เลาะรั้วเกษตร : บังเอิญจริงๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450969

281225166

เลาะรั้วเกษตร : บังเอิญจริงๆ

วันศุกร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

บอกแล้วว่า เรื่องของการยกเลิกสารเคมี3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ยังไม่จบง่ายๆ ในขณะที่ผู้ที่เป็นหัวหอกการเรียกร้องและกดดันให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายลงมติให้ยกเลิกการใช้ทั้ง 3 สาร อย่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อนุทิน ชาญวีรกูล และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ต่างยินดีในชัยชนะ

ก่อนที่จะมีการลงมติยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิดนี้ รัฐมนตรีทั้ง 2 ท่านรวมทั้งฝ่ายเรียกร้องให้ยกเลิก ต่างก็สาดใส่คณะกรรมการวัตถุอันตรายว่า ไม่โปร่งใส รับผลประโยชน์จากบริษัทจำหน่ายสารเคมี โดยไม่สนใจว่าคณะกรรมการวัตถุอันตรายแต่งตั้งขึ้นภายใต้ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย มีองค์ประกอบของคณะกรรมการมาจากหลายหน่วยงานมีผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความสามารถในการพิจารณาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นเหตุเป็นผล และเป็นธรรม

แต่พอคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติเสียงข้างมากให้ยกเลิกการใช้ 3 สาร ก็ออกมาชื่นชม พร้อมกับยืนยันว่าเป็นคณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นตามกฎหมาย ที่ลงมติไปนั้นถูกต้องแล้ว… อย่างนี้ก็มีด้วย….แม้จะไม่รู้ว่าใครยกมือให้ยกเลิกบ้าง แต่พอจะเดาได้ว่า ฝ่ายไม่เห็นด้วยกับการยกเลิก ส่วนใหญ่น่าจะเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งไม่ได้อยู่ใต้อาณัติของรัฐมนตรีท่านใด หรือถ้าจะมีฝ่ายราชการอยู่บ้างก็ต้องขอคารวะท่านผู้นั้น ที่ยืนหยัดอยู่บนหลักการและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง

ภายหลังการมีมติยกเลิกการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด ของคณะกรรมการวัตถุอันตรายเพียงวันเดียว ก็มีข่าวว่าสถานทูตสหรัฐอเมริกา ได้ส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐมนตรีว่าการฯอีกหลายกระทรวง ทั้งกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ
กระทรวงคมนาคม และกระทรวงการต่างประเทศแสดงความกังวลว่าการยกเลิกดังกล่าวจะกระทบกับการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกา กับไทย(อันที่จริงสถานทูตสหรัฐ ส่งหนังสือนี้มาก่อนที่จะลงมติแล้ว โดยขอให้รัฐบาลไทยพิจารณาชะลอการตัดสินใจออกไปก่อน แต่ความล่าช้าของเส้นทางเดินของหนังสือในหน่วยราชการของไทยมักไม่ทันการณ์เสมอ)

เหตุผลคือ สินค้าของสหรัฐอเมริกาหลายชนิดที่ประเทศไทยนำเข้า โดยเฉพาะถั่วเหลือง ข้าวสาลี กาแฟ แอปเปิ้ล และองุ่นนั้น เกษตรกรอเมริกันยังใช้สารไกลโฟเซต ในกระบวนการผลิตอยู่ ซึ่งตามกฎระเบียบขององค์การการค้าโลก หรือ WTO ซึ่งประเทศไทย และสหรัฐอเมริกา เป็นสมาชิกอยู่นี้ ถ้าประเทศใดยกเลิกการใช้สารเคมีชนิดใด แต่ประเทศคู่ค้ายังใช้อยู่ ก็ไม่สามารถทำการค้าขายกันได้

พร้อมกับหนังสือฉบับดังกล่าว สหรัฐอเมริกายังยืนยันผลการประเมินของ EPA ซึ่งเป็นหน่วยงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา และ USDA หรือกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา ว่า สารไกลโฟเซตไม่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพของมนุษย์ ซึ่งตรงกับข้อพิจารณาจากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ของประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย รวมทั้ง องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO ด้วย

ทั้งยังบอกอีกว่า ไกลโฟเซต เป็นสารเคมีทางการเกษตรที่ใช้กันอย่างแพร่หลายและศึกษากันอย่างจริงจังในประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งสหรัฐอเมริกาก็ยังใช้อยู่ ซึ่งสอดคล้องกับคำบอกเล่าของเพื่อนคนไทยที่อยู่ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งส่งภาพถ่ายร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตทางการเกษตรในสหรัฐฯ โดยมีสารไกลโฟเซตวางขายอยู่บนชั้นอย่างมากมายหลายยี่ห้อ เหมือนผงซักฟอกเลยทีเดียว เช่นเดียวกับเพื่อนที่ญี่ปุ่น ก็ส่งภาพถ่ายชั้นวางขายไกลโฟเซต ในร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตมาให้ดูเช่นกัน ซึ่งญี่ปุ่นนี้ได้ชื่อว่าให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้บริโภคสูงมาก มากกว่าไทยเสียด้วยซ้ำ

หลายท่านอาจจะคิดว่า ค้าขายกับสหรัฐไม่ได้ ก็ค้าขายกับประเทศอื่นก็ได้… แต่ถ้าประเทศอื่นเขายังใช้ไกลโฟเซตอยู่ก็จะเข้าทำนองเดียวกับสหรัฐอเมริกาอีก
โดยเฉพาะ จีนที่เป็นตลาดส่งออกหลักของไทยอันดับที่ 1 มูลค่าการส่งออก 9.66แสนล้านบาท ในขณะที่สหรัฐอเมริกาอยู่ในอันดับที่ 2 มูลค่าการส่งออก 8.98แสนล้านบาท

สหรัฐอเมริกา เห็นว่า การส่งจดหมายแสดงความกังวลดังกล่าว ไม่ได้ผล คณะกรรมการวัตถุอันตรายลงมติยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดไปเสียแล้ว แถมรัฐมนตรีบางท่านยังบอกไม่ให้สนใจหนังสือฉบับนั้น เพราะสุขภาพของคนไทยสำคัญกว่า สหรัฐฯ จึงดำเนินมาตรการต่อ ด้วยการประกาศตัด GSP สินค้าไทย 573 รายการ พร้อมทั้งใจดีให้ไทยมีเวลาตั้งหลัก 6 เดือน โดยจะเริ่มในวันที่ 25 เมษายน 2563

