รายงานพิเศษ : ปั้นแบรนด์‘โคขุนหนองสูงมุกดาหาร’ยกระดับสู่สากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453210

รายงานพิเศษ : ปั้นแบรนด์‘โคขุนหนองสูงมุกดาหาร’ยกระดับสู่สากล

รายงานพิเศษ : ปั้นแบรนด์‘โคขุนหนองสูงมุกดาหาร’ยกระดับสู่สากล

วันอังคาร ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด เกิดขึ้นจากการรวมกลุ่มกันของเกษตรกรในพื้นที่อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการประกอบอาชีพ โดยเฉพาะความมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์โคขุนให้ได้มาตรฐาน ยกระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และสร้างความเชื่อมั่นในตลาดผู้บริโภคโคขุน ภายใต้แบรนด์ “โคขุนหนองสูงมุกดาหาร” ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ในรูปแบบครบวงจร

นายประวิทย์ นามเหลา ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด เล่าย้อนอดีตให้ฟังว่า สหกรณ์ฯตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2528 เนื่องจากเกษตรกรประสบปัญหาการประกอบอาชีพ จึงรวมตัวกันตั้งสหกรณ์ฯ เพื่อร่วมแก้ปัญหาด้านเงินทุน โดยการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในหมู่สมาชิก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่ยึดอาชีพทำนาปลูกข้าว ทำไร่และสวนยางพารา ต่อมาในปี 2543 สหกรณ์ฯได้ส่งเสริมให้สมาชิกหันมาเลี้ยงโคขุนคุณภาพเพื่อเพิ่มรายได้ โดยแบ่งกลุ่มตามห่วงโซ่การผลิตได้แก่ กลุ่มผู้เลี้ยงแม่พันธุ์ กลุ่มผลิตลูกโค กลุ่มผู้เลี้ยงโคขุนและด้านการตลาด ซึ่งแต่เดิมโคขุนจะส่งไปชำแหละที่สหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ กรป.กลาง โพนยางคำ จำกัด จังหวัดสกลนคร ต่อมาเกษตรกรได้หันมาเลี้ยงโคขุนมากขึ้น สหกรณ์ฯจึงสร้างโรงชำแหละของสหกรณ์ฯเอง เมื่อปี 2549 ปัจจุบันมีสมาชิกเลี้ยงโคขุน 1,030 ราย จำนวนโคที่ขึ้นทะเบียนขุน 4,900 ตัวซึ่งนับว่าจำนวนการเลี้ยงโคขุนของสหกรณ์ฯ มีปริมาณสูงเป็นลำดับต้นๆ ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และยังมีการเชื่อมโยงธุรกิจกับสหกรณ์ที่เป็นเครือข่ายผู้เลี้ยงโคขุนอีก 25 แห่งใน15 จังหวัด

ปัจจุบันสหกรณ์ฯ มีการส่งเสริมสมาชิกเลี้ยงโคขุนลูกผสมพันธุ์ชาโลเล่แองกัส และวากิล มีกลุ่มผู้เลี้ยงแม่พันธุ์ผลิตลูกกลุ่มเลี้ยงโคก่อนขุน และกลุ่มโคขุนที่ใช้ระยะเวลาการขุนถึง12-18 เดือน และในช่วงขุนโคนี้ ทางสหกรณ์ฯก็จะผลิตอาหารสำหรับใช้ขุนโคจำหน่ายในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด 5% เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตของสมาชิก พร้อมกับส่งเสริมให้สมาชิกปลูกพืชอาหารสัตว์ส่งขายสหกรณ์ฯเพื่อนำมาผลิตอาหารโค โดยสหกรณ์ฯจะรับซื้อโคที่ขุนเต็มแล้วและที่ขึ้นทะเบียนไว้กับสหกรณ์เท่านั้นเพื่อนำเข้าโรงชำแหละแปรรูป เป็นผลิตภัณฑ์ รับซื้อตามคุณภาพของไขมันแทรกเนื้อ โดยแบ่งออกเป็นเกรดต่ำสุด 2.5 ไปจนถึงเกรด 5 สูงสุด ส่งจำหน่ายด้วยระบบขนส่งที่ได้มาตรฐานไปยังตลาดหลักกรุงเทพมหานครเป็นส่วนใหญ่ ร้อยละ 70 และตลาดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 30 ในรูปแบบยกซาก แยกชิ้นส่วน และแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลาย อาทิ เนื้อสเต๊ก เนื้อบด เนื้อกระจก ไส้กรอก เนื้อแดดเดียว เนื้อทุบ และลูกชิ้น เป็นการเพิ่มมูลค่าของสินค้า และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งในปีที่ผ่านมามียอดขายทั้งหมด 276 ล้านบาท ส่วนปีนี้คาดว่ายอดขายจะเพิ่มขึ้นเป็น 300 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในอนาคตสหกรณ์ฯ มีแผนที่จะขยายธุรกิจการส่งเสริมการเลี้ยงโคขุนและพัฒนาโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์โคขุนให้ได้มาตรฐาน GMP เพื่อให้สามารถขยายตลาดออกไปยังต่างประเทศได้ซึ่งปัจจุบันสหกรณ์ฯ สามารถส่งเนื้อโคขุนจำหน่ายให้กับตลาดในประเทศปีละ 3,000 ตัว และตั้งเป้าหมายภายในปี 2565 จะขยายธุรกิจ เพิ่มปริมาณการแปรรูปโคขุนเป็น 5,000 ตัวต่อปี พร้อมทั้งส่งเสริมให้สมาชิกเลี้ยงโคขุนพันธุ์ชาโลเล่ลูกผสม พันธุ์แองกัสและวากิลลูกผสม ตลอดจนส่งเสริมให้เลี้ยงโคสีดำเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเป็นสายพันธุ์ที่ดี และมีไขมันแทรกอยู่ในระดับที่พอเหมาะ

ที่ผ่านมาการดำเนินงานในด้านต่างๆ ของสหกรณ์ฯไม่ว่าจะเป็นการผลิต แปรรูป และการตลาด จำกัด จะได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมปศุสัตว์ ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาให้คำแนะนำและสนับสนุนในด้านต่างๆ เพื่อพัฒนาธุรกิจโคขุนของสหกรณ์ฯจนเจริญก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันสมาชิกสหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัดมีอยู่ครอบคลุมเกือบทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และยังคงเดินหน้าพัฒนาธุรกิจ เพื่อยกระดับแบรนด์ “โคขุนหนองสูงมุกดาหาร” ให้ติดตลาดมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทั้งด้านสายพันธุ์ อาหาร และการจัดการให้ได้คุณภาพ พร้อมกับมีโรงชำแหละมาตรฐาน GMP เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยความสะอาดแก่ผู้บริโภค เป็นการกระตุ้นยอดจำหน่ายให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพร้อมที่จะต่อยอดขยายฐานตลาดสู่ต่างประเทศ เป็นการนำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของสมาชิกและสหกรณ์ต่อไป

รักษ์เกษตร : มาผลิตสารควบคุมแมลงศัตรูพืช…ไว้ใช้เองกันเถอะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453206

x

รักษ์เกษตร : มาผลิตสารควบคุมแมลงศัตรูพืช…ไว้ใช้เองกันเถอะ

วันอังคาร ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบวิธีการผลิตสารควบคุมแมลงศัตรูพืช ที่ผลิตใช้ได้เอง มีพิษน้อย ปลอดภัยต่อผู้บริโภคและเกษตรกรผู้ใช้

