เกษตรฯเร่งสำรวจสต๊อก3สารพิษ เตรียมผลักดันส่งออก ลดงบทำลายทิ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/452229

เกษตรฯเร่งสำรวจสต๊อก3สารพิษ เตรียมผลักดันส่งออก ลดงบทำลายทิ้ง

เกษตรฯเร่งสำรวจสต๊อก3สารพิษ เตรียมผลักดันส่งออก ลดงบทำลายทิ้ง

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 16.24 น.

เกษตรฯเร่งสำรวจสต๊อก3สารพิษ เตรียมผลักดันส่งออก ลดงบทำลายทิ้ง

6 พฤศจิกายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า คณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิดได้ประชุมครั้งแรกในวันนี้ ซึ่งปลัดกระทรวงเกษตรฯ ประธานคณะทำงานมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งศึกษาผลกระทบทุกด้านอย่างรอบคอบทั้งที่มีต่อเกษตรกร อุตสาหกรรมผลิตสินค้าเกษตรต่อเนื่อง และมาตรการสนับสนุนเกษตรกรที่ต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ตลอดจนการเตรียมเก็บสารเคมีทั้ง 3 ชนิดเพื่อทำลายตามหลักวิชาการให้มีความปลอดภัย

ทั้งนี้ นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรมว. เกษตรฯ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาคณะทำงานฯ รายงานว่า ที่ประชุมได้ให้เร่งศึกษาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรโดยเฉพาะผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าวโพด และไม้ผล เมื่อไม่สามารถใช้พาราควอต-ไกลโฟเซตในการป้องกันกำจัดวัชพืช และคลอร์ไพริฟอสในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชแล้ว จะต้องปรับเปลี่ยนวิถีการทำเกษตรกรรม เบื้องต้นเกษตรกรรายย่อยอาจต้องใช้แรงงานในการกำจัดวัชพืช ส่วนเกษตรกรที่รวมตัวเป็นแปลงใหญ่และสหกรณ์การเกษตรสามารถสนับสนุนให้ใช้เครื่องจักรกลการเกษตรได้ จากนั้นเมื่อเริ่มฤดูกาลผลิตใหม่ต้องเข้าไปให้ความรู้แก่เกษตรกรรายย่อยในการจัดรูปแปลงให้สามารถรองรับเครื่องจักรกลการเกษตรได้ สำหรับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นต้องของบประมาณมาช่วยเหลือ

นอกจากนี้ยังให้กรมวิชาการเกษตรสำรวจสต็อกสารเคมีทั้ง 3 ชนิดว่า ยังมีอยู่ในประเทศเท่าไร ในห้วงเวลาก่อนที่ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมในการยกเลิกจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ธันวาคม สามารถอนุญาตให้ส่งออกไปยังประเทศที่ยังใช้สารเหล่านี้อยู่ได้หรือไม่เพื่อลดผลกระทบต่อผู้นำเข้าและผู้ค้า รวมถึงงบประมาณในการทำลายที่สูงถึงลิตรละ 100,000 บาท พร้อมกันนี้ให้เร่งศึกษาวิจัยสารชีวภัณฑ์ต่างๆ หากทดสอบประสิทธิภาพแล้ว ใช้ได้ผลจริง ให้เปิดกว้างในการขึ้นทะเบียนเพื่อเป็นทางเลือกของเกษตรกร

นายเฉลิมชัยกล่าวต่อว่า คณะทำงานฯ ยังจะประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ร่วมหาวิธีแก้ไขปัญหาได้แก่ กระทรวงสาธารณสุขที่ดูแลสารตกค้างในสินค้าเกษตรที่นำเข้าเนื่องจากวัตถุดิบหลายอย่างไทยนำเข้าจากประเทศที่ยังใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดอยู่นั้น กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมมาตรการรองรับกรณีที่ไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบได้อย่างไรบ้างโดยเฉพาะอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปศุสัตว์ด้วย ส่วนกระทรวงพาณิชย์นั้นจะช่วยดูแลไม่ให้ผู้ค้าฉวยโอกาสขึ้นราคาสารป้องกันกำจัดวัชพืชและศัตรูพืชชนิดอื่นที่เกษตรกรต้องใช้แทน รวมถึงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในการป้องกันการโฆษณาหลอกลวงขายสารชีวภัณฑ์ที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนหรือปลอมปนสารเคมี

“คณะทำงานฯ ของกระทรวงเกษตรฯ จะพิจารณาทุกมาตรการอย่างรอบคอบเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อเกษตรกรและเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งในสัปดาห์หน้า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องนำข้อมูลมารายงานต่อที่ประชุม และกำหนดให้มาตรการต่างๆ ต้องเสร็จสิ้นก่อนวันที่ 1 ธันวาคมซึ่งการยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดจะมีผลบังคับใช้” นายเฉลิมชัย กล่าว

ปศุสัตว์เปิดสัมมนาวิชาการ เสริมความรู้ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง เล็งดันส่งออกสู่ตลาดโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/452162

ปศุสัตว์เปิดสัมมนาวิชาการ เสริมความรู้ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง เล็งดันส่งออกสู่ตลาดโลก

ปศุสัตว์เปิดสัมมนาวิชาการ เสริมความรู้ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง เล็งดันส่งออกสู่ตลาดโลก

