ให้กำลังใจคกก.วัตถุอันตราย! ชาวสวนปาล์มห่วงต้นทุนพุ่งหากแบน’พาราควอต’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/444594

news_default

ให้กำลังใจคกก.วัตถุอันตราย! ชาวสวนปาล์มห่วงต้นทุนพุ่งหากแบน’พาราควอต’

วันพุธ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 12.55 น.

ให้กำลังใจคกก.วัตถุอันตราย! ชาวสวนปาล์มห่วงต้นทุนพุ่งหากแบน’พาราควอต’ 

2 ตุลาคม 2562 นายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ชาวสวนปาล์มกำลังเป็นห่วงต้นทุนการผลิตที่อาจเพิ่มสูงขึ้นหากมีการห้ามใช้สารเคมีทางการเกษตรโดยเฉพาะพาราควอต ซึ่งปัจจุบันชาวสวนปาล์มจำนวนมากได้เข้ารับการอบรมและสอบเพื่อรับใบอนุญาตใช้สารเคมี ตามมาตรการจำกัดการใช้ที่ได้กำหนดแล้ว จึงอยากให้กระทรวงพาณิชย์กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บูรณาการความร่วมมือกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรและประเทศชาติ

ขณะที่ นายสุชล สินผดุง เกษตรกรสวนปาล์มน้ำมันในพื้นที่ จ.ปทุมธานี กล่าวว่า การสอบและการอบรมไม่ได้เป็นเรื่องยาก เพราะเป็นสิ่งที่เกษตรกรรู้และปฏิบัติเป็นประจำอยู่แล้ว ที่สำคัญคือชาวสวนปาล์มใช้สารพาราควอตเพียงปีละ 2 ครั้ง เพื่อฉีดพ่นในช่วงหญ้าเติบโตมากไม่ให้กลายเป็นที่อยู่อาศัยของงูและสัตว์มีพิษอื่นๆ โดยสวนของตนมีขนาดพื้นที่กว่า 40 ไร่ ไม่สามารถหาแรงงานคนมาจัดการได้ แต่ปัจจุบันมีองค์กรออกมาเสนอให้ใช้สารทดแทนโดยไม่เคยลงมือทำ แต่เกษตรกรไม่ใช่หนูทดลองที่ภาครัฐ NGO หรือผู้ขายจะเข้ามาสั่งให้ซ้ายหันขวาหัน

“เกษตรกรขอเป็นคนเลือกเองว่าจะใช้อะไร สารตัวไหน มีอะไรมาทดแทนได้จริงหรือไม่ ปลอดภัยจริงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เกษตรกรกลุ่มปาล์มน้ำมัน ขอให้กำลังใจท่านนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการวัตถุอันตราย และข้าราชการทุกคน ในการยืนยันมติจำกัดการใช้ 3 สารเคมี พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพรีฟอส รวมทั้งสนับสนุนให้เกษตรเพาะปลูกตามมาตรฐานเกษตรปลอดภัย (GAP) ใช้สารเคมีได้อย่างถูกต้องตามข้อปฏิบัติกรมวิชาการเกษตร ซึ่งถือเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุด” นายสุชล กล่าว

เกษตรฯผุดซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าว3,000 ล้านแจกชาวบ้านปลูกน้ำลด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/444564

news_default

เกษตรฯผุดซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าว3,000 ล้านแจกชาวบ้านปลูกน้ำลด

วันพุธ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 10.08 น.

เกษตรฯ เตรียมเสนอของบครม.จัดซื้อเมล็ดพันธ์ข้าว อีก 3,000 ล้านบาท สัปดาห์หน้า เร่งแจกจ่ายชาวบ้านปลูกชดเชยหลังน้ำลด  หลังสำรวจพบนาข้าวเสียหายกว่า 3 ล้านไร่  หนุนแจกพันธุ์ปลา ช่วยเหลือเกษตรกร  5  หมื่นราย  พร้อมเสนอครม.ปรับหลักเกณฑ์จ่ายเงินชดเชย 

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว. เกษตรฯ ระบุว่า  ในสัปดาห์หน้ากระทรวงเกษตรฯ  จะเสนอของบประมาณจาก ครม. อีก 3,000 ล้านบาท  เพื่อเร่งรัดจัดซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวแจกจ่ายให้กับเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ในพื้นที่ที่สามารถปลูกทดแทนพื้นที่เสียหายได้ตามความเหมาะสม  ซึ่งจะเน้นแจกในพื้นที่ที่พร้อมสามารถปลูกได้ทันทีหลังสถานการณ์น้ำลด   ทั้งนี้จากการสำรวจเบื้องต้น พบว่า พื้นที่นาข้าวกว่า 3 ล้านไร่ได้รับความเสียหายจากสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมา  ขณะนี้ ตนได้สั่งการให้มีการสำรวจอย่างละเอียดถี่ถ้วนอีกครั้ง เนื่องจากก่อนที่จะประสบปัญหาน้ำท่วม ได้เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงต่อเนื่อง ทำให้นาข้าวเสียหายจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องสำรวจให้ชัดเจนก่อน เร่งรัดแจกเมล็ดพันธุ์ข้าว ให้กับเกษตรกร เพื่อปลูกทดแทนพื้นที่เสียหายต่อไป

“สัปดาห์หน้าผมจะนำเรื่องเสนอ ต่อ ครม. อีกครั้ง เพื่อของบประมาณจากรัฐบาลในการจัดซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าว แจกจ่ายให้ชาวบ้านได้ปลูกข้าวได้ทันทีหลังน้ำลด ซึ่งตอนนี้เร่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจพื้นที่เสียหายทั้งหมดตอนนี้มันเท่าไหร่ เพราะที่ผ่านมาเจอทั้งแล้ง และน้ำท่วม สัปดาห์นี้เลยไม่ทัน ต้องเลื่อนออกไปอีก แต่ยืนยันว่าจะเร่งแจกให้เร็วที่สุด โดยจะแจกจ่ายตามความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่ และเป็นไปตามระเบียบการช่วยเหลือของทางราชการที่กำหนด  ในส่วนพื้นที่ไหน ที่ปลูกได้ก็ปลูกให้ทัน ส่วนพื้นที่ไหนปลูกไม่ได้ก็ต้องปลูกพืชระยะสั้นอย่างอื่นทดแทนไปก่อน  ซึ่งก็มีทั้งถั่วเขียวและข้าวโพด  โดยทางกระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมพร้อมเรื่องของการตลาดรองรับไว้แล้ว และมีการประกันการรับซื้อชัดเจน คาดว่าจะสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรระยะสั้นได้” นายเฉลิมชัย กล่าว