วิทยา แสงศิลป์

อ.เมือง จ.อ่างทอง

คำตอบ

เกษตรกร คุ้นเคยกับการใช้สารเคมีควบคุมแมลงศัตรูพืชมานาน ในขณะที่ทางภาครัฐได้กำลังพิจารณาสนับสนุนการยกเลิกใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และ คลอร์ไพริฟอส นั้น เกษตรกรเองจึงจำเป็นต้องหาทางเลือกใหม่ในการกำจัดแมลงศัตรูพืชในไร่นาของตน ทางเลือกใหม่นั้นก็คือ การผลิตสารควบคุมแมลงศัตรูพืชไว้ใช้เองโดยใช้สารเร่ง พด.7 ที่กรมพัฒนาที่ดินได้คิดค้นและส่งเสริมให้เกษตรกรใช้

การใช้สารเคมีปราบศัตรูพืชมากเกินความจำเป็น และส่งผลเสียหายเป็นอย่างมากต่อระบบนิเวศ ดังนั้น การใช้จุลินทรีย์ที่มีความสามารถในการผลิตสารควบคุมแมลงศัตรูพืช ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่ผลิตโดยกรมพัฒนาที่ดิน คือ สารเร่ง พด.7

สารเร่ง พด.7เป็นเชื้อจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติในการเพิ่มประสิทธิภาพการหมักและย่อยสลายพืชสมุนไพรต่างๆ ในสภาพที่ไม่มีออกซิเจน เพื่อผลิตสารป้องกันแมลงศัตรูพืช สารป้องกันแมลงศัตรูพืชที่ผลิตจากสารเร่ง พด.7 เป็นน้ำหมักชีวภาพ ที่ได้จากการย่อยสลายพืชสมุนไพร โดยกิจกรรมจุลินทรีย์ในสภาพที่ไม่มีออกซิเจน จะได้ของเหลวสีน้ำตาลใส ซึ่งประกอบด้วยกรดอินทรีย์หลายชนิดในปริมาณสูง รวมทั้งสารออกฤทธิ์ประเภทต่างๆ และสารไล่แมลงที่สกัดได้จากพืชสมุนไพรชนิดนั้นๆ ใช้ในการป้องกันศัตรูพืช เช่น เพลี้ยต่างๆ หนอนเจาะผลและลำต้น หนอนใยผัก หนอนชอนใบ หนอนคืบ หนอนกระทู้ หนอนกอ ไรแดง และแมลงหวี่ เป็นต้น
วิธีทำการผลิตสารควบคุมแมลงศัตรูพืช โดยสารเร่ง พด.7สารเร่ง พด.7 จำนวน 1 ซอง ผลิตได้จำนวน 50 ลิตร ใช้เวลาหมัก 20 วันมีวิธีทำดังนี้

1. การเตรียมวัสดุ ได้แก่ 1) พืชสมุนไพร (ชนิดพืชสมุนไพร ได้แก่ ตะไคร้หอม หางไหล บอระเพ็ด ข่า ฟ้าทะลายโจรเปลือกแค หนอนตายหยาก เมล็ดสะเดา ใบว่านเศรษฐี หมาก เมล็ดน้อยหน่า เมล็ดเงาะ ยาสูบ ขิง มะกรูด ตะไคร้ พริกไทย พญาไร้ใบ สาบเสือ ผลสบู่ดำ ใบโหระพาฯลฯ) จำนวน 30 กก. 2)กากน้ำตาล จำนวน 10 กก. 3)น้ำ จำนวน 50 ลิตรและ 4)สารเร่ง พด.7 จำนวน 1 ซอง

2. ขั้นตอนการทำ

1) สับพืชสมุนไพรให้เป็นชิ้นเล็ก ทุบหรือตำให้แตกนำพืชสมุนไพร และน้ำตาล ใส่ลงในถังหมัก ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน

2)ละลายสารเร่ง พด.7 ในน้ำ 50 ลิตร ผสมให้เข้ากันนาน 5 นาที เทลงในถังหมักผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันอีกครั้งปิดฝาไม่ต้องสนิท และตั้งไว้ในที่ร่ม ใช้ระยะเวลาในการหมัก 20 วัน

3) สังเกตสารควบคุมแมลงศัตรูพืชที่ได้ จะมีลักษณะคือ การเจริญของจุลินทรีย์ลดลงกลิ่นแอลกอฮอล์ลดลง มีกลิ่นเปรี้ยวมากขึ้นไม่มีฟองก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ของเหลวจะเป็นสีน้ำตาลใสและมีค่า pH ต่ำกว่าหลังจากนั้นนำไปขยายให้เจือจาง และนำไปฉีดพ่นต่อไป

เกษตรกร สามารถขอคำปรึกษาและรับสารเร่ง พด.7 ได้ที่กรมพัฒนาที่ดิน หรือสำนักงานพัฒนาที่ดิน ในจังหวัดของท่านได้นะครับ

นาย รัตวิ

กษ.เร่งส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453208

x

กษ.เร่งส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่

วันอังคาร ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังร่วมพิธีเปิดโรงอบความชื้นข้าวและทดสอบระบบการคัดคุณภาพข้าว และงานรวมพลคน ศพก. แปลงใหญ่ และ Young Smart Farmer เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปภาคการเกษตร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่ทำการกลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง ต.ดู่ อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ ว่า จากนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งหวังให้ประชาชนที่ประกอบอาชีพการเกษตรมีรายได้และความเป็นอยู่ดีขึ้น มีเป้าหมายให้ประชาชน “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่นยืน” ภายใต้แผนปฏิรูปประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป็นแผนหลักในการขับเคลื่อนประเทศไทย ซึ่งการส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ จึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่กำหนดไว้ในแผนปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันกระทรวงเกษตรฯส่งเสริมกลุ่มแปลงใหญ่แล้ว 6,062 กลุ่ม ใน 10 กลุ่มสินค้า เกษตรกร 405,240 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 5,578,267 ไร่

สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีกลุ่มแปลงใหญ่ 3,136 กลุ่ม สมาชิก 233,115 ราย คิดเป็นร้อยละ 6.56 ของครัวเรือนเกษตรทั้งหมดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครอบคลุมพื้นที่ 2,894,616 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 4.53 ของพื้นที่การเกษตรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งนี้ จ.ศรีสะเกษ ดำเนินโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ โดยบูรณาการทุกภาคส่วนในพื้นที่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ศักยภาพของพื้นที่ และตอบสนองความต้องการของเกษตรกร โดยดำเนินงานภายใต้ประเด็นการพัฒนา 5 ด้านคือ 1) ลดต้นทุนการผลิต 2) เพิ่มผลผลิต/ไร่ 3) พัฒนามาตรฐานการผลิต (GAP/ Organic) 4) การบริหารจัดการกลุ่มให้เข้มแข็ง และ 5) การบริหารจัดการด้านการตลาด ปัจจุบันจ.ศรีสะเกษ มีแปลงใหญ่ที่เข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ในพื้นที่ 22 อำเภอ 324 แปลง 12 ชนิดสินค้า ได้แก่ ข้าวกระเทียม พริก มันสำปะหลัง ดาวเรือง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทุเรียน ยางพารา หม่อนไหมปลาตะเพียน กระบือ และกบ มีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ 25,677 ราย พื้นที่ 284,028.68 ไร่

นายเฉลิมชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง เข้าร่วมโครงการแปลงใหญ่เมื่อปี 2559 โดยผลิตและแปรรูปสินค้าข้าวเป็นหลัก ส่งผลิตภัณฑ์ข้าวจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้ แนวคิดดำเนินงานของกลุ่มแปลงใหญ่วิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนอุ่มแสง เน้นลดต้นทุนการผลิตด้วยการรวมกันจัดหาเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี จัดหาปัจจัยการผลิต การทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ สารชีวภัณฑ์ เพื่อนำมาใช้ในกระบวนการผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ เพื่อให้ได้คุณภาพมาตรฐานตามความต้องการตลาด นอกจากนี้ ยังนำเทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรมาใช้ในกระบวนการผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและเกษตรกร

‘อลงกรณ์’แนะรัฐ!! คิกออฟโครงการ’ระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก’คู่ขนาน’อีอีซี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453359

'อลงกรณ์'แนะรัฐ!! คิกออฟโครงการ'ระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก'คู่ขนาน'อีอีซี'

‘อลงกรณ์’แนะรัฐ!! คิกออฟโครงการ’ระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก’คู่ขนาน’อีอีซี’

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 22.13 น.

