เกษตรฯเร่งพัฒนาพื้นที่คทช. จัดที่ดินทำกินสร้างอาชีพเพิ่มรายได้ให้ชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447408

news_default

เกษตรฯเร่งพัฒนาพื้นที่คทช. จัดที่ดินทำกินสร้างอาชีพเพิ่มรายได้ให้ชุมชน

วันพุธ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานพิธีมอบหนังสืออนุญาตการเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) 335 ราย ณ โรงเรียนพนมเบญจา ต.เขาพนม อ.เขาพนม จ.กระบี่ และลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) จ.กระบี่ว่า พื้นที่ของบริษัท สหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน) ที่ได้บุกรุกครอบครองและทำประโยชน์ด้วยการปลูกปาล์มน้ำมัน
เนื้อที่รวมประมาณ 11,907 ไร่ แบ่งเป็น 2 แปลง ซึ่งวันนี้มาติดตามความก้าวหน้าในแปลงที่ 2 มีเนื้อที่ประมาณ 7,186 ไร่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย ส.ป.ก. ได้ประกาศเป็นพื้นที่เป้าหมายในการยึดพื้นที่คืนตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 36/2559 แปลง No.601 เนื้อที่ประมาณ 973 ไร่ และจะเร่งรัดดำเนินการตรวจสอบพื้นที่ส่วนที่เหลือเพื่อประกาศเป็นเป้าหมายยึดคืนต่อไป

“กระทรวงเกษตรฯ โดย ส.ป.ก. ต้องเร่งคัดเลือกเกษตรกร และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของพื้นที่ดำเนินการให้มีความพร้อม เพื่อให้สถาบันเกษตรกรได้เข้ามาใช้ประโยชน์ในที่ดิน และเกษตรกรที่เป็นสมาชิกสหกรณ์สามารถดำรงชีวิต และประกอบอาชีพเกษตรกรรมในพื้นที่ได้จริง ทั้งนี้ ควรสนับสนุนการพัฒนาอย่างครบวงจรให้ตรงตามความต้องการของเกษตรกร ส่งเสริมให้ทุกหน่วยงานบูรณาการจนเกิดเป็นรูปธรรมในพื้นที่ ทั้งด้านการผลิต การแปรรูปผลิตภัณฑ์ จนถึงการพัฒนาด้านการตลาด โดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา เน้นเกษตรกรเป็นศูนย์กลางในการรับประโยชน์ ตลอดจนสนับสนุนกระบวนการพัฒนาที่อยู่อาศัยแก่กลุ่มเกษตรกร ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) และขับเคลื่อนการจัดทำแผนการผลิตภายใต้แนวทางการตลาดนำการผลิตและโครงการเกษตรแปลงใหญ่อีกด้วย” รมช.ธรรมนัส กล่าว

สำหรับแปลงที่ 1 ของบริษัทสหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน) นั้น ส.ป.ก. ได้ดำเนินการนำพื้นที่เสนอเข้าคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดกระบี่ (คปจ.กระบี่) พิจารณาแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อดำเนินการจัดที่ดิน โดยให้มีอัยการจังหวัด หรือยุติธรรมจังหวัดเข้าร่วมเป็นคณะทำงานด้วย เพื่อความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายขณะนี้กำลังอยู่ในกระบวนการสอบสวนสิทธิ์เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติเกษตรกรตามกฎหมายปฏิรูปที่ดิน

ในโอกาสนี้ ร้อยเอกธรรมนัส ได้เป็นประธานในการมอบเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 ให้เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดกระบี่ จำนวน 335 ราย ณ โรงเรียนพนมเบญจา อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ด้วย

กษ.ดันงบ1.36แสนล้านเข้าสภา17ต.ค.นี้ เทงบลงกรมชลฯกว่า9หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447505

news_default

กษ.ดันงบ1.36แสนล้านเข้าสภา17ต.ค.นี้ เทงบลงกรมชลฯกว่า9หมื่นล้าน

วันอังคาร ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 18.36 น.

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2562 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนองบประมาณปี 2563 เข้าสู่การพิจารณาของสภาในวันที่ 17 ต.ค.นี้ วงเงิน 136,533.24 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนราชการ 123,937.58 ล้านบาท รัฐวิสาหกิจ 11,115.91 ล้านบาท กองทุน 1,479.75 ล้านบาท

ทั้งนี้ แยกตามหน่วยงาน เช่น กรมชลประทาน 90,243 ล้านบาท กรมส่งเสริมการเกษตร 2,838 ล้านบาท กรมปศุสัตว์ 5,319 ล้านบาท กรมพัฒนาที่ดิน 4,802 ล้านบาท กรมวิชาการเกษตร 802 ล้านบาท กรมประมง 4,712 ล้านบาท กรมการข้าว 5,299 ล้านบาท กรมส่งเสริมสหกรณ์ 2,543 ล้านบาท กรมฝนหลวงและการบินเกษตร 1,158 ล้านบาท สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) 1,280 ล้านบาท สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 1,855 ล้านบาท กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ 866 ล้านบาท กรมหม่อนไหม 370 ล้านบาท สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร 248 ล้านบาท สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง 105 ล้านบาท สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร1,116ล้านบาท สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ 118 ล้านบาท สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 255 ล้านบาท

รัฐวิสาหกิจ เช่น องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร 600 ล้านบาท การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) 10,715 ล้านบาท องค์การสะพานปลา 543 ล้านบาท และกองทุน เช่น กองทุนจัดรูปที่ดิน 554 ล้านบาท กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร825ล้านบาท กองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจน 100 ล้านบาท

ส่วนนโยบายเร่งด่วน 12 เรื่องของรัฐบาล ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกี่ยวข้อง 9 เรื่อง วงเงิน 68,790 ล้านบาท อาทิ แก้ไขปัญหาหนี้สิน ช่วยเหลือเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร สมาชิกสหกรณ์ 432,790 ราย วงเงิน 3,245 ล้านบาท

มาตรการเศรษฐกิจเพื่อรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก วงเงิน 158 ล้านบาท อาทิ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรภายในประเทศ และการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและพัฒนานวตกรรม วงเงิน 22,438 ล้านบาท เช่นแก้ปัญหาข้าว แผนการผลิตข้าวครบวงจร 6,080 ล้านบาท แก้ปัญหายางพารา วงเงิน 10,714 ล้านบาท ยกระดับศักยภาพแรงงาน การจัดการปัญหาต่างด้าวและการค้ามนุษย์ วงเงิน 45 ล้าน บาท การวางรากฐานระบบเศรษฐกิจของประเทศสู่อนาคต วงเงิน 507 ล้านบาท การเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 สร้างนักวิจัยและนวัตกร วงเงิน 3.9 ล้านบาท การแก้ไขปัญหายาเสพติดและสร้างความสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ วงเงิน 275 ล้านบาท การจัดเตรียมมาตรการรองรับภัยแล้งและอุทกภัย วงเงิน 39,264 ล้านบาท

