รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์ฯเชียงแสน’คว้ารางวัลดีเด่น ผลิตข้าวคุณภาพมาตรฐานGAPเพิ่มรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/451724

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์ฯเชียงแสน’คว้ารางวัลดีเด่น  ผลิตข้าวคุณภาพมาตรฐานGAPเพิ่มรายได้

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์ฯเชียงแสน’คว้ารางวัลดีเด่น ผลิตข้าวคุณภาพมาตรฐานGAPเพิ่มรายได้

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จังหวัดเชียงราย เป็นอีกจังหวัดหนึ่งของประเทศไทย ที่มีความพร้อมและมีศักยภาพสูงสุดในการผลิตข้าว ประชากรส่วนใหญ่จึงประกอบอาชีพทำนาปลูกข้าวเป็นหลัก ทางจังหวัดจึงผลักดันเรื่องข้าวให้เป็นหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัด

สหกรณ์การเกษตรเชียงแสน จำกัด เป็นสหกรณ์ที่สมาชิกส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา และพื้นที่อำเภอเชียงแสน มีลักษณะภูมิอากาศคล้ายพื้นที่ภาคอีสานที่ปลูกข้าวหอมมะลิที่มีคุณภาพได้ดี ดังนั้น ธุรกิจแปรรูปและผลิตภัณฑ์สินค้าของสหกรณ์ จึงเป็นธุรกิจที่โดดเด่น ได้รับรางวัลข้าวตราคุณภาพดีเด่นแห่งประเทศไทย ประเภทข้าวหอมมะลิ ของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งข้าวเปลือกที่สหกรณ์นำมาผลิตเป็นข้าวสารจนได้รับรางวัลดังกล่าว เป็นข้าวเปลือกที่ผลิตโดยสมาชิกของสหกรณ์ฯ

 

 

นางแสงสุนีย์ นุชัย ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเชียงแสน จำกัด เล่าให้ฟังว่า สหกรณ์การเกษตรเชียงแสน จำกัด ก่อตั้งเมื่อ 2515 มีพื้นที่ดำเนินงานครอบคลุม 6 ตำบล ใน อ.เชียงแสน ได้แก่ ตำบลป่าสัก ตำบลศรีดอนมูล ตำบลเวียง ตำบลโยนก ตำบลบ้านแซว และตำบลแม่เงิน ปัจจุบันมีสมาชิก 3,512 ราย มีทุนดำเนินงาน 680 ล้านบาท มีทุนเรือนหุ้น 110 ล้านบาท ดำเนินธุรกิจ รับฝากเงิน สินเชื่อ รวบรวมผลผลิตจากสมาชิก จัดหาสินค้ามาจำหน่าย (ปัจจัยการผลิต, สินค้าอุปโภคบริโภค, น้ำมัน, สินค้าเกษตร) และแปรรูปผลผลิต (ข้าวเปลือก-ข้าวสาร, เมล็ดพันธุ์ข้าว, น้ำดื่ม)

ปัจจุบันธุรกิจที่โดดเด่นของสหกรณ์ฯคือ ผลิตข้าวครบวงจร โดยสหกรณ์ฯร่วมกับกรมการข้าว ส่งเสริมให้สมาชิกผลิตข้าวเปลือกที่มีคุณภาพมาตรฐาน GAP ภายใต้โครงการผลิตข้าวคุณภาพ ปัจจุบันมีสมาชิกเข้าร่วมโครงการ 235 ราย พื้นที่ 3,600 ไร่ ซึ่งสมาชิกต้องใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่สหกรณ์ฯผลิตขึ้นเอง รวมถึงวัสดุทางการเกษตรต่างๆ นอกจากนี้ สหกรณ์ฯยังสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้สมาชิก พร้อมรับซื้อข้าวเปลือกที่ได้รับมาตรฐาน GAP คืนจากสมาชิก โดยจะรับซื้อข้าวเปลือกสดคืนในราคาเพิ่มขึ้นจากราคาตลาด ณ วันที่สมาชิกนำข้าวเปลือกมาจำหน่ายตันละ 500 บาท ส่วนข้าวเปลือกแห้งจะรับซื้อในราคาเพิ่มขึ้นตันละ 1,000 บาท หลังจากนั้นจะนำข้าวเปลือกที่ได้ไปแปรรูปในโรงสีของสหกรณ์ฯที่ได้รับมาตรฐานการผลิต GMP เพื่อผลิตเป็นข้าวสารขาย ส่งผลให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มมีความเป็นอยู่ดีขึ้น ซึ่งปีนี้คาดว่าจะรวบรวมผลผลิตข้าวคุณภาพจากสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการได้ประมาณ 4,000 ตัน

 

 

นอกเหนือจากนั้น สหกรณ์ฯยังดูแล ช่วยเหลือสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการตั้งแต่เริ่มผลิต จนถึงการตลาด มีการส่ง
เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรออกไปดูแลตรวจแปลงฤดูกาลละ 2 รอบ มีการให้ความรู้ทำการเกษตรที่มีคุณภาพ ซึ่งลดต้นทุนการผลิตได้ เนื่องจากสหกรณ์ฯจะให้ความรู้อย่างสม่ำเสมอในการผลิตว่าข้าวเปลือกที่ปลูกต้องการอาหารเวลาใดจึงเหมาะสม จากบันทึกของสมาชิกสามารถลดต้นทุนในการซื้อปัจจัยการผลิตได้ประมาณร้อยละ 10 เลยทีเดียว

ล่าสุดสหกรณ์ฯเปิดจุดรวบรวมผลผลิตข้าวของสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปขึ้น ที่สาขาเวียงโยนกอีกแห่งหนึ่ง ซึ่ง
ได้รับเงินอุดหนุนงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณปี 2561 (งบกลางปี) แผนงานยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตร (โครงการไทยนิยม ยั่งยืน) ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในการก่อสร้างฉางขนาด 2,000 ตัน และเครื่องชั่งขนาด 80 ตัน โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์สนับสนุน 6,750,000 บาท สหกรณ์ฯสมทบ 750,000 บาท รวมเป็นเงิน 7,500,000 บาท เพื่อรองรับผลผลิตข้าวคุณภาพและข้าวเปลือกทั่วไปจากสมาชิกและเกษตรกรที่อยู่ในแถบนั้น เป็นการช่วยลดต้นทุนขนส่งลงได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 50 สตางค์ ส่งผลให้รวบรวมผลผลิตข้าวจากสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปได้ทั่วถึงมากขึ้น ธุรกิจของสหกรณ์ฯ เติบโตและเข้มแข็งยิ่งขึ้น ทั้งนี้ สาขาเวียงโยนกแห่งนี้จะเปิดรับซื้อผลผลิตจากสมาชิกช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้

