไว้ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินตามคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ที่มีความตั้งใจในการจัดสรรพื้นที่ทำกินให้มีความเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนที่มีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้น จึงต้องมีการปรับพื้นที่ให้เหมาะสมอย่างเป็นธรรมและถูกกฎหมาย เป็นพื้นที่ของการอยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน พื้นที่ป่าเศรษฐกิจ พื้นที่ป่าชุมชน และพื้นที่ป่าอนุรักษ์

โดยที่ผ่านมาสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 7 กรมพัฒนาที่ดิน ได้เข้าไปให้ความรู้ในการปรับปรุงบำรุงดินพัฒนาที่ดินให้มีความสมบูรณ์เหมาะสมในการปลูกพืช ให้เกษตรกรผู้ได้รับสิทธิ์ ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานในการต่อยอดสำหรับประกอบอาชีพอื่นๆ เนื่องจากดินในแต่ละพื้นที่มีคุณสมบัติและคุณภาพที่แตกต่างกัน เพื่อให้ปลูกพืชผลทางการเกษตรตามความเหมาะสมต่อไป

‘มนัญญา’จวก’อดีตบิ๊กเกษตรฯ’ ข้องใจเดือดร้อนแทนเจ้าของบริษัท3สาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450748

'มนัญญา'จวก'อดีตบิ๊กเกษตรฯ' ข้องใจเดือดร้อนแทนเจ้าของบริษัท3สาร

‘มนัญญา’จวก’อดีตบิ๊กเกษตรฯ’ ข้องใจเดือดร้อนแทนเจ้าของบริษัท3สาร

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 16.42 น.

“มนัญญา”รอฟังผลศาลปกครอง หลังกลุ่มเกษตรกรยื่นร้องคัดค้านมติยกเลิกใช้3สารพิษ จวก”อดีตกรมวิชาการเกษตร”เดือดร้อนแทนเจ้าของบริษัทนำเข้า3สาร

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2562 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า หลังจากแบน 3 สาร ได้สั่งการดูแลช่วยเหลือเกษตรกรทันที โดยให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ เร่งสำรวจความต้องการจากสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศกว่า 700 แห่ง เพื่อส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลเกษตร กำจัดวัชพืช ขณะนี้มี 70 สหกรณ์ ที่ยื่นความประสงค์ขอเครื่องจักรกลการเกษตร ไปช่วยเหลือสมาชิกเกษตรกรชาวไร่มันสำปะหลัง โดยจะรวบรวบความต้องการของสหกรณ์การเกษตร เสนอของบกลางจากนายกรัฐมนตรี ไปอุดหนุนในการจัดซื้อเครื่องจักรกลโดยเร็วที่สุดเพื่อให้ทันฤดูกาลเพาะปลูกใหม่ รวมทั้ง นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อกำหนดแนวทางดูแลเกษตรกร

ผู้สื่อข่าวถามว่า ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรกว่า 1 พันคน ได้ยื่นฟ้องศาลปกครองเพื่อคัดค้านการแบน 3 สาร และให้ทบทวนมติยกเลิกใช้สาร เพราะได้รับผลกระทบอย่างมาก

น.ส.มนัญญา กล่าวว่า ขณะนี้ขอให้รอฟังคำสั่งศาลปกครอง จะมีผลออกมาอย่างไร เบื้องต้นทราบว่ามีการเรียกข้าราชการไปให้ปากคำหลายราย ดังนั้น ไม่ขอก้าวล่วงรอให้มีคำวินิจฉัยออกมา ส่วนคำว่าได้รับผลกระทบต้องดูทุกส่วน ถ้าปล่อยไปจะมีผลกระทบผู้บริโภค ส่วนที่มีการโจมตีดิฉัน ว่าโหดร้ายเรื่องหยิบประเด็นสารพิษอาบแผ่นดินขึ้นมาแบน 3 สาร ถามว่าจะให้ทำอย่างไร จะปล่อยให้เกษตรกรไทยใช้สารพิษต่อไปหรือ แต่จะให้ดิฉันมายอมรับสิ่งที่ทำเอาไว้ ส่งจากรุ่นสู่รุ่น กรมวิชาการเกษตรต้องกลับไปคิดใหม่ ไม่ใช่ปล่อยให้สิ่งไม่ดีเป็นมรดกตกทอดรุ่นสู่รุ่น

