นักวิชาการฯ หวั่นโรคระบาด ‘ข้าว’ น่าเป็นห่วง ชี้กรมการข้าวเร่งแนะนำเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/451519

นักวิชาการฯ หวั่นโรคระบาด ‘ข้าว’ น่าเป็นห่วง ชี้กรมการข้าวเร่งแนะนำเกษตรกร

นักวิชาการฯ หวั่นโรคระบาด ‘ข้าว’ น่าเป็นห่วง ชี้กรมการข้าวเร่งแนะนำเกษตรกร

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 12.41 น.

3 พฤศจิกายน 2562 รศ. สราวุธ รุ่งเมฆารัตน์ ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึง โรคไหม้คอรวงข้าวที่ระบาดในจังหวัดสุรินทร์และศรีสะเกษมากกว่า 36,000 ไร่ว่า เป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงเนื่องจากเป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิแหล่งใหญ่ ซึ่งปลายเดือนพฤศจิกายนนี้จะเป็นช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวพันธุ์ดอกมะลิ 105 ทั้งนี้โรคไหม้ในข้าว (Rice Blast Disease) เกิดจากเชื้อรา Pyricularia oryzae. เกิดได้ทั้งในระยะกล้า ระยะแตกกอ และระยะออกรวง โดยหากเกิดในระยะออกรวงเรียก โรคไหม้คอรวงหรือ โรคเน่าคอรวง เมื่อข้าวเพิ่งเริ่มให้รวง แล้วถูกเชื้อราเข้าทำลาย เมล็ดจะลีบหมด แต่ถ้าเป็นโรคตอนรวงข้าวแก่ใกล้เก็บเกี่ยวจะปรากฏรอยแผลช้ำสีน้ำตาลที่บริเวณคอรวงทำให้เปราะหักง่าย รวงข้าวร่วงหล่นเสียหายมาก

ทั้งนี้ ทราบจากข่าวว่า กรมการข้าวแนะนำและแจกจ่ายสารไตรโคเดอร์มาให้เกษตรกรฉีดพ่นป้องกันในนาที่อยู่โดยรอบพื้นที่ระบาด แม้ไตรโคเดอร์มาจะเป็นเชื้อราที่มีคุณสมบัติในการป้องกันโรคพืช แต่ประสิทธิภาพจะขึ้นกับความรุนแรงของการระบาด โดยประเมินจากความเสียหายที่เกิดขึ้น หากในแปลงที่เกิดโรคมีต้นข้าวเสียหายร้อยละ 20-30 การฉีดพ่นไตรโคเดอร์มาในแปลงใกล้เคียงอาจพอป้องกันการติดเชื้อได้ แต่หากเสียหายเกินร้อยละ 50 กว่าที่จุลินทรีย์จะออกฤทธิ์นั้นไม่ทันกับการแพร่กระจายของเชื้อโรค

รศ. สราวุธกล่าวว่า การใช้สารเคมีทางการเกษตรนั้น ในทางวิชาการไม่ได้แนะนำให้ใช้พร่ำเพรื่อ​ แต่แนะนำให้ใช้ถูกโรค ถูกชนิดพืช และใช้ในปริมาณเหมาะสม ตลอดจนสารเคมีแต่ละชนิดกำหนดปริมาณสูงสุดของการตกค้างที่ไม่เกิดอันตรายไว้ (PHI) ซึ่งจะบ่งบอกว่า เมื่อฉีดสารเคมีชนิดนั้นๆ แล้ว ระยะเวลากี่วันการตกค้างของสารจะลดลงครึ่งหนึ่ง (Half Life) นอกจากนี้ยังจะสลายด้วยแสงแดด จุลินทรีย์ในดิน รวมถึงวัชพืชในแปลงดูดซับไป

“ข้าวที่ออกรวงแล้ว ยังมีเปลือกปกป้อง หากใช้อย่างถูกต้องและเก็บเกี่ยวผลผลิตตามระยะเวลาที่กำหนด ผ่านกระบวนการสี จนกระทั่งถึงมือผู้บริโภค ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพแน่นอน” รศ. สราวุธกล่าว

ด้านผศ. อดิศักดิ์ บ้วนกียาพันธุ์ อดีตอาจารย์คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กล่าวว่า การระบาดของโรคไหม้คอรวงข้าวในจังหวัดสุรินทร์และศรีสะเกษเป็นวงกว้างนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องเร่งเข้าไปควบคุมด่วนที่สุด ไม่เช่นนั้นข้าวหอมพันธุ์ดอกมะลิ 105 ที่จะเก็บเกี่ยวปลายเดือนนี้เสี่ยงที่จะติดโรคและผลผลิตเสียหายเนื่องจากเชื้อรากระจายทางอากาศ กระแสลมพัดพาสปอร์ไปได้ไกล โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงนี้อากาศเย็นและมีหมอกทำให้เชื้อราเติบโตและกระจายได้รวดเร็ว

เมื่อทราบว่า กรมการข้าวแนะนำให้เกษตรกรใช้ไตรโคเดอร์มาฉีดพ่นป้องกันแปลงข้าวที่ยังไม่ติดเชื้อ เกรงว่า จะไม่ได้ผลเนื่องจากปกติแล้วไตรโคเดอร์มาเหมาะสำหรับใช้ป้องกันกำจัดโรครากเน่า-โคนเน่าและยังไม่เคยมีงานวิจัยการใช้ป้องกันกำจัดโรคคอรวงข้าว ที่ผ่านมาเมื่อเกิดโรคไหม้ในข้าวระบาด กรมการข้าวจะแนะนำให้ใช้สารป้องกันกำจัดเชื้อราเช่น คาซูกาไมซิน อีดิเฟนฟอส ไตรไซคลาโซล ไอโซโพรไทโอเลน คาร์เบนดาซิม เป็นต้นฉีดพ่นเพื่อยับยั้งการแพร่กระจายของโรคให้ทันท่วงที แต่ครั้งนี้แนะนำให้ใช้ไตรโคเดอร์มาซึ่งไม่แน่ใจว่า เป็นเพราะกลัวกระแสสังคมที่บางกลุ่มต้านการใช้สารเคมีทางการเกษตรหรือไม่ ทั้งนี้นักวิชาการโรคพืชต้องพิจารณาให้ดีว่า จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตของเกษตรกร รวมถึงเศรษฐกิจของประเทศหรือไม่