GSP (General of System of Preferences) คือ สิทธิทางภาษีที่สหรัฐอเมริกา ให้กับไทย โดยสินค้าที่สหรัฐฯ นำเข้าจากไทยบางรายการไม่ต้องเสียภาษีสินค้านำเข้า ซึ่งจะทำให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันกับสินค้าของประเทศอื่นในตลาดสหรัฐอเมริกาได้ แต่ถ้าถูกตัดสิทธิ์ GSP เสียแล้ว ไทยต้องเสียภาษีนำเข้าให้สหรัฐฯ ราคาสินค้าไทยที่จำหน่ายในสหรัฐก็จะแพงกว่าของประเทศอื่นๆ

แม้นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีทั้งหลายจะออกมาบอกว่า การตัด GSP ของสหรัฐไม่เกี่ยวกับการยกเลิกสารเคมี 3 ชนิด แต่ก็น่าสังเกตว่า ทำไมสหรัฐจึงมาประกาศเอาตอนนี้ ตอนที่จดหมายที่ส่งมาถึงรัฐบาลไทย ถูกเมิน และประเมินความสำคัญต่ำไปหน่อย….เอ้า…ไม่เกี่ยวก็ไม่เกี่ยว

จะพยายามทำใจว่า เป็นความบังเอิญ ระหว่าง การยกเลิก 3 สารเคมีของไทย กับการยกเลิก GSP ของสหรัฐอเมริกา ขอให้การเจรจาต่อรองกับสหรัฐประสบความสำเร็จนะพี่น้อง…

แว่นขยาย

เปิดรับสมัครเกษตรกรประสบภัยท่วม-แล้ง ร่วมโครงการปลูกพืชใช้น้ำน้อยเพิ่มรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450957

x

เปิดรับสมัครเกษตรกรประสบภัยท่วม-แล้ง ร่วมโครงการปลูกพืชใช้น้ำน้อยเพิ่มรายได้

วันศุกร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยว่า จากสถานการณ์ฝนทิ้งช่วง เมื่อเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม 2562 ประกอบกับสถานการณ์อุทกภัย จากพายุ “โพดุล” และพายุ “คาจิกิ” ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคมเป็นต้นมา ในพื้นที่ 39 จังหวัด โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือส่งผลให้พื้นที่การเกษตรเสียหายสิ้นเชิง ภาครัฐได้ให้ความช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 แล้วทั้งนี้กระทรวงเกษตรฯกำหนดแผนให้การช่วยเหลือ เยียวยาเกษตรกรผู้ประสบภัย แผนปฏิบัติการฟื้นฟู เยียวยา เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัย ปี 2562 จำนวน 5 โครงการ ได้แก่ โครงการส่งเสริมปลูกพืชใช้น้ำน้อยเพื่อสร้างรายได้แก่เกษตรกรโครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าว ปีการผลิต 2563/64 โครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ปีกเพื่อฟื้นฟูเกษตรกรที่ประสบปัญหาอุทกภัย โครงการพัฒนาเสริมทางเลือกอาชีพด้านประมง: การเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อดิน และโครงการสร้างรายได้จากอาชีพประมงในแหล่งน้ำชุมชน บรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร

ด้านนายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่าโครงการส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยเพื่อสร้างรายได้แก่เกษตรกร เป็น 1 ใน 5 โครงการ ที่กรมส่งเสริมการเกษตรรับผิดชอบเป้าหมายช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรที่ประสบภัยให้กลับมาเพาะปลูกพืช สร้างรายได้ในฤดูแล้งชนิดพืชที่เสนอเป็นทางเลือกให้เกษตรกรคือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และถั่วเขียวในพื้นที่ที่เหมาะสม 39 จังหวัด 150,000 ครัวเรือนในพื้นที่ 1.4 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์100,000 ครัวเรือน พื้นที่ 1 ล้านไร่ และ ถั่วเขียว 50,000 ครัวเรือน พื้นที่ 4 แสนไร่โดยจะช่วยเหลือไม่เกิน 20 ไร่ ของพื้นที่เสียหายเป็นพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ หลักเกณฑ์ช่วยเหลือสำหรับเกษตรกรที่สนใจปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในอัตรา 245 บาท/ไร่ และถั่วเขียว 200 บาท/ไร่ ซึ่งเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการได้นั้นต้องเป็นผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วง/ฝนแล้ง หรืออุทกภัย ปี 2562 เป็นพื้นที่ได้รับความเสียหายสิ้นเชิงและได้รับการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 มีสัญชาติไทยและบรรลุนิติภาวะ เป็นหัวหน้าครัวเรือนหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย (1 ครัวเรือน ต่อ 1 สิทธิ์ ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร) และมีบัญชีเงินฝากกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รวมทั้งไม่ได้เข้าร่วมโครงการอื่นภายใต้แผนปฏิบัติการฟื้นฟู เยียวยา เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัย ปี 2562 ของกระทรวงเกษตรฯเกษตรกรที่เข้าหลักเกณฑ์ตามข้อกำหนด และสนใจเข้าร่วมโครงการ สมัครได้ถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน ที่สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน

ดึงสหกรณ์ส่งเสริมสมาชิกปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450963

x

ดึงสหกรณ์ส่งเสริมสมาชิกปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

วันศุกร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสมศักดิ์ แสนศิริ สหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยหลังประชุมขับเคลื่อนโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ปีการผลิต 2562/2563 จังหวัดพิษณุโลก ว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ มีนโยบายสนับสนุนการขับเคลื่อนโครงการสานพลังประชารัฐฯซึ่งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชทางเลือกที่ใช้น้ำน้อย และแนวโน้มตลาดมีความต้องการสูง เพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์ กรมจึงกำหนดเป้าหมายขับเคลื่อนโครงการ ในสหกรณ์ที่พร้อมตามเกณฑ์วางระบบบริหารจัดการตลาด และเกณฑ์ราคารับซื้อผลผลิตที่แน่นอน ก่อนวางแผนปลูกในเขตพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำไว้ใช้ทำเกษตรเพียงพอ พร้อมทั้งสนับสนุนเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1ต่อปี ให้สหกรณ์ที่สมัครเข้าร่วมโครงการเพื่อนำไปใช้เป็นทุนจัดหาปัจจัยการผลิตและให้บริการเครื่องจักรกลการเกษตรให้สมาชิก เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างโอกาสแก่เกษตรกรสมาชิก มีรายได้ที่มั่นคงต่อไป ซึ่งขณะนี้ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลกเปิดรับสมัครสหกรณ์ที่สนใจร่วมโครงการ โดยเตรียมแผนจัดประชุมชี้แจงเกษตรกรสมาชิกร่วมกับสหกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อเชิญชวนให้เกษตรกรสมาชิก ปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำนาปรัง มาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนระหว่างวันที่ 1-15 พฤศจิกายน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก โทร.0-5598-3567 ต่อ 108

แจงขั้นตอนขึ้นทะเบียนสารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450965

x

แจงขั้นตอนขึ้นทะเบียนสารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช

วันศุกร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยขั้นตอนขึ้นทะเบียนสารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืชว่า ขั้นตอนที่ 1 ประเมินข้อมูลพิษวิทยา คณะทำงานเพื่อพิจารณาชีวภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์ธรรมชาติจากพืชที่ใช้ควบคุมศัตรูพืช จะประเมินข้อมูลพิษวิทยาที่สำคัญ ได้แก่ คุณสมบัติทางกายภาพ เคมี และด้านเทคนิคของชีวภัณฑ์ พิษวิทยาและข้อมูลการรับสัมผัส สารพิษตกค้างใน/บนผลิตภัณฑ์อาหารและสิ่งแวดล้อมผลของชีวภัณฑ์ต่อสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่เป้าหมาย กรรมวิธีการผลิตและแหล่งที่มาของเชื้อ

ขั้นตอนที่ 2 การขอนำเข้าหรือผลิตตัวอย่าง เพื่อวิเคราะห์คุณภาพของผลิตภัณฑ์ โดยผู้ประกอบการต้องยื่นคำขออนุญาตผลิตหรือนำเข้าตัวอย่างวัตถุอันตราย ซึ่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์แบ่งเป็น2 ส่วน เพื่อวิเคราะห์ตามข้อกำหนดของวัตถุอันตราย และเพื่อทดสอบประสิทธิภาพเมื่อผลวิเคราะห์ตรงตามมาตรฐานผู้ประกอบการต้องนำตัวอย่างไปทดลองประสิทธิภาพในขั้นตอนที่ 3 การทดลองประสิทธิภาพ ผู้ประกอบการต้องยื่นคำขออนุญาตทดลอง และรายงานผลทดลองประสิทธิภาพ พร้อมข้อความที่ขอระบุในฉลากที่ได้รับความเห็นชอบแล้ว หากการดำเนินการดังกล่าวผ่านการพิจารณา ผู้ประกอบการทำต้องหนังสือส่งผลประเมินข้อมูลพิษวิทยาผลทดลองประสิทธิภาพและผลวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ยื่นที่กลุ่มควบคุมวัตถุอันตราย กรมวิชาการเกษตร เพื่อนำเสนอข้อมูลต่อคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร หากคณะอนุกรรมการเห็นควรให้ขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย พนักงานเจ้าหน้าที่จะออกใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายให้ผู้ประกอบการต่อไป ทั้งนี้ การกำหนดหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนตามขั้นตอนดังกล่าวเพื่อให้เกษตรกรได้ใช้สารที่มีประสิทธิภาพสูงสุดกำจัดศัตรูพืช ป้องกันไม่ให้ผลผลิตเสียหาย และที่สำคัญต้องเป็นสารที่ปลอดภัยต่อผู้ใช้ ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ที่ผ่านมาคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาการขึ้นทะเบียนฯ ให้ความสำคัญกับการพิจารณาขึ้นทะเบียนกลุ่มวัตถุอันตรายที่ปลอดภัยทุกด้าน ได้แก่ สารสกัดจากธรรมชาติ สารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช เป็นลำดับแรก ซึ่งปัจจุบันมีสารชีวภัณฑ์ที่ผ่านการขึ้นทะเบียนจากกรมวิชาการเกษตรแล้ว73 ทะเบียน ดังนี้ Bacillus thuringiensis57 ทะเบียน ใช้ป้องกันกำจัดหนอนใยผัก หนอนกระทู้ หนอนเจาะฝักลายจุด และหนอนหัวดำ Bacillus amyloliquefaciens 1 ทะเบียน ใช้ป้องกันกำจัดโรคแอนแทรคโนสในพริก Bacillus subtilis 8 ทะเบียน ใช้ป้องกันกำจัดโรคกาบใบแห้งในข้าว และโรคแอนแทรคโนสในพริก Beauveria bassiana2 ทะเบียน ใช้ป้องกันกำจัดแมลงหวี่ขาว Metarhiziumanisopliae 2 ทะเบียนใช้ป้องกันกำจัดเพลี้ยจักจั่นฝ้ายในมะเขือเปราะNuclear Polyhedrosis Virus (NPV)1 ทะเบียน ใช้ป้องกันกำจัดหนอนกระทู้หอม และTrichoderma harzianum จำนวน 2 ทะเบียนใช้ป้องกันกำจัดโรคแอนแทรคโนสในพริก

‘เฉลิมชัย’สั่งด่วน!ติดตามเข้มโรคไหม้คอรวงข้าวระบาดแล้วกว่า3แสนไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450926

‘เฉลิมชัย’สั่งด่วน!ติดตามเข้มโรคไหม้คอรวงข้าวระบาดแล้วกว่า3แสนไร่

‘เฉลิมชัย’สั่งด่วน!ติดตามเข้มโรคไหม้คอรวงข้าวระบาดแล้วกว่า3แสนไร่

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 14.07 น.

