เดือดแล้ว! ‘เสี่ยต่อ’ท้า’สนธิ’โชว์หลักฐานบริษัทข้ามชาติดอดล็อบบี้อุ้ม3สารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445215

news_default

เดือดแล้ว! ‘เสี่ยต่อ’ท้า’สนธิ’โชว์หลักฐานบริษัทข้ามชาติดอดล็อบบี้อุ้ม3สารพิษ

วันศุกร์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 19.14 น.

“เฉลิมชัย ท้า”สนธิ ลิ้มทองกุล “เปิดเผยข้อมูลเจรจาเอกชนข้ามชาติจ่าย 1.5 พันล้านแลกการไม่แบน 3 สารพิษ ลั่นไม่เคยมีผลประโยชน์ ขนาดให้กินน้ำแข็งเปล่าแก้วเดียวจากใครยังไม่กิน ย้ำจุดยืนขอนัด 3 รมต.3 กระทรวงแถลงแบนพร้อมกัน

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ แถลงถึงจุดยืนการแบนสารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตร 3 ชนิด พาราควอต ไกลโฟเซส คอร์ไพริฟอส ว่า ตนจะตอบให้ชัดๆอีกทีหลังจากที่ได้พูดชัดเจนไปแล้ว วันนี้ ยืนยันได้เลยว่าไม่สนับสนุนการใช้สารพิษในการทำเกษตร ซึ่งตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงวันนี้ ได้คุยกันมาตอดมีความเห็นตรงกันกับนายจุรินทร์  ลักษณะวิศิษฐ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และ รองนายกฯรมว.พาณิชย์  ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ ได้หน่วยงานเป็นที่เป็นคณะกรรมการวัตถุอันตราย พร้อมใจแบนสาร 3 ตัวนี้ทันที

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ดังนั้นขอเรียกร้องให้ประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย และกรรมการ มีการประชุมเรื่องการแบนสารพิษโดยเร็วที่สุด พร้อมกับให้ลงมติโดยเปิดเผยต่อสาธารณะชน จะได้รู้ว่าใครเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย มิเช่นนั้นไม่ว่ามติจะออกมาอย่างก็จะมาโทษคนของกระทรวงเกษตรฯเป็นแพะรับบาปทุกครั้ง ซึ่งเรื่องนี้ตนจะไม่ยอมเป็นแพะ อย่างมีการไปกล่าวหาลือกันว่ามีผลประโยชน์

“ยืนยันผมกับท่านจุรินทร์ ไม่มีผลประโยชน์แม้แต่สลึงเดียว และผมไม่เคยกินน้ำแข็งใครมาเลี้ยงสักแก้วเดียว จึงขอความร่วมมือนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่กล่าวหาว่ามีบริษัทค้าสารเคมีต่างชาติรายใหญ่ มายื่นผลประโยชน์ให้ แลกกับการไม่แบนสาร 3 ตัวนี้ ต้องนำข้อมูลมาเปิดเผยต่อสังคมว่าไปพบใคร พบทีมงานของใคร เพราะผมได้สอบถามกันแล้วทั้งทีมงานของท่านจุรินทร์ และของผม ไม่มีใครมาพบ ซึ่งในวันที่ 23ก.ย.ผมและทีมงาน เดินทางไปแก้ไขปัญหาอุทกภัย จ.อุบลราชธานี เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมภาคอีสาน มีสื่อมวลชนตามไปด้วยก็เห็นว่าผมอยู่ที่นั้น ทั้งนี้ผมพร้อมที่ตั้งกรรมการตรวจสอบ ถ้ามีหลักฐานก็นำมาให้ผมได้ตลอดเวลา”นายเฉลิมชัย กล่าว

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า วันนี้ได้พูดคุยกับตัวแทนกระทรวงเกษตร ที่อยู่ในคณะกรรมการวัตถุอันตราย เพื่อให้เดินแนวทางของกระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายไม่เอา 3 สารนี้ ซึ่งตนยินดีมากขอเชิญนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว. อุตสาหกรรม  นายอนุทิน ชาญวีระกุล รองนายกฯและรมว.สาธารณสุข  ที่ทุกท่านพร้อมแบน 3 สาร ขอให้มาแถลงร่วมกันและตนด้วย จะเป็นแนวทางเดียวกันทั้ง 3  กระทรวงว่าพร้อมจะยกเลิกทันที

นอกจากนี้ขอให้รมว.อุตสาหกรรม สั่งการประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย และ เลขาคณะกรรมการฯ เรียกประชุมโหวตยกเลิกมติครั้งก่อนที่ให้จำกัดการใช้ และการประชุมครั้งต่อไปจะต้องไม่เอา 3 สาร ให้การลงมติโหวตแบบเปิดเผย เพราะยังลงมติลับก็ไม่มีความชัดเจน ขอเรียกร้องให้เปิดไปเลย เพราะไม่ต้องการให้ใครยืนข้างหลังคอยสั่งการและจะได้แก้ข้อกล่าวในเรื่องคณะกรรมการฯมีผลประโยชน์ ได้ด้วย