“เปรียบเทียบสถานการณ์โรคไหม้คอรวงข้าวขณะนี้เหมือนคนป่วยหนักซึ่งต้องไปหาหมอเพื่อฉีดยาและให้น้ำเกลือ ไม่ใช่นอนกินพาราเซตามอลอยู่ที่บ้าน อาจทำให้อาการสาหัสจนรักษาไม่ทัน ขอเรียกร้องให้ทุกหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยืนอยู่บนหลักวิชาการ ใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาช่วยเหลือเกษตรกรและชี้แจงให้สังคมเข้าใจ แต่ถ้าข้าราชการกลัวการกดดันของนักการเมือง รวมทั้งการปั่นกระแสความกลัวของเอ็นจีโอ จนไม่กล้าทำสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม ภาคการเกษตรของไทยจะตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะล่มสลาย” ผศ. อดิศักดิ์กล่าว

เปิดรับฟังความเห็น ร่างคำสั่งเลิก3สารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/451484

เปิดรับฟังความเห็น  ร่างคำสั่งเลิก3สารพิษ

เปิดรับฟังความเห็น ร่างคำสั่งเลิก3สารพิษ

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตรเปิดรับฟังความคิดเห็นถึง 8 พฤศจิกายนนี้กับร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย(ฉบับที่…) พ.ศ. … ในเว็บไซต์เพื่อให้มีผลบังคับใช้ยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดในวันที่ 1 ธันวาคม 2562 นี้ด้านนักวิชาการเกษตรระบุ เกษตรกรจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีออนไลน์ รัฐควรตั้งโต๊ะแจกแบบฟอร์มรับฟังความคิดเห็นที่สำนักงานเกษตรอำเภอทั่วประเทศ

ผู้สื่อข่าวแจ้งว่าในเว็บไซต์ของกรมวิชาการเกษตรได้จัดทำแบบรับฟังความคิดเห็นร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย (ฉบับที่…) พ.ศ. … หลังจากคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติให้ปรับสถานะสารเคมี 3 ชนิดได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส จากบัญชีวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 เป็นชนิดที่ 4 ซึ่งต้องห้ามผลิต นำเข้า จำหน่าย และครอบครอง ภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2562 ซึ่งการยกเลิกดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมออกประกาศกระทรวงแล้ว ตามขั้นตอนของกฎหมายต้องมีกระบวนการเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับร่างประกาศฉบับนี้ โดยกำหนดเปิดรับฟังความคิดเห็นทางออนไลน์ถึงวันที่ 8 พฤศจิกายนนี้ได้ที่ http://www.doa.go.th/main/?page_id=7161&fbclid=IwAR0lLspfy4n97c-V-PcnZbjxpbnTojThx-ZPJkzEwxm_MQyAjXSFmA1Lptk

โดยในประเด็นดังกล่าวศาสตราจารย์อดิศักดิ์ บ้วนกียาพันธุ์ อดีตอาจารย์คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กล่าวว่า เกษตรกรจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบจากมติยกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิด แต่มีจำนวนน้อยที่เข้าถึงเทคโนโลยีออนไลน์ ควรส่งเจ้าหน้าที่ไปตั้งโต๊ะที่สำนักงานเกษตรอำเภอทั่วประเทศเพื่อแจกแบบฟอร์มให้เกษตรกรได้แสดงความเห็นอย่างทั่วถึง แต่ยังมีข้อสงสัยว่า หากผลการรับฟังความคิดเห็นปรากฏว่า มีผู้คัดค้านการยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดจำนวนมาก จากนั้นตามขั้นตอนกรมวิชาการเกษตรต้องรวบรวมความคิดเห็นจากประชาชนแล้วนำร่างประกาศดังกล่าวมาเสนอแก่คณะกรรมการวัตถุอันตรายในการประชุมครั้งต่อไป นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ประธานคณะกรรมการวัตถุอันตรายชุดใหม่จะนำเสียงของเกษตรกรมาพิจารณาทบทวนก่อนออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรรมดังกล่าวหรือไม่

ด้านนายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยกล่าวว่า ได้เสนอให้กรมวิชาการเกษตรออกแบบฟอร์มมาให้เกษตรกรสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างทั่วถึงโดยไม่ใช่ผ่านสื่ออิเลคโทรนิคส์ เกษตรกรจำนวนมากเข้าเว็บไซต์ไม่เป็น เกษตรกรจะได้มีช่องทางแจ้งต่อรัฐว่า เมื่อไม่มีสารป้องกันกำจัดวัชพืชที่มีประสิทธิภาพและราคาถูกใช้แล้วมีความยากลำบากในการประกอบอาชีพอย่างไร อีกทั้งขณะนี้ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องคดียกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิดไว้พิจารณาเนื่องจากมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2562 นั้นยังไม่มีผลทางกฎหมาย จนกว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมจะออกเป็นประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมการเพื่อเปลี่ยนแปลงชนิดของวัตถุอันตรายไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส และพาราควอต จากวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 มาตรา 18 วรรคสอง