นโยบายรัฐบาลที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เกี่ยวข้อง ในนโยบายหลัก12ด้าน งบประมาณ 152,849 ล้านบาท เช่นการปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ 16,758 ล้านบาท การพัฒนาเศรษฐกิจ และความสามารถในการแข่งขันของไทย 33,277 ล้านบาท การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจและการกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค 218 ล้านบาท การพัฒนาสร้างความเข้มแข็งฐานราก 1,525 ล้านบาท การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและการรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน 100,741 ล้านบาท การปฏิรูปการบริหารจัดการภาครัฐ 327 ล้านบาท

งานสำคัญต่อเนื่องปี 2563 ของกระทรวงเกษตรฯและสอดคล้องนโยบายรัฐบาล รวม 162,745 ล้านบาท เช่นการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 139,845 ล้านบาท ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร 1,127 ล้านบาท การพัฒนาเกษตรปราดเปรื่อง 368 ล้านบาท เกษตรทษฏีใหม่ 522 ล้านบาท ระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ 1,424 ล้านบาท การบริหารจัดการการผลิตสินค้าเกษตรตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก 1,921 ล้านบาท แผนการผลิตการตลาดข้าวครบวงจร 6,080 ล้านบาท การส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ 1,377 ล้านบาท การพัฒนาศักยภาพกระบวนการผลิตสินค้าเกษตร (มันสำปะหลัง ปาล์ม สับประรด มะพร้าว กาแฟ ทุเรียน มังคุด ลองกอง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หม่อนไหม ประมง ปศุสัตว์ และพืชอื่นๆ) 3,162 ล้านบาท การยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร 3,446 ล้านบาท การป้องกันและแก้ไขทำประมงผิดกฏหมาย 703 ล้านบาท ประมงพื้นบ้าน 142 ล้านบาท การส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานรัฐ 1,997 ล้านบาท ส่งเสริมพัฒนาระบบตลาดภายในสำหรับสินค้าเกษตร 625 ล้านบาท ส่วนงบรายจ่ายบูรณาการ 13 แผนงานของส่วนราชการโดยในส่วนกระทรวงเกษตรฯ 135,009 ล้านบาท

‘จุรินทร์’ประธานคิกออฟประกันรายได้ข้าว ย้ำ! ชาวนาได้เงิน2กระเป๋า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447417

‘จุรินทร์’ประธานคิกออฟประกันรายได้ข้าว ย้ำ! ชาวนาได้เงิน2กระเป๋า

วันอังคาร ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 15.58 น.

‘จุรินทร์’เป็นประธานคิกออฟโครงการ ‘ประกันรายได้ผู้ปลูกข้าว’ ที่อยุธยา ย้ำชาวนาได้เงิน 2 กระเป๋า จากการขายข้าว – เงินประกันรายได้ เผยรอบแรกจ่ายเงินเกษตรกรทั่วประเทศ 9,400 ล้านบาท

15 ตุลาคม 2562 เมื่อเวลา 14.00 น. ที่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หลักชัย อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานกดปุ่มคิกออฟ kick off เริ่มโครงการจ่ายเงินโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวให้ชาวนาทั้งประเทศวันนี้ซึ่งเป็นผู้ปลูกข้าวรอบแรก ซึ่งเป็นชาวนาที่ได้รับส่วนต่างราคา กว่า 349,000 ครัวเรือน งบประมาณทั้งสิ้น 9,400 ล้านบาท โดยใช้ราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวปี 2562 / 2563 รอบที่ 1 เป็นเกษตรกรที่เก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนวันที่ 16 ตุลาคม 2562

นายจุรินทร์ กล่าวว่า โครงการประกันรายได้ผู้ปลูกข้าวเป็นหนึ่งในโครงการของรัฐบาลที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาโดยรัฐบาลพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี และตนคือนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เป็นผู้ดำเนินการและวันนี้ครบ  90 วันสามารถจ่ายเงินส่วนต่างรอบแรกได้แล้ว ซึ่งโครงการนี้รัฐบาลจะทำการประกันรายได้พืชเศรษฐกิจ 5 ชนิด คือ ปาล์มน้ำมัน ข้าว ยางพารามันสำปะหลัง และข้าวโพด ส่วนพืชผลตัวนั้นก็ดูแลเช่นกันด้วยนโยบายอื่นอีก และประกันรายได้ที่ได้ดำเนินการไปแล้วคือปาล์มน้ำมัน ซึ่งพืชแต่ละชนิดจะทยอยดำเนินการตามความเหมาะสม

สำหรับการประกันรายได้ผู้ปลูกข้าวเพื่อชาวนานั้น คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2562 อนุมัติในหลักการโครงการ ประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2562/63 รอบที่ 1 โดยรัฐบาลจะประกันรายได้ให้แก่ เกษตรกร ดังนี้ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 15,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 14 ตัน ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ตันละ 14,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 16 ตัน ข้าวเปลือกเจ้า ตันละ 10,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 30 ตัน ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ตันละ 11,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 25 ตัน และข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 12,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 16 ตัน

” พี่น้องชาวนาจะได้เงิน 2 กระเป๋า คือเงินจากการขายข้าว และเงินส่วนต่างหากราคาในตลาดไม่ถึงที่ประกันรายได้ไว้ และสำหรับชาวนาที่น้ำท่วมเจอภัยพิบัติก็ได้รับเงินชดเชยจากรัฐบาลตามสิทธิคู่กันไปด้วยโดยรับเงินส่วนต่างตามโครงการนี้ด้วยเช่นกัน ” นายจุรินทร์กล่าว

รายงานข่าวกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2562 คณะอนุกรรมการกํากับดูแลและกําหนดเกณฑ์ กลางอ้างอิงโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวได้มีมติเห็นชอบการกําหนดราคา เกณฑ์กลางอ้างอิงและการชดเชยส่วนต่างราคาตามโครงการประกันรายได้เกษตรกร ผู้ปลูกข้าว ปี 2562/63 รอบที่ 1 ในงวดที่ 1 ซึ่งราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงข้าวเปลือกหอมมะลิ อยู่ที่ตันละ 16,723.09 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ อยู่ที่ตันละ 15,651.05 บาท ข้าวเปลือกเจ้า อยู่ที่ตันละ 7,530.36 บาท ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี อยู่ที่ตันละ 10,216.55 บาท และข้าวเปลือกเหนียว อยู่ที่ตันละ 18,926.86 บาท

ดังนั้น จึงส่งผลให้รัฐบาลต้องจ่ายชดเชยส่วนต่างในข้าวเปลือก 2 ชนิด ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า ตันละ 2,469.64 บาท และ ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ตันละ 783.45 บาท ส่วนชนิดที่เหลือนั้นอยู่ในเกณฑ์ราคาสูงเลยเพดานของราคาประกัน ทั้งนี้ การจ่ายเงินชดเชยงวดแรก ธ.ก.ส. จะโอนเงินชดเชยเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง ซึ่งเกษตรกรจะสามารถเบิกถอนเงินได้ทันทีภายในวันที่ 15 ตุลาคม 2562 ซึ่งในงวดแรก มีเกษตรกรได้รับเงินชดเชยจากข้าวเปลือกเจ้าและข้าวเปลือกหอมปทุมธานี จํานวน ประมาณ 349,000 ครัวเรือน วงเงินชดเชยประมาณ 9,400 ล้านบาท

เกษตรโคราชสุดทน!ให้พวงหรีด’รมช.เกษตร’ หยุดทำร้าย-ยกเลิกพาราควอต (คลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447375

เกษตรโคราชสุดทน!ให้พวงหรีด’รมช.เกษตร’ หยุดทำร้าย-ยกเลิกพาราควอต (คลิป)

วันอังคาร ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 14.39 น.