“อลงกรณ์”แนะรัฐบาล คิกออฟโครงการระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก”ดับบลิวอีซี”คู่ขนาน”อีอีซี” สร้างสมดุลการพัฒนาประเทศและกระจายความเจริญเพิ่มศักยภาพใหม่ไทยแลนด์4.0 พร้อมเสนอเมกะโปรเจค”วิสัยทัศน์2025″เปิดประตูตะวันตก ดันไทยขึ้นแท่นประเทศผู้ส่งออกอาหารของโลกในการประชุมครม.สัญจร

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์ และที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรีจัดการประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.กาญจนบุรี ในวันที่ 12 พ.ย.นี้ ว่า การประชุม ครม.สัญจร ในภาคตะวันตก ที่ จ.กาญจนบุรี เป็นครั้งแรก เป็นโอกาสดีที่สุดที่รัฐบาลควรประกาศคิกออฟเดินหน้าโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันตก (Western Economic Corridor : WEC) เพื่อให้เป็นโครงการพัฒนาระดับเมกะโปรเจคคู่ขนานกับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก เพื่อให้เกิดความสมดุลใหม่ของการพัฒนาประเทศ และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันบนศักยภาพของประเทศ และควรจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติขึ้นมารับผิดชอบเพื่อขับเคลื่อนโครงการโดยตรง

ทั้งนี้ ตนได้เสนอคอนเซ็ปเปเปอร์ “วิสัยทัศน์ 2025 และโครงการระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก” ของพรรคประชาธิปัตย์ ต่อ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อพิจารณาและเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป ในฐานะที่พรรคประชาธิปัตย์ริเริ่มและสนับสนุนดับลิวอีซีตลอดมา โดยเฉพาะโครงการท่าเรือน้ำลึกที่ทวาย และการเปิดด่านถาวรบ้านพุน้ำร้อนกาญจนบุรี และเชื่อว่าวิสัยทัศน์ 2025 จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศ ซึ่งต้องร่วมมือกันทุกภาคีภาคส่วนช่วยกัน

ทั้งนี้ ด้วยศักยภาพของประเทศไทยความเป็นฮับด้านเกษตรอาหารการท่องเที่ยวและโลจิสติกส์ เป็นแนวทางการพัฒนาแบบยั่งยืนตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) เพื่อให้เกิดความสมดุลใหม่ของการพัฒนาประเทศ และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันบนศักยภาพของประเทศ ภายใต้เป้าหมายและวิสัยทัศน์ระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก หรือ WEC 2025 ซึ่งจะเป็บฮับโลจิสติกส์ เชื่อมไทยเชื่อมโลกด้วยการเปิดประตูตะวันตกสู่มหาสมุทรอินเดีย ฮับเกษตรและอาหารของโลกสู่การเป็นประเทศผู้ส่งออกท็อปเทนของโลก ฮับอีโคทัวริซึ่มของโลกด้วคอนเซ็ปท์ “ทั่วโลกเที่ยวไทย” ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดในภาคตะวันตกและภาคกลางตอนบน – ตอนล่าง 13 จังหวัด ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สุพรรณบุรี อยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง ชัยนาท และอุทัยธานี เพื่อเป็นพื้นที่พัฒนาพิเศษแนวใหม่แห่งศตวรรษที่ 21 ของไทย ของอาเซียน และของโลก

โดยมีโครงการหลักในการพัฒนา 10 โครงการเมกะโปรเจค

1. โครงการประตูตะวันตก (Western Gateway) โดยยกระดับสถานภาพและศักยภาพของใหม่ จ.กาญจนบุรี เป็น “ประตูตะวันตก” หรือเกทเวย์ใหม่ของประเทศไทยสู่มหาสมุทรอินเดียและโลกตะวันตก

2. เร่งรัดการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกทวาย ถนนกาญจนบุรี – ทวาย และเขตเศรษฐกิจพิเศษ

3. โครงการพัฒนาโลจิสติกส์และการค้าการท่องเที่ยวรอบอ่าวเบงกอล 9 ประเทศ

4. โครงการพัฒนาท่าเรือท่องเที่ยวและประมงมะริด – สิงขร

5. โครงการท่าเรือขนส่งและท่องเที่ยว (เพชรบุรี/ประจวบคีรีขันธ์ – ชลบุรี – ระยอง) เชื่อม WEC กับ EEC

6. โครงการสนามบินใหม่นานาชาติกำแพงแสน โครงการสนามบินแก่งกระจานและสนามบินกาญจนบุรีเพื่อเป็นฮับการบินในภาคตะวันตก

7. โครงการรถไฟความเร็วสูงโครงการรถไฟ 4 รางทางคู่ และโครงการมอเตอร์เวย์

8. โครงการถนนเครือข่ายตะวันตก (Western SuperHighway Network) โดยพัฒนาทางหลวง 3510 เป็นซูเปอร์ไฮเวย์หลักของภาคตะวันตก เชื่อมโครงข่ายทางหลวงเอเซียหมายเลข 1 (AH1) – หมายเลข 2 (AH2) เชื่อมโครงข่ายถนนเพชรเกษมและระบบทางหลวงแผ่นดิน เชื่อมถนนพระราม 2 (โครงการ 4 แยกวังมะนาว) เชื่อมโครงข่ายมอเตอร์เวย์บางใหญ่ – กาญจนบุรี และนครปฐม – ชะอำ

9. โครงการศูนย์กลางเกษตรอาหารโลก ประกอบด้วยโครงการเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) , AgriTech innovation Park , ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AgriTech Innovation Center) เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคบริการการท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Eco&AgriTourism SEZ) , world Seafood Hub และโครงการนิคมอุตสาหกรรมเกษตร 4.0 (AgroIndustry 4.0)

10. โครงการพัฒนาเครือข่ายถนนทะเลตะวันตก (Western Sea Belt Road) เพื่อการท่องเที่ยวเลียบทะเลอ่าวไทยตะวันตก – อันดามัน

ทั้งนี้ จะต้องมีการจัดตั้งสำนักงานพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันตก ดำเนินโครงการตามกรอบเวลาของแผนพัฒนา WEC ปีงบประมาณ พ.ศ.2563 – 2568 (ค.ศ.2020 – 2025) โดยจะสร้างงานสร้างอาชีพใหม่ 100,000 อัตรา มีการลงทุนใหม่ 500,000 ล้านบาท และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 2 ล้านล้านบาท

‘ปารีณา’ซวยแล้ว! ‘วราวุธ’สั่งกรมป่าไม้สอบด่วนปมที่ดินกว่า 1,700 ไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453265

'ปารีณา'ซวยแล้ว! 'วราวุธ'สั่งกรมป่าไม้สอบด่วนปมที่ดินกว่า 1,700 ไร่

‘ปารีณา’ซวยแล้ว! ‘วราวุธ’สั่งกรมป่าไม้สอบด่วนปมที่ดินกว่า 1,700 ไร่

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 17.32 น.