“ถ้าคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติยกเลิก3สาร ซึ่งการหาสารทดแทนสามารถทำได้ ผมบอก น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ ไปเร่งดูมอบหมายไปแล้ว รวมทั้งการชดเชยช่วยเกษตรกร สิ่งที่ทำได้ทันทีคือลดต้นทุนการผลิต เช่น ปุ๋ยสั่งตัด ท่านนายกรัฐมนตรี มีบัญชามาแล้วให้ช่วยเรื่องเพิ่มรายได้เกษตรกร ทั้งนี้ผมมีท่าทีชัดเจนแล้วต้องแบน 3 สาร ในส่วนตัวแทนของกระทรวงในคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งมีระดับปลัด อธิบดี ทุกคนมีวุฒิภาวะพิจารณา แต่ถ้ายังมีลงมติลับ สุดท้ายสังคมโยนมาบาปที่กระทรวงเกษตรฯต้อง ดังนั้นการลงมติเปิดเผยให้สังคมรับรู้ จะได้ไม่มีแพะในสังคม ถูกกล่าวหาเรื่องมีผลประโยชน์ สำหรับผมลูกผู้ชาย ยืนยัน ไม่มีเด็ดขาด น้ำแข็งเปล่าสักแก้วไม่เคยกินจากใคร จึงออกมาพูดให้สังคมเข้าใจข้อเท็จจริง”นายเฉลิมชัย กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายสนธิ ท้าไปเจอที่ศาลจึงจะเปิดข้อมูลที่บริษัทเอกชนค้าสารเคมีรายใหญ่ ไปพบที่พรรคประชาธิปัตย์ วันที่ 23 ก.ย.เวลา 15.00 น. รวมทั้งมีผลประโยชน์ 1.5 พันล้านบาทแลกกับการไม่แบนสาร 3 ตัว นายเฉลิมชัย กล่าวว่าใครเอาข่าวมา ขอให้เอามาเปิดเผย ไม่ใช่ไปลงข่าวเอาภาพตนมาลงข่าวทำให้เสียหาย และไม่มีการมาพบทีมงานตนหรือหัวหน้าพรรค หากเอกชนมาคุยกับตนจะโดนตนด่ากลับไปด้วย

“ใครที่กล่าวหาผมถ้ามีข้อมูลมา คุณเปิดมาเลย ว่าผมคุยที่ไหนอย่างไรหรือกับใครในพรรค ผมพร้อมดำเนินการสอบสวนให้ อย่าให้คนที่ไม่ได้ทำต้องมารับผิดชอบ และไม่จำเป็นต้องไปเจอที่ศาลตามที่นายสนธิ บอกเพราะผมไม่ใช่จำเลย”นายเฉลิมชัย กล่าว

นอกจากนี้ตนขอเปิดหนังสือของกระทรวงเกษตรฯให้สื่อดูที่ตนโดนโจมตี ลงนามโดยน.ส.ดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงฯที่นำมาเผยแพร่ตัดตอนบางส่วนเพื่อให้ว่าตนเห็นด้วยการกับจำกัดใช้สารพิษต่อไป แต่ในส่วนที่ มีการหารือทำอย่างไรเพราะตนเป็นห่วงความปลอดภัยผู้บริโภค หากไม่มีมติยกเลิกใช้จะทำอย่างไร ในเนื้อหาตรงนี้ไปตัดทอนข้อความ ข้อหารือออก ซึ่งตนได้สั่งการให้ปลัดกระทรวง เมื่อเดินทางกลับจากประเทศจีนให้มาชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมด

“ฝากไปถึงนายสนธิ ไปเปิดเผยข้อมูลขึ้นมาเลย ผมพร้อมสู้ทุกอย่าง ไม่ใช่ให้ผมมาเป็นแพะรับบาป ผมไม่ใช่จำเลย และได้สอบถามคนใกล้ชิด ยืนยันไม่มีใครมาคุยด้วย ส่วนคณะกรรมการ มีผลประโยชน์ หรือไม่อย่างไร ไม่อยากพูดจะเป็นบาป  แต่ขอให้ลงมติเปิดเผย ผมแบน3สารตัวแน่นอน มีนโยบายไปแล้วให้อธิบดีกรมวิชาการเกษตร และอธิบดีที่เกี่ยวข้องในส่วนของกระทรวงเกษตรฯโหวตเปิดเผย ลงมติอย่างไรสังคมจะได้รู้ทั้งหมด ผมจะได้จัดการหากลงไม่มติตามนโยบายที่ผมให้ไปคือแบน 3 สาร ”นายเฉลิมชัย กล่าว

ด้านนายจุรินทร์ กล่าวในกรณีกระแสข่าวที่บริษัทเอกชนไปเจราจาไม่ให้แบน 3 สาร กับคนของพรรคประชาธิปัตย์ จะตั้งกรรมการสอบเรื่องนี้หรือไม่ ว่า เลขาธิการพรรคได้ตอบมาแล้ว และท่าทีพรรคไม่เห็นด้วย พร้อมยืนยันแบน 3 สารแน่นอน พรรคได้ยืนยันชัดเจนสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ พร้อมสนับสนุน ในส่วนกระทรวงพาณิชย์ ที่เป็นตัวแทน 1 คนในกรรมการ จะโหวตแบน 3 สาร ส่วนเรื่องการหาสารทดแทน เป็นเรื่องวิญญูชนรู้ดีอยู่แล้วว่าอะไรที่ดีและปลอดภัยกับเกษตรกร ผู้บริโภค

ถามว่า ทำไมไม่ตั้งกรรมการสอบคนในพรรคที่มีนายทุนมาใช้พื้นที่พรรคเจรจาหาผลประโยชน์ นายจุรินทร์ กล่าวว่า เลขาฯพรรคตอบไปแล้วซึ่งมีสิทธิตั้งกรรมการสอบได้

เมื่อถามว่า ส่วนในฐานะหัวหน้าพรรค จะสอบหรือไม่ หรือต้องรอให้มีใบเสร็จก่อน นายจุรินทร์ กล่าวว่าเลขาพรรค ตอบแล้วจะไม่พูดซ้ำซ้อนอีก

เกษตรฯเสนอแบนสารอันตรายเพิ่ม98ชนิด จับตาขึ้นบัญชีดำ3สารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445099

news_default

เกษตรฯเสนอแบนสารอันตรายเพิ่ม98ชนิด จับตาขึ้นบัญชีดำ3สารพิษ

วันศุกร์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 14.52 น.