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมากระบวนการซึ่งนำไปสู่การลงมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่ให้ยกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิดนั้น เกษตรกรซึ่งเป็นผู้ใช้และมีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงไม่มีโอกาสแสดงความคิดเห็นในเวทีใดๆ เลย จึงต้องการให้เกษตรกรที่เดือดร้อนร่วมแสดงความคิดเห็นครั้งนี้ โดยหวังว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและคณะกรรมการวัตถุอันตรายจะรับฟังและทบทวนการตัดสินใจ

รับ’ภัยแล้ง’!! ฝนหลวงจัดชุดเคลื่อนที่เร็วพร้อมช่วยเหลือพื้นที่ขาดน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/451309

รับ'ภัยแล้ง'!! ฝนหลวงจัดชุดเคลื่อนที่เร็วพร้อมช่วยเหลือพื้นที่ขาดน้ำ

รับ’ภัยแล้ง’!! ฝนหลวงจัดชุดเคลื่อนที่เร็วพร้อมช่วยเหลือพื้นที่ขาดน้ำ

วันศุกร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 19.14 น.

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า เนื่องจากช่วงเดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ปีถัดไปเป็นช่วงที่มีโอกาสในการทำฝนสำเร็จได้น้อย จึงเป็นช่วงที่กรมฝนหลวงและการบินเกษตรนำอากาศยานเข้าซ่อมบำรุง ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ 2563 จึงเปิดปฏิบัติการหน่วยฝนหลวง 11 หน่วย จนถึงวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้ โดยระหว่างการซ่อมบำรุงอากาศยานจะเปิดหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็วไว้ 3 ชุด เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ที่ยังมีความต้องการน้ำ เช่นเติมน้ำในเขื่อนที่มีปริมาณน้ำน้อย

ขณะที่ นายปนิธิ เสมอวงษ์ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า ขณะนี้พายุโซนร้อน หรือพายุแมตโม ได้อ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ และมีศูนย์กลางของพายุอยู่ในประเทศกัมพูชา ซึ่งอยู่ในทิศทางตอนใต้ของ จ.สุรินทร์ และมีแนวโน้มเคลื่อนตัวไปในทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเข้าสู่ จ.บุรีรัมย์ ในช่วงนี้อาจจะทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง มีปริมาณน้ำฝนสะสมที่เพิ่มขึ้นในระยะนี้

ขณะที่เมื่อวานนี้ (31 ต.ค.62) กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 1 หน่วยปฏิบัติการ ทำให้มีฝนตกบริเวณพื้นที่การเกษตร จ.ภูเก็ต และเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักบริเวณพื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำบางเหนียวดำ อ่างเก็บน้ำบางวาด และอ่างเก็บน้ำคลองกะทะ จ.ภูเก็ต

ด่วน!! ศาลปกครองไม่รับคำฟ้อง ปมร้องระงับคำสั่ง’แบน3สาร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/451301

ด่วน!! ศาลปกครองไม่รับคำฟ้อง ปมร้องระงับคำสั่ง'แบน3สาร'

ด่วน!! ศาลปกครองไม่รับคำฟ้อง ปมร้องระงับคำสั่ง’แบน3สาร’

วันศุกร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 19.02 น.

ศาลปกครองไม่รับคำฟ้องเครือข่ายผู้แทนเกษตรกร เนื่องจากมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายแบน3สารเคมีเกษตร ยังไม่มีผลทางกฎหมาย

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องคดีที่ น.ส.อัญชุลี ลักษณ์อำนวยพร ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง พร้อมด้วยเครือข่ายผู้แทนเกษตรกร 6 จังหวัด รวม 1,091 คน ยื่นฟ้องคณะกรรมการวัตถุอันตราย คณะกรรมการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรณีคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีคำสั่งให้ยกเลิกการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช จำนวน 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต , ไกลโฟเสต และคลอร์ไพริฟอส ไว้พิจารณา

เนื่องจากมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ยังไม่มีผลทางกฎหมายเป็นกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใดที่จะนำมาฟ้องขอให้ศาลปกครองมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนได้ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบกับมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

‘รัฐมนตรีเกษตรฯ’เตรียมนำทัพจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดกิจกรรม’เราทำความดีด้วยหัวใจ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/451252

'รัฐมนตรีเกษตรฯ'เตรียมนำทัพจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดกิจกรรม'เราทำความดีด้วยหัวใจ'

‘รัฐมนตรีเกษตรฯ’เตรียมนำทัพจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดกิจกรรม’เราทำความดีด้วยหัวใจ’

วันศุกร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 16.49 น.

“รัฐมนตรีเกษตรฯ” เตรียมนำทัพจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดกิจกรรม “เราทำความดีด้วยหัวใจ”

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานแถลงข่าวกิจกรรมจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พัฒนาฟื้นฟูคลองสี่ตะวันตก เขตคลองสามวา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” โดยมีนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ อาคารวายุภักดิ์ โรงแรมเซ็นทรา แจ้งวัฒนะ ว่า ศูนย์ประสานงานจิตอาสา 904 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดกิจกรรมจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พัฒนาฟื้นฟูคลองสี่ตะวันตก เขตคลองสามวา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” โดยกำหนดจัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน 2562 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 16.00 น. มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมมือร่วมใจประกอบกิจกรรมสาธารณะเพื่อประโยชน์สุขของชุมชนส่วนรวม ตามโครงการพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีผู้เข้าร่วมงาน ได้แก่ ผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงาน จิตอาสาของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมทั้งหน่วยงานในสังกัด, จิตอาสาจากกองทัพภาคที่ 1 กรุงเทพมหานคร, ผู้บริหาร ข้าราชการ และนักเรียนโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เบญจมราชาลัย ตลอดจนจิตอาสาประชาชนในพื้นที่ ซึ่งคาดว่าจะมีจิตอาสาเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 1,500 คน