“ตกใจที่ได้อ่านบทความของอดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ที่เขียนโจมตีว่าเราทำให้เกษตรกรตกเป็นผู้ร้าย ทำแผ่นดินอาบสารพิษ ไม่ทราบว่าท่านเขียนบนความเข้าใจสิ่งใด ทั้งที่เรื่องการแบนสาร 3 ตัวนี้ เกิดขึ้นมาหลายปี ทุกคนต้องเตรียมพร้อม จริงๆ ขอถามว่าทำไมต้องไปเดือดร้อนแทนเจ้าของ 3 สารเคมี และยังไม่เห็นเจ้าของบริษัทผู้นำเข้ารายใดจะออกมาพูดเรียกร้องอะไร มีแต่คนอื่นพูดแทนเดือดร้อนแทนบริษัทกันทั้งนั้น ซึ่งยืนยันว่าไม่มีการยืดเวลาออกไปอีก 6 เดือน ในการจัดการสารคงเหลือและเก็บสารออกจากร้านค้า ไม่มีการเลื่อนให้แล้ว ยึดตามมติห้ามใช้ 3 สาร มีผลบังคับวันที่ 1 ธ.ค.นี้แน่นอน” น.ส.มนัญญา กล่าว

กรมชลฯวางแผนจัดสรรน้ำช่วงแล้ง ย้ำ!น้ำในเขื่อนน้อย ไม่เพียงพอการเกษตรหลายพื้นที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450735

กรมชลฯวางแผนจัดสรรน้ำช่วงแล้ง ย้ำ!น้ำในเขื่อนน้อย ไม่เพียงพอการเกษตรหลายพื้นที่

กรมชลฯวางแผนจัดสรรน้ำช่วงแล้ง ย้ำ!น้ำในเขื่อนน้อย ไม่เพียงพอการเกษตรหลายพื้นที่

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 16.08 น.

กรมชลประทานวางแผนจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2562/2563 ย้ำปริมาณน้ำในเขื่อนน้อย ไม่สามารถส่งน้ำเพื่อการเกษตรในหลายพื้นที่ ขอทุกฝ่ายใช้น้ำอย่างประหยัดและเป็นไปตามแผนการจัดสรรน้ำที่วางไว้เพื่อให้มีปริมาณน้ำเพียงพอใช้ตลอดฤดูแล้งหน้าต่อเนื่องไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า ในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้จะเข้าสู่ฤดูแล้งซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยคณะทำงานวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ได้วางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 2562/63 ตามข้อสั่งการของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่ห่วงใยประชาชนเกี่ยวกับการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้งเนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำต่างๆ หลายแห่งอยู่ในเกณฑ์น้อย ทั้งนี้กรมชลประทานคาดการณ์ปริมาณน้ำต้นทุนทั่วประเทศในวันที่ 1 พ.ย. 62 ว่า จะมีน้ำใช้การได้ประมาณ 30,126 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) แบ่งเป็นการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2562/63 ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 62 – 30 เมษายน 63 ประมาณ   17,587 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 5,934 ล้าน ลบ.ม.  ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 12,539 ล้าน ลบ.ม. จะสำรองไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนปี 2563 ระหว่างเดือนพฤษภาคม .- กรกฎาคม 63

 