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร แจงเงื่อนไขยกเลิกการใช้วัตถุอันตราย เสนอแบนสารไปแล้ว 98 ชนิด พร้อมมีคณะทำงานเฝ้าระวังจับ 3 สารพิษ ‘พาราควอต ไกลโฟเซส ครอลไพริฟอส’ เข้าบัญชีไว้แล้ว 

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2562 นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงว่าหลักเกณฑ์และเงื่อนไขกรณีที่จะยกเลิกการใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรไม่ว่าจะเป็นชนิดก็ตาม  ต้องใช้ข้อมูลทางวิชาการพิจารณาในประเด็นต่างๆ ได้แก่ ข้อมูลความเป็นอันตรายต่อมนุษย์ มีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างชัดเจน  ข้อมูลการตกค้างพบว่ามีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม เป็นสารที่มีพิษเฉียบพลันสูง และเป็นอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์ได้ง่าย เป็นสารที่อยู่ภายใต้อนุสัญญาระหว่างประเทศ และมีสารใช้ทดแทนที่เหมาะสม

ดังนั้นเมื่อกรมวิชาการเกษตรได้พิจารณาภายใต้ข้อมูลทางวิชาการที่ชัดเจนตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว ก็จะเสนอคณะกรรมการวัตถุอันตรายเพื่อประกาศเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 คือห้ามผลิต นำเข้า ส่งออก และขาย เพื่อออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องบัญชีรายชื่อวัตถุอันตรายต่อไป โดยปัจจุบันกรมวิชาการเกษตรได้เสนอห้ามใช้วัตถุอันตรายไปแล้ว 98 ชนิด โดยมีเหตุผล ได้แก่ เป็นสารที่อาจก่อให้เกิดมะเร็ง มีพิษตกค้างนาน ทำให้เกิดพิษสะสมในดินได้นาน และเป็นสารที่ทำให้ตัวอ่อนในครรภ์ผิดปกติ

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร  กล่าวว่า นอกจากนี้เพื่อเป็นการเฝ้าระวังความเป็นอันตรายของวัตถุอันตรายทางการเกษตรที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตรได้แต่งตั้งคณะทำงานดำเนินการเกี่ยวกับวัตถุอันตรายที่ต้องเฝ้าระวัง โดยมีหลักเกณฑ์การจัดวัตถุอันตรายเข้าอยู่ในรายการเฝ้าระวัง ได้แก่ เป็นสารที่มีพิษเฉียบพลันสูง เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์ได้ง่าย มีข้อมูลว่าเป็นสารที่มีพิษเรื้อรัง และเป็นผลร้ายต่อมนุษย์และสัตว์ทดลอง เป็นสารที่อยู่ภายใต้อนุสัญญาระหว่างประเทศ เช่น อนุสัญญารอตเตอร์ดัม โดยสารที่อยู่ภายใต้อนุสัญญานี้ต้องมีการแจ้งก่อนการนำเข้า  อนุสัญญาสตอกโฮล์ม ซึ่งสารที่อยู่ภายใต้อนุสัญญานี้เป็นสารที่มีความเป็นพิษตกค้างในสิ่งแวดล้อมยาวนาน  และพิธีสารมอนทรีออล โดยสารที่อยู่ภายใต้อนุสัญญานี้เป็นสารที่ทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน

นอกจากนี้ยังเป็นสารที่มีพิษตกค้างสะสมในสิ่งมีชีวิตและถ่ายทอดได้ในห่วงโซ่อาหาร เป็นสารที่สลายตัวยาก และมีความคงทนในสภาพแวดล้อม เป็นสารที่เป็นอันตรายอย่างรุนแรงต่อพืชหรือสัตว์ที่เป็นประโยชน์ และเป็นสารที่ถูกห้ามใช้ หรือ เฝ้าระวัง หรือ จำกัดการใช้ในต่างประเทศ

“ปัจจุบันกรมวิชาการเกษตรมีวัตถุอันตราย ที่อยู่ในบัญชีที่ต้องเฝ้าระวังตามหลักเกณฑ์การพิจารณาดังกล่าวแล้วรวม 18 ชนิด ซึ่ง พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ก็ถูกจัดรวมอยู่ด้วย โดยหากคณะกรรมการที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายมีมติประการใดเกี่ยวกับวัตถุอันตราย กรมวิชาการเกษตรก็พร้อมที่จะปฏิบัติตามทุกประการ” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

แนะเกษตรกรใช้แอพพลิเคชั่นFarmbook แจ้งเตือนรับเงินประกันรายได้ข้าว-ปาล์ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/444974

แนะเกษตรกรใช้แอพพลิเคชั่นFarmbook แจ้งเตือนรับเงินประกันรายได้ข้าว-ปาล์ม

วันศุกร์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้ทำการปรับปรุงแอพพลิเคชั่น Farmbook ให้สามารถตรวจสอบผลการรับเงินจากโครงการสนับสนุนต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2562 – 2563 โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2562 – 2563 และโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน ปี 2562 – 2563 และมาตรการช่วยเหลืออื่นๆจากภาครัฐ ให้เกษตรกรสามารถตรวจสอบการรับเงินได้ภายในแอพพลิเคชั่น โดยการเข้าสู่ระบบ จากนั้นเลือกหัวข้อ “ติดตามสิทธิ์” แล้วเลือกชื่อโครงการที่ต้องการตรวจสอบ

Farmbook หรือสมุดทะเบียนเกษตรกรอิเล็กทรอนิกส์ คือแอพพลิเคชั่นที่กรมส่งเสริมการเกษตรพัฒนาเพื่ออำนวยความสะดวกให้เกษตรกรในการแจ้งปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรได้ด้วยตัวเองผ่านโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนซึ่งเกษตรกรสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นได้ผ่านโทรศัพท์สมาร์ทโฟนในระบบ IOS และ Android ซึ่งจำเป็นต้องใช้รหัสทะเบียนเกษตรกรบนสมุดทะเบียนเกษตรกรเล่มเขียวเพื่อเข้าใช้งาน

กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดำเนินการขึ้นและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร เพื่อเก็บข้อมูลการทำการเกษตรของเกษตรกรในแต่ละช่วงการปลูก แล้วประสานงานร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ตรวจสอบข้อมูลเกษตรกรผู้มีสิทธิเข้าร่วมโครงการและโอนเงินให้กับเกษตรกรโดยตรงผ่านทางบัญชีของเกษตรกรที่เปิดไว้กับ ธ.ก.ส.