นอกจะมีการเตรียมเสนอของบประมาณ ในการจัดซื้อเมล็ดพันธ์ข้าวแล้ว ทางกระทรวงเกษตรฯ ยังมีโครงการจัดซื้อพันธุ์ปลาที่จะแจกจ่ายให้กับเกษตรกร ในพื้นที่ที่มีบ่อปลาและแหล่งน้ำที่เกษตรกรเลี้ยงปลาอยู่แล้ว  เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรหลังสถานการณ์น้ำลดอีกทาง  โดยจะแจกจ่ายให้เกษตรกรกว่า 5 หมื่นครัวเรือน โดยจะได้พันธุ์ปลาครัวเรือนละ 800ตัว พร้อมค่าอาหารจำนวนหนึ่งด้วย นอกจากนี้กระทรวงเกษตรฯ ยังมีเรื่องการส่งเสริมเลี้ยงโคขุน และโคเนื้อส่งออกระยะสั้น  รวมทั้งการส่งเสริมการเลี้ยงแพะบางส่วน ขณะนี้กำลังจัดทำรายละเอียด และปรับแนวทางให้สอดคล้องในแต่ละพื้นที่  ซึ่งจะนำเสนอของบประมาณพร้อมกันทั้งหมดในสัปดาห์หน้าด้วย  โดยทั้งหมดเป็นการดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรหลังน้ำลดที่ต่อเนื่องที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องการชดเชยความเสียหายของพืชผลทางเกษตร และปศุสัตว์ที่เป็นไปตามสิทธิและระเบียบความช่วยเหลือของทางราชการที่มีอยู่แล้ว

นายเฉลิมชัย กล่าวย้ำว่า มูลค่าของการการช่วยเหลือเกษตรกร ในเรื่องของเงินค่าชดเชย ความเสียหายที่เกิดขึ้น ส่วนตนมองว่าค่อนข้างจะไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่มีอยู่ จึงจำเป็นที่จะต้องมีการพิจารณาแก้ไข หลักเกณฑ์การชดเชยทั้งหมด  โดยตนจะเสนอต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อขอพิจารณาอัตราค่าชดเชยใหม่อีกครั้งโดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 90 วัน เพื่อ ให้การช่วยเหลือเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ในครั้งต่อไป

ส่องเกษตร : สุดท้ายต้องอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/444456

449007

ส่องเกษตร : สุดท้ายต้องอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข

วันพุธ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ท่ามกลางสังคมที่ซับซ้อนและสับสน ข้อมูล ข่าวสารไหลเข้ามาจากทุกทาง สร้างการรับรู้หลายรูปแบบ หลายลักษณะยิ่งถ้าเป็นข่าวที่สร้างความตระหนก ตื่นกลัว ยิ่งง่ายต่อการกระจายข่าวออกไป อย่างไร้ขีดจำกัด และผู้รับสารเหล่านี้ มักจะขาดวิจารณญาณในการรับข่าวสาร ทำให้ข่าวลวง ข่าวหลอก ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว

ภาคการเกษตรนับว่าเป็นภาคการผลิตที่มุ่งผลิตอาหารเพื่อเลี้ยงประชากรโลก โดยเฉพาะตำแหน่งของประเทศไทยที่ตั้งอยู่ในเขตศูนย์สูตร ภูมิอากาศจึงเป็นแบบร้อนชื้น มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นชนิดของพืช สัตว์ จุลินทรีย์ ตลอดจนสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในบางครั้งที่เมื่อเราเร่งผลิตพืชบางชนิด เพื่อต้องการผลผลิตนำมาใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ย่อมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้การเร่งการออกดอกติดผล เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ ทำให้ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตชของพืชเหล่านั้น และส่งผลต่อความอ่อนแอในการต่อสู้กับศัตรูธรรมชาติต่างๆ พร้อมกันไปด้วย ในบางครั้งที่ธรรมชาติขาดความสมดุล จึงมักจะเกิดการระบาดของโรคแมลงศัตรูพืชอย่างรุนแรงอยู่บ่อยครั้ง

เมื่อโรคแมลงศัตรูพืชระบาด มนุษย์ซึ่งต้องการผลผลิตจากพืชเหล่านั้น จึงต้องปกป้องพืชที่ต้องเผชิญกับการทำลายของโรคแมลงด้วยวิธีการต่างๆ หากพื้นที่ไม่มากอาจใช้การไล่ การจับทำลาย หรือกำจัดต้นพืชที่ถูกโรคแมลงทำลายทิ้งไป เหลือไว้เท่าที่สามารถอยู่รอดให้ผลผลิตได้ แต่หากพื้นที่การผลิตมากขึ้น ความต้องการผลผลิตจากพืชมาบริโภคมากขึ้น ซึ่งเป็นผลจากประชากรที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้น จึงมีการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช โดยเทคโนโลยีเหล่านี้ได้มาจากการวิจัยและพัฒนาอย่างยาวนาน หนึ่งในนั้นคือ สารเคมีทางการเกษตร ด้วยเป้าหมายที่ต้องการกำจัดโรคแมลงศัตรูพืชได้เด็ดขาด รวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด และคุ้มค่าต่อการนำไปใช้ สารเคมีในทางการเกษตร จึงเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมและมีการใช้อย่างกว้างขวาง

สารเคมีทางการเกษตรเหล่านี้ ไม่ใช่จะใช้กำจัดศัตรูพืชเพียงอย่างเดียว ยังส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อีกด้วย โดยเฉพาะมนุษย์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตและผู้บริโภคด้วย ตลอดจนสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ก็ได้รับผลกระทบจากการใช้สารเคมีในระบบการผลิตทั้งพืชและสัตว์ด้วยและหากไม่ใช้สารเคมีทางการเกษตร แล้วใช้วิธีการอื่นๆ ทดแทน ก็สามารถทำได้ แต่ต้องพิจารณาผลกระทบ ต้นทุน ผลตอบแทน ให้ชัดเจน

การใช้สารเคมีทางการเกษตร มีโอกาสที่สารเคมีเหล่านี้จะตกค้างอยู่ในผลผลิตหรือสิ่งแวดล้อม หรืออาจสะสมในห่วงโซ่การผลิตได้เช่นกัน โดยเกิดจากหลายสาเหตุด้วยกันแต่สาเหตุที่สำคัญคือการใช้ผิดประเภท ผิดเวลา ผิดวิธี ผิดอัตรา นั่นหมายถึงผู้ใช้สารเคมีทางการเกษตรไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ผลกระทบจึงส่งถึงสิ่งแวดล้อมและผู้บริโภคโดยตรง รวมถึงตัวของผู้ผลิตเองก็ไม่รอดจากผลกระทบเหล่านี้

ดังนั้น จะเห็นได้ถึงความจำเป็นทั้งสองด้าน ทั้งความจำเป็นที่ต้องใช้สารเคมีเข้ามาในระบบการผลิต แต่ในขณะเดียวกันก็เห็นความจำเป็นที่ต้องดูแลผู้นำผลผลิตเหล่านั้นไปบริโภค ทุกฝ่ายต้องพึ่งพาอาศัยกัน ถ้าทุกคนเห็นความจำเป็น มีความรับผิดชอบ ต่อทั้งตนเองและสังคม ปัญหาจะบรรเทาลงไปได้ ไม่ต้องปล่อยข่าว สร้างข่าว ทำลายล้างซึ่งกันและกัน โดยส่วนตัวผมเห็นด้วยกับบทความของ ผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2562 ประเด็นที่ว่า หากไม่ใช้สารเคมีเลยจะได้ไหม เปลี่ยนโลก เปลี่ยนประเทศ ให้ทำการเกษตรแบบไม่ใช้สารเคมีอันตรายไปเลย จะได้ปลอดภัยไร้กังวล เรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการปนเปื้อนในวัตถุดิบที่จะนำมาประกอบอาหารเพื่อบริโภค แต่คำถามที่คนเขาคิดและหาคำตอบกันคือ แล้วเกษตรปลอดสารเคมี จะเลี้ยงคงทั้งโลกได้จริงไหม

ภาพดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่ามีความจำเป็นทั้ง 2 ด้าน หรือทุกด้านที่เกี่ยวข้อง จะต้องทำให้ผู้คนในสังคมต้องอยู่ร่วมกันให้ได้ เกิดผลดีกับทุกฝ่าย คำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก โดยไม่มีประโยชน์ส่วนตน กลุ่มผลประโยชน์แอบแฝง เป็นเป้าหมายหลักของการเคลื่อนไหวแต่อย่างใด หรือจะมีผมเองก็ไม่อาจจะทราบได้

สมชาย ชาญณรงค์กุล

กษ.เร่งสร้างความเข้าใจนาแปลงใหญ่ ผลิตข้าวตามมาตรฐานรับรองแบบกลุ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/444454

news_default

กษ.เร่งสร้างความเข้าใจนาแปลงใหญ่ ผลิตข้าวตามมาตรฐานรับรองแบบกลุ่ม

วันพุธ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธนรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิดกิจกรรมสร้างความเข้าใจการพัฒนาระบบการผลิตตามมาตรฐาน การรับรองแบบกลุ่ม ในพื้นที่นาแปลงใหญ่ จ.สุพรรณบุรีว่า นาแปลงใหญ่ เป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มผลิตและบริหารจัดการผลิตข้าวมุ่งสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มเกษตรกรอย่างยั่งยืนเป็นรูปธรรม เพื่อปรับเปลี่ยนห่วงโซ่การผลิตข้าวแบบเดิม โดยผสานเชื่อมโยงกันตั้งแต่การเพาะปลูกข้าวไปจนถึงการตลาด รวมทั้งการผลิตข้าวที่ได้มาตรฐาน อาทิ การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices: GAP)

รมช.เกษตรฯกล่าวว่า กระบวนการรับรองการผลิตข้าว มีทั้งรับรองรายเดี่ยว และรับรองแบบกลุ่ม ซึ่งการขอการรับรองแบบกลุ่มนั้น ช่วยประหยัดงบประมาณและเวลา สร้างความเข็มแข็งและยั่งยืนในการผลิตให้กลุ่มเกษตรกร เป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยให้เกษตรกรขอการรับรองได้เร็วขึ้น ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)ดำเนินโครงการพัฒนาระบบการผลิตตามมาตรฐานโดยใช้ระบบการรับรองแบบกลุ่ม ให้กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตข้าวในพื้นที่โครงการนาแปลงใหญ่ ซึ่งบูรณาการงานร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมการข้าว เพื่อให้ความรู้และคำแนะนำแก่กลุ่มเกษตรกร ให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการรับรองแบบกลุ่ม

ด้าน นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการ มกอช. กล่าวเสริมว่า กระบวนการรับรองการผลิตข้าวแบบกลุ่ม เป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยให้เกษตรกรขอการรับรองได้รวดเร็วขึ้นโดยกลุ่มเกษตรกรต้องมีระบบการผลิตและระบบควบคุมภายในกลุ่ม (InternalControl System) ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรับรองว่า กิจกรรมการผลิตของเกษตรกรเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดและเชื่อถือได้ การมีระบบควบคุมภายในของกลุ่มเกษตรกรจะช่วยให้กลุ่มมีการบริหารงานเป็นระบบในลักษณะการประกันคุณภาพของกลุ่ม โดยใช้เอกสารต่างๆ เป็นเครื่องมือ ช่วยให้กลุ่มสามารถปฏิบัติงานได้ถูกต้องตามแนวทางความยั่งยืนหรือข้อปฏิบัติของกลุ่มที่ได้ตกลงกันไว้

“ที่ผ่านมา มกอช.ดำเนินโครงการพัฒนาระบบการผลิตตามมาตรฐานโดยใช้ระบบรับรองแบบกลุ่ม ให้กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตข้าวในจ.สุพรรณบุรี อุตรดิตถ์ ยโสธร และสุรินทร์ โดยให้ความรู้และคำแนะนำแก่กลุ่มเกษตรกรให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการรับรองแบบกลุ่ม การพัฒนาเอกสารระบบควบคุมภายในกลุ่ม ตลอดจนส่งเสริมให้กลุ่มเกษตรกรขอการรับรองแบบกลุ่มขอบข่าย การผลิตข้าว GAP/อินทรีย์ โดยบูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบของกรมการข้าวในพื้นที่ เพื่อเตรียมความพร้อมให้กลุ่มเกษตรกรก่อนขอการรับรองแบบกลุ่มกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป”เลขาธิการ มกอช. กล่าว

สำหรับนาแปลงใหญ่ ต.เดิมบาง อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี มีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมโครงการพัฒนาระบบการผลิตตามมาตรฐานโดยใช้ระบบการรับรองแบบกลุ่ม ขอบข่ายข้าว GAP จำนวน 115 คน ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม พื้นที่รวม 2,095 ไร่ ปลูกข้าวพันธุ์ กข 43 และปทุมธานี 1

เตือนเฝ้าระวังหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/444453

news_default

เตือนเฝ้าระวังหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศ

วันพุธ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายทวีพงศ์ สุวรรณโร ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่าขณะนี้พื้นที่ปลูกมะเขือเทศในแถบภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีพรมแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ต้องประสบปัญหาการระบาดของหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศ ทำความเสียหายกับผลผลิตมะเขือเทศในหลายพื้นที่ ดังนั้นเพื่อป้องกันการระบาดขยายวงกว้างและส่งผลกระทบต่อผลผลิตมะเขือเทศจึงแจ้งให้สำนักงานเกษตรจังหวัดสำรวจติดตามสถานการณ์การระบาดของหนอนผีเสื้อชนิดดังกล่าวต่อเนื่อง เพื่อเตรียมพร้อมช่วยเหลือเกษตรกรทันสถานการณ์ รวมทั้งประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรเฝ้าระวัง และหมั่นสำรวจแปลงปลูกสม่ำเสมอ ลักษณะอาการและการทำลาย พบว่า เป็นแมลงศัตรูพืชสำคัญสร้างความเสียหายต่อพืชเศรษฐกิจในหลายประเทศ โดยเฉพาะพืชวงศ์มะเขือ โดยกัดกินชอนไชใบ ลำต้นและผล ทำให้ผลผลิตลดลงถึงร้อยละ 90 จากสถานการณ์การระบาดอย่างรวดเร็วและสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงในหลายประเทศในทวีปเอเชีย ทำให้ไทยต้องเร่งเฝ้าระวังป้องกันการแพร่กระจายและลดการเข้าทำลายพืชเศรษฐกิจของประเทศ

สำหรับวิธีการป้องกันกำจัดทางวิชาการ มีดังนี้ 1. โรงเรือนผลิตกล้ามะเขือเทศ ใช้วัสดุปลูกที่ปราศจากดักแด้ของหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศ
สำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง หรือดักจับผีเสื้อโดยใช้กับดักฟีโรโมน อัตรา 4 กับดักต่อไร่ 2. ในแปลงปลูกมะเขือเทศ ให้สำรวจประชากรของผีเสื้อหนอนชอนใบมะเขือเทศด้วยกับดักฟีโรโมน อัตรา 4 กับดักต่อไร่ ก่อนปลูก 2 สัปดาห์ และก่อนปลูกให้ไถพลิกตากดินหรือไถพรวนเพื่อกำจัดดักแด้ที่อยู่ในดิน และใช้ต้นกล้าที่ปราศจากหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศ3. จุดรวบรวมผลผลิตและตลาด ให้สำรวจประชากรของหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศด้วยกับดักฟีโรโมน อัตรา 4กับดักต่อไร่ และเก็บผลผลิตที่มีรอยทำลายของหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศใส่ถุงดำ มัดปากถุงให้แน่นและนำไปตากแดดทิ้งไว้ 3-4 วัน จนแน่ใจว่าหนอนที่ติดมากับผลมะเขือเทศตายอยู่ภายในถุง

