‘เฉลิมชัย’ลั่น!! หนุน’รมช.มนัญญา’ฟันธงยกเลิก3สารเคมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445570

news_default

‘เฉลิมชัย’ลั่น!! หนุน’รมช.มนัญญา’ฟันธงยกเลิก3สารเคมี

วันจันทร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 09.16 น.

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ทราบถึงการนัดประชุมของผู้แทน 4 ภาคส่วน เพื่อหาข้อสรุปในการยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด ซึ่งเป็นบัญชาของนายกรัฐมนตรีที่ห่วงใยเรื่องนี้อย่างยิ่ง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับสุขภาพของประชาชน จึงให้ผู้แทนภาครัฐ ผู้นำเข้า เกษตรกร และผู้บริโภค ร่วมกันหารือถึงปัญหา การแก้ไข และผลกระทบ ทั้งนี้ เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจกันและหาวิธีได้เพื่อสร้างความเข้าใจต่อสังคมว่า รัฐบาลไม่ได้เอื้อประโยน์ต่อผู้นำเข้าสาร 3 ชนิดนี้ แล้วรายงานให้นายกฯ ทราบด้วย

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ มีจุดยืนชัดเจนที่จะยกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ซึ่งได้เรียน น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ ซึ่งเป็นประธานการประชุมวันนี้ ว่าตัดสินใจได้เลย อีกทั้งในฐานะที่กำกับดูแลกรมวิชาการเกษตร ได้ให้ น.ส.มนัญญา เร่งรัดกรมวิชาการเกษตร ให้หาสารทดแทน และสารทดแทนดังกล่าวต้องไม่กระทบกับเกษตรกรทั้งเรื่องของราคา คุณภาพ รวมถึงความเป็นพิษ ตามที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติเมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา เพื่อไม่ให้ในการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายครั้งต่อไปจะถูกหยิบยกมาเป็นข้ออ้างในการไม่ยกเลิกใช้

ด้าน นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไท) กล่าวว่า ในการประชุมที่ น.ส.มนัญญา เป็นประธานที่กระทรวงเกษตรฯ บ่ายวันนี้ (7 ตุลาคม) โดยมี น.ส.บุญยืน ศิริธรรม เป็นตัวแทนผู้บริโภค , ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา เป็นผู้แทนของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งจะหารือกันอย่างรอบด้านเพื่อสรุปความเห็นสนอคณะกรรมการวัตถุอันตราย

ทั้งนี้ ข้อเสนอของกระทรวงเกษตรฯ ที่กรมวิชาการเกษตรต้องเสนอไปยังคณะกรรมการวัตุอันตรายควรรอบคอบและรัดกุมมากที่สุด ในการเสนอวิธีการหรือสารทดแทนที่ไม่เป็นอันตราย รวมถึงมีมาตรการรองรับต้นทุนการผลิตที่จะเพิ่มขึ้นเช่น การใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรกำจัดวัชพืชแทนพาราควอต ซึ่งทำให้ต้นทุนของเกษตรกรสูงขึ้นแน่นอน ต้องรอฟังว่า กระทรวงเกษตรฯ มีมาตรการรองรับอย่างไร ทั้งนี้หากข้อเสนอไม่ครบถ้วนจะกลายเป็นเงื่อนไขให้คณะกรรมการฯ อ้างในการไม่ยกเลิก ต้องยอมรับว่า มีเกษตรกรจำนวนมายังไม่พร้อมปรับเปลี่ยนเพราะไม่ทราบว่า ถ้าไม่ใช้สารเคมีจะมีวิธีใดทดแทน หากกระทรวงเกษตรฯ สรุปรายละเอียดให้รอบด้านจะทำให้ปัญหานี้จะจบแน่นอน

นายวิฑูรย์ กล่าวเพิ่มเติมถึงโครงสร้างคณะกรรมการวัตถุอันตรายชุดใหม่ตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย (ฉบับที่ 4) 2562 ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 27 ตุลาคมนี้ ซึ่งตัดผู้แทนจากกรมการแพทย์ และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ออก โดยเพิ่มปลัดกระทรวงสาธารณสุข เข้ามา ทำให้ผู้แทนจากกระทรวงสาธารณสุข จากเดิมที่มี 3 คน เหลือเพียง 2 คน คือ ปลัดกระทรวงฯ และเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทำให้ผู้แทนจากหน่วยงานที่ดูแลด้านสุขภาพของประชาชนน้อยลงไปอีก เมื่อต้องลงคะแนน แม้จะเสนอให้ยกเลิกก็อาจแพ้กลุ่มที่ไม่ต้องการให้ยกเลิก

นายวิฑูรย์ กล่าวต่อว่า เห็นด้วยกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข ที่ระบุว่าแนวปฏิบัติและวัฒนธรรมของกรรมการวัตถุอันตรายจะลงมติตามหน่วยงานที่กำกับดูแลสารพิษ เช่น ถ้ากระทรวงเกษตรฯ ไม่เห็นด้วยที่จะแบน กรรมการส่วนใหญ่ก็จะยกมือสนับสนุน ในขณะที่กระทรวงสาธารณสุขซึ่งมีบุคคลากรที่เชี่ยวชาญเรื่องสุขภาพโดยตรงเสนอให้แบน แต่ก็แบนสารพิษนั้นไม่ได้ อีกทั้งยังแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิโดยขัดเจตนารมณ์ของกฎหมายคือ แม้ พ.ร.บ.จะออกแบบให้มีตัวแทนองค์กรสาธารณประโยชน์ด้านต่างๆ 5 คน จากที่กฎหมายเดิมกำหนดให้มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 10 คน แต่กลับพบว่า มีการแต่งตั้งอดีตข้าราชการและตัวแทนของบริษัทเอกชนและสมาคมค้าสารพิษเข้าไปแทน เช่น แต่งตั้งผู้อำนวยการของสมาคมอารักขาพืชไทย (สมาคมของผู้ผลิตและจำหน่ายพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส) เข้าไปเป็นตัวแทนขององค์กรสาธารณประโยชน์ด้านเกษตรยั่งยืน แต่งตั้งบุคคลที่เกี่ยวข้องกับบริษัทขายคลอร์ไพริฟอสเข้าไปเป็นตัวแทนขององค์กรสาธารณประโยชน์ด้านคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งนายวิฑูรย์ เห็นด้วยว่า หากสังคมไทยจะพ้นไปจากปลักของสารพิษ นอกจากต้องแบนสารพิษร้ายแรงแล้ว จำเป็นต้องรื้อถอนโครงสร้างพิษที่ถูกฝังไว้ในกฎหมายวัตถุอันตรายฉบับใหม่ไปพร้อมๆ กันด้วย

ส่วนประเด็นสารเคมีเหลือ ทั้งที่ห้ามนำเข้าตั้งแต่ 30 มิถุนายน เพราะอาจนำเข้ามามากตั้งแต่ต้นปี ควรนำมาตรการของต่างประเทศมาใช้คือ ให้บริษัทซื้อคืนไปเลย เพราะกระทรวงสาธารณสุข ประกาศยกเลิกตั้งแต่ 5 เมษายน 2560 ที่จะยกเลิกสาร 3 ชนิดนี้ ภายใน 2 ปี

“เมื่อสหรัฐอเมริกาประกาศยกเลิกใช้ ทางบริษัทผู้ผลิตส่งไปประเทศเคนยา ซึ่งเคนยาประกาศยกเลิกใช้เช่นกัน แล้วให้บริษัทซื้อคืนจากร้านค้าและประชาชนทั้งหมด ตอนนี้มีคนส่งข้อมูลมาให้ว่าร้านค้าท้องถิ่นในไทย จัดโปรโมชั่นซื้อ 1 แถม 1 ดูเหมือนว่า บริษัทที่นำเข้าต้องการกระจายไปให้ร้านค้าเพื่อเร่งขายสารที่อยู่ในสต็อกให้หมดภายในสิ้นปี ดังนั้น สารเคมีจะถูกกระจายไปอยู่ในมือเกษตรกร ในการประชุมกับ น.ส.มนัญญา วันนี้ ตัวแทนผู้บริโภคจะเสนอเรื่องนี้ สารที่เหลือในสต็อก บริษัทต้องรับซื้อคืนทั้งหมด อย่าโยนภาระให้ประชาชน” นายวิฑูรย์ กล่าว

