สวก.จับมือกษ.มอบทุน วิจัย-พัฒนาบุคลากรภาคการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442496

x

สวก.จับมือกษ.มอบทุน วิจัย-พัฒนาบุคลากรภาคการเกษตร

วันอังคาร ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้ ได้ประชุมหารือร่วมกับนายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยทางการเกษตร (สวก.) เพื่อประชาสัมพันธ์ทุนวิจัยและทุนพัฒนาบุคลากรวิจัยของสวก.ประจำปี 2563 ให้ กรมส่งเสริมการเกษตรรับทราบ โดยผอ.สวก.ให้ข้อมูลและนำเสนอทุนวิจัยประเภทต่างๆ พร้อมเชิญชวนข้าราชการกรมส่งเสริมการเกษตร และ Smart Farmer ผู้สนใจ สมัครเข้ารับทุนการศึกษาและทุนฝึกอบรม มีทั้งทุนรายบุคคลและประเภททีม เพื่อนำผลวิจัยที่ได้ไปใช้ประโยชน์และขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่

สำหรับประเภททุนที่สวก.สนับสนุน ประกอบด้วย 1.ทุนปริญญาเอกเฉลิมพระเกียรติทรงขึ้นครองราชย์ 70 ปี 15 ทุน เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน- 31 ตุลาคม 2562 สำหรับข้าราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อายุไม่เกิน 45 ปี ทุนละ 1,500,000 บาท เป็นทุนเรียนเต็มเวลาภายในประเทศ และเป็นหลักสูตรที่มีการปฏิบัติงานวิจัย/ฝึกอบรม/เรียน ณ ต่างประเทศ  2.ทุนฝึกอบรมหรือปฏิบัติการวิจัยต่างประเทศ 10 ทุน เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป คุณสมบัติผู้สมัครต้องเป็นข้าราชการสังกัดกระทรวงเกษตรฯหรือเป็นนักวิจัยในโครงการวิจัยของ สวก. อายุไม่เกิน 50 ปี เนื้อหาหลักสูตรจะต้องสอดคล้องกับภารกิจของผู้สมัคร โดยมีผลงานวิจัยหรือผลงานวิชาการที่เกี่ยวข้องไม่น้อยกว่า 3 ปี มีผลการทดสอบความรู้ด้านภาษาอังกฤษไม่เกิน 2 ปีนับจากวันสอบ เป็นทุนฝึกอบรม ระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน หรือปฏิบัติการวิจัย ระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี

3.ทุนโครงการพัฒนาทีมบุคลากรวิจัย 3 โครงการ เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป คุณสมบัติผู้สมัครต้องเป็นข้าราชการ/พนักงานราชการ สังกัดกระทรวงเกษตรฯไม่เกิน 3 รายต่อทีมวิจัย อายุไม่เกิน 50 ปี มีผลงานวิจัย หรือ ผลงานทางวิชาการที่เกี่ยวข้องไม่น้อยกว่า 3 ปี มีผลการทดสอบความรู้ด้านภาษาอังกฤษไม่เกิน 2 ปีนับจากวันสอบ เป็นทุนฝึกอบรม ระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน หรือปฏิบัติการวิจัย ระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน 4.ทุนนำเสนอผลงานวิจัยต่างประเทศ 12 ทุน เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปคุณสมบัติผู้สมัคร เป็นข้าราชการสังกัดกระทรวงเกษตรฯหรือหัวหน้าโครงการวิจัย หรือหัวหน้าโครงการวิจัยย่อยในโครงการวิจัยที่ได้รับทุนจาก สวก. หรือนักวิจัยจากหน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่สถาบันการศึกษา โดยต้องเป็นชื่อแรกในบทคัดย่อ และเป็นผลงานวิจัยเกี่ยวข้องด้านการเกษตร ต้องเป็นการประชุมวิชาการซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติและมีการจัดการอย่างต่อเนื่อง และไม่รับทุนซ้ำในช่วงระยะเวลา 1 ปี นับจากวันที่สิ้นสุดการนำเสนอผลงานวิจัยในปีที่ผ่านมา และรับทุนติดต่อกันไม่เกิน 3 ครั้ง และ5.ทุนปริญญาตรีเฉลิมพระเกียรติ สืบสาน ร.9 เพื่อเกษตรกรรุ่นใหม่ 30 ทุน เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 – 31 มกราคม 2563 เป็นหลักสูตรศึกษาต่อระดับปริญญาตรี 2 ปี เพื่อผลิตบัณฑิตด้านการเกษตรยุคใหม่ ตอบสนองการพัฒนากำลังคนและพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศไทย โดยหวังให้ชุมชนเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นบุคลากรมีความรู้ ความสามารถนำความรู้ไปเผยแพร่ให้ชุมชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของภาคเกษตรกรรม สร้างนักวิจัยด้านการเกษตรระดับชุมชน และเป็นผู้นำการเกษตรให้ชุมชน เน้นฝึกปฏิบัติจริงในภาคสนาม มีความเฉพาะและเหมาะสมกับกลุ่มเกษตรกรที่มีประสบการณ์ทำเกษตรมาแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) และเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) ของกระทรวงเกษตรฯเพื่อนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ ทั้งนี้ ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สวก.โทร. 0-2579-7435 หรือที่เว็บไซต์ www.arda.or.th

‘มนัญญา’ขอนั่งหัวโต๊ะถกกก.4ฝ่าย มั่นใจแบน3สารพิษเสร็จก่อน60วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442482

‘มนัญญา’ขอนั่งหัวโต๊ะถกกก.4ฝ่าย มั่นใจแบน3สารพิษเสร็จก่อน60วัน

‘มนัญญา’ขอนั่งหัวโต๊ะถกกก.4ฝ่าย มั่นใจแบน3สารพิษเสร็จก่อน60วัน

วันจันทร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2562, 15.26 น.