เกษตรกรกลุ่มมันสำปะหลังสุดทน มอบพวงหรีดให้ รมช. เกษตร หยุดทำร้ายเกษตรกร ยกเลิกพาราควอต

15 ตุลาคม 2562 นายวชิระ ถนัดค้า ประธานกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง พร้อมด้วยเกษตรกร 60 รายตัวแทนครอบครัวเกษตรกรกลุ่มผู้ปลูกมันสำปะหลัง 1.5 ล้านราย เดินทางมาจากอำเภอหนองบุญมาก ครบุรี และเสิงสาง ด่านขุนทด นครราชสีมา ได้เดินทางมายังกระทรวงเกษตร เพื่อยื่นหนังสือ ให้ทบทวนดารพิจารณายกเลิก สารเคมี จากหนึ่งใน3วารที่จะยกเลิกคือ พาราคอต พร่อมกับมอบพวงหรีดให้แก่ นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ตัดสินใจไร้เหตุผลและขาดเท็จจริง โดยอ้างผลกระทบสุขภาพประชาชน และใช้ข้อมูลบิดเบือนจาก NGO ขณะที่เกษตรกรที่ผลิตสินค้าเกษตรในส่วนเกษตรอุตสาหกรรมอย่างมันสำปะหลัง   อ้อย ปาล์ม ยางพารา ยังมีความจำเป็นต้องมช้ซึ่งไม่สามารถนำสารใดมาทดแทนได้

โดยมีนายเมฆินทร์ เอี่ยมสะอาด เลขานุการของ นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางมารับเรื่องแทนพร้อมโดยนายเมฆินทร์ กล่าวว่า “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับรู้ถึงปัญหาเกษตรกรเป็นอย่างดี และจะนำข้อเสนอเรื่องการจัดการปัญหาโรคไวรัสใบด่าง การยกเลิกการแบนสามสารเคมี และราคาผลิตผลมันสำปะหลัง ไปดำเนินการแก้ปัญหาโดยเร็วที่สุดโดยจะเรียนเรื่องราวข้อร้องเรียนของ เกษตรกร เสนอต่อนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว เกษตตรฯ ให้รับทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาต่อไป

ขณะที่ นายวชิระ ถนัดค้า ประธานกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง เปิดเผยว่า ประเทศไทยผลิตมันสำปะหลังเป็นอันดับ 2 ของโลก และอันดับ 1 ของอาเซียน รวมทั้งส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก คิดเป็นมูลค่า 100,000 ล้านบาท เป็นผลผลิตจากเกษตรกรไทย 542,000 ครอบครัว หรือ 1.5 ล้านราย ในพื้นที่ประมาณ 7.9 ล้านไร่ เพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารคน อาหารสัตว์ เอทานอล และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องเช่น กระดาษ กาว ยา ซึ่งจากประเด็นการแบนสารพาราควอตและที่เกิดขึ้นเท่าที่มีการตรวจสอบพบว่ามีขบวนการการให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องในหลายด้านทั้งเรื่องส่งผลกระทบต่อราคา ผลผลิตทางการเกษตร และมาตรฐานอุตสาหกรรมการผลิตหากยังใช้สารพาราคอต ในความเป็นจริง การนำมันสำปะหลังไปใช้ในกระบวนการผลิตอาหาร โรงงานผลิตมันสำปะหลังมีระบบประกันคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็น ISO GMP HACCP ขณะเดียวกัน สำนักงานมาตรฐานสินค้า ก็มีการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ยังไม่เคยพบสารพาราควอตในมันสำปะหลัง ผู้บริโภคจึงมั่นใจได้ว่า มันสำปะหลังมีคุณภาพดีและปราศจากการปนเปื้อนที่เกิดขึ้นตามข้อมูลที่ประกอบในการยกเลิก และหากกระทรวงเกษตรฯยังไม่มีการศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดและมีการห้ามใช้ พาราควอต จะส่งผลต้นทุนการเกษตรเพิ่มขึ้น ผลผลิตสูญหาย และกระทบต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังและมันสำปะหลังเส้น จนถึงการส่งออกไปต่างประเทศ

ทั้งนี้ กษตรกรชาวไร่มัน ต้องออกมาวันนี้ เพราะเดือดร้อนหนัก ตั้งแต่เรื่องความล้มเหลวของภาครัฐในการป้องกันโรคไวรัสใบด่าง ต้องเผาทำลายมัน เร่งเก็บเกี่ยวเร็วขึ้น การประกันราคาจากภาครัฐก็ยังไม่ตกผลึก และ รมช ก็จะมาแบนพาราควอตในสภาวะที่ราคาตกต่ำ เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนจากราคาพาราควอตที่สูงขึ้นจากข่าวการแบนในสองปีที่ผ่านมา ปัญหาเหล่านี้ เคยลงมาถามเกษตรกรหรือไม่ ความเดือดร้อนของเกษตรกรคือสิ่งที่กระทรวงเกษตรต้องให้ความสำคัญ เร่งช่วยเหลือ ไม่ใช่มาซ้ำเติม วันนี้เรามายื่นหนังสือคัดค้านการแบนพาราควอต เร่งรัดเรื่องการประกันราคา และเร่งช่วยเหลือชาวไร่มันเรื่องโรคใบด่าง แล้วเราจะกลับมาฟังคำตอบอีกครั้งเกษตรกรมันสำปะหลังจำเป็นต้องใช้พาราควอต ปลอดภัยต่อหัวมันใต้ดินมากที่สุด เพราะพาราควอตไม่ดูดซึม ชาวไร่มันไม่ขัดข้องถ้าจะยกเลิกไกลโฟเซตหรือคลอร์ไพรีฟอส แต่ไม่ควรยกเลิกพาราคอตเพราะไม่มีแรงงานที่จะมาใช้ในการดายหญ้า โดยจากนี้ไปเกษตรกรจะรอดูว่ากระทรวงเกษตรจะแก้ปัญหาอย่างไรหากยังเดินหน้ายกเลิกก็พร้อมที่จะรวมกลุ่มเกษตรกร เพื่อเรียกร้องถึงความเดือดร้อนของเกษตรผู้ปลูกมันสำปะหลังต่อไป

ของขวัญใหญ่หรือหายนะ ยกเลิกพาราควอต-สารเคมีเกษตร แนะทางออกไร้ข้อขัดแย้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447365

news_default

ของขวัญใหญ่หรือหายนะ ยกเลิกพาราควอต-สารเคมีเกษตร แนะทางออกไร้ข้อขัดแย้ง

วันอังคาร ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 14.10 น.

