ชายคาพระพิรุณ : 11 พฤศจิกายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453008

586851

ชายคาพระพิรุณ : 11 พฤศจิกายน 2562

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สัปดาห์นี้ กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จัดงาน “วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” ครบรอบ 64 ปี แห่งการก่อเกิดโครงการพระราชดำริ ภายใต้แนวคิด “สืบสาน รักษาต่อยอด Digi Fonluang” เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสแสดงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงก่อให้เกิด “เทคโนโลยีฝนหลวง” โดยในปีนี้ครบปีที่ 64 แห่งการกำเนิดฝนหลวงพระราชทาน นับจากวันที่ 1 พฤศจิกายน 2498ซึ่งเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริที่จะคิดค้น วิจัย หาวิธีการทำฝนหลวงเพื่อแก้ไขปัญหาความทุกข์ยากของเกษตรกรและประชาชนทั่วไปที่ประสบภัยแล้ง ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2545 เฉลิมพระเกียรติพระองค์ท่าน ในฐานะทรงเป็น “พระบิดาแห่งฝนหลวง” และกำหนดให้วันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปีเป็น “วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” เพื่อร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ และจารึกไว้เป็นวันสำคัญของประวัติศาสตร์ชาติไทย ซึ่ง นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร บอกว่า ในปีนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้กำหนดจัดงานวันพระบิดาแห่งฝนหลวงขึ้น ระหว่างวันที่ 11 – 15 พฤศจิกายน 2562 ณ ลานอเนกประสงค์ อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ โดยในวันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน 2562 เวลา 13.00 น.เป็นต้นไป จะมีพิธีเปิดนิทรรศการ “สืบสาน รักษา ต่อยอด Digi Fonluang” และมีการมอบรางวัลอาสาสมัครฝนหลวงดีเด่นระดับประเทศและระดับภูมิภาค การมอบรางวัลโครงการประกวดภาพถ่ายและภาพจิตรกรรม “ฝนหลวงฝนแห่งความเมตตา” พร้อมการจัดแสดงผลงานที่ได้รับรางวัลรวมถึงมีการแสดงนิทรรศการฝนหลวงจากอดีตและความก้าวหน้าในปัจจุบัน การสนองพระราชปณิธาน สืบสาน รักษา ต่อยอด ศาสตร์พระราชาโครงการฝนหลวงโดยนำเสนอเทคโนโลยีและโครงการวิจัยที่ต่อยอดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวง ตลอดจนนิทรรศการจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานร่วมบูรณาการ อาทิ กองทัพอากาศ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) สำหรับวันพฤหัสบดีที่ 14 พฤศจิกายน 2562 เวลา 09.00 น. จะมีพิธีถวายราชสักการะวางพานพุ่มดอกไม้สดถวายแด่องค์พระบิดาแห่งฝนหลวง เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ โดยได้รับเกียรติจาก นายเฉลิมชัยศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานในพิธี

ทั้งนี้ ตลอดการจัดงาน ยังมีการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอีกมากมายกว่า 100 ร้านค้า เป็นผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP ซึ่งมีทั้งผัก ผลไม้ อาหารสด และอาหารแปรรูปทางการเกษตร มาจำหน่ายให้ประชาชนในราคาประหยัด รวมทั้งยังมีกิจกรรมการสาธิตเสริมสร้างอาชีพจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาทิ สาธิตการทำอาหารแปรรูปจากปลา สาธิตการทำสเต็กคอหมูราดซอสไข่เค็ม การสาธิตการทำสบู่โปรตีนไหม การเสวนาฝนหลวง และการแสดงดนตรีโฟล์กซอง จึงขอเชิญชวนนักเรียน นักศึกษา และประชาชนมาร่วมงาน “วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” ประจำปี 2562 ระหว่างวันที่ 11 – 15 พฤศจิกายน 2562 เพื่อแสดงความจงรักภักดี ประกาศก้องถึงพระเกียรติคุณแห่งองค์พระบิดาแห่งฝนหลวง และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุด มิได้ของพระองค์ท่านร่วมกัน…

เมื่อเร็วๆนี้ นายวสันต์ นุ้ยภิรมย์ อธิบดีกรมหม่อนไหม ร่วมประชุมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งมีนายพิทยสัณห์ เดชประสิทธิ์ ประธานคณะกรรมการกลุ่มการค้าชายแดนและข้ามแดน ด้านจีนตอนใต้ และนางสาวขวางลี่ รองประธานสภาหอการค้ามณฑลเสฉวน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย (Board of Trade Thailand -CCPIT Sichuan Council) เป็นประธาน และมีกรมปศุสัตว์ ผู้แทนภาครัฐและภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยวและสินค้าต่างๆ เพื่อหารือเกี่ยวกับความร่วมมือทางการค้าร่วมกัน ซึ่งสินค้าหม่อนไหม โดยเฉพาะผ้าไหมถือเป็นสินค้าพรีเมี่ยมเอกลักษณ์ของไทยที่ประเทศต่างๆ รวมทั้งจีนให้ความสนใจมาก ทั้งนี้ อธิบดีกรมหม่อนไหมได้เสนอให้มีการเปิดตลาดสินค้าหม่อนไหมในสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเฉพาะผ้าไหมลายเอกลักษณ์และผ้าไหมพื้นเพื่อนำไปตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าและเฟอร์นิเจอร์หรือเครื่องประดับตกแต่ง พร้อมกันนี้ได้ขอความร่วมมือในการหาตลาดเส้นไหมคุณภาพดีราคาถูกในจีนเพื่อนำมาพัฒนาการผลิตผ้าไหมร่วมกันตามความต้องการของตลาด…จากการประชุมในครั้งนี้ จะนำไปสู่ความร่วมมือทางการค้าระหว่างกรมหม่อนไหมและมณฑลเสฉวน ซึ่งเป็นเมืองขนาดใหญ่อันดับ 4ของจีน มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) 5,700 ล้านเหรียญ และมีผู้ประกอบการผ้าไหม ร่วม50 ราย ซึ่งจะมีการประชุมการค้าในกลุ่มการค้าชายแดนมณฑลเสฉวนในเร็วๆ นี้ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การตลาด และการประสานงานในกิจกรรมอื่นๆ ทั้งในประเทศไทยและในมณฑลเสฉวน สาธารณรัฐประชาชนจีน ต่อไป

ขุนเกษตรา

สศก.แนะพืชทางเลือกแทนปลูกข้าวลดขาดทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453005

x

สศก.แนะพืชทางเลือกแทนปลูกข้าวลดขาดทุน

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายฉกาจ ฉันทจิระวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น (สศท.4) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จ.ขอนแก่น มีพื้นที่ปลูกข้าวในชั้นความเหมาะสมต่างๆ (Agri-Map) 5.67 ล้านไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมมาก (S1) และเหมาะสมปานกลาง (S2) สำหรับปลูกข้าว 2.39 ล้านไร่ เกษตรกรปลูกข้าวเหนียวนาปีได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 3,582 บาท/ไร่/ปี ข้าวหอมมะลิได้ผลตอบแทนสุทธิ เฉลี่ย 2,544 บาท/ไร่/ปี ขณะที่พื้นที่เหมาะสมน้อย (S3) และไม่เหมาะสม (N) สำหรับปลูกข้าว มี 3.28 ล้านไร่ เกษตรกรปลูกข้าวเหนียวนาปี ได้ผลตอบแทนสุทธิ (ขาดทุน) เฉลี่ย – 871 บาท/ไร่/ปี ข้าวหอมมะลิได้ผลตอบแทนสุทธิ (ขาดทุน) เฉลี่ย -1,502 บาท/ไร่/ปี