นับได้ว่า สหกรณ์การเกษตรเชียงแสน จำกัด เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ที่ประสบผลสำเร็จเป็นรูปธรรม พัฒนากิจการเจริญก้าวหน้าเป็นองค์กรธุรกิจเข้มแข็ง นำพาคุณภาพชีวิตที่ดีมาสู่สมาชิกได้อย่างแท้จริง

รักษ์เกษตร : ไม่เผา ..ไถกลบตอซัง ลดมลพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/451723

รักษ์เกษตร : ไม่เผา ..ไถกลบตอซัง ลดมลพิษ

รักษ์เกษตร : ไม่เผา ..ไถกลบตอซัง ลดมลพิษ

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมพบเห็นการเผาตอซังข้าว
เป็นประจำ อยากทราบว่ามีโทษอะไรบ้างครับ

ศรอินทร์ ธงธาราม

อ.ศรีประจันต์จ.สุพรรณบุรี

คำตอบ

ฝุ่นควันพิษจากการทำการเกษตรไม่ใช่เกิดจากการเผาอ้อยแต่เพียงอย่างเดียว แต่ในนายังมีการเผาตอซังด้วย โดยเฉพาะในภาคกลาง ชาวนาส่วนใหญ่ปลูกข้าว 2-3 ครั้ง/ปี ดังนั้น หลังการเก็บเกี่ยวข้าว ชาวนาบางส่วนจึงใช้วิธีเผาตอซัง เพราะเป็นวิธีกำจัดตอซังได้เร็วและใช้แรงงานน้อย เพื่อให้ได้ผลผลิตตามรอบที่ต้องการแต่การกระทำเช่นนั้น เป็นการทำลายดิน และทำให้เกิดภาวะโลกร้อน

เกษตรกรที่เตรียมพื้นที่สำหรับปลูกข้าว โดยทำการเผาตอซังข้าว เพื่อให้เกิดความสะดวกในการไถเตรียมดิน หรือเพื่อต้องการกำจัดวัชพืชและแมลงศัตรูพืชนั้น จะมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของดินทั้งทางด้านกายภาพ เคมี และชีวภาพ เนื่องจากความร้อนจากการเผาตอซัง

ผลเสียจากการเผาตอซังนักวิชาการเกษตร ได้รายงานสรุปได้ ดังนี้

1)ปริมาณจุลินทรีย์ในดินหลายชนิดลดลงหลังการเผาตอซังไปทำลายจุลินทรีย์ และแมลงที่เป็นประโยชน์ในดิน ทำให้ปริมาณและกิจกรรมของจุลินทรีย์ในดินลดลง เช่น กิจกรรมการเปลี่ยนก๊าซไนโตรเจนจากบรรยากาศให้อยู่ในรูปของสารประกอบไนโตรเจนที่พืชนำไปใช้ประโยชน์ได้ และการย่อยสลายอินทรียสารเป็นการเพิ่มธาตุอาหารให้แก่ดิน นอกจากนั้นตัวอ่อนของแมลงศัตรูพืช เช่น ตัวห้ำ ตัวเบียนที่อาศัยอยู่ในดินหรือตอซังพืชรวมทั้งจุลินทรีย์ที่สามารถควบคุมโรคพืชถูกเผาทำลายไป ซึ่งหากระบบนิเวศน์ของดินไม่สมดุลจะทำให้การแพร่ระบาดของโรคเกิดได้ง่ายขึ้น

2)ทำให้ดินแน่นทึบอัตราการซึมของน้ำช้าลง การไหลทางแนวราบสูงขึ้น ทำให้เกษตรกรต้องใช้น้ำมากกว่าปกติในการปลูกพืช ทำให้โครงสร้างของดินเปลี่ยนแปลงไป อนุภาคของดินจับตัวกันแน่นและแข็ง ทำให้รากพืชแคระแกร็น ไม่สมบูรณ์และอ่อนแอ การหาอาหารลดลงรวมทั้งเชื้อโรคพืชสามารถเข้าทำลายได้ง่าย

3)การเผาตอซัง ภายหลังการเก็บเกี่ยวข้าว เป็นการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากพื้นดินสู่บรรยากาศ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน

4)ทำให้ปริมาณไนโตรเจนบนผิวดินลดลง ส่วนค่าความเป็นกรดเป็นด่างของดิน (pH)ของบริเวณผิวดินเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เมื่อน้ำท่วมคราวต่อไปจะมีการปรับ pH ให้เข้าสู่สภาพเดิมอีก

5) สูญเสียอินทรียวัตถุ และธาตุอาหารในดิน คาร์บอนและอินทรียวัตถุในดินเมื่อถูกเผาจะกลายเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูญเสียไปในบรรยากาศ ส่วนธาตุอาหารจะแปรสภาพให้อยู่ในรูปที่สามารถสูญเสียไปจากดินได้ง่าย

6) สูญเสียน้ำในดิน การเผาตอซังพืชทำให้ผิวดินมีอุณหภูมิสูงถึง 90 องศาเซลเซียส น้ำในดินจะระเหยสู่บรรยากาศอย่างรวดเร็ว ทำให้ความชื้นของดินลดลง

มักมีคำถามว่า การไถกลบตอซังข้าวดีอย่างไร หน่วยงานทางด้านการเกษตรได้มีข้อสรุปไว้ดังนี้

1) ช่วยปรับปรุงคุณสมบัติทางกายภาพของดินทำให้ดินโปร่ง ร่วนซุย ง่ายต่อการเตรียมดิน การปักดำกล้า และทำให้ระบบรากพืชสามารถแพร่กระจายในดินได้มากขึ้นทำให้การระบายอากาศของดินเพิ่มมากขึ้นและเพิ่มการซึมผ่านของน้ำ และการอุ้มน้ำของดินให้ดีขึ้น