“มนัญญา” บุกดูขั้นตอนตรวจสอบสารเคมีนำเข้า หวั่น 3 สารพิษเล็ดลอด พร้อมขอนั่งหัวโต๊ะกรรมการ 4 ฝ่าย เชื่อแบนได้ภายในระยะเวลา 60 วัน 

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามการแก้ไขปัญหาสารเคมีเกษตรที่มีความเสี่ยงสูง 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลฟอเซต ณ ด่านตรวจพืชท่าเรือกรุงเทพ กรมวิชาการเกษตร โดยระบุว่า เมื่อวันที่ 16 ก.ย. ที่ผ่านมา ได้รับตัวเลขสต๊อกของสารเคมีมาแล้ว แต่ยังเปิดเผยไม่ได้ในเวลานี้ และ ต้องการลงพื้นที่สุ่มตรวจและเปิดเผยให้สาธารณชนรับทราบ เพราะประชาชนเป็นผู้บริโภค ฉะนั้นต้องรู้ข้อมูลว่า สิ่งที่บริโภคเข้าไปนั้นมีความเป็นพิษหรือไม่

“สารเคมีทั้ง 3 ชนิด อยู่ตรงไหน ประชาชนจับตาดูอยู่ แล้วคุณบอกว่ามีอยู่เป็นหมื่น แล้วตอนนี้ขายไปแล้วอยู่เท่าไหร่ ณ วันที่ตรวจเหลืออยู่เท่าไหร่ และอยู่ในท้องตลาดอีกเท่าไหร่ แต่ตอนนี้มีข้อมูลตรงนี้อยู่แล้วว่าสต๊อกมีอยู่ขนาดนี้ รู้แม้กระทั่งร้านค้าจำหน่ายอยู่แห่งหนตำบลใด  เมื่อมีการยกเลิก ของเหล่านี้ต้องหายไป ไม่ใช่การยืดระยะเวลาขายของ เราไม่ต้องการให้ยืดระยะเวลาขายของ เราต้องการให้สาร 3 ชนิดนี้ขาดไปเลย แต่ตราบใดคณะกรรมการวัตถุอันตราย ต้องยืดมติไปอีก 2-3 เดือน เป็นโอกาสให้การขายสารเคมีสามารถยืดออกไป ทั้งที่ ไม่สามารถนำเข้ามาได้” รมช.เกษตรฯ กล่าว

นางสาวมนัญญา กล่าวว่า ปฏิบัติการวันนี้ต้องการตรวจสอบการนำเข้าการนำเข้าสารเคมีเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งทราบว่ามี 5 ชนิดประกอบด้วย สารป้องกันกำจัดโรคพืช และป้องกันกำจัดแมลง รวมถึงมีการตรวจสอบตัวอย่างสารให้เป็นไปตามขั้นตอนหรือไม่ ทั้งนี้ตั้งข้อสังเกต กระบวนการนำเข้าสารเคมีที่มีการปะปนกันมามากกว่าหนึ่งชนิดในตู้คอนเทนเนอร์เดียวกันใช่หรือไม่ เช่น  3 ตู้ มี 3 สารปนกันอยู่ในแต่ละตู้ ซึ่งทำให้ยากต่อการตรวจสอบ และอาจมีการปลอมปนเข้ามาได้ จึงเสนอให้มีการแยกสารแต่ละชนิดอยู่แต่ละตู้

นอกจากนี้ยังสอบถามถึง สินค้าเกษตรต่างๆที่นำเข้ามาด้วย เช่นเมล็ดผักชีที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ สำหรับสารเคมีเกษตรที่มีความเสี่ยงสูงทั้ง 3 ชนิดคือ พาราควอต คลอร์ไพรีฟอส และไกลโฟเซต หลังจากที่ถูกสั่งห้ามนำเข้าตั้งแต่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นสารเคมีอันตรายที่กระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมปรากฏว่าไม่พบมีการนำเข้าผ่านด่านตรวจพืชท่าเรือกรุงเทพ แม้จะไม่มีการนำเข้า 3 สารเคมีดังกล่าว แต่ขณะนี้ยังคงค้างอยู่ในสต๊อก

นางสาวมนัญญา กล่าวว่า การที่ “คณะกรรมการวัตถุอันตราย” ยังไม่มีมติออกมาชัดเจน และขอยืดระยะเวลาพิจารณาออกไป ก็เท่ากับปล่อยให้สารเหล่านี้สามารถยืดการขายต่อไปได้อีก

จากนั้นเดินทางต่อไปยังนิคมอุตสาหกรรมบางปู เข้าไปที่บริษัทเเห่งหนึ่งที่ได้รับใบอนุญาตในการนำเข้า พาราควอต และไกลโฟเซต เพื่อตรวจสอบสต็อคการนำเข้าและคงค้าง โดยเจ้าหน้าที่บริษัทให้ข้อมูลว่า ปี 2562 ได้นำเข้าสารทั้ง 2 ชนิดจริง มีใบอนุญาต โดยพาราควอต นำเข้า 190 ตัน ส่วนไกลโฟเซต นำเข้า 370 ตัน

ขณะเดียวกัน มีอีกหนึ่งบริษัทที่เป็นเจ้าของเดียวกัน สามารถนำเข้าได้เพียงสารพาราควอต ซึ่งปี 2562 นำเข้ามาแล้ว 54 ตัน โดยสารทั้ง 2 ชนิด ได้จำหน่ายต่อให้กับร้านค้า และบางส่วนอยู่ในมือเกษตรกรแล้วจึงไม่มีสต๊อคตกค้างที่บริษัท

ทั้งนี้ทีมงานของรัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ ได้ขอเอกสารการนำเข้าและปริมาณของสารเคมีอันตรายทั้งสองชนิด เพื่อนำกลับไปตรวจสอบว่าเป็นข้อมูลที่ตรงกับข้อมูลของกรมวิชาการเกษตรหรือไม่ เบื้องต้นพบว่า ตัวเลขไม่ตรงกัน