นายทองเปลว กล่าวต่อว่า ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปริมาณน้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลักที่มีอยู่ขณะนี้ เพียงพอที่จะสนับสนุนเฉพาะการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ และไม้ผลไม้ยืนต้นเท่านั้น จึงกำหนดมาตรการในการบริหารจัดการน้ำ โดยกำหนดให้ประตูระบายน้ำที่รับน้ำจากแม่น้ำต่างๆในลุ่มน้ำเจ้าพระยา เปิดรับน้ำเฉพาะการอุปโภคบริโภค เป็นครั้งคราว สำหรับลำน้ำหรือคลองส่งน้ำ ให้รับน้ำเข้าในเกณฑ์ต่ำสุด เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลิ่งลำน้ำเท่าที่มีความจำเป็น พร้อมทั้งขอความร่วมมือไม่ให้ปิดกั้นหรือสูบน้ำเข้าพื้นที่เพาะปลูก โดยให้ยึดตามปฏิทินการสูบน้ำที่กรมชลประทานวางแผนรอบเวรการสูบน้ำไว้แล้ว ส่วนสถานีสูบน้ำของการประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค และการประปาส่วนท้องถิ่นสามารถสูบน้ำได้ตามปกติตามแผนการสูบน้ำที่ได้เสนอกรมชลประทานไว้แล้วก่อนหน้านี้

นอกจากนี้ ยังขอความร่วมมือให้ลดการเพาะเลี้ยงในบ่อปลา บ่อกุ้ง เขตโครงการชลประทานลุ่มน้ำเจ้าพระยา รวมไปถึงการเพาะเลี้ยงปลาในกระชัง ในแม่น้ำปิง แม่น้ำน่าน แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน้อย แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำท่าจีน และในระบบชลประทาน ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2562 – 30 เมษายน 2563 พร้อมทั้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังและควบคุมไม่ให้มีการปล่อยน้ำเสียลงในแม่น้ำ คู คลอง และแหล่งน้ำต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการระบายน้ำเพิ่มขึ้นเพื่อเจือจางน้ำเสีย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำที่ต้องสำรองไว้ให้เพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศตลอดฤดูแล้งนี้และต้นฤดูฝนหน้า ส่วนลุ่มน้ำแม่กลอง ปริมาณน้ำในเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ อยู่ในเกณฑ์น้ำมาก สามารถสนับสนุนน้ำเพื่อเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2562/63 ได้ และสำรองน้ำไว้เพื่อสนับสนุนการเพาะปลูกข้าวนาปีฤดูกาลผลิต ปี 2563 ได้อย่างเพียงพอ

 

ทั้งนี้ ยังมีพื้นที่ด้านท้ายของอ่างเก็บน้ำอีกหลายแห่ง ที่สนับสนุนน้ำได้เฉพาะการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศเท่านั้นได้แก่ เขื่อนแม่มอก จังหวัดลำปาง เขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น เขื่อนจุฬาภรณ์ จังหวัดชัยภูมิ เขื่อนลำพระเพลิง จังหวัดนครราชสีมา เขื่อนมูลบน จังหวัดนครราชสีมา และเขื่อนลำแซะ จังหวัดนครราชสีมา เนื่องจากมีปริมาณน้ำต้นทุนอยู่ในเกณฑ์น้อย ไม่สามารถจัดสรรเพื่อการเพาะปลูกได้

นายทองเปลว กล่าวเพิ่มเติมว่า อ่างเก็บน้ำที่มีน้ำน้อย แต่ยังพอที่จะสนับสนุนน้ำเพื่อการเพาะปลูกพืชใช้น้ำน้อย (พืชไร่-พืชผักและพืชอื่นๆ) ได้แก่ เขื่อนแม่กวง จังหวัดเชียงใหม่ เขื่อนห้วยหลวง จังหวัดอุดรธานี เขื่อนลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา เขื่อนลำนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ เขื่อนกระเสียว จังหวัดสุพรรณบุรี เขื่อนสียัด จังหวัดฉะเชิงเทรา และเขื่อนประแสร์ จังหวัดระยองทั้งในเขตและนอกเขตชลประทาน

สำหรับแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 2562/63 ทั้งประเทศได้กำหนดพื้นที่เพาะปลูกไว้ทั้งสิ้น 7.21 ล้านไร่ แบ่งเป็นข้าวนาปรัง(นารอบที่ 2) 4.54 ล้านไร่ และพืชไร่พืชผัก 2.67 ล้านไร่ โดยในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ในเขตชลประทานไม่ส่งเสริมการเพาะปลูกพืชเนื่องจากน้ำต้นทุนใน 4 เขื่อนหลักอยู่ในเกณฑ์น้อยต้องคงไว้สนับสนุนการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศเป็นหลัก ส่วนพื้นที่นอกเขตชลประทาน กำหนดไว้ 1.64 ล้านไร่ แบ่งเป็นข้าว 1.05 ล้านไร่ และพืชไร่พืชผัก 0.59 ล้านไร่ ส่วนลุ่มน้ำแม่กลอง 1.12 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าว 0.86 ล้านไร่ และพืชไรพืชผัก 0.26 ล้านไร่ ขอให้เกษตรกรปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการในพื้นที่ พร้อมทั้งขอให้ติดตามข่าวจากทางราชการอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่เกิดผลเสียหายต่อเกษตรกร รวมทั้งขอให้ทุกภาคส่วนร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัด และเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด เพียงพอใช้ตลอดฤดูแล้งนี้

อดีตบิ๊กเกษตรฯขึ้นศาลปค. ซัดแบน3สารพิษเปิดทางลักลอบใช้-ของปลอมทะลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450695

อดีตบิ๊กเกษตรฯขึ้นศาลปค. ซัดแบน3สารพิษเปิดทางลักลอบใช้-ของปลอมทะลัก

อดีตบิ๊กเกษตรฯขึ้นศาลปค. ซัดแบน3สารพิษเปิดทางลักลอบใช้-ของปลอมทะลัก

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 14.55 น.

อดีตบิ๊กเกษตรฯเตรียมให้ข้อมูลศาลปกครอง ชี้มติคกก.วัตถุอันตรายแบน3สารพิษไร้ข้อมูลสนับสนุน แต่ถูกรมต.ชี้นำ เสี่ยงถูกฟ้อง ยันผลศึกษาไม่มีสารทดแทนที่ปลอดภัย เชื่อหลังยกเลิกมีลักลอบใช้-ของปลอมทะลัก

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างศาลปกครองกลาง พักการไต่สวนเพื่อพิจารณาว่าจะกำหนดมาตรการบรรเทาทุกข์ชั่วคราว โดยระงับคำสั่งยกเลิกการใช้ 3 สารเคมี คือ พาราควอต , ไกลโฟเสต และคลอร์ไพริฟอส ที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติให้ยกเลิกตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 ไว้ก่อน จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา ตามที่เครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง พร้อมด้วยเครือข่ายผู้แทนเกษตรกร 6 จังหวัด รวม 1,091 คน ยื่นฟ้องหรือไม่นั้น

นายอนันต์ ดาโลดม อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ซึ่งมาเป็นพยานให้กับทางเครือข่ายฯ กล่าวก่อนให้ข้อมูลกับศาลในช่วงบ่าย ว่า หวังอำนาจศาลเป็นที่พึ่งสุดท้าย จะให้ความเป็นธรรม เพราะที่ผ่านมาไม่มีตัวแทนเกษตรกรแท้จริงเข้าไปร่วมพิจารณา ทั้งในชั้นคณะกรรมการศึกษา คณะกรรมการวัตถุอันตราย ก่อนที่จะมีคำสั่งแบน 3 สารดังกล่าว ข้อมูลที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณาเป็นข้อมูลเก่าทั้งสิ้น ไม่มีข้อมูลใหม่ และเห็นว่าการพิจารณามีการชี้นำของรัฐมนตรีในการลงมติ จึงเป็นมติที่ขาดความชอบธรรม และเสี่ยงต่อการถูกฟ้อง

“การประชุมใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง ก่อนยกเลิก 3 สาร ไม่มีการศึกษาอย่างรอบด้าน สมัยผมเป็นอธิบดีกรมวิชาการเกษตร จะแบนสารเคมี 4 ตัว ต้องใช้เวลาถึง 2 ปี เพราะต้องศึกษาผลกระทบ สารทดแทนให้ครบถ้วน การพิจารณาก็โปร่งใสทุกขั้นตอน แต่ครั้งนี้ กรรมการเหมือนถูกกดดันได้รับคำสั่ง ซึ่งเรื่องนี้เป็นการสู้กับกระบวนการที่ใหญ่มาก ภาคการเมืองเมื่อแบนแล้วไม่ได้สนใจผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเกษตรกรว่าจะเป็นอย่างไร” นายอนันต์ กล่าว

