จ่ายงวดแรกประกันรายได้สวนยางกว่า8พันล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/452436

x

จ่ายงวดแรกประกันรายได้สวนยางกว่า8พันล.

วันศุกร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กยท.ดีเดย์จ่ายเงินโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง พร้อมกันทั่วประเทศ 1 พ.ย.จ่ายงวดแรกกว่า 8,000 ล้านบาท

นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.)กล่าวว่า การจ่ายเงินโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง (เจ้าของสวน ผู้เช่าผู้ทำ และคนกรีดยาง) ที่แจ้งและขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ก่อนวันที่ 12 สิงหาคม 2562 เริ่มจ่ายงวดแรกกว่า 8 พันล้านบาท ตั้งแต่วัน ที่ 1 พฤศจิกายน 2562 เป็นต้นไป เบื้องต้นมีเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลพื้นที่ปลูกยางกับ กยท. 1,711,252 ราย แบ่งเป็นยางแผ่นดิบ 150,803 ราย น้ำยางสด 470,767 ราย และยางก้อนถ้วย 790,447 ราย คิดเป็นพื้นที่รวม 17,201,391 ไร่ สำหรับเงินประกันรายได้แต่ละเดือน จะถูกแบ่งระหว่างเกษตรกรเจ้าของสวนยางและคนกรีดยางในสัดส่วน 60:40 (ตามสัดส่วนการจ้างส่วนใหญ่ของข้อมูลขึ้นทะเบียน) โดยราคากลางจะกำหนดโดยคณะกรรมการกำหนดราคากลางอ้างอิงงวดแรก (ประกาศ ณ วันที่ 25 ต.ค.2562) กำหนดราคายางแผ่นดิบ 38.97 บาท/กก. น้ำยางสด 37.72 บาท/กก. และยางก้อนถ้วย 16.19 บาท/กก.

“กยท. กำหนดหลักเกณฑ์ของโครงการ โดยผู้มีสิทธิ์ร่วมโครงการต้องเป็นเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลพื้นที่ปลูกยางกับ กยท. ก่อนวันที่ 12 สิงหาคม 2562 และต้องมีสวนยางเปิดกรีดแล้ว อายุไม่ต่ำกว่า 7 ปี กำหนดให้ประกันรายได้ รายละไม่เกิน25 ไร่ ที่ปริมาณผลผลิตยาง (ยางแห้ง) 240 กก./ไร่/ปี หรือ 20 กก./ไร่/เดือน ทั้งนี้ ยังเปิดโอกาสให้เกษตรกรชาวสวนยางแจ้งขึ้นทะเบียนเพิ่มเติมได้ ณ กยท. ทุกสาขา” นายสุนันท์ กล่าว

ไทยชงตั้งเครือข่ายต้านประมงIUUระดับภูมิภาค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/452439

x

ไทยชงตั้งเครือข่ายต้านประมงIUUระดับภูมิภาค

วันศุกร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า การประชุม ASEAN SUMMIT ครั้งที่ 35 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่าง 2 – 3 พฤศจิกายน 2562 ไทยเสนอแนวคิดตั้งเครือข่ายอาเซียนเพื่อต่อต้านการประมง IUU ต่อที่ประชุมผู้นำอาเซียน เพื่อตอกย้ำความสำคัญของความร่วมมือต่อต้าน IUU (Concept Proposal on the Establishment of the ASEAN Network for Combating IUU Fishing: AN-IUU) และขยายประโยชน์ทางเศรษฐกิจอุตสาหกรรมประมงในอาเซียน

สำหรับข้อเสนอแนวคิดตั้งเครือข่ายอาเซียนเพื่อต่อต้านการประมง IUU เป็น กรอบดำเนินงานสำหรับแลกเปลี่ยนข้อมูลและสร้างขีดความสามารถระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนและนำไปสู่ความสำเร็จเรื่อต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดรายงาน และไร้การควบคุม (IUU fishing) ระดับภูมิภาคในการพัฒนา platform แบบ real time โดยจะเน้นบังคับใช้กฎหมายภายในและกฎหมายของแต่ละประเทศรวมถึงช่วยเพิ่มขีดความสามารถของประเทศสมาชิกอาเซียนตรวจสอบ ควบคุม และเฝ้าระวัง ในการต่อสู้กับIUU fishing ผ่านการเผยแพร่แนวปฏิบัติที่ดี (best practice) โดยเฉพาะความพยายามเฝ้าระวังความมั่นคงปลอดภัยในริมทะเล (Maritime Domain Surveillance) และตรวจกิจกรรมของเครือข่าย ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวผ่านการเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ครั้งที่ 41 (ASEAN Ministers on Agriculture and Forestry: AMAF) เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2562ณ ประเทศบรูไน ดารุส ซาลาม เรียบร้อยแล้ว

นายระพีภัทร์ กล่าวว่า หากมองย้อนถึงตลาดส่งออกสินค้าประมงไทยช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2557 – 2561) พบว่า จีน และ อาเซียน ส่งออกเติบโตมากสุด โดยจีน เติบโตเฉลี่ยร้อยละ 17.4 และอาเซียน เติบโตร้อยละ 10.4 ตามลำดับ และหากพิจารณาภาพรวมเฉพาะปี 2561 พบว่า ไทยยังคงติดอันดับ 10ของผู้ส่งออกสินค้าประมงในตลาดโลก โดยมีมูลค่าส่งออกกว่า 71,517 ล้านบาท ร้อยละ 1.6 ของตลาดโลก คู่ค้าสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกาจีน อาเซียน และสหภาพยุโรป ตามลำดับ ซึ่งมีมูลค่าส่งออกกว่า 47,153 ล้านบาท หรือร้อยละ 74.4 ของตลาดโลก

ทั้งนี้ การทำประมงอย่างยั่งยืน เป็นหนึ่งในลำดับความสำคัญที่จะผลักดันช่วงที่ไทยเป็นประธานอาเซียน ซึ่งที่ผ่านมา ประเทศไทยเป็นประเทศที่ก้าวหน้าในการแก้ปัญหาทำประมงผิดกฎหมายจนประสบความสำเร็จ โดยมีกลไกแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายที่เข้มแข็งที่สุดในภูมิภาค จนสามารถเป็นแบบอย่างที่ดีให้ประเทศต่างๆ ที่มีปัญหาเดียวกันได้ ดังนั้น เชื่อมั่นว่าบทบาทของไทยในในฐานะประเทศที่ริเริ่มการจัดตั้งเครือข่ายอาเซียนเพื่อการต่อต้านการประมง IUU  จะเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหาร และเพิ่มขีดความความสามารถการแข่งขันทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมประมงอาเซียนให้เข้มแข็งร่วมกัน