นอกจากนี้ นางสาวมนัญญา ถือโอกาสตรวจสอบสารกำจัดแมลงและศัตรูพืช ไดคลอร์วอส และควินคอลแรก ซึ่งสารทั้ง 2 ชนิดนำเข้าจากประเทศจีน บรรจุอยู่ในถังพลาสติก 200 ลิตร รวมทั้งหมด 32,000 ลิตร ซึ่งทีมงานของรัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ ได้มีการเก็บตัวอย่างของสารไปตรวจสอบว่าตรงตามที่แจ้งนำเข้าหรือไม่

นางสาวมนัญญา กล่าวว่า แค่อำนาจของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่สามารถที่จะแบน 3 สารเคมีอันตรายได้ทันที แต่ต้องอาศัยทุกภาคส่วนช่วยกัน ซึ่งการแบนจะส่งผลกระทบกับผู้นำเข้าและผู้เกี่ยวข้อง หลังจากนี้จะมีการยกระดับโรงงานที่นำเข้าให้มีมาตรฐานสากล รัดกุมมากกว่านี้

“จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ประกอบการ แจ้งให้ทราบด้วยว่า มีสารเคมีที่สามารถทดแทน 3 สารเคมีอันตราย(พาราควอต คลอร์ไพรีฟอส และไกลโฟเซต) ซึ่งเกษตรกรก็ทราบอยู่แล้วว่า มีสารทดแทน  สำหรับตัวเลขของบริษัทที่นำเข้าสารเคมี กับข้อมูลของกรมวิชาการเกษตร ที่ไม่ตรงกัน จะต้องไปดูอีกครั้งว่า เพราะอะไร

สำหรับการดำเนินการต่อไปนั้น จากหนังสือสั่งการของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้มีการตั้งคณะกรรมการร่วม 4 ภาคส่วน นั้น จะป็นกลไกในการทำงานซึ่งจะขอเสนอตัวเองเป็นประธานกรรมการชุดนี้ เพื่อมาแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว มั่นใจว่า จะสามารถทำงานแล้วเสร็จได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด 60 วัน และอาจจะเสร็จก่อนเวลาดังกล่าวด้วย

กษ.รวมพลังจิตอาสา ฟื้นฟู-ดูแล’ผู้ประสบภัย’ พร้อมเร่งสำรวจพื้นที่เสียหายหลังน้ำลด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442410

กษ.รวมพลังจิตอาสา ฟื้นฟู-ดูแล'ผู้ประสบภัย' พร้อมเร่งสำรวจพื้นที่เสียหายหลังน้ำลด

กษ.รวมพลังจิตอาสา ฟื้นฟู-ดูแล’ผู้ประสบภัย’ พร้อมเร่งสำรวจพื้นที่เสียหายหลังน้ำลด

วันจันทร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2562, 13.12 น.

เกษตรฯรวมพลังจิตอาสา ฟื้นฟู-ดูแล”ผู้ประสบภัย” พร้อมเร่งสำรวจพื้นที่เสียหายหลังน้ำลด ให้เกษตรกรสามารถกลับมาประกอบอาชีพได้โดยเร็ว

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังพิธีเปิด “โครงการจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยเหลือ ฟื้นฟูดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย” ณ สำนักชลประทานที่ 7 จ.อุบลราชธานี ว่า จากอิทธิพลพายุ “โพดุล” และพายุ “คาจิกิ” ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2562 เป็นต้นมา ทำให้เกิดอุทกภัยในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ จำนวน 21 จังหวัด ส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตรประมาณ 3.36 ล้านไร่ พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 30,773 ไร่ สัตว์ได้รับผลกระทบ 1.86 ล้านตัว รวมเกษตรกร 6 แสนกว่าราย

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงจัดทำ “โครงการจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยเหลือ ฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ให้ทุกหน่วยงานร่วมกันบูรณาการ การดำเนินการช่วยเหลือ ฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัยหลังน้ำลด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย และสร้างการรับรู้การเตรียมการด้านการเกษตรตามหลักวิชาการ รวมทั้งการสนับสนุน ส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถกลับมาประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับกิจกรรมในวันนี้ มีจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในพื้นที่ 21 จังหวัด เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 7,760 คน โดยจิตอาสาของจังหวัดอุบลราชธานีเข้าร่วม 500 คน ซึ่งมีการดำเนินกิจกรรมต่างๆ จำนวน 8 กลุ่ม ได้แก่ กิจกรรมที่ 1 บุคลากรในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะร่วมกันเข้าสำรวจความเสียหายด้านการเกษตรในพื้นที่ เพื่อให้สามารถเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ ให้กับเกษตรผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็ว กิจกรรมที่ 2 จัดหน่วยเคลื่อนที่ลงปฏิบัติการ ให้คำแนะนำ เพื่อการฟื้นฟู ดูแลพื้นที่เสียหาย และยังไม่สามารถทำการเกษตรได้ ทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ เพื่อให้เกษตรกรได้เตรียมพร้อมบำรุงรักษา และฟื้นฟูผลผลิตให้กลับสู่ภาวะปกติ กิจกรรมที่ 3 สนับสนุนเครื่องมือ เครื่องจักร ได้แก่ เครื่องสูบน้ำ รถขุด รถบรรทุกน้ำ เป็นต้น ช่วยเหลือเกษตรกรในการสูบน้ำปรับทางน้ำ เพื่อช่วยระบายน้ำออกจากพื้นที่การเกษตรของเกษตรกรและชุมชนให้มีความพร้อมที่จะทำการเกษตร กิจกรรมที่ 4 สนับสนุนอุปกรณ์และองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรในการปรับปรุงบำรุงดิน ทั้งในช่วงก่อนน้ำลดและหลังน้ำลด เพื่อให้พร้อมสำหรับการผลิต และสนับสนุนให้มีการบำบัดน้ำเสียทั้งในพื้นที่ของเกษตรกรและแหล่งน้ำของชุมชน เพื่อช่วยรักษาสภาพแวดล้อมและช่วยให้เกิดการยับยั้งความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับผลผลิตทางการเกษตรในระยะต่อไป