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 13.36 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดงานการประชุมสัมมนาวิชาการเพื่อเสริมความรู้การตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง เพื่อให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงไปสู่ตลาดโลก
วันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 เวลา 9.30 น. นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานพิธีเปิดงานการประชุมวิชาการประจำปี พ.ศ. 2562 ของสมาคมผู้ประกอบกิจการอาหารสัตว์เลี้ยง PIA Technical Forum 2019 (กำหนดจัดงาน 6 – 8 พฤศจิกายน 2562) พร้อมด้วยนายมงคล แม้นมาลัย นายกสมาคมผู้ประกอบกิจการอาหารสัตว์เลี้ยง คณะวิทยากร คณะผู้จัดประชุมวิชาการ และผู้เข้าร่วมงานรวม 180 ราย

กรมปศุสัตว์เป็นหน่วยงานภาครัฐที่ให้การส่งเสริมและพัฒนาด้านระเบียบ ข้อบังคับ พัฒนาศักยภาพการผลิตของอาหารสัตว์เลี้ยง และมาตรฐานสำหรับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีกับสมาคมผู้ประกอบกิจการอาหารสัตว์เลี้ยงมาโดยตลอด เพื่อให้ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะเป็นประเทศผู้ผลิตและฐานส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงเพื่อแข่งขันกับตลาดโลกได้อย่างต่อเนื่อง

ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงของประเทศไทย ในปัจจุบันได้เติบโตอย่างแข็งแกร่งรวมไปถึงอุตสาหกรรมการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงเพื่อการส่งออก ก็ได้รับการยอมรับจากประเทศคู่ค้าทั่วโลกถึงคุณภาพและมาตรฐาน กล่าวได้ว่าประเทศไทยกำลังเป็นฐานการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก โดยตั้งแต่ปี 2559 ประเทศไทยเป็นประเทศที่ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงติดเป็นอันดับ 4 ของโลกมาตลอดเป็นระยะเวลากว่า 3 ปีต่อเนื่อง การประชุมวิชาการฯ ครั้งนี้ กำหนดจัดระหว่างวันที่ 6 – 8 พฤศจิกายน 2562 วัตถุประสงค์การจัดงาน เพื่อเป็นเวทีสำหรับเผยแพร่ความรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นสำหรับผู้เข้าร่วมประชุมวิชาการทุกท่าน เพิ่มโอกาสในการพัฒนาด้านวิชาการอย่างต่อเนื่อง การหาปัจจัยของวัตถุดิบในทางการผลิต การส่งเสริมศักยภาพผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงของไทย การเสริมความรู้เรื่องข้อมูลการตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง เพื่อให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงไปสู่ตลาดใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง โดยกิจกรรมในงานจะมีการแสดงสินค้าต่างๆ จากบริษัททั่วโลกกว่า 12 บริษัท และเวทีเสวนาความรู้จากวิทยากรทั้งในและต่างประเทศ จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมงานครั้งนี้ ณ โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส กรุงเทพฯ

ตั้งวอร์รูมสั่ง11จว.สกัดใบด่างมันสำปะหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/451991

x

ตั้งวอร์รูมสั่ง11จว.สกัดใบด่างมันสำปะหลัง

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้จัดการป้องกันกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง กรมส่งเสริมการเกษตร ตั้งศูนย์ปฏิบัติการติดตามสถานการณ์และดำเนินการป้องกันกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง เพื่อตัดวงจรระบาด นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน
รมว.เกษตรฯมอบหมายนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารมว.เกษตรฯให้กำกับดูแลตัดวงจรระบาดโรคใบด่างมันสำปะหลัง รวมทั้งปฏิบัติตามระเบียบราชการเคร่งครัด พร้อมสั่งการให้ทุกจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง อีก 50 จังหวัด เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การจัดการโรคใบด่างมันสำปะหลังที่กำลังเป็นปัญหาสำคัญของเกษตรกรผู้ปลูกมัน ได้เปิดวอร์รูมสั่งการให้เกษตรจังหวัด 11 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี นครราชสีมา สระแก้ว สุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ปราจีนบุรี ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ที่พบการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง ทำลายและเยียวยาเกษตรกร สำหรับการป้องกันและกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลังจะดำเนินการดังนี้ 1.สำรวจชี้เป้าพื้นที่ระบาด โดยมีเจ้าหน้าที่เกษตร เกษตรกร เครือข่ายอกม.ร่วมสำรวจพื้นที่ที่ปลูกมันสำปะหลัง  2.ถ้าพบลักษณะคล้ายเป็นโรคใบด่างให้เก็บตัวอย่างส่งพิสูจน์ความเป็นโรคที่สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช (สอพ.) กรมวิชาการเกษตร ตรวจวินิจฉัยตัวอย่าง ทราบผลภายใน 3 วัน ทั้งนี้ พื้นที่ที่วินิจฉัยว่าเป็นโรคจะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปทำลายต้นมันสำปะหลังเป็นโรคตามหลักวิชาการ หลังจากการทำลาย เกษตรกรจะต้องพักแปลง 2 เดือน  ทั้งนี้ รัฐเตรียมชดเชยรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่ได้รับผลกระทบ ไร่ละ 3,000 บาท นอกจากนี้ ใน 50 จังหวัด ที่ปลูกมันสำปะหลัง จะส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ท่อนพันธุ์สะอาด พร้อมใช้มาตรการกฎหมายควบคุมการนำเข้าท่อนพันธุ์จากต่างประเทศและการขนย้ายท่อนพันธุ์ในประเทศ รวมทั้งติดตามสถานการณ์ระบาดของใบด่างมันสำปะหลังใกล้ชิด เพื่อจัดการให้หมดสิ้น

สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่จะได้รับการชดเชย ต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร (ทบก.) กับกรมส่งเสริมการเกษตร และเป็นแปลงมันสำปะหลังที่ปลูกช่วงเดือนเมษายน- 30 กันยายน และระยะเวลาแจ้ง
ข้อมูลการพบต้นมันสำปะหลังที่แสดงอาการใบด่าง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 – 30 มิถุนายน 2563

5โครงการเยียวยาเกษตรกรผู้ประสบภัย สร้างเงินหมุนเวียนกว่า4หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/451996

x

5โครงการเยียวยาเกษตรกรผู้ประสบภัย n สร้างเงินหมุนเวียนกว่า4หมื่นล้าน

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการฟื้นฟู เยียวยา เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยช่วงปี 2562 งบประมาณ  3,120 ล้านบาทเพื่อสร้างรายได้ลดรายจ่ายในครัวเรือนให้เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัย ปี 2562 จากพายุโพดุลและคาจิกิ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯมอบหมายให้ สศก. วิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจการเกษตร จากการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการดังกล่าว ซึ่งสศก.พบการดำเนินงานตามแผนปฎิบัติการทั้ง 5 โครงการ จะเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร 1.08 ล้านครัวเรือน ทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 36,881 ล้านบาท หรือเพิ่มร้อยละ 1,282  ของงบประมาณที่ใช้ไป ส่งผลให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 40,002 ล้านบาท คาดว่าการดำเนินงานของแต่ละโครงการ จะส่งผลสำเร็จทางเศรษฐกิจ ดังนี้

1.โครงการส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยเพื่อสร้างรายได้แก่เกษตรกร (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์, ถั่วเขียว) จะทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 6,429 ล้านบาท จากการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 5,147 ล้านบาท เฉลี่ย 51,471 บาท/ครัวเรือน และถั่วเขียว
1,282 ล้านบาท เฉลี่ย 25,654 บาท/ครัวเรือนโดยโครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายเป็นเงินสดโอนเข้าบัญชีเกษตรกรที่ประสบภัยเสียหายสิ้นเชิงโดยตรง ช่วยเหลือไม่เกิน 20 ไร่ ของพื้นที่เสียหาย อัตราช่วยเหลือข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 245 บาท/ไร่ เกษตรกรจะได้รับเงินสนับสนุนจากโครงการ เฉลี่ยครัวเรือนละ 2,450 บาท ส่วนถั่วเขียว 200 บาท/ไร่ เกษตรกรได้รับเงินสนับสนุนจากโครงการ เฉลี่ยครัวเรือนละ 1,600 บาท จากพื้นที่เป้าหมายโครงการ เกษตรกร 150,000 ครัวเรือน พื้นที่ 1.4 ล้านไร่

2.โครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าว ปีการผลิต 2563/64 ส่งผลให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมจากการผลิตข้าวในโครงการ 27,894 ล้านบาท จากการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าว 63,200 ตัน เฉลี่ยไร่ละ 10 กก. เกษตรกรลดต้นทุนการผลิตได้ 1,223 บาท/ครัวเรือน 3.โครงการพัฒนาเสริมทางเลือกอาชีพด้านประมง : การเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อ
ส่งผลให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 1,073 ล้านบาท หรือเฉลี่ยครัวเรือนละ 21,480 บาทจากการสนับสนุนพันธุ์ ปลานิลแปลงเพศ ขนาด 5 – 7 เซนติเมตร 800 ตัว/รายและอาหารสัตว์น้ำนำร่องให้เกษตรกร 120 กิโลกรัม/ราย เป้าหมายเกษตรกร 50,000 ราย

4.โครงการสร้างรายได้จากอาชีพประมงในแหล่งน้ำชุมชน ส่งผลเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการผลิต รวม 4,216 ล้านบาท หรือเฉลี่ยชุมชนละ 21,080 บาท จากการสนับสนุนปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกราม ตามแหล่งน้ำชุมชน มีเป้าหมายดำเนินการ 1,436 แห่ง  200,000 ตัว/แห่ง 5.โครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ปีก ทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการผลิต 3 กรณีคือไก่ไข่  387 ล้านบาท เฉลี่ยครัวเรือนละ 8,081 บาท  เป็ดไข่ 361 ล้านบาท เฉลี่ยครัวเรือนละ 7,526 บาท และไก่พื้นเมือง 80 ล้านบาท เฉลี่ยครัวเรือนละ 1,669 บาท  โดยสนับสนุนสัตว์ปีก และปัจจัยการผลิต รายการละ 4,850 บาท
เลือกได้ครัวเรือนละ 1 รายการ รวม 48,000 ราย ส่งเสริมให้เกษตรกรทำเกษตรผสมผสานกับการเลี้ยงสัตว์ปีกเป็นอาชีพเสริมลดรายจ่าย

ส่องเกษตร : วิจัย พัฒนา ส่งเสริม กับกระบวนการพัฒนาการเกษตร (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/451994

449007

ส่องเกษตร : วิจัย พัฒนา ส่งเสริม กับกระบวนการพัฒนาการเกษตร (1)