หากพิจารณาพืชทางเลือกที่จะปรับเปลี่ยนในพื้นที่ปลูกข้าวพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3, N) ตามแผนที่ความเหมาะสม ของดิน (Zoning) ในจ.ขอนแก่น พบว่า พืชทางเลือกที่เหมาะสมให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าและตลาดต้องการต่อเนื่องหลายชนิด เช่น อ้อยโรงงาน ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 5,454 บาท/ไร่ อายุการผลิต 12 เดือน ได้ผลผลิตเฉลี่ย 9.37 ตัน/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 750 – 850 บาท/ตัน ผลตอบแทนสุทธิ 2,139 บาท/ไร่/ปี มันสำปะหลังโรงงาน ต้นทุนเฉลี่ย 6,283 บาท/ไร่ อายุการผลิตประมาณ 9 – 12 เดือน ได้ผลผลิตเฉลี่ย 3,127 กก./ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้1-2 บาท/กก. ผลตอบแทนสุทธิ 1,592 บาท/ไร่/ปี

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่น 1 (ฤดูฝน) ต้นทุน เฉลี่ย 4,075 บาท/ไร่ อายุการผลิต 4 – 5 เดือน ผลผลิตเฉลี่ย 1,166 กิโลกรัม/ไร่ เกษตรกรขายผลผลิตเป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฝักสดได้ในราคา 3 – 4 บาท/กิโลกรัมผลตอบแทนสุทธิ 451 บาท/ไร่/ปี ถั่วลิสงรุ่น 2 (ฤดูแล้ง) ต้นทุนเฉลี่ย 7,454 บาท/ไร่ อายุการผลิตประมาณ 3 เดือน เก็บเกี่ยวเดือนเมษายน – พฤษภาคม ผลผลิตเฉลี่ย 356 กิโลกรัม/ไร่ ขายได้ราคา 20-30 บาท/กก. ผลตอบแทนสุทธิ 1,841 บาท/ไร่/ปี

ถั่วเหลืองรุ่น 2 (ฤดูแล้ง) ต้นทุนเฉลี่ย 2,107 บาท/ไร่ อายุการผลิตประมาณ3 เดือน ผลผลิตเฉลี่ย 247 กิโลกรัม/ไร่ขายได้ในราคา 10 – 20 บาท/กก. ผลตอบแทนสุทธิ 1,622 บาท/ไร่/ปี สำหรับสินค้าทางเลือกดังกล่าว เกษตรกรในจังหวัดมีตลาดรองรับแน่นอน นอกจากนี้ยังมีกลุ่มพืชผักที่เป็นพืชทางเลือกที่น่าสนใจเพื่อสร้างรายได้ อาทิ ผักกาดหัว (ฤดูหนาว) ผักบุ้งจีน ต้นหอม ผักกาดหอม และการเลี้ยงจิ้งหรีด โดยเกษตรกรจะขายผักให้สหกรณ์การเกษตร หรือขายส่งให้พ่อค้าที่ตลาดค้าส่งผักในจังหวัด สำหรับจิ้งหรีด เกษตรกรขายปลีกและขายส่งให้พ่อค้าที่มารับซื้อผลผลิตที่ฟาร์ม เกษตรกรที่สนใจข้อมูลพืชทางเลือกในจังหวัดขอนแก่น สอบถามได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 โทร 0-4326-1513 หรือ zone4@oae.go.th

จับตา..กฎหมายลูกยกสถานะสทนช. เป็น‘ศูนย์บัญชาการน้ำแห่งชาติ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453009

จับตา..กฎหมายลูกยกสถานะสทนช.  เป็น‘ศูนย์บัญชาการน้ำแห่งชาติ’

จับตา..กฎหมายลูกยกสถานะสทนช. เป็น‘ศูนย์บัญชาการน้ำแห่งชาติ’

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ภายหลังจากพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2562 แต่เพื่อให้การแก้ปัญหาน้ำของประเทศ ตั้งแต่การใช้น้ำ พัฒนาบริหารจัดการบำรุงรักษา ฟื้นฟูอนุรักษ์ และการรวมทุกหน่วยงานตลอดจนภาคประชาชนมาบูรณาการการทำงาน เพื่อให้ขับเคลื่อนภารกิจด้านน้ำไปในทิศทางเดียวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทุกมิติ มีความสมดุลยั่งยืน จำเป็นต้องมีกฎหมายลำดับรอง หรือกฎหมายลูกรองรับด้วย

ล่าสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างกฎหมายลำดับรอง 11 ฉบับ ตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า กฎหมายลูกดังกล่าว จะช่วยสร้างกลไกมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน แก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ สทนช.จะเร่งขับเคลื่อนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำระดับลุ่มน้ำ ให้จัดสรรน้ำได้เท่าเทียม ทั่วถึง เป็นธรรม

สทนช.ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2560 ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 46/2560 เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศมีเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานด้านน้ำที่มีอยู่กว่า 38 หน่วยงานใน 7 กระทรวง ซึ่งสทนช.ปรับบทบาทการทำงานมาต่อเนื่องจากปีแรกทำงานเฉพาะส่วนกลาง ก้าวมาขับเคลื่อนการทำงานระดับภูมิภาคกับพื้นที่ท้องถิ่นมากขึ้นในปีที่ 2 มีทั้งแผนหลัก แผนปฏิบัติการลุ่มน้ำ และประสานกับประชาชนชนบท จัดงบบูรณาการจากส่วนกลางและท้องถิ่น กำหนดเป้าหมายดำเนินงานที่ชัดเจน ทำงานไปพร้อมกันทั้งระบบ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ

เมื่อก้าวขึ้นปีที่ 3 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎหมายลำดับรองตามที่ สทนช.เสนอ ทำให้เห็นบทบาท อำนาจ หน้าที่ของสทนช.ชัดเจน และแก้ปัญหาน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงจุด เห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น เบื้องต้นคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบเฉพาะมาตราเร่งด่วนทั้งหมด 11 ฉบับ มีสาระสำคัญเกี่ยวกับหลักเกณฑ์คัดเลือกองค์กรด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระดับชาติ ระดับลุ่มน้ำ และระดับองค์กรผู้ใช้น้ำ ละการดำเนินงานขององค์กรผู้ใช้น้ำ สะท้อนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการบริหารจัดการน้ำของประเทศ รวมทั้งบริหารจัดการความเสี่ยง การดำเนินการในภาวะแล้งหรือน้ำท่วม การกำหนดค่าทดแทนการใช้น้ำ ค่าชดเชยความเสียหายต่อทรัพย์สินจากการใช้ที่ดินหรือสิ่งก่อสร้าง ป้องกันแก้ไขภาวะแล้งและน้ำท่วม

สำหรับร่างกฎหมายลำดับรองทั้ง 11 ฉบับ ประกอบด้วย 1.ร่างกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกกรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำในคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พ.ศ. …. 2.ร่างกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการได้มาซึ่งกรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำ และกรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิ พ.ศ. …. 3.ร่างกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำ และกรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิ อันเนื่องมาจากเหตุบกพร่องหรือไม่สุจริตต่อหน้าที่ มีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือหย่อนความสามารถ พ.ศ. …. 4.ร่างกฎกระทรวง กำหนดวัตถุประสงค์ หน้าที่และอำนาจ และการดำเนินงานขององค์กรผู้ใช้น้ำ รวมทั้งหลักเกณฑ์ ขั้นตอน และวิธีการก่อตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำ พ.ศ. …. 5.ร่างกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดค่าทดแทนแก่บุคคลซึ่งกักเก็บน้ำไว้ ต้องสูญเสียน้ำที่กักเก็บไว้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในการอุปโภคบริโภคของประชาชนในพื้นที่ พ.ศ. ….