2) ช่วยปรับปรุงคุณสมบัติทางเคมีของดินเป็นการเพิ่มธาตุอาหารให้แก่ดินโดยตรง ถึงแม้ปริมาณธาตุอาหารจะมีไม่มากเมื่อเปรียบเทียบกับปุ๋ยเคมี แต่จะมีธาตุอาหารครบถ้วนตามที่พืชต้องการ ทั้งธาตุอาหารหลัก ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมธาตุอาหารรอง ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม และกำมะถันและจุลธาตุ ได้แก่ ธาตุเหล็ก แมงกานีส ทองแดง สังกะสี โบรอน โมลิบดินัม และคลอรีน โดยช่วยดูดและยึดธาตุอาหารจากการใส่ปุ๋ยเคมีไม่ให้สูญเสียไปจากดินซึ่งพืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ และลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีและช่วยเพิ่มความต้านทานการเปลี่ยนแปลงความเป็นกรดเป็นด่างของดินทำให้การเปลี่ยนแปลงไม่รวดเร็วจนเป็นอันตรายต่อพืชช่วยลดความเป็นพิษของเหล็กและแมงกานีสในดินและช่วยลดความเป็นพิษจากดินเค็มอีกด้วย

3)ช่วยปรับปรุงคุณสมบัติทางชีวภาพของดินอินทรียวัตถุเป็นแหล่งอาหารและแหล่งพลังงานของจุลินทรีย์ดินมีผลทำให้ปริมาณและกิจกรรมของจุลินทรีย์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงธาตุอาหารในดินให้อยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืชและช่วยการเพิ่มปริมาณหรือจำนวนของจุลินทรีย์ดินมีผลช่วยลดปริมาณเชื้อสาเหตุโรคพืชบางชนิดในดินลดน้อยลง

นาย รัตวิ

เปิดตัว‘ดาหลา’4พันธุ์ใหม่ รูปลักษณ์สีสันเหมาะส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/451720

x

เปิดตัว‘ดาหลา’4พันธุ์ใหม่ รูปลักษณ์สีสันเหมาะส่งออก

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ดาหลาเป็นไม้ดอกพื้นเมืองทางภาคใต้ที่ผลิตเป็นการค้ามีการใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลายในรูปไม้ตัดดอกประดับอาคารสถานที่ จึงมีผู้นำดาหลาไปปลูกเป็นการค้าสำหรับตัดดอกในจ.นนทบุรี สมุทรสาคร กาญจนบุรี ระยอง จันทบุรี และกระบี่  จำหน่ายราคาดอกละ 5 – 20 บาท และต้นพันธุ์ (หน่อ) ราคาหน่อละ 50 – 300 บาท  สำหรับต่างประเทศ ตลาดนำเข้าดอกดาหลาที่สำคัญของไทยได้แก่ บาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และคูเวต ส่วนต้นพันธุ์ส่งไปจำหน่ายที่แองโกลา สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สเปน ซึ่งมีปริมาณความต้องการสูงกว่าปริมาณการนำเข้าดอก  อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพันธุ์ดาหลาที่ปลูกในปัจจุบันมีช่อดอก และก้านดอกใหญ่ น้ำหนักมาก เมื่อดอกบานกลีบดอกแผ่ใหญ่ การบรรจุหีบห่อทำได้ยาก ช่อดอกช้ำง่าย เป็นอุปสรรคต่อการส่งออก

ดังนั้น ศูนย์วิจัยพืชสวนยะลา กรมวิชาการเกษตรจึงวิจัยและปรับปรุงพันธุ์ดาหลา เพื่อให้ได้พันธุ์ใหม่ที่มีลักษณะทรงถ้วย น้ำหนักช่อดอกน้อย กลีบประดับสีสันสวยงาม ช่อดอกมีขนาดแตกต่างจากพันธุ์ที่มีอยู่เดิม และให้ผลผลิตดอกไม่ต่ำกว่า 100 ดอก/กอ/ปี เหมาะสำหรับผลิตเพื่อส่งออกเป็นการค้า โดยรวบรวมพ่อแม่พันธุ์ การผสมพันธุ์ การคัดเลือกพันธุ์และการทดสอบพันธุ์ ตามขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์ ตั้งแต่ปี 2549 จนประสบความสำเร็จได้ดาหลาพันธุ์ใหม่ 4 พันธุ์ ดังนี้ ดาหลาพันธุ์ยะลา 1 ดาหลาพันธุ์ยะลา 2 ดาหลาพันธุ์ยะลา 3   ดาหลาพันธุ์ยะลา 4 มี และดาหลาลูกผสมทั้ง 4 พันธุ์ ซึ่งดาหลาพันธุ์ใหม่ทั้ง 4 พันธุ์มีรูปลักษณ์แปลกใหม่ กลีบประดับมีสีสันสวยงาม โดดเด่นสะดุดตา การบานของดอกคงที่นำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เหมาะสำหรับผลิตเพื่อส่งออกเป็นการค้าทำให้เกษตรกรได้ผลตอบแทนสูงขึ้น กระตุ้นและรักษาส่วนแบ่งตลาดดาหลาของไทยในต่างประเทศได้

‘สุริยะ’ย้ำชัดเจน ไม่ล้มแบน3สาร ‘เสี่ยต่อ’เดินหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/451810

‘สุริยะ’ย้ำชัดเจน  ไม่ล้มแบน3สาร  ‘เสี่ยต่อ’เดินหน้า

‘สุริยะ’ย้ำชัดเจน ไม่ล้มแบน3สาร ‘เสี่ยต่อ’เดินหน้า

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

‘สุริยะ’ย้ำชัดเจนไม่ล้มแบน3สาร ‘เสี่ยต่อ’เดินหน้า สั่งหาสิ่งทดแทน

“สุริยะ” ย้ำชัด แบน 3 สารเคมีตามมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย ยันไม่มีการทบทวน ในขณะที่”เสี่ยต่อ”สั่งตั้งกรรมการเพื่อศึกษาแนวทางการหาสิ่งทดแทน 3 สารอันตรายให้กับเกษตรกร

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม กล่าวถึงกรณีข่าวการทบทวนการแบน 3 สารเคมีอันตรายว่า ขอย้ำอีกครั้งว่า ยืนยันมติการแบน 3 สารเคมีแน่นอน ไม่มีการทบทวนใหม่ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง อยากให้ทุกฝ่ายพร้อมใจเดินหน้าทำเพื่อประเทศ หยุดบิดเบือนข้อมูลที่ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด และอยากให้หน่วยงานที่เชี่ยวชาญในเรื่องนี้อย่างกระทรวงเกษตรฯเข้าไปดูแล