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“อดีตเป็นเรื่องบอกปัจจุบันและอนาคต” ข้อความนี้ผ่านหูผ่านตาผมมานาน และส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นจริง เพราะเรื่องราวของอดีตมักจะส่งผลมาถึงปัจจุบันและสะท้อนไปถึงอนาคตบ่อยครั้ง

การพัฒนาทางการเกษตรก็เช่นกัน หากพิจารณาการเกิดขึ้นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งแต่เริ่มแรกในชื่อต่างๆ นับเป็นเวลามากกว่า 125 ปี การพัฒนาของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในแต่ละช่วงเวลา ส่งผลต่อการพัฒนาการเกษตรของประเทศไทยมาโดยตลอด ช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 สำหรับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้ว เป็นกระทรวงที่เกิดขึ้นมาก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีหน่วยงานภายใต้ในระดับกรมที่สำคัญมารองรับการปฏิบัติในขณะนั้นอยู่แล้ว ต่อมาในปี 2486 เริ่มมีแนวคิดที่จะปรับเปลี่ยนทิศทางการพัฒนาการเกษตร ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของการพัฒนาการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องการเพิ่มศักยภาพการผลิตเพิ่มผลผลิต เพื่อนำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ จึงเริ่มนำเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่มาใช้ เริ่มมีการทำการวิจัย ศึกษา ค้นคว้าอย่างจริงจัง เพื่อให้ได้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับระบบการเกษตรของประเทศ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงเกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อทำหน้าที่ในการผลิตบุคลากรทางการเกษตรมาป้อนให้กับเป้าหมายการพัฒนาการเกษตรในขณะนั้น

ในช่วงเวลากว่า 20 ปีนั้น ประเทศไทยทุ่มเทด้านการวิจัยและพัฒนาทางการเกษตรสมัยใหม่อย่างหนักและต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบของมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยที่เปิดสอนทางด้านการเกษตรและเทคโลยีที่เกี่ยวข้อง เห็นความจำเป็นในการส่งต่อองค์ความรู้เหล่านี้ลงไปสู่เกษตรกรให้ได้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งรับผิดชอบงานดังกล่าว จึงปรับตัวเองอีกครั้ง เพื่อให้งานวิจัยและพัฒนาสำหรับการทำการเกษตรสมัยใหม่สามารถถ่ายทอดไปสู่เกษตรกรอย่างเกิดผลเป็นรูปธรรม หน่วยงานที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้เหล่านี้จึงเกิดขึ้น รวมงานประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ ฝึกอบรม ทุกลักษณะของกรม/กองต่างๆ ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยุคนั้น จัดตั้งกรมส่งเสริมการเกษตรขึ้น เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2510 เพื่อทำหน้าที่ในการนำองค์ความรู้จากทุกหน่วยงานที่ทำงานวิจัยและพัฒนาไปถ่ายทอดให้กับเกษตรกรนำไปปฏิบัติให้เห็นผล สร้างผลผลิตให้สูงขึ้นตรงกับความต้องการของตลาดทั้งทางด้านปริมาณและคุณภาพ หลังจากการเกิดขึ้นของกรมส่งเสริมการเกษตร 9 ปี มีการขยายผลของการส่งเสริมการเกษตรให้กว้างขวางมากขึ้น ด้วยการกู้เงินจากธนาคารโลก จำนวน 3,000 ล้านบาท ซึ่งนับว่าเยอะมากในยุคนั้น มาเพื่อดำเนินการเรื่องนี้โดยเฉพาะ มีการขยายอัตรากำลังของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร ขยายรูปแบบ ขยายพื้นที่ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ตั้งแต่ระดับตำบล อำเภอ จังหวัด และภาคทำงานสอดประสานกัน ภายใต้ระบบ Training and visiting ภายใต้สมมุติฐานที่ว่าเมื่อมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากแหล่งวิจัยต่างๆ ให้กับเกษตรกรแล้ว เกษตรกรจะสามารถนำไปพัฒนาระบบการผลิตของตนให้ได้ตามเป้าหมาย มีการประเมินผลและการประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้น รวมทั้งมีความพยายามอีกหลายๆทาง เพื่อพัฒนาเกษตรกรให้มีความอยู่ดีกินดี มีความมั่นคงในอาชีพ นโยบายต่างๆ มุ่งไปยังจุดเดียวกัน ส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมีโอกาส มีการทำแปลงสาธิต อบรมให้เข้าร่วมงาน ดูงาน หรือแม้แต่คัดเลือกเกษตรกรผู้นำ (CoF) โดยยึดหลักให้เกษตรกรผู้นำเป็นผู้ช่วยของนักส่งเสริมการเกษตรในระดับพื้นที่ การคัดเลือกเกษตรกรผู้นำในยุคนั้น เป็นเกษตรกรที่มาจากคำถามว่า หากเกิดปัญหาทางเกษตรขึ้นภายในหมู่บ้าน ใครคือผู้ที่เกษตรกรเข้ามาสอบถามปัญหาหรือขอคำปรึกษามากที่สุด ผู้นั้นก็จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเกษตรกรผู้นำ เพื่อให้การถ่ายทอดเทคโนโลยีสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว และเกิดผลดีที่สุด