6.ร่างกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการชดเชยความเสียหายแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินหรือสิ่งก่อสร้าง จากการดำเนินการเพื่อป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วม พ.ศ. …. 7.ร่างกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดค่าทดแทนการใช้ที่ดินหรือสิ่งก่อสร้าง และชดเชยความเสียหายแก่ทรัพย์สินของเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินหรือสิ่งก่อสร้าง จากการใช้ที่ดินหรือสิ่งก่อสร้าง เพื่อการป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำแล้งและภาวะน้ำท่วม พ.ศ. …. 8.ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการนำเงินค่าทดแทนหรือค่าชดเชยความเสียหายไปวางต่อศาลหรือสำนักงานวางทรัพย์ หรือฝากไว้กับธนาคารออมสิน และวิธีการรับเงินค่าทดแทนหรือค่าชดเชยความเสียหาย พ.ศ. …. 9.ร่างประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการสั่งให้บุคคลซึ่งกักเก็บน้ำไว้ ต้องเฉลี่ยน้ำเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในการอุปโภคบริโภคของประชาชนในพื้นที่ พ.ศ. …. 10.ร่างประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดแบบบัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 และ 11.ร่างประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาของคณะกรรมการเปรียบเทียบ พ.ศ. ….

การดำเนินการต่อจากนี้ สทนช. และ สทนช.ภาคที่ตั้งขึ้นมาก่อนหน้านี้ทั้ง 4 ภูมิภาค จะเร่งขับเคลื่อนบังคับใช้กฎหมายลำดับรอง เตรียมคัดเลือกคณะกรรมการลุ่มน้ำ จากผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำและผู้ทรงคุณวุฒิ โดยมีผุ้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการลุ่มน้ำ เพื่อให้การบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งในภาวะปกติ กรณีน้ำท่วมหรือภัยแล้งระดับพื้นที่ลุ่มน้ำมีประสิทธิภาพ รวมถึงแก้ปัญหาคุณภาพน้ำได้อีกด้วยตรงตามเจตนารมณ์ของพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 และแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี นอกจากนี้ ยังตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำ ประกอบด้วย ตัวแทนจากภาคเกษตร อุตสาหกรรม และพาณิชยกรรม โดยให้ผู้ใช้น้ำบริเวณใกล้เคียงในเขตลุ่มน้ำเดียวกันมีสิทธิรวมตัวจดทะเบียนตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำเพื่อประโยชน์ร่วมกันเกี่ยวกับการใช้ พัฒนา บริหารจัดการ บำรุงรักษา ฟื้นฟูฃและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในหมู่สมาชิกขององค์กรผู้ใช้น้ำได้

“เมื่อได้คณะกรรมการลุ่มน้ำให้ครบทั้ง 22 ลุ่มน้ำหลัก ก็จะตั้งคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(กนช.) ชุดใหม่ที่มีตัวแทนจากคณะกรรมการลุ่มน้ำเข้ามาเป็น กนช.ด้วย เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียว ครอบคลุมทุกมิติ สมดุลยั่งยืน และแก้ปัญหาน้ำตามความต้องการของประชาชนในทุกภาคส่วน ยิ่งกรณีเกิดวิกฤติน้ำและกฎหมายยังกำหนดให้ตั้ง “ศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ” มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บัญชาการอำนวยการแก้ปัญหาในลักษณะ Single Command เมื่อมีเหตุอันคาดว่า จะทำให้เกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำ จนกว่าจะผ่านพ้นวิกฤติ” เลขาธิการ สทนช.กล่าว

การก้าวขึ้นปี่ที่ 3 ของ สทนช. จะเป็นก้าวสำคัญนำไปสู่การปรับบริบทเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศไทยใหม่ โดยสทนช.เป็นศูนย์กลางบูรณาการขับเคลื่อนภารกิจ และกำกับดูแลทรัพยากรน้ำของประเทศให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อก้าวสู่การเป็น“ศูนย์กลางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ” มีสำนักงานที่ทำการแห่งใหม่ อยู่ที่ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เป็นศูนย์บัญชาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ

‘อลงกรณ์’ลุยพิสูจน์ไร่อ้อยชาวสุพรรณ หลังใช้จุลินทรีย์ชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชได้ผลจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453065

'อลงกรณ์'ลุยพิสูจน์ไร่อ้อยชาวสุพรรณ หลังใช้จุลินทรีย์ชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชได้ผลจริง

‘อลงกรณ์’ลุยพิสูจน์ไร่อ้อยชาวสุพรรณ หลังใช้จุลินทรีย์ชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชได้ผลจริง

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 21.01 น.

10 พฤศจิกายน 2562 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารมว.เกษตรฯ พร้อมด้วยนายวรยุทธ บุญมี ผอ. กองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืนและ เจ้าหน้าที่  กนท.กกส.และกษ.สุพรรณบุรี และตัวแทนนักวิจัยเอกชนที่ร่วมกันศึกษา“จุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์ “  ร่วมกับ ม. แม่โจ้ ได้ ร่วมกันเข้าตรวจสอบแปลงอ้อยอินทรีย์ของ นายสุรินทร์ ขันทอง บ้านหนองมะค่าโหม่ง ต.หนองมะค่าโหม่ง อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี ซึ่งมีการปลูกอ้อยอินทรีย์ 600 ไร่ โดยใช้จุลินทรีย์ในการกำจัดวัชพืช เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าสามารถใช้ได้ผลจริงหรือไม่ หลังจากพบว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ มีการกำจัดวัชพืชที่ ใช้ “จุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์” และไม่มีการใช้สารเคมี

นายอลงกรณ์ เปิดเผยว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ได้การให้ตนพร้อม ตนแทนจากกระทรวงเกษตรฯ ลงตรวจสอบข้อมูลหลังจากที่ผ่านมา มีการเสนอข้อมูลจากนักวิจัยเอกชน บางกลุ่มที่ทำงานวิจัยร่วมกับ ม.เกษตรแม่โจ้ แจ้งว่ามีการศึกษาวิจัยเรื่องการ “จุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์ “ ที่นำมาใช้ในการทำการเกษตรทั้งระบบและสามารถใช้ได้ผลจริง ตั้งแต่การปรับปรุงบำรังดินที่เคยใช้สารเคมี ให้กับมาเป็นดินที่ไม่มีสารเคมีตกค้าง

ขณะเดียวกันยังมีการศึกษาเรื่องการใช้ “จุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์ “ ในการกำจัดวัชพืชได้จริง โดยก่อนหน้านี้ นายเฉลิมชัย รมว.เกษตรฯ ได้สั่งให้มีการตั้งคณะทำงานได้ ศึกษาในการหาสิ่งทดแทน ที่จะเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรหลังจากที่คณะกรรมกมรวัตถุอันตราย มีมติให้มีการแบน 3 สารเคมีที่เป็นสารเคมี ที่ใช้ในการกำจัดวัชพืช ซึ่งและแมลงซึ่งหากไม่มีสิ่งทดแทนที่ชัดเจน อาจสร้างปัญหาให้กับเกษตรกรได้ จึงตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาและหาทางออก กับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นทั้งระบบ