“ผมได้ให้นโยบายชัดเจนตั้งแต่ต้นว่า ในส่วนของคณะกรรมการวัตถุอันตรายทั้ง 3 คน ที่มาจากกระทรวงอุตสาหกรรม ในการประชุมครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2562 ว่าให้ลงมติฯห้ามไม่ให้มีการใช้สารเคมีดังกล่าวทั้ง 3 ชนิดในภาคเกษตรกรรม ดังนั้นจุดยืนของผมฯไม่มีการเปลี่ยนแปลง หากย้อนไปดูคำพูดของผม ผมไม่เคยพูดเลยว่าจะไม่แบน เพียงแต่เป็นเสียงสะท้อนที่มาจากเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ ในฐานะที่เป็นรัฐมนตรี ผมห่วงใยประชาชนทุกฝ่าย ส่วนเรื่องการหาสารทดแทน หรือหาทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบอยากให้หน่วยงานที่มีความรู้อย่างแท้จริงในเรื่องนี้ซึ่งเชื่อว่าทางกระทรวงเกษตรจะเข้าไปดูแล ทางกระทรวงอุตสาหกรรมเองพร้อมจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในการดำเนินการเรื่องนี้อย่างรอบคอบและต่อเนื่องโดยยึดผลตามมติที่ประชุมไม่มีการเปลี่ยนแปลงมติฯในขณะนี้แน่นอน” นายสุริยะกล่าว

ทั้งนี้ ทางกระทรวงอุตสาหกรรม และตนในฐานะประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย พร้อมปฏิบัติงานอย่างเต็มความสามารถและจะการดำเนินการเรื่องนี้อย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ประเทศชาติ และสุขภาพของประชาชนเป็นหลัก จึงมีความชัดเจนที่จะดำเนินการตามมติที่ประชุมก่อนหน้านี้แน่นอน

ด้านนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ คณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติการแบน 3 สารเคมีและ มีกระแสข่าวว่า อยากจะมีการพิจารณายกเลิกการแบน สารเคมีบางตัวว่า เรื่องที่เกิดขึ้น ตนไม่ทราบทุกอย่าง เป็นเรื่องของคณะกรรมการวัตตุอันตราย จะพิจารณา ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป และถือว่า ในส่วนของการทำงานในส่วนกระทรวงเกษตรถือว่าครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ซึ่งจากนี้ไป กระทรวงเกษตรฯ จะต้องเดินหน้าศึกษาสิ่งทดแทน 3สารเคมีที่โดนแบน โดยเบื้องต้น ได้มีการตั้งคณะกรรมการศึกษาผลกระทบ และพิจารณาหาสิ่งทดแทน โดยมีปลัดกระทรวงเกษตร เป็นประธานคณะกรรมการ ชุดดังกล่าว ทั้งหมด จะประกอบด้วยตัวแทน จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมทั้งตัวแทนจากเกษตรกร มาให้ข้อมูล เพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการหาสิ่งทดแทน 3 สารเคมี ว่าจะเดินหน้าต่ออย่างไร คาดว่า สรุปเรื่องได้ทั้งหมดภายในสิ้นเดือน พฤศจิกายน นี้ ตนยืนยันว่า ทุกอย่างเป็นการ ทำเพื่อความปลอดภัยของพี่น้องเกษตรกรและ ผู้บริโภคทั้งหมด ขณะเดียวกันก็จะต้องคำนึงถึงผลกระทบและต้องดูและในส่วนที่ มีผลกระทบด้วยจากนี้ไปคงต้องรอคณะกรรมการ ศึกษาฯ ของกระทรวงเกษตรสรุป ข้อมูลอีกครั้ง ว่า จะมีมาตรการอย่างไรบ้าง เพราะ คณะกรรมการ จะต้องมีการสรุปข้อมูลรอบด้าน ไม่ใช่เรื่องศาลทดแทนอย่างเดียวเพราะในระยะยาวหากต้องการให้เกษตรกรมยั่งยืนจริงต้องเน้นหนักเรื่องการลดต้นทุนให้เกษตรกรรทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันแก้ปัญหาให้ได้ เพื่อให้สามารถเดินหน้า แก้ปัญหาไปได้

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯคูเมืองปล่อยกู้ดอกต่ำช่วยสมาชิก สร้างแหล่งสำรองน้ำในไร่นาฝ่าวิกฤติแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/451563

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯคูเมืองปล่อยกู้ดอกต่ำช่วยสมาชิก  สร้างแหล่งสำรองน้ำในไร่นาฝ่าวิกฤติแล้ง

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯคูเมืองปล่อยกู้ดอกต่ำช่วยสมาชิก สร้างแหล่งสำรองน้ำในไร่นาฝ่าวิกฤติแล้ง

วันจันทร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

น้ำเป็นปัจจัยขั้นพื้นฐานที่สำคัญของการทำการเกษตรแต่ด้วยสภาพภูมิอากาศแปรปรวนส่งผลให้ปริมาณน้ำฝนลดน้อยลง หรือเกิดฝนทิ้งช่วง ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรมากขึ้นทุกขณะ ประกอบกับพื้นที่ชลประทานยังไม่เพียงพอ เกษตรกรส่วนใหญ่ต้องอาศัยน้ำฝนและแหล่งน้ำธรรมชาติในการเพาะปลูก ในช่วงฤดูแล้งน้ำขาดแคลน ผลผลิตทางการเกษตรได้รับความเสียหาย เกษตรกรสูญเสียรายได้ กระทบต่อภาวะเศรษฐกิจในภาพรวม

รัฐบาลจึงมีแนวคิดในการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรในระดับไร่นาแบบใหม่ คือ เน้นให้เกษตรกรแต่ละราย พัฒนาพื้นที่ของตนเองให้มีระบบสำรองน้ำเพื่อการเกษตร ด้วยการขุดสระกักเก็บน้ำในไร่นา หรือขุดเจาะบ่อบาดาลไว้ใช้ทดแทนน้ำชลประทาน เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงจัดทำโครงการสนับสนุนเงินทุนเพื่อสร้างระบบน้ำในไร่นาของสมาชิก สถาบันเกษตรกร โดยให้สถาบันเกษตรกร (สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร) เป็นแหล่งรับเงินทุนหมุนเวียน เพื่อนำไปสนับสนุนเงินกู้แก่สมาชิกในการใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการลงทุนพัฒนาแหล่งน้ำในแปลงไร่นาของตนเองอย่างเป็นระบบ สร้างโอกาสในการผลิตเกษตรกรรม ลดความเสี่ยงจากใช้น้ำชลประทาน และแหล่งน้ำจากธรรมชาติแต่เพียงอย่างเดียว