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวทิ้งท้ายว่า โครงการสนับสนุนต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2562-2563ทางธ.ก.ส.ได้เริ่มดำเนินการจ่ายเงินแล้ว โครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันปี2562-2563 จะทำการจ่ายเงินงวดแรกในวันที่1 ตุลาคม 2562 สำหรับโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2562 – 2563 จะเริ่มจ่ายเงินในวันที่ 15 ตุลาคม 2562

อ่างทองพลิกวิกฤติเป็นโอกาส ปลูกพืชผัก-ข้าวโพดเพิ่มมูลค่าในที่นาไม่เหมาะปลูกข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/444977

อ่างทองพลิกวิกฤติเป็นโอกาส ปลูกพืชผัก-ข้าวโพดเพิ่มมูลค่าในที่นาไม่เหมาะปลูกข้าว

วันศุกร์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยว่า สินค้าเกษตรสำคัญที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุด (Top 4) ของจ.อ่างทอง ได้แก่ ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง ไข่ไก่ และมะม่วงน้ำดอกไม้ โดยเกษตรกร ได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) จากการผลิตข้าวนาปี ในพื้นที่เหมาะสมมากและเหมาะสมปานกลาง (S1/S2)  เฉลี่ย 1,050 บาท/ไร่ ส่วนพื้นที่เหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม (S3/N)เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 604 บาท/ไร่  ข้าวนาปรัง พื้นที่ S1/S2 เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 1,252 บาท/ไร่ ส่วนพื้นที่ S3/N เฉลี่ย 934 บาท/ไร่ มะม่วงน้ำดอกไม้ ได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 6,508 บาท/ไร่ และ ไข่ไก่ ได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 0.07 บาท/ฟอง

หากพิจารณาเฉพาะพื้นที่ปลูกข้าวของจ.อ่างทอง พบว่า พื้นที่ S1/S2 สำหรับปลูกข้าวมี 366,388 ไร่ และพื้นที่ S3/N มีเพียง 13,859 ไร่ โดยพื้นที่ไม่เหมาะสมบางส่วนเกษตรกรสามารถปรับเปลี่ยนการผลิตและพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพเพื่อเพิ่มมูลค่าอย่างหลากหลาย ได้แก่ การปลูกผักต่างๆ เช่น ตะไคร้ มีต้นทุนการผลิต 22,089 บาท/ไร่ ใน 1 ปี ปลูกได้ถึง 2 รอบเกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 20,086 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคารับซื้อในจังหวัดอยู่ที่กิโลกรัมละ 13-15 บาทโดยตะไคร้สามารถทำสมุนไพรแปรรูปส่งขายได้ทั้งตลาดภายในและนอกจังหวัด

ชะอม ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 19,734 บาท/ไร่ ยิ่งดูแลถูกวิธีและให้น้ำสม่ำเสมอเก็บยอดได้วันเว้นวัน สร้างรายได้ให้เกษตรกรเกือบทุกวัน ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 22,266 บาท/ไร่/ปี ราคารับซื้อในจังหวัดกิโลกรัมละ10-15 บาท ส่งขายตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง และผู้บริโภคโดยตรง นอกจากตัดยอดขายแล้วยังชำกิ่งพันธุ์ขายได้อีก

ข่าแดง (ข่าอ่อน) มีต้นทุนการผลิต 68,998 บาท/ไร่ เมื่อถึงอายุเก็บเกี่ยว ยังปล่อยทิ้งไว้ได้อีกประมาณ 7-8 เดือน เพราะข่าจะแตกหน่อใหม่ต่อเนื่อง ให้ผลตอบแทน สุทธิเฉลี่ย 27,003 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคารับซื้อในจังหวัดอยู่ที่กิโลกรัมละ 15-20 บาท และยังนำมาแปรรูปเป็นส่วนผสมของพริกแกง

มะเขือเทศราชินี มีต้นทุนการผลิต 34,252 บาท/ไร่ ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 46,891 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคารับซื้อในจังหวัดอยู่ที่กิโลกรัมละ 40-60 บาท นอกจากการปลูกผักต่างๆ แล้ว เกษตรกรยังปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนาได้ โดยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีต้นทุนการผลิต 4,161 บาท/ไร่ ระยะเก็บเกี่ยว 120 วันเกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 3,172 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคารับซื้อ ในจังหวัดอยู่ที่กิโลกรัมละ 6-8 บาท ส่งขายแหล่งรับซื้อที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี

ด้านนายชีวิต เม่งเอียด ผอ.สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 จังหวัดชัยนาท (สศท.7) กล่าวเสริมว่านอกจากนี้ การปลูกไม้ยืนต้น(ไม้ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ) เพื่อแซมในพื้นที่ว่างเปล่าของเกษตรกรยังเป็นอีกทางเลือกเสริมรายได้ อาทิ ต้นสัก ต้นพยูง ต้นมะค่า ต้นประดู่ ต้นสะเดา ต้นเต็ง และ ต้นรัง เนื่องจากเป็นไม้ที่ปลูกง่าย เจริญเติบโตได้ดี ทั้งนี้ ผู้สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมข้อมูลพืชทางเลือกในภาคกลาง สอบถามได้ที่สศท. 7 โทร. 0-5640-5005-8 หรืออีเมล zone7@oae.go.th

ก.เกษตรฯโชว์วิสัยทัศน์เวทียูเอ็น ยกระดับการผลิต-วิจัยข้าวยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/444976

ก.เกษตรฯโชว์วิสัยทัศน์เวทียูเอ็น ยกระดับการผลิต-วิจัยข้าวยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเปิดประชุมและนิทรรศการข้าวเพื่อความยั่งยืน ครั้งที่ 2 หัวข้อ การก้าวข้ามไปสู่ข้าวเพื่อความยั่งยืน “Business Unusual: A cross-cutting towards sustainable rice” ณ ศูนย์ประชุมแห่งสหประชาชาติ (UN) ประเทศไทยว่า ข้าว เป็นสินค้าเกษตรที่สำคัญกับประเทศไทย เป็นอาหารเลี้ยงประชากรโลกกว่า 3,500 ล้านคน โดยประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 70 ล้านไร่ หรือเกือบ 50% ของพื้นที่ทำการเกษตร มีเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเกือบ 4 ล้านครัวเรือน มีมูลค่าส่งออกประมาณ 5.8 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี อย่างไรก็ตาม ภาคเกษตรต้องเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยธรรมชาติ อุทกภัย ภัยแล้ง โรคและแมลงศัตรูพืชระบาดซึ่งทำให้ผลผลิตข้าวเกิดความเสียหาย นอกจากนี้เกษตรกรรายย่อยยังต้องเผชิญความผันผวนของราคาข้าวในตลาดโลก ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ส่งผลให้รายได้และชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรลดลง

กระทรวงเกษตรฯจึงมีนโยบายดำเนินการเกี่ยวกับระบบการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน โดยการกำหนดยุทธศาสตร์ข้าวไทย พ.ศ. 2560-2564 มุ่งให้ประเทศไทยเป็นผู้นำพัฒนาระบบการค้าข้าว โดยใช้กลไกการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นแหล่งผลิตข้าวที่มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพข้าวเป็นเลิศเป็นที่ต้องการของตลาด รวมทั้งชาวนาต้องมีความเป็นอยู่ที่ดี องค์กรชาวนาเข้มแข็งและมั่นคง ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพข้าวของไทยให้สูงขึ้น เป็นที่ยอมรับของตลาดทั้งในและนอกประเทศ ผ่านโครงการที่สำคัญๆ อาทิ โครงการแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร โครงการเกษตรแปลงใหญ่  ตลอดจนนโยบายเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์

นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน เกษตรกร และองค์การระหว่างประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับความร่วมมือเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) อาทิ โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดภาวะโลกร้อนจากการทำนาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Nationally AppropriateMitigation Action [NAMA] Facility) ร่วมกับประเทศเยอรมนี สหราชอาณาจักร เดนมาร์ก และสหภาพยุโรป และโครงการส่งเสริมการเพาะปลูกข้าวอย่างยั่งยืน ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวรายย่อยของไทย ใน จ.อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด และสุรินทร์ โดยใช้มาตรฐาน Sustainable Rice Platform(SRP) ร่วมกับหน่วยงาน GIZ, Olam และ MARS เป็นต้น

“สำหรับด้านการวิจัยและพัฒนา พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงทุ่มเทและให้ความสำคัญกับงานด้านข้าวมาโดยตลอด และทรงมีพระราชดำริให้ดำเนินการเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนาข้าวในโครงการส่วนพระองค์ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ รวมทั้งทรงสนับสนุนการวิจัยข้าวโดยในโอกาสที่ทรงครองราชย์ครบ 70 ปีและทรงงานด้านข้าวมาอย่างต่อเนื่องคณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2559 ให้เฉลิมพระเกียรติล้นเกล้ารัชกาลที่ 9เป็นบิดาแห่งการวิจัยและพัฒนาข้าวไทย ตลอดจนกระทรวงเกษตรฯ ได้พัฒนาการวิจัยข้าวอย่างต่อเนื่อง จากการดำเนินการก่อตั้งศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว 30 ศูนย์ และศูนย์วิจัยข้าว 27 ศูนย์ เพื่อให้ได้ข้าวที่มีคุณภาพ พร้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงของรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ดำเนินงาน เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของเกษตรกร” รมช.เกษตรฯกล่าว

ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าว เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ดี และข้อมูลด้านการตลาด นโยบาย กลไกการเงิน เทคโนโลยี นวัตกรรมที่เปลี่ยนผ่านและยกระดับการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน รวมทั้งจัดแสดงความสำเร็จของประเทศในการดำเนินการพัฒนาระบบการผลิตข้าวแบบยั่งยืนที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ รมช.เกษตรฯได้มอบข้าวพันธุ์ กข.43 ผลิตโดยกลุ่มเกษตรกรนาแปลงใหญ่ ต.เดิมบาง อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นกลุ่มนำร่องภายใต้โครงการ Thai Rice NAMA ที่ปรับวิธีคิดทำนา โดยมุ่งเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนการผลิตและพัฒนาคุณภาพข้าว ให้ผู้เข้าร่วมประชุมด้วย

อธิบดีหม่อนไหมมอบนโยบายขรก. เพิ่มการผลิตขยายตลาดในปท.-ตปท. ก.เกษตรฯโชว์วิสั

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/444975

อธิบดีหม่อนไหมมอบนโยบายขรก. เพิ่มการผลิตขยายตลาดในปท.-ตปท. ก.เกษตรฯโชว์วิสั

วันศุกร์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายวสันต์ นุ้ยภิรมย์ อธิบดีกรมหม่อนไหม มอบแนวทางการปฏิบัติราชการให้ผู้บริหารและข้าราชการกรมหม่อนไหมในโอกาสเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมหม่อนไหม คนที่ 8 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2562 โดยวางแนวทางการปฏิบัติราชการในปีงบประมาณ 2563 เน้นทำงานที่มุ่งเป้าไปที่เพิ่มผลผลิต เร่งระดมข้อมูลกำลังการผลิตสินค้าหม่อนไหมและความต้องการใช้ของแต่ละจังหวัด ได้แก่ รังไหมอุตสาหกรรม เส้นไหมหัตถกรรม หม่อนผลสด ชาหม่อน และผลิตภัณฑ์อื่นๆ

อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวต่อว่า กรมหม่อนไหมยังทำงานเชื่อมโยงกับนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการส่งเสริมโครงการหรือกิจกรรมที่มีศักยภาพ มีผลผลิต และมีความคุ้มค่า ขณะเดียวกันก็ดำรงไว้ซึ่งงานมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถฯ ทั้งในพื้นที่อนุรักษ์และในพื้นที่ที่สร้างงานขึ้นมาใหม่ โดยวางแนวทางขับเคลื่อนนโยบายในระดับพื้นที่เป็นสำคัญ

นอกจากนี้ ยังเชื่อมโยงกับนโยบายตลาดนำการผลิต โดยส่งเสริมการตลาดในประเทศ รณรงค์ให้คนไทยสวมใส่ผ้าไหมมากขึ้น อย่างน้อยในงานเทศกาลและงานวันสำคัญต่างๆ  รวมทั้งส่งเสริมการตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศที่เป็นคู่ค้าสำคัญของสินค้าหม่อนไหม