โดยหลังจากมีนักวิจัยกลุ่มหนึ่งได้นำข้อมูลที่มีการศึกษาวิจัยมาให้กระทรวงเกษตร พิจารณาส่งเสริมให้มีการผลิต “จุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์ “ และมีการใช้ จริงในพื้นที่ สุพรรณบุรี จึงลงตรวจสอบในพื้นที่ และจาการสอบถามข้อมูลทั้งจากกลุ่มนักวิจัย และผู้ใช้จริงก็พบว่าที่ผ่านมา จุลินทรีย์และชีวิภัณฑ์ที่มีการผลิตมีการใช้ ในกลุ่มคนบางกลุ่ม เพราะมีปัญหาเรื่องการขึ้นที่ทะเบียนของทางกรมวิชาการเพราะกรมวิชากการจะมี การขึ้นทะเบียนให้เฉพาะชีวภัณฑ์เชิงเดี่ยวเท่านั้น จึงติดเงื่อนไขการขึ้นทะเบียนทั้งหมด เพราะจุลินทรีย์ชีวภัณฑ์ที่ทดลองใช้เป็นเชิงอนุพันธ์ จึงมีปัญหาเพราะตามกฎหมายในการขึ้นทะเบียนและชีวภัณฑ์ ทางเลือกทุกชนิดที่จะสามารถจำหน่ายได้ ต้องการผ่านการรับรองจากกรมวิชาการทั้งหมด เพื่อให้การคุ้มครองเกษตรกร เช่นเดียวกับสารเคมีทั้งหมดเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม การประชุมคณะกรรมการ ศึกษา ผลกระทบ ที่มีการประชุมครั้งแรกก็พบว่าหลังมีการแบน สารเคมี 3 ชนิดที่ผ่านมา ยังไม่มีการเตรียมพร้อมเรื่องสิ่งทดแทน ในส่วนสารเคมีที่ถูกแบน จึงได้สั่งการ ให้ทางกรมวิชาการเสนอทางเลือกเข้ามาปรากฏว่าในส่วนของกรมวิชการการเสนอมา ส่วนใหญ่เป็นสารเคมีซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเหมาะสม เมื่อแบนสารเคมี และต้องการยกเลิกการใช้สารเคมีก็ไม่ควรนำสารเคมีมาทดแทน หลังจากการตรวจสอบก็พบว่ามีจุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์ที่เป็นทางเลือกอีกทางไม่มีการเสนอมา จึงได้มีการสอบถามก็พบว่ายังไม่เคยมีการขึ้นทะเบียนรับรอง จึงไม่สามารถเสนอต่อที่ประชุมได้  แต่ในที่ประชุมก็ได้มีการนำเสนอข้อมูลจาก ทางนายวรยุทธ บุญมี ผอ. กองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน หรือ กนท.ว่ามีจุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์ที่มีการใช้จริง

ตนจึงเข้ามาตรวจสอบ เพื่อสรุปข้อมูลต่อที่ประชุมอีกครั้ง ซึ่งจะมีการประชุม ในวันที่ 14 พฤศจิกายนนี้ โดยจากข้อมูลที่มีการสอบถาม นักวิจัย และเกษตรกรที่ใช้จริง พบว่ามีต้นทุนการผลิต โดย เฉลี่ยพอกับต้นทุนของสารเคมีที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายที่แบนก่อนหน้านี้ แต่มีข้อดีคือไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศน์ทั้งหมดซึ่งปลอดภัยสามารถพิสูจน์ ได้

อย่างไรก็ตามจากข้อมูลดังกล่าว ตนได้มอบหมายให้ทาง นายวรยุทธ บุญมี  ผอ. กองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืนสรุปเสนอ ต่อที่ประชุมเพื่อพิจารณาเป็นทางเลือกในการช่วยเหลือเกษตรกรต่อไป ซึ่งขณะนี้กระทรวงเกษตรกำลังเร่งหาทางช่วยเหลือเกษตรกร โดยรวมหากสามารถขึ้นทะเบียนและรับรองได้ ก็น่าจะเป็นทางออกเรื่องต้นทุนให้กับเกษตรกรอีกทาง

‘ตอนนี้กระทรวงเกษตรฯ กำลัง หาทางที่จะช่วยเกษตรกรทั้งหมดที่ได้รับผลกระทบจากการแบนสารเคมีทั้ง 3 สารวันนี้ ในมีข้อเสนอที่ดีไม่ใช่เฉพาะชีวภัณฑ์ก็เสนอและมาให้ข้อมูลที่กระทรวงเกษตรได้ เพื่อเราจะนำเสนอต่อที่ประชุม เมื่อต้องการจะยกเลิกการใช้สารเคมี ก็ ไม่ควรจะใช้เคมีเข้ามาทดแทน อีก หากยังเสนอ สารเคมมีมาเป็นทางเลือกอีก กระทรวงเกษตรจะตอบสังคมได้อย่างไร  ซึ่งหาก จุลินทรีย์ ได้ได้ผลจริง และมีการตรวจสอบรับรองได้ก็น่าจะเป็นทางเลือกได้อีกทาง ซึ่งนโยบายของ รัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการประทรวงเกษตรก็ชัดเจนว่า ต่อการ ส่งเสริมเรื่องเกษตรอินทรีย์ เป็นหลัก ซึ่งตองสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนทั้งหมด’ นายอลงกรณ์ กล่าว

นายอลงกรณ์ กล่าวด้วยว่าในส่วน แนวคิดที่จะมีการจัดตั้งองค์ขึ้นมาบริหารจัดการเรื่องเกษตรอินทรีย์ ให้ชัดเจน ในส่วนตนเห็นว่าดี และมีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูง เนื่องต้องการส่งเสริมให้มีการผลิตสินค้าเกษตรกรอินทรีย์ ที่ยั่งยืนในอนาคต ซึ่งคาดว่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการส่งเสริมการสร้างรายได้อย่างยั่งยืนในอนาคตด้วย

นายสุรินทร์ ขันทอง เกษตรกร เจ้าของแปลงไร่อ้อย กล่าวว่า เดิมตนใช้ เคมี และมีปัญหาเรื่องต้นทุนการผลิตค่อนข้างเยอะ ขณะเดียวกันก็ มีวัชพืช จำนวนมาก ก็ พยายามแก้ปัญหามาหลายวิธี จน มาพบชีวภัณฑ์ทางเลือกตามที่มีการแนะนำจึงลองใช้ดูหลังจากใช้มานานกว่า 7 ปี ก็พบว่าการกำจัดวัชพืชสามารถแก้ปัญหาได้ทั้งระบบ และ มีสุขภาพแข็งแรง ระบบนิเวศ กลับมาดีเหมือนเดิม จึงเลือกใช้มาตลอด แต่ขณะนี้ยอมรับว่า ยังไม่ได้มีการใช้แพร่หลาย เนื่องจากยังไม่ได้มีการขึ้นทะเบียนรับรองอย่างเป็นทางการ ซึ่งหากภาครัฐมีการขึ้นทะเบียน ให้ คาดว่าน่าจะเป็นทางเลือกให้เกษตรกรได้มากขึ้นด้วยจึงอยากของให้ภาครัฐพิจารณาในเรื่องนี้ด้วย

ด้านนายนายฐปนรมย์ แจ่มใส  นักวิจัยอิสระ ร่วมกับม.แม่โจ้เปิดเผยว่า จากที่ตนที่ทำหนังสือถึงนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อขอเข้าให้ข้อมูลจากทางกระทรวงเกษตรฯ เรื่องการใช้จุลินทรีย์เพื่อกำจัดวัชพืชในการประกอบอาชีพทางการเกษตรกรรม ตามที่กระทรวงเกษตรฯประกาศนโยบายเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ และผลักดันยกเลิกการใช้3สารเคมี   ทั้งหมดเพื่อเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกร หากต้องการ ยกเลิกการใช้สารเคมีจริง ก็ควรจะใช้จุลินทรีย์ชีวภัณฑ์ไม่ใช่สารเคมีมาทดแทน  โดยที่ผ่านมาตนได้มีการศึกษาวิจัย ร่วมกับ ม.แม่โจ้และใช้ในแปลงทดลองและท้าพิสูจน์ว่าได้ผลจริงตนจึงพาตัวแทนจากกระทรวงเกษตรมาดูแปลงทดลอง เพื่อให้เห็นชัดเจนจากนี้ไปคงขึ้นอยู่กับทางกระทรวงเกษตรว่าจะขับเคลื่อนอย่างไร หากมีข้อสงสัยตนพร้อมจะให้ความร่วมหรือทดลอง ในทุกด้าน