 

นางมะลิฉัตร หว่างวิวัฒน์ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรคูเมือง จำกัด จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า สหกรณ์การเกษตรคูเมือง ได้เข้าร่วมโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อสร้างระบบน้ำในไร่นาของสถาบันเกษตรกรกรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งสหกรณ์ได้รับจัดสรรเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรสมาชิก ในปี 2559 วงเงิน 2.8 ล้านบาท ให้เกษตรกรสมาชิกกู้ยืมรวม 56 ราย รายละ 50,000 บาท สำหรับนำไปขุดเจาะบ่อบาดาล จัดซื้ออุปกรณ์วางระบบน้ำ โดยเกษตรกรสมาชิกจะต้องชำระเงินกู้ปีละ 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย 3% รวมระยะเวลา 5 ปี และในปี 2562 กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สนับสนุนงบเพิ่มเติมอีกจำนวน 2.1 ล้านบาท เพื่อนำไปสนับสนุนให้สมาชิกพัฒนาระบบน้ำในไร่นา ซึ่งทางสหกรณ์ฯ ได้นำไปจัดสรรให้กับสมาชิกที่ได้มีการสำรวจความต้องการไว้ ทั้งต่อยอดรายเก่าและรายใหม่

การสนับสนุนเงินกู้เพื่อสร้างระบบน้ำในไร่นา เป็นประโยชน์ต่อสมาชิกสหกรณ์การเกษตรคูเมืองอย่างมาก เนื่องจากสมาชิก
ส่วนใหญ่มักประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง พอมีเงินไปขุดเจาะบ่อบาดาล ไปพัฒนาระบบสำรองน้ำไว้ใช้ในไร่นาของตนเอง จนกระทั่งมีน้ำเพื่อใช้ทำการเกษตรอย่างเพียงพอ สามารถปลูกข้าว ปลูกพืชหลังนา พืชผัก ทำเกษตรผสมผสาน มีรายได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี ซึ่งสหกรณ์ฯ จะรวบรวมผลผลิตของสมาชิก ส่งขายให้กับบริษัทเอกชน และจัดส่งไปขายยังตลาดชุมชนในอำเภอคูเมือง

ด้านนายสุเมค ลิอ่อนรัมย์ สมาชิกสหกรณ์การเกษตรคูเมือง จำกัด กล่าวว่า ตนได้กู้เงินจากสหกรณ์รวมทั้งสิ้น 56,000 บาท เพื่อนำมาปรับปรุงพื้นที่การเกษตรและวางระบบน้ำ ซื้อเครื่องปั๊มน้ำบาดาล แท็งก์น้ำขนาด 2,000 ลิตร ท่อ pvc วางระบบน้ำ ในพื้นที่ 24 ไร่ ปัจจุบันได้ทำการเกษตรแบบผสมผสาน ทั้งทำนา ปลูกพืชผักสวนครัวอาทิ มะเขือ ข้าวโพด พริก แตงกวา ฟัก กระเจี๊ยบเขียว เป็นต้น ซึ่งตั้งแต่ทำระบบน้ำในไร่นา ทำให้มีน้ำเพียงพอสามารถปลูกพืชผักได้หลากหลายชนิดหมุนเวียนตลอดทั้งปี มีไว้บริโภคเองในครัวเรือน และเหลือขายมีรายได้เฉลี่ยวันละ 200-400 บาท ก็ทำให้อยู่ได้อย่างมีความสุขแบบพอเพียง เมื่อเปรียบเทียบกับสมัยก่อนที่ยังไม่ได้ทำระบบน้ำ ต้องอาศัยน้ำจากบ่อน้ำธรรมชาติในช่วงแล้งก็ต้องตักน้ำไปรดผัก ปลูกได้ไม่กี่ชนิดผลผลิตก็น้อยแต่ตอนนี้ปลูกพืชผักได้หลากหลายเพราะมีน้ำเพียงพอ ทั้งยังใช้ระบบน้ำหยดเข้ามาช่วยลดภาระด้านแรงงาน ต่อไปวางแผนจะติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อประหยัดต้นทุนค่าไฟฟ้า ช่วยลดต้นทุนการผลิตอีกทางหนึ่ง

กษ.ดันผักแปลงใหญ่ลำพูนขึ้นห้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/451559

x

กษ.ดันผักแปลงใหญ่ลำพูนขึ้นห้าง

วันจันทร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยว่า การเชื่อมโยงเกษตรกรผู้ปลูกพืชผักกับห้าง Modern trade เป็นการเพิ่มโอกาสทางการตลาดและสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรและชุมชน โดยกรมเน้นความร่วมมือใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อส่งเสริมการผลิตและการตลาด รวมทั้งสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันด้านต่างๆ เมื่อทราบความต้องการของตลาดแล้ว จึงนำมาวางแผนให้เกษตรกรผลิต ลดความเสี่ยงปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เพราะมีตลาดรองรับ พร้อมกำชับการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ต้องเร่งสร้างการรับรู้คุณภาพสินค้าเกษตร เพิ่มความต้องการให้ผู้บริโภครับทราบด้วย

ด้านนายอภิรักษ์ หลักชัยกุล ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมธุรกิจเกษตร สำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า กรมร่วมกับน.ส.กังสดาล ชัยยศ เกษตรอำเภอเมืองลำพูน และตัวแทนจากบริษัท Tesco Lotus จัดการพืชผักสด ณ สถานที่ผลิตอาหาร ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน เลขที่ 51-2-01762 ภายใต้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ผักปลอดภัย ต.อุโมงค์ อ.เมือง จ.ลำพูน ซึ่งพัฒนาจากกลุ่มส่งเสริมแปลงใหญ่พืชผัก ต.อุโมงค์ มีสมาชิก 33 ราย พื้นที่ปลูกผัก 107 ไร่ 3 งาน ผลิตพืชผักตามฤดูกาล ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองลำพูน สำนักงานเกษตรจังหวัดลำพูน กรมส่งเสริมการเกษตร บริหารจัดการโดยสมาชิกกลุ่มฯ ส่งผลผลิตให้บริษัท Tesco Lotus เพื่อกระจายสินค้าดังกล่าว จากสถานที่รวบรวมสินค้าของบริษัท ณ ศูนย์กระจายสินค้า (DC) อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ กระจายสู่ห้างร้านในเครือของ Lotus 133 สาขาทั่วเขตภาคเหนือ มีอัตราการส่งผัก 4-5 ตัน/สัปดาห์ และรถห้องเย็นมารับสินค้า ณ สถานที่ผลิตอาหาร วิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ผักปลอดภัยตำบลอุโมงค์ใน 5 วัน/สัปดาห์ เป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าคุณภาพสู่ผู้บริโภคตามนโยบายตลาดนำการเกษตรของรัฐบาล มีการทำบันทึกข้อตกลง (MOU) นโยบายรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรโดยตรงจากเกษตรกร กับ Tesco Lotus เพื่อให้กลุ่มเกษตรกรปลูกผักปลอดภัยมีรายได้มั่นคงตลอดทั้งปี