“การเพิ่มปริมาณการผลิต จะช่วยตอบโจทย์การส่งเสริมและพัฒนางานหม่อนไหมของประเทศได้เป็นอย่างดี เราจึงต้องเพิ่มจำนวนเกษตรกรไหมอุตสาหกรรม ไหมหัตถกรรม และการแปรรูป รวมถึงผู้ประกอบการหม่อนไหม เพิ่มปริมาณการผลิตสินค้าหม่อนไหม ผ้าไหม และผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมทั้งส่งเสริมการตลาดสินค้าหม่อนไหมทั้งในประเทศและต่างประเทศด้วย” อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าว

เลาะรั้วเกษตร : อย่าตามกระแส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/444980

281225166

เลาะรั้วเกษตร : อย่าตามกระแส

วันศุกร์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เดือนกันยายน เป็นเดือนสุดท้ายของปีงบประมาณสำหรับหน่วยงานราชการ เป็นธรรมเนียมของหน่วยงานที่จะต้องมีการประชุม สัมมนา และจัดงานมอบโล่ประกาศเกียรติคุณสำหรับผู้เกษียณอายุราชการ เป็นการขอบคุณ ผู้ที่ปฏิบัติงานให้กับองค์กรมาเป็นเวลานานจนถึงวาระเกษียณอายุราชการ ในวัย 60 – 61 ปี (บางท่านมีแถมเพราะเกิดหลังวันที่ 30 กันยายน)

ปีนี้ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เกษียณอายุราชการ ได้แก่อธิบดีกรมการข้าว ประสงค์ ประไพตระกูล ที่ทำงานจนวันสุดท้าย 30 กันยายน 2562 เดินลงจากตึกที่ทำการ รับดอกกุหลาบแดงจากผู้ใต้บังคับบัญชาที่มารอส่งจากชั้นบน จนถึงชั้นล่าง ได้กุหลาบแดงหอบใหญ่ล้นเกินจะหอบได้ ก่อนที่จะขับรถเบนซ์ส่วนตัวกลับบ้าน ถอดหัวโขนไว้ที่กรมการข้าว…….

นอกจากนี้ยังมี อธิบดีกรมหม่อนไหมศิริพร บุญชู อธิบดีกรมประมง อดิศร พร้อมเทพเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร จริยาสุทธิไชยา ซึ่งบรรยากาศการจากลากับผู้ใต้บังคับบัญชาคงไม่แตกต่างกัน…….คนเก่าไปคนใหม่มา…..มาแทนคนที่เกษียณบ้าง มาแทนคนที่ถูกย้ายบ้างว่ากันไป….ลอตแรกของการแต่งตั้งคนใหม่มาแทนคนเก่า คือ สุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ จากผู้ตรวจราชการกระทรวงมาเป็นอธิบดีกรมการข้าว มีศักดิ์ ภักดีคงจากรองปลัดกระทรวง มาเป็นอธิบดีกรมประมงเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง จากผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ มาเป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร โดยโยกอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร(เดิม) สำราญ สาราบรรณ์ ไปเป็นรองปลัดกระทรวง

ลอตที่ 2 แต่งตั้ง ระพีภัทรจันทรศรีวงศ์ จากผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯเป็นเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และ วสันต์ นุ้ยภิรมย์ รองอธิบดีกรมหม่อนไหม ขึ้นเป็นอธิบดีกรมหม่อนไหม…….นอกนั้นจะมีตำแหน่งว่างของผู้ตรวจราชการกระทรวง และ รองอธิบดีอีกหลายกรม ที่เกษียณอายุราชการ ให้คนที่อยู่ได้หมุนเวียนเติบโตอีกหลายท่าน…ขอให้ทุกท่านโชคดี

การแต่งตั้งโยกย้ายระดับอธิบดีคงลงตัวแล้ว แต่อย่างที่เคยบอกว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ในบรรยากาศการขับเคลื่อนด้วยนักการเมือง….กรมที่หลายคนเป็นห่วง คือ กรมวิชาการเกษตร ที่ถูกการเมืองเล่นแรงเกิน….นับตั้งแต่ได้รัฐมนตรีช่วยว่าการหญิงมาดูแล ด้วยการชูธงแบนสารเคมี 3 ชนิด โดยที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสารเคมี 3 ชนิด ที่จะแบน หรือยกเลิกนั้นเขาใช้ทำอะไร ใช้อย่างไร ใช้กับพืชอะไร แบนแล้วจะมีผลกระทบอย่างไรบ้าง และที่เขาทำกันมาเป็นแรมปี เขาทำกันไปถึงไหนแล้ว

กรมวิชาการโดนดิสเครดิต ตั้งแต่การรายงานข้อมูลสต๊อคสารเคมีที่ไม่รวดเร็วทันใจจนรัฐมนตรี ต้องบุกมาขอข้อมูลเองถึงสำนักงาน ได้ข้อมูลไปแล้วยังมีการตรวจสอบด้วยการบุกไปดูการทำงานของด่านตรวจพืชท่าเรือ กรุงเทพฯ ของกรมวิชาการเกษตร เพื่อจะดูว่าการนำเข้าสารเคมี3 ชนิดนั้น เมื่อนำเข้ามาแล้วกระจายไปอยู่ที่ใดบ้างตรงกับข้อมูลที่ได้มาหรือไม่ พร้อมกับบอกว่า“เมื่อมีการยกเลิก ของเหล่านี้ต้องหายไปไม่ใช่การยืดเวลาขายของ เราต้องการให้สาร 3 ชนิดนี้ขาดไปเลย”

จากคำพูดนี้ แสดงให้เห็นว่า ท่านไม่เข้าใจการทำงาน และกระบวนการในการยกเลิกการใช้สารเคมี ซึ่งต้องมีระยะเวลานานพอสมควร ที่จะให้สินค้าที่มีอยู่ในสต๊อคของผู้ประกอบการค่อยๆ หมดไป ด้วยมาตรการห้ามนำเข้ามาเพิ่มเติม และจำกัดการใช้ คือใช้ให้ถูกวิธี ใช้ให้ปลอดภัย ใช้ในพืช และพื้นที่ที่กำหนด และมาตรการควบคุมอื่นๆ ที่ออกมาก่อนหน้านี้ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการอบรมเกษตรกร ชี้แจงทำความเข้าใจในมาตรการจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด กับเกษตรกรอยู่แทบเป็นแทบตายทั่วประเทศในขณะนี้ โดยมาตรการนี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 ตุลาคม ที่จะถึงนี้