กิจกรรมที่ 5 สนับสนุนปัจจัยการผลิตพันธุ์พืช พันธุ์ผัก กล้าพันธุ์พืชผัก-ไม้ผล และพันธุ์สัตว์ เพื่อให้เกษตรกรนำไปทำการผลิตในเบื้องต้น ผลิตอาหารไว้บริโภคในครัวเรือน ซึ่งจะช่วยลดรายจ่ายในครัวเรือน ในระหว่างที่การผลิตใหม่ยังไม่ให้ผลผลิต กิจกรรมที่ 6 ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อช่วยฟื้นฟูรักษาระบบนิเวศน์ รวมทั้งเป็นแหล่งอาหารชองชุมชนได้อย่างยั่งยืน กิจกรรมที่ 7 สนับสนุนการซ่อมแซมเครื่องมือ เครื่องจักรกลทางการเกษตรของเกษตรกรในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย เพื่อให้สามารถนำกับมาใช้งานในการทำการเกษตรได้ตามปกติ และกิจกรรมที่ 8 สำรวจงานก่อสร้างทางด้านชลประทาน เช่น ฝาย เส้นทางส่งน้ำ ประตูระบายน้ำ เพื่อดำเนินการซ่อมแซมบำรุงรักษาไม่ให้เกิดความเสียหาย รวมทั้งวางแผนการก่อสร้างอาคารชลประทานเพิ่มเติม เพื่อป้องกันภัยพิบัติและการบริหารจัดการน้ำในระยะต่อไป

นายเฉลิมชัย กล่าวด้วยว่า รัฐบาลมีความห่วงใยพี่น้องประชาชน กระทรวงเกษตรฯ จึงจัดโครงการดังกล่าว เพื่อบูรณาการการทำงานทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อช่วยเหลือพี่น้องที่ประสบอุทกภัยทั้งระยะเผชิญเหตุและระยะฟื้นฟู ให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติและประกอบอาชีพได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งปัจจุบันพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย มี 15 จังหวัด เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ยังเหลืออีก 6 จังหวัด ที่ยังคงมีสถานการณ์น้ำท่วม ได้แก่ อุบลราชธานี , ศรีสะเกษ , ร้อยเอ็ด , อำนาจเจริญ , กาฬสินธุ์ และยโสธร

ส.ป.ก.จัดกิจกรรมจิตอาสาลงพื้นที่มุกดาหาร ช่วยเหลือฟื้นฟูดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442376

ส.ป.ก.จัดกิจกรรมจิตอาสาลงพื้นที่มุกดาหาร ช่วยเหลือฟื้นฟูดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย

ส.ป.ก.จัดกิจกรรมจิตอาสาลงพื้นที่มุกดาหาร ช่วยเหลือฟื้นฟูดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย

วันจันทร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2562, 09.32 น.

ส.ป.ก.จัดพิธีโครงการจิตอาสา หน่วยพระราชทานและประชาชนจิตอาสา เราทำความดีด้วยหัวใจ

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 23 กันยายน 2562 สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จัดพิธีโครงการจิตอาสา หน่วยพระราชทานและประชาชนจิตอาสา
เราทำความดีด้วยหัวใจ โดยจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยเหลือฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย จ.มุกดาหาร

ทั้งนี้ ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก.เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 250 ราย ได้ตั้งขบวนแถวที่จุดเริ่มต้น ณ ศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร ถนนวิวิธสุรการ อ.เมือง จ.มุกดาหาร มุ่งหน้าไปที่บ้านโนนสะอาด หมู่ 12 ต.บ้านโคก อ.เมือง จ.มุกดาหาร

ปฏิรูปประมงสัมฤทธิผล l ปลดใบเหลือง-คว้า6รางวัลเลิศรัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442296

x

ปฏิรูปประมงสัมฤทธิผล  ปลดใบเหลือง-คว้า6รางวัลเลิศรัฐ

วันจันทร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวหลังเปิดงาน “วันสถาปนากรมประมงครบรอบปีที่ 93” และ“วันประมงแห่งชาติประจำปี 2562”ว่า กรมประมงให้สำคัญและมุ่งมั่นพัฒนาภาคการประมงของประเทศให้เข้มแข็งยั่งยืน แต่จากการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมทั้งที่เกิดจากธรรมชาติ ระบบธุรกิจและกติกาสากลต่างๆที่เกี่ยวข้องกับภาคการประมง ทั้งการทำประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ อุตสาหกรรม การแปรูปสัตว์น้ำ ทำให้ประเทศไทยต้องมีการ “ปฏิรูปการประมง” ทั้งระบบ โดยการปรับปรุง การสร้างความเข้มแข็งในการบังคับใช้มาตรการต่างๆ การบูรณาร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ การตรวจสอบย้อนกลับสินค้าประมงตลอดสายการผลิต รวมถึงการผลักดันงานวิจัยของนักวิชาการให้นำไปต่อยอดเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง ผลปฏิรูปการประมงช่วง 4 ปีที่ผ่านมาเริ่มให้เห็นถึงความสัมฤทธิ์ผลที่เกิดขึ้น โดยในปี 2562 ความสำเร็จประการแรก ที่จะนำพาไปสู่ “การประมงที่ยั่งยืน”คือ การที่สหภาพยุโรป “ปลดใบเหลือง” ให้ประเทศไทย พร้อมผลักดันให้เป็นแกนนำในภูมิภาคต่อต้าน IUU และแบ่งปันประสบการณ์ที่เกิดขึ้น และยังได้รับรางวัล Stop IUU Fishing Award สำหรับระบบการตรวจสอบย้อนกลับผลิตภัณฑ์ประมง ซึ่งรางวัลดังกล่าวจะให้กับหน่วยงาน หรือองค์กรในโลกนี้ ที่โดดเด่นการต่อต้าน IUU นอกจากนี้ กรมประมงยังคว้ารางวัล “เลิศรัฐ”ได้ถึง 6 รางวัลด้วยกัน แต่ความสำเร็จเหนือสิ่งอื่นใด คือ การที่“ทรัพยากรสัตว์น้ำในน่านน้ำไทยเริ่มฟื้นคืนมา” และชาวประมง โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวประมงพื้นบ้านมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