สศก.เผยผลศึกษาโลจิสติกส์มังคุดอินทรีย์ภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/444455

news_default

สศก.เผยผลศึกษาโลจิสติกส์มังคุดอินทรีย์ภาคใต้

วันพุธ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสุธรรม ธรรมปาโล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 จังหวัดสงขลา (สศท.9)สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยผลการศึกษา เรื่อง การจัดการโลจิสติกส์สินค้าเกษตรอินทรีย์ กรณีศึกษา มังคุดอินทรีย์ ปี 2561 โดยสศท.9 จ.สงขลา สำรวจข้อมูลเกษตรกรผู้ผลิตมังคุดอินทรีย์ พื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลาพัทลุง และสตูล ที่ได้รับตราสัญลักษณ์เกษตรอินทรีย์ไทย (Organic Thailand) เพื่อศึกษาระบบโลจิสติกส์สินค้ามังคุดอินทรีย์ และแนวทางพัฒนาโลจิสติกส์ สำหรับให้หน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานราชการ เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ส่งออก รวมถึงผู้สนใจ ใช้เป็นข้อมูลบริหารจัดการ ส่งเสริมและวางแผนในด้านการจัดการโลจิสติกส์มังคุดอินทรีย์

จากการสำรวจพื้นที่ 3 จังหวัด พบว่า มีเกษตรกรผลิตมังคุดอินทรีย์ที่ได้รับตราสัญลักษณ์เกษตรอินทรีย์ไทย (Organic Thailand) รวม 8 ราย แบ่งเป็นเกษตรกรในจ.สงขลา 3 ราย พัทลุง 2 ราย และสตูล 3 ราย โดยเกษตรกรมีเนื้อที่ผลิตมังคุดอินทรีย์ 3 จังหวัด รวม 24.62 ไร่ หรือเฉลี่ยรายละ 3.08 ไร่ ได้รับผลผลิตเฉลี่ย 1,683 กิโลกรัม/ปี หรือ 546 กิโลกรัม/ไร่โดยมีผลผลิตสูงกว่ามังคุดทั่วไปที่ให้ผลผลิต 522 กิโลกรัม/ไร่

สำหรับค่าใช้จ่ายโลจิสติกส์ พบว่า เกษตรกรผู้ผลิตมังคุดอินทรีย์ มีค่าใช้จ่ายโลจิสติกส์ประมาณ 9.77 บาท/กิโลกรัม/ปี แบ่งเป็น 1) ค่าใช้จ่ายกิจกรรมเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิต ได้แก่ ค่าสั่งซื้อปัจจัยการผลิตเฉลี่ย 0.07 บาท/กิโลกรัม/ปี ค่าขนส่งปัจจัยการผลิตเฉลี่ย 0.43 บาท/กิโลกรัม/ปี และค่าเสื่อมโรงเรือนเก็บปัจจัยการผลิตเฉลี่ย 0.47 บาท/กิโลกรัม/ปี 2) ค่าใช้จ่ายกิจกรรมการเคลื่อนย้ายมังคุดอินทรีย์ภายในแปลง ได้แก่ ค่าใช้จ่ายแรงงานในครัวเรือนที่ใช้เก็บเกี่ยวผลผลิตเฉลี่ย 2.04 บาท/กิโลกรัม/ปี ค่าใช้จ่ายแรงงานจ้างเก็บเกี่ยวผลผลิตเฉลี่ย 3.55 บาท/กิโลกรัม/ปี ค่าอาหารเครื่องดื่มสำหรับแรงงานเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 0.21 บาท/กิโลกรัม/ปี ค่าใช้จ่ายติดต่อลูกค้าเฉลี่ย 0.29 บาท/กิโลกรัม/ปี และค่าความสูญเสียของมังคุดอินทรีย์ จากการเคลื่อนย้ายในแปลง เฉลี่ย 0.40 บาท/กิโลกรัม/ปี และ 3) ค่าใช้จ่ายกิจกรรมการเคลื่อนย้ายขนส่งมังคุดอินทรีย์นอกแปลง ได้แก่ ค่าขนส่งผลผลิตเฉลี่ย 1.80 บาท/กิโลกรัม/ปี ค่าบรรจุภัณฑ์เฉลี่ย 0.26 บาท/กิโลกรัม/ปี ค่าทำตราสินค้าเฉลี่ย 0.25 บาท/กิโลกรัม/ปี ทั้งนี้ จากค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะเห็นได้ว่าเกษตรกรเสียค่าใช้จ่ายด้านแรงงานเพื่อจ้างเก็บเกี่ยวผลผลิตมากที่สุด รองลงมาคือ ค่าขนส่งผลผลิตนอกแปลง ค่าเสื่อมโรงเรือนเก็บปัจจัยการผลิต และค่าขนส่งปัจจัยการผลิต เช่น ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าจ้างในการขนส่ง ตามลำดับ

ปัจจุบันเกษตรกรตื่นตัวและสนใจผลิตมังคุดอินทรีย์เพิ่มขึ้น ซึ่งแนวทางพัฒนาระบบโลจิสติกส์ควรพัฒนาด้านต่างๆ อาทิ มีระบบเตือนภัยล่วงหน้าด้านสภาพอากาศ เพื่อวางแผนจัดซื้อจัดหาปัจจัยการผลิตและการควบคุมคุณภาพผลผลิต ศึกษา วิจัยด้านนวัตกรรมที่นำมาใช้เก็บเกี่ยวผลผลิต เคลื่อนย้ายผลผลิต และคัดเกรดผลผลิตเพื่อช่วยลดต้นทุนค่าจ้างเก็บเกี่ยวที่มีค่าใช้จ่ายสูง พร้อมทั้งเพิ่มช่องทางตลาดออนไลน์ สร้างเครือข่าย และประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคเห็นถึงความแตกต่างระหว่างมังคุดอินทรีย์กับมังคุดทั่วไป ทั้งเรื่องคุณภาพ รสชาติ และความปลอดภัย ตลอดจนการขึ้นทะเบียนเกษตรกรหรือผู้ประกอบการที่ดำเนินการเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้มีสิทธิพิเศษต่างจากการทำเกษตรทั่วไป เป็นการสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรเปลี่ยนมาทำการผลิตแบบอินทรีย์มากขึ้น สำหรับผู้สนใจผลการศึกษาสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.9 โทร. 0-7431-2996 หรือ อีเมล zone9@oae.go.thส่วนเกษตรกรที่อยากผลิตมังคุดอินทรีย์หรือสินค้าเกษตรอื่นๆ ขอคำปรึกษารวมไปถึงการขอตราสัญลักษณ์เกษตรอินทรีย์ไทย (Organic Thailand) ได้ที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ

กรมชลฯคลอด75โครงการฟื้นฟูลำเชียงไกร พัฒนาแหล่งน้ำเพิ่มประสิทธิภาพกักเก็บ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/444459

news_default

กรมชลฯคลอด75โครงการฟื้นฟูลำเชียงไกร พัฒนาแหล่งน้ำเพิ่มประสิทธิภาพกักเก็บ

วันพุธ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสุธรรม ธรรมปาโล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 จังหวัดสงขลา (สศท.9)สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยผลการศึกษา เรื่อง การจัดการโลจิสติกส์สินค้าเกษตรอินทรีย์ กรณีศึกษา มังคุดอินทรีย์ ปี 2561 โดยสศท.9 จ.สงขลา สำรวจข้อมูลเกษตรกรผู้ผลิตมังคุดอินทรีย์ พื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลาพัทลุง และสตูล ที่ได้รับตราสัญลักษณ์เกษตรอินทรีย์ไทย (Organic Thailand) เพื่อศึกษาระบบโลจิสติกส์สินค้ามังคุดอินทรีย์ และแนวทางพัฒนาโลจิสติกส์ สำหรับให้หน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานราชการ เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ส่งออก รวมถึงผู้สนใจ ใช้เป็นข้อมูลบริหารจัดการ ส่งเสริมและวางแผนในด้านการจัดการโลจิสติกส์มังคุดอินทรีย์

จากการสำรวจพื้นที่ 3 จังหวัด พบว่า มีเกษตรกรผลิตมังคุดอินทรีย์ที่ได้รับตราสัญลักษณ์เกษตรอินทรีย์ไทย (Organic Thailand) รวม 8 ราย แบ่งเป็นเกษตรกรในจ.สงขลา 3 ราย พัทลุง 2 ราย และสตูล 3 ราย โดยเกษตรกรมีเนื้อที่ผลิตมังคุดอินทรีย์ 3 จังหวัด รวม 24.62 ไร่ หรือเฉลี่ยรายละ 3.08 ไร่ ได้รับผลผลิตเฉลี่ย 1,683 กิโลกรัม/ปี หรือ 546 กิโลกรัม/ไร่โดยมีผลผลิตสูงกว่ามังคุดทั่วไปที่ให้ผลผลิต 522 กิโลกรัม/ไร่

สำหรับค่าใช้จ่ายโลจิสติกส์ พบว่า เกษตรกรผู้ผลิตมังคุดอินทรีย์ มีค่าใช้จ่ายโลจิสติกส์ประมาณ 9.77 บาท/กิโลกรัม/ปี แบ่งเป็น 1) ค่าใช้จ่ายกิจกรรมเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิต ได้แก่ ค่าสั่งซื้อปัจจัยการผลิตเฉลี่ย 0.07 บาท/กิโลกรัม/ปี ค่าขนส่งปัจจัยการผลิตเฉลี่ย 0.43 บาท/กิโลกรัม/ปี และค่าเสื่อมโรงเรือนเก็บปัจจัยการผลิตเฉลี่ย 0.47 บาท/กิโลกรัม/ปี 2) ค่าใช้จ่ายกิจกรรมการเคลื่อนย้ายมังคุดอินทรีย์ภายในแปลง ได้แก่ ค่าใช้จ่ายแรงงานในครัวเรือนที่ใช้เก็บเกี่ยวผลผลิตเฉลี่ย 2.04 บาท/กิโลกรัม/ปี ค่าใช้จ่ายแรงงานจ้างเก็บเกี่ยวผลผลิตเฉลี่ย 3.55 บาท/กิโลกรัม/ปี ค่าอาหารเครื่องดื่มสำหรับแรงงานเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 0.21 บาท/กิโลกรัม/ปี ค่าใช้จ่ายติดต่อลูกค้าเฉลี่ย 0.29 บาท/กิโลกรัม/ปี และค่าความสูญเสียของมังคุดอินทรีย์ จากการเคลื่อนย้ายในแปลง เฉลี่ย 0.40 บาท/กิโลกรัม/ปี และ 3) ค่าใช้จ่ายกิจกรรมการเคลื่อนย้ายขนส่งมังคุดอินทรีย์นอกแปลง ได้แก่ ค่าขนส่งผลผลิตเฉลี่ย 1.80 บาท/กิโลกรัม/ปี ค่าบรรจุภัณฑ์เฉลี่ย 0.26 บาท/กิโลกรัม/ปี ค่าทำตราสินค้าเฉลี่ย 0.25 บาท/กิโลกรัม/ปี ทั้งนี้ จากค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะเห็นได้ว่า
เกษตรกรเสียค่าใช้จ่ายด้านแรงงานเพื่อจ้างเก็บเกี่ยวผลผลิตมากที่สุด รองลงมาคือ ค่าขนส่งผลผลิตนอกแปลง ค่าเสื่อมโรงเรือนเก็บปัจจัยการผลิต และค่าขนส่งปัจจัยการผลิต เช่น ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าจ้างในการขนส่ง ตามลำดับ

ปัจจุบันเกษตรกรตื่นตัวและสนใจผลิตมังคุดอินทรีย์เพิ่มขึ้น ซึ่งแนวทางพัฒนาระบบโลจิสติกส์ควรพัฒนาด้านต่างๆ อาทิ มีระบบเตือนภัยล่วงหน้าด้านสภาพอากาศ เพื่อวางแผนจัดซื้อจัดหาปัจจัยการผลิตและการควบคุมคุณภาพผลผลิต ศึกษา วิจัยด้านนวัตกรรมที่นำมาใช้เก็บเกี่ยวผลผลิต เคลื่อนย้ายผลผลิต และคัดเกรดผลผลิตเพื่อช่วยลดต้นทุนค่าจ้างเก็บเกี่ยวที่มีค่าใช้จ่ายสูง พร้อมทั้งเพิ่มช่องทางตลาดออนไลน์ สร้างเครือข่าย และประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคเห็นถึงความแตกต่างระหว่างมังคุดอินทรีย์กับมังคุดทั่วไป ทั้งเรื่องคุณภาพ รสชาติ และความปลอดภัย ตลอดจนการขึ้นทะเบียนเกษตรกรหรือผู้ประกอบการที่ดำเนินการเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้มีสิทธิพิเศษต่างจากการทำเกษตรทั่วไป เป็นการสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรเปลี่ยนมาทำการผลิตแบบอินทรีย์มากขึ้น สำหรับผู้สนใจผลการศึกษาสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.9 โทร. 0-7431-2996 หรือ อีเมล zone9@oae.go.thส่วนเกษตรกรที่อยากผลิตมังคุดอินทรีย์หรือสินค้าเกษตรอื่นๆ ขอคำปรึกษารวมไปถึงการขอตราสัญลักษณ์เกษตรอินทรีย์ไทย (Organic Thailand) ได้ที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ

สถาปนากรมส่งเสริมสหกรณ์ครบรอบ47ปี ‘รมช.มนัญญา’ชูหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/444327

สถาปนากรมส่งเสริมสหกรณ์ครบรอบ47ปี ‘รมช.มนัญญา’ชูหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

วันอังคาร ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 12.34 น.

