ก.เกษตรฯเล็งใช้วันแมป แก้ปัญหาที่ดินทับซ้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447188

news_default

ก.เกษตรฯเล็งใช้วันแมป แก้ปัญหาที่ดินทับซ้อน

วันอังคาร ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังลงพื้นที่ จ.แม่ฮ่องสอน พร้อมเป็นประธานมอบหนังสืออนุญาตให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ในเขต ปฏิรูปที่ดินบ้านใหม่ หมู่ 5 ต.ปางหมู อ.เมืองจ.แม่ฮ่องสอน 20 ราย 21 แปลง ณ ห้องประชุมสหกรณ์ออมทรัพย์ครู จังหวัดแม่ฮ่องสอน จำกัด ว่า การลงพื้นที่ตรวจราชการเพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในจ.แม่ฮ่องสอน เรื่องที่ดินทำกิน การขาดแคลนแหล่งน้ำ และราคา
ผลผลิตการเกษตรตกต่ำ ซึ่งในส่วนกระทรวงเกษตรฯ เห็นควรให้ปรับปรุงสิทธิการถือครองที่ดินของเกษตรกรแม่ฮ่องสอน เพราะถือเป็นสาเหตุของปัญหาทั้งหมด โดยต้องปฏิรูปที่ดินทั้ง จ.แม่ฮ่องสอน พร้อมผลักดันนโยบายแผนที่หนึ่งเดียวหรือวันแมป (Onemap) แก้ปัญหาที่ดินทับซ้อน โดยต้องมีคณะทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงเกษตรฯและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อแก้ปัญหาที่ดินทำกินให้เกษตรกรชาวแม่ฮ่องสอนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด

“สำหรับจ.แม่ฮ่องสอน มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดินจ.แม่ฮ่องสอน เนื้อที่ 31,373 ไร่ ได้จัดที่ดิน
ในเขตปฏิรูปที่ดินทั้ง 7 อำเภอ ไปแล้ว 4,839 ราย 5,922 แปลง เนื้อที่ 17,966 ไร่ ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมพร้อมขับเคลื่อนบูรณาการดำเนินงานไปพร้อมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ จัดสรรที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน หาแหล่งทุนโดยผ่านกองทุนปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามเงื่อนไขที่กำหนด ส่งเสริมอาชีพยั่งยืน โดยเกษตรกรจะปลูก จะเลี้ยงอะไรต้องมีตลาดรองรับผลผลิตตามนโยบายการตลาดนำการผลิต” รมช.ธรรมนัส กล่าว

กษ.จัดยิ่งใหญ่น้อมรำลึก‘ร.9’ ‘ธ สถิตในดวงใจ…นิรันดร์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447190

news_default

กษ.จัดยิ่งใหญ่น้อมรำลึก‘ร.9’ ‘ธ สถิตในดวงใจ…นิรันดร์’

วันอังคาร ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ กล่าวเปิดงาน “ธ สถิตในดวงใจ…นิรันดร์” ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ จ.ปทุมธานีว่า งานครั้งนี้เป็นส่วนสำคัญที่พสกนิกรชาวไทยได้ร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรเผยแพร่พระเกียรติคุณ พระอัจฉริยภาพที่วางรากฐานพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนให้พสกนิกรยึดถือปฏิบัติตามแนวพระราชดำริด้านการเกษตร การฟื้นฟูทรัพยากรสิ่งแวดล้อม ป่าไม้ แหล่งน้ำ ดิน พลังงาน การสธารณสุข การศึกษา การสาธารณูปโภค รวมถึงการคมนาคมในเมืองใหญ่ พระองค์ได้พระราชทาน “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เป็นแนวทางให้ชาวไทยยึดถือปฏิบัติไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

“ตลอด 70 ปีแห่งรัชสมัย ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมุ่งแก้ปัญหาหลักการพัฒนาด้านการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ด้านเทคนิค การเกษตรสมัยใหม่ ทรงมุ่งแก้ปัญหาที่ดินทำกิน การทำเกษตรที่ขึ้นอยู่กับความไม่แน่นอนของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ความผันผวนทางการตลาดและอื่นๆ ทั้งนี้ เพื่อให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯน้อมนำแนวทางพระราชดำริและพระราชปณิธานขับเคลื่อนดำเนินงานไปสู่เป้าหมายที่ว่า เกษตรมั่นคง ภาคการเกษตรมั่งคั่ง ทรัพยากรการเกษตรยั่งยืน” นายอลงกรณ์ กล่าว

นายสหภูมิ ภูมิธฤติรัฐ ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงาน “ธ สถิตในดวงใจ…นิรันดร์”ระหว่างวันที่ 11-13 ตุลาคมที่ผ่านมาตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น. ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ จ.ปทุมธานี มีกิจกรรมเพื่อให้ปวงชนชาวไทยร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ประกอบด้วย นิทรรศการพิเศษและกิจกรรมการเรียนรู้ อาทิ นิทรรศการ “พ่อแห่งแผ่นดิน” นิทรรศการ “จากปรัชญา สู่อาชีพ” โดยเครือข่ายผู้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการเกษตรที่ประสบความสำเร็จ และนิทรรศการจากโรงเรียนต้นแบบในสังกัดของ สพฐ. จาก 5 จังหวัด กิจกรรมน้อมรำลึก อาทิ แรงบันดาลใจ สู่นักประดิษฐ์ บันทึก….ไว้ในใจนิรันดร์ และ ครั้งหนึ่ง ณ พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ และกิจกรรมพิเศษวันที่13 ตุลาคม เป็นการทำบุญตักบาตรพระภิกษุสงฆ์ 90 รูป ถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต และร่วมจุดเทียนน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

นอกจากนี้ ยังมีการฝึกอบรมวิชาของแผ่นดินและอบรมเชิงปฏิบัติการกว่า 20 หลักสูตร กิจกรรมตลาดนัดเศรษฐกิจพอเพียง ตลาดนัดแห่งมิตรภาพ และการแบ่งปันกิจกรรม “เพาะ แจก แลก เปลี่ยน”นำภาชนะเหลือใช้มาเพาะกล้าไม้กลับไปดูแลต่อที่บ้าน รวมถึงกิจกรรม ชม ชิม ช้อป ตลาดนัดองค์ความรู้กว่า 300 บูธอีกทั้ง มีการจัดแสดงการทำเกษตรอินทรีย์ กับโซน WISDOM FARMสะพานไม้ไผ่กลางแปลงนาอินทรีย์ ชมความน่ารักของสัตว์ในวิถีเกษตร เรียนรู้วิถีเกษตรไทยผ่านนิทรรศการเส้นสายลายผ้าที่บ้านเรือนไทย 4 ภาค ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างยิ่ง

‘จุรินทร์’เผยประกันรายได้ยางเข้าครม.พรุ่งนี้ จ่ายเงินส่วนต่างทันที1-15พ.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447158

‘จุรินทร์’เผยประกันรายได้ยางเข้าครม.พรุ่งนี้ จ่ายเงินส่วนต่างทันที1-15พ.ย.