ชายคาพระพิรุณ : 7 ตุลาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445497

586851

ชายคาพระพิรุณ : 7 ตุลาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สัปดาห์นี้ ตรงกับวันไข่โลก (World Egg Day) ซึ่งได้ริเริ่มโดย “คณะกรรมาธิการไข่นานาชาติ” หรือ“International Egg Commission” มีสมาชิกทั่วโลกกว่า 80 ประเทศ งานวันไข่โลกจัดขึ้นเป็นครั้งแรกที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เมื่อปี 2539 และได้กำหนดให้ทุกวันศุกร์ที่สองของเดือนตุลาคมเป็นวันไข่โลก ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 11 ตุลาคม 2562 วัตถุประสงค์เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญและคุณประโยชน์ทางด้านโภชนาการของไข่ไก่ เนื่องจากไข่ไก่เป็นอาหารโปรตีนที่มีคุณค่าทางอาหารสูงมาก เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายของคนทุกเพศทุกวัยแต่สำหรับคนไทยพบว่าอัตราการบริโภคไข่ยังเฉลี่ยอยู่เพียง 247 ฟองต่อคนต่อปีเท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายปี 2561 ที่ 300 ฟองต่อคนต่อปี ในขณะเดียวกันการเลี้ยงไก่ไข่เพื่อผลิตไข่ไก่นั้นยังเป็นอาชีพหลักอาชีพหนึ่งของเกษตรกรไทยซึ่งสามารถผลิตไข่ไก่ได้เฉลี่ยปีละ 15,000 ล้านฟอง เป็นความมั่นคงทางอาหารของประเทศ และสามารถตอบสนองความต้องการการบริโภคของคนไทยได้อย่างเพียงพอ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมเดินสายจัดกิจกรรมชวนบริโภคไข่ไก่ใน 3 โรงพยาบาลใหญ่ ภายใต้แนวคิด “กินไข่ทุกวัน กินได้ทุกวัย” หวังส่งเสริมสุขภาพอนามัยที่ดีของคนไทยสำหรับงานสัปดาห์วันไข่โลก 2562 ของประเทศไทย กำหนดจัดขึ้น 3 วันใน 3 โรงพยาบาลใหญ่ ตั้งแต่ 07.00-16.00 น. ได้แก่ 1.) รพ.ศิริราช วันที่ 7 ต.ค. 2562 ณ ชั้น 1 อาคาร ๑๐๐ ปี สมเด็จพระศรีนครินทร์ 2.) รพ.จุฬาลงกรณ์ วันที่ 9 ต.ค.2562 ณ ชั้น 1 อาคาร 14 ชั้น เชื่อมต่อชั้น 1 อาคารคัคณางค์ และ 3.) รพ.รามาธิบดี วันที่ 11 ตุลาคม 2562 ณ โถงชั้น 1 อาคารสมเด็จพระเทพรัตน์ และ อาคารหลัก (อาคาร 1) ภายในงานเน้นการจัดรายการ Guru Talk โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลทั้ง 3 แห่งมาบอกเล่าเรื่องราวของไข่ไก่พร้อมกิจกรรมมากมาย อาทิ ร่วมเล่นเกมส์รับรางวัล กิจกรรมแจกไข่ฟรีเพียงแค่สแกนคิวอาร์โค้ดเข้าร่วมงาน กิจกรรมยาเก่าแลกไข่ใหม่ จำหน่ายไข่สดและไข่แปรรูปคุณภาพราคาพิเศษนำรายได้ช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้แต่ละโรงพยาบาล

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ และในฐานะผู้แทนประธานคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) เปิดเผยว่า คนไทยยังคงบริโภคไข่ไก่ต่ำกว่าหลายๆ ประเทศที่พัฒนาแล้ว ทั้งๆ ที่ไข่ไก่เป็นอาหารโปรตีนมากคุณค่าและให้ประโยชน์มากมายต่อร่างกาย จึงเป็นภารกิจของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) และคณะทำงานโครงการรณรงค์บริโภคไข่ไก่ 300 ฟอง ตลอดจนกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ที่จะต้องร่วมกันรณรงค์ส่งเสริมสุขภาพที่ดีของประชาชนผ่านการบริโภคไข่ไก่ ซึ่งนอกจากจะได้ผลลัพธ์ในด้านสุขภาพแล้ว ยังส่งผลไปถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ทั่วประเทศได้ประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืนด้วย ทั้งนี้ เอ้กบอร์ดและคณะทำงานโครงการรณรงค์บริโภคไข่ไก่ 300 ฟอง จะใช้โอกาส “วันไข่โลก (World Egg Day)” ในการรณรงค์บริโภคไข่ไก่เป็นประจำทุกปี ในปี 2562 นี้ก็เช่นกัน โดยยุทธศาสตร์ไก่ไข่ ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2562-2566 ยังคงตั้งเป้าการบริโภคไข่ไก่ของคนไทยไว้ที่ 300 ฟองต่อคนต่อปี ภายใต้แนวคิด “กินไข่ทุกวัน กินได้ทุกวัย” ทั้งนี้เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ในวงกว้าง ให้คนไทยเห็นคุณประโยชน์ในการบริโภคไข่ซึ่งมีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่าง ม.ฮาร์เวิร์ดรองรับ ขณะที่กรมปศุสัตว์จะกำกับดูแลกระบวนการเลี้ยงไก่ไข่ของประเทศไทยซึ่งมาตรฐานการผลิตในระดับสูงให้ผลผลิตไข่ที่สะอาด ปลอดภัยต่อผู้บริโภค

“ไข่” เป็นอาหารที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายที่อยู่คู่ครัวไทยมาช้านาน สามารถดัดแปลงเป็นอาหารได้หลากหลายเมนู อีกทั้งยังมีราคาที่ถูกกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับเนื้อสัตว์ประเภทอื่นๆ ไข่ไก่ 1 ฟอง ให้พลังงาน 80 กิโลแคลอรี มีโปรตีน 7 กรัม และมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตและการทำงานของระบบประสาทกระตุ้นการทำงานของสมอง เสริมสมาธิและความจำ ที่สำคัญ เลซิธินในไข่แดงยังเป็นสารตั้งต้นของสารสื่อประสาท ช่วยบำรุงประสาท ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว ป้องกันโรคหัวใจ โคลีนช่วยเพิ่มความจำ และระบบไหลเวียนของเลือด ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ลูทีน และซีแซนทีน ป้องกันจอรับภาพเสื่อมสภาพ ช่วยบำรุงสายตา โฟเลต มีส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง ธาตุเหล็ก ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง สังกะสี ช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย การขาดสังกะสีทำให้เตี้ยและแคระแกรน แคลเซียม ฟอสฟอรัส ช่วยในการเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง วิตามินบี1บี2 บี6 และ บี 12 ช่วยในการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ วิตามินเอ วิตามินดีวิตามินอี ช่วยให้ไขมันแตกตัวเป็นอนุภาพเล็กๆและไหลเวียนไปกับกระแสเลือด ป้องกันการจับตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด โดยสารอาหารเหล่านี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ให้เด็กและเยาวชนได้อย่างดีเยี่ยม รวมถึงช่วยบำรุงสมองในกลุ่มวัยทำงานและผู้สูงอายุอีกด้วย…เห็นประโยชน์ของไข่ไก่อย่างนี้แล้ว คนไทยต้องหันมาทานไข่กันเยอะๆ นะครับ นอกจากได้รับอาหารโปรตีนที่มีคุณค่าทางอาหารสูงราคาถูกแล้ว ยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ของไทยให้มีความยั่งยืนอีกด้วย