เวลาผ่านไปจากจุดนั้นราว 10-15 ปี เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านนโยบายและอื่นๆ ที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายในการวางตำแหน่งของนักส่งเสริมการเกษตร มีการนำนักส่งเสริมการเกษตรไปใช้ในงานอื่นๆที่ไม่ใช่งานการถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตร กลายเป็นเครื่องมือในการทำงานของนักการเมืองแทน งานพัฒนาการเกษตรของประเทศที่ผิดไปจากกรอบและหลักการทางวิชาการที่ชัดเจนจึงเริ่มต้นและขยายวงไปอย่างรวดเร็ว เกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ ขอคุยต่อตอนหน้าครับ

สมชาย  ชาญณรงค์กุล

ก.เกษตรฯส่ง‘เพชรบุรี2’ สับปะรดพันธุ์ใหม่ลุยอุตสาหกรรมแปรรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/451997

x

ก.เกษตรฯส่ง‘เพชรบุรี2’ n สับปะรดพันธุ์ใหม่ลุยอุตสาหกรรมแปรรูป

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเปิดเผยว่า  สับปะรดเป็นผลไม้สร้างมูลค่าส่งออกให้ประเทศไทยปีละไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านบาท ซึ่งการวิจัยและพัฒนาที่ผ่านมาส่วนมากเป็นไปในด้านการเขตกรรมและการอารักขาพืช  ส่วนการวิจัยพัฒนาพันธุ์หรือสายพันธุ์ยังไม่สามารถสร้างพันธุ์หรือสายพันธุ์ใหม่ขึ้นได้ พันธุ์ที่ปลูกยังเป็นพันธุ์เดิมปริมาณผลผลิตต่อไร่โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 4.11 ตัน/ไร่ ซึ่งอยู่ระดับค่อนข้างต่ำ ทั้งใช้พันธุ์เดิมปลูกติดต่อกันเป็นเวลานานทำให้กลายลักษณะไม่พึงประสงค์มากขึ้น เช่น เกิดหนามตลอดทั้งใบ ผลไม่เป็นทรงกระบอก สีเนื้อไม่สม่ำเสมอ ผลเล็กลง อ่อนแอต่อโรคเหี่ยวสับปะรด

การคัดเลือกสายต้นเป็นแนวทางปรับปรุงพันธุ์ วิธีหนึ่งที่ใช้ระยะเวลาสั้น ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบุรี  กรมวิชาการเกษตรจึงคัดเลือกสายต้น เพื่อให้ได้สับปะรดพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตไม่น้อยกว่าพันธุ์ที่ปลูกเป็นการค้า และมีลักษณะเหมาะสมสำหรับแปรรูปตรงตามความต้องการของโรงงาน ได้แก่ ผลมีลักษณะเป็นทรงกระบอก  ตาตื้น แกนผลเล็ก  เพื่อให้ได้ปริมาณเนื้อสำหรับแปรรูปสูง มีอัตราเสียเนื้อต่ำ

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว ต่อว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบุรี เริ่มวิจัยปรับปรุงพันธุ์เมื่อปี 2534  โดยประเมินคัดเลือกพันธุ์ เปรียบเทียบและทดสอบพันธุ์ในแหล่งผลิต ตามขั้นตอนปรับปรุงพันธุ์ จนประสบความสำเร็จได้สับปะรดพันธุ์ใหม่ ผ่านการพิจารณาเป็นพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตรในปี 2562 ใช้ชื่อพันธุ์ว่า “สับปะรดพันธุ์เพชรบุรี 2” ลักษณะเด่นคือ มีอัตราส่วนน้ำหนักเนื้อ : น้ำหนักผลเฉลี่ย 0.29 ซึ่งสูงกว่าพันธุ์ปัตตาเวีย  แกนผลเล็ก ตาตื้น  ความลึกตาเฉลี่ย 0.73-0.81 ซม.  มีผลทรงกระบอกเหมาะสำหรับบรรจุกระป๋อง  ค่าความหวานเฉลี่ย 13.9-17.9 องศา บริกซ์มากกว่าพันธุ์ปัตตาเวียที่เกษตรกรนิยมปลูกในปัจจุบัน ลักษณะสำคัญของสับปะรดพันธุ์เพชรบุรี 2  ที่สำคัญมีตาตื้นเมื่อเข้าเครื่องปอกแล้วไม่สูญเสียเนื้อมากจึงเหมาะกับการแปรรูปเป็นสับปะรดกระป๋อง  ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวเป็นที่ต้องการของโรงงานอุตสาหกรรม  ปัจจุบันศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบุรี มีหน่อพันธุ์ประมาณ 5,000 หน่อ ปลูกขยายได้พื้นที่ 0.5 ไร่ ผู้ที่สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบุรี  โทรศัพท์ 0-3277-2852-3

กษ.ดีเดย์1ธค.พืชผักนำเข้าต้องปลอด3สารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/451990

x

กษ.ดีเดย์1ธค.พืชผักนำเข้าต้องปลอด3สารพิษ

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจการนำเข้าผักผลไม้ที่ด่านศุลกากรเชียงของ อ.เชียงของ จ.เชียงราย พบว่า ด่านแห่งนี้มี 2 หน่วยงานที่ทำหน้าที่เก็บตัวอย่างไปตรวจสอบคือ กรมวิชาการเกษตรที่ส่งไปตรวจที่อ.เชียงแสน เป็นด่านทางบกที่ผักและผลไม้จากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาจำนวนมาก ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทำหน้าที่ตรวจสอบสารตกค้าง ทำได้เพียงตรวจสอบเบื้องต้นผ่านชุดตรวจสอบ จีทีเทสคิด สุ่มตรวจและปล่อยผ่านสินค้าไปก่อน ซึ่งตัวอย่างที่เก็บจะใช้เวลาตรวจสอบ 2 วัน จึงทราบผล ซึ่งไม่ทันสถานการณ์และปริมาณสินค้าที่ผ่านเข้ามา

“การดำเนินมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารไม่ใช่การกีดกันทางการค้า แต่เป็นเรื่องความปลอดภัยของผู้บริโภคทั้งประเทศต้นทางและปลายทาง ซึ่งวันที่ 1 ธันวาคมนี้ สินค้าเกษตรที่นำเข้าไทยต้องปลอด 3 สาร ที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติแบน อีกทั้งจะให้กรมวิชาการเกษตรดำเนินการลดขั้นตอนการทำงานและเพิ่มเติมบุคลากรที่ทำงานร่วมกับ อย. ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น” นางสาวมนัญญา กล่าว

นอกจากนี้ จะให้เร่งตั้งห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์สารตกค้างที่นำเข้าที่ด่านเชียงของ ซึ่งจะเป็นห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย ทราบผลเร็ว วิเคราะห์สารตกค้างได้มากกว่า 450 ชนิด โดยจะเร่งให้เกิดในปีงบประมาณ 2563 ทำให้ผู้บริโภคปลอดภัยมากขึ้น และช่วยให้เกษตรกรไทยแข่งขันกับผักผลไม้ที่นำเข้าจากจีนได้ และที่สำคัญคือ ความปลอดภัยของผู้บริโภคทั้งคนไทยและต่างประเทศ ทั้งนี้ การนำเข้าสินค้าผัก ผลไม้ ในปี 2561 นำเข้า 300,000 – 400,000 ตัน มีมูลค่า 5,000 ล้านบาท และปี 2562 นำเข้า 170,000 ตัน มูลค่า 3,200 ล้านบาท ซึ่งสินค้าผัก ผลไม้เหล่านี้ ส่งตรงถึงตลาดไทและตลาดสี่มุมเมือง

‘มนัญญา’ของขึ้นโวย‘เฉลิมชัย’ มองข้ามไม่ดึงร่วมทีมศึกษาสารทดแทน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/452021

‘มนัญญา’ของขึ้นโวย‘เฉลิมชัย’ มองข้ามไม่ดึงร่วมทีมศึกษาสารทดแทน

‘มนัญญา’ของขึ้นโวย‘เฉลิมชัย’ มองข้ามไม่ดึงร่วมทีมศึกษาสารทดแทน

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 18.51 น.

“มนัญญา”ของขึ้น ไม่เคยรับรู้“เฉลิมชัย”ตั้งคณะทำงานศึกษาแนวทางหาสารทดแทน 3 สารเคมี ถามกลับทำไมไม่ตั้ง “รมช.มนัญญา” ร่วมทีมทั้งๆที่ทำงานมาตั้งแต่ต้น จวกคนถามหาสารทดแทน ไล่ให้ไปลองกินดู ถ้ากินแล้วตาย ชอบไหม.?

5 พฤศจิกายน 2562 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงกรณีนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่งตั้งคณะทำงานศึกษาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรและหาสารทดแทน 3 สารเคมีกำจัดวัชพืชและศัตรูพืช ให้ได้ข้อสรุปในเดือนนี้ ซึ่งมีปลัดกระทรวงเกษตรฯเป็นประธาน และรมว.เกษตรฯมอบให้ประชุมวันที่ 6 พฤศจิกายน นี้ ว่า ตนยังไม่ทราบและไม่รู้เรื่องนี้ เพราะยังไม่เห็นหนังสือการแต่งตั้งคณะทำงานศึกษาฯ รวมทั้งไม่ได้รับเชิญให้เป็นคณะทำงานทั้งที่ตนดูแลกรมวิชาการเกษตร อีกทั้งไม่ทราบว่าผู้ที่ได้รับแต่งตั้งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการแบน 3 สารหรือไม่ และคณะทำงานชุดนี้จะมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างไร เพราะในส่วนของกรมส่งเสริมสหกรณ์ที่ตนดูแลได้เตรียมมาตรการไว้ครบหมดแล้ว

“ไม่เคยได้รับการบอกกล่าวเรื่องตั้งคณะทำงานศึกษาฯ ไม่รู้เรื่องนี้เลย ไม่เข้าใจในเมื่อ มนัญญา เป็นคนทำเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น ทำไมไม่มอบให้เราทำต่อ” นางสาวมนัญญา กล่าว

รมช.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า สำหรับสารเคมีใช้กำจัดวัชพืช ศัตรูพืช ปัจจุบันนี้ในท้องตลาดมีจำหน่ายมากมายหลายชนิดอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเลิกถามกันได้แล้วเรื่องสารทดแทน ซึ่งตนไม่เข้าใจคนที่ห่วงเรื่องสารทดแทน กลับไม่ใช่เกษตรกร แต่เป็นนักวิชาการ ถามกันมามากว่าจะต้องหาอะไรมาทดแทน ต้องขอบอกว่ามันมีอยู่แล้วจำนวนมาก ไม่ต้องมาบีบบังคับรัฐมนตรี ให้เอาสารตัวอื่น หรือตัวใหม่เข้ามาในประเทศไทยอีก