วันจันทร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 14.19 น.

“จุรินทร์”ประกาศกลางงานชักพระสุราษฎร์ธานี ประกันรายได้ยางพาราเข้าครม.พรุ่งนี้ พร้อมเตรียมจ่ายเงินส่วนต่างถึงมือชาวสวนยาง1-15พ.ย.นี้ทันที

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2562 ที่ จ.สุราษฎร์ธานี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานพิธีเปิดประเพณีชักพระ ทอดผ้าป่า และแข่งเรือยาวพระราชทานฯ ประจำปี 2562 จ.สุราษฎร์ธานี โดยในตอนหนึ่งของงาน นายจุรินทร์ได้ประกาศให้ประชาชน จ.สุราษฎร์ธานี ที่มาร่วมงานทราบว่า วันพรุ่งนี้โครงการประกันรายได้ชาวสวนยางพาราจะเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ ครม.อนุมัติแล้ว ทางกระทรวงพาณิชย์ , กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส.และผู้ที่เกี่ยวข้อง เตรียมจ่ายเงินส่วนต่างประกันรายได้ชาวสวนยาง ในวันที่ 1 ถึง 15 พฤศจิกายน 2562 ที่จะถึงนี้ เป็นรอบแรก โดย นายจุรินทร์ กล่าวว่า เนื่องจากประชาชนสอบถามมาตลอดเส้นทางที่พบปะในงานชักพระวันนี้ เกี่ยวกับโครงการประกันรายได้ชาวสวนยาง จึงขออนุญาตแจ้ง

จากนั้น นายจุรินทร์ ได้กล่าวถึงประเพณีชักพระ ว่า เป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่และเป็นเอกลักษณ์ของ จ.สุราษฎร์ธานี แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตมาตั้งแต่ในอดีต และประชาชนได้ร่วมสืบสานอนุรักษ์ไว้จนถึงปัจจุบัน นอกจากนั้น ยังเชื่อมโยงวัฒนธรรมภาคอีสาน – ภาคใต้ เข้าด้วยกัน ตามบันทึกข้อตกลงระหว่าง จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.อุบลราชธานี อีกด้วย ย่อมแสดงให้เห็นถึงความเจริญของจารีตประเพณีและวัฒนธรรมของพี่น้องสองจังหวัด

จากนั้น นายจุรินทร์ และคณะ ได้เปิดงานด้วยการชักพระเป็นทำเนียมเปิดพิธีและร่วมงานประเพณีชักพระ ทอดผ้าป่า ที่สะพานนริศ อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี โดย นายจุรินทร์ พร้อมด้วย นายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ , นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข กรรมการบริหารพรรคและที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ , นายบุณย์ธีร์ พานิชประไพ เลขานุการ รมว.พาณิชย์ และคณะ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ประกอบด้วย นายภานุ ศรีบุศยกาญจน์ , นายวิวรรธน์ นิลวัชรมณี , น.ส.วชิราภรณ์ กาญจนะ , นายสุชาติ ประดิษฐพร นายสินิตย์ เลิศไกร , นายธีรภัทร พริ้งศุลกะ และนางโสภา กาญจนะ ร่วมกิจกรรมพบปะประชาชน

หลังจากนั้นกำหนดการของนายจุรินทร์ จะเดินทางไปศูนย์ศึกษาวิจัยศิลปะวัฒนธรรมและประเพณีแห่งอันดามัน จ.พังงา ที่บ้านท่าด่าน เกาะปันหยี อ.เมือง จ.พังงา จากนั้นจะร่วมงานยุทธศาสตร์การพัฒนาสู่พังงาแห่งความสุข จ.พังงา อีกด้วย

‘มนัญญา’ฮึ่มกก.วัตถุอันตรายถ้ายื้อ‘แบน3สารพิษ’ ตีตั๋วออกนอกประเทศไปเลย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447156

news_default

‘มนัญญา’ฮึ่มกก.วัตถุอันตรายถ้ายื้อ‘แบน3สารพิษ’ ตีตั๋วออกนอกประเทศไปเลย

วันจันทร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 14.11 น.

‘มนัญญา’ฮึ่มกก.วัตถุอันตรายถ้ายื้อ‘แบน3สารพิษ’ ตีตั๋วออกนอกประเทศไปเลย

14 ตุลาคม 2562 ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางไปร่วมประชุมรัฐมนตรีเกษตรและป่าไม้อาเซียนที่ประเทศบูรไน ถึงกรณีเดินหน้าแบนสารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตร 3 ชนิดให้มีผลวันที่ 1 ธันวาคม 2562 ว่า ได้ทำหนังสือชี้แจง มติ 9 ต่อ 0 แบน 3 สารพิษ ส่งไปให้นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้ว เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ที่ผ่านมา และคงจะได้รับหนังสือในวันนี้(14 ตุลาคม 2562) รวมถึงได้ประสานกับปลัดกระทรวงเกษตรฯ ให้ทำหนังสือส่งให้กับปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นประธานในที่ประชุมมติสารพิษ