สถาปนากรมส่งเสริมสหกรณ์ ครบรอบ 47 ปี “รมช.มนัญญา” ชูหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ดันกลไกสหกรณ์เข้มแข็ง ดึงลูกหลานสหกรณ์คืนถิ่นกลับบ้านเกิดสร้างความอบอุ่นให้ครอบครัว

1 ตุลาคม 2562 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดงานวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมสหกรณ์ ครบรอบ 47 ปี  ณ บริเวณลานหน้าพระอนุสาวรีย์กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เทวศร์ กรุงเทพฯ โดยมีนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี ถวายพานพุ่มสักการะพระอนุสาวรีย์พระราชวรวงศ์เธอกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย อ่านสารรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมสหกรณ์ ครบรอบ 47 ปี และเชิญเครื่องราชอิสริยาภรณ์วางบนพานที่โต๊ะหมู่บูชา พร้อมทั้งยังให้นโยบายแนวทางการปฏิบัติงานแก่บุคลากรของกรมส่งเสริมสหกรณ์

ทั้งนี้นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมสหกรณ์ ครบรอบ 47 ปี ขอให้ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการส่งเสริมงานสหกรณ์ ทรงให้ความสำคัญกับงานสหกรณ์เป็นอย่างมาก เพราะสหกรณ์เป็นองค์กรที่มีความสำคัญที่จะช่วยดูแลเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง รวมทั้งเน้นให้สหกรณ์ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค และกำลังประสานความร่วมมือกับหลายหน่วยงานเพื่อหาช่องทางตลาดให้กับสหกรณ์ เพราะหากสามารถทำให้สหกรณ์มีรายได้เพิ่มจากการค้าขายและการทำธุรกิจ จะส่งผลที่ดีกลับไปยังเกษตรกรที่เป็นสมาชิกด้วย

นโยบายสำคัญของรัฐบาลต้องการสนับสนุนให้สหกรณ์มีความเข้มแข็งตามที่ไปดูในต่างจังหวัดพบว่าตอนนี้มีคนแก่เลี้ยงหลานจำนวนมากเพราะพ่อแม่ต้องไปงานในเมืองใหญ่เลยทำให้ต่องปล่อยลูกไว้กบับพ่อแม่ที่แก่เฒ่าจึงมีแนวคิดที่จะดึงคนเรานี้ให้กลับบ้านมาดูแลคริบครัว เพราะอยากให้คนเหล่านี้กลับมาดูแลลูกดูแลพ่อแม่เค้าเอง ตอนนี้เรากำลังคิดโครงการที่จะสร้างรายได้ให้กับคนเหล่านี้ โดยผ่านขบวนการสหกรณ์ให้สหกรณ์เป็นพี่เลี้ยงให้เค้ายืนได้มีรายได้ที่มั่นคงเค้าก็อยากกลับบ้านต้องไปดูว่าจะสร้างรายได้อย่างไรถ้าเค้าประสงค์จะกลับมาทำอะไร ที่บ้านเกิดที่จะสร้างรายได้ให้กับเค้าตอนนี้ให้แต่ละสหกรณ์ไปดูโดยจะใช้ระบบตลาดนำการผลิตซึ่งจะใช้ระบบเกษตรอินทรีย์มาเป็นตัวตั้งตามแนวทางคือช่วยเหลือการสร้างอาชีพรายได้แก่เกษตรกรอย่างมั่นคง “รมชกล่าว

ทั้งนี้จะช่วยให้คนรุ่นใหม่ที่รักอาชีพเกษตรกรรมไม่ทิ้งถิ่นฐาน และให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ผลักดันการเปลี่ยนแนวคิดการปลูกพืชให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และความต้องการของตลาด  จะส่งเสริมให้กรมส่งเสริมสหกรณ์บูรณาการความร่วมมือกับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ในการจัดทำข้อมูลระดับของสหกรณ์ A B C เพื่อเป็นข้อมูลให้เกษตรกรได้ตัดสินใจที่จะร่วมลงทุน และได้รับทราบความเคลื่อนไหวของสหกรณ์ในแต่ละแห่ง สำหรับแนวทางปฏิบัติงานในปี 2563 ได้ตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันให้สหกรณ์ทุกแห่งปลอดสารเคมีและส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ นอกจากนี้ จะจัดทำโครงการสนับสนุนให้เกษตรกรคืนถิ่นกลับบ้าน โดยมีกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นแกนกลางในการบูรณาการพื้นที่ให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับเกษตรกรที่มีที่ดินทำกินอยู่ต่างจังหวัด มีใจรักในภูมิลำเนาของตน แต่ต้องมาทำงานที่กรุงเทพฯ และมีความต้องการอยากกลับไปดูแลพ่อแม่หรือปู่ย่าตายาย โดยกระทรวงเกษตรฯ จะเข้าไปส่งเสริมและบูรณาการให้เกษตรกรเข้ามาร่วมเป็นสมาชิกสหกรณ์ สนับสนุนการรวมกลุ่มการผลิตตลอดทั้งจัดหาตลาดรองรับ โดยมีกรมส่งเสริมสหกรณ์จะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคอยให้คำแนะนำแก่เกษตรกร พร้อมทั้งส่งเสริมหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้เกษตรกรได้มีอาชีพที่ยั่งยืนและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ด้านนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์กล่าวว่าในส่วนโครงการส่งเสริมอาชีพให้กับลูกหลานสหกรณ์แต่ละสหกรณ์เปิดให้ผู้สนใจมาประสานงานในสหกรณ์ในพื้นที่เดิมพ่อแม่เป็นสมาชิกอยู่แล้วก็สามารถแสดงความจำนงค์ได้ทันที่ในแต่ละสหกรณ์ ซึ่งต้องเป็นคนที่ต้องการกลับบ้านเกิดจริงๆ และพร้อมจริงๆ เราพร้อมที่จะให้การแนะนำและส่งเสริมให้สามารถเดินได้ตามแนวทางสหกรณ์ตามความเหมาะสม ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นว่าทำสำเร็จมาแล้วมีครอบครัวหนึ่ง ที่จังหวัดอุทัยธานี ที่มาทำงานกรุงเทพฯและมีหนี้สิน อยู่ๆเค้าก็อยากกลับมาทำอะไรที่บ้านเกิด สหกรณ์ก็ไปแนะนำให้ปลูกผักอินทรีย์เพื่อจำหน่ายตอนนี้เค้าก็ปลดหนี้ได้แล้วขอให้มีความจริงใจ กรมฯพร้อมช่วยแนะแนวทางให้เต็มที่ เชื่อว่าคนรุ่นใหม่ถ้าจริใจตั้งใจจะทำสำเร็จเพราะ เกษตรกรรุ่นใหม่จะทำงานเป็นระบบที่มองเรื่องการตลาดเป็นคิดว่าจะมีรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น

สำหรับกรมส่งเสริมสหกรณ์ ถือเป็นหน่วยงานสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2515 มีอำนาจหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุน แนะนำ กำกับ และดูแลระบบสหกรณ์ของประเทศไทย ภายใต้วิสัยทัศน์ “การสหกรณ์มั่นคง สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรเข้มแข็ง เศรษฐกิจและสังคมของชุมชนยั่งยืน” ปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนสหกรณ์ 7 ประเภท ได้แก่ สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์นิคม สหกรณ์ประมง สหกรณ์ร้านค้า สหกรณ์บริการ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนและสหกรณ์ออมทรัพย์ รวมกันกว่า 8,097 แห่ง เป็นสหกรณ์ภาคเกษตร 4,547 แห่ง นอกภาคเกษตร 3,550 แห่ง สมาชิก 11.6 ล้านคน สมาชิกภาคการเกษตร 6.7 ล้าน นอกภาคเกษตร 4.9 ล้านคน มีทุนดำเนินการ 3.1 ล้านล้านบาท และปริมาณธุรกิจ 2.5 ล้านล้านบาท