ไฟเขียว1.65ล้านพัฒนาระบบผลิตถั่วเหลือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/451562

x

ไฟเขียว1.65ล้านพัฒนาระบบผลิตถั่วเหลือง

วันจันทร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์  จันทรศรีวงศ์  รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อพัฒนาการผลิตถั่วเหลือง ว่า สศก.ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อพัฒนาการผลิตถั่วเหลืองจัดประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ โดยมีนายนราพัฒน์ แก้วทอง กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งได้รับมอบหมายจากรมว.เกษตรฯเป็นประธานประชุม พิจารณางบประมาณดำเนินโครงการนำร่องใช้เครื่องจักรกลการเกษตรทดแทนแรงงาน เพื่อลดต้นทุนการผลิตถั่วเหลือง

ปัจจุบันไทยผลิตถั่วเหลืองได้ประมาณ 40,000 ตัน/ปี ไม่ถึงร้อยละ 2 ของความต้องการใช้ของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมีมากถึงปีละ 2.85 ล้านตัน จำเป็นต้องพึ่งการนำเข้าถึงร้อยละ 98 ทั้งนี้ การผลิตถั่วเหลืองในประเทศมีน้อย เป็นผลจากต้นทุนการผลิตสูง ขาดแคลนแรงงาน ผลผลิตต่อไร่ค่อนข้างต่ำ พื้นที่ปลูกของเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นแปลงขนาดเล็ก ไม่เหมาะใช้เครื่องจักร จำเป็นต้องพึ่งแรงงานปลูกเก็บเกี่ยว

ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯจึงมีนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มผลิตในลักษณะแปลงใหญ่ รูปแบบสหกรณ์ เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรการผลิตร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถลดต้นทุนการผลิตและการตลาด โดยดำเนินโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ประชารัฐถั่วเหลือง ในพื้นที่นิคมสหกรณ์แม่แตง จ.เชียงใหม่ แหล่งผลิตถั่วเหลืองขนาดใหญ่ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมกับสหกรณ์นิคมแม่แตง จำกัด และภาคเอกชนเป้าหมายเพิ่มผลผลิตเป็น 350 – 400 กก./ไร่ จากเดิมผลิตได้เพียง 200 – 250 กก./ไร่ เท่านั้น

จากปัญหาด้านแรงงานเพาะปลูกการจัดการหลังเก็บเกี่ยว ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพผลผลิตและอำนาจ ต่อรองราคาของเกษตรกร คณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อพัฒนาถั่วเหลือง จึงมีมติอนุมัติเงินจ่ายขาดจากกองทุนฯ 1,650,890 บาท ให้กรมส่งเสริมสหกรณ์นำไปจัดทำโครงการนำร่องใช้เครื่องจักรกลการเกษตรทดแทนแรงงาน ในพื้นที่นิคมสหกรณ์แม่แตง จ.เชียงใหม่ โดยจัดหาเครื่องจักรกลการเกษตรที่จำเป็น อาทิ เครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ เครื่องวัดความชื้น เครื่องเกี่ยวนวด เครื่องทำความสะอาดเมล็ดถั่วเหลือง เป็นต้น เพื่อทดลองใช้ในพื้นที่ของเกษตรกรที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์นิคมแม่แตง จำกัด 50 ราย รวมพื้นที่ 500 ไร่ เพื่อให้สมาชิกของสหกรณ์มีเครื่องหยอด สามารถลดจำนวนเมล็ดพันธุ์ ลดค่าใช้จ่ายซื้อเมล็ดพันธุ์ลงได้ รวมทั้งเครื่องจักรอื่นที่ใช้บริหารจัดการเมล็ดถั่วเหลืองหลังการเก็บเกี่ยว ทำให้เมล็ดพันธุ์มีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน ส่งผลให้ได้ราคาสูงขึ้นโดยกองทุนฯจะโอนเงินและติดตามผลดำเนินงานจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งคาดว่าการใช้เครื่องจักรกลจะช่วยลดต้นทุนได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 และหากประสบความสำเร็จ จะได้ขยายผลไปสู่เกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองกลุ่มอื่นต่อไป

ชายคาพระพิรุณ : 4 พฤศจิกายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/451561