ส่วนกระทรวงเกษตรฯ ได้กำชับผู้ที่จะเข้าไปประชุมในคณะกรรมการวัตถุอันตรายว่าในเมื่อรับผิดชอบ ในการลงมติครั้งนี้ ซึ่งเป็นมติของกระทรวงเกษตรฯ ก็ต้องลงตามมติตามที่ส่งไป และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างๆต้องกำชับว่าตัวเองมีนโยบายอย่างไรกับกรรมการวัตถุอันตรายในส่วนที่เกี่ยวข้อง ก็จะทำให้เรื่องนี้ก็จะดูง่ายขึ้น

เมื่อถามถึงข้อกังวลที่ว่าข้าราชการในคณะกรรมการวัตถุอันตราย อาจจะไม่ฟังระดับรัฐมนตร น.ส.มนัญญา กล่าวว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ฟัง ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ รัฐมนตรีทั้ง 4 คน คงไม่ต้องกังวลแล้ว คิดว่าเป็นเสียงเดียวกันหมด แต่ผู้ทรงคุณวุฒิก็ต้องไปว่ากันอีกที เพราะเราไม่สามารถไปกำหนดได้ มั่นใจว่าขณะนี้แนวโน้มจะแบนได้ 90% ซึ่งในวันที่ 22 ตุลาคม 2562 ตนจะไปติดตามมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายด้วยตนเอง

“จริงๆแล้วผู้ทรงคุณวุฒิ ท่านก็ไม่ได้วิเศษวิโสมาจากไหน ท่านก็เป็นพี่น้องประชาชนชาวไทย ท่านก็ต้องฟังเสียงพี่น้องชาวไทย ทุกคนต้องเปิดหน้าถามว่าจะเอาไว้เพื่ออะไร ต้องไปถามผู้ทรงคุณวุฒิ แต่คิดว่าผู้ทรงคุณวุฒิก็ต้องฟังเสียงประชาชน ในเมื่อกระทรวงอุตสาหกรรมเน้นย้ำว่าจะทำตามมติของกระทรวงเกษตรฯที่ส่งไป จะยืดออกไปปีสองปี เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว จะแย้งได้อย่างไร จะเอาข้อไหนมาแย้ง ถามว่าหนักใจไหม ถ้าเขายังเป็นคนไทยอยู่ สัญชาติไทย เชื้อชาติไทย อยู่ในประเทศไทย ท่านก็ต้องฟังเสียงของประชาชน แต่ถ้าท่านไม่ใช่คนไทย ไม่ได้กินใช้อยู่กับคนไทย ท่านก็ตีตั๋วออกไปนอกประเทศได้เลย” รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าว

เมื่อถามว่า มองว่าเป็นการยื้อหรือไม่นั้น น.ส.มณัญญา กล่าวว่า ในวันที่ 22 ตุลาคม 2562 เรื่องนี้ต้องจบ ตนได้เตรียมที่จะกราบเรียนนายกรัฐมนตรีในวันที่ 17 ตุลาคม 2562 ในที่ประชุมสภาฯ ว่ากระทรวงเกษตรฯมีมติตามบัญชาของนายกฯ รวมถึงส่งหนังสือให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขแล้ว ส่วนตัวมั่นใจว่าไม่มีพลิกโผ แต่ถ้ามีการพลิกโผหรือมีการเปลี่ยนแปลง ฟันธงได้เลยว่าคุณต้องรับอะไรมาแน่

เมื่อถามว่า รับอะไรมานั้นหมายถึงอะไร น.ส.มณัญญา กล่าวย้อนว่า รับอะไรที่ทำให้คนเราเปลี่ยนไปได้ แต่บอกไว้เลยว่า ไม่ว่าจะล็อบบี้อย่างไร หรือจะทำอย่างไร หรือจะใช้คนมาแอนตี้ตนในการเดินทาง บอกได้เลยว่า ขอให้เลิกคิด บอกได้เลยว่าหยุดเถอะ อย่าทำอะไรแบบนั้นมันดูไม่ดี

รมช.เกษตรฯ กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีความพยายามจะตรวจสอบว่าตนจะเดินทางไปที่ใด ก็จะให้คนไปชูป้ายแอนตี้ ขอให้หยุดเถอะ อย่าทำ มันดูไม่ดี ทั้งนี้นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะพี่ชาย ก็เป็นห่วงด้านความปลอดภัย ที่ไปกันแต่ลูกๆมีแต่ผู้หญิง น่าจะมีคนคอยดูแล แต่ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้มาลาดตระเวนแถวบ้านที่ จ.อุทัยธานี เมื่อวานที่ผ่านมา (13 ตุลาคม 2562) เพราะอาจได้ข่าวภายในมาว่ามีการข่มขู่แบบนี้ อย่างไรก็ตามตอนนี้ไม่มีการอารักขา ไม่มีตำรวจนำอะไรทั้งสิ้น ที่ผ่านมาเคยมี อยู่ดีๆไม่มี ตนก็ไม่ทราบเช่นกัน

เมื่อถามถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ออกมาระบุ หากแบน 3 สารพิษไม่ได้ 4 รัฐมนตรีของภูมิใจไทย จะลาออก น.ส.มนัญญา กล่าวว่า ยืนยันว่าในส่วนของตัวเองคงไม่ลาออก เพราะได้ทำหนังสือเน้นย้ำไปแล้วว่า “คุณห้ามทำผิด ไปจากมติกระทรวง”

น.ส.มณัญญา ยังกล่าวถึงการใช้สารมาทดแทนว่า ได้ประสานกับกระทรวงอุตสาหกรรมว่า ขณะนี้เรามีมติแบนสาร 3 ตัวนี้ ซึ่งครั้งนี้ทำหนังสือไปอย่างชัดเจน จะบอกว่าทำไปไม่ชัดเจนไม่ได้ ประชาชนก็เห็นอยู่แล้วว่าเราแบน 9 ต่อ 0  จริงๆสารทดแทนก็คือเกษตรอินทรีย์ และวิถีชีวิตของชาวไทย ก็มีอยู่แล้ว ผู้ที่นำเข้าก็เริ่มสับเปลี่ยน นำเข้าน้อยลง ซึ่งก็จะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสต็อกของวัตถุอันตรายหลังจากแบนอีกขั้นตอนต่อไปด้วย