เมื่อเร็วๆ นี้ นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่องการสร้างกระบวนงานเชิงรุก สู่ความสำเร็จ ปีงบประมาณ 2563 เพื่อให้การปฏิบัติงานในเชิงพื้นที่มีประสิทธิภาพ สามารถขับเคลื่อนภารกิจของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ให้บรรลุผลสำเร็จ มีความต่อเนื่องอย่างเป็นระบบ และได้รับการปรับปรุงกระบวนงานให้มีการปฏิบัติงานเชิงรุก สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน จึงจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการการปฏิบัติงาน รวมทั้งเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะระหว่างหน่วยงานในพื้นที่ส่วนกลาง และผู้รับบริการ เพื่อถอดบทเรียนก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนางานของหน่วยงาน ในโอกาสนี้ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้มอบนโยบายและแนวทางการปฏิบัติงาน ปีงบประมาณ 2563 ให้แก่ผู้ปฏิบัติงานด้านแผนงาน ด้านการพัฒนาการเรียนรู้ ด้านกำกับมาตรฐานการบัญชี และผู้ปฏิบัติงานส่วนกลางที่เกี่ยวข้องอีกด้วย…

รายงานพิเศษ : เมื่อเกษตรกรและภาคเกษตรไทยเป็นผู้ร้าย ทำให้แผ่นดินไทยอาบด้วยสารพิษ…หรือปล้นเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445501

news_default

รายงานพิเศษ : เมื่อเกษตรกรและภาคเกษตรไทยเป็นผู้ร้าย ทำให้แผ่นดินไทยอาบด้วยสารพิษ…หรือปล้นเกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

แบนสารเคมีเกษตรใครได้ใครเสีย

สารเคมีทางการเกษตรที่อยู่ในกระแสการเสนอยกเลิกการใช้มี 3 ชนิด ประเด็นของการเสนอแบนยาทั้ง 3 ชนิดคืออะไร “เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค” เรื่องนี้กลุ่มเสนอแบนเขาพูด ประเทศไทยใช้ยาเคมีการเกษตรมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก จนมีวลี “แผ่นดินอาบสารพิษ” รวม 2 ประเด็นหลักที่ผู้เสนอให้ยกเลิกการใช้กล่าวกับสังคม ความจริงคืออะไร

เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค?

สารเคมี 3 ตัวเป็นยาฆ่าหญ้า 2 ชนิด และยาฆ่าแมลง 1 ชนิด พาราควอต และไกลโฟเซต เป็นยาฆ่าหญ้า คลอร์ไพริฟอสเป็นยาฆ่าแมลง มันไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคอย่างไร อะไรที่ทำให้ไม่ปลอดภัย สารเคมีทั้ง 3 ชนิด กับสารเคมีอื่นๆ ที่ไม่ถูกเสนอยกเลิกการใช้มันปลอดภัยกว่ากันใช่หรือไม่นี่เป็นคำถามของเกษตรกรที่ถูกกระทำ

NGO บอกว่า พาราควอตต้องยกเลิกการใช้

ไกลโฟเซต ต้องจำกัดการใช้

คลอร์ไพริฟอสต้องยกเลิกการใช้

NGO เอาอะไรมาตัดสินให้สารเคมี 3 ชนิดนี้เป็นจำเลย ในเมื่อสารเคมีเกษตรทุกชนิดมีพิษต่อมนุษย์ สัตว์และพืช

สิ่งที่เกษตรกรคิด?

NGO ต้องการแบนพาราควอตเป็นหลัก ส่วนไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส เป็นแค่องค์ประกอบเพื่อไม่ให้เห็นเจตนาที่แท้จริง ที่ต้องการแบนพาราควอตตัวเดียวเท่านั้น เพื่อเอากลูโฟซิเนตเข้ามาขายแทน ตามที่ NGO เคยพูดเอาไว้ว่าจะนำกลูโฟซิเนตเข้ามาใช้ทดแทน

ถ้าการแบนพาราควอตเป็นผลสำเร็จ จะเกิดอะไรขึ้น?

ปล้น มันเป็นการปล้นเกษตรกรชัดๆ

กลูโฟซิเนตเป็นยากำจัดวัชพืชแบบไม่เลือกทำลาย มีฤทธิ์แบบเผาไหม้ และดูดซึม ซึ่งเหมือนกับใช้พาราควอตผสมกับไกลโฟเซต นั่นหมายความว่าจะมีผลกับพืชหลัก เพราะมีการดูดซึมซึ่งต่างจากพาราควอตที่ไม่มีการดูดซึมจึงไม่มีผลกระทบต่อพืชหลัก

ปล้นอย่างไร?

พาราควอตขนาดบรรจุ 5 ลิตร ราคา 370 – 400 บาท เมื่อปีพ.ศ. 2558 หลังการเสนอการแบนสารพาราควอต ราคาเริ่มปรับตัวแพงขึ้น จนถึงปัจจุบันพาราควอตขนาดบรรจุ 5 ลิตร ราคา 800 – 850 บาท ตกลิตรละ 170 บาท ถ้าเอากลูโฟซิเนตมาใช้แทนพาราควอต (แบบบังคับเพราะไม่มีพาราควอต) จะเกิดอะไรขึ้นพาราควอต 170 บาทต่อลิตร อัตราการใช้ 300 ถึง 500 CC ต่อไร่ เท่ากับ 85 บาทต่อไร่กลูโฟซิเนต ราคาลิตรละ 480 – 500 บาทอัตราการใช้ 1,000 ถึง 1,200 CC ต่อไร่ เท่ากับ 600 บาทต่อไร่(มีผลกระทบต่อพืชหลัก) ราคาของกลูโฟซิเนตแพงกว่าพาราควอต 7 เท่า นั่นหมายความว่าเกษตรกรต้องจ่ายเงินให้กับบริษัทที่ผลิตกลูโฟซิเนตทั้งหลาย นี่คือการปล้น

อะไรจะเกิดขึ้น เกษตรกรก็จะยังไม่ใช้กลูโฟซิเนต แต่จะเพิ่มปริมาณการใช้สารเคมีในกลุ่มคุมฆ่าวัชพืชมากขึ้นเพื่อทำการป้องกันวัชพืชงอก และฆ่าหญ้าเล็กในแปลงให้มากที่สุด เพราะรู้ว่าไม่มี พาราควอตใช้นั้นก็หมายความว่าเคมีเกษตรตัวอื่นๆ ก็ได้อานิสงส์ไปด้วย กลุ่มธุรกิจเคมีเกษตรมีแต่ได้กับได้…..ดูแล้วไม่แปลกใจเลยที่กลุ่มเคมีเกษตรไม่ออกมาสู้…….แต่คนที่ออกมาสู้คือเกษตรกร ชนะหรือแพ้…..ก็เตะหมูเข้าปากหมาอยู่ดี

ยาที่จะใช้ในพืชแต่ละชนิดจะไม่เหมือนกัน

-พืชไร่ อ้อย ข้าวโพด พืชใบเลี้ยงเดี่ยว จะใช้ อาร์ทราซีน อาร์มีทรีน อาร์ลาคลอร์ 2-4 D. มากขึ้น

พืชไร่ใบเลี้ยงคู่ มันสำปะหลัง ก็จะใช้ยาคุมฆ่าหญ้าเล็กในไร่มันในปาล์มน้ำมัน ยางพารา ไม้ผลจะลำบากมาก เพราะเป็นหญ้าแก่ หญ้าข้ามปี อาจจะใช้ไกลโฟเซตหรือกลูโฟซิเนต ต้องฉีดอย่างระมัดระวังอย่างมาก มองไม่เห็นทางออกครับ………… เกษตรกรตายลูกเดียว

ระหว่างเขียนเรื่องนี้อยู่ ได้ฟังการแถลงข่าวของประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา แนวทางการควบคุมการ
ใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม สภาผู้แทนราษฎร บอกว่าคณะกรรมาธิการ 2 ท่าน ซึ่งเป็นฝ่ายที่สนับสนุนให้มีการยกเลิกสารเคมี 3 ชนิด ถูกขู่ฆ่า…… จะบ้ากันใหญ่แล้ว…… ดูหนังมากไปรึเปล่า…..