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯสั่งด่วนกรมการข้าวติดตามสถานการณ์โรคระบาดโรคไหม้คอรวงข้าว หลังพบการระบาดแล้วกว่า 3 แสนไร่พร้อมสั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งให้การช่วยเหลือ และให้กำลังใจชาวนาที่ได้รับผลกระทบ

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้รับราบงานจาก นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าว ว่า พบการระบาดของโรคไหม้คอรวงข้าว ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์และจังหวัดศรีสะเกษ มีความเป็นห่วงจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ได้มอบหมายให้กรมการข้าวหาแนวทางการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน จากรายงานสถานการณ์การระบาดโรคไหม้คอรวงข้าวของสำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ พบว่าตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2562 พบการระบาดในพื้นที่ 15 อำเภอ ของจังหวัดศรีสะเกษ ได้แก่ กันทรารมย์ ขุขันธ์ ขุนหาญ โนนคูณ ปรางค์กู่ พยุห์ โพธิ์ศรีสุวรรณ ไพรบึง ภูสิงห์ เมืองจันทร์ เมืองศรีสะเกษ วังหิน ศรีรัตนะ ห้วยทับทัน และอุทุมพรพิสัย รวมจำนวน 89 ตำบล เกษตรกร 9,940 ครัวเรือน พื้นที่พบการระบาด 81,506 ไร่

สำหรับในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ พบการระบาดครั้งแรก ในแปลงพยากรณ์ศัตรูพืช (ข้าว) เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2562 ในพื้นที่ 6 อำเภอ ได้แก่ อำเภอลำดวน สนม สำโรงทาบ ปราสาท โนนนารายณ์ และศรีณรงค์ ต่อมาพบการระบาดเพิ่มมากขึ้นเป็น 17 อำเภอ 140 ตำบล 1,331 หมู่บ้าน เกษตรกร 49,204 ราย รวมพื้นที่การรระบาดทั้งสิ้น 283,454.75 ไร่

ด้าน นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า ในขณะนี้กรมการข้าวได้มอบหมายให้ศูนย์วิจัยข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวในพื้นที่ ให้ให้บูรณาการความช่วยเหลือร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ให้เร่งออกสำรวจ ติดตามสถานการณ์การระบาดพร้อมประเมินความเสียหาย และให้ประชุมชี้แจงชาวนาในพื้นที่ที่พบการระบาด ให้ทราบถึงสาเหตุของการเกิดโรค ตลอดจนวิธีป้องกัน กำจัด และควบคุมโรค ตามหลักวิชาการ ซึ่งได้รับรายงานจากสำนักงานเกษตรอำเภอว่า พบการระบาดของโรคไหม้คอรวง ซึ่งอาจจะส่งผลให้ข้าวที่อยู่ในระยะเก็บเกี่ยวได้รับความเสียหาย จึงได้ออกสำรวจติดตามสถานการณ์ระบาดของศัตรูพืช ดังกล่าว พร้อมประเมินความเสียหายที่พบ ระหว่างวันที่ 22-25 ตุลาคม 2562 และได้ประชุมชี้แจงให้เจ้าหน้าที่ และเกษตรกรในพื้นที่ที่พบการระบาดของโรคไหม้คอรวงข้าว ให้ทราบถึงสาเหตุของการเกิดโรค ลักษณะการทำลายของโรค ตลอดจนแนะนำวิธีการป้องกันกำจัดตามหลักวิชาการและได้สนับสนุนเชื้อราไตรโคเดอร์มาพร้อมใช้ มอบให้ทุกอำเภอที่พบการระบาดไปแล้วกว่า 1,000 ถุง (ฉีดพ่นได้กว่า 1,250 ไร่) เพื่อให้เกษตรกรได้ใช้ฉีดพ่นบริเวณที่มีการระบาดและบริเวณใกล้เคียง เพื่อป้องกันไม่ให้การระบาดขยายเป็นวงกว้าง พร้อมทั้งสาธิตและแนะนำวิธีการนำไปใช้ที่ถูกต้องเพื่อให้มีประสิทธิสูงสุดในการป้องกันกำจัดโรคไหม้คอรวงข้าว ดังกล่าว ทั้งนี้ได้แจ้งให้สำนักงานเกษตรอำเภอ ติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคอย่างใกล้ชิด และแนะนำวิธีป้องกันกำจัดให้เกษตรกรได้รับทราบอย่างทั่วถึง เพื่อให้สามารถควบคุมการระบาดให้ทันท่วงที พร้อมให้รายงานให้จังหวัดทราบ ต่อไป

กษ.หนุนตั้งกลุ่มพัฒนา‘กล้วยไม้อัจฉริยะ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450709

x

กษ.หนุนตั้งกลุ่มพัฒนา‘กล้วยไม้อัจฉริยะ’