586851

ชายคาพระพิรุณ : 4 พฤศจิกายน 2562

วันจันทร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมประมง ร่วมกับ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กำหนดจัดงาน “ประมงรำลึก สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ” ครั้งที่ 9 ภายใต้แนวคิด “สายธารแห่งพระบารมี 9 สู่วิถีประมงไทย” ระหว่างวันที่ 6 – 10 พฤศจิกายน 2562 ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา เวสต์เกต จังหวัดนนทบุรี โดย นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า วันที่ 7 พฤศจิกายนของทุกปี เป็นวันรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯทรงปล่อยพันธุ์ปลาจากบ่อส่วนพระองค์ลงในบ่อเลี้ยงของแผนกทดลองและเพาะเลี้ยงของกรมประมง และพระราชทานพันธุ์ปลาให้ข้าราชการและเกษตรกรนำไปเลี้ยงเพื่อแพร่ขยายพันธุ์ ดังนั้น เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ตลอดจนเผยแพร่พระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านที่มีต่องานด้านการประมง กรมประมงจึงจัดงาน ประมงรำลึก สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
ครั้งที่ 9 ภายใต้แนวคิด “สายธารแห่งพระบารมี 9 สู่วิถีประมงไทย” ขึ้น โดยได้แบ่งกิจกรรมออกเป็น 4 โซน ได้แก่ โซนที่ 1 นิทรรศการด้านการประมง จัดแสดงนิทรรศการโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ การถ่ายทอดเรื่องราวบรรยากาศศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำลองป่าชายเลน และระบบนิเวศ รวมถึงกิจกรรมภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อาทิ การทำอีแปะ หรือวัสดุล่อหอยนางรม จัดแสดงภาพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รวบรวมภาพพระราชกรณียกิจการทรงงานด้านการประมง ที่ตราตรึงอยู่ในความทรงจำของปวงชนชาวไทยเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ โซนที่ 2 นิทรรศการน้อมรำลึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จัดแสดงภาพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยรวบรวมภาพพระราชกรณียกิจการทรงงานด้านการประมง ที่ตรึงอยู่ในความทรงจำของปวงชนชาวไทย จัดแสดงปลาพระราชทานทั้ง 4 ชนิด ได้แก่ ปลาหมอเทศ ปลานิล ปลากระโห้ ปลานวลจันทร์ทะเล และปลาในโครงการพระราชดำริ โซนที่ 3 นิทรรศการโครงการเกษตรอทิตยาทร จัดแสดงนิทรรศการกิจกรรมในโครงการเกษตรอทิตยาทร โครงการในพระดำริของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ เพื่อถ่ายทอดความรู้วิชาการทางการเกษตรตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งยังส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้จากอาชีพหลักและอาชีพเสริมโดยภายในนิทรรศการมีการออกร้านจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ร้านค้าของโครงการฯโซนที่ 4 ตลาดส่งเสริมผลิตภัณฑ์ประมง เปิดโอกาสให้เกษตรสามารถนำผลิตภัณฑ์ด้านการประมงมาจำหน่ายภายในงานเพื่อส่งเสริมการตลาด ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประมง อาทิ ผลิตภัณฑ์จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ผลิตภัณฑ์จากเกษตรกรโครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ประเภทศูนย์เครือข่ายด้านการประมงรวมทั้งเกษตรกรทั่วไปและภาคเอกชน กรมประมงจึงขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมงานดังกล่าว ในระหว่างวันที่ 6 – 10 พฤศจิกายน 2562 ตั้งแต่เวลา 10.30-21.30 น. ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา เวสต์เกต จังหวัดนนทบุรี ซึ่งสามารถร่วมชมกิจกรรมต่างๆ ได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย…

ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2541 กำหนดให้วันที่ 31 ตุลาคมของทุกปีเป็น “วันออมแห่งชาติ” เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญของการประหยัดและการออมว่าเป็นส่วนสำคัญของชีวิตที่จะต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และสมาชิกสหกรณ์ให้ดีขึ้นและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยในปีนี้ นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้มอบหมายให้ กองประสานงานโครงการพระราชดำริ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์เข้าร่วมจัดนิทรรศการในงานวันออมแห่งชาติ ประจำปี 2562 ของขบวนการสหกรณ์ ซึ่งจัดโดยสันนิบาตสหกรณ์ ร่วมกับชุมนุมสหกรณ์ระดับประเทศ และสหกรณ์ทั้ง 7 ประเภท ร่วมด้วยส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนเห็นความสำคัญและตระหนักถึงประโยชน์ของการออมเพื่ออนาคต รวมทั้งส่งเสริมให้มีนิสัยรักการออมณ ห้องประชุม สำนักงานใหญ่บริษัท ทีโอทีจำกัด (มหาชน) ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้องเขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ กองประสานงานโครงการพระราชดำริ ได้เผยแพร่ความรู้ และให้คำปรึกษาแนะนำการจัดทำบัญชีรับ – จ่ายในครัวเรือน บัญชีต้นทุนประกอบอาชีพและบัญชีต้นกล้าเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อใช้บัญชีเป็นเครื่องมือในการวางแผนการใช้จ่ายเงิน รวมทั้งแจกสมุดบัญชีให้แก่ผู้ที่สนใจอีกด้วย…

กรมส่งเสริมการเกษตรเปิดรับสมัครและคัดเลือกเกษตรกรเข้าร่วม โครงการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmerปี 2563 โดยผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติคือ มีอายุระหว่าง 17-45 ปี และเริ่มต้นทำการเกษตร มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำเกษตรและต้องการพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตของตนเอง มีความสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการและต้องเข้าร่วมกิจกรรมตลอดระยะเวลาของโครงการ โดยผู้สมัครจะต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรไว้แล้ว เอกสารการสมัครประกอบด้วยรูปถ่ายขนาด 1.5 นิ้ว สำเนาทะเบียนเกษตรกร/ใบรับรองการขึ้นทะเบียนเกษตรกร สนใจสมัครตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอและสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้าน

ขุนเกษตรา

อ.ต.ก.ติดปีกสินค้าเกษตรไทย..บินไกลทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/451560

x

อ.ต.ก.ติดปีกสินค้าเกษตรไทย..บินไกลทั่วโลก

วันจันทร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรฯ โดยองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) และกระทรวงคมนาคม โดยบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ณ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ ว่า การทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือครั้งนี้เป็นเวลา 5 ปี เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562เป็นต้นไป เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรด้านการตลาด ตลอดจนสินค้าอุปโภคบริโภค สร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกรในรูปแบบการบริหารจัดการ ตามแนวทางตลาดนำการผลิต ให้ผู้รับบริการของบริษัทได้รับการดูแลด้านสุขภาพ บริโภคผลผลิตและผลิตภัณฑ์เกษตรที่มีคุณภาพ ปลอดภัยจากสารพิษและสิ่งปนเปื้อนที่ได้รับใบรับรองการผลิต ตลอดจนได้การรับรองเครื่องหมายฮาลาล โดยยกระดับผลผลิตและผลิตภัณฑ์เกษตรไทย บนเครื่องบินของการบินไทยและสายการบินลูกค้ามากกว่า 60 สายการบินโดยอาศัยตราสินค้าของ “ครัวการบินไทย” ที่เข้มแข็งและน่าเชื่อถือระดับนานาชาติ