 

 

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย พิธีเทิดพระเกียรติองค์ราชันพระบาทสมเด้จกระเจ้าอยู่หัวฯ กิจกรรมลงเรือเพื่อร่วมกันกำจัดผักตบชวา ณ บริเวณคลองสี่ตะวันตก เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมและนิทรรศการที่น่าใจ อาทิ กองสาธิตการทำปุ๋ยหมักจากผักตบชวา และการให้ความรู้เกี่ยวกับการนำผักตบชวามาใช้ประโยชน์ จากเจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาที่ดิน และกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้เป็นกิจกรรมต่อเนื่องที่มีการดูแลรักษากองผักตบชวาจนสามารถนำไปใช้เป็นปุ๋ยหมักผักตบชวาได้

ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวมีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานในสังกัด อาทิ กรมชลประทาน มีการจัดเตรียมเรือผักตบชวา จำนวน 10 ลำ รถบรรทุกผักตบชวา 6 ล้อ จำนวน 5 คัน รถฉีดน้ำเพื่อชำระร่างกาย และรถแม็คโคร กรมส่งเสริมการเกษตร มีการจัดแสดงนิทรรศการใช้ประโยชน์จากผักตบชวา การพัฒนาอาชีพ โดยนำผักตบชวามาทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อาทิ กระเป๋าถือ แผ่นรองจาน วัสดุกันกระแทก เป็นต้น และกรมพัฒนาที่ดิน มีการจัดทำจุดสาธิตการทำกองปุ๋ยหมักจากผักตบชวา (ให้กับโรงเรียน) การจัดนิทรรศการแสดงการนำผักตบชวาไปใช้ประโยชน์ในการทำปุ๋ยหมัก ตลอดจนจัดเตรียมรถบรรทุกผักตบชวา 6 ล้อ จำนวน 5 คัน เป็นต้น

‘มนัญญา’ลั่น! จัดตั้งห้องแลปตรวจสารตกค้าง นำเข้าสินค้าเกษตร ชี้ด่านเชียงของไม่มีห้องตรวจสารเคมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/451245

'มนัญญา'ลั่น! จัดตั้งห้องแลปตรวจสารตกค้าง นำเข้าสินค้าเกษตร ชี้ด่านเชียงของไม่มีห้องตรวจสารเคมี

‘มนัญญา’ลั่น! จัดตั้งห้องแลปตรวจสารตกค้าง นำเข้าสินค้าเกษตร ชี้ด่านเชียงของไม่มีห้องตรวจสารเคมี

วันศุกร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 16.45 น.

‘มนัญญา’ลั่น! ประสานสาธารณสุขจัดตั้งห้องแลปตรวจสารตกค้างในสินค้าเกษตรนำเข้า ชี้ด่านเชียงของไม่มีห้องตรวจสารเคมี ทั้งที่นำเข้าผักผลไม้จำนวนมาก สุ่มเก็บตัวอย่างมาตรวจ กว่าจะได้ผล รถขนส่งถึงตลาดไทและตลาดสี่มุมเมือง พร้อมกระจายไปทั่วประเทศ

1 พฤศจิกายน 2562 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการเกษตรและสหกรณ์นำทีมที่ปรึกษาและตณะตรวจขั้นตอนการนำเข้าสินค้าเกษตร บริเวณด่านเชียงของ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เจ้าหน้าที่รายงานว่า หน่วยงานที่ทำหน้าที่เก็บตัวอย่างไปตรวจสอบคือ ด่านตรวจพืช กรมวิชาการเกษตร แต่ไม่มีห้องปฏิบัติการตรวจสารเคมี ตรวจได้เฉพาะโรคและแมลงศัตรูพืชเท่านั้น เมื่อสินค้ามาถึงจะต้องเก็บตัวอย่างส่งไปตรวจที่ห้องปฏิบัติการด่านตรวจพืชเชียงแสนซึ่งอยู่ห่างไป 40 กิโลเมตรทำให้เสียเวลาและไม่ทันกับปริมาณสินค้านำเข้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ปริมาณนำเข้าผักผลไม้จากจีนนั้นมากขึ้น โดยปี 2561  นำเข้า 300,000-400,000 ตัน มูลค่า 5,000 ล้านบาท ตั้งแต่ต้นปี 2562 จนถึงปัจจุบันนำเข้าแล้ว 170,000 ตัน มูลค่า 3,200 ล้านบาท มีล้งชาวจีน 40-50 ราย ในแต่ละวันมีผักผลไม้นำเข้าจากจีนวันละกว่า 100 ตู้คอนเทนเนอร์เพราะเส้นทางนี้มีความสะดวกในการขนส่งสินค้าจากจีนตอนใต้ซึ่งใช้เวลา 3 ชั่วโมงก็ถึงด่านเชียงของ โดยล้งจีนได้เช่าพื้นที่ตลาดไทและตลาดสี่มุมเมือง ตลอดจนทำห้องเย็นไว้รองรับสินค้าด้วย

 

 