ลุ่มน้ำมูล-ชีตอนล่างเสี่ยงแล้งคุกคาม สทนช.รับลูกครม.ลุย15มาตรการป้องกันภัยเชิงรุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/452442

ลุ่มน้ำมูล-ชีตอนล่างเสี่ยงแล้งคุกคาม  สทนช.รับลูกครม.ลุย15มาตรการป้องกันภัยเชิงรุก

ลุ่มน้ำมูล-ชีตอนล่างเสี่ยงแล้งคุกคาม สทนช.รับลูกครม.ลุย15มาตรการป้องกันภัยเชิงรุก

วันศุกร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรย้ำเกษตรกรควรขึ้นทะเบียนเกษตรกร และแจ้งปรับปรุงทะเบียนเกษตรทุกครั้งเมื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ หากไม่ได้ปรับปรุงข้อมูลติดต่อกัน 3 ปี จะสิ้นสถานภาพเป็นเกษตรกร หมดสิทธิรับการช่วยเหลือจากโครงการต่างๆของรัฐ

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรเปิดให้เกษตรกรขึ้นทะเบียนทุกปี เพื่อจะได้รู้ข้อมูลการเพาะปลูกแต่ละปีว่า เกษตรกรปลูกพืชชนิดไหน พื้นที่เท่าไหร่ เป็นข้อมูลประเมินภาวะผลผลิตแต่ละปี สำหรับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรแล้ว ต้องปรับปรุงข้อมูลในทะเบียนเกษตรกรทุกครั้ง เมื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่หลังเพาะปลูก 15 – 60 วัน และปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรได้ตลอดปี ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของแต่ละชนิดพืช กรณีเกษตรกรรายเดิมแต่ต้องการเพิ่มแปลงใหม่ ต้องติดต่อขอขึ้นทะเบียนเกษตรกรที่สำนักงานเกษตรอำเภอ แต่หากเป็นเกษตรกรรายเดิมและใช้แปลงเดิม ติดต่อปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือผ่านแอพพลิเคชั่น Farmbook ที่กรมส่งเสริมการเกษตรพัฒนาขึ้นในระบบปฏิบัติการiOS และ Android ช่วยอำนวยความสะดวกให้เกษตรกรแจ้งปรับปรุงข้อมูลในทะเบียนได้ด้วยตนเองผ่านโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน ทั้งยังเป็นช่องทางรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากภาครัฐ รวมถึงใช้ตรวจสอบสิทธิ์เกษตรกรที่จะได้รับความช่วยเหลือกรณีประสบภัยพิบัติ หรือตามมาตรการแก้ปัญหาอื่น ของภาครัฐ เช่น การรับสิทธิตามโครงการประกันรายได้พืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าว, ปาล์มน้ำมัน

ทั้งนี้ หากเกษตรกรไม่มาปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรติดต่อกันเป็นเวลา 3 ปี นับถัดจากวันที่ 23 มิถุนายน 2560 – 22 มิถุนายน 2563 ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนเกือบ 9 แสนครัวเรือน ที่ยังไม่มาปรับปรุงข้อมูลเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร หากครบระยะเวลาดังกล่าวแล้ว เกษตรกรจำนวนนี้จะสิ้นสถานภาพการเป็นเกษตรกรทันที ทำให้ไม่ได้รับสิทธิ์ช่วยเหลือจากโครงการของรัฐบาล ปัจจุบันกรมตรวจสอบด้วยระบบโปรแกรมทั้งตรวจสอบข้อมูลบุคคลกับสำนักทะเบียนราษฎร กระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ได้ข้อมูลชื่อ สกุล สมาชิกในครัวเรือนที่เป็นปัจจุบัน รวมทั้งตรวจสอบเนื้อที่เพาะปลูของเกษตรกรจากการวาดผังแปลงเพาะปลูก (ผังแปลงเกษตรกรรมดิจิทัล) โดยซ้อนกับผังแปลงกับกรมที่ดิน ส.ป.ก. และภาพถ่ายดาวเทียม นอกจากการตรวจสอบด้วยระบบดิจิทัลแล้ว กรมยังตรวจสอบทางสังคมโดยให้คนในชุมชนร่วมกันตรวจสอบกันเองการนำข้อมูลการเพาะปลูกของเกษตรกรรายเดิม แปลงเดิม ไปปิดประกาศ ในหมู่บ้าน/ชุมชน 3 วัน เพื่อยืนยันหรือคัดค้านว่ามีการเพาะปลูกจริงในชุมชนนั้นหรือไม่

กษ.ย้ำเกษตรกรแจ้งขึ้นทะเบียน อัพเดตทุกฤดูเพาะปลูก-ขาด3ปีสิ้นสภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/452441

x

กษ.ย้ำเกษตรกรแจ้งขึ้นทะเบียน อัพเดตทุกฤดูเพาะปลูก-ขาด3ปีสิ้นสภาพ

วันศุกร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรย้ำเกษตรกรควรขึ้นทะเบียนเกษตรกร และแจ้งปรับปรุงทะเบียนเกษตรทุกครั้งเมื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ หากไม่ได้ปรับปรุงข้อมูลติดต่อกัน 3 ปี จะสิ้นสถานภาพเป็นเกษตรกร หมดสิทธิรับการช่วยเหลือจากโครงการต่างๆของรัฐ

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรเปิดให้เกษตรกรขึ้นทะเบียนทุกปี เพื่อจะได้รู้ข้อมูลการเพาะปลูกแต่ละปีว่า เกษตรกรปลูกพืชชนิดไหน พื้นที่เท่าไหร่ เป็นข้อมูลประเมินภาวะผลผลิตแต่ละปี สำหรับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรแล้ว ต้องปรับปรุงข้อมูลในทะเบียนเกษตรกรทุกครั้ง เมื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่หลังเพาะปลูก 15 – 60 วัน และปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรได้ตลอดปี ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของแต่ละชนิดพืช กรณีเกษตรกรรายเดิมแต่ต้องการเพิ่มแปลงใหม่ ต้องติดต่อขอขึ้นทะเบียนเกษตรกรที่สำนักงานเกษตรอำเภอ แต่หากเป็นเกษตรกรรายเดิมและใช้แปลงเดิม ติดต่อปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือผ่านแอพพลิเคชั่น Farmbook ที่กรมส่งเสริมการเกษตรพัฒนาขึ้นในระบบปฏิบัติการ
iOS และ Android ช่วยอำนวยความสะดวกให้เกษตรกรแจ้งปรับปรุงข้อมูลในทะเบียนได้ด้วยตนเองผ่านโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน ทั้งยังเป็นช่องทางรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากภาครัฐ รวมถึงใช้ตรวจสอบสิทธิ์เกษตรกรที่จะได้รับความช่วยเหลือกรณีประสบภัยพิบัติ หรือตามมาตรการแก้ปัญหาอื่น ของภาครัฐ เช่น การรับสิทธิตามโครงการประกันรายได้พืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าว, ปาล์มน้ำมัน