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2540 กรมส่งเสริมการเกษตร สนับสนุนให้เกษตรกรรวมเป็นกลุ่มผู้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ขนาดเล็ก ตามพื้นที่สวนที่อยู่ใกล้เคียงให้มีสมาชิกประมาณ 30-40 สวนต่อกลุ่ม เพื่อร่วมพัฒนากลุ่ม โดยมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเข้าไปเป็นพี่เลี้ยงพัฒนาการปลูกกล้วยไม้ ขณะนี้มีกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้แล้ว 60 กลุ่ม ใน 7 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร นครปฐม สมุทรสาคร นนทบุรี พระนครศรีอยุธยา ราชบุรี และชลบุรี ซึ่งพัฒนาจนกลายเป็นสมาคมชาวสวนกล้วยไม้ไทย สมาคมผู้ประกอบการกล้วยไม้ไทย และสหกรณ์ผู้ประกอบการสวนกล้วยไม้ไทย จำกัด จึงนับเป็นพื้นฐานที่ดีในการพัฒนาเครือข่ายชาวสวนกล้วยไม้สู่รูปแบบคลัสเตอร์ ซึ่งเป็นกลุ่มของธุรกิจและสถาบันที่เกี่ยวข้องมารวมตัวดำเนินกิจการอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง ร่วมมือเกื้อหนุน เชื่อมโยงและเสริมกิจการซึ่งกันและกันอย่างครบวงจร มีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ปัจจุบันกรมส่งเสริมการเกษตรสนับสนุนกลุ่มคลัสตอร์กล้วยไม้ของเกษตรกรที่ต้องการยกระดับ และสร้างความเข้มแข็งให้อาชีพเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ โดยจัดประชุมเชื่อมโยงกลุ่มคลัสเตอร์กล้วยไม้ทุกเดือน ที่ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จ.สมุทรสาคร เป็นเวทีให้เครือข่ายธุรกิจกล้วยไม้ ประกอบด้วย เกษตรกรผู้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ ผู้ส่งออกกล้วยไม้ หน่วยงานภาครัฐสถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย สมาคม มูลนิธิและผู้เกี่ยวข้องได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน จากการตั้งประเด็นปัญหาแต่ละเรื่องแล้วหาแนวทางแก้ไข รับทราบความก้าวหน้า และร่วมวางแนวทางต่อยอดในอนาคตให้วงการกล้วยไม้แข่งขันในตลาดโลกได้ โดยการประชุมจัดในรูปแบบการเรียนรู้แบบการสร้างความรู้ด้วยตนเอง (Constuctionism) และเริ่มมีงานวิจัยแบบมีส่วนร่วมของเกษตรกรมากขึ้นตอบโจทย์การผลิต โดยเฉพาะแรงงานและลดต้นทุนการผลิต ในอนาคตคาดว่าจะได้เห็นงานวิจัย “กล้วยไม้อัจฉริยะ” ที่นำปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาใช้ในสวนกล้วยไม้อย่างจริงจัง โดยพัฒนาแขนกลพ่นปุ๋ยและยาบนสลิงให้เคลื่อนที่ได้ทั้งสวน ประกอบกับติดกล้อง CCTV สำหรับระบบ AI ซึ่งเรียนรู้ลักษณะของต้นกล้วยไม้ที่ดีและต้นที่ถูกทำลายจากโรค หรือแมลงได้ ถ้า AI เรียนรู้เพิ่มขึ้นจะยิ่งเพิ่มขีดความสามารถในการจำแนกได้มากขึ้น

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ยังจัดทำจดหมายข่าวคลัสเตอร์กล้วยไม้ไทย ถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารที่ได้รับจากการประชุมสู่เกษตรกรผู้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ทั่วไป กระตุ้นให้เกิดการเข้าร่วมกลุ่มและสร้างความมั่นคงในอาชีพอย่างยั่งยืน ปีละ 4 ฉบับ ซึ่งปี 2562 จัดทำและส่งให้เกษตรกรผู้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้เรียบร้อยแล้ว

เฝ้าระวังโรคแอนแทรคโนสในสตรอเบอร์รี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450705

x

เฝ้าระวังโรคแอนแทรคโนสในสตรอเบอร์รี

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระยะนี้มีหมอกตอนเช้า อากาศเย็นตอนกลางคืน กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกสตรอเบอร์รีเฝ้าระวังการระบาดของโรคแอนแทรคโนส สามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของสตรอเบอร์รี มักพบอาการบนก้านใบและลำต้น มีแผลสีม่วงแดงขนาดเล็กขยายลุกลามไปตามความยาวของก้านใบและลำต้น ต่อมาเปลี่ยนเป็นแผลสีน้ำตาล เนื้อเยื่อบริเวณแผลแห้ง ทำให้เกิดรอยคอด หากอาการรุนแรง ต้นจะเหี่ยวและตายในที่สุด อาการบนผล พบแผลฉ่ำน้ำสีน้ำตาลเข้ม เนื้อเยื่อรอบขอบแผลสีซีด แผลยุบตัวลง หากอาการรุนแรง แผลจะขยายใหญ่จนทำให้ผลเน่า ในสภาพที่มีอากาศชื้นอาจพบกลุ่มสปอร์สีส้มของเชื้อราสาเหตุโรคอยู่บริเวณแผล

ส่วน อาการบนไหล จะมีแผลเล็กสีม่วงแดงขยายลุกลามไปตามความยาวของสายไหล ต่อมาแผลที่ขยายยาวจะเปลี่ยนเป็นแผลสีน้ำตาล ทำให้เกิดรอยคอดของไหลบริเวณที่เป็นแผล เมื่อย้ายต้นจากไหลที่ติดเชื้อมาปลูกหากสภาพอากาศเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเชื้อราสาเหตุโรค สตรอเบอร์รีจะแสดงอาการใบเฉา ต่อมาจะเหี่ยวอย่างรวดเร็วและพบว่ากอด้านในจะเน่าแห้งสีน้ำตาลแดง หรือบางส่วนเป็นแผลขีดสีน้ำตาลแดง และต้นตายในที่สุด แนวทางป้องกันกำจัด เกษตรกรต้องหมั่นตรวจและกำจัดวัชพืชในแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบโรคให้ตัดส่วนที่เป็นโรคนำไปทำลายนอกแปลงปลูก กรณีพบโรคเริ่มระบาดให้งดการให้น้ำแบบพ่นฝอย ควรให้น้ำแบบ ระบบน้ำหยด จากนั้น ให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชฟลูโอไพแรม+ไตรฟลอกซีสโตรบิน 25%+25% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟลูโอไพแรม+ทีบูโคนาโซล 20%+20%เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 5 วัน

สำหรับแปลงที่พบการระบาดของโรค หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตสตรอเบอร์รีแล้ว ให้เกษตรกรเก็บซากพืชนำไปทำลายนอกแปลงปลูก และควรเลือกใช้ส่วนขยายพันธุ์ที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค จากนั้นเกษตรกรควรไถดินให้ลึกและพลิกหน้าดินตากแดดหลายๆ วัน เพื่อทำลายเชื้อสาเหตุโรคที่ติดอยู่กับเศษซากพืช และใส่ปูนขาวปรับสภาพดิน ก่อนปลูกพืชฤดูถัดไปอีกทั้งควรปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน

สศก.ยันตัดGSPไม่กระทบสินค้าเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450706

x

สศก.ยันตัดGSPไม่กระทบสินค้าเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์  จันทรศรีวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เผยว่า รมว.เกษตรฯสั่งการให้ สศก. วิเคราะห์ติดตามผลกระทบต่อสินค้าเกษตรและอาหารจากกรณีสหรัฐระงับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรหรือจีเอสพีสินค้าไทย โดยสศก. ยืนยันว่าสินค้าเกษตรและอาหารหลักของไทยที่ส่งออกไปสหรัฐจะไม่ได้ผลกระทบจากเรื่องนี้มากนัก และสอบถามอัคราชทูตฝ่ายการเกษตรไทยประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และผู้แทนถาวรไทยประจำ FAO กรุงโรม พร้อมเชิญผู้แทนกระทรวงเกษตรสหรัฐและ FAO เข้าพบสัปดาห์หน้า

ทั้งนี้ การตัดจีเอสพีครั้งนี้เฉพาะสินค้า 573 รายการ เป็นสินค้าเกษตร(ภายใต้พิกัดศุลกากรตอนที่ 01-24)157 รายการ เป็นกลุ่มสินค้า ผักแปรรูป ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ชาเขียว ขิงป่น หูฉลาม เส้นพาสต้าผลไม้แปรรูป สำหรับกลุ่มประมงแปรรูปอื่นที่อาจถูกตัด GSP ครั้งนี้ มิใช่กลุ่มพิกัดสินค้าประมงหลักที่ไทยส่งออกไปตลาดสหรัฐ (ไม่ใช่สินค้ากุ้ง และปลาทูน่ากระป๋อง ซึ่งยังนำเข้าต่อเนื่องเป็นจำนวนมาก) แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของตลาดสหรัฐที่มีต่อการดำเนินงานด้าน IUU ที่ไทยแสดงบทบาทนำเรื่องการจัดการด้านประมงและต่อต้าน IUU ทั้งในประเทศและระดับโลก ได้รับการยกย่องจากเวทีสหประชาชาติ ให้เป็น Presidential case ในการแก้ปัญหา IUU เผยแพร่แนวปฏิบัติให้ประเทศอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่เกิดจากการตัด GSP บางรายการ อาจมีผลทำให้สินค้าเกษตรข้างต้นของไทยอาจได้รับผลกระทบด้านราคาขายที่สูงขึ้น เช่นผลไม้แปรรูป ซึ่งมีมูลค่าส่งออกไปสหรัฐฯในปี 2561 ประมาณ 45 ล้านเหรียญสหรัฐ จะโดนเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเป็น 4-14%  และเส้นพาสต้า(ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐในปี 2561 ประมาณ 30 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่จะโดนเก็บภาษีนำเข้าเพิ่ม 6.4%

นายระพีภัทร์กล่าวอีกว่า สหรัฐออกประกาศคืนสิทธิ GSP ให้ไทยบางรายการในคราวนี้เช่นกัน ซึ่งมีสินค้าเกษตรสำคัญ ได้แก่ ดอกกล้วยไม้ สินค้ามูลค่าสูงที่ไทยมีศักยภาพผลิตและเพาะพันธุ์กล้วยไม้ใหม่เข้าตลาดสหรัฐได้มากขึ้น และโกโก้ สินค้าเศรษฐกิจใหม่ที่กระทรวงเกษตรฯมีแผนผลักดันให้เป็นสินค้าสร้างรายได้ให้เกษตรกร เพราะเป็นสินค้าที่ตลาดต้องการสูง จึงนับเป็นโอกาสที่ดีในการขยายการผลิตสินค้าดังกล่าว เป็นการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส

นายระพีภัทร์กล่าวด้วยว่า เกษตรกรและผู้ประกอบการสินค้าเกษตรและอาหารของไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างความสามารถในการแข่งขัน พัฒนาคุณภาพและความปลอดภัยให้เป็นที่เชื่อถือของตลาดต่างประเทศ จึงเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้สินค้าเกษตรและอาหารไทยในตลาดโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน

รายงานพิเศษ : ‘นมวาริช’กางแผนรุกตลาด เพิ่มรสชาติเจาะกลุ่มผู้บริโภคเทรนด์ใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450710

รายงานพิเศษ : ‘นมวาริช’กางแผนรุกตลาด  เพิ่มรสชาติเจาะกลุ่มผู้บริโภคเทรนด์ใหม่

รายงานพิเศษ : ‘นมวาริช’กางแผนรุกตลาด เพิ่มรสชาติเจาะกลุ่มผู้บริโภคเทรนด์ใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“สหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จำกัด” จังหวัดสกลนคร เป็น 1 ในโครงการพระราชดำริ ของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ได้ดำเนินการส่งเสริมพัฒนาอาชีพเลี้ยงโคนม และแปรรูปผลิตภัณฑ์นมภายใต้ตรา“นมวาริช” นมโคแท้ 100% คุณภาพตามมาตรฐานสากล

นายชิณณวรรธน์ ภูเวียนวงศ์ ประธานสหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จำกัด กล่าวว่า เมื่อปี 2528 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการดำเนินงานของ สถานีบำรุงพันธุ์สัตว์สกลนคร ทรงมีพระราชดำรัสให้กรมปศุสัตว์ ร่วมกับจังหวัดสกลนคร ส่งเสริมการเลี้ยงโคนมในจังหวัดสกลนคร จึงเกิดเป็นกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ค้อเขียว และมีการดำเนินกิจการเรื่อยมาจนกลายมาเป็น “สหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จำกัด” ที่ได้จดทะเบียนเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2535 ต่อมาเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2535 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ ทอดพระเนตรการดำเนินงานของสหกรณ์โคนมวาริชภูมิ แล้วทรงเห็นว่าสหกรณ์ฯแห่งนี้ ยังขาดถังเก็บน้ำนมดิบ ซึ่งมีความจำเป็นมากเพราะจะช่วยเก็บรักษาน้ำนมดิบที่รวบรวมมาทั้งหมด เพื่อรอการจำหน่ายเป็นน้ำนมดิบ หรือนำไปผลิตเป็นนมพร้อมดื่มต่อไป จึงทรงมีพระราชดำริ ให้พิจารณาหาถังเก็บน้ำนมดิบให้กับสหกรณ์ จึงได้มีการจัดหาถังเก็บน้ำนมดิบ จำนวน 1 ถัง ขนาดจุ 10,000 ลิตรช่วยแก้ไขปัญหาการรับน้ำนมดิบจากสมาชิกและสร้างขวัญกำลังใจแก่เกษตรกร