เครือข่ายเกษตรกรไทย

เตือนชาวสวนกล้วยเฝ้าระวัง โรคใบจุดซิกาโตกาสีเหลือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445498

news_default

เตือนชาวสวนกล้วยเฝ้าระวัง โรคใบจุดซิกาโตกาสีเหลือง

วันจันทร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สวนกล้วยในช่วงที่มีฝนตกบางพื้นที่ระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรปลูกกล้วยให้สังเกตอาการของโรคใบจุดซิกาโตกาสีเหลือง มักพบอาการของโรคในระยะการเจริญเติบโตทางลำต้น เริ่มแรกพบจุดเล็กสีเหลือง ต่อมาแผลขีดสีเหลืองยาวขนานไปตามเส้นใบขยายใหญ่ ตรงกลางแผลแห้งเป็นสีน้ำตาลปนเทา แผลคล้ายรูปตา มีวงสีเหลืองล้อมรอบ หากอาการรุนแรง ใบจะเหลือง ขอบใบแห้งและฉีกขาด ทำให้กล้วยมีการเจริญเติบโตไม่เต็มที่ การออกดอกและผลไม่ปกติ ผลเล็กไม่สมบูรณ์ และผลแก่ก่อนกำหนด

สำหรับแนวทางในการป้องกันกำจัด ให้เกษตรกรหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบใบกล้วยมีอาการของโรค ให้รีบตัดใบที่เป็นโรคนำออกไปทำลายนอกแปลงปลูก และตัดแต่งใบกล้วยในแต่ละต้นหรือแต่ละกอไม่ให้แน่นเกินไป เพื่อลดความชื้นในกอกล้วยที่จะเสี่ยงต่อการเกิดโรคหรือสะสมโรค จากนั้นให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชโพรคลอราซ 50% ดับเบิลยูพี อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ20 ลิตร หรือสารทีบูโคนาโซล 43% เอสซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ20 ลิตร หรือสารไดฟีโนโคนาโซล 25% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิลยูพี อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นให้ทั่วต้นที่เป็นโรค

นอกจากนี้ หากเกษตรกรต้องการปลูกกล้วยในพื้นที่ใหม่ หลีกเลี่ยงการปลูกในพื้นที่ที่เคยมีการระบาดของโรคนี้มาก่อน และไม่นำหน่อพันธุ์จากต้นตอที่เป็นโรคไปปลูก ให้เลือกใช้หน่อกล้วยที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค และควรทำความสะอาดอุปกรณ์การเกษตรที่ใช้กับต้นที่เป็นโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่

อ.ส.ค.ปลื้มผ่านมาตรฐานสากลISO 27001

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445499

news_default

อ.ส.ค.ปลื้มผ่านมาตรฐานสากลISO 27001

วันจันทร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ได้ผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO 27001 ด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศซึ่งครอบคลุมถึงการรักษาข้อมูลที่เป็นความลับ (confidentiality) ความถูกต้องครบถ้วน (integrity) สภาพพร้อมใช้งาน (availability) ทั้งนี้ รวมถึงคุณสมบัติในด้าน ความถูกต้องแท้จริง (authenticity) ความรับผิด (accountability) การห้ามปฏิเสธความรับผิด (non-repudiation) และมีความน่าเชื่อถือ (reliability)

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการ อ.ส.ค.เปิดเผยว่า อ.ส.ค. ได้ผ่านการรับรองมาตรสากลISO 27001 ด้านระบบการจัดการความปลอดภัยของข้อมูล (Information Security Management Systems : ISMS) ซึ่งมาตรฐาน ISO 27001 เป็นมาตรฐานสากลเพียงมาตรฐานเดียวที่สามารถตรวจประเมินได้สำหรับระบบการจัดการความปลอดภัยของข้อมูลมาตรฐานนี้จะให้การรับรองว่า อ.ส.ค. ได้ดำเนินงานโดยสอดคล้องกับกฎหมายกฎระเบียบ ข้อบังคับ และข้อกำหนดตามสัญญาอันเกี่ยวเนื่องกับข้อมูลสำคัญ ด้วยเหตุนี้การได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ISO 27001 จึงเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า อ.ส.ค.ได้มีการดำเนินการตามขั้นตอนที่จำเป็นเพื่อปกป้องข้อมูลที่สำคัญจากการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาตทั้งภายในและภายนอก โดยเฉพาะการรักษาความเชื่อมั่นระบบสารสนเทศภายในองค์กร คู่ค้าของ อ.ส.ค. รวมถึงเกษตรกรที่อยู่ในความดูแลของ อ.ส.ค. อีกด้วย

ดร.ณรงค์ฤทธิ์กล่าวว่า อ.ส.ค. จะมุ่งพัฒนาองค์กรและยกระดับองค์กรให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านส่งเสริมกิจการโคนมแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไทย พัฒนาบุคลากร พัฒนาผลิตภัณฑ์นมแบรนด์ไทย-เดนมาร์ค และพัฒนาด้านเทคโนโลยีต่างๆ สู่มาตรฐานสากลในระดับนานาชาติ

‘มนัญญา’นั่งหัวโต๊ะประชุมเวที4ฝ่ายพรุ่งนี้ เคาะข้อมูลแบน3สารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445511

news_default

‘มนัญญา’นั่งหัวโต๊ะประชุมเวที4ฝ่ายพรุ่งนี้ เคาะข้อมูลแบน3สารพิษ

วันอาทิตย์ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 18.49 น.

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2562 นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผอ.มูลนิธิชีววิถี (ไบโอไท) เปิดเผยว่า ในวันจันทร์ที่ 7 ต.ค.นี้ น.ส.บุญยืน ศิริธรรม ตัวแทนผู้บริโภค นายแพทย์ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศาสตราจารย์สาขาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการโรคทางสมอง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เข้าร่วมประชุมกับ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตร ประธานคณะทำงาน 4 ฝ่าย ที่มีฝ่ายรัฐ เอกชน ผู้นำเข้า เกษตรกร ผู้บริโภค ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ให้มาหารืออย่างรอบด้านถึงผลกระทบจากการใช้สารเคมี 3 ชนิด เสนอความเห็นไปเข้าคณะกรรมการวัตถุอันตราย ส่วนแบนหรือไม่แบนอยู่ที่มติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่จะพิจารณาตามแนวทางของกระทรวงเกษตรฯ โดยกรมวิชาการเกษตร ที่จะทำมาตรการมาครบถ้วนหรือไม่ รองรับปัญหา และทางออก วิธีทำเกษตรทางเลือกให้เกษตรกรใช้อะไร มาตรการสนับสนุนการปรับเปลี่ยน การจัดการสารเคมีที่เหลืออยู่ทำอย่างไร

“หน่วยงานที่ต้องกำหนดมาตรการมาอย่างชัดเจน คือ กรมวิชาการเกษตร เสนอ รมช.เกษตรฯ ซึ่งหากทำได้เร็วจะเกิดประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด เพราะ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ก็ยืนยันว่าพร้อมที่จะยกเลิก และนำเข้าสู่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายทันทีหากกระทรวงเกษตรฯเร่งสรุปส่งมาได้”