สำหรับการจัดงานวันนี้ กรมฯจัดกิจกรรมของวันสถาปนากรมประมง ครบรอบปีที่ 93 และกิจกรรมวันประมงแห่งชาติ ประจำปี 2562 ขึ้นพร้อมกัน โดยมีพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำออนไลน์ใน 4 พื้นที่ ประกอบด้วย 1. บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ 2. กว๊านพะเยา จังหวัดพะเยา 3. หนองหาร จังหวัดสกลนคร และ4. อ่าวประจวบฯ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รวม 1,930,000 ตัว นอกจากนี้ ยังมีพิธีมอบรางวัลประกวดออกแบบสัญลักษณ์ (Logo)และรางวัลภาพถ่าย “ปลากัดไทย (Siamese Fighting Fish) :สัตว์น้ำประจำชาติ” รวมถึงมอบโล่/รางวัลให้เกษตรกรดีเด่น เกษตรกรแปลงใหญ่ดีเด่น ข้าราชการดีเด่น รางวัลโครงการธนาคารสินค้าเกษตร(ธนาคารผลผลิตสัตว์น้ำแบบมีส่วนร่วม)และการประกาศเกียรติคุณให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กรมประมงผู้เกษียณอายุซึ่งมีคุณูประการต่อกรมประมงด้วย

ชายคาพระพิรุณ : 23 กันยายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442297

586851

ชายคาพระพิรุณ : 23 กันยายน 2562

วันจันทร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ขุนเกษตรา ขอแสดงความยินดีกับผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นจำนวน 4 ท่าน ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ประกอบด้วย นายมนัส กำเนิดมณี รองอธิบดีกรมชลประทาน โยกไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงนายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร โยกไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง นายวสันต์ นุ้ยภิรมย์ รองอธิบดี กรมหม่อนไหม ขยับขึ้นเป็นอธิบดีกรมหม่อนไหม แทนนางสาวศิริพร บุญชู ที่เกษียณราชการ และนายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ขยับขึ้นเป็นเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร แทนนางสาวจริยา สุทธิไชยา ที่เกษียณราชการเช่นเดียวกัน

สัปดาห์ที่ผ่านมาหลายหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้ารับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี พ.ศ.2562 ซึ่งจัดโดยสำนักงาน ก.พ.ร โดยรางวัลเลิศรัฐถือเป็นรางวัลแห่งเกียรติยศที่สำนักงาน ก.พ.ร.มอบให้แก่หน่วยงานภาครัฐ ที่มุ่งมั่นปฏิบัติราชการจนประสบความสำเร็จและมีความเป็นเลิศแห่งหน่วยงาน ภาครัฐทั้งปวง พัฒนาคุณภาพ การบริการ และระบบการบริหารงานเพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส เป็นธรรม และพึงพอใจให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งส่งเสริมการบริหารราชการให้มีระบบหรือวิธีการที่ตระหนักถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชน จนเกิดการทำงานร่วมกันในลักษณะหุ้นส่วน และความร่วมมือ ตลอดจนพัฒนาระบบราชการให้มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน โดยรางวัลเลิศรัฐได้แบ่งออก เป็น 3 สาขา ได้แก่ 1. สาขาบริการภาครัฐ 2. สาขาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ และ 3. สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม สำหรับในปีนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้รับรางวัลเลิศรัฐ สาขาบริการภาครัฐ ระดับดี
ประเภทพัฒนาการบริการ จากผลงาน “Smart Manage เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการของสหกรณ์” ทั้งนี้ โปรแกรม “Smart Manage” เป็นแอพพลิเคชั่นที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้พัฒนาขึ้นมาสำหรับกรรมการสหกรณ์ เพื่อใช้ติดตามและตรวจสอบการดำเนินงานของสหกรณ์ เพื่อให้รู้ความเคลื่อนไหวทางการเงิน ผลการดำเนินงานและความเสี่ยง มีข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจแบบ Real Time ซึ่งสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวก ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านสมารท์โฟน หรือแท็บเลต ทำให้ผู้บริหารสหกรณ์ตัดสินใจในการบริหารงานสหกรณ์ได้รวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์และสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งในปีนี้นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้มอบหมายให้ นายพจน์ภิรัชต์ เนียมจุ้ย รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ นายสุเทพ ทองบ้านบ่อ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร พร้อมด้วยคณะข้าราชการและเจ้าหน้าที่ เป็นตัวแทนเข้ารับรางวัลจาก นายวิษณุ เครืองามรองนายกรัฐมนตรี ขุนเกษตรา ขอแสดงความยินดีกับทุกหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ด้วยนะครับ