นายอนันต์ ยังกล่าวว่า ทางออกของเรื่องนี้ รัฐบาลควรมีการทบทวน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีก็ได้สั่งให้มีการดูแลให้รอบคอบ เพราะท่านก็ทราบว่ายังไม่มีสารทดแทน ที่บอกกันว่ามีสารชีวะพันธุ์ทดแทนจากผลการศึกษาที่ผ่านมาก็พบว่ามีส่วนผสมของพาราควอต และไกลโฟเสต ทำให้ไม่ได้รับการขึ้นทะเบียน หรือที่ว่าจะใช้กลูโฟซิเนต ก็มีในประเทศไทยมานานแล้ว แต่เกษตรกรไม่ใช้เพราะราคาแพง และประสิทธิภาพการใช้ด้อยกว่า 3 สารเคมี และยังไม่แน่ว่าสารเคมีตกค้างอาจจะมากกว่า ขณะที่หากจะให้ใช้เครื่องจักรกลการเกษตร กับพืชไร่บางชนิด เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด ก็ไม่สามารถใช้ได้ และอาจก่อมลพิษด้านสิ่งแวดล้อม เพราะเครื่องจักรต้องใช้น้ำมันดีเซล รวมทั้งอย่าไปแนะนำให้เกษตรกรใช้วิธีถอนหญ้าในแปลงเกษตร ค่าแรงงานคนต่อไร่แพงกว่าและใช้เวลามากกว่า

นายอนันต์ ยังเชื่อว่า หลังจากนี้จะมีการลักลอบขาย 3 สารที่ถูกแบน และมีสารเคมีปลอมออกมาจำหน่าย พร้อมห่วงการนำเข้าสินค้าที่มีการใช้ 3 สาร จะเกิดผลกระทบจำนวนมาก การพิจารณาของรัฐมนตรีเอาแต่กระแสสังคม เอ็นจีโอ มากำหนดเป็นนโยบาย ปัญหานี้ยากต่อการแก้ไข รัฐบาลจะเอางบไหนมาชดเชยให้เกษตรกร

“เชื่อนายกฯ รับทราบผลที่ตามมาเป็นเรื่องใหญ่ ท่านเคยมีบัญชาจากปี 2561 และเมษายน 2562 ให้ศึกษา แต่พอมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งแล้วเรื่องก็ไปอยู่ในมือของรัฐมนตรี สิ่งที่นายกฯ มีบัญชามา แต่รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกลับมติแบน” นายอนันต์ กล่าว

ด้าน นายสุกรรณ สังขะวรรณ์ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรกรปลอดภัย กล่าวว่า ทางเครือข่ายนำพยานมาให้ศาลไต่สวนรวม 10 ปาก ช่วงเช้าศาลได้ให้ น.ส.อัญชุลี ผู้ฟ้อง ชี้แจงประเด็นที่ฟ้อง และ นายอดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ชี้แจงเพิ่ม บรรยายกาศการชี้แจงเป็นไปด้วยดี

รมว.เกษตรฯสั่งหน่วยงาน แจงมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ต้นทุนผลิตพุ่งสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450628

รมว.เกษตรฯสั่งหน่วยงาน แจงมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ต้นทุนผลิตพุ่งสูง

รมว.เกษตรฯสั่งหน่วยงาน แจงมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ต้นทุนผลิตพุ่งสูง

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 11.39 น.