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา ตนได้ขอขึ้นทะเบียน กับทางกรมวิชากการมาโดยตลอดเพื่อเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกร ได้ได้รับการปฎิเสธ ว่าไม่สามารถขึ้นทะเบียนได้ทั้งที่ต่างประเทศสามารถขึ้นทะเบียนได้ทั้งหมด รวมทั้งส่งเสริมการผลินสินค้าเกษตรอินทรีย์ เพื่อจำหน่าย และสร้างรายได้มหาศาล และที่ผ่านมา ตนก็ เป็นที่ปรึกษาให้กับกลุ่มเกษตรกรและผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ หมาหลายประเทศ จึงไม่อยากเกษตรกรไทยเสียโอกาส

กรมชลฯชี้อ่างฯทั่วประเทศน้ำน้อย งดส่งน้ำทำนาปรัง‘ลุ่มเจ้าพระยา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/452968

กรมชลฯชี้อ่างฯทั่วประเทศน้ำน้อย งดส่งน้ำทำนาปรัง‘ลุ่มเจ้าพระยา’

กรมชลฯชี้อ่างฯทั่วประเทศน้ำน้อย งดส่งน้ำทำนาปรัง‘ลุ่มเจ้าพระยา’

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 12.48 น.

กรมชลฯชี้อ่างฯทั่วประเทศน้ำน้อย งดส่งน้ำทำนาปรัง‘ลุ่มเจ้าพระยา’

10 พฤศจิกายน 2562 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้กรมชลประทาน บริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง โดยจัดทำแผนการจัดสรรน้ำ จัดหาแหล่งน้ำสำรอง และวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2562/63 ให้เหมาะสมกับสถานการณ์น้ำต้นทุนที่มีอยู่ในปัจจุบัน พร้อมทั้งเร่งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนให้มากที่สุด โดยปัจจุบันสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำหลายแห่งทั่วประเทศอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อย กรมชลประทานได้สั่งการให้โครงการชลประทานทั่วประเทศบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปการแผนการจัดสรรน้ำที่กำหนดขึ้นอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน ร่วมถึงหน่วยงานทุกภาคส่วนในพื้นที่ ให้ทราบถึงสถานการณ์น้ำโดยทั่วกัน

สำหรับพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเจ้าเจ็ด-บางยี่หน ได้รายงานสถานการณ์น้ำในพื้นที่ให้แก่หัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประธานชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อำเภอบางไทร ในการประชุมหัวหน้าส่วนราชการประจำเดือนพฤศจิกายน ให้รับทราบ พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือเกษตรกรในพื้นที่หันมาเพาะปลูกพืชใช้น้ำน้อยแทนการเพาะปลูกข้าวนาปรัง เช่นเดียวกันกับที่ จ.อ่างทอง โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายางมณี ซึ่งได้รายงานถึงสถานการณ์น้ำปัจจุบันในพื้นที่ การใช้น้ำเพื่อการเกษตร และการบริหารจัดการน้ำในภาพรวมของกรมชลประทาน พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือไม่ทำนาต่อเนื่อง และนาปรังในฤดูแล้ง ปี 62/63 แต่ให้เกษตรกรหันมาเพาะปลูกพืชใช้น้ำน้อยแทน

ทั้งนี้ กรมชลประทาน จะเน้นส่งน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศ เป็นสำคัญ เนื่องจากสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อย จึงต้องขอความร่วมมือเกษตรกรปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกพืชใช้น้ำน้อยแทนการเพาะปลูกข้าวนาปรัง(ต่อเนื่อง) เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปตามแผน และมีน้ำสำรองไว้ใช้จนถึงต้นฤดูฝนปีหน้าอย่างเพียงพอ

‘มนัญญา’ฮึ่ม!ใครครอบครอง3สารพิษต้องรับผิดชอบค่าทำลาย อย่าใช้เงินหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/452967

‘มนัญญา’ฮึ่ม!ใครครอบครอง3สารพิษต้องรับผิดชอบค่าทำลาย อย่าใช้เงินหลวง

‘มนัญญา’ฮึ่ม!ใครครอบครอง3สารพิษต้องรับผิดชอบค่าทำลาย อย่าใช้เงินหลวง

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 12.39 น.

‘มนัญญา’ฮึ่ม!ใครครอบครอง3สารพิษต้องรับผิดชอบค่าทำลาย อย่าใช้เงินหลวง

10 พฤศจิกายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ตนได้สั่งการให้คณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด เร่งประชุมกำหนดมาตรการต่างๆให้เสร็จสิ้นเร็วที่สุด ซึ่งปลัดกระทรวงเกษตรฯ ประธานคณะทำงานได้นัดหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งศึกษาผลกระทบทุกด้านอย่างรอบคอบ ทั้งที่มีต่อเกษตรกร อุตสาหกรรมผลิตสินค้าเกษตรต่อเนื่อง และมาตรการสนับสนุนเกษตรกรได้รับผลกระทบ รวมทั้งการเตรียมเก็บสารเคมีทั้ง 3 ชนิดเพื่อทำลายตามหลักวิชาการให้มีความปลอดภัยในการประชุมครั้งที่ 2 ในสัปดาห์หน้า

ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตร โดยสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร(สคว.)ได้ทำหนังสือแจ้งความคืบหน้าการดำเนินงานแก่ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร(สวพ.) 8 แห่งทั่วประเทศ เร่งรัดสตอกล่าสุดของสารพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ภายในพื้นที่ส่งให้ สคว.ภายในวันุพรุ่งนี้(11 พฤศจิกายน 2562) รวมทั้งให้จัดทำแผนการรับแจ้งและเก็บรวบรวมเพื่อจะนำเสนอคณะทำงานของกระทรวงฯ

ด้านนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า ค่าใช้จ่ายในการทำลายสารเคมีที่เป็นวัตถุอันตรายเป็นความรับผิดชอบของผู้ครอบครอง ตามพ.ร.บ. วัตถุอันตราย มาตรา 52 วรรคท้าย ซึ่งขณะนี้กรมวิชาการเกษตร เตรียมส่งสารวัตรเกษตรและสารวัตรเกษตรอาสาจัดทำมาตรการตรวจสอบสตอกอย่างเข้มงวด รวมทั้งป้องกันการลักลอบนำเข้าและจำหน่าย โดยก่อนที่การยกเลิกจะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ธันวาคม 2562 ต้องไปให้คำแนะนำแก่ร้านจำหน่ายสารเคมีทางการเกษตรให้ส่งคืนบริษัท แล้วบริษัทต้องรับผิดชอบค่าทำลาย ไม่ใช่ใช้งบประมาณรัฐ

รมช. เกษตรฯ กล่าวด้วยว่า ยังมีกำหนดการมอบหมายนโยบายแก่สารวัตรเกษตรทั่วประเทศ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 300 คน ในวันที่ 22 พฤศจิกายน เวลา 10.00 น. เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่อง ข้อควรปฏิบัติหลังการยกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิด โดยมอบหมายให้นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเรียกสารวัตรเกษตรเข้าร่วมประชุม ตลอดจนจัดสถานที่ให้ด้วย