“วันที่ 22 ตุลาคม 2562 มีประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ดิฉันต้องไปนั่งเฝ้าหน้าห้องแน่นอน เพราะเรายังแมนๆรับผิดชอบเองทำเองทุกอย่าง ทางคณะกรรมการฯจะไม่รับผิดชอบในส่วนประชาชนเลยหรือ ถ้ายังปิดหน้าเป็นไอ้โม่งก็จบ ซึ่งเรื่องแบนสารเคมีดำเนินการมา 2 ปี แล้วถ้าสต็อกยังมีสารอีกมาก ถือว่าลักลอบเข้ามา” น.ส.มนัญญา กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีแกนนำเกษตรกรหนุนการใช้ 3 สารพิษ จะหอบรายชื่อเกษตรกร 5 แสนราย ที่ต้องการใช้สารไปฟ้องศาลปกครอง ให้ชะลอการแบนสาร น.ส.มนัญญา กล่าวว่า ขอถามถึงรายชื่อเกษตรกร 4-5 แสนรายได้มาอย่างไร การไปเอารายชื่อมา ไม่รอดสายตาพี่น้องประชาชนที่ดูอยู่ รวมทั้งตนไปซุ่มดูมาด้วย พบว่ามีคนไปถามชาวบ้านจะใช้สารไหม ให้ลงชื่อจะให้ยาฆ่าแมลงมาใช้ฟรี มีการเดินไปถามชาวบ้าน และชาวบ้านยังไม่ทราบว่าเอารายชื่อมาไปทำอะไร ไปเจอกันได้บนศาลทุกเมื่อ ตนพร้อมขึ้นศาลเพื่อพี่น้องประชาชนชาวไทย เป็นสิ่งที่ดีมาก

ก.เกษตรคุมเข้มขนย้ายต้นพันธุ์ ตัดตอนโรคระบาดใบด่างมันฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447045

news_default

ก.เกษตรคุมเข้มขนย้ายต้นพันธุ์ ตัดตอนโรคระบาดใบด่างมันฯ

วันจันทร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยสถานการณ์ระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังว่า พบการระบาดใน 15 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ นครราชสีมา ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี กาญจนบุรี สระแก้ว ระยอง นครสวรรค์ ลพบุรี ขอนแก่น และมหาสารคาม คิดเป็นพื้นที่ 55,924 ไร่ และทำลายต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรคไปแล้ว 13,111 ไร่โดยจังหวัดที่พบการระบาดเพิ่มขึ้น สาเหตุมาจากใช้ท่อนพันธุ์ติดโรคจากแหล่งระบาด

จากการสำรวจโรคใบด่างมันสำปะหลังในจ.นครราชสีมา พบระบาดลดลงเพราะออกประกาศควบคุมการขนย้ายต้นพันธุ์ ท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง หลักเกณฑ์วิธีการขออนุญาตและวิธีขนย้ายต้นพันธุ์ ท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง ซึ่งเป็นการป้องกันและหยุดยั้งไม่ให้แพร่ระบาดไปพื้นที่อื่น รวมทั้งสำรวจและกำจัดต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรคใบด่างออกจากแปลงหรือทำลายแปลงที่มีการระบาดทันที เพื่อเฝ้าระวังป้องกันกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลังไม่ให้ระบาดเพิ่ม ได้กำหนดแนวทางเฝ้าระวังและป้องกันกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลังเข้มงวด ได้แก่ ควบคุมการขนย้ายท่อนพันธุ์มันสำปะหลังจากแหล่งระบาด โดยใช้พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542ร่วมสำรวจเฝ้าระวังโรคใบด่างมันสำปะหลังในพื้นที่ปลูกทั่วประเทศต่อเนื่อง และแนะนำแหล่งซื้อท่อนพันธุ์สะอาดในพื้นที่ไม่พบการระบาดของโรค 38 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ กำแพงเพชร จันทบุรี ชัยนาท ชัยภูมิ เชียงราย เชียงใหม่ ตาก นครนายก นครพนม นราธิวาส น่าน บึงกาฬ ปทุมธานี ประจวบคีรีขันธ์ พะเยา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบุรี เพชรบูรณ์ แพร่ มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด ราชบุรี ลำปางลำพูน เลย สกลนคร สระบุรี สุโขทัย สุพรรณบุรีหนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุดรธานีอุตรดิตถ์ และอุทัยธานี ดังนั้น ขอเตือนเกษตรกรทั้ง 53 จังหวัด ให้เลือกซื้อท่อนพันธุ์มันจากแหล่งที่ไม่มีการระบาดของโรคใบด่าง 38 จังหวัดตามที่แนะนำดังกล่าว

สทนช.ดึงGIZร่วมทำแผนบริหารจัดการน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447047

news_default

สทนช.ดึงGIZร่วมทำแผนบริหารจัดการน้ำ

วันจันทร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ทั้ง 25 ลุ่มน้ำเดิม เพื่อจัดทำแผนแม่บทบริหารจัดการน้ำของประเทศ จนถึงแผนปฏิบัติการ การใช้เครื่องมือประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ ระดมองค์ความรู้จากทั่วประเทศ การใช้ข้อมูลสถิติน้ำท่วมและภัยแล้งที่เกิดขึ้นซ้ำในอดีต พบว่าวิกฤตการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ลักษณะการเปลี่ยนแปลงของฝน เป็นปัจจัยหลักสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่ สทนช. ต้องนำมาประกอบการพิจารณาร่วม

“เราได้รับการสนับสนุนนวัตกรรมใหม่จากประเทศเยอรมนี ผ่านองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี (GIZ) ในการบริหารทรัพยากรน้ำภายใต้สภาวะ Climate Change เข้ามาช่วยปรับเสริมรูปแบบการพัฒนา กลไกการทำงานหรือแผนงานต่างๆ ให้ยืนอยู่กับการใช้น้ำที่ยั่งยืนพร้อมอนุรักษ์พื้นที่ไปในทิศทางเดียวกัน และเพื่อให้สอดคล้องกับนานาชาติโดย GIZ เข้ามาร่วมมือกับ สทนช.ใน 2 ลุ่มน้ำได้แก่ ลุ่มน้ำสะแกกรัง และลุ่มน้ำยม ซึ่งทั้ง2 ลุ่มน้ำมีปัญหาที่ยังหาข้อยุติไม่ได้มายาวนาน”เลขาธิการ สทนช. กล่าว