ทั้งนี้ หากเกษตรกรไม่มาปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรติดต่อกันเป็นเวลา 3 ปี นับถัดจากวันที่ 23 มิถุนายน 2560 – 22 มิถุนายน 2563 ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนเกือบ 9 แสนครัวเรือน ที่ยังไม่มาปรับปรุงข้อมูลเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร หากครบระยะเวลาดังกล่าวแล้ว เกษตรกรจำนวนนี้จะสิ้นสถานภาพการเป็นเกษตรกรทันที ทำให้ไม่ได้รับสิทธิ์ช่วยเหลือจากโครงการของรัฐบาล ปัจจุบันกรมตรวจสอบด้วยระบบโปรแกรมทั้งตรวจสอบข้อมูลบุคคลกับสำนักทะเบียนราษฎร กระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ได้ข้อมูลชื่อ สกุล สมาชิกในครัวเรือนที่เป็นปัจจุบัน รวมทั้งตรวจสอบเนื้อที่เพาะปลูกของเกษตรกรจากการวาดผังแปลงเพาะปลูก (ผังแปลงเกษตรกรรมดิจิทัล) โดยซ้อนกับผังแปลงกับกรมที่ดิน ส.ป.ก. และภาพถ่ายดาวเทียม นอกจากการตรวจสอบด้วยระบบดิจิทัลแล้ว กรมยังตรวจสอบทางสังคมโดยให้คนในชุมชนร่วมกันตรวจสอบกันเองการนำข้อมูลการเพาะปลูกของเกษตรกรรายเดิม แปลงเดิม ไปปิดประกาศ ในหมู่บ้าน/ชุมชน 3 วัน เพื่อยืนยันหรือคัดค้านว่ามีการเพาะปลูกจริงในชุมชนนั้นหรือไม่

ชู‘มะม่วงน้ำดอกไม้-ส้มโอ-ถั่ว’ พืชทางเลือกทดแทนปลูกข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/452238

x

ชู‘มะม่วงน้ำดอกไม้-ส้มโอ-ถั่ว’ พืชทางเลือกทดแทนปลูกข้าว

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) เปิดเผยว่า จากการศึกษาข้อมูลการปลูกข้าวนาปี ตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) พบว่า เกษตรกรจะได้รับผลตอบแทนสุทธิ(กำไร) จากการปลูกข้าวนาปีในพื้นที่เหมาะสมมากและเหมาะสมปานกลาง (S1/S2) เฉลี่ย 828 บาท/ไร่ ในขณะที่เกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปีในพื้นที่เหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม(S3/N) จะได้รับผลตอบแทนสุทธิเพียง 347 บาท/ไร่ โดยพื้นที่ปลูกข้าวของจ.เพชรบูรณ์ ที่เหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม มี 3.4 แสนไร่คิดเป็นร้อยละ 25 ของพื้นที่ปลูกข้าวทั้งจังหวัด

ไม้ผล ที่น่าสนใจนำมาปรับเปลี่ยนในพื้นที่นาที่เหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสมคือ มะม่วงน้ำดอกไม้ มีต้นทุนการผลิต 14,934 บาท/ไร่ ให้ผลตอบแทนจากการผลิตในปีที่ 4 – 5 ผลผลิต 1,123 กก./ไร่ เกษตรกรขายได้ในราคา 47.96 บาท/กก. คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 38,922 บาท/ไร่/ปี โดยผลผลิตในจังหวัดส่วนใหญ่ร้อยละ 60 ขายให้ผู้รวบรวมจากต่างจังหวัด (กรุงเทพฯ อยุธยา และนครปฐม) เพื่อส่งออกต่างประเทศ และผลผลิตร้อยละ 35 ขายให้ผู้รวบรวมขายในต่างจังหวัด (เชียงราย และสุราษฎร์ธานี) ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 5 ขายให้ผู้บริโภคภายในจังหวัด นอกจากขายให้ตลาดผู้บริโภคทั่วไปแล้ว ยังนำมาแปรรูปทำข้าวเกรียบมะม่วง ซึ่งมีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลผลิตจากมะม่วงในพื้นที่ และอีกชนิดหนึ่งที่ให้ผลตอบแทนสูงเช่นกันคือ ส้มโอ ต้นทุนการผลิต 12,580 บาท/ไร่ให้ผลตอบแทนจากการผลิตปีที่ 4 – 5 ผลผลิต 1,487 กก./ไร่ เกษตรกรขายได้ราคา 25.65 บาท/กก. คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 25,562 บาท/ไร่/ปี โดยผลผลิตในจังหวัดส่วนใหญ่ร้อยละ 90 ขายให้ผู้รวบรวมขายในต่างจังหวัด (นครปฐม และพิจิตร) และที่เหลืออีกร้อยละ 10 ขายให้ผู้บริโภคภายในจังหวัด

ด้านนางพัชรารัตน์ ลิ้มศิริกุล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12 จ.นครสวรรค์ (สศท.12) กล่าวเสริมว่า นอกจากนี้ ยังมีพืชตระกูลถั่วที่เป็นพืชทางเลือกปลูกทดแทนช่วงฤดูนาปรังเพิ่มรายได้ และลดใช้น้ำเหมาะกับช่วงประสบปัญหาน้ำเพาะปลูกคือ ถั่วเขียว ต้นทุนการผลิต 2,408 บาท/ไร่ ให้ผลตอบแทนจากการผลิตในเดือนที่ 2 – 3  ผลผลิต 137 กก./ไร่/รอบการผลิต เกษตรกรขายได้ในราคา 21.7 บาท/กก. คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 565 บาท/ไร่/รอบการผลิต โดยผลผลิตในจังหวัดส่วนใหญ่ร้อยละ 75 ขายให้แก่ บริษัท สมชายพาณิชย์ 88 จำกัด จ.เจริญ 95  จตุรพรสุพานิช และผู้ประกอบการรายย่อยอื่นๆ ซึ่งรวบรวมผลผลิตส่งไปขายต่างจังหวัดแปรรูปเป็นถั่วเขียว ผ่าซีกใช้ทำแป้ง ไส้ขนม และเต้าส่วน ผลิตวุ้นเส้นถั่วงอก รวมไปถึงบรรจุถุงจำหน่ายเพื่อบริโภคและเมล็ดพันธุ์ ส่วนผลผลิตร้อยละ 20 ขายให้ผู้รวบรวมเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ (กัมพูชา จีน) ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 5 ขายให้ผู้บริโภคภายในจังหวัด