งานเข้า“เอ๋ ปารีณา” รับกลางรายการเข้าไปทำประโยชน์บนที่ดินภบท.5 กว่า 1,700 ไร่ ขณะที่“วราวุธ”สั่งกรมป่าไม้ตรวจสอบเตรียมทันที ประกาศลั่นถ้าผิดฟันยับแน่

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ผ่าน “รายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand เปิดความลับ” ออกอากาศทางช่อง 9 อสมท. ถึงกรณีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ยื่นต่อ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบที่ดินภบท. 5 กว่า 1700 ไร่ ในพื้นที่ หมู่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรียอมรับกลางรายการ ว่า ที่ดินดังกล่าวได้มานานแล้ว และเป็นที่ดินที่รัฐบาลโดยกรมป่าไม้อนุญาตให้เข้าไปทำกินได้ ทำกินมานาน โดยได้เสียภาษีดอกหญ้ามามากกว่า 10 ปี และเสียทุกครั้งที่เขาเรียกเก็บ โดยทำอย่างถูกต้อง สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้แต่จะต้องเสียภาษีและเป็นการใช้ประโยชน์ด้านการเกษตร ที่ผ่านมา มีการปลูกอ้อย ปลูกส้ม เลี้ยงหมู ทุกอย่างเป็นการการเกี่ยวกับการเกษตรฯ

ส่วนกรณี นายเรืองไกรไปค้นข้อมูลว่ามีการยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อป.ป.ช. เมื่อปี 2557 แต่ไม่ได้มีการระบุถึงพื้นที่ 1,700 ไร่นี้ถือ เป็นการได้มาหลังปี 2557 หรือไม่ น.ส.ปารีณา บอกว่า ไม่ใช่ได้มา  มันเป็นที่ของหลวงแต่ตนเองเข้าไปทำประโยชน์ได้ ต้องทำความเข้าใจว่าที่ดินประเภท ภบท.5 ก่อนว่ามันไม่ใช่ของใคร มันเป็นของหลวงของป่าไม้ ที่อนุญาตให้ทุกคนเข้าไปทำกินพื้นที่ ภบท. 5 มันมีเยอะมากทั่วประเทศไทยปัจจุบันนี้เกษตรกรทุกคนก็ทำลักษณะเดียวกับตนทั้งนั้น คือครอบครองทำกินกัน เสียภาษี แต่ไม่มีเอกสารสิทธิ เป็นการจ่ายภาษีคล้ายภาษีดอกหญ้า จึงไปแจ้งบัญชีทรัพย์สินไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่ของๆตน

“การแจ้งบัญชีทรัพย์สินคือต้องเป็นทรัพย์สินของตนเท่านั้น แต่นี่ไม่ใช่ของตน แต่เป็นทรัพย์สินของกรมป่าไม้ ของหลวง ก็เลยไม่ได้แจ้ง แต่ปัจจุบันในการยื่นบัญชีทรัพย์สินปี 2562 ทาง ป.ป.ช.ขอให้แจ้ง แต่ไม่ได้แจ้งว่าเป็นเจ้าของ ถ้าดูรายละเอียดให้ดีก็คือการประเมินราคาประเมินด้วยความลำบากมาก เพราะกรมที่ดินก็ไม่รับประเมิน ประเมินเพราะมันเป็นป่า แต่ป.ป.ช.ขอความร่วมมือว่าถ้ามีที่ดินประเภทของกรมป่าไม้ที่เข้าไปทำกินอยู่ก็ให้แจ้งด้วย จึงได้แจ้งไป แต่การประเมินราคาไม่ได้เข้าไปอยู่ในการประเมินรายการทรัพย์สินของตน และมี ส.ส.หลายคนที่ต้องแจ้งในเรื่องนี้”น.ส.ปารีณา กล่าว

ส่วนที่ภทบ. 5 ซึ่งเรียกว่าที่ดินมือเปล่า ใครก็เข้าไปครอบครองไม่ได้ จึงอาจเรียกว่าเป็นการเข้าไปทำประโยชน์หรือเข้าไปบุกรุกในที่ต้องห้ามนั้น น.ส.ปารีณา กล่าวว่า มันแตกต่างกันระหว่างเข้าไปทำประโยชน์กับการเข้าไปบุกรุก คือที่ดินของป่าไม้ ภบท.ต่างๆ มีหลายประเภท ป่าไม้เองก็มีป่าชุมชน เช่น กรณีที่นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดาของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ถูกชาวบ้านขอคืน และมีประเภทแบบป่าไม้สงวนรกร้าง ที่เข้าไปทำประโยชน์ได้เลย และป่าไม้ประเภทที่ไม่อนุญาตให้เข้าไปทำประโยชน์ได้เลย ซึ่งคนก็อาจจะสับสนว่าบางคนทำไมถูกข้อหาบุกรุกและจะต้องติดคุก ซึ่งการบุกรุกที่ป่าไม้มันติดคุกอย่างเดียว แต่ว่าบางประเภทเป็นป่าสงวนรกร้าง หรือป่าชุมชน แต่คนอาจจะไปตีรวมกันหมดว่าเป็นการบุกรุกไม่เหมือนกัน

น.ส.ปารีณา กล่าวด้วยว่า  ที่ของตนอยู่หมู่ 6 เขาอยู่หมู่ 13 ของเขาคาบเกี่ยว 3 หมู่บ้าน ของนางสมพร มี ภบท. 5 กับ นส 2 ซึ่งชาวบ้านขอคืนเพื่อไปทำป่าชุมชน และเข้าไปทำประโยชน์กันในนั้น แต่ นส 2 ก็เกิดคำถามขึ้นมาว่าที่ดินประเภทนี้ ซื้อขายกันไม่ได้และผิดกฎหมาย โดยให้เป็นมรดกตกทอดเท่านั้น และนางสมพร ก็ไม่ใช่คนในพื้นที่ แต่นางสมพรยินดีที่จะคืนให้แล้ว ก็ขอให้ทำถูกต้องตามกฎหมาย แต่ที่ผ่านมาระหว่างการเจรจากันก็มีความพยายามไม่ให้ตนรู้เรื่องนี้ ด้วย

ขณะที่ นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า มีคนส่งคลิปทั้งเสียงและภาพที่ น.ส.ปารีณาให้สัมภาษณ์มาให้ตนฟังแล้ว เบื้องต้น ได้สั่งการไปยังกรมป่าไม้ให้ตรวจสอบ และให้รายงานมาที่ตนเร็วที่สุด ซึ่งส่วนตนเห็นว่ามีสองมุมมอง  คือ ในเรื่องของการแจ้งบัญชีทรัพย์สิน อาจจะมีคนแนะว่าหากแจ้งบัญชีทรัพย์สิน น.ส.ปารีณา ได้จ่ายภาษีส่วนไหนก็ให้แจ้งส่วนนั้นด้วย เพราะถ้าไม่แจ้งก็จะกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งส่วนเรื่องที่สอง คือเรื่องของการครอบครองพื้นที่ป่านั้น กำลังตรวจสอบว่าอยู่ในระยะเวลาไหนต้องไปดูให้ชัดเจน อาจจะมีการเสียภาษี ภทบ. 5 มาก่อนหน้านี้ และเสียไปเรื่อยๆ โดยไม่มีการตรวจสอบใดๆ และหากตรวจสอบพบว่า มีการบุกรุกพื้นที่ป่าจริงก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายทันที

ด้านนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ บอกว่า เบื้องต้นได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ในพื้นที่ตรวจสอบรายการที่ดินภบท. 5 ที่น.ส.ปารีณา แจ้งต่อ ป.ป.ช.แล้ว พร้อมกับตรวจสอบแนวเขตป่าว่าพิกัดอยู่ในบริเวณใด พื้นที่เดียวกับ น.ส.ปารีณาครอบครองหรือไม่ ถึงแม้ว่าน.ส.ปารีณาจะพูดชัดเจนว่าครอบครองพื้นที่ 1,700 ไร่ โดยเสียภาษีบำรุงท้องที่มากว่า 10 ปี ตามหลักการแล้ว เจ้าหน้าที่ก็ต้องเข้าไปตรวจสอบเพื่อยืนยันพิกัดอยู่ดี ซึ่งต้องไปดูข้อกฎหมายเพิ่มเติม เพราะว่าบริเวณดังกล่าวกรมป่าไม้มอบให้ ส.ป.ก.ด้วย และถึงแม้จะเป็นที่ดิน ส.ป.ก. น.ส.ปารีณา ก็ไม่มีคุณสมบัติในการครอบครอง จึงจำเป็นต้องตรวยสอบอย่างละเอียดด้วย

ทั้งนี้ การครอบครองที่ดิน ภทบ. 5 ถือเป็นการครอบครองที่ดินมือเปล่า ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ใดๆ รองรับ ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 มาตรา 54 (30) ห้ามมิให้ผู้ใดก่อสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่า หรือกระทำการด้วประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่น มาตรา 55 ผู้ใดครอบครองป่าที่ได้ถูกแผ้วถางโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งมาตราก่อน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลนั้นเป็นผู้แผ้วถางป่านั้น

‘อุตสาหกรรมอ้อย-น้ำตาล’กระอัก! หลังไทยแบน’พาราควอต’ นักวิชาการย้ำยังไม่มีวิธีทดแทน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453216

'อุตสาหกรรมอ้อย-น้ำตาล'กระอัก! หลังไทยแบน'พาราควอต' นักวิชาการย้ำยังไม่มีวิธีทดแทน

‘อุตสาหกรรมอ้อย-น้ำตาล’กระอัก! หลังไทยแบน’พาราควอต’ นักวิชาการย้ำยังไม่มีวิธีทดแทน

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 15.56 น.

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 นายกิตติ ชุณหวงศ์ นายกสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย ออกมาย้ำอีกครั้งกรณีคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติแบนสารเคมีกำจัดศัตรูพืช 3 ชนิด คือ พาราควอต (Paraquat) ไกลโฟเซต (Glyphosate) และคลอร์ไพรีฟอส (Chlorpyrifos) ว่าอุตสาหกรรมน้ำตาลที่สร้างรายได้มหาศาลให้ประเทศไทยตลอดมา จะได้รับผลกระทบแน่นอนหากไม่มีพาราควอตให้ใช้

ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้ผลิตอันดับที่ 5 และส่งออกน้ำตาลอันดับที่ 2 ของโลก ด้วยพื้นที่ปลูกอ้อยประมาณ 11 ล้านไร่ ผลผลิตอ้อยรวมประมาณ 134 ล้านตันต่อปี เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตน้ำตาลทราย และผลพลอยได้จากกากน้ำตาล กากชานอ้อย กากตะกอน นำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่องหลายประเภทได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมแปรรูป อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ผลิตเอทานอล ผลิตกระแสไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าชีวมวล และเป็นวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์และเคมี ซึ่งเป็นแหล่งรายได้และแหล่งวัตถุดับสำคัญในกิจการต่างๆ ที่สำคัญของประเทศ

.การแบนสารเคมีเกษตร โดยเฉพาะ พาราควอต ได้ประมาณการณ์ผลกระทบเชิงลบที่อาจจะเกิดขึ้นในปี  2563 ทั้งในระดับเกษตรกร อุตสาหกรรมแปรรูปที่ใช้วัตถุดิบทางการเกษตร และการส่งออก ผลผลิตจะลดลง 20-50% ถ้าไม่ใช้สารพาราควอตในช่วงอ้อยย่างปล้อง จะทำให้อ้อยหายไปถึง 67 ล้านตันต่อปี เกษตรกรสูญเสียรายได้ไปกว่า 5.0 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ ยังส่วนใบและยอด ซึ่งใช้ในโรงไฟฟ้าชีวมวล จะสูญหายไป 11 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 7.4 พันล้านบาท รวมเกษตรกรสูญเสียทั้งสิ้น 5.8 หมื่นล้านบาท. นายกิตติ ระบุ

นายกิตติ กล่าวต่อไปว่า ผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ปริมาณน้ำตาลทรายดิบจะหายไปประมาณ 6.7 ล้านตันต่อปี คิดเป็นรายได้ประมาณ 4.7 หมื่นล้านบาท รวมทั้งกากน้ำตาลจะหายไป 3.3 ล้านตัน คิดเป็นรายได้ 1 หมื่นล้านบาท สร้างความเสียหายต่อการผลิตเอทานอลประมาณ 8.4 ร้อยล้านลิตร คิดเป็นรายได้ 1.8 หมื่นล้านบาท

ขณะเดียวกัน กากชานอ้อย วัตถุดิบสำคัญในการผลิตกระแสไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าชีวมวล จะหายไปไม่ต่ำกว่า 20 ล้านตัน สูญรายได้ประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท ทำให้ไม่มีกระแสไฟฟ้าจ่ายเข้าสู่ระบบอย่างน้อย 67.4 เมกะวัตต์ เทียบเท่ากับการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำทั้งปีจาก 2 เขื่อนใหญ่ ได้แก่ เขื่อนอุบลรัตน์ และเขื่อนจุฬาภรณ์ หรือเทียบเท่ากับการใช้ไฟฟ้าของจังหวัดแม่ฮ่องสอนอย่างน้อย 6 เดือน คิดเป็นรายได้ที่หายไป อัตรา 2.7 บาทต่อหน่วย ประมาณ 182 ล้านบาท รวมภาคอุตสาหกรรมและที่เกี่ยวเนื่องสูญเสียทั้งสิ้น 9.2 หมื่นล้านบาท

นายกิตติ ยังกล่าวอีกว่า ผลกระทบต่อการส่งออกไปต่างประเทศ อุตสาหกรรมน้ำตาลไทยพึ่งพิงรายได้จากการส่งออก คิดเป็นร้อยละ 75 ของผลผลิตน้ำตาลทั้งหมด ส่วนที่เหลือใช้ในประเทศ ปริมาณส่งออกประมาณ 10-11 ล้านตันต่อปี เหตุที่ไทยแข่งขันในตลาดโลกได้ดี เพราะต้นทุนอ้อยในการผลิตน้ำตาลของไทยอยู่ในระดับที่ไม่สูงนัก มีข้อได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้งเรื่องระยะทางและต้นทุนขนส่งต่ำกว่า

.ปัจจุบันเกิดวิกฤติอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล เนื่องจากราคาอ้อยตกต่ำมาก ภาครัฐต้องช่วยเหลือชาวไร่อ้อยในเรื่องต้นทุนในส่วนของปัจจัยการผลิต ได้แก่ สารกำจัดวัชพืช ปุ๋ย เครื่องจักรตัดอ้อย ซึ่งเป็นแนวทางที่จะไม่ขัดกับข้อตกลงองค์กรการค้าโลก (WTO) ที่กำหนดห้ามสนับสนุนเงินช่วยเหลือ แต่วิกฤตเดิมไม่ทันจะแก้ไข รัฐบาลกลับประกาศแบนพาราควอต อันเป็นทางออกที่จะช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมได้ จึงอยากให้รัฐพิจารณาใหม่อีกครั้ง และต้องเร่งรีบจัดการปัญหาโดยด่วน ไม่เช่นนั้นกระทบฤดูการปลูกต่อไปของอ้อยทันที. นายกิตติ กล่าวย้ำ

ขณะที่ ศ.ดร.รังสิต สุวรรณมรรคา ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า ปัจจุบันมีหลายประเทศที่ใช้แนวทางปฏิบัติการอนุญาตใช้สารเคมีเกษตรขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา บราซิล แอฟริกาใต้ อินเดีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ประเทศเหล่านี้ยังใช้ พาราควอต ในพืชต่างๆ เช่น ข้าว ข้าวโพด อ้อย ชา กาแฟ มั่นฝรั่ง สัปปะรด พืชผักผลไม้ พืชตระกูลถั่ว พืชตระกูลเบอร์รี่ โดยผลิตผลทางการเกษตรเหล่านี้ ก็นำเข้ามาบริโภคในประเทศไทย

ดังนั้น การยกเลิกใช้ พาราควอต จึงไม่ใช่ทางออกของภาคเกษตรกรรมและผู้บริโภคไทย คำกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมและสิ่งทดแทนพาราควอตนั้น ปัจจุบันยังไม่มีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน ทั้งในด้านการตกค้างในสิ่งแวดล้อมจนเป็นอันตรายต่อเกษตรกรและสิ่งมีชีวิตในดินและน้ำ หรือสิ่งทดแทนพาราควอต ตามข้อเสนอของกรมวิชาการเกษตร ล้วนไม่สามารถปฏิบัติจริงได้ในทุกพื้นที่เกษตรกรรม

.การใช้แรงงานคน การใช้เครื่องจักร ไม่สามารถใช้ในพื้นที่โคนต้น เนิน ดินแฉะ หรือพื้นที่เกษตรที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อใช้เครื่องจักร หรือการเสนอสารทดแทน 16 ชนิด พบว่า ทั้งหมดไม่สามารถนำมาเป็นทางเลือกหรือทดแทน พาราควอต ได้ เพราะคุณสมบัติของสารแต่ละชนิดมีผลต่อพืชเศรษฐกิจต่างกัน บางชนิดไม่สามารถฆ่าวัชพืชบางชนิดได้ บางชนิดหากใช้เป็นพิษต่อพืชปลูก บางชนิดปนเปื้อนน้ำบาดาลได้ บางชนิดใช้สภาพอากาศฝนตกชุกไม่ได้” ศ.ดร.รังสิต กล่าว

ด้าน ศ.(เกียรติคุณ) นพ.สมชัย บวรกิตติ ราชบัณฑิตสำนักวิทยาศาสตร์ ราชบัณฑิตยสภา (ราชบัณฑิตยสถาน) และอดีตหัวหน้าวิชาโรคระบบการหายใจ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า สังคมน่าจะมีความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเนื้อเน่าเพิ่มมากขึ้นแล้วว่าไม่เกี่ยวข้องกับพาราควอต แต่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย รวมทั้ง รายงานผลการตรวจพบพาราควอตในเลือดของหญิงใกล้คลอดและเลือดสายสะดือทารก ขาดข้อมูลที่ชัดเจนถึงการได้รับสารเคมีเกษตรกรและความผิดปกติ

สอดคล้องกับรายงานทางการแพทย์จากอดีตถึงปัจจุบันยังไม่พบการเกิดพิษจากพาราควอตในกลุ่มผู้ใช้เลย นอกจากนำไปดื่มกินเพื่อฆ่าตัวตาย รวมถึงรายงานจากสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐอเมริกา (EPA) ระบุว่า พาราควอตไม่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ ไม่มีความเชื่อมโยงกับโรคพาร์กินสัน อีกทั้งข้อมูลที่กล่าวอ้างเรื่องการปนเปื้อนการตกค้างของพาราควอตก็ไม่ชัดเจน ไม่มีนัยสำคัญทางพิษวิทยา อย่างไรก็ตาม การอบรมให้ความรู้ที่ถูกต้องในการใช้สารเคมีเกษตรต่อเกษตรกรผู้ใช้งาน เป็นสิ่งที่ดีและภาครัฐควรดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดศูนย์พ่นน้ำยาฆ่าเชื้อแห่งใหม่ ที่จังหวัดราชบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453202

อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดศูนย์พ่นน้ำยาฆ่าเชื้อแห่งใหม่ ที่จังหวัดราชบุรี

อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดศูนย์พ่นน้ำยาฆ่าเชื้อแห่งใหม่ ที่จังหวัดราชบุรี

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 15.31 น.

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 เวลา 10.00 น. นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานเปิดศูนย์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคยานพาหนะขนส่งสินค้าปศุสัตว์ โครงการความร่วมมือระหว่างกรมปศุสัตว์และสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ณ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรีพร้อมด้วย น.สพ.ชุมพล บุญรอด ปศุสัตว์เขต7 ,น.สพ.สมยศ อินทร ปศุสัตว์จังหวัดนครปฐม,ผู้แทนปศุสัตว์จังหวัดราชบุรี,ผู้แทนสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติและหน่วยงานราชการเข้าร่วมพิธีในครั้งนี้

ปัจจุบันภาคการปศุสัตว์ของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่ กำลังได้รับผลกระทบจากโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever: ASF)ถึงแม้ว่าประเทศไทยยังไม่พบการระบาดของโรคนี้ แต่นับว่ามีความเสี่ยงสูงเนื่องจากมีการเคลื่อนย้ายสัตว์ ซากสัตว์ หรือยานพาหนะที่ใช้บรรทุกนำเข้า-นำผ่าน-นำออกประเทศไทย อีกทั้งยังรวมถึงจากผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาตินำติดตัวเข้ามา ที่อาจจะปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าสู่ประเทศซึ่งหากพบการระบาดของโรคดังกล่าวจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อมต่ออุตสาหกรรมการผลิตปศุสัตว์ของประเทศไทยอย่างมาก และมีผลกระทบด้านสังคมและความมั่นคงด้านอาหารของประเทศด้วย

อธิบดี กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อลดความเสี่ยงการปนเปื้อนเชื้อโรคของยานพาหนะบรรทุกสินค้าปศุสัตว์เข้าสู่ประเทศ ในพื้นที่จังหวัดราชบุรีตามโครงการความร่วมมือระหว่างกรมปศุสัตว์และสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ  ซึ่งเป็นมาตรการที่สามารถป้องกันและลดความเสี่ยงต่อการระบาดของโรค ASF ในสุกรเข้าประเทศไทยได้

เกษตรฯรุกตั้งสถาบันเกษตรอินทรีย์ฯ ต้านหาสินค้าใหม่แทน3สารเคมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453185

เกษตรฯรุกตั้งสถาบันเกษตรอินทรีย์ฯ ต้านหาสินค้าใหม่แทน3สารเคมี

เกษตรฯรุกตั้งสถาบันเกษตรอินทรีย์ฯ ต้านหาสินค้าใหม่แทน3สารเคมี

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 14.57 น.