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่รับสหกรณ์โคนมวาริชภูมิ อยู่ในโครงการพระราชดำริ ทำให้เกิดความมุ่งมั่นพัฒนาต่อยอดจนมีผลิตภัณฑ์เป็นสินค้า OTOP จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของอ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร ที่สำคัญกระบวนการผลิตผ่านมาตรฐานทุกขั้นตอน ตั้งแต่ฟาร์มของสมาชิกได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP ทุกฟาร์ม ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบและโรงงานแปรรูป ได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP (Codex) HACCP Q และ Halal นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในด้านเงินกู้เพื่อใช้ในการรวบรวมน้ำนมดิบและให้งบจัดซื้ออุปกรณ์ใช้ในกิจการสหกรณ์ เช่น อุปกรณ์ตรวจสอบคุณภาพน้ำนมดิบ ห้องปฏิบัติการตรวจสอบคุณภาพ รถห้องเย็นสำหรับขนส่งผลิตภัณฑ์นมติด ทำให้เชื่อมั่นได้ว่านมวาริช เป็นนมโคแท้ 100% ที่มีคุณภาพมาตรฐานปลอดภัยต่อผู้บริโภค ตามสโลแกนคุณภาพทุกหยดสดจากฟาร์ม

แต่ข้อจำกัดอย่างหนึ่งของนมวาริชคือ มีรสจืด เพียงรสชาติเดียว ทำให้ขาดความหลากหลาย ดังนั้น สหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จึงได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร และสำนักงานสหกรณ์จังหวัดสกลนคร กรมส่งเสริมสหกรณ์ ศึกษาวิจัยพัฒนานมรสชาติใหม่ โดยขอรับงบประมาณสนับสนุนจาก กองทุน FTA เพื่อมาดำเนินการพัฒนาภายใต้ โครงการ “พัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและพัฒนาระบบบริหารจัดการของสหกรณ์วาริชภูมิ จำกัด” ผลการดำเนินโครงการ ได้มีรสชาติใหม่ออกมา ซึ่งเป็นรสชาติที่เป็นอัตลักษณ์ และรสชาติที่ชื่นชอบของตลาด ได้แก่ นมรสหมากเม่า เป็นนมที่มีสีม่วง ผลิตจากส่วนผสมของหมากเม่า ซึ่งผลไม้ท้องถิ่นของจังหวัดสกลนคร นมรสแคนตาลูป ที่มีความหอม หวาน จากฟาร์มของชาวสกลนครนมรสหวาน และรสช็อกโกแลต ซึ่งเป็นรสชาติยอดนิยมที่ได้จากการสำรวจตลาดในโมเดิร์นเทรด

ทั้ง 4 รสชาติ ยังอยู่ระหว่างการทดสอบตลาด ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี คาดว่าในเร็วๆ นี้จะสามารถผลิตนมยูเอชที รสหวาน ออกมาวางจำหน่ายได้เป็นรสชาติแรก และรสชาติอื่นจะทยอยผลิตตามมาในอนาคต อย่างไรก็ตาม เชื่อมั่นว่าแผนการขยายการผลิตนมรสชาติหลากหลาย ควบคู่กับแผนการตลาด ที่เจาะกลุ่มตลาดโรงพยาบาลในพื้นที่จังหวัดสกลนคร อีกทั้งการร่วมมือกับพาณิชย์จังหวัดที่นำสินค้าไปจำหน่ายในร้านธงฟ้า จะช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับนมวาริชมากขึ้น โดยเบื้องต้นตั้งเป้าว่าจะสามารถเพิ่มสัดส่วนการตลาดนมจากเดิมที่จำหน่ายได้ประมาณ 700,000-800,000 กล่องต่อเดือน เพิ่มขึ้นเป็น 1,000,000 กล่องต่อเดือน

“ถ้าสหกรณ์ฯรับซื้อน้ำนมดิบจากสมาชิกในปริมาณและราคาที่เพิ่มขึ้น สมาชิกเองก็มีรายได้ที่ดี ทำให้เกิดความมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบ สามารถยกระดับคุณภาพนมโคแท้ตรา นมวาริช สร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์โคนมวาริชภูมิและสร้างอาชีพที่มั่นคงให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมกว่า 140 ครอบครัวก็ถือว่าสหกรณ์ฯ เดินไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้แล้ว” นายชิณณวรรธน์ กล่าวทิ้งท้าย

ซอกแซกอาเซียน : 31 ตุลาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450711

566101

ซอกแซกอาเซียน : 31 ตุลาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การเดินทางซอกแซกของผมในหมู่ประเทศอาเซียนคงไม่มีสิ้นสุดครับ เพราะเป็นภารกิจหลักของแอปเตอร์ โดยเฉลี่ยแล้วหากรวมทั้งการเข้าร่วมการประชุมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว เดินทางตกเดือนละ 1 ครั้ง เรียกว่าพาสปอร์ตผมมีการประทับตราของ ตม.ไทยและต่างประเทศเต็มไปหมดครับ

ตอนนี้อยากจะเล่าเรื่องของเมียนมาเพิ่มเติมจากที่เคยเล่ามาแล้วครับ เพราะมักจะไปบ่อย เนื่องจากมีกิจกรรมการช่วยเหลือด้านข้าวค่อนข้างมาก ทั้งนี้ เพราะท่านรองอธิบดีกรมเกษตรของเขา ซึ่งเป็นคณะมนตรีของแอปเตอร์ด้วย แกให้ความสนใจกิจกรรมของแอปเตอร์มาก เวลาไปประเทศเมียนมาแต่ละครั้ง แกจะดูแลต้อนรับขับสู้อย่างดี ปานว่าเป็นญาติสนิท ประการแรกคือ แกต้องมารับที่สนามบินด้วยตัวเองทุกครั้ง ช่วงต้นๆ แกจะรออยู่ข้างนอกเขตตรวจคนเข้าเมือง รอให้พวกเราเดินผ่าน ตม.แล้วก็เจอแก แต่ตอนหลังๆ เข้าใจว่าแกคงมีประสบการณ์และรู้ช่องทางมากขึ้นแกเลยประสานทาง ตม.มารับข้างในหรือให้คณะเราผ่านช่องทางพิเศษอันรวดเร็วได้เลย