ทั้งนี้ รูปแบบเกษตรแบบผสมผสาน จะช่วยลดความเสี่ยงผลกระทบจากความผันผวนของราคาและปริมาณผลผลิตของพืชสำหรับปลูกพืชเชิงเดี่ยว โดยรวมกลุ่มเพิ่มศักยภาพการผลิตและต่อรองราคา รวมทั้งประยุกต์ใช้เทคโนโลยี/นวัตกรรมแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรของจ.เพชรบูรณ์ ผู้สนใจข้อมูลสินค้าทางเลือกในพื้นที่ หรือข้อมูลด้านเศรษฐกิจการเกษตรสำคัญในจ.นครสวรรค์  กำแพงเพชร พิจิตร  เพชรบูรณ์ และอุทัยธานี สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สศก.ที่ 12 โทร. 0-5680-3525 หรือ zone12@oae.go.th

แบน3สารเป็นมติ ‘เสี่ยหนู’ชี้ไม่ใช่สั่งขี้มูก นายกฯว่าตามขั้นตอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/452318

แบน3สารเป็นมติ  ‘เสี่ยหนู’ชี้ไม่ใช่สั่งขี้มูก  นายกฯว่าตามขั้นตอน

แบน3สารเป็นมติ ‘เสี่ยหนู’ชี้ไม่ใช่สั่งขี้มูก นายกฯว่าตามขั้นตอน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

แบน3สารเป็นมติ

‘เสี่ยหนู’ชี้ไม่ใช่สั่งขี้มูก

นายกฯว่าตามขั้นตอน

2รมต.เกษตรฯย้ำจุดยืน

กก.ทั้ง27คน มีมติแล้วไม่ใช่สั่งขี้มูกจะมาทบทวนใหม่ ขณะ รมว.-รมช.เกษตรฯ ย้ำจุดยืนแบน3สาร “เฉลิมชัย”แจงตั้ง คณะทำงานฯแค่เก็บข้อมูล เยียวยาเกษตรกรและสารทดแทน

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม แถลงหลังประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ถึงกรณีมีการเรียกร้องให้ทบทวนมติยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร3ชนิดคือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ของคณะกรรมการวัตถุอันตรายว่า เรื่องนี้อยู่ในขั้นตอนของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ต้องไปทำความเข้าใจกับประชาชนและเกษตรกรที่ยังสงสัยและเห็นต่างกันอยู่และต้องดูแลเรื่องผลกระทบให้ชัดเจน รวมถึงจะแก้ปัญหาเหล่านั้นได้อย่างไร ซึ่งทุกอย่างก็เป็นไปตามขั้นตอน

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ว่า คิดว่าคงไม่ทบทวน แต่ถ้าทบทวนก็ไม่เป็นอะไร ในส่วนกระทรวงสาธารณสุขที่ตนกำกับดูแลอยู่ ยังยืนยันเจตนารมณ์เดิม ขณะเดียวกันคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่ยกเลิก 3 สารก็หมดวาระลงแล้ว ขณะนี้เป็นคณะกรรมการชุดใหม่ที่มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสากรรม เป็นประธาน ซึ่งนายสุริยะมีสิทธิจะเรียกประชุมก็ต้องให้เกียรติ นายสุริยะ

“การลงมติแบน3สารพิษก็ลงมติไปแล้ว ถือเป็นมติ ไม่ใช่สั่งขี้มูก คนทั้ง 27 คนลงมติอย่างชัดเจนว่าแบน3สารพิษแล้ว จะไปแก้ไขตรงนั้น ผมก็ไม่รู้ เพราะเป็นมติไปแล้ว ส่วนวันที่ 1 ธันวาคม จะเป็นวันที่ให้ยกเลิก3สารพิษ เหมือนเดิมหรือไม่ ผมไม่ทราบ แต่ยืนยัน กระทรวงสาธารณสุขจะยกเลิกทุกสารพิษที่เป็นอันตรายต่อคุณภาพชีวิตประชาชน ทำให้เกิดโรคซึ่งเราสนับสนุนไม่ได้อยู่แล้ว ส่วนผลกระทบในมิติอื่นกระทรวงที่เกี่ยวข้องก็ว่ากันไป”นายอนุทิน กล่าวย้ำ

เมื่อถามว่า นางมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ หารือเรื่องสารตัวใหม่ที่จะเข้ามาทดแทนแล้วหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่าคงไม่พูดคุยเพราะเรื่องนี้นางมนัญญา ต้องไปรายงาน นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ตนมีหน้าที่ แค่สนับสนุน หากสิ่งที่ทำมามีประโยชน์

ขณะที่ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯกล่าวถึงกรณีคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด ส่งผลกระทบหลายภาคส่วน เช่น บริษัทนำเข้าสารเคมี และประชาชนว่า การนำเข้าสารเคมี เป็นเรื่องของกระทรวงพาณิชย์ต้องไปพิจารณา แต่ในส่วนกระทรวงเกษตรฯ หลังคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติสั่งแบน ถือว่าหมดหน้าที่แล้ว สำหรับเรื่องที่ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯตั้งคณะทำงานศึกษาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรและหาสารทดแทน3สารเคมีทางการเกษตรนั้น ตนไม่ทราบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างให้สัมภาษณ์ น.ส.มนัญญา อยู่ นายเฉลิมชัย เดินลงมาพอดี น.ส.มนัญญา จึงเชิญมาให้ตอบคำถามกรณีตั้งคณะทำงานชุดดังกล่าว โดยนายเฉลิมชัย ชี้แจงว่า การตั้งคณะทำงานชุดดังกล่าวเพื่อระดมความคิดเห็นทุกภาคส่วนหามาตรการช่วยเหลือ เยียวนาเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบ ทั้งด้านวิชาการ นวัตกรรม เทคโนโลยี และวิธีลดต้นทุน เพื่อช่วยแก้ปัญหาให้เกษตรกร ทั้งนี้ เรื่องแบน 3 สาร เลิกคุยได้แล้ว เพราะมีมติแบนเรียบร้อยแล้ว จากนี้ไปคือ การหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรได้อย่างไร