นายวิฑูรย์ กล่าวว่า ข้อเสนอของกระทรวงเกษตรฯไปยังคณะกรรมการฯ ควรรอบครอบรัดกุมมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ให้เสนอเลือกใช้วิธีการทดแทน มาตรการรองรับต้นทุนเพิ่มขึ้น รวมทั้งในกรณีหาสารทดแทนที่ไม่เป็นอันตรายและ ไม่แพง ที่คณะกรรมการฯเคยมีมติขมวดไว้ต่อท้ายอีกด้วย ดังนั้น ข้อเสนอต้องรัดกุม ครบถ้วน ทำเป็นชุดข้อเสนอทางเลือก มาตรการในกรณีต้นทุนเพิ่มขึ้นจะมีวิธีสนับสนุนเกษตรกรอย่างไร ตนยังไม่ทราบว่ากระทรวงเกษตรฯมีการหารือไว้หรือยัง

“ถ้าไม่ครบถ้วน จะกลายเป็นเงื่อนไข ให้คณะกรรมการฯอ้างไม่แบน ในความเห็นผมต้องทำมาตรการรองรับ เพราะต้องยอมรับว่ามีเกษตรกร ไม่พร้อมปรับเปลี่ยน อาจรับข้อมูลไม่เพียงพอ มีข้อจำกัด เคยใช้ก็อยากใช้อยู่ ถ้าเราไม่เสนอทางเลือกชัดเจนให้ กลายเป็นประเด็นความขัดแย้ง ทั้งที่จัดการได้ทุกประเทศที่แบนและล่าสุดแบน58ประเทศแล้ว อยู่ที่กระทรวงเกษตรฯมีความเป็นเอกภาพหรือไม่ และการทำข้อมูลของกรมวิชาการเกษตร ในการเสนอ 2 เรื่อง คือ ในเชิงการปฏิบัติ ที่ต้องรับผิดชอบเกษตรกร หาวิธีทดแทน ทำอย่างไร วิธีการใช้สารทางเลือก ทดแทนอื่นๆใช้พืชคุมดิน เช่น ถั่วซีรูเรียม ซึ่งสถาบันวิจัยพืชสวน ของกรมวิชการเกษตร ทำวิจัยแล้ว สามารถมาใช้ปลูกในสวนปาล์ม สวนยางพารา อายุต้น 1 – 5 ปี ได้สามารถสร้างปุ๋ยธรรมชาติ เพิ่มมูลค่าถึงปีละ 3 หมื่นล้านบาท ถ้าชาวบ้านจะปรับเปลี่ยน เตรียมเมล็ดพันธุ์พร้อมหรือยัง ในส่วนเกษตรกรร้องเรียนต้นทุนสูงขึ้น 60% แต่มีพืช 4 – 5 พืช ที่ไม่มีปัญหาเรื่องต้นทุน ในบางพืช ต้นทุนเพิ่มขึ้น กระทรวงเกษตร มีมาตรการสนับสนุนอย่างไร ตอนนี้พืชไหน ใช้อยู่เท่าไหร่ จากที่มีเกษตรกร4แสนคน ที่ไปลงทะเบียนจะใช้สารนี้ พืชอะไรบ้าง ชดเชยอย่างไรยังไม่เห็นตัวเลขจากกระทรวงเกษตรฯ เลย สำหรับสวนยาง ปาล์ม ยังใช้เครื่องตัดหญ้าได้ ในช่วงแรกอายุ 1 – 5 ปี พอโตขึ้นร่มเงา อยู่ไป 25 ปี ไม่มีหญ้า กรณีมันสำปะหลัง ต้นทุนแพงขึ้น 30% รัฐช่วยเรื่องปรับเปลี่ยน ถ้ากระทรวงเกษตรฯคิดจบหมดไม่มีปัญหา ชาวบ้านไม่มีใครอยากตาย จะไม่เป็นประเด็นที่บริษัทเอาชาวบ้านเป็นตัวประกัน” นายวิฑูรย์ กล่าว

ส่วนประเด็นสารเคมีเหลือ ทั้งที่ห้ามนำเข้าตั้งแต่ 30 มิ.ย.เพราะก่อนหน้านี้ อาจนำเข้ามามากตั้งแต่ต้นปีคุมไปถึงเดือน ธ.ค. รู้ว่าแนวโน้มแบนแน่ ต้นปีนำเข้ามาก่อนถ้าอย่างนั้นมหาศาล 3 ตัว ไม่ต่ำกว่า 100 ล้าน กก.ต่อปี ควรนำมาตรการของต่างประเทศ มาใช้ ให้บริษัทซื้อคืนไปเลยเพราะรู้ก่อนหน้ามาสองปีกว่าว่าจะแบน กระทรวงสาธารณสุข ออกประกาศตั้งแต่ 5 เม.ย.60 แบน 3 สารนี้ ภายใน 2 ปี

“ที่สหรัฐอเมริกา ประกาศแบนสาร ทางบริษัทส่งไปประเทศเคนยา ก็ประกาศแบน ให้บริษัทซื้อคืนจากร้านค้าจากประชาชนทั้งหมด ตอนนี้มีคนส่งข้อมูลมาให้ผมว่าร้านค้าท้องถิ่น จัดโปรโมทชั่น ซื้อ 1 แถม 1 เหมือนกับเอกชนกระจายของไปให้ร้านค้า เพื่อเร่งเคลียร์เอาออกจากสต็อก ภายในสิ้นปี ดังนั้น สารเคมีจะถูกกระจายไปอยู่ในมือชาวบ้าน ถ้าในประเทศเคนย่า บริษัทต้องซื้อกลับจากชาวบ้านหมด วันจันทร์นี้ น.ส.มนัญญา น่าจะคุยเรื่องนี้กัน อย่าโยนภาระให้ประชาชน มีเท่าไหร่ บริษัทต้องซื้อคืน” นายวิฑูรย์ กล่าว

จ่ายครั้งแรก15ต.ค.!!! ผช.รมว.กษ.ลุยพิจิตร ประชาสัมพันธ์’ประกันรายได้’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445483

จ่ายครั้งแรก15ต.ค.!!! ผช.รมว.กษ.ลุยพิจิตร ประชาสัมพันธ์’ประกันรายได้’

วันอาทิตย์ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 16.06 น.

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2562 นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมการประชาสัมพันธ์ชี้แจงมาตรการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2562/2563 รอบที่ 1 เพื่อชี้แจงหลักเกณฑ์ โครงการ เงื่อนไข และสิทธิประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับจากมาตรการประกันรายได้ โดยมีตัวแทนเกษตรกรเข้าร่วมการสัมมนาจากจังหวัดภาคเหนือตอนล่างกว่า 300 กว่าราย

กระทรวงเกษตรฯและกระทรวงพาณิชย์ เร่ง kick off มาตรการประกันรายได้ใน 5 พืช ชนิดหลัก ได้แก่ ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง และข้าวโพด สำหรับสินค้าข้าว รัฐบาลประกัน 5 ชนิดข้าวเปลือก โดยจะกำหนดราคาเป้าหมายซึ่งเป็นราคาที่เกษตรกรควรได้รับตามราคาตลาดเฉลี่ยทุก 15 วัน ได้แก่ 1) ข้าวหอมมะลิ 15,000 บาทต่อตัน ไม่เกินครัวเรือนละ 14 ตัน 2) ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ 14,000 บาทต่อตัน ไม่เกินครัวเรือนละ 16 ตัน 3) ข้าวเจ้า 10,000 บาทต่อตัน ไม่เกินครัวเรือนละ 30 ตัน 4) ข้าวหอมประทุม 11,000 บาทต่อตัน ไม่เกินครัวเรือนละ 25 ตัน และ 5) ข้าวเหนียว 12,000 บาทต่อตัน ไม่เกินครัวเรือนละ 16 ตัน ทั้งนี้ เกษตรกรต้องขึ้นทะเบียนกับเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่