ก่อนหน้านี้อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ได้ออกคำสั่งกรมวิชาการเกษตร เรื่อง การดำเนินการกับวัตถุอันตราย ชนิดที่ 4 ประกอบด้วย กลุ่มไกลโฟเซตได้แก่ เซสควิโซเดียม ไกลโฟเซต โซเดียม ไกลโฟเซต ไดแอมโมเนียม ไกลโฟเซต ไตรมีเซียม ไกลโฟเซต โพแทสเซียม ไกลโฟเซต โมโนเอทิลแอมโมเนียม ไกลโฟเซต และโมโนแอมโมเนียม ไกลโฟเซต กลุ่มคลอร์ไพริฟอสได้แก่ ไอโซโพรพิลแอมโมเนียม คลอร์ไพริฟอส และคลอร์ไพริฟอส-เมทิล ส่วนกลุ่มพาราควอตได้แก่ พาราควอตคลอไรด์และพาราควอตไดคลอไรด์ ซึ่งผู้ครอบครองต้องแจ้งปริมาณที่มีไว้ในครอบครองภายใน 15 วัน นับแต่ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดให้วัตถุอันตรายดังกล่าวเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 มีผลบังคับใช้

โดยผู้ครอบครองที่อยู่ในกรุงเทพมหานครแจ้งได้ที่ สำนักงานควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร ส่วนภูมิภาคแจ้งได้ที่สำนักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตร 8 เขตในจังหวัดเชียงใหม่ พิษณุโลก ขอนแก่น อุบลราชธานี ชัยนาท จันทบุรี สุราษฎร์ธานี และสงขลา จากนั้นต้องส่งมอบแก่หน่วยงานที่กำหนดหลังแจ้งการครอบครองภายใน 15 วัน ซึ่งคำสั่งนี้ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562

แล้งหนัก! เขื่อนอุบลรัตน์ขอดน้ำก้นอ่างมาใช้190ล้านลบ.ม. ช่วงหน้าแล้งยาว7เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/452857

แล้งหนัก! เขื่อนอุบลรัตน์ขอดน้ำก้นอ่างมาใช้190ล้านลบ.ม. ช่วงหน้าแล้งยาว7เดือน

แล้งหนัก! เขื่อนอุบลรัตน์ขอดน้ำก้นอ่างมาใช้190ล้านลบ.ม. ช่วงหน้าแล้งยาว7เดือน

วันเสาร์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 17.51 น.

เมิ่อวันที่9พ.ย.นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังได้รับรายงานสถานการณ์น้ำในเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น จากนายศักดิ์ศิริ อยู่สุข ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 6 ว่า สืบเนื่องจากปริมาณฝนที่ตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ยตลอดในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่รับน้ำของเขื่อนอุบลรัตน์ ส่งผลให้มีน้ำไหลเข้าเขื่อนอุบลรัตน์ น้อยที่สุดในรอบ 53 ปี นับตั้งแต่มีการก่อสร้างเขื่อน โดยปัจจุบันเขื่อนอุบลรัตน์ มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อยมาก เพียง 574 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 23 ของความจุอ่างฯ เท่านั้น ในขณะที่ยังคงต้องระบายน้ำ เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และการรักษาระบบนิเวศ วันละประมาณ 0.65 ล้าน ลบ.ม.

ในการนี้ คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำจังหวัดขอนแก่น ได้ร่วมหารือกันถึงแนวทางในการนำน้ำก้นอ่างฯมาใช้ โดยในช่วงฤดูแล้งปี 2562 ต่อเนื่องไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า (1 พ.ย. 62 – 31 พ.ค. 63) ได้เตรียมนำน้ำกันอ่างฯมาใช้ ตามแผนการระบายน้ำของเขื่อนอุบลรัตน์ คาดว่าจะต้องใช้น้ำก้นอ่างประมาณ 190 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งจะต้องติดตามการบริหารจัดการน้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เนื่องจากปริมาณน้ำที่เหลือในเขื่อนอุบลรัตน์ สามารถสนับสนุนได้เฉพาะการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศเท่านั้น ซึ่งการนำน้ำก้นอ่างฯมาใช้ จะไม่กระทบต่อความมั่นคงแข็งแรงของตัวเขื่อนแต่อย่างใด

ทั้งนี้ กรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 6 ได้ทำการประเมินน้ำต้นทุนเขื่อนขนาดใหญ่และอ่างเก็บน้ำขนาดกลางที่อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบ 5 จังหวัด ภาคอีสานกลาง ได้แก่ ชัยภูมิ ขอนแก่น กาฬสินธ์ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด เพื่อประเมินพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งด้านการอุปโภคบริโภค โดยได้เชิญภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมหารือกัน เพื่อให้รับทราบสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง รวมถึงได้สั่งการให้ทุกโครงการชลประทานในพื้นที่ จัดการประชุมคณะกรรมการจัดการชลประทาน (JMC) เพื่อให้ผู้ใช้น้ำได้หารือแนวทางบริหารจัดการน้ำร่วมกัน พร้อมกับเน้นย้ำให้ทำการประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำให้ทุกภาคส่วนได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปตามแผนการจัดสรรน้ำที่วางไว้ รวมทั้งต้องขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนได้ตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรน้ำ ร่วมกันใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด เพียงพอใช้ไปจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม 2563

เกษตรกรสวนยางเฮ! รับเงินงวดแรกเท8พันล้าน ประกันราคายาง17ล้านไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/452831

เกษตรกรสวนยางเฮ!  รับเงินงวดแรกเท8พันล้าน ประกันราคายาง17ล้านไร่

เกษตรกรสวนยางเฮ! รับเงินงวดแรกเท8พันล้าน ประกันราคายาง17ล้านไร่

วันเสาร์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 14.46 น.

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า เกษตรกรชาวสวนยาง(เจ้าของ ผู้เช่าทำ และคนกรีดยาง)ที่ขึ้นทะเบียนไว้ก่อนวันที่12ส.ค.จะได้รับเงินจากโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง ไม่เกิน25ไร่ต่อราย ได้เริ่มจ่ายงวดแรกกว่า 8 พันล้านบาท ตั้งแต่วัน ที่ 1 พฤศจิกายน 2562 เป็นต้นไป เบื้องต้นมีเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลพื้นที่ปลูกยางกับ กยท. 1,711,252 ราย แบ่งเป็นยางแผ่นดิบ 150,803 ราย น้ำยางสด 470,767 ราย และยางก้อนถ้วย 790,447 ราย คิดเป็นพื้นที่รวม 17,201,391 ไร่

สำหรับเงินประกันรายได้แต่ละเดือน จะถูกแบ่งระหว่างเกษตรกรเจ้าของสวนยางและคนกรีดยางในสัดส่วน 60:40 (ตามสัดส่วนการจ้างส่วนใหญ่ของข้อมูลขึ้นทะเบียน) โดยราคากลางจะกำหนดโดยคณะกรรมการกำหนดราคากลางอ้างอิงงวดแรก (ประกาศ ณ วันที่ 25 ต.ค.2562) กำหนดราคายางแผ่นดิบ 38.97 บาท/กก. น้ำยางสด 37.72 บาท/กก. และยางก้อนถ้วย 16.19 บาท/กก.

“กยท. กำหนดหลักเกณฑ์ของโครงการ โดยผู้มีสิทธิ์ร่วมโครงการต้องเป็นเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลพื้นที่ปลูกยางกับ กยท. ก่อนวันที่ 12 สิงหาคม 2562 และต้องมีสวนยางเปิดกรีดแล้ว อายุไม่ต่ำกว่า 7 ปี กำหนดให้ประกันรายได้ รายละไม่เกิน25 ไร่ ที่ปริมาณผลผลิตยาง (ยางแห้ง) 240 กก./ไร่/ปี หรือ 20 กก./ไร่/เดือน ทั้งนี้ ยังเปิดโอกาสให้เกษตรกรชาวสวนยางแจ้งขึ้นทะเบียนเพิ่มเติมได้ ณ กยท. ทุกสาขา” นายสุนันท์ กล่าว

กรมชลฯโชว์4นวัตกรรมจาก‘ยางพารา’ เฉลิมชัยสั่งเดินหน้าทำถนนยางทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/452711

กรมชลฯโชว์4นวัตกรรมจาก‘ยางพารา’ เฉลิมชัยสั่งเดินหน้าทำถนนยางทั่วประเทศ

กรมชลฯโชว์4นวัตกรรมจาก‘ยางพารา’ เฉลิมชัยสั่งเดินหน้าทำถนนยางทั่วประเทศ

วันศุกร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 16.53 น.