“นางมนัญญา ถามผมเรื่องตั้งคณะทำงานฯ ผมบอกไปแล้วว่า เป็นคณะทำงานฯที่มารวบรวมข้อมูลเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องถึงมือผู้บริหาร เพราะข้อมูลดังกล่าว ต้องนำมารายงานให้ผู้บริหารทราบอยู่แล้ว วันนี้เราต้องทำงานต่อไป แม้จะมีมติแบน 3 สารเคมีแล้วก็ตาม ต้องรอผลสรุปจากคณะทำงานฯ ว่ามีปัญหาประเด็นอะไรบ้าง เพื่อหาแนวทางการแก้ปัญหาต่อไป”นายเฉลิมชัย กล่าว นอกจากนี้ นายเฉลิมชัยยังกระซิบบอกผู้สื่อข่าวด้วยว่า “เดี๋ยวจะไปลอยกระทงด้วยกันด้วย”

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯดงมูลสองรับซื้อยางก้อนถ้วยราคาสูง แปรรูปเพิ่มมูลค่า-ช่องทางสร้างรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/452240

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯดงมูลสองรับซื้อยางก้อนถ้วยราคาสูง แปรรูปเพิ่มมูลค่า-ช่องทางสร้างรายได้

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯดงมูลสองรับซื้อยางก้อนถ้วยราคาสูง แปรรูปเพิ่มมูลค่า-ช่องทางสร้างรายได้

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ทำโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการรวมรวมและแปรรูปยางพาราในสถาบันเกษตรกร เพื่อให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมีความเข้มแข็ง มีประสิทธิภาพพร้อมที่จะเป็นกลไกช่วยแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ รวมทั้งเป็นแหล่งรวบรวม จัดเก็บและแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา เพื่อเพิ่มมูลค่าและช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราได้อีกช่องทางหนึ่ง โดยโครงการดังกล่าวได้คัดเลือกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรที่มีศักยภาพดำเนินธุรกิจยางพารา 62 แห่ง จากทั่วประเทศ โดยสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรที่ได้รับคัดเลือกจะได้รับการสนับสนุนปัจจัยพื้นฐานในการรวบรวมยางพารา อุปกรณ์การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต อุปกรณ์การแปรรูปผลิตภัณฑ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้ายางพารา

นางสุพรทิพย์ ภักดีศรี ผู้จัดการสหกรณ์นิคมดงมูลสอง จำกัด จังหวัดขอนแก่นกล่าวว่า สหกรณ์นิคมดงมูลสอง ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2524 มีสมาชิกเริ่มต้น 678 คน ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 2,870 คน สมาชิก
ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวนยางพารา มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน เป็นต้น ซึ่งที่ผ่านมาปัญหาที่สมาชิกต้องพบเจอมากที่สุดคือ ราคายางพาราตกต่ำไม่คุ้มค่ากับต้นทุนการผลิต ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว สหกรณ์นิคมดงมูลสองจึงเข้าร่วมโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการรวบรวมและแปรรูปยางพาราในสถาบันเกษตรกร โดยได้รับงบประมาณอุดหนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ 4.4 ล้านบาท สร้างปัจจัยพื้นฐานในการจัดเก็บ รวบรวม แปรรูปยางพารา 3 รายการ ประกอบด้วย 1.ก่อสร้างโกดังขนาด 450 ตร.ม. 2.รถโฟคลิฟต์ ขนาด 2.5 ตัน และ 3.รถตักล้อยาง ขนาด 82 แรงม้า ซึ่งงบดังกล่าวสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของของสหกรณ์ในการรวบรวมยางก้อนถ้วยและโรงงานผลิตยางเครป โดยสหกรณ์สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเพื่อรองรับผลผลิตยางก้อนถ้วยของเกษตรกรสมาชิก ได้มากถึง 8,500 ตัน/ต่อปีอีกทั้ง สหกรณ์ได้กำหนดแผนธุรกิจเพื่อขับเคลื่อนโรงงานผลิตยางเครป ซึ่งมีกำลังการผลิตกว่า 6,500 ตัน/ปี

เดิมสหกรณ์ฯมีโรงงานแปรรูปยางพาราและรวบรวมยางอยู่แล้ว แต่ยังขาดโกดังและอุปกรณ์ดังกล่าวพอได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพรวบรวมและแปรรูปยางได้ดีขึ้น ซึ่งการรับซื้อยางก้อนถ้วย เพื่อนำมาแปรรูปเป็นยางเครป สหกรณ์ฯ จะรับซื้อจากสมาชิกโดยตรง ในราคาสูงกว่าตลาดเฉลี่ย 50 สตางค์ – 1 บาท/กิโลกรัม เพื่อช่วยเหลือสมาชิกให้อยู่ได้และสหกรณ์ก็อยู่ได้ด้วยเนื่องจากสหกรณ์ไม่ได้มุ่งหวังกำไรเป็นที่ตั้ง สำหรับยางเครปที่สหกรณ์ผลิตได้จะจำหน่ายผ่านเครือข่ายสหกรณ์คือ สหกรณ์กองทุนสวนยางอำเภอบ่อทอง จำกัด จ.ชลบุรี เพื่อนำไปแปรรูปเป็นยางแท่ง
ส่งออกต่อไป

ในอนาคตสหกรณ์นิคมดงมูลสอง จำกัด ได้วางแผนการจัดทำไลน์ผลิตยางแท่งเพื่อส่งออกเอง เพื่อขยายฐานการรองรับยางก้อนถ้วยจากเกษตรสมาชิกและเพิ่มช่องทางการสร้างรายได้อีกทางหนึ่งด้วย เป็นการต่อยอดอาชีพการทำสวนยางพาราให้สามารถเป็นอาชีพที่มั่นคงให้กับเกษตรกรสมาชิกอย่างยั่งยืน

ซอกแซกอาเซียน : 7 พฤศจิกายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/452236

566101

ซอกแซกอาเซียน : 7 พฤศจิกายน 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปกติเวลาเดินทางไปที่ไหนๆ ท่านรองอธิบดีกรมเกษตรของเมียนมาก็จะพาพวกเราไปไหว้พระ แกคงทราบว่าคนไทยเวลาไปเมียนมา วัตถุประสงค์หลักคือการไหว้พระทำบุญ ความจริงคราวนี้ที่ไปรัฐกะเหรี่ยง แกก็ได้วางแผนว่า ระหว่างทางที่เราไปทำงานจะพาพวกเราแวะไปไหว้พระสำคัญที่คนไทยรู้จักดีและนิยมไปกันมาก คือ พระธาตุอินแขวน อยู่ไม่ไกลจากเส้นทางไปเมืองพะอัน ผมและคณะเคยเฉียดไปแถวนั้นถึง 2 ครั้ง แต่ยังมีบุญวาสนาไม่ถึง ไม่มีเวลาแวะไปไหว้เลยครับ ทราบว่าทางเมียนมาได้สร้างกระเช้าลอยฟ้าเข้าไป เป็นที่ตื่นตาและสะดวกต่อนักท่องเที่ยวอย่างมากในปัจจุบัน