รมว. เกษตรฯ สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตอบข้อซักถามของผู้แทนเกษตรกรพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดถึงเหตุผลที่ส่งหนังสือสรุปมติคณะทำงาน 4 ฝ่ายซึ่งปรับสถานะสารเคมีการเกษตร 3 ชนิดเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ไปยังคณะกรรมการวัตถุอันตราย จนนำไปสู่การยกเลิกใช้ รวมทั้งแจงมาตรการรองรับและช่วยเหลือเกษตรกรที่เดือดร้อนจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า ได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและคณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด ซึ่งมีปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานทำหนังสือตอบข้อซักถามของกลุ่มเกษตรกรพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าวโพด และไม้ผล

ทั้งนี้กลุ่มเกษตรกรได้ยื่นข้อเรียกร้องให้กระทรวงเกษตรเปิดเผยเอกสารฉบับเต็มของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ลงนามโดยรมว. เกษตรฯ ใช้ประกอบวาระการประชุมของคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562 จนนำไปสู่การลงมติยกเลิกการใช้สารเคมี ตามคำแถลงของคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่ว่า “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานว่าได้มีการพิจารณาข้อมูลวิธีการและสารทางเลือกในการจัดการวัชพืช ต้นทุนของวิธีการและสารทางเลือก ข้อมูลสารทดแทนคลอร์ไพริฟอส ปริมาณสารที่คงเหลือ ณ ปัจจุบัน ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เห็นว่าสามารถบริหารจัดการเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติได้ หากยกเลิกการใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 รายการ”

สำหรับหนังสือดังกล่าวเป็นมติของคณะทำงาน 4 ฝ่ายที่แต่งตั้งตามบัญชาของนายกรัฐมนตรีที่ให้ผู้แทนภาครัฐ เกษตรกร ผู้บริโภค และผู้นำเข้าสารเคมี ซึ่งนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช. เกษตรฯ เป็นประธานในการประชุมเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2562 ซึ่งนางสาวมนัญญาได้เสนอมติให้รมว. เฉลิมชัยรับทราบเพื่อส่งไปยังคณะกรรมการวัตถุอันตราย

ด้านนายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยกล่าวว่า เกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดต้องการให้กระทรวงเกษตรฯ แสดงความโปร่งใสในการดำเนินการเรื่องดังกล่าวโดยเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับแนวทางการบริหารจัดการวัตถุอันตรายที่อยู่ที่เกษตรกรหลังวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2562 มาตรการและรายละเอียดเกี่ยวกับสารทดแทนวิธีการทดแทน วิธีการทางเลือก ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำเสนอให้เกษตรกรไทยปฏิบัติตาม เมื่อมีการยกเลิกการใช้สารเคมี ตลอดจนรายละเอียด ค่าชดเชย หรือมาตรการการเยียวยาเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกการใช้สารเคมี แนวทางการรับฟังความคิดเห็นร่างประกาศกระทรวงว่าด้วยบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย ตลอดจนวิธีการและช่องทางที่เปิดโอกาสให้มีการรับฟังความคิดเห็นของเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึงเนื่องจากเกษตรกรหลายรายไม่สามารถเข้าถึงการรับฟังความเห็นโดยผ่านช่องทางเว็บไซต์

“กลุ่มเกษตรกรขอให้กระทรวงเกษตรฯ เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวภายใน 7 วันตามสิทธิที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 59 ที่ว่า รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยงานของรัฐ ที่มิใช่ข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐหรือเป็นความลับของทางราชการตามที่กฎหมายบัญญัติ และต้องจัดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารดังกล่าวโดยสะดวก เนื่องจากเกษตรกรจำนวนมากไม่เห็นด้วยต่อมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายในการยกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิดเพราะจะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ผลผลิตตกต่ำ และรายได้ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ” นายสุกรรณ์ กล่าว

นายสุกรรณ์ กล่าวต่อว่า ขอเรียกร้องต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ดำเนินการลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อเกษตรกรโดยใช้สถานที่ราชการทั่วประเทศจัดกิจกรรมรับฟังความคิดเห็นต่อร่างประกาศกระทรวงว่าด้วยบัญชีรายชื่อวัตถุอันตรายเพื่อให้เกษตรกรสามารถมีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริงและชะลอกระบวนการร่างประกาศกระทรวงว่าด้วยบัญชีรายชื่อวัตถุอันตรายออกไป จนกว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะสามารถชี้แจงได้ว่า มีมาตรการรองรับเพื่อเยียวยาเกษตรกร โดยต้องเป็นมาตรการที่เกษตรกรยอมรับ