มาตรการที่บังคับใช้ คือ เกษตรกรที่จะซื้อสารเคมี 3 ชนิดนี้ ไปใช้ได้ จะต้องผ่านการอบรมการใช้สารเคมีอย่างถูกต้องก่อน และต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตรเท่านั้น ผู้ที่ใช้สารเคมี 3 ชนิดนี้ ฉีดพ่นในแปลงพืช จะต้องเป็นผู้ที่ผ่านการอบรมวิธีการฉีดพ่นที่ถูกต้อง และปลอดภัยจากกรมวิชาการเกษตรก่อน จึงจะอนุญาตให้ฉีดพ่นได้สารเคมีกำจัดวัชพืช พาราคาควอต และไกลโฟเซต จะใช้ได้กับพืช 6 ชนิดเท่านั้น คือ ข้าวโพด มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน อ้อยและ ไม้ผล คลอร์ไพรีฟอส ใช้เฉพาะกำจัดหนอนเจาะลำต้นในไม้ผลเท่านั้น ห้ามใช้สาร 3 ชนิดในนาข้าว พืชผัก สมุนไพร พื้นที่สาธารณะ และพื้นที่ต้นน้ำ

มาตรการจำกัดการใช้ ยืดเวลาการขายจริง แต่เป็นการยืดเวลาเพื่อให้สินค้าหมดไปด้วยวิธีการที่ไม่เสียหาย การที่ท่านประกาศจะยกเลิกการใช้ แล้วให้สารเคมี 3 ชนิด หมดไปทันทีนั้น ทำได้อย่างเดียว คือเอามาเผาทำลาย เหมือนการทำลายยาเสพติด ผู้ประกอบการยอมหรือไม่….เพราะเขานำเข้ามาจำหน่ายอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และจำหน่ายมานานเป็น 30-40 ปี….เป็นธรรมกับเขาหรือไม่….ถ้าจะให้ผู้ประกอบการยอมก็คือ รัฐบาลจะต้องเป็นผู้ซื้อสารเคมีเหล่านั้นเอง เพื่อนำมาทำลาย การทำลายสารเคมีไม่ใช่เผาทำลายง่ายๆ แบบยาเสพติด ต้องมีวิธีการและต้องใช้เตาเผาพิเศษ แน่ใจได้อย่างไรว่าจะไม่รั่วไหล..ฯลฯ สารพัดปัญหาละท่าน ถ้าท่านจะโหนกระแส……แต่ถ้าท่านจะทำด้วยความสุขุมคำภีรภาพ ท่านก็จะประสบความสำเร็จ และได้ใจมวลชน อย่างน้อยก็เกษตรกรที่ยังจำเป็นต้องใช้สารเคมี 3 ชนิดนี้อยู่

คิดสิ…คิดถึงคนอื่นบ้าง…

แว่นขยาย

บิ๊กเกษตรฯลั่น!พร้อมแจงจุดยืน3สารเคมี ย้ำไม่ต่อต้านหากต้องยกเลิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/444883

news_default

บิ๊กเกษตรฯลั่น!พร้อมแจงจุดยืน3สารเคมี ย้ำไม่ต่อต้านหากต้องยกเลิก

วันพฤหัสบดี ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 15.26 น.

“อธิบดีกรมวิชาการเกษตร”ลั่นพร้อมแจงจุดยืนสารเคมีทางการเกษตร3ชนิด ให้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ยันที่ผ่านมาทำหน้าที่ตามกฎหมายให้อำนาจไว้ ย้ำไม่ต่อต้านหากต้องยกเลิกใช้

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2562 น.ส.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวถึงแนวทางการดำเนินการของกรมวิชาการเกษตร เกี่ยวกับวัตถุอันตราย 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ว่า กรมวิชาการเกษตรเป็นเพียงหน่วยงานผู้ปฏิบัติตามข้อเท็จจริงตามหลักวิชาการ และตามข้อกฎหมายที่ให้อำนาจหน้าที่ไว้เพียงบางส่วนเท่านั้น ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่เบ็ดเสร็จทั้งหมด โดยกรมวิชาการเกษตรพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ตามทิศทางที่ถูกต้องตามข้อเท็จจริง ตามหลักวิชาการและภายใต้กรอบกฎหมายที่ให้ไว้ ขอยืนยันว่า กรมวิชาการเกษตรไม่ได้ต่อต้านการยกเลิกการใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิด แต่อย่างใด แต่เป็นการให้ข้อเท็จจริงตามหลักวิชาการเท่านั้น  การตัดสินใจขั้นสุดท้ายเป็นอำนาจของคณะกรรมการที่ระบุไว้ชัดเจนตามกฎหมาย

ทั้งนี้ การยกเลิกการใช้สารเคมีทางการเกษตรจำเป็นต้องมีข้อมูลและเหตุผลประกอบการยกเลิกที่ชัดเจนและเพียงพอ เช่น ข้อมูลความเป็นพิษของสารเคมีต่อสุขภาพมนุษย์ สุขภาพสัตว์ รวมถึงการตกค้างในพืชและสิ่งแวดล้อม และมีสารที่ใช้ทดแทน ซึ่งกรมวิชาการเกษตรมีหน้าที่ต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ และขอเน้นย้ำว่า ที่ผ่านมาได้ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้วตามขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่ระบุไว้ในกฎหมายตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 ซึ่งให้อำนาจหน้าที่กรมวิชาการเกษตร พิจารณาขึ้นทะเบียนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในประกาศกระทรวงเกษตรฯ และพิจารณาการขออนุญาตและการอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยกรมวิชาการเกษตรพร้อมที่จะปฏิบัติตามมติของคณะกรรมการที่มีอำนาจที่ระบุไว้ชัดเจนตามกฎหมายทุกประการ

‘686องค์กร’รุกหนัก!! จี้’เฉลิมชัย-ปชป.’แสดงจุดยืน หนุนหรือยกเลิกใช้3สารเคมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/444876

news_default

‘686องค์กร’รุกหนัก!! จี้’เฉลิมชัย-ปชป.’แสดงจุดยืน หนุนหรือยกเลิกใช้3สารเคมี

วันพฤหัสบดี ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 15.17 น.