โดย สทนช.จะใช้ลุ่มน้ำยมตอนบนและลุ่มน้ำสะแกกรัง เป็นแม่แบบนำร่องในลุ่มน้ำอื่น ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จต้นปี 2563ทั้งนี้ แผนแม่บทน้ำฯ ดังกล่าวผ่านความร่วมมือจากภาคประชาชนและภาคราชการอย่างแท้จริง เสียงสะท้อนที่ได้รับจากภาคประชาชน ชุมชนในพื้นที่ ผู้นำทั้งจากระดับหมู่บ้านจนถึงระดับจังหวัด ซึ่งผู้แทนจาก GIZ ตระหนักถึงความจำเป็นและความสำคัญในการขับเคลื่อนแผนแม่บทน้ำฯภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปรับตัวโดยอาศัยระบบนิเวศเดิม

สำหรับตัวอย่างนวัตกรรมที่ GIZ ได้นำเสนอและเริ่มดำเนินการร่วมกันนั้นคือ การจัดการปัญหาหรืออุปสรรคระยะยาวด้วยกระบวนการพูดคุยระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือผู้เกี่ยวข้องในภาคส่วนด้านน้ำใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อสะท้อนทางเลือกที่เป็นไปได้จัดการระบบนิเวศอย่างทรงประสิทธิภาพ ให้ลดผลกระทบจากน้ำหลาก น้ำท่วม ตะกอนสะสม การกัดเซาะและภาวะขาดแคลนน้ำ เพื่อนำไปจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของแต่ละลุ่มน้ำ ตลอดจนพัฒนาอากาศยานไร้คนขับ หรือ Drone ให้เป็นเครื่องมือติดตามประเมินผลปริมาณน้ำท่าที่เพิ่มขึ้น-ลดลงหรือจำนวนครัวเรือนที่ได้ประโยชน์ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของความหลากหลายทางชีวภาพ และด้านเศรษฐกิจ สังคมด้วย

8เดือนแรกปี’62ไทยยังได้เปรียบดุลการค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447046

news_default

8เดือนแรกปี’62ไทยยังได้เปรียบดุลการค้า

วันจันทร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (เลขาฯสศก.)เผยถึงสถานการณ์ดุลการค้าสินค้าเกษตร จากความตกลงเขตการค้าเสรีของไทยภายใต้กรอบเจรจาที่มีผลบังคับใช้ไปแล้วกับ 10 คู่เจรจาได้แก่ อาเซียน จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย เปรู ชิลี และล่าสุดฮ่องกง ที่เริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา สศก.ติดตามสถานการณ์สินค้าเกษตร พบว่า8 เดือนแรกของปี 2562 (มกราคม-สิงหาคม) เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 ไทยยังรักษาความได้เปรียบดุลการค้าสินค้าเกษตรในภาพรวม โดย อาเซียน ไทยได้เปรียบดุลการค้ามูลค่า 144,838 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 16 จากการส่งออกข้าวและน้ำตาลลดลง) สินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ น้ำตาล เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และผลไม้ (ทุเรียน ลำไยสด/แห้ง มังคุด) จีน ไทยได้เปรียบดุลการค้ามูลค่า 112,843 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 13) สินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ ผลไม้ (ทุเรียน มังคุด) ยางพารา และผลิตภัณฑ์แป้งจากธัญพืช ญี่ปุ่น ไทยได้เปรียบดุลการค้ามูลค่า 91,715 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 2 เป็นผลจากส่งออกเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์ ปลาและสัตว์น้ำลดลง) สินค้าส่งออกสำคัญของไทยได้แก่ อาหารปรุงแต่ง ปลาและสัตว์น้ำ และยางพารา ฮ่องกง ไทยได้เปรียบดุลการค้ามูลค่า 20,854 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 9)สินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ ผลไม้ (ทุเรียน) ข้าว และอาหารปรุงแต่ง เกาหลีใต้ไทยได้เปรียบดุลการค้า มูลค่า 14,210 ล้านบาท(เพิ่มขึ้นร้อยละ 25) สินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ น้ำตาล อาหารปรุงแต่ง และยางพารา และ ออสเตรเลีย ไทยได้เปรียบดุลการค้ามูลค่า 5,207 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 23 เป็นผลจากส่งออกอาหารปรุงแต่งลดลง) สินค้าส่งออกสำคัญของไทยได้แก่ อาหารปรุงแต่ง ของปรุงแต่งจากธัญพืช/นม และซอส/เครื่องปรุง

อย่างไรก็ตาม พบว่า มีประเทศเปรูอินเดีย และนิวซีแลนด์ ที่ไทยเสียเปรียบดุลการค้าเพิ่มขึ้น โดย เปรู ไทยเสียเปรียบดุลการค้า มูลค่า 258 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 22) จากการส่งออกปลาและสัตว์น้ำและผลไม้ (องุ่นสด) เพิ่มขึ้น อินเดีย ไทยเสียเปรียบดุลการค้า มูลค่า 2,487 ล้านบาท(เพิ่มขึ้นร้อยละ 382) เป็นผลจากนำเข้ากาแฟ ชา เครื่องเทศและประมงเพิ่มขึ้นมาก ส่วนนิวซีแลนด์ ไทยเสียเปรียบดุลการค้ามูลค่า 9,602 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 33) ซึ่งเกิดจากนำเข้านมผง ผลไม้ (แอปเปิ้ล และกีวี) และปลารวมทั้งสัตว์น้ำเพิ่มขึ้น เพื่อนำไปใช้กับวัตถุดิบแปรรูปต่อไป ขณะที่ ชิลีไทยเสียเปรียบดุลการค้า มูลค่า 1,790 ล้านบาท(ลดลงร้อยละ 25) จากการนำเข้าปลาและสัตว์น้ำ และผลไม้ลดลง