ในปีงบประมาณ 2563 กรมส่งเสริมสหกรณ์มีแนวทางในการขับเคลื่อนงาน มุ่งเน้นงานด้านการส่งเสริม และพัฒนาศักยภาพการผลิต จะมีการบริหารจัดการแปลงใหญ่ของสหกรณ์แบบครบวงจร ใช้วิทยาการสมัยใหม่ สนับสนุนสหกรณ์ใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรที่มีความแม่นยำสูง โดยให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ปลอดภัยต่อผู้บริโภค มีการจัดการผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยว ส่งเสริมให้สหกรณ์มีการแปรรูปผลผลิตของสหกรณ์เพื่อเพิ่มมูลค่า จนได้รับมาตรฐาน GMP มีการเพิ่มศักยภาพการตลาดสินค้าของสหกรณ์ สร้างเครือข่ายกลุ่มสินค้าเกษตร โดยเริ่มพัฒนาการค้าผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ในเว็บไซต์ C0-OP shop ที่กำลังพัฒนาเพื่อให้เป็นช่องทางในการโปรโมทสินค้าสหกรณ์เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้ามาใช้บริการและเลือกซื้อสินค้าจากสหกรณ์ต่างๆได้ จะเริ่มให้มีการบ่มเพาะความรู้ในการค้าผ่านช่องทางดังกล่าว และผลักดันให้เกิดตลาดเกษตรกรในสหกรณ์ตามพื้นที่ต่างๆ รวมถึงจัดตั้งซุปเปอร์มาเก็ตสหกรณ์ ในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดใหญ่ๆ โดยจะเป็นแหล่งจำหน่ายพืชผักผลไม้ สินค้าและผลผลิตต่าง ๆ จากสหกรณ์ทั่วประเทศมารวมไว้ให้ผู้บริโภคได้ไปเลือกซื้อได้อย่างสะดวก เพื่อเพิ่มช่องทางตลาดจำหน่ายผลผลิตและสินค้าของสมาชิกสหกรณ์

สำหรับการส่งเสริมและพัฒนาด้านองค์กร กรมฯ จะมีการกำหนดมาตรการกำกับ ดูแล ตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ ติดตามเฝ้าระวังเพื่อป้องกันการเกิดข้อบกพร่อง วางระบบการตรวจสอบสหกรณ์อย่างเข้มข้น มีการพัฒนาระบบการรายงานข้อมูลทางการเงินของสหกรณ์แบบเชิงคุณภาพ และมีการจัดการและแก้ไขปัญหาหนี้สินของสมาชิก ทั้งสหกรณ์ภาคการเกษตร และสหกรณ์นอกภาคการเกษตร พัฒนาอาชีพตามความต้องการของตลาด สนับสนุนเงินทุน ปัจจัยพื้นฐานในการประกอบอาชีพ และเพิ่มศักยภาพสหกรณ์ให้เป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้แก่สมาชิก รวมทั้งส่งเสริม พัฒนาสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่โครงการหลวงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการหลวง เน้นให้มีการบริหารงานด้วยความโปร่งใส ไร้ทุจริต และนำโมเดลบันได 7 ขั้น เข้าไปส่งเสริม และพัฒนาสหกรณ์ในพื้นที่โครงการหลวงอันเนื่องมาจากพระราชดำริให้มีความเข้มแข็ง สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิกสหกรณ์ในพื้นที่ให้มีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ สร้างรายได้ที่ยั่งยืนต่อไป

รักษ์เกษตร : บริโภคพืชผักให้ปลอดภัยจากสารเคมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/444167

news_default

รักษ์เกษตร : บริโภคพืชผักให้ปลอดภัยจากสารเคมี

วันอังคาร ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม พืชผักผลไม้ที่วางขายในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มีการใช้สารเคมี เราจะมีวิธีการอย่างไร เพื่อให้บริโภคได้อย่างปลอดภัยครับ

สรรเสริญ จัตุรัส

อ.เมือง จ.สุรินทร์

คำตอบ

การทำความสะอาดพืชผักผลไม้ เพื่อลดและขจัดสารเคมีและสิ่งที่เจือปนออกไปก่อนการบริโภค จะมีวิธีที่ผู้บริโภคควรพิจารณา ตามความเหมาะสมของพืชผลชนิดนั้นๆ มีดังนี้

1. การปอกเปลือกหรือการลอกชั้นนอกของผักออก การลอกใบชั้นนอกออกจะปลอดภัยมากกว่า แล้วจึงล้างด้วยน้ำสะอาด เช่นผักต่างๆ แอปเปิ้ล แครอทกะหล่ำปลี อาจช่วยลดและกำจัดสารตกค้างที่พื้นผิวด้านนอกของพืชผลออกไป ในขณะเดียวกันก็อาจทำให้สูญเสียสารอาหารหรือแร่ธาตุที่สำคัญบางส่วนที่อยู่ในบริเวณนั้นไปด้วย

2. การล้างผักด้วยน้ำเปล่า โดยเปิดให้น้ำไหลผ่าน เด็ดผักเป็นใบๆ ใส่ตะแกรงโปร่งแล้วเปิดน้ำให้แรงพอประมาณ ใช้มือช่วยคลี่ใบผักและถูไปมาบนผิวใบของผัก หรือผลไม้ ทำให้นานนานประมาณ 2 นาที วิธีนี้ มีข้อเสียอยู่บ้างคือ ใช้เวลานานในการล้าง ใช้น้ำในปริมาณมาก และอาจยังมีสารเคมีบางอย่างตกค้างอยู่

3. การล้างด้วยน้ำเกลือ โดยใช้เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 4 ลิตร แช่ผักผลไม้นาน 10 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด วิธีนี้อาจมีเกลือและรสเค็มเข้าไปอยู่ในผักหรือผลไม้ได้เช่นกัน

4. การใช้น้ำส้มสายชู ที่มีกรดน้ำส้มความเข้มข้น 5% ของกรดน้ำส้ม ผสมน้ำในอัตราส่วน 1:10 แช่ผักหรือผลไม้นาน 10-15 นาที โดยภาชนะที่ใส่ผักล้างไม่ควรเป็นพลาสติก จากนั้นจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด วิธีนี้ ผักอาจมีกลิ่นของน้ำส้มสายชูติดมา และผักบางชนิด เช่น ผักกาดเขียว ผักกาดขาว อาจมีการดูดรสเปรี้ยวจากน้ำส้มสายชูทำให้รสชาติเปลี่ยนไปบ้างได้

5. การใช้ด่างทับทิม ด่างทับทิมมีลักษณะเป็นเกล็ดแข็ง สีม่วง สามารถละลายในน้ำได้ ทำให้เกิดสีชมพูหรือม่วง เป็นสารประกอบประเภทเกลือ โดยใช้ปริมาณ 20-30 เกล็ด ผสมน้ำ 4 ลิตร แช่ผักไว้ประมาณ 10 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด วิธีนี้ ถ้าหากใช้ด่างทับทิมในปริมาณมากเกินไป อาจเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินอาหารได้ และหากสูดดมไอระเหยของด่างทับทิมเข้าไปมากก็อาจทำให้ระบบทางเดินหายใจมีปัญหาได้ รวมถึงหากสารนี้เข้าตา อาจเสี่ยงทำให้ตาบอดได้