โดย นายนราพัฒน์ บอกว่า มาตรการประกันรายได้เป็นหลักประกันเบื้องต้นให้พี่น้องเกษตรกรมั่นใจว่า ทำนาแล้วไม่ขาดทุน นอกจากนี้ ยังต้องมีมาตรการเสริม เพื่อผลักดันราคาสินค้าเกษตรให้มีราคาสูงขึ้น โดยในส่วนของภาคเกษตร กระทรวงเกษตรฯ เน้นการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวที่มีคุณภาพ ปลอดภัย เพื่อการแข่งขันในตลาดโลก และสนับสนุนการลดต้นทุน และพัฒนาระบบการเก็บรักษาพืชผลทางการเกษตรให้มีคุณภาพ ต่อไปกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ จะทำงานร่วมงานอย่างใกล้ชิด จะใช้ทุกช่องทางเพิ่มตลาดให้พี่น้องเกษตรกรทั้งในระบบออนไลน์และออฟไลน์

‘มนัญญา’ฮึ่ม!ลั่นจันทร์นี้ตอกฝาโลง ไม่ยืดเวลาให้‘นรก3สารพิษ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445457

‘มนัญญา’ฮึ่ม!ลั่นจันทร์นี้ตอกฝาโลง ไม่ยืดเวลาให้‘นรก3สารพิษ’

วันอาทิตย์ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 14.47 น.

“มนัญญา”ฮึ่ม! จันทร์ตอกตะปูปิดฝาโลง 3 สารพิษ ลั่นไม่ยืดเวลาให้นรกสามตัวอยู่ในประเทศไทย ยันสรุปผลกระทบความเป็นพิษครบสมบูรณ์ พร้อมส่งเอกสารให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายแบนได้ทันที ขู่เอกชนอ้างสต็อกล้นเจอแน่ พร้อมไปหาถึงที่ ชี้สั่งหยุดนำเข้าตั้งแต่เดือนมิ.ย.

6 ตุลาคม 2562 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุหากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นความเหมาะสม สามารถเสนอถึงนายกรัฐมนตรี ออก พ.ร.ก.ยกเลิกใช้3สารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตร พาราควอต ไกลโฟเซต ครอล์ไพริฟอส ว่า การยื่นต่อนายกรัฐมนตรีให้ออก พ.ร.ก.ยกเลิกใช้ 3 สาร อาจจะดำเนินการระยะต่อไปหากคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติไม่ชัดเจน ซึ่งขณะนี้มาตรการแบน 3 สาร พร้อมเดินหน้าได้ทันทีหลังจากได้รับคำบัญชาจากนายกรัฐมนตรีมาแล้วให้ตั้งคณะทำงาน 4 ฝ่ายเพื่อสรุปผลกระทบการใช้สารอย่างรอบด้าน ประกอบด้วย ตนเป็นประธานคณะทำงาน มีตัวแทนภาครัฐ จากกระทรวงเกษตรฯโดยอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานเกี่ยวข้อง ภาคเอกชน มีตัวแทนผู้นำเข้า ส่งออก ผู้ประกอบการ ทั้งภาคเกษตรกร  และตัวแทนผู้บริโภค

โดยจะประชุมพิจารณาผลกระทบจากการใช้สารเคมี 3 ชนิด  เวลา 14.00 น.ที่กระทรวงเกษตรฯวันที่จันทร์ที่ 7 ตุลาคม 2562 ซึ่งผลการประชุมวันจันทร์นี้จะเปิดเผยต่อสาธารณะว่าใครมีความเห็นอย่างไร เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าเมื่อตัวแทนภาครัฐไปประชุมร่วมกับคณะกรรมการวัตถุอันตราย จะบิดพลิ้วจากผลสรุปในวันที่ 7 ตุลาคม นี้ ไม่ได้

“นายกรัฐมนตรี มีบัญชามาให้สรุปผลรอบด้านจากทุกฝ่าย และนำข้อสรุปการแบน3สาร เสนอท่านนายกฯ และรมว.เกษตรฯ รมว.สาธารณสุข รมว.อุตสาหกรรม ลงนาม ต่อจากนั้นจะนำเอกสารนี้ไปยื่นให้ถึงมือประธานและคณะกรรมการวัตถุอันตรายด้วยตนเอง ตนพร้อมนั่งเฝ้ารอหน้าห้องประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย เพื่อรอฟังมติ เพราะทำงานที่ไหนก็ได้ เชิญสื่อไปร่วมรับฟังด้วยกัน และขอให้รมว.อุตสาหกรรม เรียกประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย โดยเร็ว รวมทั้งเปิดเผยมติทั้งหมดของคณะกรรมการทุกคน สังคมจะได้รับรู้ว่าใครแบนใครไม่แบน” น.ส.มนัญญา กล่าว

น.ส.มนัญญา กล่าวถึงกรณีมีกระแสว่าเอกชนนำเข้าสาร 3 ชนิด จะฟ้องศาลปกครองให้ชะลอการแบน 3 สารไว้ก่อนเพื่อระบายสต็อกสารเคมี ยังมีอยู่จำนวนมาก ว่า หากสต็อกสารเคมีของเอกชนรายใดยังเหลืออยู่ บอกมาเลย ตนจะไปหาถึงที่ ตรวจจับดำเนินคดี เพราะได้มีคำสั่งหยุดการนำเข้าตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน ดังนั้นสต็อกจะต้องไม่มีแล้ว ถ้ายังมีอยู่แสดงว่าลักลอบนำเข้า เป็นการขนสารเคมีเข้ามาเกินจำนวนจากที่แจ้งไว้ในบัญชีอนุญาต วันจันทร์นี้สั่งการให้อธิบดีกรมวิชาการเกษตร นำตัวเลขสต็อกล่าสุดของเดือนที่ผ่านมายืนยัน จะอ้างว่าสต็อกมี อ้างไม่ได้มันจบไปหมดแล้ว ถ้าพูดกับคนอื่นได้ แต่มาพูดกับตนไม่ได้

“มันจบไปแล้ว ไม่ต้องคุย ถือว่าแอบอ้าง เพื่อให้ยืดเวลากับนรกสามตัว อยู่ในประเทศไทย ก็ยังเอาเข้ามาเรื่อยๆ จะทำแบบปิดกันต่อไปไหวหรือที่ไปตรวจสอบ พตนเป็นคนพูดตรง พูดจริง ไม่พูดด้วยถ้าเป็นเรื่องไร้สาระ มันถึงเวลาแล้วสังคม ประชาชนเขายอมรับ เปิดหู เปิดตา ขอให้ฝ่ายอื่นเปิดหัวใจให้ประชาชนเถอะ ช่วงแรกตนไม่อยากพูดอะไรให้ทุกคนพูดในทางที่ถูกต้อง แต่กลับมีคนเอาไปหาผลประโยชน์อีก ตนจะทำให้จบเรื่องแบน 3 สารพิษ” น.ส.มนัญญา กล่าว

น.ส.มนัญญา กล่าวด้วยว่า จากการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย มติล่าสุดให้เวลากระทรวงเกษตรฯ 2 เดือนในการหาข้อมูลผลกระทบการเป็นพิษต่อสุขภาพร่างกายมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ตนเร่งทำให้เสร็จครบถ้วนในวันจันทร์นี้จะสามารถส่งให้คณะกรรมการฯได้ทันที ดังนั้นมั่นใจว่าข้อมูลจากกระทรวงเกษตรฯครั้งนี้แน่นมาก เอกสารครบสิ่งที่ขาดเติมเต็มให้สมบูรณ์ จากนี้จะได้มีเวลาไปทำเรื่องอื่นช่วยพัฒนาเกษตรกรได้ ตนคิดไว้เยอะ เช่น โครงการนาข้าวอินทรีย์แปลงใหญ่ปลดหนี้ ยกระดับกลไกสหกรณ์การเกษตรให้เป็นแหล่งพัฒนาอาชีพเกษตรกรครบวงจรอย่างยั่งยืน