ก.เกษตรฯเตรียมพร้อมรับมือภัยแล้งปี’63

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450479

x

ก.เกษตรฯเตรียมพร้อมรับมือภัยแล้งปี’63

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยหลังตรวจเยี่ยมการปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือที่เขื่อนแม่กวงอุดมธารา ต.ลวงเหนือ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตร รายงานภารกิจปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อป้องกันและแก้ปัญหาภัยแล้ง เติมน้ำต้นทุนให้เขื่อนกักเก็บน้ำ บรรเทาปัญหาหมอกควัน ไฟป่า และฝุ่นละอองขนาดเล็ก รวมทั้งยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บ ตามแผนปฏิบัติการฝนหลวงประจำปี 2562 โดยศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงประจำภาคทั้ง 5 ศูนย์ฯ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม- 24 ตุลาคม ขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวง มีวันฝนตกจากการปฏิบัติการ คิดเป็นร้อยละ 89 และขึ้นบินปฏิบัติงาน 6,139 เที่ยวบิน ผลปฏิบัติการทำให้มีฝนตกรวม 59 จังหวัด พื้นที่ประสบภัยแล้งได้รับการช่วยเหลือ คิดเป็นร้อยละ 78.04 และเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนขนาดใหญ่ 2,923.22 ล้าน ลบ.ม. และอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 43.21 ล้าน ลบ.ม. ทำให้มีปริมาณน้ำสะสม 2,966.43 ล้าน ลบ.ม. นอกจากนี้ ยังหารือรมว.เกษตรฯถึงแนวทางแก้ปัญหาบุคลากรของกรมฝนหลวงฯ และรายงานนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกฯเห็นควรให้ปรับโครงสร้างกำลังคน และจัดซื้อยุทโธปกรณ์ทดแทน ซ่อมแซมยุทโธปกรณ์ที่ชำรุดเสียหาย

สำหรับภาพรวมปัญหาภัยแล้งปีนี้ เนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนมีปริมาณน้อย กระทรวงเกษตรฯ เตรียมรับมือไว้แล้ว โดยโครงการต่างๆ ของกรมชลประทาน อีกทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีสั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมรับสถานการณ์ภัยแล้งปี 2563 และรณรงค์ทุกภาคส่วนให้ความรู้แก่เกษตรกร ประชาชน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใช้น้ำอย่างประหยัด หรือการปลูกพืชใช้น้ำน้อย

ด้านนายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันกรมฝนหลวงฯ ยังตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง 18 หน่วยปฏิบัติการกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ได้แก่ เชียงใหม่ พิษณุโลก ตาก ลพบุรี กาญจนบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น สุรินทร์ ระยอง สุราษฎร์ธานี และสงขลา อีกทั้ง ยังมีฐานเติมสารฝนหลวง 3 ฐาน ได้แก่ สระแก้ว บุรีรัมย์ และนครสวรรค์ มีอากาศยาน 28 ลำ และอากาศยานของกองทัพบก 1 ลำ เดินหน้าช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ประสบปัญหาภัยแล้ง และพื้นที่ที่ต้องการน้ำด้านการเกษตรช่วงปลายฤดูฝน รวมทั้งเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อน/อ่างเก็บน้ำ 20 แห่ง ได้แก่ เขื่อนภูมิพลเขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนแม่มอก เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนกระเสียว เขื่อนทับเสลา เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนลำตะคอง เขื่อนลำแชะเขื่อนลำนางรอง เขื่อนมูลบน อ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก อ่างเก็บน้ำคลองสียัด อ่างเก็บน้ำประแสร์ อ่างเก็บน้ำบางวาด อ่างเก็บน้ำบางเหนียวดำ อ่างเก็บน้ำป่าพะยอม และอ่างเก็บน้ำคลองหัวช้าง