ทั้งนี้ ทิศทางการค้าสินค้าเกษตรกับคู่เจรจา FTA ช่วง 8 เดือน ค่อนข้างชะลอตัวกว่าช่วงเดียวกันของปี 2561 เนื่องจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน และอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าขึ้นของไทย อย่างไรก็ตาม ไทยได้เปรียบดุลการค้า 375,530 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 5) จากการส่งออกผลไม้และยางพาราซึ่งเป็นสินค้าที่มีศักยภาพของไทย

กรมชลพัฒนาบุคลากรยุคดิจิทัล มุ่งยกระดับเป็นองค์กรอัจฉริยะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447049

news_default

กรมชลพัฒนาบุคลากรยุคดิจิทัล มุ่งยกระดับเป็นองค์กรอัจฉริยะ

วันจันทร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมมุ่งมั่นปรับเปลี่ยนไปสู่องค์กรอัจฉริยะ จึงพัฒนาทรัพยากรบุคคลรองรับสภาวะพลวัตการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดมาต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญต่อสมรรถนะบุคลากร เริ่มจากสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานและปัจจัยพื้นฐานอย่างเหมาะสม อาทิ พื้นที่ส่วนตัวปฏิบัติงาน คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เนต สถานที่จอดรถ เป็นต้น พร้อมพัฒนาศักยภาพคนด้วยการจัดฝึกอบรม (Workshop/Training)

ทั้งนี้ บุคลากรกรมชลประทาน ประกอบไปด้วยผู้มีความรู้ความสามารถจากหลายสายงาน บุคลากรเหล่านี้จะได้รับการฝึกเพิ่มเติม เพื่อเสริมทักษะที่เหมาะกับงาน ให้ทำงานเป็นทีม แม้ต่างกันด้านองค์ความรู้ หรือสนับสนุนบุคลากรให้ทำงานข้ามสายงานได้ มีการประเมินให้รางวัลความรู้ความสามารถอย่างเป็นธรรม เพื่อสนับสนุนให้นำความรู้และประโยชน์ที่เกิดกลับสู่ประชาชนเป็นเป้าหมายสำคัญ

สำหรับสิ่งสำคัญลำดับถัดมาที่จะเสริมการเป็นองค์กรอัจฉริยะของกรม คือ ระบบการทำงานที่ตั้งอยู่บนฐานดิจิทัลด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ มาปรับใช้ในองค์กรเพื่อใช้เทคโนโลยีช่วยเราบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ รองรับสถานการณ์ในอนาคตแม่นยำที่สุด ซึ่งขณะนี้เริ่มจัดทำคลังความรู้ Digital ซึ่งเป็นพื้นที่รวบรวมความรู้แบบดิจิทัล (Digital Platform) ในกรมชลประทานทั้งหมด โดยนำบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละสายงาน ทั้งที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่และเกษียณแล้วเข้ามาตอบคำถาม ให้ความรู้ที่ตนถนัดแก่ผู้ที่ปฏิบัติงานหรือผู้ที่ต้องการค้นคว้าหาความรู้ ลักษณะการทำงานเดียวกับเว็บไซต์ Pantip ซึ่งจะช่วยให้องค์ความรู้ที่ทรงคุณค่าจากประสบการณ์การทำงานไม่สูญหายคาดว่าจะช่วยลดขั้นตอนการทำงาน ประหยัดเวลาลดข้อผิดพลาดของงานในอนาคตได้เป็นอย่างดี

“การพัฒนาร่วมกันทั้งคนและเทคโนโลยีจะช่วยให้เดินหน้าต่อไปภายใต้แนวคิด WATER for all เก่งงาน เก่งคิด (Work smart) รับผิดชอบ (Accountability) ร่วมมือร่วมประสาน (Teamwork & Networking) เชี่ยวชาญงานที่ทำ (Expertise) และนำความรู้/ประโยชน์สู่ประชาชน (Responsiveness) สืบสานเจตนารมณ์มุ่งสร้างความมั่นคงด้านน้ำตามยุทธศาสตร์กรมชลประทาน 20 ปีไม่มีสะดุด” ดร.ทองเปลวกล่าว

ทั้งนี้ ผลจากการปรับเปลี่ยนการทำงาน ทำให้กรมชลประทานได้รับรางวัลจากหลากหลายหน่วยงาน อาทิ รางวัลส่วนราชการส่งเสริมการบริหารทรัพยากรบุคคลดีเด่น ประจำปี 2561 จากมูลนิธิพันเอกจินดา ณ สงขลา รางวัลองค์กรแห่งความสุขภายในปีเดียวกัน จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ รางวัลเลิศรัฐ สาขาบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม จากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ เป็นต้น และล่าสุดต้นปี 2562 ได้รับรางวัล IFIA Special Award for the Best Invention ในงานมหกรรมสิ่งประดิษฐ์นานาชาติ จากสหพันธ์สมาคมนักประดิษฐ์นานาชาติ ซึ่งทุกรางวัลเป็นข้อพิสูจน์ว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนร่วมใช้ความคิด ความพยายามให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน ทั้งด้านนวัตกรรม (Hardware) และบริหารจัดการ(Software) ให้มีความสะดวกมากขึ้น แต่ใช้งบน้อยลงแม้บุคลากรจะลดลงจากเดิมมี 50,000 อัตรา เหลือ 15,000 อัตรา ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของกรมที่จะเป็นองค์กรอัจฉริยะ มุ่งสร้างความมั่นคงด้านน้ำต่อไป

ชายคาพระพิรุณ : 14 ตุลาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447044