ส่วนด่านของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบสารตกค้างโดยใช้ชุดตรวจสอบเบื้องต้น (จีทีเทสคิดส์) ตรวจสารเคมีได้ 3 กลุ่มคือ กลุ่มออการ์โนฟอสเฟต กลุ่มคาบาเมต และกลุ่มจีพีโอ นอกจากนี้มีชุดตรวจทีเอ็ม 2 ตรวจสารกลุ่มไพรีทรอยด์และกลุ่มออการ์โนคลอรีน แต่สารเคมีทางการเกษตรที่ใช้กันทั่วโลกมี 4 กลุ่มประกอบด้วยสารเคมีถึง 400 ชนิด แต่การตรวจให้ทราบผลที่ชัดเจนต้องทำในห้องปฏิบัติการซึ่งใช้เวลา 2 วัน ด่านได้ปล่อยผ่านรถขนส่งสินค้าเข้าประเทศไทยไปก่อน ทำให้ยังคงพบสารตกค้างในผักผลไม้จากการสุ่มตรวจทั่วไปทั้งตลาดทั่วไปและห้างสรรพสินค้า

ทั้งนี้ นางสาวมนัญญากล่าวว่า มีนโยบายให้กรมวิชาการเกษตรเร่งตั้งห้องปฎิบัติการตรวจวิเคราะห์สารตกค้างที่นำเข้าที่ด่านเชียงของซึ่งจะใช้งบปี 2563 ให้เป็นห้องปฎิบัติการที่ทันสมัย ทราบผลรวดเร็ว สามารถวิเคราะห์สารตกค้างได้มากกว่า 450 ชนิด ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคมีความปลอดภัยมากขึ้น เมื่อตรวจพบสารตกค้างเกินค่ามาตรฐานต้องไม่อนุญาตให้นำเข้าซึ่งจะช่วยลดผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเกษตรกรไทยจากการตีตลาดของผักผลไม้จีน

ทั้งนี้ ตั้งแต่เปิดด่านปี 2556 มีการตรวจพบสารตกค้างผิดกฎหมาย อย. ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่ 386 และมาตรฐาน ไอเอสโอ 17025 และมาตรฐาน อย. มีการดำเนินคดีแล้ว 1500คดี โดยส่งเรื่องให้อย. ดำเนินการ บริษัทที่กระทำผิดซ้ำจะถูกขึ้นบัญชีดำ สารตกค้างที่พบมากที่สุดคือ สารคลอร์ไพริฟอส โดยพบในกระหล่ำปลีและบล็อคเคอรี่ และสารคาเบนนาซินหรือสารกันเชื้อราในองุ่น ทั้งนี้หลังจากมีการยกเลิกการใช้ 3 สารได้แก่ พาราควอต ไกลโฟซิเนต และคลอร์ไพริฟอสจะเป็นผลให้สินค้านำเข้าจะต้องไม่มีสารตกค้างในกลุ่มนี้ด้วย ให้มีผลบังคับวันที่ 1 ธันวาคมทันที

ไก่เนื้อไทยฉลุย! คาดปี 63 ส่งออกจีนเพิ่มขึ้น มูลค่ากว่า12,000 ล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/451200

ไก่เนื้อไทยฉลุย! คาดปี 63 ส่งออกจีนเพิ่มขึ้น มูลค่ากว่า12,000 ล้านบาท

ไก่เนื้อไทยฉลุย! คาดปี 63 ส่งออกจีนเพิ่มขึ้น มูลค่ากว่า12,000 ล้านบาท

วันศุกร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 14.53 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลื้มสำนักงานการศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนหรือGACC ประกาศขึ้นทะเบียนโรงงานผลิตและแปรรูปเนื้อสัตว์ปีกและผลพลอยได้ไก่แช่แข็งของไทย เพิ่มอีกจำนวน 9 แห่ง ให้สามารถส่งไปจีนได้ คาดสร้างรายได้เข้าประเทศ 12,000 ล้านบาทต่อปี ตอกย้ำความเชื่อมั่นในคุณภาพและมาตรฐานระบบการผลิตเนื้อไก่ของไทยที่ก้าวไกลระดับโลก

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2562 สำนักงานการศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (General Administration of Customs of People’s Republic of China : GACC)  ได้ประกาศรายชื่อและขึ้นทะเบียนโรงงานผลิตและแปรรูปเนื้อสัตว์ปีกและผลพลอยได้ไก่แช่แข็งของไทยที่ได้รับการรับรอง เพิ่มอีก 9 แห่ง จากเดิมที่เคยได้รับรองไปแล้ว 7 แห่งเมื่อปี 2561 รวมเป็น 16 แห่ง

ทั้งนี้ การรับรองครั้งนี้ เป็นผลมาจากที่กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตร โดยกรมปศุสัตว์ได้ประสานงานกับ GACC อย่างต่อเนื่อง และได้เชิญคณะเจ้าหน้าที่จาก GACC มาตรวจรับรองโรงงานผลิตเนื้อสัตว์ปีก เมื่อวันที่ 7 – 14 กันยายน 2562  นอกจากนี้ มีแนวโน้มที่ GACC จะให้การรับรองโรงงานเพิ่มอีก 12 แห่ง

อย่างไรก็ดีขณะนี้ ทางกรมปศุสัตว์กำลังรวบรวมเอกสารชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมของโรงงานทั้ง 12 แห่งข้างต้น โดยกรมปศุสัตว์จะคอยให้คำปรึกษาแนะนำ และติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อเป้าหมายให้ทุกโรงงานในประเทศไทยที่มีความพร้อม สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดและมาตรฐานของประเทศจีน ได้รับการรับรองครบทุกแห่งโดยเร็วต่อไป