“อย่ามาบีบบังคับรัฐมนตรี ใครๆก็มาบีบดิฉันไม่ได้ ที่ผ่านมาโดนถล่มทุกวันให้เอาตัวนั้นตัวนี้มาแทน 3 ตัวนี้ พอพูดชี้แจงไปก็จะพูดไปอีกทาง เพื่อหาทางหาช่องกันไปเรื่อย ไม่จบ ขอโทษนะคะ ก็ต้องลองกินดูสิคะว่าตัวไหน สารตัวไหนกินแล้วตายก็เอาตัวนั้นไหม ฝากไปถึงคนที่พูดเรื่องสารทดแทนลองไปกินดู ซึ่งเรื่องนี้ชาวบ้านไม่เห็นเขาพูดต้องการสารทดแทนอะไรเลย ดิฉันไปลงพื้นที่ทุกสัปดาห์ มีแต่เขาต้องการสารที่ปลอดภัยสามารถทำได้ใช้เองเป็น” นางสาวมนัญญา กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีกระแสข่าวว่ามีเงินวางเงินพันล้านบาท แลกยกเลิกการแบนสารเคมีบางตัว นางสาวมนัญญา กล่าวว่า ได้ยินข่าวมาเช่นกัน แต่ไม่ขอออกความเห็นใดๆ เรื่องสารทดแทน ยืนยันไม่ให้มีตัวใหม่เข้ามาในประเทศไทยอีกแน่นอน เพราะทุกวันนี้สารเคมีทางการเกษตร เกษตรกรมีใช้จำนวนมาก และได้ปรับเปลี่ยนมาก่อนหน้านี้แล้ว

ชาวนากาฬสินธุ์โอดฝนทิ้งช่วงนาน ข้าวแล้งตายอดขายได้เงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/451901

ชาวนากาฬสินธุ์โอดฝนทิ้งช่วงนาน ข้าวแล้งตายอดขายได้เงิน

ชาวนากาฬสินธุ์โอดฝนทิ้งช่วงนาน ข้าวแล้งตายอดขายได้เงิน

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 13.50 น.

5 พฤศจิกายน 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานจากการติดตามบรรยากาศการประกอบอาชีพของชาวนาที่ จ.กาฬสินธุ์ ในช่วงเตรียมตัวลงมือเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวนาปี โดยจะเริ่มลงมือตั้งแต่กลางเดือนนี้เป็นต้นไป เนื่องจากถึงช่วงที่อายุข้าวหรือเมล็ดข้าวเปลือกกำลังแก่พอดี ทั้งนี้พบว่าในเขตชลประทานและพื้นที่ราบลุ่ม รวงข้าวกำลังเต็มรวงและรอวันเก็บเกี่ยว ขณะที่ในส่วนพื้นที่สูง นอกเขตชลประทาน  กลับพบว่ามีชาวนาหลายราย กำลังประสบความเดือดร้อน เนื่องจากข้าวขาดน้ำ ต้นข้าวไม่สมบูรณ์ เมล็ดลีบและแห้งตายคารวง จนต้องนำเครื่องสูบน้ำมาติดตั้ง เพื่อสูบน้ำบาดาลใต้ดินที่อยู่ลึกกว่า 60 เมตรขึ้นมาหล่อเลี้ยงต้นข้าว ที่กำลังจะถอดรวง และกำลังจะแห้งตาย หลังประสบปัญหาฝนทิ้งช่วงนานกว่า 2 เดือน

นายสมศรี ภูพาที อายุ 49 ปี บ้านเลขที่ 81 หมู่ 9 บ้านหนองกุง ต.เขาพระนอน จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ตนมีพื้นที่นา 10 ไร่ โดยปลูกข้าวเหนียวทั้งหมด เนื่องจากอยู่นอกพื้นที่ใช้น้ำชลประทาน  การทำนาต้องต้องอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก จึงประสบปัญหาภัยแล้ง น้ำไม่เพียงพอต่อการหล่อเลี้ยงต้นข้าว 2 ปีที่ผ่านมาจึงได้ลงทุนขุดเจาะบ่อบาดาล ลึก 60 เมตร พอที่จะดึงน้ำขึ้นมาบรรเทาภัยแล้ง  โดยต่อท่อไหลลงสู่แปลงนา และสวนดอกมะลิ ที่ปลูกเป็นอาชีพเสริม

นายสมศรีกล่าวอีกว่า เนื่องจากทำนาฝนปีนี้ ช่วงต้นปีประสบภัยแล้ง และมีฝนตกในช่วงหนึ่ง ทำให้เกิดน้ำป่าไหลบ่าลงมาอย่างแรง พัดคันนาเสียหาย ไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ได้ พอถึงช่วงต้นข้าวตั้งท้องถอดรวง ประกอบกับฝนทิ้งช่วงไปนาน 2 เดือน ความชื้นในดินหมดไป จึงทำให้ต้นข้าวไม่สมบูรณ์ เมล็ดลีบ และยืนต้นแห้งตายอย่างสิ้นเชิง 3 ไร่ ส่วนที่เหลือ 7 ไร่ ก็เหี่ยวเฉา ผลผลิตคงได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะน้ำไม่เพียงพอ  คงได้ข้าวเปลือกลดลงกว่าทุกปีไม่น้อยกว่า 70 %