586851

ชายคาพระพิรุณ : 14 ตุลาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ข่าวใหญ่ในร่มชายคาพระพิรุณขณะนี้ คงไม่พ้นเรื่องแบน 3 สาร เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการประชุมคณะทำงานเพื่อพิจารณาความเห็นของส่วนรัฐ ผู้นำเข้า เกษตรกร และผู้บริโภค (4 ฝ่าย) ต่อการยกเลิก สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด คือ คลอร์ไพริฟอส พาราควอตและไกลโฟเซต โดยมี น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมซึ่งที่ประชุมมีมติ 9 ต่อ 0 ให้แบนสาร 3 ชนิดโดยจะเสนอให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย พิจารณาให้สารทั้ง 3 ชนิด ซึ่งอยู่ในบัญชีประเภทที่ 3 ไปเป็นบัญชีประเภทที่ 4 ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2562 นั่นหมายถึงจะส่งผลให้ห้ามครอบครอง ห้ามจำหน่าย ห้ามนำเข้า ห้ามผลิต สารทั้ง 3 ชนิดนี้ในประเทศไทยโดยเด็ดขาด หากคณะกรรมการวัตถุอันตรายเห็นชอบตามที่คณะทำงานชุดนี้เสนอไป….จริงๆ แล้ว ขุนเกษตรา มองว่า การแบนหรือไม่แบน 3 สารนี้ เป็นสงครามทางการค้าที่ต้องการเอาสารที่หมดสิทธิบัตรออกไป แล้วเอาสารตัวใหม่ที่มีสิทธิบัตรมาขายแทน แถมมีราคาแพงกว่าเดิม 4-5 เท่า ตกค้างมากกว่าเดิม ประสิทธิภาพต่ำกว่าเดิม โดยที่ฝ่ายต้องการแบนพยายามใช้ข้อมูลที่ไม่ได้เป็นความจริงทั้งหมด ไม่มีแหล่งอ้างอิงของข้อมูล ตัดตอนงานวิจัยบางท่อน บางข้อความโดยใช้เรื่องของความปลอดภัยต่อสุขภาพมาเป็นข้ออ้าง พวกโลกสวยก็แห่เคลิ้มตามกันไปเรื่อย ทั้งที่ความจริงในชีวิตประจำวัน ทั้งของกิน ของใช้ ปนเปื้อนสารเคมีเต็มๆ มากกว่าการตกค้างของ 3 สารดังกล่าวเสียอีก

ขุนเกษตรา ไม่ได้สนับสนุนหรือคัดค้านการใช้สารเคมีทางการเกษตรเสียทีเดียว แต่มองว่าทุกอย่างต้องมีเหตุมีผล สารเคมีมีทั้งคุณและโทษ ยารักษาโรคที่เรากินกันก็เป็นเคมี หากกินตามคำแนะนำของแพทย์ก็ปลอดภัย แต่หากกินเกินขนาดก็อันตราย เช่นเดียวกับสารเคมีหากใช้ตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัดก็มีความปลอดภัย ไม่ปนเปื้อน ไม่ตกค้างในสิ่งแวดล้อม การทำเกษตรหากจะเป็นเพียงเกษตรหลังบ้าน ปลูกผักสวนครัว ทำกินกันในครอบครัวหรือทำขายในท้องถิ่น ก็อาจไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีพวกนี้ทำเกษตรอินทรีย์ได้สบายๆ เหมือนอย่างที่รัฐมนตรีต้องการผลักดัน แต่หากเราจะเป็นเกษตรอุตสาหกรรม คิดจะแข่งขันนำเงินตราเข้าประเทศ ยังไงก็มีความจำเป็นต้องใช้ ประเทศที่เจริญแล้วเขาก็ยังใช้สารพวกนี้นะครับ ในประเทศที่เขายกเลิกการใช้ตามที่ NGO อ้าง ส่วนใหญ่เขาไม่จำเป็นต้องใช้ด้วยเหตุผลทางสภาพอากาศหรือสภาพแวดล้อมของประเทศนั้นๆ แต่เขาก็ยังนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศที่ใช้ 3 สารตามปกติ เพียงแต่ต้องได้มาตรฐาน ปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ซึ่งประเทศไทยก็ทำเรื่องนี้อยู่แล้วมีมาตรฐานรับรองสินค้าเกษตรหลายชนิด มีหน่วยงานรับรองมาตรฐานสินค้าที่ได้การยอมรับจากองค์กรระดับโลก ไม่ใช่หน่วยงานที่ NGO นำมากล่าวอ้าง ซึ่งบางแห่งหาตัวตนไม่ได้อย่าไปว่าเกษตรกรเห็นแก่ตัวเลยครับ ความจำเป็นกับความต้องการ มันต่างกัน ลึกๆ เกษตรกรเขาไม่ต้องการใช้หรอกครับเพราะมันคือต้นทุน แต่มันจำเป็นต้องใช้ ซึ่งหากแบน 3 สารนี้แล้วหาสารตัวใหม่ ที่ใช้แล้วได้ผลดีกว่า หรือเท่าเทียมกัน อันตรายน้อยกว่า มีราคาต่ำกว่ามาให้เกษตรกรเลือกก็คงไม่เป็นไร เกษตรกรเขาไม่ได้ยึดติดกับ 3 สารนี้หรอก แต่ที่จะเอามาทดแทนยังหาข้อดีกว่าสารเก่าไม่ได้เลย…คิดให้ดีคิดให้รอบคอบนะครับ พิจารณาจากหลักวิชาการที่แท้จริง เพราะไม่อย่างนั้น นอกจากเกษตรกรได้รับผลกระทบด้านต้นทุนแล้ว ผู้บริโภคเองก็อาจจะต้องซื้อสินค้าเกษตรที่แพงขึ้นด้วยนะครับ ยิ่งไปกว่านั้นการแข่งขันทางการค้าที่จะให้ไทยเป็นครัวโลกคงยาก…สุดท้ายไม่ได้ก่อประโยชน์อะไรเลย และคงไม่ใช่ของขวัญปีใหม่แน่นอน…