เรื่องที่ใหญ่ที่สุดในรอบประวัติศาสตร์ภาคการเกษตรของไทย  ความขัดแย้งลุกลามขยายวงกว้าง กระทบไปยังประชาชนหลายกลุ่ม หลายองค์กร หลายหน่วยงาน และที่สำคัญที่สุดอาจกระทบกับรัฐบาลทั้งแง่บวกและลบ เมื่อของขวัญปีใหม่ คือ การยกเลิกใช้ พาราควอต-ไกลโฟเซต-คลอร์ไพริฟอส แต่อาจเป็นการทำลายโครงสร้างปัจจัยการผลิต สร้างความหายนะต่ออาชีพเกษตรกรไทย และอุตสาหกรรมเกษตร

นายเชิดชัย จิณะแสน เกษตรกรต้นแบบ ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรระดับประเทศ และคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนการจำกัดการใช้สารเคมีทางการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อธิบายว่า สารเคมีทั้งสามชนิด ใช้ในประเทศไทยมาประมาณ 50 ปีที่แล้ว โดยไม่เสียภาษีนำเข้า เพราะต้องการลดราคาต้นทุนช่วยเหลือเกษตรกร และทำให้ประเทศไทยเป็นผู้นำทางการเกษตรระดับต้นของโลก มีมูลค่าการส่งออกสูงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะมีการใช้สารเคมีเข้ามาเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ ดั้งนั้น เกษตรกรจึงจำเป็นต้องใช้เป็นปัจจัยการผลิตและลดต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตร

สภาพภูมิอากาศของไทย ง่ายต่อการเกิดโรค แมลง และวัชพืช ประกอบกับระบบชลประทานไม่ทั่วถึงและไม่เพียงพอ โดยเฉพาะภาคเหนือและอีสาน เดิมเกษตรกรต้องเผาหญ้าหรือวัชพืชก่อนทำเกษตร และใช้สารเคมีเกษตรเพื่อควบคุมวัชพืชนอกเขตพื้นที่ชลประทาน และเมื่อทางการสั่งงดการเผา เกษตรกรจึงต้องใช้สารเคมีในการกำจัดวัชพืช และหากห้ามเผาหญ้าและห้ามใช้สารเคมี เกษตรกรจะทำเช่นไร

ดังนั้น นายเชิดชัย จิณะแสน จึงเสนอแนะทางออกเพื่อลดความขัดแย้งของ 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ต้องการให้แบน และกลุ่มที่ต้องการให้ใช้

1. ให้ใช้มาตรการการจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด ตามประกาศฯ ของกระทรวงเกษตรฯ จะมีผลบังคับใช้ 20ตุลาคมนี้ ซึ่งเนื้อหาครอบคลุมทุกประเด็นไว้อย่างดี

2. เมื่อมีสารเคมีชนิดใหม่ที่มีขีดความสามารถ ทั้งคุณสมบัติ, ราคา, ความปลอดภัยต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม และประสิทธิภาพเท่าเทียมหรือดีกว่าสารตัวเดิม  จึงค่อยยกเลิกสารทั้ง 3 ชนิดให้โอกาสเกษตรกรปรับตัว เพื่อลดความขัดแย้ง หน่วยงานราชการต้องรับรองวิธีการทดแทน ไม่กระทบเกษตรกรทั้งทางตรงและทางอ้อม

3. เกษตรกรต้องต่อสู้กับโรคระบาด ภัยแล้ง, น้ำท่วม และราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ  หากยกเลิกใช้โดยไม่มีสิ่งทดแทนให้กับเกษตรกรแล้ว จะเป็นการซ้ำเติมความทุกข์ยากให้แก่เกษตรกร สร้างความเสียหายต่อการผลิตสินค้าเกษตร กระทบการส่งออก และทำให้ GDP ภาคการเกษตรและภาพรวมของสินค้าทั่วประเทศลดลง

4. การทำเกษตรอินทรีย์เป็นเรื่องที่ดีที่สุด รัฐบาลควรส่งเสริมให้มากที่สุด เช่นให้ โรงพยาบาล สถานศึกษา โรงแรมร้านอาหารภัตตาคาร และหน่วยงานต่าง ๆ ช่วยรับซื้อสินค้าอินทรีย์ ประกันรายได้ มีการอุดหนุนเงินหรือปัจจัยอื่นให้เกษตรกรผู้ทำอินทรีย์ แต่เกษตรกรไทยไม่สามารถทำอินทรีย์ทั้งประเทศได้ ควรให้โอกาสตามขีดความสามารถ และตามพื้นที่ชนิดของสินค้าเกษตรที่จำเป็นต้องใช้เคมีหรือระบบ GAP

นอกจากนี้ นายกิตติ จันทวิสูตร เกษตรกรชาวสวนจันทบุรี กล่าวว่า “ถ้าจะเลือกแบน ควรแบน คลอร์ไพริฟอส ที่เป็นสารจำกัดแมลง เกษตรกรรับได้ เพราะมีสารตัวอื่นทดแทนมากมาย แต่ถ้ามีการแบน พาราควอตและไกลโฟเซต เกษตรกรจะเดือดร้อนอย่างมาก เพราะไม่มีสารใดมาทดแทนช่วยในการกำจัดวัชพืชได้ดี แม้ว่าจะมีสารกลูโฟซิเนต แต่ก็มีราคาแพงกว่ามากและประสิทธิภาพสู้สารทั้งสองตัวไม่ได้ อีกทั้ง สารกำจัดวัชพืชทั้ง 2 สาร ถ้าอันตรายจริงตามการปั่นกระแสของเอ็นจีโอ เกษตรกรคงตายกันไปก่อนหน้า เพราะสารทั้ง 2 เกษตรกรใช้กันมาร่วม 40-50 ปีแล้ว วิธีการที่เหมาะสมที่สุด คือ มาตราการควบคุมการใช้ตามมติก่อนหน้านั้นในฤดูกาลหนึ่ง ๆ เฉพาะจังหวัดจันทบุรี มีการส่งผลไม้ทั้งทุเรียน มังคุด ลำไย กล้วยไข่ รวมกันไม่น้อยกว่า 100,000 ล้านบาท”

“อาวุธปืนเป็นสิ่งที่ใช้ฆ่ากันได้ ในแต่ละปีมีคนตายจากอาวุธปืนจำนวนมาก แต่รัฐก็ไม่ได้แบนอาวุธปืน ยังอนุญาติให้พลเมืองสามารถครอบครองอาวุธปืน และพกพาได้ โดยการขออนุญาตจากรัฐ เหล้า บุหรี่ เป็นสารเสพติด มีคนตายแต่ละปีจากสิ่งนี้จำนวนมาก แต่รัฐก็เพียงควบคุมการดื่มและสูบ ไม่ได้แบน น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง ดื่มมากก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพ รัฐก็ปล่อยให้จำหน่ายได้อย่างเสรี”

นายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องคิดอย่างรอบครอบการจะดำเนินการนโยบายใด จะต้องไม่ทำให้คนอีกกลุ่มเดือดร้อน ถ้ามีการแบนสารกำจัดวัชพืช 2 สาร กลุ่มคนที่เดือดร้อนมากจะเป็นเกษตรกร อย่าลืมนะครับเกษตรกรต่างก็มี 1 เสียงเท่ากับพวกเอ็นจีโอ ท่านจะแน่ใจได้อย่างไร ถ้าท่านเลือกข้างเอ็นจีโอแล้ว เขาจะเลือกท่าน ท่านได้สังเกตไหมว่า วันนี้ ฝั่งที่ไม่ได้เป็นรัฐบาลเงียบสนิทมากในเรื่อง 3 สาร กลุ่มเอ็นจีโอกับพรรคภูมิใจไทยมีอะไรแอบแฝงไหม

“ผมทำเกษตรอินทรีย์มา 18 ปี ผมเห็นด้วยกับรัฐบาลในการพยายามให้เกษตรกรทำเกษตรอินทรีย์ให้มากที่สุด เพื่อนำไปสู่การลดสารเคมี แต่ไม่ควรนำประเด็นที่ว่าให้ประเทศไทยเป็นอินทรีย์ทั้งหมด โดยจะต้องยกเลิกสารเคมีทางการเกษตร ซึ่งยังเป็นสิ่งที่ต้องการควบคู่ไปกับการทำเกษตรเคมี และเกษตรปลอดภัย หรือ GAP” นายเชิดชัย กล่าวสรุป

สศก.ขานรับนโยบายเกษตรอินทรีย์ขับเคลื่อนแผน เพิ่มพื้นที่1.3 ล้านไร่ตามเป้าปี65

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447293

news_default

สศก.ขานรับนโยบายเกษตรอินทรีย์ขับเคลื่อนแผน เพิ่มพื้นที่1.3 ล้านไร่ตามเป้าปี65

วันอังคาร ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 09.47 น.

15 ตุลาคม 2562 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  (กษ.) เปิดเผยว่า นโยบายสนับสนุนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ เป็นนโยบายสำคัญของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเน้นการบูรณาการร่วมกับภาคีเครือข่ายและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันการผลิตที่เป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อม การสร้างความสมดุลให้กับระบบนิเวศ ที่มีความปลอดภัยต่อทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในประเทศ

ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ ได้เร่งผลักดัน “(ร่าง) พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน พ.ศ. ….” ซึ่งเป็นอีกกลไกหนึ่งในการส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร ด้วยระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วย เกษตรอินทรีย์ เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสาน เกษตรธรรมชาติ วนเกษตรและอื่นๆ ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา

สำหรับการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ สศก. ได้จัดทำ “แผนปฏิบัติการด้านเกษตรอินทรีย์ พ.ศ. 2560-2565” โดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนปฏิรูปประเทศ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 และนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งบริบทต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยกำหนดวิสัยทัศน์ “ประเทศไทยเป็นผู้นำเกษตรอินทรีย์ในภูมิภาคอาเซียน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ภายในปี 2565” พร้อมทั้งเร่งผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำแผนปฏิบัติการด้านเกษตรอินทรีย์ไปใช้เป็นกรอบในการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ไปสู่การปฏิบัติ เพื่อเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ ไม่น้อยกว่า 1.3 ล้านไร่ และเพิ่มจำนวนเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 80,000 ราย ภายในปี 2565 รวมทั้งเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์เฉลี่ยร้อยละ 3 ต่อปี

ด้านนายพลเชษฐ์ ตราโช ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า แผนปฏิบัติการฯ ดังกล่าว เน้นประเด็นการพัฒนาหลักใน 3 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านการส่งเสริมการวิจัย พัฒนานวัตกรรม ฐานข้อมูล และถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ (2) ด้านพัฒนาการผลิตและการบริหารจัดการเกษตรอินทรีย์ และ (3) ด้านการพัฒนาการตลาด การบริการ และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์  ทั้งนี้ กลไกหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์มีทั้งระดับประเทศ และระดับพื้นที่ ประกอบด้วย คณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ และคณะทำงานการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของจังหวัด ซึ่งมีองค์ประกอบมาจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และผู้แทนเกษตรกร เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถบรรลุ ตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้

อย่างไรก็ตามจากการผลักดันการดำเนินงานด้านนโยบายเกษตรอินทรีย์มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2560 โดยใช้แนวทาง “ตลาดนำการผลิต” และการเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกร ผู้ผลิต และการตลาด ส่งผลให้ปี 2562 มีพื้นที่เกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ จำนวน 521,826.56 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่มีพื้นที่ 230,946 ไร่ หรือเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 126  มีเกษตรกรที่ผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ จำนวน 40,774 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่มีจำนวน 10,754 ราย หรือเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 276 (ข้อมูล กรมพัฒนาที่ดิน ณ 28 พฤษภาคม 2562)

โดยพื้นที่เกษตรอินทรีย์ที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่ คือ พื้นที่ปลูกข้าว ผัก และผลไม้  โดยด้านการตลาด พบว่า สินค้าเกษตรอินทรีย์ส่งออกที่สำคัญของไทยใน ปี 2561 ได้แก่ ข้าว มะพร้าวอ่อน มังคุด ทุเรียน ใบชาเขียว และกะทิสำเร็จรูป โดยข้าวอินทรีย์ มีตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อิตาลี จีน สวิตเซอร์แลนด์ และเดนมาร์ก ส่วนมะพร้าวอ่อน มังคุด ทุเรียน ใบชาเขียว กะทิสำเร็จรูป มีตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ จีน และสหรัฐอเมริกา ซึ่งสินค้าอินทรีย์ ของไทยยังคงมีทิศทางความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

รักษ์เกษตร : โลกร้อน ผลกระทบกับการแก้ไข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447191

news_default

รักษ์เกษตร : โลกร้อน ผลกระทบกับการแก้ไข

วันอังคาร ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ปัจจุบันมีคนพูดถึงภาวะโลกร้อนอย่างมาก มันเป็นอย่างไรบ้างครับ และจะมีแนวทางแก้ไขเบื้องต้นอย่างไร

สมบัติ สุขสม อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี

คำตอบ

จากเวทีการสัมมนาต่างๆ ได้มีข้อเสนอให้รัฐบาลแก้ปัญหาโลกร้อน โดยให้ยึดหลักการแก้ไขปัญหาให้คำนึงถึงกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ที่ชัดเจน ในการควบคุมภาวะโลกร้อน และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ที่เป็นตัวการสำคัญ ถึงเวลาแล้วที่จะต้องปฏิรูปและควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยให้ยึดหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ภาวะโลกร้อน คืออะไร ภาวะโลกร้อน เป็นการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ที่ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้น กิจกรรมต่างๆ ที่มนุษย์ก่อขึ้น ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน คือกิจกรรมที่ทำให้ปริมาณก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ การเพิ่มปริมาณก๊าซเรือนกระจกโดยตรง เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิง และการตัดไม้ทำลายป่าเป็นต้น