ผมพักอยู่ที่โรงแรมชานเมืองพะอันเป็นโรงแรมใหญ่พอสมควร ห้องพักก็ใหญ่โต ถึงจะไม่ดูหรูหราเหมือนโรงแรมในเมืองใหญ่ รองอธิบดีจัดอาหารเย็นที่โรงแรมเลย ไม่ต้องไปกินข้างนอก มีท่านเกษตรจังหวัด เอ้ย เกษตรรัฐมาเป็นเจ้าบ้านคอยบริการดูแลเจ้านายจากกรมส่วนกลาง เรื่องหัวหน้าหน่วยงานระดับรัฐหรือเขตนี้ ขออนุญาตเล่าขั้นจังหวะนิดครับ เพราะว่าธรรมเนียมปฏิบัติแตกต่างจากของไทยเรา คือ เวลาเจ้านายผู้ใหญ่ส่วนกลางเช่นอธิบดี หรือรองอธิบดีเดินทางไปเยี่ยม ตัวหัวหน้าประจำรัฐหรือเขตจะต้องเดินทางมารับที่เขตแดนเลยนะครับ ไม่ใช่รอรับที่สำนักงานในเมือง อีกทั้งจะต้องตามประกบไปตลอดจนเสร็จภารกิจและหลังจากนั้นก็จะต้องเดินทางไปส่งเจ้านายที่เขตแดนของตัวเพื่อส่งต่อเจ้านายให้กับหัวหน้าประจำรัฐในอีกรัฐหนึ่งที่ติดต่อกันซึ่งต้องมารอรับเหมือนกัน เท่าที่ผมเดินทางโดยรถยนต์ ผมเห็นเป็นอย่างนี้ตลอด ของไทยจะเอาอย่างแบบนี้บ้างก็คงไม่มีใครว่านะ

ในการช่วยเหลือข้าวอุทกภัยครั้งนี้เป็นข้าวของญี่ปุ่น ดังนั้น นอกจากจะมีผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นที่ประจำแอปเตอร์ไปด้วยแล้ว ทางสถานทูตญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ในเมืองย่างกุ้งก็ยังได้ส่งเลขานุการทูตซึ่งเป็นสุภาพสตรีมาร่วมอีกคน เป็นสาวญี่ปุ่นที่เล่าว่าเคยมาอยู่จังหวัดเชียงราย เลยพูดภาษาไทยได้ ตอนเช้าหลังจากรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมแล้ว คณะก็ออกเดินทางเข้าเมืองพะอันไปยังห้องประชุมทำเนียบรัฐบาลรัฐกระเหรี่ยงซึ่งเป็นสถานที่จัดพิธีการส่งมอบข้าวช่วยเหลือโดยพวกเราไม่ลืมที่จะใส่เสื้อประจำชาติกระเหรี่ยงที่เขาให้มาเมื่อวานไปด้วย ถึงที่ประชุมขณะที่คนยังมาไม่มากนัก เพราะเรามากันก่อนเวลา ก็เป็นการดีที่เราได้มีโอกาสซักซ้อมทำความเข้าใจกับขั้นตอนพิธีการต่างๆ และได้มีโอกาสทักทายโอภาปราศรัยกับผู้หลักผู้ใหญ่หลายคน เริ่มตั้งแต่ท่านรัฐมนตรีจากรัฐบาลกลาง ท่านอธิบดีกรมเกษตร ท่านรัฐมนตรีเกษตรของรัฐ ท่านรัฐมนตรีสวัสดิการของรัฐ และก็ใครๆ อีกหลายคนจำไม่ได้ แต่ท่านมุขมนตรี ซึ่งเป็นประธานในพิธีตอนนี้ยังไม่มา

พูดถึงคณะบริหารรัฐหรือเขตต่างๆ ของเมียนมา เท่าที่ได้พบมาหลายแห่ง พวกนี้ส่วนมากสังกัดพรรคเดียวกับ ออง ซาน ซู จี เกือบทั้งนั้น ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนเป็นรัฐบาลระดับรัฐ แสดงให้เห็นถึงความนิยมในตัวผู้นำของคนเมียนมา แม้จะต้องแข่งขันกับพรรคทหารหรือพรรคที่หนุนโดยฝ่ายทหาร แต่พรรคของออง ซาน ซู จี กลับชนะได้รับการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น ทั้งระดับรัฐบาลกลางและระดับรัฐ ผมไปมาหลายรัฐมาก ล้วนแล้วเป็นคนของออง ซาน ซู จี ครับ

หลังจากที่มีการกล่าวปราศรัยโดยหลายคน รวมทั้งผมในฐานะผู้แทนของแอปเตอร์ และผู้แทนสถานทูตญี่ปุ่นซึ่งเธอได้กล่าวปราศรัยเป็นภาษาเมียนมา ก็มาถึงช่วงสำคัญ คือ การกล่าวของท่านมุขมนตรีรัฐกะเหรี่ยง ท่านได้เล่าสถานการณ์อุทกภัยและความเสียหายต่างๆ และได้ขอบคุณทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแอปเตอร์ที่กรุณาประสานความช่วยเหลืออุทัยภัยที่เกิดขึ้นในรัฐกะเหรี่ยงครั้งนี้ อีกทั้งได้หารือกับกระทรวงเกษตรฯ ของรัฐบาลกลางว่าจะทำอย่างไรที่จะทำเขื่อนกั้นน้ำในแม่น้ำสาละวิน เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมให้เป็นการถาวร

หลังจากเสร็จพิธีซึ่งต้องเร่งรีบพอสมควร เพราะช่วงบ่ายจะต้องไปทำพิธีส่งมอบข้าวในอีกรัฐหนึ่ง คือ มอญ ต้องเดินทางตามถนนที่ไม่ค่อยดีนัก ตัดมาทางทิศตะวันตกไปยังชายทะเลอันดามัน ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงของรัฐมอญ ได้แก่เมืองที่มีชื่อหลายชื่อ แต่ในที่นี้ขอเรียกว่า เมือง “มะละแหม่ง” ก็แล้วกันครับ ใช้เวลาเดินทางประมาณเกือบๆ ชั่วโมง ส่วนประสบการณ์สนุกที่เกิดขึ้นในเมืองมะละแหม่งจะเป็นยังไงบ้าง ต้องอดใจรอนิดหนึ่ง ผมขออนุญาตยกไปเล่าต่อในคราวหน้าครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