ขณะนี้เกษตรกรในหลายพื้นที่ประสบปัญหาอุทกภัย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีความเป็นห่วง และได้สั่งการ
ทุกกรมเข้าไปดูแลเกษตรกรอย่างเต็มที่โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ร่วมโครงการจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยเหลือฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัยตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งทุกจังหวัดระดมเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่ให้กำลังใจและช่วยเหลือเยียวยาสมาชิกสหกรณ์และชาวบ้านที่ประสบภัยน้ำท่วม 21 จังหวัด เร่งสำรวจความเสียหาย พร้อมสอบถามความต้องการของชาวบ้านเพื่อให้ความช่วยเหลือเร่งด่วน เตรียมเปิดจุดบริการซ่อมเครื่องจักรกลการเกษตรและฟื้นฟูอาชีพหลังน้ำลดทันที โดยจะมีพิธีเปิดตัวโครงการจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ ครั้งแรก
ในวันที่ 23 กันยายน 2562 ที่จังหวัดอุบลราชธานี เริ่มตั้งแต่เวลา 09.15 น. ซึ่งจะมีการรายงานสถานการณ์น้ำโดย
กรมชลประทาน จากนั้นจะมีการมอบนโยบายจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ

โดยดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และจะมีเวทีกิจกรรมจิตอาสาจัดพร้อมกันอีก 9 จังหวัด ได้แก่ มหาสารคาม อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ ยโสธร มุกดาหาร ร้อยเอ็ด สกลนคร กาฬสินธุ์ นครพนม ส่วนอีก 11 จังหวัด ได้แก่ อุดรธานี ขอนแก่น เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน แพร่ น่าน เพชรบูรณ์ สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และอุตรดิตถ์ จะมีการประชุมเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัดเพื่อรับฟังนโยบายและแนวทาง การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งจะถ่ายทอดสัญญาณพิธีเปิดโครงการจิตอาสามาจากจังหวัดอุบลราชธานี นอกจากนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มอบหมายให้ผู้ตรวจราชการและผู้เชี่ยวชาญฯของกรมส่งเสริมสหกรณ์ลงพื้นที่จังหวัดที่ประสบอุทกภัย เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งสั่งการให้สหกรณ์จังหวัดระดมเจ้าหน้าที่กระจายลงพื้นที่ตามอำเภอต่างๆ เพื่อเยี่ยมเยือนให้กำลังใจพี่น้องเกษตรกรและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมและนำถุงยังชีพและของใช้ที่จำเป็นไปแจกจ่ายเพื่อช่วยเหลือในเบื้องต้น รวมถึงสำรวจปัญหา สอบถามถึงความต้องการเพื่อฟื้นฟูอาชีพหลังน้ำลด เช่น การส่งเสริมปลูกพืชผักระยะสั้น หรืออาชีพอื่นๆ และได้ประสานกับสหกรณ์ในพื้นที่จัดสรรเงินสาธารณประโยชน์มาใช้ในการจัดซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคเพื่อแจกจ่ายให้กับสมาชิกและชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน ส่วนสหกรณ์ในจังหวัดต่างๆ ที่อยู่นอกพื้นที่ประสบภัยและต้องการจะมาร่วมเป็นจิตอาสาหรือบริจาคสิ่งของ เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับความเสียหายจากสถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ สามารถแจ้งความประสงค์ได้ที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ…ในยามที่คนไทยเดือดร้อน มีทุกข์ ก็ต้องร่วมด้วยช่วยกันครับ เป็นกำลังใจให้ทั้งผู้ปฏิบัติงานและผู้ประสบภัยครับ

ขุนเกษตรา

ย้ำจิตอาสาก.เกษตรฯ ดูแลผู้ประสบภัย21จว.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442294

x

ย้ำจิตอาสาก.เกษตรฯ ดูแลผู้ประสบภัย21จว.

วันจันทร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรจัดประชุมชี้แจงโครงการจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยเหลือ ฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย น้ำท่วมจากพายุ“โพดุล” และ “คาจิกิ” ใน 21 จังหวัด โดยมีพิธีเปิดตัวโครงการจิตอาสา จุดหลักวันที่ 23 กันยายน ที่สำนักงานชลประทานที่ 7 อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งจะรายงานสถานการณ์น้ำโดยกรมชลประทาน จากนั้นจะมอบนโยบายจิตอาสากระทรวงเกษตรฯ โดยรมว.เกษตรฯ จัดเวทีกิจกรรมจิตอาสาจัดพร้อมกันอีก 9 จังหวัด ได้แก่ มหาสารคาม อำนาจเจริญ ร้อยเอ็ด ยโสธร มุกดาหาร ศรีสะเกษ สกลนคร กาฬสินธุ์ และนครพนม ส่วนที่เหลือเป็นการจัดประชุมเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัดรับฟังนโยบายและแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยจาก รมว.เกษตรฯ

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรสั่งการให้เกษตรจังหวัดพร้อมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลความเสียหายด้านพืชในจังหวัดที่ประสบอุทกภัย ให้ระดมเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรกระจายลงพื้นที่ตามอำเภอต่างๆ เพื่อเยี่ยมเยียนให้กำลังใจเกษตรกรและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม รวมทั้งสำรวจปัญหา สอบถามความต้องการเพื่อฟื้นฟูอาชีพหลังน้ำลด เบื้องต้นกรมฯสนับสนุนเชื้อราไตรโคเดอร์มา 3,045 กิโลกรัม ฟื้นฟูสภาพสวนไม้ผลหลังน้ำลด และมอบหมายศูนย์ขยายพันธุ์พืชของกรมฯ สนับสนุนพันธุ์พืช 28 ชนิด รวม 85,360 ต้นให้สำนักงานเกษตรจังหวัดต่างๆ ในโครงการจิตอาสากระทรวงเกษตรฯ นอกจากนี้ ยังย้ำทุกจังหวัดจัดกิจกรรมจิตอาสาฯ อย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรและประชาชน โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ หน่วยงานอื่น และภาคเอกชน เข้าไปช่วยทำความสะอาด ซ่อมแซมที่พัก และฟื้นฟูอาชีพเกษตรกร รวมทั้งให้รายงานผลดำเนินกิจกรรมจิตอาสาฯมายังกรมส่งเสริมการเกษตรจนกว่าเหตุการณ์จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ

กรมชลฯเร่งพัฒนาสาขาลุ่มน้ำชีแก้ท่วม-แล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442295

x

กรมชลฯเร่งพัฒนาสาขาลุ่มน้ำชีแก้ท่วม-แล้ง

วันจันทร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำบริเวณลุ่มน้ำชีตอนบน โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำลำคันฉู จ.ชัยภูมิ ลุ่มน้ำสาขาสำคัญของแม่น้ำชี เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมพื้นที่เกษตรและที่อยู่อาศัย เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศลาดชันสูง และปัญหาน้ำแล้งเพราะไม่มีแหล่งเก็บน้ำเพียงพอกับความต้องการ สำหรับการแก้ปัญหาดังกล่าว เมื่อปี 2539 กรมสร้างอ่างเก็บน้ำลำคันฉู ความจุ42.6 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) มีพื้นที่ได้รับระโยชน์ 47,500 ไร่ และสร่างอ่างเก็บน้ำห้วยทราย ความจุ 10 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 5,500 ไร่ บรรเทาปัญหาได้ระดับหนึ่ง แต่ความต้องการใช้น้ำเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ปัจจุบันความต้องการใช้น้ำของประชาชนในลุ่มน้ำลำคันฉู อ.บำเหน็จณรงค์ และอ.จัตุรัส ประมาณปีละ 260.5 ล้านลบ.ม. (ไม่รวมน้ำเพื่อการประมง ปศุสัตว์ และเกษตรกรรมนอกเขตชลประทาน) เป็นความต้องการน้ำ เพื่อการเกษตรถึง 244 ล้านลบ.ม. ปริมาณน้ำที่มีอยู่จึงไม่พอกับความต้องการ ต้องเร่งดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำบริเวณลุ่มน้ำชีตอนบน

ทั้งนี้ ในการพัฒนาลุ่มน้ำลำคันฉูกรมเพิ่มปริมาณเก็บกักน้ำของอ่างฯลำคันฉูโดยการสร้างฝายแบบพับได้บริเวณทางระบายน้ำล้น เพิ่มความจุเป็น 49.66 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นเป็น 50,500 ไร่ และตัดยอดน้ำที่ไหลหลากได้เพิ่มขึ้นช่วงฤดูฝน นอกจากนี้ ยังปรับปรุงอาคารและระบบชลประทานตั้งแต่ท้ายอ่างฯ ลำคันฉู ไปจนถึงบึงละหาน ระยะทาง87 กิโลเมตรอีกดอย่างไรก็ตาม กรมวางแนวทางแก้ปัญหา โดยสร้างระบบส่งน้ำประตูระบายน้ำ(ปตร.)ปากจาบ และก่อสร้างระบบส่งน้ำ ปตร.บ้านนา เพื่อช่วยบริหารจัดการน้ำในลำคันฉู – บึงละหาน ซึ่งระบบส่งน้ำและปตร.ทั้ง 2แห่งจะช่วยเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 46,000 ไร่ และ 9,734 ไร่ ตามลำดับ

นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2564-2567 กรมชลประทานยังมีแผนเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำให้ลุ่มน้ำลำคันฉู ประกอบด้วย สร้างอ่างฯห้วยวังตาลาด ความจุ 18 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 9,000 ไร่ อ่างฯ ห้วยจอมแก้ว ความจุ 3.41 ล้านลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 4,000 ไร่ อ่างฯ วังม่วง ความจุ 5 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 2,500 ไร่รวมความจุน้ำที่เก็บเพิ่มได้ 26.41 ล้านลบ.ม.เปิดพื้นที่รับประโยชน์เพิ่ม 15,500 ไร่ นอกจากนี้ยังเตรียมขุดลอกแก้มลิงบึงละหาน 6,000 ไร่เพิ่มพื้นที่รับน้ำบรรเทาปัญหาอุทกภัยด้านต้นน้ำและรอบบึงอีกด้วย

รายงานพิเศษ : สพข.5บูรณาการฟื้นฟูดินเค็ม วางระบบสร้างประโยชน์ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442300

x

รายงานพิเศษ : สพข.5บูรณาการฟื้นฟูดินเค็ม วางระบบสร้างประโยชน์ยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีพื้นที่ทำการเกษตรมาก 1 ใน 3 ของประเทศ มีเนื้อที่เพาะปลูก 60 ล้านไร่ แต่ในจำนวนพื้นที่ดังกล่าวมีปัญหาดินเค็มถึง 17.5 ล้านไร่ คิดเป็น 29% ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด ซึ่งปัญหาดินเค็มส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของพืช ทำให้ผลผลิตต่ำ โดยพบว่าภาคอีสานมีอัตราการขยายตัวของผลผลิตด้านการเกษตรต่ำสุด จึงส่งผลต่อรายได้ของเกษตรกร เมื่อเกษตรกรภาคอีสานที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศมีรายได้น้อยจะส่งผลเชื่อมโยงต่อรายได้เฉลี่ยของคนในประเทศ ดังนั้น การแก้ปัญหาดินเค็ม จะช่วยให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์พื้นที่ดินเค็มในการเพิ่มผลผลิต สร้างรายได้และยกระดับให้พ้นกับดักรายได้ปานกลางได้ในที่สุด

 