กรมชลฯโชว์4นวัตกรรมจาก‘ยางพารา’ เฉลิมชัยสั่งเดินหน้าทำถนนยางทั่วประเทศ

8 พฤศจิกายน 2562 ที่บริเวณสำนักเครื่องจักรกล และสำนักวิจัยและพัฒนา กรมชลประทาน อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เยี่ยมชมผลงานวิจัย นวัตกรรมการผลิตจากยางพารา เช่น เรือกำจัดวัชพืช ทุ่นพลาสติกปูด้วยแผ่นยางกันลื่น  ทุ่นยางพาราดักผักตบชวาและรางวัดปริมาณน้ำชลประทานจากยางพารา ซึ่ง รมว.เกษตรฯมีความสนใจมากที่หน่วยงานรัฐ มีการพัฒนาส่งเสริมการใช้ยางพารา โดยให้ขยายผลการวิจัยผลิตวัสดุ อุปกรณ์ ทางการเกษตร จากยางพาราในหน่วยอื่นๆและเน้นย้ำให้เดินหน้าโครงการทำถนนพาราซอยซีเมนท์ทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ  เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางอย่างยั่งยืน ยกระดับราคายางพาราให้มีเสถียรภาพในระยะยาว

ด้านนายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้สนองนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานรัฐ โดยการนำยางพารามาใช้ในกิจกรรมของงานชลประทาน คือ การคิดค้นนวัตกรรม ทุ่นพลาสติก HDPE ปูด้วยแผ่นยางกันลื่น โดยเนื้อวัสดุของทุ่นเป็น High Density Polyethylene ซึ่งเป็นพลาสติกประเภทพอลิเอทิลีน ที่มีค่าความหนาแน่นสูง ส่วนแผ่นสังเคราะห์ยางปูพื้นประกอบด้วย ยางธรรมชาติ 85% ยางสังเคราะห์ 5% และอื่นๆ 10% ใช้เป็นโป๊ะลอยน้ำจากทุ่น HDPE สำหรับเทียบเรือเพื่อใช้สัญจรในการปฏิบัติงาน ในอ่างเก็บน้ำ คลองชลประทาน หรือเขื่อนต่างๆ

เรือกำจัดวัชพืชขนาดเล็ก มีคุณลักษณะเฉพาะและรูปแบบของเรือกำจัดวัชพืชขนาดเล็ก โครงสร้างและเปลือกเรือ ทำจากวัสดุอลูมิเนียมขึ้นรูปและเชื่อมประกอบ ขนาดความกว้าง 1.70 เมตร ความยาว 4.80 เมตร และความสูง 0.50 เมตร บุ้งกี๋สำหรับตักเก็บวัชพืช เป็นแบบตะแกรง ทำจากอลูมิเนียมผสม ขนาดความกว้าง 105 เซนติเมตร ความยาว 200 เซนติเมตร และความสูง 55 เซนติเมตร  ล้อระหัด สำหรับขับเคลื่อนเรือให้เดินหน้า ถอยหลัง แบบเป็นอิสระต่อกัน เครื่องยนต์ต้นกำลังใช้เครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 13 แรงม้า สตาร์ทด้วยมอเตอร์ (มีแบตเตอรี่) และเชือกสตาร์ท ความเร็วในการเดินเรือ ไปได้ทั้งเดินหน้าและถอยหลังในน้ำ ประมาณ 20 กิโลเมตร/ชั่วโมง อัตราความสิ้นเปลืองนำมันเชื้อเพลิง(เบนชิน) ประมาณ  2 ลิตร/ชั่วโมง หรือประมาณ 60 บาท ต่อชั่วโมง ใช้พนักงานควบคุม     บนเรือ จำนวน 1 คน ความสามารถในการเก็บวัชพืช (ผักตบชวา) ประมาณ 60 ตัน/วัน ขึ้นอยู่กับสภาพของวัชพืชและความชำนาญของพนักงานควบคุมเรือ

ทุ่นยางพาราดักผักตบชวา (Para.-Log Boom) เป็นผลงานศึกษา วิจัยและพัฒนาเพื่อนำไปใช้วางกั้นคลองชลประทานดักผักตบชวา โดยออกแบบให้ใช้เนื้อยางธรรมชาติ 30 กก.ต่อทุ่น มีความยาว 2 เมตร สามารถลอยตัวอยู่ที่ร้อยละ 50 ของเส้นผ่านศูนย์กลาง แผนการดำเนินงานในปี พ.ศ.2562 ติดตั้งในเขต ลุ่มน้ำเจ้าพระยา (พื้นทีสำนักงานชลประทานที่ 10 11และ12) และมีเป้าหมายขยายผลจัดทำทุ่นและติดตั้งทั่วประเทศ ในโครงการชลประทาน 200 โครงการๆ ละ 100 จุด เป็นจำนวน 340,000 ทุ่น หรือคิดเป็นน้ำหนักยางพาราทั้งสิ้น 10,200 ตัน

อีกหนึ่งนวัตกรรม เป็นรางวัดปริมาณน้ำชลประทานจากยางพารา (Para.- Cutthroat flume)  ใช้สำหรับวัดปริมาณน้ำของการเกษตรกรรมในเขตจัดรูปที่ดิน ทำให้เกิดการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยอุปกรณ์มีขนาดความกว้างราง 0.20 เมตร ยาว 0.90 เมตร สูง 0.25 เมตร และมีแผนการผลิตจำนวน 1,000 ชุด คิดเป็นปริมาณยางที่ใช้ 10 ตัน

“ทั้ง 4 ผลงานนวัตกรรมล้วนเป็นผลงานการคิดค้นและพัฒนาจากกรมชลประทาน ที่คิดค้นขึ้นมาสำหรับสนับสนุนการดำเนินงานในภารกิจของกรมชลประทานด้านต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” นายทองเปลว กล่าว

เลาะรั้วเกษตร : น่าห่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/452435

281225166

เลาะรั้วเกษตร : น่าห่วง

วันศุกร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

น่าสงสารข้าราชการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในยุคนี้ คงหัวปั่นสับสนกันไปหมด ด้วยผู้บริหารของกระทรวง สายการเมือง สั่งงานแบบไม่รู้ขอบเขตและหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน แถมบางท่านยังสั่งงานข้ามหน้าข้ามตารัฐมนตรีคนอื่น เพราะไม่ได้เป็นหน่วยงานที่ตนดูแลแต่ก็เผลอไปสั่งให้ทำโน่นทำนี่ตามใจตนเอง ไม่ทราบว่ารัฐมนตรีแต่ละท่านได้คุยกันบ้างไหม ประชุมกันบ้างหรือเปล่า….