“ปัจจุบันตลาดส่งออกสินค้าเนื้อไก่ที่สำคัญของไทย คือ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และจีน โดยเฉพาะการส่งออกไปจีน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับการรับรองขึ้นทะเบียนไว้ 7 โรงงาน การส่งออกเนื้อไก่สดจากไทยไปจีน ใน 10 เดือนแรกของปี 2562 มีปริมาณ 45,834 ตัน คิดเป็นมูลค่า 4,040 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมากจากปี 2561 ที่มีปริมาณการส่งออกเพียง 18,483 ตัน มูลค่า 1,769 ล้านบาท และคาดว่าการรับรองโรงงานเพิ่มขึ้นอีก 9 แห่งนี้ จะส่งผลให้ในปี 2563 ไทยจะสามารถส่งออกเนื้อไก่สดไปจีน มูลค่ามากกว่า 12,000 ล้านบาท ซึ่งโรงงานที่ได้รับการรับรองเพิ่มเติมทั้ง 9 แห่ง สามารถผลิตและส่งออกได้ตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป ” นายเฉลิมชัย กล่าว

‘เฉลิมชัย’สั่งติดตามโรคไหม้คอรวงข้าว พบ’สุรินทร์-ศรีสะเกษ’ระบาดกว่า3.6แสนไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/451191

'เฉลิมชัย'สั่งติดตามโรคไหม้คอรวงข้าว พบ'สุรินทร์-ศรีสะเกษ'ระบาดกว่า3.6แสนไร่

‘เฉลิมชัย’สั่งติดตามโรคไหม้คอรวงข้าว พบ’สุรินทร์-ศรีสะเกษ’ระบาดกว่า3.6แสนไร่

วันศุกร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 14.21 น.

“เฉลิมชัย”สั่งกรมการข้าวติดตามและควบคุมสถานการณ์โรคไหม้คอรวงข้าวระบาดอย่างใกล้ชิด พบ”สุรินทร์-ศรีสะเกษ”รวมกว่า360,000ไร่ เร่งแจกจ่ายสารชีวภัณฑ์ไตรโคเดอร์มาให้เกษตรกรฉีดป้องกันแปลงข้าวหอมดอกมะลิ105 ที่กำลังจะเก็บเกี่ยวปลายเดือนนี้เพื่อไม่ให้ผลผลิตเสียหาย

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้สั่งการให้กรมการข้าวควบคุมและแก้ไขการระบาดโรคไหม้คอรวงข้าวใน จ.สุรินทร์ และ จ.ศรีสะเกษ โดยกรมการข้าว รายงานว่า พบการระบาดครั้งแรกในแปลงพยากรณ์ศัตรูพืช (ข้าว) จ.สุรินทร์ เมื่อวันที่ 18 ต.ค.62 จากนั้นขยายวงกว้างไป 6 อำเภอ ได้แก่ อ.ลำดวน , อ.สนม , อ.สำโรงทาบ , อ.ปราสาท , อ.โนนนารายณ์ และ อ.ศรีณรงค์ ต่อมาพบการระบาดเพิ่มมากขึ้นเป็น 17 อำเภอ 140 ตำบล 1,331 หมู่บ้าน เกษตรกร 49,204 ราย พื้นที่ระบาด 283,454.75 ไร่

ส่วน สำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ รายงานว่า ตั้งแต่วันที่ 27 ต.ค.62 พบการระบาดในพื้นที่ 15 อำเภอ ได้แก่ อ.กันทรารมย์ , อ.ขุนหาญ , อ.ขุขันธ์ , อ.โนนคูณ , อ.ปรางค์กู่ , อ.พยุห์ , อ.โพธิ์ศรีสุวรรณ , อ.ไพรบึง , อ.ภูสิงห์ , อ.เมืองจันทร์ , อ.เมืองศรีสะเกษ , อ.วังหิน , อ.ศรีรัตนะ , อ.ห้วยทับทัน และ อ.อุทุมพรพิสัย ใน 89 ตำบล เกษตรกร 9,940 ครัวเรือน พื้นที่ระบาด 81,506 ไร่ รวมพื้นที่ระบาดทั้ง 2 จังหวัด 364,960 ไร่

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า มีความห่วงใยเกษตรกรอย่างยิ่ง เนื่องจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิแหล่งใหญ่ของประเทศ ก่อนหน้านี้ประสบทั้งภาวะฝนทิ้งช่วงและอุทกภัย ซึ่งเมื่อเกิดโรคระบาดขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตข้าวได้ จึงให้เร่งควบคุมและแก้ไขการระบาด โดยรายงานต่อ รมว.เกษตรฯ อย่างต่อเนื่อง

ด้าน นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ศูนย์วิจัยข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งออกสำรวจติดตามสถานการณ์การระบาดและประเมินความเสียหาย ขณะนี้พบการระบาดในแปลงข้าวหอมมะลิพันธุ์ กข 15 ในช่วงข้าวกำลังออกรวง ใกล้เก็บเกี่ยวได้

ทั้งนี้ โรคไหม้ในข้าว (Rice Blast Disease) เกิดจากเชื้อรา Pyricularia oryzae พบทุกภาคของไทย ทั้งในข้าวนาสวนและข้าวไร่ เกิดได้ทั้งในระยะกล้า ระยะแตกกอ และระยะออกรวง โดยหากเกิดในระยะออกรวงเรียก โรคไหม้คอรวงหรือ โรคเน่าคอรวง เมื่อข้าวเพิ่งเริ่มให้รวง แล้วถูกเชื้อราเข้าทำลาย เมล็ดจะลีบหมด แต่ถ้าเป็นโรคตอนรวงข้าวแก่ใกล้เก็บเกี่ยว จะปรากฏรอยแผลช้ำสีน้ำตาลที่บริเวณคอรวงทำให้เปราะหักง่าย รวงข้าวร่วงหล่นเสียหายมาก จากการสำรวจพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค ผลผลิตเสียหายโดยสิ้นเชิง ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ได้ประกาศเป็นเขตภัยพิบัติแล้ว เกษตรกรจะได้รับค่าชดเชยตามระเบียบกระทรวงการคลัง