“เมื่อได้ผลผลิตน้อย  ก็คงจะเก็บไว้กินในครัวเรือน เพราะคงไม่เหลือพอที่จะแบ่งขาย ซึ่งหากขายก็คงจะต้องซื้อข้าวกิน และราคาสูงกว่าราคาขาย  จึงเสียดายโอกาสที่ไม่มีข้าวเปลือกขาย  เพราะทราบว่าตลาดรับซื้อข้าวทั่วไป  โดยเฉพาะข้าวเหนียวนั้น ในช่วงที่ผ่านมาให้ราคาสูงถึง กก.ละ 20 บาท  ทั้งนี้ ตนเคยตั้งความหวังไว้สูงว่าจะแบ่งข้าวเปลือกไปขาย ได้เงินมาใช้หนี้ ธกส.และใช้จ่ายในครัวเรือน แต่เมื่อข้าวตายแล้ง จึงได้แต่รู้สึกเสียดาย และนำเครื่องสูบน้ำมาสูบน้ำใส่แปลงนา เพื่อประทังชีวิตให้ต้นข้าว โดยหวังว่าจะเป็นความหวังสุดท้าย ก่อนที่ข้าวจะยืนต้นตายหมด” นายสมศรีกล่าวในที่สุด

หนุนYSFตอบโจทย์ผู้บริโภค ใช้นวัตกรรม-ตลาดนำการผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/451721

x

หนุนYSFตอบโจทย์ผู้บริโภค n ใช้นวัตกรรม-ตลาดนำการผลิต

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการจ.ขอนแก่น ที่บ้านท่าลี่ หมู่ 7 ต.บ้านกง อ.หนองเรือ เยี่ยมชมกิจกรรมของสมาชิกกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ ปี 2559 จ.ขอนแก่น หรือ Young Smart Farmer (YSF) ของนายปรีชา
หงอกสิมมา ชมนิทรรศการผลงาน YSF ของกรมส่งเสริมการเกษตร โดยกล่าวชื่นชมผลงานของสมาชิกเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ YSF ใน 9 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 30 คน ที่จัดแสดงผลงานและผลิตภัณฑ์ โดยย้ำให้เกษตรกรรุ่นใหม่นำความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาใช้พัฒนาและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร โดยใช้หลักตลาดนำการเกษตรตอบสนองความต้องการของลูกค้าและผู้บริโภค รวมทั้งพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรให้มีมาตรฐาน ความปลอดภัย เพิ่มช่องทางขยายเครือข่ายตลาดผ่านระบบออนไลน์ให้มากขึ้น ร่วมปฏิรูปภาคเกษตรให้ก้าวเป็นครัวโลก พร้อมประสานทุกภาคส่วนให้การสนับสนุนทุกด้าน

ด้านนายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า นายปรีชา หงอกสิมมา Young Smart Farmer จากบ้านท่าลี่ ต.บ้านกง อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น ได้ต่อยอดนวัตกรรมความคิดสู่เจ้าของแบรนด์เครื่องสำอาง“WANAPHAN” (วนพรรณ) จบการศึกษาคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หลังเรียนจบเริ่มทำงานในโครงการส่วนพระองค์มูลนิธิชัยพัฒนา เป็นวิทยากรฝึกอบรมให้เกษตรกรและผู้สนใจแนวพระราชดำริ ก่อนลาออกไปยึดอาชีพเกษตรกร โดยนำความรู้พื้นฐานด้านการเกษตรที่เรียนมา บวกความชอบเรื่องระบบนิเวศน์ป่า และธรรมชาติมาวางแผนทำแปลง เน้นป่าไม้ควบคู่การทำเกษตร ยึดหลักเกษตรทฤษฎีใหม่เข้ามาบริหารจัดการพื้นที่แปลงของตนเอง โดยสมัครเข้าร่วม”โครงการ Young Smart Farmer : YSF” ของกรมส่งเสริมการเกษตร ปี 2559 เพราะต้องการหาประสบการณ์เพิ่ม ต่อยอดนวัตกรรมทางความคิดและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ ถ่ายทอดแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างเกษตรกรรุ่นใหม่ด้วยกันหรือภาคีเครือข่าย และต้องการแสดงว่าโอกาสและการสนับสนุนช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐเสริมสร้างขีดความสามารถของตนเองและคนในชุมชนให้แข็งแกร่งและกว้างขวางมากขึ้น อีกทั้งเคยร่วมโครงการพัฒนาเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร และหน่วยงานอื่น โดยได้รับคัดเลือกให้ไปศึกษาดูงานด้านเกษตรที่อิตาลี เมื่อปี 2561 ปัจจุบันอยู่ระหว่างคัดเลือกเป็นหนึ่งในเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด

สำหรับแนวทางทำเกษตรนายปรีชาแบ่งพื้นที่เป็นส่วนตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ในพื้นที่ 14 ไร่ อาทิ แปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ ธนาคารต้นไม้ พื้นที่ปลูกผักอินทรีย์ ฟาร์มไก่ไข่อารมณ์ดีการแปรรูปสมุนไพรและทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร แล้วนำผลผลิตจากป่ามาแปรรูปเป็นสินค้าเกษตรอินทรีย์ ผลิตพืชผักอินทรีย์ สมุนไพรอินทรีย์และเครื่องสำอาง ภายได้แบรนด์ “WANAPHAN” สร้างรายได้เฉลี่ย 1,000,000 บาท/ปี มีผู้สนใจมาศึกษาดูงานและฝึกอบรม ประมาณ 1,500 คน/ปี