ภาวะโลกร้อนส่งผลต่อประเทศไทยอย่างมาก จากความผันแปรของภูมิอากาศมีผลต่อลักษณะอากาศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยก็มีสัญญาณที่บ่งบอกถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น นั่นคือความรุนแรงของภัยธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น เช่นในปี 2549 อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วประเทศ สูงสุดเป็นอันดับ 1 ในรอบ 56 ปี ของประเทศ และได้มีการคาดว่าอุณหภูมิเฉลี่ยในปีต่อๆ ไป จะสูงกว่าค่าปกติประมาณ 1 องศาเซลเซียส

ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือ การเพิ่มขึ้นของก๊าชเรือนกระจกทำให้บรรยากาศโลกกักเก็บพลังงานความร้อนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความสมดุลของพลังงานโลกเปลี่ยนแปลงไปอุณหภูมิเฉลี่ยของบรรยากาศบริเวณผิวโลกสูงขึ้น คลื่นความร้อนเกิดบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น ฤดูกาลเปลี่ยน ปริมาณและการกระจายของน้ำฝนเปลี่ยนแปลงไประดับน้ำทะเลสูงขึ้น เนื่องจากน้ำแข็งขั้วโลกละลาย น้ำทะเลขยายตัว เกิดพายุและภัยพิบัติรุนแรงและถี่ขึ้น

แนวทางการปรับปรุงแก้ไขในเบื้องต้น

1. รักษาไว้ซึ่งสิ่งแวดล้อม และความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรดินแหล่งนํ้า และทรัพยากรอื่นๆ โดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรของท้องถิ่น

2. พัฒนา และปรับพฤติกรรมการบริโภคสู่สังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเน้นการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุลด้วยการส่งเสริมให้ประชาชนทุกภาคส่วนน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต

3. เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของภาคการผลิตและบริการ นำไปสู่สังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

4. เพิ่มขีดความสามารถของคนไทยโดยมุ่งพัฒนาองค์ความรู้ และระบบข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

5. ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรม สนับสนุนการมีส่วนร่วมในทุกภาคส่วนของสังคม อันประกอบด้วยภาครัฐ เอกชนวิชาการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชน
ในการพัฒนาและแก้ปัญหา

แนวทางการปรับปรุงภาวะโลกร้อนของภาครัฐควรเอื้อต่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง ส่งเสริมสิทธิชุมชนในการเข้าถึงการพัฒนาและใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างยั่งยืนอีกทั้งให้มีการปรับปรุงกฎหมายและกฎการบังคับต่างๆ ด้วย

นาย รัตวิ

‘มนัญญา’มั่นใจ แบน3สารอันตราย22ตค. มติบอร์ดสารพิษไม่พลิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447256

news_default

‘มนัญญา’มั่นใจ แบน3สารอันตราย22ตค. มติบอร์ดสารพิษไม่พลิก

วันอังคาร ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“มนัญญา” มั่นใจส่งวาระแบน 3 สารเข้าคณะกรรมการวัตถุอันตรายทันประชุม 22 ตุลาคมนี้ เชื่อมั่นมติไม่มีพลิก ด้าน“อนุทิน”โวยข่าวบิดเบือนยกคณะลาออก หาก กก.วัตถุอันตรายไม่แบนสารเคมี แจงข้อเท็จจริงหากผู้แทนโหวตสวนนโยบายกระทรวง แค่รมต.ประจำกระทรวงต้องรับผิดชอบ

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ที่สนามบินสุวรรณภูมิ นส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตร เปิดเผยก่อนเดินทางไปเป็นตัวแทนรมว.เกษตรฯ ประชุมที่ประเทศบูรไน ว่า ได้รวบรวมเอกสารเพื่อแบน 3 สารเคมี คลอร์ไพริฟอส พาราควอต ไกลโฟเซต เสร็จสมบูรณ์แล้ว และไปยื่นให้ รมว.เกษตร เมื่อวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อลงนามตามขั้นตอน ซึ่ง รมว.เกษตร จะรับหนังสือหลังวันที่มาทำงาน แต่ได้แจ้งทุกเรื่องให้ทราบอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ก่อนส่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ซึ่งจะรายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบผลวันที่ 17 ตุลาคมนี้ และส่งหนังสือชี้แจงถึงนายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกฯและ รมว.สาธารณสุข ด้วย

ขณะเดียวกันได้ประสานให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นประธานที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย ฉบับเดิม พ.ศ. 2535 รับทราบถึงมติที่ประชุมคณะทำงานเพื่อพิจารณาความเห็นของส่วนรัฐ ผู้นำเข้า เกษตรกร และผู้บริโภค (4 ฝ่าย) ต่อการยกเลิก สารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตร 3 สาร ว่า ที่ประชุมมติ 9 ต่อ 0 ให้แบน 3 สารชนิด

ทั้งนี้ วันที่ 22 ตุลาคมนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งมีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน ตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย ฉบับเดิม พ.ศ.2535 จะพิจารณาเรื่องการแบน 3 สารกำจัดวัชพืช ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอสที่เป็นอันตรายต่อประชาชน ขณะนี้ค่อนข้างมั่นใจ 90% จะมีมติแบนแน่นอน เชื่อว่าเรื่องต้องจบภายในวันที่ 22 ตุลาคมนี้อย่างแน่นอน

“ส่วนตัวไม่รู้สึกหนักใจเรื่องการลงมติในที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายจะพลิกโผ เพราะกระทรวงเกษตรฯ มีจุดยืนชัดเจนอยู่แล้ว แม้มีข่าวว่าจะมีการเปลี่ยนตัวแทนของบางหน่วยงาน หรือไม่มาร่วมประชุม หรืองดออกเสียง ซึ่งเท่ากับศูนย์ หากมีการพลิกโผหรือมีการเปลี่ยนแปลง ฟันธงได้เลยว่าคุณต้องรับอะไรมาแน่ ๆ ถามว่ารับอะไร ก็รับสิ่งที่ทำให้คนเราเปลี่ยนแปลงได้ แต่บอกไว้เลยว่าคุณจะล็อบบี้อย่างไร ทำแบบไหนวิธีไหน หรือใช้คนมาต่อต้านเวลาเดินทางไปไหนให้เลิกคิดได้เลย เพราะขณะนี้ทราบว่ามีการให้ตรวจสอบว่า รมช.เกษตรฯ ไปไหนจะให้คนไปชูป้ายคัดค้านการยกเลิกใช้ 3 สาร ขอร้องว่าให้หยุดการกระทำเช่นนั้น เพราะดูไม่ดี” รมช.เกษตรฯ กล่าว

ส่วนที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายลงมติเปิดเผยนั้น ย้ำว่ากระทรวงเกษตรฯ เปิดเผยอยู่แล้ว ส่วนกระทรวงอื่นคงต้องแล้วแต่เจ้ากระทรวง ขณะเดียวกันกรณีโลกโซเชียลสนับสนุนคณะกรรมการวัตถุอันตรายใช้สารพิษต่อ เพื่อกดดันให้รัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยลาออก ย้ำว่าส่วนตัวจะไม่มีการลาออกอย่างแน่นอน พร้อมจะเดินหน้าแก้ปัญหาอย่างเต็มที่