อธิบดีกรมการข้าวกล่าวว่า สาเหตุที่มีการระบาดเกิดจากก่อนหน้านี้ พื้นที่ดังกล่าวประสบฝนทิ้งช่วง แล้วน้ำท่วมอย่างฉับพลันทำให้ข้าวชะงักการเจริญเติบโต เมื่อน้ำลดเกษตรกรจึงใส่ปุ๋ยยูเรียและปุ๋ยสูตรที่มีธาตุไนโตรเจนสูง ประกอบกับในแปลงมีต้นข้าวหนาแน่นทำให้อับลม เมื่อเกิดความชื้น มีหมอก น้ำค้างจัด และอากาศเย็นในระยะต่อมาทำให้โรคไหม้พัฒนาอย่างรวดเร็ว หากใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูงเกินกว่า 30 – 50 กิโลกรัมต่อไร่ โรคไหม้จะพัฒนาอย่างรวดเร็ว กระแสลมแรงทำให้โรคแพร่กระจายเป็นวงกว้าง

อย่างไรก็ตาม กรมการข้าวได้สนับสนุนเชื้อราไตรโคเดอร์มาพร้อมใช้ มอบให้ทุกอำเภอที่พบการระบาดไปแล้วกว่า 1,000 ถุง เพื่อให้เกษตรกรที่ปลูกข้าวหอมพันธุ์ดอกมะลิ 105 ซึ่งอยู่ในระยะออกรวงและจะเก็บเกี่ยวตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายนเป็นต้นไป ใช้ฉีดพ่นในแปลงเพื่อป้องกันการระบาด โดยมีเจ้าหน้าที่เข้าไปสาธิตและแนะนำวิธีการนำไปใช้ที่ถูกต้อง เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันโรคไหม้คอรวงข้าว

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า สารไตรโคเดอร์มาเป็นเชื้อราที่ใช้ป้องกันกำจัดโรคจากเชื้อราได้ ซึ่ง รมว.เกษตรฯ สั่งการให้เพิ่มการผลิตสารไตรโคเดอร์มาเพื่อให้เพียงพอใช้ในการป้องกันโรคในนาทีกำลังจะเก็บเกี่ยวผลผลิต อีกทั้งเผื่อไว้สำหรับฤดูกาลเพาะปลูกหน้า โดยแนะนำให้เกษตรกรใช้สารไตรโคเดอร์มาคลุกเมล็ดพันธุ์ก่อนหว่าน หว่านเมล็ดพันธุ์ประมาณ 10 – 15 กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับการใส่ปุ๋ยยูเรียซึ่งมีธาตุไนโตรเจนที่ช่วยให้ต้นข้าวเจริญเติบโตควรใส่แต่ละครั้งไม่เกิน 10 กิโลกรัมต่อไร่

เกษตรฯคิฟออฟจ่ายเงินประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางกว่า 1.7 ล้านคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/451158

เกษตรฯคิฟออฟจ่ายเงินประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางกว่า 1.7 ล้านคน

เกษตรฯคิฟออฟจ่ายเงินประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางกว่า 1.7 ล้านคน

วันศุกร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 13.18 น.

เกษตรฯ KICK OFF จ่ายเงินประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 1 ประกันราคายางแทนการแทรกแซงราคา ลดการบิดเบือนกลไกตลาดความผันผวนด้านราคา ช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางกว่า 1.7 ล้านคน ในพื้นที่ปลูกยางพารา 17 ล้านไร่

1 พฤศจิกายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลัง KICK OFF เปิดโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 1 โดยมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ณ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบอนุมัติโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 1 งบประมาณ 24,278.62 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางกว่า 1.7 ล้านคน ในพื้นที่ปลูกยางพารา 17 ล้านไร่ ให้มีรายได้ที่แน่นอนสม่ำเสมอ สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรชาวสวนยาง โดยรัฐบาลจะประกันราคายางแทนการแทรกแซงราคา เพื่อลดการบิดเบือนกลไกตลาดและลดความผันผวนด้านราคาจากพ่อค้าคนกลาง โดยกำหนดราคาประกันรายได้จากการขายยางพารา 3 ชนิด ได้แก่ ยางแผ่นดิบคุณภาพดี ราคา 60 บาทต่อกิโลกรัม น้ำยางสด (DRC 100%) ราคา 57 บาทต่อกิโลกรัม และยางก้อนถ้วย (DRC 100%) ราคา 23 บาทต่อกิโลกรัม

โดยมีหลักเกณฑ์ให้เกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลปลูกยางกับการยางแห่งประเทศไทย ที่มีต้นยางอายุ 7 ปีขึ้นไป เปิดกรีดแล้ว รายละไม่เกิน 25 ไร่ กำหนดปริมาณผลผลิตยางประกันรายได้ (ยางแห้ง) ที่ 20 กิโลกรัมต่อไร่ต่อเดือน

สำหรับการดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 1 มีการกำหนดระยะเวลาดำเนินการ 6 เดือนตั้งแต่ตุลาคม 2562 ถึงมีนาคม 2563 โดยให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรชาวสวนยาง 3 งวด ได้แก่ 1) ประกันรายได้เดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2562 จ่ายงวดที่ 1 ระหว่างวันที่ 1 – 15 พฤศจิกายน 2562 2) ประกันรายได้เดือนธันวาคม 2562 – มกราคม 2563 จ่ายงวดที่สอง ระหว่างวันที่ 1 – 15 มกราคม 2563 และ 3) ประกันรายได้เดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม 2563 จ่ายงวดที่สาม ระหว่างวันที่ 1 – 15 มีนาคม 2563 โดยค่าบริหารโครงการวงเงิน 234 ล้านบาท ให้ใช้จ่ายจากเงินกองทุนพัฒนายางพารา