เกษตรฯเร่งสกัดโรคใบร่วงยางพารา ป้องกันระบาดลาม14จังหวัดภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/452237

x

เกษตรฯเร่งสกัดโรคใบร่วงยางพารา ป้องกันระบาดลาม14จังหวัดภาคใต้

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 16.43 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เผยว่า ขณะนี้เกิดการระบาดของโรคใบร่วงในยางพาราที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ นราธิวาส ยะลาและปัตตานี โดยกรมส่งเสริมการเกษตรรายงานสถานการณ์ว่าพบการระบาดของโรคใบร่วงยางพาราที่นราธิวาส ใน 8 อำเภอ พื้นที่รวม 277,030 ไร่ เกิดจากเชื้อรา Pestalotiopsis sp. ที่ไม่เคยพบในประเทศไทยมาก่อน แต่เคยระบาดในอินโดนีเซียและมาเลเซีย ซึ่งสภาพแวดล้อมคล้ายภาคใต้ของไทย ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตน้ำยาง หากระบาดรุนแรงจะทำให้ผลผลิตน้ำยางลดลงร้อยละ 30 – 50 ดังนั้น จึงสั่งให้กรมส่งเสริมการเกษตรเฝ้าระวัง เร่งสำรวจพื้นที่การระบาดและออกให้คำแนะนำการป้องกันที่ถูกต้องแก่เกษตรกร

ด้านนายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมจัดทำคำแนะนำการป้องกันการระบาดของโรคใบร่วงยางพาราใน 14 จ.ภาคใต้ เป็นแนวทางดำเนินการในพื้นที่ และกำชับสำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอออกสำรวจพื้นที่ระบาด รวมทั้งสร้างการรับรู้ให้เกษตรกรป้องกันการระบาด ตามคำแนะนำของการยางแห่งประเทศไทย และกรมวิชาการเกษตร   สำหรับลักษณะอาการของโรคจะปรากฏบนใบยางแก่ เริ่มจากมีรอยช้ำ เป็นกลุ่มเห็นชัดเจน ด้านหลังใบมีวงค่อนข้างกลมสีเหลือง ต่อมาเนื้อเยื่อรอยสีเหลืองจะแห้งตายเป็นแผลกลมสีสนิมซีด โดยพบอาการจุดแผลต่อใบยางมากกว่า 1 แผล จากนั้นใบจะเหลืองและร่วง อาการของโรคจะรุนแรงและใบร่วงมากหลังฝนตกหนักติดต่อกันอย่างน้อย 2 วัน ต้นยางอายุมากขนาดใหญ่จะได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าต้นยางอายุน้อยขนาดเล็ก พบได้ทุกพันธุ์ยางที่ปลูกในพื้นที่นั้น คำแนะนำในการป้องกันกำจัดเกษตรกรควรใส่ปุ๋ยบำรุงดินเพื่อให้ต้นยางพาราสมบูรณ์ แข็งแรง และพ่นสารเคมีกำจัด
เชื้อราหากตรวจพบโรคใบร่วง อัตราใช้สารเคมีตามคำแนะนำ ดังนี้ ใช้สาร Thiophanate Methyl พ่นลงพื้นดินบริเวณพบเชื้อ หรือใช้สาร Benomyl, Hexaconazole, Thiophanate Methyl, Triadimefon และ Difenoconazole พ่นที่ทรงพุ่มยางพารา ซึ่งมีประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อรา

‘ประภัตร’ลุยอีสานตรวจโรคระบาดไหม้คอรวงข้าว เตรียมระดมโดรนฉีดพ่นตามคำขอชาวนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/452235

'ประภัตร'ลุยอีสานตรวจโรคระบาดไหม้คอรวงข้าว เตรียมระดมโดรนฉีดพ่นตามคำขอชาวนา

‘ประภัตร’ลุยอีสานตรวจโรคระบาดไหม้คอรวงข้าว เตรียมระดมโดรนฉีดพ่นตามคำขอชาวนา

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 16.38 น.

“ ประภัตร”  ล่องอีสาน ลุยตรวจ การแพร่ระบาด โรคระบาด ไหม้คอรวงข้าว คาดเสียหายแล้วกว่า5 แสนไร่ เตรียมระดมโดรนฉีดพ่นตามคำขอชาวนาที่ยังพอช่วยได้พร้อมเตรียมเสนอ กนข. ขอเงินช่วยเหลือ  กล่า 1,000 ล้านบาทก่อนเสนอ ครม.  ชดเชยพื้นที่เสียหาย ช่วยหลัง ผู้ว่าราชการสุรินทร์ประกาศพื้นที่ภัยพิบัติ

6 พฤศจิกายน 2562 นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรฯพร้อมคณะได้เดินทางไปยัง บ้านหนองบัว หมู่ที่ 3 ต.ชุมพลบุรี อ.ชุมพลบุรี จ.สุรินทร์ และ บ้าน ขาม ต. หนองบัวบาน อ. รัตนบุรี จ. สุรินทร์ เพื่อตรวจเยี่ยม พื้นที่การแพร่ระบาดของโรคไหม้คอรวงข้าวโดย มีนายไกรสรกองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ พร้อมคณะให้การตอนรับ  พร้อมกับมีการบรรยายสรุปสถานการณ์ ไหม้คอรวงข้าวโดย นายวันรบ เฮ่ประโคน เกษตรจังหวัดสุรินทร์ เพื่อวางมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรเป็นการเร่งด่วน

 

 