สนามบินที่ย่างกุ้งปัจจุบันมีการสร้างอาคารผู้โดยสารขยายใหญ่ขึ้น และมีหลายอาคาร ต้องใช้รถเวียนระหว่างการเดินทางในและต่างประเทศ สายการบินของเมียนมามีประมาณ 2-3 สาย เป็นของรัฐ 1 สาย ส่วนมากบริการภายในประเทศเป็นส่วนใหญ่ และมีเครื่องบินขนาดเล็กและขนาดกลางเท่านั้น ไม่มีขนาดใหญ่ระหว่างประเทศ แต่ธุรกิจการบินของเขาดูเหมือนจะไม่มีปัญหาด้านการขาดทุน อาจเป็นเพราะเขาไม่ต้องไปแข่งขันกับสายการบินต่างชาติ เอาแค่ว่าดำเนินกิจการภายในเฉพาะเพื่อบริการคนเมียนมาเองก็เพียงพอแล้ว ซึ่งเท่าที่ผมสังเกต ทุกเที่ยวบินที่บินไปในเมืองสำคัญๆ ของเขา จะมีผู้โดยสารเต็มลำตลอด การบริการดีได้มาตรฐาน อันนี้ผิดจากที่ผมคิดไว้แต่แรกที่เดาว่าการบินเมียนมาคงยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร การที่มีคนโดยสารเครื่องบินเยอะเพราะว่าการเดินทางในเมียนมาโดยทางรถยนต์ไม่สะดวกอย่างยิ่ง ส่วนรถไฟก็เช่นกัน ฉะนั้น คนมีเงินจึงไม่นิยมใช้และหันมาใช้เครื่องบินแทน

คราวก่อนๆ ผมนั่งเครื่องบินไปปฏิบัติงานทางภาคเหนือของประเทศเมียนมา เช่น เมืองชิตตเว ของรัฐยะไข่ หรือเมืองมิตจีนา ของรัฐคะฉิ่น แต่คราวนี้ผมจะนำท่านผู้อ่านนั่งรถยนต์ไปแถวรัฐกะเหรี่ยงและรัฐมอญครับ ซึ่งรัฐกะเหรี่ยงนี้อยู่ทางทิศตะวันออกของเมียนมา มีเขตแดนติดเชื่อมต่ออำเภอแม่สอด จังหวัดตากของไทย ส่วนรัฐมอญก็อยู่ใกล้เคียงกันลงมาทางใต้ติดทะเลอันดามันครับ การเดินทางจากย่างกุ้งจะต้องใช้เส้นทางหมายเลข 1 ขึ้นไปทางเหนือผ่านเขตพะโคก่อน และจึงเลี้ยวย้อนลงมาทางทิศใต้ เนื่องจากไม่มีถนนตัดตรง นับว่าอ้อมพอสมควรทีเดียว และเส้นทางนี้จะเป็นเส้นเดียวกันกับที่มุ่งสู่ภาคใต้สุดของเมียนมาที่ติดกับชายแดนจังหวัดระนองของไทย การเดินทางไปรัฐกะเหรี่ยงจะต้องแยกจากเส้นทางหลักไปทางทิศตะวันออก เป็นเส้นทางเดียวกับถนนที่จะมาเชื่อมกับอำเภอแม่สอด

พูดถึงกะเหรี่ยง หรือ Karen พวกเราคนไทยส่วนมากคงคุ้นเคยได้ยินคำว่ากะเหรี่ยงกันมาแต่เกิดใช่ไหมครับ ทั้งนี้ เพราะในประเทศไทยเรามีชนกลุ่มน้อยอาศัยตามเทือกเขาภาคเหนือและภาคตะวันตกที่เรียกว่าชนเผ่ากะเหรี่ยงอาศัยอยู่กระจายทั่วไป จากการที่ได้ไปแจกข้าวสารช่วยเหลือน้ำท่วมที่รัฐกะเหรี่ยงทำให้ผมทราบว่า คนกะเหรี่ยงที่อยู่ในไทยเราก็เป็นชนกลุ่มเดียวกันกับที่มีแผ่นดินในเมียนมาครับ ทั้งนี้ สังเกตจากเสื้อชุดประจำชาติสีขาวลายทางยาวสีแดงที่เขาใส่และยังนำมามอบให้ผมใส่ในพิธีส่งมอบข้าวที่จัดขึ้นในเมืองหลวงของรัฐ คือ เมืองพะอัน นั้นเหมือนกับที่ชนเผ่ากะเหรี่ยงในไทยใส่เปี๊ยบเลย

เมืองพะอัน ตั้งอยู่ติดแม่น้ำชื่อดัง “สาละวิน” วันนั้นมุขมนตรีของรัฐ หรือ Chief Minister ซึ่งเป็นสุภาพสตรี กรุณาให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธี จัดขึ้นในห้องประชุมของรัฐใกล้ทำเนียบรัฐบาลกะเหรี่ยง ส่วนผู้แทนรัฐบาลกลางเมียนมา คือ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร ปศุสัตว์และชลประทาน แต่ก่อนวันพิธีการ ท่านรองอธิบดีพาพวกเราไปดูชาวบ้านที่ประสบภัยน้ำท่วม จนต้องอพยพไปอาศัยอยู่ที่วัดหนึ่ง ช่วงนั้นเป็นฤดูฝน มีฝนตกหนัก แม่น้ำสาละวินที่ไหลผ่านเมืองมีระดับน้ำสูงมาก ผู้คนอพยพจะอยู่อาศัยบนศาลาวัด ลูกเล็กเด็กแดงอยู่กันเต็ม พื้นที่ครอบครัวละประมาณ 2 ตารางเมตรหุงข้าวกินกันเป็นวงๆ เห็นพวกเราไปเยี่ยมยังมีน้ำใจเรียกกินข้าวด้วยกันอีก

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org