เกษตรฯ เดินหน้าขับเคลื่อนจัดตั้งสถาบันเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ หนุน พรบ.เกษตรกรรมยั่งยืน ต้านการนำสารเคมีมาแทน 3 สารเคมีที่ถูกแบน วิงวอนนักวิจัยที่มีผลงานวิจัยและทดลองเสนอข้อมูลเพื่อพิจารณาขึ้นทางเลือกให้เกสรรกรไทย

11 พฤศจิกายน 2562 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารมว.เกษตรฯ เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการสนับสนุนแนวนโยบายเกษตรอินทรีย์และเกษตรกรรมยั่งยืน  นายเฉลิมชับ ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ได้สั่งการให้มีการดำเนินการจัดตั้งสถาบันเกษตรอินทรีย์แห่งชาติขึ้น โดยหน่วยงานดังกล่าวจะเป็นหน่วยงานสนับสนุนเกษตรอินทรีย์ทั้งระบบเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ในอนาคตอย่างเต็มรูปแบบ ขณะเดียวกันยังมีการขับเคลื่อนในการเสนอร่างกฎหมาย  พรบ.เกษตรกรรมยั่งยืน ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาของกฤษฎีกา โดยทิศทางเรื่องเกษตรกรยั่งยืนในอนาคตถือเป็นทิศทางในการส่งเสริมการผลิตสินค้าด้านการเกษตรไทยให้เกิดความยั่งยืนมากขึ้น เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตสินค้า เกษตรกรเพื่อการส่งออกรายใหญ่ของโลกต้องเน้นหนักเรื่องการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์เพื่อการส่งออกเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ประเทศไทยส่งออกอาหารเป็นอันดับ 12 ของโลกแซง อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลี มาแล้ว การสร้างให้เราเป็นแหล่งอาหารของโลกและเป็นแหล่งอาหารปลอดภัยของโลก จึงเป็นนโยบายหลัก ซึ่งที่ผ่านมาจากที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติแบนสารเคมี จึงเป็นโอกาสดีที่คงต้องใส่เกียร์ 5 หาทางเลือกสารมาทดแทนและไม่ควรเป็นสารเคมีเพราะเมื่อเรายกเลิกสารเคมีและจะเอาสารเคมีอีกมันก็ไม่ใช่วิสัยของกระทรวงเกษตรฯที่ควรกระทำ เพียงแต่ที่ผ่านมากรมวิชาการเกษตร ยืนยันว่ามีแต่สารเคมีเท่านั้นที่จะเอามาแทนสารเคมีที่ถูกแบนและตนคิดว่าไม่ใช่ทางเลือกที่ควรทำ เพราะกระทรวงเกษตรอธิบายกับสังคมไม่ได้ จึงสั่งให้มีการทบทวนและต้องไปดูว่ามีสิ่งทดแทนอะไรบ้างเพื่อเสนอเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรที่จะต้องไม่เป็นสารเคมี

นายอลงกรณ์ กล่าวด้วยว่า ในส่วนของการแบน 3 สารเคมีอย่างฉับพลัน ขณะนี้ยอมรับว่าค่อนข้างเป็นปัญหาอย่างมาก เนื่องจากไม่เคยมีเรื่องการเตรียมพร้อมในสารใดทดแทนที่ชัดเจน โดยขณะนี้ มีการนำเสนอเรื่องชีวภัณฑ์ขึ้นมาเป็นอีกทางเลือกแต่ก็ยังไม่มีการขึ้นทะเบียนและยังไม่ผ่านการทดสอบและการรับรองอย่างเป็นทางการ จึงอยากให้ทางกลุ่มนักวิจัยที่มีทั้งหมด หากคิดค้นว่ามีสิ่งใดที่สามารถทดแทนสารเคมีที่ถูกแบนไม่ว่าจะเป็นชีวภัณฑ์ หรือสารทดแทนอื่น ขอให้เสนอมายังกระทรวงได้ทันทีเพื่อพิจารณาส่งเสริมเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรในอนาคตเมื่อกระทรวงสาธารณสุขบอกว่าต้องการดูแลเรื่องสุขภาพเกษตรกร มาเป็นข้อเหตุผลก็ต้องทำจริง วันนี้การดำเนินการต้องชัดเจนไม่ใช่เสนอทางเลือกโดยใช้สารเคมีตัวอื่นมาเป็นทางเลือก ซึ่งก็ร้ายพอกัน กระทรวงเกษตรต้องรับผิดชอบเกษตรกร 30 ล้านคนต้องมีเหตุผลที่ดีเช่นกันและต้องดูแลเกษตรกรให้ดีที่สุดทั้งเรื่องต้นทุนและสารทางเลือกที่เป็นชีวภัณฑ์ ที่ไม่ใช่ เคมีให้ดีที่สุด

ส่วนที่ ยังติดขัดในอุปสรรคปัญหาที่ไม่สามารถขึ้นทะเบียนได้เป็นหน้าที่ของทางกรมวิชาการที่ต้องชี้แจงและเสนอมายังกระทรวงเกษตรเพื่อแก้ปัญหาต่อไป ซึ่งกระทรวงพร้อมที่จะแก้ปัญหาทุกกรณี โดยสารทดแทนทั้งหมดที่เป็นทางเลือกทุกชนิดที่จะนำมาทดแทนสารเคมีที่ถูกแบนก่อนใช้จริงต้องผ่านการทดลอง ชัดเจนว่าปลอดภัย ก่อนขึ้นทะเบียนให้เกษตรกรใช้จริง

เกษตรกรลั่น! จะร้องศาลปกครองทันที ที่กม.ยกเลิก3สารมีผลบังคับใช้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453166

เกษตรกรลั่น! จะร้องศาลปกครองทันที ที่กม.ยกเลิก3สารมีผลบังคับใช้

เกษตรกรลั่น! จะร้องศาลปกครองทันที ที่กม.ยกเลิก3สารมีผลบังคับใช้

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 14.10 น.

แกนนำเกษตรกรประกาศจะร้องศาลปกครองอีกครั้ง เมื่อประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ยกเลิก 3 สารมีผลบังคับใช้ ชี้กระทรวงเกษตรฯ ยังไม่มีมาตรการใดๆ รองรับเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร หากไล่จับปรับเกษตรกรที่ซื้อสารมาใช้ วุ่นวายแน่ ยันยังไม่เชื่อประสิทธิภาพสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชที่ “อลงกรณ์” มาศึกษาจากแปลงอ้อย จ. สุพรรณบุรีเมื่อวาน ที่ผ่านมาเกษตรกรจำนวนมากถูกหลอกขายเนื่องจากผสมพาราคอวตและไกลโฟเซตทั้งสิ้น

นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย กล่าวว่า เตรียมจะร้องศาลปกครองให้ไต่สวนฉุกเฉินเพื่อคุ้มครองชั่วคราวอีกครั้ง ทันทีที่ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมยกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิดมีผลบังคับใช้ เกษตรกรจำนวนมากไม่สบายใจในการปฏิบัติของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เนื่องจากยังไม่มีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ต้นทุนจะสูงขึ้นจากการห้ามใช้สารเคมี 3 ชนิดเลย แต่กรมวิชาการเกษตรออกคำสั่งกำหนดแผนแจ้งการครอบครองและส่งมอบสารเคมีแล้ว จึงเห็นว่า การเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นเพียงการทำให้ครบตามขั้นตอนเท่านั้น แต่ไม่ได้มีเจตนารมณ์ที่จะนำความคิดเห็นของประชาชนและเกษตรกรไปพิจารณาเพื่อตัดสินใจแต่อย่างใด นอกจากนี้นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ยังระบุว่า ค่าทำลายสารเคมีเป็นความรับผิดชอบของผู้ครอบครอง เกษตรกรทั่วประเทศที่ซื้อสารเคมี 3 ชนิดมาไว้ใช้นั้น ต้องจ่ายค่าทำลายที่มีอัตราสูงมากอีก หากสารวัตรเกษตรมาไล่จับเกษตรกรเชื่อว่า จะทำให้เกิดความวุ่นวายแน่นอน