“อ.ต.ก.จัดแคมเปญ ด้านข้อมูลส่วนประกอบผลผลิตที่นำมาประกอบอาหาร สำหรับให้บริการลูกค้า ตลอดจน
ผู้บริโภค สามารถสแกน QR code เพื่อทราบข้อมูลผลผลิตการเกษตร และสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จากแหล่งผลิตที่มีชื่อเสียงทั่วประเทศ ในการบริการให้ลูกค้า และผู้โดยสารบนเครื่องบิน สายการบินทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งการดำเนินงานที่กล่าวมาข้างต้นจะเกิดประโยชน์ต่อภาคเกษตรกรรม ในการเพิ่มช่องทางตลาดจำหน่ายผลผลิตการเกษตรเพิ่มขึ้น สร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร เพิ่มรายได้ยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการแบบไทยโดยคนไทยด้วยอาหารจากวัตถุดิบคุณภาพ ปลอดสารพิษ ส่วนผู้บริโภคมีโอกาสเข้าสู่ช่องทางการตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพมากขึ้น และได้รับสินค้าที่มีคุณภาพ มาตรฐานปลอดภัย ขยายตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพ การบริโภคสินค้าเกษตรคุณภาพเพิ่มขึ้นอีกด้วย” รมช.ธรรมนัส กล่าว

‘อลงกรณ์’ยันรัฐบาลไม่ทอดทิ้งชาวประมง เดินหน้าแก้กม.ล้าหลังเต็มสูบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/451525

‘อลงกรณ์’ยันรัฐบาลไม่ทอดทิ้งชาวประมง  เดินหน้าแก้กม.ล้าหลังเต็มสูบ

‘อลงกรณ์’ยันรัฐบาลไม่ทอดทิ้งชาวประมง เดินหน้าแก้กม.ล้าหลังเต็มสูบ

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 14.12 น.

‘อลงกรณ์’ยันรัฐบาลไม่ทอดทิ้งชาวประมง  เดินหน้าแก้กม.ล้าหลังเต็มสูบ

3 พฤศจิกายน 2562 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับกรณีนายกสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ระบุรัฐบาลไม่มีมาตรการในการช่วยเหลือและไม่ได้รับการเหลียวแล และมีการดำเนินการที่ล่าช้ามาก ว่า นายกสมาคมการประมงได้ร่วมประชุมกับทุกสมาคมประมง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตลอด 3 เดือน ถึง 8 ครั้ง และมีการประชุมย่อยอื่นๆกว่า 10 ครั้ง ย่อมทราบถึงความใส่ใจของรัฐบาลที่มีต่อชาวประมงและความก้าวหน้าในแต่ละข้อเรียกร้อง ซึ่งมีถึง 34 เรื่อง จึงไม่เข้าใจว่าทำไมถึงออกมาพูดราวกับว่ารัฐบาลไม่เหลียวแล จึงต้องชี้แจงว่าปัญหาประมงที่สะสมหมักหมมมานาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการร่วมกับสมาคมประมงทุกสมาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งรัดการแก้ปัญหาและฟื้นฟูศักยภาพประมง เช่น โครงการสินเชื่อเสริมสภาพคล่องและฟื้นฟูศักยภาพทั้งประมงพื้นบ้านประมงพาณิชย์ และประมงนอกน่านน้ำ 1 หมื่นล้านบาท

โดยรัฐชดเชยดอกเบี้ยกว่า 2 พันล้านบาท และโครงการซื้อเรือที่ประสงค์จะนำออกนอกระบบกว่า 2 พันลำ วงเงิน 7 พันล้านบาท เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรที่ยั่งยืนเป็นวงเงินรวมกันกว่า 17,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐมนตรีเกษตรฯได้ลงนามไปตั้งแต่เดือนที่แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงบประมาณเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.) อนุมัติต่อไป โดยเฉพาะโครงการสินเชื่อจาก ธกส.นั้น ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ ธกส.จะให้สินเชื่ออาชีพประมง และไม่เคยมีรัฐบาลใดเคยดำเนินการมาก่อน

สำหรับข้อเรียกร้องเรื่องการแก้ไขกฎระเบียบและกฎหมายประมงนั้น กระทรวงเกษตรฯได้ตั้งคณะกรรมการและคณะทำงานทั้งยกร่างกฎหมายใหม่ เช่น พ.ร.บ.กองทุนประมง และ พ.ร.บ.สภาการประมงแห่งชาติ ให้แล้วเสร็จใน 90 วัน รวมทั้งแก้ไขกฎระเบียบ รวมทั้งกฎหมายที่มีบทบัญญัติโทษรุนแรงเกินมาตรฐานสากลและกฎไอยูยู(IUU) ซึ่งหลายฉบับอยู่ในขั้นตอนกฎษฎีกา และเตรียมเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ส่วนการแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานตามมาตรา83ของ พรก.ประมงนั้น กรมประมงได้ส่งเรื่องให้กระทรวงแรงงานแล้ว เพื่อนำเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการบริหารจัดการทำงานของคนต่างด้าว เพื่อดำเนินการจัดหาแรงงานประมงต่อไป

นายอลงกรณ์ กล่าวอีกว่า หลังจากประชุมร่วมกับทุกสมาคมประมง 6 ครั้ง ใน 6 สัปดาห์แรก จนมีความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทยและคณะอนุกรรมการ 4 คณะ ได้แก่  1.คณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงพื้นบ้าน  2.คณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงพาณิชย์ และการประมงนอกน่านน้าไทย 3. คณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 4.คณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประมงตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อฟื้นฟูและพัฒนาการประมงของไทยแบบยั่งยืน

โดยมีการประชุมทันทีหลังมีการแต่งตั้งอย่างน้อย 2 ครั้ง ในเดือนตุลาคม รวมทั้งสร้างโอกาสให้กับชาวประมงและผู้ประกอบการประมงด้วยการขยายความร่วมมือไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนกลุ่มประเทศแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดียรวมทั้งองค์การสากลเช่นยูเอ็นและองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ(FAO)

ด้านปัญหาราคาสัตว์น้ำตกต่ำอันเป็นผลเนื่องมาจากการนำเข้าสัตว์น้ำ จากต่างประเทศนั้นทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งรัดการบังคับใช้กฎหมายและมีมาตรการในการควบคุมการนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำให้เป็นไปตามมาตรฐานการแก้ไขการทำการประมงผิดกฎหมายรวมถึงสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างเข้มข้นและจับกุมไปแล้วหลายกรณีเพื่อป้องกันการทะลักเข้ามาของสินค้าสัตว์น้ำที่ผิดสุขอนามัยสัตว์น้ำและได้จากการทำการประมงผิดกฎหมาย