สำหรับคณะกรรมการวัตถุอันตราย 29 คน ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 ชุดที่จะประชุมวันที่ 22 ตุลาคมนี้ ประกอบด้วย ประธาน คือ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม, กรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก อธิบดีกรมการค้าภายใน อธิบดีกรมการแพทย์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน อธิบดีกรมประมง อธิบดีกรมปศุสัตว์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และตัวแทนองค์การสาธารณประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธสารสุข ให้สัมภาษณ์ในรายการ “เจาะลึกทั่วไทย inside thailan” กรณีมีรายงานข่าวว่าพร้อมนำรัฐมนตรีสังกัดพรรคภูมิใจไทยลาออกหากคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติไม่แบนสารเคมีอันตรายในภาคเกษตร ว่า เรื่องนี้มีการนำเสนอข่าวบิดเบือนไปมาก ข้อเท็จจริงในวันนั้น พรรคภูมิใจไทยลงพื้นที่จังหวัดพัทลุง และ ก่อนหน้านี้นายธาดา ไทยเศรษฐ์ ได้ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ว่าถ้าดูแล ข้าราชการไม่ได้รัฐมนตรีก็ควรลาออกไป หลังจากนั้นมีผู้สื่อข่าวมาถามตน ถึงเรื่องนี้ตนก็ได้ตอบว่าใช่ ถ้าข้าราชการในกระทรวงที่รัฐมนตรีแต่ละคนดูแลอยู่ต้องไปโหวตในคณะกรรมการวัตถุอันตราย เช่น กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีปลัดกระทรวงสาธารณสุข และเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นกรรมการไปโหวตสนับสนุนทั้งๆ ที่ กระทรวงสาธารณสุขมีมติอย่างชัดเจน ว่าให้มีการแบนสารเคมีเหล่านี้ รมว.ธารณสุขก็ต้องลาออก กรรมการที่มาจากกระทรวงไหน ลงมติสวนกับนโยบาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงนั้นก็ต้องลาออก อย่างกระทรวงคมนาคมมี 2 คน คือ อธิบดีกรมขนส่งทางบก และอธิบดีกรมเจ้าท่า ซึ่งรมว.คมนาคมเห็นว่าควรแบน แต่ถ้าผู้แทนทั้ง 2 ท่าน โหวตสนับสนุน รมว.คมนาคม ก็ต้องลาออกจากตำแหน่งเพราะถือว่าไม่สามารถกำกับดูแลได้

ต่อข้อถามว่า ตัวแทนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีหลายคน แต่น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ไม่ได้ดูแลทั้งหมด หากคนใดคนหนึ่ง มีการโหวตสวนนโยบายนางมนัญญาจะต้องรับผิดชอบด้วยการลาออกหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก่อนหน้านี้นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ได้ให้สัมภาษณ์แล้วว่าพร้อมที่จะแบนและพร้อมที่จะแถลงข่าวร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงสาธารณสุข ถ้า 3 คนแถลงข่าวหรือมีท่าทีไม่สนับสนุนให้มีการใช้สารเคมีชัดเจนอยู่แล้ว ส่วนน.ส.มนัญญาจะดูแค่กรมวิชาการเกษตร ซึ่งก่อนจะเข้าที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายกรมวิชาการเกษตรจะต้องส่งข้อมูลเข้าไปก่อนอยู่แล้ว ทุกวันนี้ที่ช้าก็ช้าตรงนี้ ซึ่งมองว่าถ้ากรมวิชาการเกษตรบอกว่าเห็นสมควรจะแบนก็จะมีทิศทางที่ชัดเจน อย่างไรก็ตามตนขออย่าไปกังวลว่าจะออกหรือไม่ออก ให้กังวลว่าจะแบนหรือไม่แบนดีกว่า

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่มีข้อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจพิเศษออกพระราชกำหนดห้ามใช้ สารเคมีในภาคเกษตรไปเลยนั้นตนไม่เห็นด้วย เพราะนายก มีคณะรัฐมนตรี 30 กว่าคนของแค่นี้ทำไม่ได้ต้องส่งให้ท่านทำ ก็นับว่าเราไม่ได้ทำงานอย่างเต็มที่ถึงต้องส่งไปให้ท่านทำ เรื่องที่เรามีคณะกรรมการก็มีการกำหนดชัดเจนว่าจะออกนโยบายไหนต้องทำอย่างไร ดังนั้นทางที่ดีต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรีรับทราบ ไม่ใช่การมัดมือชกโดยไม่มีมติอะไรคงไม่ใช่วิสัยที่ดี

นายแพทย์บรรเจิด สุขพิพัฒปานนท์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดตรัง ให้สัมภาษณ์สนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกฯและรมว.สาธารณสุขเพื่อแบน3สารพิษในขณะนี้ ทั้งยังเผยตัวเลขของจังหวัดตรังตั้งแต่ปี 2560-2562 มีการสุ่มเจาะเลือดตรวจหาสารเคมีปนเปื้อนรวม 13,764 ราย พบมีความเสี่ยง 2,972 ราย หรือประมาณ 1 ใน 5 หรือกว่า 22% มีระดับของสารเคมีอันตรายเหล่านี้สูงจนถึงขั้นความเสี่ยง จึงอยากจะประชาสัมพันธ์ไปยังเกษตรกรต้องมีความระมัดระวังอย่างมากในการใช้สารเคมี นอกจากนั้นในส่วนของผู้ที่มีอาการป่วยจากการใช้สารเคมีแล้วเข้ารับระบบการรักษาที่โรงพยาบาลของรัฐมีจำนวน 47 ราย พบเกิดจากสารพิษฆ่าแมลง 20 ราย พิษจากยาฆ่าหญ้า 11 ราย และสารอื่นๆ เช่น ฆ่าปู ฆ่าหอย 16 ราย แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต ซึ่งไม่ใช่เป็นตัวเลขของการฆ่าตัวตายหรือพยายามฆ่าตัวตายแต่อย่างใด แต่เกิดอาการป่วยจากการใช้สารเคมี

สทนช.เร่งพัฒนาธนาคารน้ำใต้ดินแก้ท่วม-แล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447187

news_default

สทนช.เร่งพัฒนาธนาคารน้ำใต้ดินแก้ท่วม-แล้ง

วันอังคาร ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยหลังประชุมร่วมกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ถึงแนวทางขับเคลื่อนแผนพัฒนาน้ำบาดาล ภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ว่า การแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภคเป็นนโยบายที่รัฐบาลประกาศชัดเจนว่าต้องให้ทุกชุมชนทุกหมู่บ้านเข้าถึงสถานการณ์น้ำต้นทุนในแหล่งน้ำผิวดินปัจจุบัน พบว่า หลายพื้นที่ไม่สามารถจัดหาน้ำผิวดินได้ ดังนั้น น้ำบาดาลถือเป็นทางเลือกหนึ่งในการแก้ปัญหาน้ำอุปโภค-บริโภค รวมถึงใช้น้ำบาดาลรองรับน้ำหลากช่วงฤดูฝน โดยให้น้ำซึมลงด้านล่างโดยอาศัยเทคนิควิชาการสร้างความรู้ความเข้าใจให้ประชาชนและหน่วยงานท้องถิ่น โดยมอบหมายให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลจัดทำมาตรฐานการจัดทำธนาคารน้ำใต้ดินที่ชัดเจน ทั้งจุดรับน้ำเข้ารวมถึงจุดเชื่อมต่อ