ล่าสุด สมาพันธ์เกษตรปลอดภัยเปิดบัญชีให้เกษตรกรส่งเงินมาสนับสนุนค่าจ้างทนายความเพื่อร้องต่อศาลปกครอง ทนายความที่รับว่าความแจ้งค่าใช้จ่ายมา 800,000 บาท จึงขอให้เกษตรกรร่วมสมทบตามกำลัง อีกทั้งกำลังเตรียมเอกสารให้เกษตรกรที่เดือดร้อนเป็นโจทย์ร่วม

นายสุกรรณ์ยังแสดงความเห็นถึง การที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว. เกษตรฯ มอบหมายให้นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารมว. เกษตรฯ ไปตรวจเยี่ยมแปลงอ้อยของเกษตรกรรายหนึ่งในอำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยระบุว่า เป็นแปลงอ้อยอินทรีย์ ใช้สารชีวภัณฑ์ของผู้ผลิตรายหนึ่งเพื่อกำจัดวัชพืชมา 7 ปีซึ่งได้ผลดี ทั้งนี้ต้องการทราบผลการตรวจสอบจากห้องปฏิบัติการว่า จุลินทรีย์ที่กล่าวอ้างว่า กำจัดวัชพืชได้นั้นเป็นชนิดใด หากำจัดวัชพืชได้จริงส่งผลต่อพืชประธานหรือไม่ หากได้ผลดีจริง ตนจะได้นำมาใช้ในแปลงอ้อย 420 ไร่ในอำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรีด้วย จึงขอให้กรมวิชาการเกษตรเร่งทดสอบประสิทธิภาพ แต่ก่อนขึ้นทะเบียนสารชีวภัณฑ์ดังกล่าว ขอให้ตรวจให้แน่ชัดว่า ไม่มีสารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืชอื่นใดผสมอยู่เนื่องจากที่ผ่านมาเกษตรกรจำนวนมากถูกหลอกให้ซื้อสารชีวภัณฑ์หลายยี่ห้อมาใช้ แต่เมื่อตรวจสอบในห้องปฏิบัติการพบว่า ผสมพาราควอตและไกลไฟเซตลงไป แล้วขายในราคาแพงอีกด้วย

‘ศรีสะเกษ2’มะเขือเทศสีดาพันธุ์ใหม่ l วิตามินซีสูงโดนใจคนรักสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453006

x

‘ศรีสะเกษ2’มะเขือเทศสีดาพันธุ์ใหม่ l วิตามินซีสูงโดนใจคนรักสุขภาพ

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า มะเขือเทศสีดา เป็นมะเขือเทศที่มีสีแดงอมชมพู มีน้ำมาก เนื้อหนาและแน่น น้ำหนักเฉลี่ย 40 กรัม ปลูกและผลิตได้ตลอดปีทุกภาคของประเทศ  แหล่งปลูกสำคัญได้แก่ จ.เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์นครพนม สระบุรี และนครราชสีมา สำหรับพันธุ์การค้าที่เกษตรกรปลูกกันแพร่หลาย ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ลูกผสมที่เกิดจากการปรับปรุงพันธุ์ของบริษัทเมล็ดพันธุ์ แต่เนื่องจากการผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสมมีกระบวนการซับซ้อน  ทำให้เมล็ดพันธุ์มะเขือเทศสีดาลูกผสมมีราคาสูงกว่าเมล็ดพันธุ์ผสมเปิดถึง 7.5 เท่า หรือสูงกว่า 600 บาท/ไร่

ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ กรมวิชาการเกษตรผสมพันธุ์และคัดพันธุ์มะเขือเทศสีดาสำหรับปลูกในฤดูฝน คัดเลือกได้พันธุ์ศก.1 ศก.4 ที่ติดผลเร็ว ผลมีสีชมพูและพันธุ์ศก.19 ทนโรคเหี่ยวเขียว แต่พันธุ์ดังกล่าวพัฒนามานานแล้ว  ประกอบกับสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป รวมถึงการผสมตัวเองในกลุ่มพันธุ์เดิมมานาน ทำให้ศักยภาพการผลิตลดลง พันธุ์อ่อนแอต่อสภาพแวดล้อม โรคและแมลง  ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ จึงพัฒนาปรับปรุงพันธุ์มะเขือเทศสีดาพันธุ์ผสมเปิดขึ้นมาใหม่ ให้ได้พันธุ์ที่มีผลผลิตและวิตามันซีสูง มีความสม่ำเสมอของสายพันธุ์ เกษตรกรสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ใช้เอง ช่วยลดต้นทุนด้านเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกร เป็นการเพิ่มรายได้ที่ยั่งยืนให้เกษตรกรอีกทางหนึ่ง

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวต่อว่า  การปรับปรุงพันธุ์มะเขือเทศสีดารับประทานผลสด เริ่มดำเนินการตามขั้นตอนปรับปรุงพันธุ์ในปี 2555–2558 ได้รวบรวมคัดเลือกพันธุ์ ปี 2559–2560 ทดสอบพันธุ์ในไร่เกษตรกรตามแหล่งปลูกต่างๆ วิเคราะห์ปริมาณวิตามินซี  ประเมินความพึงพอใจของเกษตรกรผู้ปลูกและผู้บริโภคมะเขือเทศสีดา จนได้มะเขือเทศสีดารับประทานผลสดพันธุ์ใหม่ใช้ชื่อว่า “พันธุ์ศรีสะเกษ 2”ผ่านการพิจารณาเป็นพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตรเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม

ทั้งนี้ มะเขือเทศสีดาพันธุ์ศรีสะเกษ 2มีลักษณะเด่นคือ ให้ผลผลิตเฉลี่ยสูงถึง 6.62 ตัน/ไร่ สูงกว่าพันธุ์การค้าลูกผสมและพันธุ์ของเกษตรกร มีปริมาณวิตามินซีสูงถึง 43.3 mg/100g  ปริมาณกรดที่ไทเทรตได้สูงถึงร้อยละ 0.93 ทำให้มีรสเปรี้ยวนับว่าเป็นข้อดี เนื่องจากการใช้ประโยชน์ของมะเขือเทศสีดาจะเน้นปรุงรสอาหารให้มีความเปรี้ยว เช่น ส้มตำ  จากการประเมินความพึงพอใจของเกษตรกรและผู้บริโภคมะเขือเทศสีดาในจ.ศรีสะเกษ พบว่าเกษตรกรพอใจมะเขือเทศสีดาพันธุ์ศรีสะเกษ 2 สูงถึง 90%  ปัจจุบันศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษมีเมล็ดพันธุ์คัดมะเขือเทศสีดาศรีสะเกษ 2 จำนวน 3 กิโลกรัม  สามารถนำไปปลูกเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์หลักได้พื้นที่ประมาณ 30 ไร่  เกษตรกรที่สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ  โทรศัพท์ 0-4551-4581