6. การใช้โซเดียมไบคาร์บอเนตหรือเบกกิ้งโซดา ให้ใช้ปริมาณ 1 ช้อนโต๊ะผสมน้ำอุ่น 1 กะละมัง หรือประมาณ 20 ลิตร แช่พืชผักนาน 15 นาที แล้วนำไปล้างออกด้วยน้ำสะอาด แม้ช่วยลดปริมาณสารพิษได้มาก แต่ข้อจำกัดของการใช้เบกกิ้งโซดา คือ มีส่วนผสมของโซเดียมอยู่จึงอาจถูกดูดซึมเข้าสู่ผักหรือผลไม้ และการได้รับเบกกิ้งโซดาในปริมาณมากเกินไปอาจทำให้ท้องเสียได้

7. การแช่ผักในน้ำยาล้างผักที่มีวางขายตามท้องตลาด โดยใช้ความเข้มข้นของน้ำยาประมาณ 0.3% ผสมลงในน้ำ 4 ลิตร แช่ผักนานประมาณ 15 นาที แต่ต้องทำด้วยความระมัดระวัง และศึกษาผลิตภัณฑ์ให้ถี่ถ้วนก่อนว่าน้ำยาล้างผักชนิดนั้นมีส่วนประกอบอะไรบ้าง เพราะบางส่วนผสมในน้ำยาล้างผักอาจแทรกซึมเข้าไปในผักและอาจเป็นอันตรายทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อสุขภาพของผู้บริโภคได้

8. การต้มหรือลวกผักด้วยน้ำร้อน แม้อาจช่วยลดปริมาณสารพิษได้ เป็นวิธีที่ดีและปลอดภัย แต่จะทำให้ผักหรือผลไม้เสียคุณค่าทางโภชนาการไปกับน้ำและความร้อน เช่น วิตามินซี วิตามินบี 1ไนอะซิน เป็นต้น

วิธีการต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นอาจช่วยลดปริมาณสารพิษ และลดความเสี่ยงในการเผชิญปัญหาสุขภาพจากสารตกค้างในพืชผลทางการเกษตรได้ แต่ผู้บริโภคก็ควรระมัดระวังในการเลือกบริโภคอาหารแต่ละชนิดอยู่เสมอ ใส่ใจและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้วยการยินยอมเลือกซื้อผักผลไม้ที่ปลอดสารพิษ แต่มีราคาแพงกว่า และปรุงอาหารที่ถูกต้องเหมาะสมกับประเภทอาหารทั้งหมุนเวียนรับประทานอาหาร จะปลอดภัยต่อผู้บริโภคมากกว่า

นาย รัตวิ

กษ.เร่งฟื้นอาชีพหลังน้ำลด แจกพันธุ์ข้าวเหนียวปลูกนาปรัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/444168

news_default

กษ.เร่งฟื้นอาชีพหลังน้ำลด แจกพันธุ์ข้าวเหนียวปลูกนาปรัง

วันอังคาร ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ จ.ยโสธรสำรวจนาข้าว กว่า 2,000 ไร่ ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย ก่อนพบปะและให้กำลังใจเกษตรกร โดยมี นางสาวสิริมา วัฒโน รองผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธรต้อนรับ พร้อมมอบถุงยังชีพแก่ผู้ประสบอุทกภัย ตลอดจนเสบียงอาหารสัตว์ หญ้าแห้งอัดฟ่อน และมอบถุงยังชีพสำหรับสัตว์ 700 ถุง ณ บ้านทรายงามหมู่ที่ 5 ต.กุดกุง อ.คำเขื่อนแก้ว จ.ยโสธร

นายประภัตรกล่าวว่า นายกฯเป็นห่วงพี่น้องเกษตรกร จึงมอบหมายกระทรวงเกษตรฯเร่งสำรวจความเสียหายหลังน้ำลดทันที พร้อมเยียวยาตามมาตรการช่วยเหลือด้านพืช ประมงและปศุสัตว์ จากการพูดคุยกับชาวบ้านทราบว่าเดือดร้อนหนัก จึงขอให้หน่วยงานรัฐเข้าช่วยเหลือเพื่อให้มีอาชีพหลังน้ำลด โดยขอรับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวเหนียว กข.10 สำหรับปลูกข้าวนาปรังหลังน้ำลด ซึ่งกรมการข้าวยินดีสนับสนุนให้ชาวบ้าน 20 กก./ไร่ นอกจากนี้ ขอให้เพิ่มคลองส่งน้ำอีก 3 กม. เพื่อกระจายน้ำเข้าพื้นที่การเกษตรช่วงฤดูนาปรัง ตลอดจนขอให้ยกระดับถนนเพิ่มขึ้นอีก 1 เมตร ป้องกันน้ำท่วมให้มีเส้นทางสัญจรสะดวก ทั้งหมดนี้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการต่อไป

ทั้งนี้ รายงานสถานการณ์อุทกภัย ปี 2562 จ.ยโสธร จากศูนย์ติดตามและแก้ปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตรจังหวัดยโสธร ผลกระทบด้านการเกษตร มีดังนี้ 1) ด้านพืช มีพื้นที่เกษตรได้รับผลกระทบและคาดว่าจะเสียหาย 9 อำเภอ 79 ตำบล 885 หมู่บ้าน เกษตกรประสบภัย 50,196 ราย พื้นที่ความเสียหายทั้งหมด 561,074 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 532,205 ไร่มันสำปะหลัง 27,921 ไร่ ยางพารา/มะพร้าว/ปาล์ม 355 ไร่ และอื่นๆ 2) ด้านประมงมีพื้นที่ได้รับผลกระทบและคาดว่าจะเสียหาย 9 อำเภอ 44 ตำบล เกษตรกร 1,237 ราย บ่อดินได้รับผลกระทบ 1,159 ไร่ และกระชังได้รับผลกระทบ 7,000 ตร.ม. และ 3) ด้านปศุสัตว์ สัตว์ตาย 823 ตัว แยกเป็นโค 2 ตัวกระบือ  1 ตัว สุกร 9 ตัว และสัตว์ปีก 798 ตัว ใน 2 อำเภอ เกษตรกรได้รับผลกระทบ 17 ราย

สำหรับการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบเบื้องต้น กระทรวงเกษตรฯ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าดำเนินการ อาทิ โครงการชลประทานยโสธร กรมชลประทาน เร่งระบายในอ่างเก็บน้ำชลประทานที่รับผิดชอบ สำนักงานเกษตรจังหวัด กรมส่งเสริมการเกษตร เร่งสำรวจความเสียหายด้านการเกษตรเพื่อช่วยเหลือตามระเบียบฯ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดยโสธร กรมปศุสัตว์ แจกจ่ายพืชอาหารสัตว์ (หญ้าแห้งอัดฟ่อน)รวม 353,980 กก. (353.98 ตัน)อพยพสัตว์ให้เกษตรกร 4,293 ราย ประกอบด้วย โค 16,046 ตัว กระบือ 2,267 ตัว และสุกร712 ตัว แจกจ่ายเวชภัณฑ์ 925 ชุด(ชุดใหญ่)รักษาสัตว์ 168 ตัว ตั้งชุดเฉพาะกิจลงพื้นที่เข้าเยี่ยมฟาร์มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัย โดยให้คำแนะนำการดูแลสุขภาพสัตว์และรักษาสัตว์ป่วย ตลอดจนการควบคุมและป้องกันโรคสัตว์ เป็นต้น