สำหรับเงื่อนไขพิจารณาก่อสร้างธนาคารน้ำใต้ดินแยกเป็น 3 ส่วน คือ 1.มีความชัดเจนเชิงพื้นที่โดยศึกษาความพร้อมตามหลักธรณีวิทยาแล้วว่าพัฒนาได้ โดยเบื้องต้นมี 3 พื้นที่ที่มีความพร้อม ได้แก่ อ.บางระกำจ.พิษณุโลก 500 แห่ง และจ.จันทบุรีและระยอง รวม 30 แห่ง 2.พื้นที่อาจพร้อมแต่ยังต้องศึกษาให้ชัดเจนมากขึ้นตามหลักวิชาการ และ3.มีข้อมูลผลการศึกษาชัดเจนแล้วว่าไม่สามารถพัฒนาธนาคารน้ำใต้ดินได้ก็ต้องเผยแพร่ให้ข้อมูลสร้างความเข้าใจให้หน่วยงานและประชาชนในพื้นที่ด้วยเช่นกัน

“การพัฒนาธนาคารน้ำใต้ดิน แม้เป็นประโยชน์ แต่ต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านมลพิษและคุณภาพน้ำ เนื่องจากบางพื้นที่ทำธนาคารน้ำใต้ดินได้ แต่เพื่อช่วยชะลอหรือรองรับน้ำหลากอย่างเดียว ไม่สามารถนำน้ำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ ดังนั้น กรมทรัพยากรน้ำบาดาลต้องกำหนดพื้นที่ที่ชัดเจน ทำแผนหลักการพัฒนาธนาคารน้ำใต้ดินทั้งประเทศ และต้องนำผลศึกษาวิจัยรวมทั้งนวัตกรรมเทคโนโลยีมาสำรวจชั้นดิน และจัดหมวดหมู่จัดทำธนาคารน้ำใต้ดินตามหลักวิชาการให้เป็นไปตามเป้าหมายของแผนแม่บทน้ำฯ 20 ปี โดยไม่ก่อให้เกิดมลภาวะในอนาคตด้วย” ดร.สมเกียรติ กล่าว

สำหรับแผนงานของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ภายใต้แผนแม่บทฯน้ำ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ประกอบด้วย 3 ด้านได้แก่ ด้านที่ 1 การจัดการน้ำอุปโภค-บริโภค มีเป้าหมายพัฒนา/ขยายเขตระบบประปา/เพิ่มประสิทธิภาพประปาหมู่บ้าน 614 หมู่บ้าน และพัฒนาน้ำดื่มให้ได้มาตรฐานและราคาเหมาะสม รวมทั้งสนับสนุนน้ำดื่มสะอาดให้โรงเรียน 4,015 แห่ง
ปริมาณน้ำ 88 ล้าน ลบ.ม. ประชาชนได้ประโยชน์ 366,700 ครัวเรือน ด้านที่ 2 สร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต มีเป้าหมายจัดหาน้ำในพื้นที่เกษตรน้ำฝน 31,222 แห่ง ปริมาณน้ำ 858 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่ได้รับประโยชน์ 1,555,790 ไร่ และพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำ/ระบบส่งน้ำใหม่ 236 แห่ง ปริมาณน้ำ 196 ล้าน ลบ.ม. และด้านที่ 3 บริหารจัดการ โดยมีแผนปรับปรุงกฎหมายทรัพยากรน้ำบาดาล การจัดทำแผนแม่บทและแผนปฏิบัติทรัพยากรน้ำบาดาล 20 ปี รวมทั้งสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม การรับรู้และประชาสัมพันธ์ด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำบาดาลให้ประชาชน

กรมชลพร้อมรับมืออุทกภัยภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447189

news_default

กรมชลพร้อมรับมืออุทกภัยภาคใต้

วันอังคาร ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยหลังประชุมเตรียมรับสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ปี 2562 ณ สำนักงานชลประทานที่ 14 อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ว่ากรมชลประทานวางแผนการบริหารจัดการน้ำ และเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฝนในภาคใต้ โดยสั่งการให้โครงการชลประทานทุกแห่งในภาคใต้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำใกล้ชิด และให้เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขังให้เร็วที่สุด รวมถึงตรวจสอบอาคารและระบบชลประทานให้รองรับสถานการณ์น้ำได้เต็มศักยภาพ นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำให้บริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมอย่างเคร่งครัด ปรับการระบายน้ำให้เหมาะกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 80 ของความจุอ่างฯ เพื่อไม่ให้กระทบพื้นที่ด้านท้ายอ่างฯ อีกทั้ง ยังย้ำให้ทุกโครงการชลประทานบูรณาการกับผู้ว่าราชการจังหวัด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ฝ่ายความมั่นคง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าช่วยเหลือประชาชนให้ทั่วถึงรวดเร็วและทันเหตุการณ์

จากนั้นเดินทางไปเปิดกิจกรรม “เตรียมความพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือรับอุทกภัยในภาคใต้ ปี 2562” พร้อมปล่อยขบวนคาราวานเครื่องมือ เครื่องจักรเข้าประจำจุดเสี่ยง ซึ่งกำหนดพื้นที่เฝ้าระวังอุทกภัยภาคใต้ 89 จุดใน 16 จังหวัด และเตรียมพร้อมด้านเครื่องมือเครื่องจักร อาทิ เครื่องสูบน้ำจำนวน 464 เครื่อง โดยติดตั้งแล้ว 49 เครื่อง สำรองอีก 415 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำ 300 เครื่อง ติดตั้งแล้ว 28 เครื่องและสำรองอีก 272 เครื่อง รถแทรกเตอร์และรถขุด 308 คัน เครื่องจักรกลสนับสนุนอื่นๆ อีก 170 หน่วย รวมเครื่องจักรเครื่องมือทั้งหมด 1,242 หน่วย

ด้านดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานกล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์น้ำภาคใต้ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 10 ก.ย. 2562) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 4 แห่ง ได้แก่เขื่อนแก่งกระจาน เขื่อนปราณบุรี เขื่อนรัชชประภา และเขื่อนบางลาง มีปริมาณน้ำรวมกัน 5,513 ล้านลบ.ม. อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 46 แห่ง มีปริมาณน้ำรวมกัน 351 ล้านลบ.ม. และเขื่อนขนาดเล็ก 106 มีปริมาณน้ำรวมกัน 31 ล้านลบ.ม. จากการคาดการณ์ปริมาณฝนเฉลี่ย ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่จะมีปริมาณน้ำรวมกัน 5,705 ล้านลบ.ม. และจากการคาดการณ์ปริมาณฝนเฉลี่ยณ วันที่ 1 ธันวาคม 2562 อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่จะมีปริมาณน้ำรวมกัน 5,930 ล้านลบ.ม.