อ่านข่าวที่เกี่ยวกับกระทรวงเกษตรฯ แต่ละข่าว ยิ่งทำให้ห่วงกังวลถึงอนาคตของภาคการเกษตรของไทย โดยเฉพาะผลต่อเนื่องจากการยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด ซึ่งได้ยินได้ฟังจากเพื่อนพ้องน้องพี่ในวงการอาหารสัตว์บ่นว่า จากการที่ประเทศไทยยกเลิกการใช้ไกลโฟเซต แต่สหรัฐอเมริกา และอีกหลายประเทศยังใช้อยู่ ความห่วงกังวลคือถ้าไทยยังยืนยันยกเลิกการใช้ไกลโฟเซต เราจะค้าขายกับประเทศเหล่านั้นที่ยังใช้ไกลโฟเซตอยู่ไม่ได้ ถ้าคนที่ไม่รู้เรื่องก็จะยักไหล่ไม่ยี่หระกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ แต่คนในวงการอาหารสัตว์บอกว่าจะเสียหายใหญ่หลวง เพราะวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยเฉพาะถั่วเหลืองและกากถั่วเหลืองนำเข้ามาจากสหรัฐอเมริกา และอีกหลายประเทศ เช่น บราซิล แคนาดา และออสเตรเลีย

เมื่อนำเข้าวัตถุดิบไม่ได้ โรงงานผลิตอาหารสัตว์คงต้องปิดตัวลง เป็นอันว่า หมู ไก่ คงหายสาบสูญไปด้วย เนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่ คงแพงหูดับตับไหม้ หรือไม่ก็ไม่มีหมู ไม่มีไก่กินกันทั้งประเทศ ที่ว่ามานี้ไม่ได้กล่าวเกินจริง มันมีแนวโน้มที่จะเป็นเช่นนั้นถ้ารัฐบาลไม่ลงมาแก้ไขเรื่องนี้ ลำพังให้กระทรวงเกษตรฯ ว่าไปเองสงสัยจะไม่รอด ดูท่ารัฐมนตรีแต่ละท่านก็น่าจะรู้คำตอบ…

ยังมีเรื่องห่วงกังวลอีกเรื่อง คือ เรื่องของการขึ้นทะเบียนสารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช ที่หลายคนพยายามจะบอกว่าให้ใช้สารชีวภัณฑ์แทนสาร 3 ชนิดที่จะยกเลิก เพราะมีความปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม แต่จากการชี้แจงของกรมวิชาการเกษตรเมื่อเร็วๆ นี้ การขึ้นทะเบียนสารชีวภัณฑ์ ไม่ใช่จะทำได้ง่ายๆ ต้องมีการประเมินความเป็นพิษ หรือภาษาวิชาการเขาเรียกว่า ข้อมูลพิษวิทยา เช่น คุณสมบัติทางกายภาพ คุณสมบัติทางเคมีสารพิษตกค้างในอาหารและสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาการขอนำเข้า และการผลิตตัวอย่างสารชีวภัณฑ์เพื่อนำมาทดสอบประสิทธิภาพ และรายละเอียดต่างๆ ไม่แตกต่างจากการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายมากนัก
แม้ว่ากรมวิชาการเกษตรจะยืนยันว่ามีสารชีวภัณฑ์ที่ผ่านการขึ้นทะเบียนจากกรมวิชาการเกษตรไปแล้ว 73 ทะเบียน แต่เท่าที่ดูจากข้อมูลแล้วส่วนใหญ่ เป็นสารชีวภัณฑ์สำหรับกำจัดโรค และแมลงศัตรูพืช ไม่ใช่สารที่ใช้กำจัดวัชพืชอย่างที่เกษตรกรมีความต้องการสูงส่วนที่เคยมีอดีตรัฐมนตรีบางท่านแนะนำให้ใช้สารชีวภัณฑ์บางชนิดกำจัดวัชพืชนั้น ตรวจสอบแล้วพบว่า มีไกลโฟเซต เป็นส่วนผสมอยู่ด้วย…เลยโป๊ะแตกไปเรียบร้อย….

มีผู้ห่วงใยต่อการชี้แจงของกรมวิชาการเกษตรว่า อาจจะถูกใครบางคนมากดดันให้กรมรีบรับขึ้นทะเบียนสารชีวภัณฑ์ต่างๆ มากขึ้น เพราะมีการปูทางนโยบายเกษตรอินทรีย์ไว้แล้ว….

ห่วงกังวลต่อมาคือ รัฐมนตรีช่วย กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เริ่มจะแขวะกันออกสื่อ เรื่องที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เฉลิมชัย ศรีอ่อน ตั้งคณะทำงานศึกษาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรและหาสารทดแทนสารเคมี 3 ชนิด โดยให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ อนันต์ สุวรรณรัตน์ เป็นประธาน แทนที่จะเป็น รัฐมนตรีช่วยฯ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ซึ่งกำลังเป็นรัฐมนตรี ป๊อปปูลาร์โหวต ว่ามีผลงานดีเด่นอยู่ในลำดับที่ 3 รองจากรองนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

รัฐมนตรีฯ มนัญญา ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว เชิงตัดพ้อว่า รัฐมนตรีว่าการ เฉลิมชัย น่าจะให้ตนเป็นคณะทำงาน เพราะเป็นคนที่ทำเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น นอกจากนี้ตนเองยังดูแลกรมวิชาการเกษตรด้วย…ข่าวนี้เลยสะท้อนไปถึง ปลัดกระทรวง อนันต์ สุวรรณรัตน์ นอกจากงานเข้าแล้ว ยังไม่รู้ว่าจะถูกกดดันจากใครอีกกี่คน…แต่สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ…ถ้าท่านปลัดกระทรวง ทำงานเพื่อเกษตรกรจริงๆ สมกับที่เป็นผู้บริหารสูงสุดของกระทรวงเกษตรฯ ฝ่ายข้าราชการประจำ งานนี้ก็จะเป็นผลงานชิ้นโบแดงก่อนที่ท่านจะเกษียณอายุราชการ….แต่ถ้าทำงานนี้ไม่ได้เพราะแรงกดดันจากใครต่อใคร…ก็ยิ่งน่ากังวลว่าการเกษตรของไทยจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร….

ที่น่าห่วงเรื่องล่าสุด…เป็นเรื่องของพี่แอ๊ด คาราบาว ไม่ใช่เรื่องการโพสต์ fb ของพี่เทียร์รี่ ที่ทำให้มองกันว่าท่าทางวงคาราบาวจะถึงคราววงแตก… แต่เป็นเรื่องที่มีการแชร์กันว่อนภาพอินโฟกราฟิกโฆษณา ของวงคาราบาว ในอดีตที่มีงานแสดงคอนเสิร์ตที่จังหวัดพิษณุโลก เมื่อเดือนมกราคม 2562 แสดงคอนเสิร์ตคงไม่น่าห่วง แต่ที่ห่วงคือสปอนเซอร์ในการแสดงคอนเสิร์ตในครั้งนั้น คือบริษัทสารเคมีเกษตร และยังมีภาพโฆษณาอีกภาพหนึ่ง เป็นคอนเสิร์ตที่จจะจัดในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ ที่จังหวัดจันทบุรีผู้จัดก็เป็นบริษัทสารเคมีเกษตรอีกเช่นกัน….เรื่องจริงหรือเปล่าไม่แน่ใจ แต่แชร์กันมาหลายช่องทาง ถ้าจริงก็น่าห่วงพี่แอ๊ด..ว่าพี่จะสับสนอะไรหรือเปล่า…

วันนี้ 8 พฤศจิกายน 2562 เป็นวันสุดท้ายของการรับฟังความคิดเห็นทางเว็บไซต์ของกรมวิชาการเกษตรเกี่ยวกับร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย โดยจะประกาศให้สารเคมี 3 ชนิดนั้น เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ซึ่งห้ามผลิต ห้ามจำหน่าย ห้ามมีไว้ในครอบครอง ขอเชิญท่านเข้าไปแสดงความคิดเห็นได้ที่เว็บไซต์ของกรมวิชาการเกษตร…ห่วงแต่เกษตรกรเท่านั้น..อยากแสดงความคิดเห็นแต่ไม่รู้จะเข้าไปแสดงความคิดเห็นได้อย่างไร เพราะทำไม่เป็น….ห่วงจริงๆ

แว่นขยาย