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2562 นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถีกล่าวว่า ได้รับทราบการให้สัมภาษณ์ของ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2562 ระบุว่า “กรณีสารพิษ 3 ตัว ผมเองยืนยันโดยเบื้องต้นได้เลยว่า ผมไม่สนับสนุนให้มีการใช้สารนี้” ดังนั้น หากนายเฉลิมชัย ทั้งในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ไม่สนับสนุนการใช้สารเคมีทางการเกษตรอันตรายจริง ขอให้ทำหนังสืออย่างเป็นทางการเพื่อลดความสับสนและการวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชน ที่รอเห็นการยกเลิกสารพิษร้ายแรง ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส

เนื่องจากคำให้สัมภาษณ์นี้ขัดแย้งกับข้อสั่งการที่ระบุในหนังสือของ น.ส.ดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ในขณะนั้นที่ระบุว่า เมื่อได้นำร่างหนังสือของกรมวิชาการเกษตร (วันที่ 17 กันยายน 2562) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของ นางมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร ที่ได้เสนอต่อประธานคณะกรรมการวัตถุอันตรายให้พิจารณาแบนพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส นำมาปรึกษานำมาหารือ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2562 ปรากฏว่านายเฉลิมชัย ได้เสนอแนะให้กระทรวงเกษตร “ดำเนินการตามมติกรรมการวัตถุอันตรายในการให้จำกัดการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด”

ทั้งนี้ นายวิฑูรย์ กล่าวต่อว่า เพื่อยืนยันว่าในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ไม่สนับสนุนให้มีการใช้สารพิษร้ายแรงทั้ง 3 ชนิดจริง นายเฉลิมชัย สามารถทำได้ 2 วิธี ดังนี้ 1.ปฏิเสธว่าหนังสือที่ลงนามโดย น.ส.ดุจเดือน ศศะนาวิน ที่อ้างข้อเสนอแนะของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ให้ “ดำเนินการตามมติกรรมการวัตถุอันตรายในการให้จำกัดการใช้” เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2562 นั้น เป็นความเข้าใจผิด หรือการสื่อสารที่ผิดพลาดของรองปลัดฯ และเรียกคืนหนังสือดังกล่าวโดยเร่งด่วน เพราะนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร คือ “ไม่สนับสนุนการใช้สารพิษทั้ง 3 ชนิด” ดังคำแถลงล่าสุด

2.ทำจดหมายอย่างเป็นทางการในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ สนับสนุนข้อเสนอของ รมช.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ถึงประธานคณะกรรมการวัตถุอันตรายให้พิจารณาแบนสารพิษทั้ง 3 ชนิด  พร้อมสั่งการและมอบนโยบายอย่างเป็นทางการต่อผู้บริหารของกระทรวงเกษตรฯ 5 คน ที่เป็นกรรมการในคณะกรรมการวัตถุอันตราย ได้แก่ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร อธิบดีกรมประมง อธิบดีกรมปศุสัตว์ และเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เพื่อให้ลงมติให้แบนสารพิษร้ายแรงทั้ง 3 ชนิด (พิจารณาให้เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ซึ่งห้ามผลิตนำ เข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง) ตามนโยบายของกระทรวงฯ

“การโยนการตัดสินใจในการแบนสารพิษร้ายแรงว่าเป็นบทบาทของกระทรวงอุตสาหกรรม หรือคณะกรรมการวัตถุอันตราย ทั้งๆ ที่กระทรวงเกษตรฯ เป็นผู้กำกับดูแลการใช้สารพิษทั้ง 3 ชนิดโดยตรง อีกทั้งตนเองมีหน้าที่ในการกำกับหน่วยงาน 5 หน่วยงานที่เป็นกรรมการวัตถุอันตราย 5 คน แต่กลับไม่ดำเนินการนั้น นอกเหนือจากไม่ส่งผลดีต่อนายเฉลิมชัยแล้ว แต่จะส่งผลกระทบอย่างสำคัญต่อภาพลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ และจะมีผลต่อการเลือกตั้งในระดับต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อไปด้วยจึงเรียกร้องให้นายเฉลิมชัย และพรรคประชาธิปัตย์ แสดงจุดยืนที่ชัดเจน และพิสูจน์ให้เห็นด้วยการกระทำว่าต้องการคุ้มครองสุขภาพของประชาชน ไม่ใช่ปกป้องผลประโยชน์ของบริษัทสารพิษ” นายวิฑูรย์กล่าว

‘เฉลิมชัย’มึน!! บอกยังไม่ทราบข้อเรียกร้องกลุ่มต้าน3สารเคมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/444864

news_default

‘เฉลิมชัย’มึน!! บอกยังไม่ทราบข้อเรียกร้องกลุ่มต้าน3สารเคมี

วันพฤหัสบดี ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 15.03 น.

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ยังไม่ทราบข้อเรียกร้องของเครือข่ายต้านสารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตร 686 องค์กร ที่ต้องการให้ตนทำหนังสือชี้แจงอย่างเป็นทางการถึงจุดยืนของกระทรวงเกษตรฯ และพรรคประชาธิปัตย์ เกี่ยวกับสารเคมี 3 ชนิด แต่ได้รับนัดที่จะให้ผู้แทนเครือข่ายดังกล่าวมาพบในวันที่ 9 ตุลาคม ซึ่งจะได้มีการพูดคุยกันในวันนั้น โดยระหว่างนี้จะไม่ตอบคำถามเรื่องสารเคมี 3 ชนิดอีก เพราะได้ชี้แจงอย่างชัดเจนแล้วทั้งหมด หากกล่าวอะไรไปอาจกลายเป็นวิวาทะ โต้กันไปมาซึ่งไม่เกิดประโยชน์