ทั้งนี้ ค่าประกันรายได้คำนวณจากราคายางที่ประกันรายได้ ลบราคากลางอ้างอิงการขาย แล้วคูณด้วยปริมาณผลผลิตยางตามเนื้อที่กรีดยาง เป็นค่าประกันรายได้ในแต่ละเดือน โดยจะจ่ายเงินประกันชดเชยรายได้ส่วนต่างจากการขายยางพารา 2 เดือนต่อ 1 ครั้ง เข้าบัญชีเกษตรกรชาวสวนยางโดยตรง ผ่าน ธ.ก.ส. แบ่งสัดส่วนรายได้ เจ้าของสวนยาง 60% และคนกรีดยาง 40% ซึ่งในวันนี้ (1 พฤศจิกายน 2562) เป็นวันแรกที่มีการจ่ายเงินให้แก่เกษตรกร จึงมั่นใจได้ว่าโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของชาวสวนยางได้ตามหลักการ “ทำได้เร็ว ทำได้จริง” ตามที่ตั้งไว้อย่างแน่นอน

ขณะที่นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การจ่ายเงินโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง (เจ้าของสวน ผู้เช่า ผู้ทำ และคนกรีดยาง) ที่แจ้งและขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ก่อนวันที่ 12 สิงหาคม 2562 เริ่มจ่ายในงวดแรก จำนวนกว่า 8 พันล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 เป็นต้นไป เบื้องต้นมีเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลพื้นที่ปลูกยางกับ กยท. จำนวน 1,711,252 ราย แบ่งเป็นยางแผ่นดิบ 150,803 ราย น้ำยางสด 470,767 ราย และยางก้อนถ้วย 790,447 ราย คิดเป็นพื้นที่รวม 17,201,391 ไร่

สำหรับเงินประกันรายได้ในแต่ละเดือน จะถูกแบ่งระหว่างเกษตรกรเจ้าของสวนยางและคนกรีดยางในสัดส่วน 60:40 (ตามสัดส่วนการจ้างส่วนใหญ่ของข้อมูลขึ้นทะเบียน) โดยราคากลางจะกำหนดโดยคณะกรรมการกำหนดราคากลางอ้างอิงงวดแรก (ประกาศ ณ วันที่ 25 ต.ค.62) กำหนดราคายางแผ่นดิบ 38.97 บาท/กก. น้ำยางสด 37.72 บาท/กก. และยางก้อนถ้วย 16.19 บาท/กก.

กษ.เกลี่ยงบปี’62สานต่อภารกิจ ก่อนพ.ร.บ.งบประมาณ’63ประกาศใช้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450967

x

กษ.เกลี่ยงบปี’62สานต่อภารกิจ ก่อนพ.ร.บ.งบประมาณ’63ประกาศใช้

วันศุกร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการงบประมาณกระทรวงเกษตรฯ ปี 2563ผ่านหลักการร่าง พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2563 วาระที่ 1 วงเงินรวม 110,874 ล้านบาท และจะเข้าสู่การพิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี สภาผู้แทนราษฎรต่อไปนั้น การขับเคลื่อนงบประมาณ ปี 2563 ของกระทรวงเกษตรฯยังคงมีแนวทางการดำเนินงานสำคัญเพื่อให้ “ภาคเกษตรมั่นคง เกษตรกรมั่งคั่ง ทรัพยากรธรรมชาติยั่งยืน” ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 4 ด้าน คือ ความมั่นคง ด้วยการป้องกันและแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU) และพัฒนาอาชีพด้านการเกษตรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  การสร้างความสามารถในการแข่งขัน ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม เพื่อลดปัญหาความยากจนของเกษตรกร และด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบและลดการเผาในพื้นที่เกษตร

นายพลเชษฐ์ ตราโช ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรสศก.กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อให้การขับเคลื่อนงานในปีงบประมาณ 2563 ต่อเนื่องกระทรวงเกษตรฯได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายตามพ.ร.บ. งบประมาณปี 2562 ไปพลางก่อน เพื่อนำมาดำเนินการก่อนที่พ.ร.บ.งบประมาณปี 2563 จะประกาศใช้ 29,831.71 ล้านบาท จำแนกเป็น รายจ่ายลงทุน 9,200.18 ล้านบาท และรายจ่ายประจำ 20,631.53 ล้านบาท

เมื่อจำแนกเป็นกลุ่มงบประมาณแบ่งได้ 4 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มงบรายจ่ายบุคลากรภาครัฐ 12,710.31 ล้านบาทกลุ่มงบฯรายจ่ายของกระทรวง/หน่วยงาน (Function) 4,726.95 ล้านบาท กลุ่มงบฯบูรณาการ (Agenda) 11,416.54 ล้านบาท และกลุ่มงบฯรายจ่ายพื้นที่ (Area) 977.91 ล้านบาททั้งนี้ สำหรับการใช้จ่ายในไตรมาสที่ 1 (ตุลาคม-ธันวาคม 2562) มีแผนการใช้จ่าย 15,747.61 ล้านบาทคิดเป็นร้อยละ 52.79 ของงบฯที่ได้รับจัดสรร แบ่งเป็นรายจ่ายลงทุน 4,786 ล้านบาท รายจ่ายประจำ 10,961.60 ล้านบาท และไตรมาสที่ 2 (มกราคม-มีนาคม 2563) มีแผนใช้จ่าย 14,084.10 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 47.21 ของงบฯที่ได้รับจัดสรร แบ่งเป็นรายจ่ายลงทุน 4,414.17 ล้านบาท และรายจ่ายประจำ 9,669.92 ล้านบาท