โดยนายประภัตร เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบล่าสุด พบว่า นาข้าวในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งเป็นรอยต่อ หลายจังหวัด  ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิขณะนี้ พบว่า นาข้าว เสียหายแล้วประมาณ5แสน ไร่  โดยบางส่วนที่ยังไม่เสียหายนั้นทางผู้ว่าราชการ จ.สุรินทร์ ได้ขอให้ทางกระทรวงเกษตร. ประสานงานเพื่อขอโดรนจากเอกชนช่วยฉีดพ่น เข้าช่วยฉีดพ่น ไตรโคเดอร์ม่า.เท่าที่ยังสามารถช่วยได้  เนื่องจากเหลือเวลาอึกเพียง20วัน ข้าวก็จะสุกที่สามารถเก็บเกี่ยว ได้ซึ่งไม่ทันต่อการใช้ อย่างอื่นมาแก้ปัญหาโดยเฉพาะสารเคมีอาจทำให้เกิดปัญหาสารตกค้างได้จึงเลือกจะใช้วิธีการฉีดพ่น ไตรโคเดอร์ม่า เพราะถือว่าเป็นสิ่งที่ที่สุดแล้ว โดยขณะนี้ได้ประสารงานเอกชนใจบุญและพร้อมที่จะส่งโดรนเข้ามาช่วยเหลือฟรี ส่วน ไตรโค้เดอร์ม่าก็มีการแจกฟรี จึงไม่กระทบต่อต้นทุนของเกษตรกรที่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ในส่วนมาตร.ในส่วนที่ ในการช่วยเหลือในความเสียหาย เบื้อนต้นได้สั่งการให้ทางผู้ว่าราชการจ. สุรินทร์  ตั้งคณะกรรมาร เข้ามา สรุปข้อมูลความเสียหายทั้งหมด  พร้อมตรวจสอบรายละเอียด ปริมาณ ข้าวที่ลดลง เพราะบางส่วน  ไม่ได้มีการเสียหายสิ้นเชิง เพียงแต่ผลผลิตลดน้อยลง  โดยข้อมูลโดยเฉลี่ย มาณร้อยละ70  ในส่วนปคิมาณผลผลิตที่เคยได้เพราะข้าวลีบซึ่งรัฐบาลอาจจะช่วยเหลือและเติมในส่วนที่ขาดหายไป ในเรื่องของราคาส่วน การชดเชยพื้นที่เสียหาย จะชดเชยให้ไร่ละ1,113 ต่อไร่ ไม่เกินไม่เกิน 20 ไร่ ตามกรอบการให้การช่วยเหลือเรื่องภัยพิบัติ  โดยคาดว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นน่าจะใช้งบประมาณในการช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ปลูกข้าวประมาณ กว่า1,000  ล้านบาท เท่านั้น ซึ่จากนี้ไปคงต้องรอทาง ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์  ตั้งคณะกรรมการ ขึ้นมา ทำงานเพื่อสรุปรายละเอียดความเสียหายทั้งหมด  และมีการประกาศ เป็นพื้นที่ภัยพิบัติ เพื่อสรุปข้อมูลเสนอมายังกระทรวงเกษตรก่อนที่ จะเสนอ ไปยัง คณะกรรมการนโยบายข้าว  หรือ กนข หากเห็นด้วยก็จะเสนอต่อ ครม. เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรต่อไป

ส่วนการแก้ปัญหาการแพร่รับบาดเพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ ขึ้นมาอีก ตนได้กำชับให้เจ้าหน้าที่กรมการข้าวเข้าทำความเข้าใจและฝึกอบรมให้กับเกษตกรป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ไหม้คอรวงข้าวโดยจะฝึกอบรมให้กับเกษตรกร ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมพร้อมเรื่องการ เตรียมการเพาะปลูกข้าวในฤดูต่อไป โดยเกษตรกรจะต้องมีการคลุกเม็ดพันธ์ ข้าว กับไตรโคเดอร์ม่าก่อนหว่านข้าวในฤดูกาลต่อไป  ขณะเดียวกันจะต้องรู้หลักการใช้ปุ๋ยให้ถูกวิธ๊ โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรีย   ซึ่งการ การใช้ปุ๋ยที่ผิดหลักเป็นสาเหตุหนึ่งขอการเกิดโรคระบาดด้วย

 

 

“วันนี้เท่าที่ตรวจสอบอย่างละเอียดพบว่า เหลืออีกไม่ถึง20 วัน ก็ จะสิ้นสุดระยะเวลาการเก็บเกี่ยวทั้งหมด คงจะต้องปล่อย   ซึ่งทางผู้ว่าราชการ สุรินทร์ ก็ร้องขอให้ ช่วยระดมฉีดพ่น ไตรโคเดอร์ม่า ช่วยและช่วยให้เราประสาน โดรนเข้ามาช่วย เบื้องตนได้มีการประสาน ไปกับกลุ่มเอกชน เขารับปากจะเข้ามาช่วยฟรี ซึ่ง จะเข้ามาดำเนินการทันที ในวันที่7 พฤศจิกายนนี้  ก็จะระดมฉีดพ่น เท่าที่จะช่วยได้เพราะหากฉีดพ่นเคมีคงจะไม่ดี เพราะอาจเกิดปัญหาสารตกค้างได้วิธีการนี้น่าจะดีที่สุด ส่วนการให้การช่วยเหลือ ก็ ได้สั่งการให้ทางผู้ว่าราชการ จังหวัดตั้งคณะทำงานร่วมกับทางกรมการข้าว เพื่อสรุปข้อมูลรวมกัน  ก่อนเสนอ รายละเอียดเพื่อเสนอต่อ คณะกรรมการ  กนข . และเสนอ ครม. ต่อไป โดยเบื้องต้นก็คาดว่าน่าจะใช้งบประมาณกว่า1,000ล้านบาท  “นายประภัตร กล่าว นายประภัตร กล่าวด้วยว่า ในส่วนความเสียหายจากภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นทั้งฝนแล้ง น้ำท่วม และโรคระบาดที่เกิดขึ้น ตนยอมรับว่า อาจเสียหายจริงแต่ไม่น่าถึงขั้นขาดแคลน และขออย่าตื่นตระหนก ยืนยันว่าปริมาณผลผลิตยังเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศอย่างแน่นอนส่วนเรื่องราคา ที่อาจสูงขึ้นเป็นเรื่องของกระทรวงพาณิชย์ จะต้องเข้ามาช่วยเหลือในเรื่องการบริหารจัดการ” นายประภัตรกล่าว

ด้านนายไกรสรกองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์  เปิดเผยว่า จากการดำเนินการในเรื่องการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของ โรค ไหม้คอรวงข้าว  ทางจังหวัดได้ดำเนินการช่วยเหลืออย่างเต็มที่  โดยจากการฉีดพ่นไตรโคเดอร์ม่า มี่ผ่านมาสามารถชะลอการระบาด ได้จริง เมื่อเทียบกับพื้นที่ ที่ไม่ได้มีการฉีดพ่น จากนี้ไป คงจะต้องทำความเข้าใจถึงวิธีปกกันการแพร่ระบาดและเร่งดำเนินการตั้งคณะทำงานร่วมกันเพื่อช่วยเหลือ เกษตรกรให้เร็วที่สุด  และจากการตรวจสอบยังพบด้วยว่าพื้นที่ มีการระบาดของโรคไหม้คอรวงข้าวส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ ใช้สารเคมี และจากการตรวจสอบพบว่า พื้นที่ การส่งเสริมการปลูกข้าวอินนทรีย์ ไม่มีการระบาดของโรคไหม้คอรวงข้าวแม้แต่พื้นที่เดียว