น.ส.มนัญญา กล่าวว่า ทุกขั้นตอนตนทำมากับมือ ตรวจเช็คสต็อก แนวทางเลือกในการทำเกษตร ไม่ใช่สารเคมี จึงไม่มีใครมารู้ดีไปกว่านี้ และจะไม่ทำอะไร นอกเหนือจากตรงนี้ เพราะทำในสิ่งที่ตรงและถูกต้องจาก 1-8 และจะถึง10 อยู่ที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย จะเห็นอย่างไร ที่จะต้องเปิดเผยมติรายคน เพราะการประชุมวันจันทร์นี้ กรรมการทุกคนลงชื่อให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย ประชุมและลงมติโหวตโดยเปิดเผยหมด ใครจะแย้งไม่ได้อีกแล้ว เพราะทุกหน่วยงานเซ็นรับรองมาเป็นเรื่องความเดือดร้อนของประชาชน

“สิ่งที่ขาด ทำให้สมบูรณ์แล้ว จบหน้าที่พี่ ส่วนคณะกรรมการวัตถุอันตราย จะประชุมวันไหน ก็ต้องใช้ข้อสรุปจากเอกสารของกระทรวงเกษตรฯโดยคณะทำงาน4ฝ่ายตามบัญชา ท่านนายกฯให้ตั้งมาดูว่า ขาดอะไร แต่ละส่วนมีแนวความคิดอย่างไร จะไม่มีคำว่า ยืดไปอีก 2เดือนแน่นอน เราไม่เอาสำหรับชีวิตคนมีค่า ทำเสร็จวันจันทร์ นี้คณะกรรมการวัตถุอันตราย สามารถเรียกประชุมได้ทันที จะได้ไม่มาบอกว่าต้องรอข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตร ทุกวันนี้กดดันมาก พี่จับต้องจบ ไม่ให้ประเทศไทย คนไทย ต้องเสียเปรียบกับบริษัทพวกนี้เอาแต่กอบโกยจาก ประเทศไทย เพราะนำเข้าสารเคมีหลายยี่ห้อ รัฐไม่เก็บภาษี ช่วยเหลือเกษตรกรต้นทุนการผลิตสูง เมื่อไม่เสียภาษีนำเข้าแล้วพอมาถึงไทย ส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้าน ก็ไม่เสียภาษีอีก ไม่รู้เอาเหตุผลอะไรมา พี่จะเรียกบริษัท และกรมสรรพากร มาคุย หาแนวทางทำรายได้เข้าประเทศ ขณะนี้พี่ถาม3บริษัทพร้อมเสียภาษีส่งออก ทั้งนี้ทราบว่าฝ่ายต้องการให้ใช้สารเคมีต่อไป จะจัดคนมาประท้วงพี่ วันจันทร์นี้” น.ส.มนัญญา กล่าว

รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า ตนไม่เคยคิดว่าจะได้มาเป็นรัฐมนตรี ทำเรื่องใหญ่โต ขนาดนี้ คิดจะอยู่บ้าน จะหยุดเล่นการเมืองหลังจากเป็นนายกเทศมนตรี เพราะเป็นคนตรงๆไม่เสียเวลาเรื่องไร้สาระ ถ้าได้ทำอะไรแล้วในเรื่องถูกต้องจะทำสุดกำลัง คิดดีทำดี ซึ่งเห็นคนไทยเป็นมะเร็งกันมากขึ้น แล้วจะพูดแบบผิดๆทำกันผิดๆต่อไปหรือ ส่วนที่อ้างว่าต้องหาสารทดแทน เป็นคำพูดให้ดูดี เท่านั้น คือการให้มีสารเคมีใช้ต่อไป ทั้งที่จริงๆแล้วทางเลือกทำเกษตรปลอดสารในประเทศไทยยังมีอีกมากหลากหลายวิธี เกษตรกรเคยใช้มาตลอด

‘ประภัตร’เข้มจุดตรวจ3จังหวัดชายแดนอีสาน สกัดอหิวาต์หมูเข้าไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445287

‘ประภัตร’เข้มจุดตรวจ3จังหวัดชายแดนอีสาน สกัดอหิวาต์หมูเข้าไทย

วันเสาร์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 13.06 น.

“ประภัตร” เกาะติดสถานการณ์โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร สั่งตรวจตั้งจุดเข้มตั้ง3 จังหวัดอีสานตามแนวชายแดนสกัดโรคหวั่นระบาดเข้าไทย 

เมื่อวันที่5 ตุลาคม 2562  นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ เพื่อประชุมหารือติดตามมาตรการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever หรือ ASF)  โดยจุดแรกเดินทางไปยังสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดศรีสะเกษ จากนั้นเดินทางไปยังศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ และศาลากลางจังหวัดบุรีรัมย์ตามลำดับเพื่อรับฟังรายงานสถานการณ์ในพื้นที่ โดยมี นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ นายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าร่วมประชุม

ทั้งนี้ นายประภัตรกล่าวว่า  จากรายงานสรุปสถานการณ์โรค อหิวาต์ในสุกร ขณะนี้พบการแพร่ระบาดของโรคใน 27 ประเทศ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ติดชายแดนประเทศไทย ได้แก่ เมียนมา ลาว และกัมพูชา (ยกเว้นมาเลเซีย) อย่างต่อเนื่อง ทำให้ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งสุกรของเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่จังหวัดที่มีชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านดังกล่าว ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ได้เฝ้าระวังติดตามอย่างเข้มงวด ซึ่งประเทศไทยได้มีการเตรียมความพร้อม เริ่มตั้งแต่ต้นเดือน ส.ค. 2561 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศจีนเริ่มเกิดการระบาดของโรคดังกล่าว ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  โดยกรมปศุสัตว์ได้มีมาตรการการควบคุมและป้องกันโรค ASF มาอย่างต่อเนื่องไม่ว่า จะเป็น ด้านการเตรียมความพร้อม จัดทำแผนเตรียมความพร้อมเฝ้าระวังป้องกัน และควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร และแนวเวชปฏิบัติของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร

“รัฐบาลยกระดับแผนเตรียมความพร้อมเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร เป็นวาระแห่งชาติ และมีการจัดตั้ง War Room ในส่วนกลางและภูมิภาค โดยในพื้นที่ส่วนกลางมีอธิบดีกรมปศุสัตว์เป็นประธาน และส่วนภูมิภาคมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานเพื่อขับเคลื่อนมาตรการซ้อมแผนรับมือโรคฯ ทุกจังหวัดทั่วประเทศ เตรียมความพร้อมทางห้องปฏิบัติการในการตรวจวินิจฉัยตลอดจนร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศ OIE , FAO จัดประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูลการเฝ้าระวังและป้องกันโรคฯ รวมทั้งด้านมาตรการในการป้องกัน มีการประกาศระงับการนำเข้าสุกรและผลิตภัณฑ์จากสุกรจากประเทศที่มีการระบาดของโรคและบูรณาการการทำงานร่วมกันทุกภาคส่วนในป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำสุกรผลิตภัณฑ์สุกรเข้ามาในประเทศ สำหรับมาตรการเฝ้าระวังได้ จัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่X-Ray เคาะประตูบ้าน เฝ้าระวังทางอาการขึ้นทะเบียนและประเมินความเสี่ยงด้วยแอพลิเคชั่น อี -สมาร์ทพลัสพร้อมให้คำแนะนำความรู้เรื่องโรคและการป้องกัน” รมช.เกษตรฯ กล่าว

รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า ประเทศไทยตระหนักถึงความสำคัญของร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน จึงร่วมจัดทำแผนเตรียมความพร้อมเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ContigencyPlan) เพื่อ ทำให้มาตรการต่างๆ ในการป้องกันโรคสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น จัดทำโรงพ่นยาฆ่าเชื้อทำลายเชื้อโรคที่ด่านชายแดนที่สำคัญ 5 แห่ง ร่วมสนับสนุนเครื่องพ่นยาฆ่าเชื้อและยาฆ่าเชื้อทำลายเชื้อโรค ค่าจ้างเจ้าหน้าที่ในการพ่นยาฆ่าเชื้อให้กับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อป้องกันโรคร่วมสนับสนุนการจัดงานสัมมนาให้ความรู้เรื่องโรคและการป้องกันโรคให้กับเกษตรกรรายย่อยเข้มงวดในการส่งออกสุกร ลดความเสี่ยงจากการส่งออกสุกรโดยรถขนส่งสุกรมีชีวิตที่ใช้ภายในประเทศห้ามไม่ให้ข้ามไปประเทศเพื่อนบ้านที่มีการระบาดของโรคASF ซึ่งมีการเปลี่ยนถ่ายสุกรบริเวณชายแดนและให้รถขนส่งสุกรที่ใช้เฉพาะไปยังประเทศเพื่อน (ห้ามมาใช้ขนส่งสุกรภายในประเทศ) ร่วมมือกับภาครัฐรับซื้อหมูจากเกษตรกรรายย่อยที่มีความเสี่ยงนำไปในราคาตลาดที่เป็นธรรมนำมาเชือดเพื่อแปรรูปปรุงสุกหรือฝังทำลาย ซึ่งถือเป็นการช่วยเหลือที่ผู้ประกอบรายใหญ่ช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยให้มีรายได้ป้องกันความสูญต่อเกษตรกรรายย่อย

อย่างไรก็ตาม การลงพื้นที่ในวันนี้ ก็เพื่อติดตามสถานการณ์ของโรค ASF และมาตรการป้องกันที่ต้องเข้มงวดอย่างสูง จึงได้ขอความร่วมมือผู้ว่าราชการจังหวัดตั้งคณะทำงานในการตั้งด่านตรวจป้องกันโรคโดยมีกรมปศุสัตว์เป็นเลขานุการ พร้อมจัดกำลังเจ้าหน้าที่เสริมในแต่ละด่านซึ่งจังหวัดที่มีพื้นที่ติดชาแดนนั้นมีความเสี่ยงเป็นอย่างมาก แต่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีนโยบายและมาตรการที่ชัดเจนในการป้องกันโรคดังกล่าวที่สำคัญคือความร่วมมือกับภาคเอกชน โดยสมาคมผู้เลี้ยงสุกรต่างๆที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการทำงาน จึงทำให้ไทยเป็นประเทศที่ไม่มีการเกิดโรค ASF

กรมปศุสัตว์โชว์ศักยภาพ มั่นใจเกษตรกรได้พันธุ์สัตว์ที่มีคุณภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445274

กรมปศุสัตว์โชว์ศักยภาพ มั่นใจเกษตรกรได้พันธุ์สัตว์ที่มีคุณภาพดี

วันเสาร์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 11.58 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ  ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า สำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิต-   ปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีศูนย์ผลิตน้ำเชื้อมาตรฐานที่ได้รับการรับรองโดยกรมปศุสัตว์ทั้งหมด 34 ศูนย์ เป็น โค 18 แห่ง สุกร 9 แห่ง  แพะ 4 แห่ง และ กระบือ 3 แห่ง ซึ่งศูนย์ผลิตน้ำเชื้อฯ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากกรมปศุสัตว์จะมีข้อกำหนดในการตรวจโรคติดต่อที่สามารถผ่านทางระบบสืบพันธุ์ โรคติดเชื้อ และ โรคทางพันธุกรรมต่างๆ ที่ส่งผลต่อคุณภาพ   ของน้ำเชื้อที่ผลิตได้ รวมถึงกระบวนการผลิตน้ำเชื้อที่ได้มาตรฐาน และมีการควบคุมจากสัตวแพทย์ โดยต้องปฏิบัติตามระเบียบ    กรมปศุสัตว์ ว่าด้วยการขอรับและออกใบรับรองมาตรฐานศูนย์ผลิตน้ำเชื้อสำหรับผสมพันธุ์สัตว์ พ.ศ. 2560 และ ประกาศกรม-    ปศุสัตว์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทำให้มั่นใจได้ว่าพ่อพันธุ์ปศุสัตว์ และ น้ำเชื้อที่ผลิตจากศูนย์ผลิตน้ำเชื้อมาตรฐานมีมาตรฐานมีคุณภาพน้ำเชื้อที่ดี ปราศจากโรคติดต่อทางระบบสืบพันธุ์ และ โรคทางพันธุกรรม ผสมติดง่าย และสามารถสืบประวัติย้อนกลับได้อีกด้วย

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับข้อเสียของการใช้น้ำเชื้อที่ไม่ได้ผลิตจากศูนย์ผลิตน้ำเชื้อมาตรฐาน หรือน้ำเชื้อเถื่อนนั้น นอกจากจะไม่มีคุณภาพ มีอสุจิเคลื่อนที่น้อย หรืออสุจิไม่เคลื่อนที่ อาจจะมีสิ่งปลอมปน ทำให้ผสมไม่ติด แล้วนั้น น้ำเชื้อที่ได้อาจไม่ตรงกับข้อมูลที่นำเสนอ หรือ อาจมีการปลอมปนจากพ่อพันธุ์ตัวอื่น ไม่ตรงกับพ่อพันธุ์ที่ระบุไว้ที่หลอดน้ำเชื้อ นอกจากนี้ พ่อพันธุ์ไม่ได้ผ่านการตรวจโรคประจำ ทุกปี ทำให้ได้รับโรคติดต่อผ่านทางน้ำเชื้อ เช่น โรคแท้งติดต่อ เป็นต้น จะส่งผลให้เกิดความเสียหายด้านผลผลิตได้อีกด้วย

ดังนั้น กรมปศุสัตว์จึงมีนโยบายบังคับใช้กฎหมายด้านน้ำเชื้อปศุสัตว์อย่างเคร่งครัด โดยมีแผนดำเนินการประชาสัมพันธ์สร้างความรับรู้และความเข้าใจด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับศูนย์ผลิตน้ำเชื้อมาตรฐาน และเรื่องโทษที่เกิดจากการใช้น้ำเชื้อปศุสัตว์ที่ไม่ได้มาตรฐานให้แก่เกษตรกร ผู้ผลิตน้ำเชื้อปศุสัตว์ และประชาชนทั่วไปทราบ รวมทั้ง จะดำเนินการเข้มงวดกับหน่วยผสมเทียมในสังกัดกรมปศุสัตว์ทั่วประเทศ นอกจากนี้ เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคคือเกษตรกรให้โคของตนเองได้รับการผสมจากพ่อพันธุ์ที่ตรงกับความต้องการและมีประสิทธิภาพ โดยกรมปศุสัตว์จะเริ่มดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มงวดกับศูนย์น้ำเชื้อที่ไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากกรมปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่ผสมเทียมที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมปศุสัตว์ ตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน 2562 เป็นต้นไป หากเกษตรกร หรือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำเชื้อปศุสัตว์ที่ไม่ได้คุณภาพ สามารถแจ้งเบาะแส หรือข้อมูลได้ที่ application DLD 4.0 กรมปศุสัตว์จะได้ดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาดต่อไป ซึ่งผู้กระทำผิดจากการขายน้ำเชื้อเถื่อนจะได้รับโทษคือ จำคุกไม่เกิน  1 เดือน หรือ ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวในที่สุด