ช่วงนี้มีการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในหลายกรมหลายคนเติบโตในสายงานก็ของแสดงความยินดีด้วย เพราะบางงานจำเป็นต้องได้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ โดยเฉพาะมาบริหาร ประเด็นนี้ ขุนเกษตรา มีข่าวแว่วๆ จากกรมการข้าว ว่าจะมีการขอย้ายข้ามห้วยมาจากเกษตรจังหวัดแห่งหนึ่งเพื่อมาเป็น ผอ.กองเมล็ดพันธุ์ข้าว ที่ถือว่าเป็นหน่วยงานสำคัญของกรมการข้าวที่มีบทบาทสำคัญในการศึกษา วิจัย และพัฒนาวิทยาการเมล็ดพันธุ์และการกระจายเมล็ดพันธุ์ เป็นหน่วยงานที่ต้องวางแผนและผลิตเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์ขยายและชั้นพันธุ์จำหน่าย มีการบริหารจัดการและติดตามประเมินผลการผลิตและการกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว ส่งเสริมและสนับสนุนธุรกิจเมล็ดพันธุ์ข้าว ส่งเสริม สนับสนุน และถ่ายทอดวิทยาการเมล็ดพันธุ์ รวมถึงการตรวจสอบและรับรองระบบการผลิตเมล็ดพันธุ์และคุณภาพเมล็ดพันธุ์ ซึ่งหากเปิดโอกาสให้ ผอ.ศูนย์วิจัยข้าวหรือผอ.ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ที่มีอยู่ทั่วประเทศกว่า 50 แห่ง ซึ่งมีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ได้เติบโตในสายงาน ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการผลิตข้าวพันธุ์ดีของประเทศได้ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่อยู่ดีๆ เอาคนข้ามห้วยข้ามกรมมานั่งบริหาร ขวัญกำลังใจของลูกหม้อก็หายหมดสิครับ ฝากผู้เกี่ยวข้องพิจารณาด้วยนะครับ

เมื่อเร็วๆ นี้ กรมส่งเสริมการเกษตร จับมือ สวก.สมาคมวิศวกรรมเกษตรแห่งประเทศไทย และ NIDA หารือแนวทางการนำงานวิจัยด้านนวัตกรรมเกษตรไปใช้ประโยชน์โดยมี นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการนำงานวิจัยด้านนวัตกรรมการเกษตรไปใช้ในพื้นที่ เพื่อให้เกิดประโยชน์และใช้ได้จริงกับเกษตรกร โดยเน้นงานวิจัย3 ด้านหลัก ได้แก่ งานวิจัยเชิงนโยบาย งานวิจัยสาธารณะและงานวิจัยเชิงพาณิชย์ ในการเสนอขอรับทุนอุดหนุนงานวิจัย เบื้องต้น ได้ข้อสรุปการนำเสนอโครงการวิจัยภาคการเกษตร 5 โครงการ ประกอบด้วย 1.การพัฒนาระบบการให้น้ำ ให้ปุ๋ยในพืชแบบอัตโนมัติ (Automatic) 2.โครงงานวิทยาศาสตร์ของนักเรียน นิสิต นักศึกษา 3.ระบบการพยากรณ์เตือนภัยศัตรูพืช (Smart Pest Warning Center) 4.งานวิจัยเชิงนโยบายภาคการเกษตรและ 5.ระบบ Supply Chain

ขุนเกษตรา

‘กลุ่มผู้ประกอบการเหมืองแร่’ ร้องปลดล็อก ‘โคกหนองนาโมเดล’ ทำเหมืองเพื่อเกษตรกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/447088

‘กลุ่มผู้ประกอบการเหมืองแร่’ ร้องปลดล็อก ‘โคกหนองนาโมเดล’ ทำเหมืองเพื่อเกษตรกรรม

วันอาทิตย์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 18.52 น.

13 ตุลาคม 2562 นายวิจักษ์ พงษ์เภตรา ประธานกรรมการกลุ่มเซ้าเทิร์น – บริษัท โชคพนาไมนิ่ง จำกัด เปิดเผยว่า ตนและผู้ประกอบการเหมืองแร่เกือบ 10 ราย ร่วมกันทำหนังสือถึง นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  และร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์   เสนอให้พิจารณาปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกิจการอื่นในพ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม  เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการเหมืองแร่ที่ธุรกิจต้องหยุดชะงักเพราะนโยบายของรัฐบาลและคำสั่งในยุค คสช.
นายวิจักษ์  กล่าวอีกว่า ในรัฐบาลปัจจุบันที่มาจากการเลือกตั้ง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมได้กล่าวไว้ว่ากรณีการขออนุญาตสำรวจและทำเหมืองแร่ในพื้นที่ส.ป.ก. นั้น กระทรวงอุตสาหกรรมจะประสานงานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมต่อไป ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดี  โดยกลุ่มผู้ประกอบการเห็นว่าการแก้ปัญหาครั้งนี้ควรให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายส.ป.ก.  ที่กิจการอื่นนั้นจะต้องเกี่ยวข้องหรือสนับสนุนภาคเกษตรกรรม  ต้องช่วยปรับปรุงทรัพยากรและปัจจัยการผลิตด้านการเกษตร  ส่งเสริมการพัฒนาอาชีพและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้เกษตรกรในพื้นที่ได้รับประโยชน์สูงสุด  รวมถึงผลประโยชน์ของประเทศ   จึงเสนอให้กระทรวงอุตสาหกรรมร่วมมือกับกระทรวงเกษตรฯในการพิจารณาแก้ไขปรับปรุงกฎหมายดังกล่าว
นอกจากนี้ทางกลุ่มผู้ประกอบฯยังได้นำเสนอนวัตกรรมการสำรวจและทำเหมืองแร่เพื่อเกษตรกรรมในชื่อ “โคกหนองนาโมเดล” เพื่อตอบโจทย์ในทุกคำถามว่า  ต่อไปการทำเหมืองแร่นอกจากจะต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไม่กระทบระบบนิเวศน์แล้ว  ยังต้องมีการออกแบบเพื่อประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อภาคเกษตรกรรมและตัวเกษตรกรในพื้นที่ด้วย  อีกทั้งยังสอดรับกับนโยบายบ่อน้ำขุมเหมืองที่จะเป็นแก้มลิงป้องกันน้ำท่วมและช่วยบรรเทาภัยแล้งในหน้าแล้ง
นายวิจักษ์ กล่าวต่ออีกว่า  การทำเหมืองในเขตส.ป.ก.สำหรับผู้ประกอบการใหม่จะช่วยให้มีแหล่งหินอุตสาหกรรมเพียงพอในทุกภูมิภาค เพื่อสนับสนุนโครงการลงทุนเมกะโปรเจ็กต์ของรัฐบาล ด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง  นอกจากนี้ยังเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจและรายได้ภาครัฐทางด้านภาษีและค่าภาคหลวงแร่  เพราะสินแร่หลายชนิดมีมูลค่าเชิงพาณิชย์มหาศาล