นางปราณี สีหบัณฑ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวางระบบการพัฒนาที่ดิน สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 กรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า
พื้นที่เกษตรกรรมส่วนใหญ่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นดินเค็ม ตั้งแต่ระดับเล็กน้อยไปจนถึงรุนแรงมาก ส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร ดังนั้นการแก้ปัญหาดินเค็มจะต้องแก้ไขเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ เน้นการปรับปรุง พัฒนา และการปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่ดินตามศักยภาพของดินได้อย่างเต็มที่ สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 5 ที่ดูแลรับผิดชอบ 8 จังหวัดภาคอีสานตอนบน ประกอบด้วย จังหวัดขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ สกลนคร อุดรธานี หนองคาย หนองบัวลำภู และบึงกาฬ จึงได้ทำโครงการส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่ดินเค็มแบบบูรณาการในพื้นที่ลุ่มน้ำย่อย โดยใช้รูปแบบการดำเนินงานของโครงการป้องกันการแพร่กระจายดินเค็มในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง ชี มูล (ทุ่งเมืองเพียโมเดล)มาเป็นต้นแบบขยายผลแก้ปัญหาดินเค็มแบบบูรณาการในพื้นที่ทั้ง 8 จังหวัด เน้นการบริหารจัดการพื้นที่ดินเค็มเชิงรุก เพื่อการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

สำหรับวิธีดำเนินการนั้นมีทั้งการปรับรูปแบบโครงสร้างพื้นฐาน ประกอบด้วยการจัดรูปแปลงนาลักษณะที่ 1 ให้มีความสม่ำเสมอทั้งแปลง ทำคันนาให้มีขนาดใหญ่ เพื่อกักเก็บน้ำในแปลงนาได้ดีขึ้น อีกทั้งสามารถปลูกไม้เศรษฐกิจทนเค็มบนคันนา เช่น ยูคาลิปตัส กระถินออสเตรเลีย หรือพืชทนเค็ม เพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกร โดยพืชเหล่านี้จะช่วยดูดซับความเค็มสะสมไว้ที่ต้น เมื่อถึงเวลาที่ตัดต้นไม้ออกไปความเค็มก็จะออกไปด้วย เป็นการลดปริมาณความเค็มในพื้นที่ลงได้ส่วนหนึ่ง พร้อมกันนี้ ยังได้จัดทำระบบชะล้างเกลือร่วมกับทำคันคูเพื่อระบายน้ำ เป็นระบบระบายเกลือแบบคลองเปิด ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้เป็นการควบคุมระดับน้ำใต้ดินเค็มทั้งบนผิวดินและใต้ผิวดิน ช่วยลดการแพร่กระจายดินเค็มไปยังพื้นที่อื่น

 

 

นอกจากการปรับโครงสร้างพื้นฐานยังส่งเสริมการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน ช่วยฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับพื้นที่ดินเค็มให้สามารถกลับมาใช้ประโยชน์ทำการเกษตรได้ผลผลิตที่ดี ต้นทุนลดลง เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง ทั้งนี้ สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 ยังได้ทำมาตรการป้องกันการแพร่กระจายดินเค็ม โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีศักยภาพในการเกิดดินเค็ม อย่างเช่น พื้นที่เชิงเนินซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำ ด้วยการร่วมมือกับเกษตรกรและภาคเอกชนในการรณรงค์ปลูกป่าต้นน้ำ ปลูกพืชคลุมดินช่วยดูดซับเกลือไม่ให้แพร่กระจายลงมาสู่พื้นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมได้ในอนาคต

ผลจากการเข้าไปดำเนินการพัฒนาพื้นที่ดินเค็มแบบบูรณาการในพื้นที่ลุ่มน้ำย่อย ของทั้ง 8 จังหวัดภาคอีสานเหนือ ซึ่งเน้นการทำเป็นตัวอย่างโดยคัดเลือกพื้นที่และเกษตรกรสมัครใจเข้าร่วมโครงการมุ่งไปในพื้นที่ที่ประสบปัญหาดินเค็มของแต่ละจังหวัด เพื่อเป็นพื้นที่ต้นแบบให้กับเกษตรกรในจังหวัดนั้น โดยพบว่ามีเกษตรกรให้ความสนใจอยากเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้น เนื่องจากเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน ทั้งด้านคุณสมบัติทางดินที่ดีขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อผลผลิตข้าวซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของพื้นที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนลดลง อีกทั้งเกษตรกรยังมีรายได้เสริมจากการปลูกไม้เศรษฐกิจบนคันนา โดยเฉพาะยูคาลิปตัสทนเค็ม ซึ่งตัดขายได้ประมาณปีที่ 4 ได้ต้นยูคาลิปตัสขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.5 – 3.0 นิ้ว (ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 16 ตันต่อไร่ รายได้ 1,200 บาทต่อตัน) หรือมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจประมาณ 4,000 บาทต่อไร่ ขณะที่เกษตรกรหลายรายมีการปลูกพืชผักสวนครัว ไม้ผลชนิดต่างๆ ไว้บริโภคในครัวเรือน เหลือก็จำหน่ายสร้างรายได้จุนเจือครอบครัวตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

ยังมีผลประโยชน์ทางอ้อม คือ สภาพแวดล้อมดีขึ้น สภาพภูมิอากาศโดยรวมดีขึ้น มีร่มเงาไม้ ดินดีขึ้น ปัญหาดินเค็มน้อยลง ที่สำคัญคือเกษตรกรมีความตระหนักถึงความสำคัญในการแก้ปัญหาดินเค็ม สามารถพลิกฟื้นพื้นที่ดินเค็มให้กลับมาปลูกพืชได้ ปัจจุบันมีหลายครอบครัวที่ลูกหลานกลับคืนถิ่นฐานมาช่วยทำการเกษตร ความสุขในครัวเรือนเพิ่มขึ้น มีรายได้และอาชีพที่มั่นคง

‘เฉลิมชัย’จ่อดันศึกษาโครงการผันน้ำเลี่ยงเมืองอุบลฯ บรรเทาอุทกภัยซ้ำซาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442309

'เฉลิมชัย'จ่อดันศึกษาโครงการผันน้ำเลี่ยงเมืองอุบลฯ บรรเทาอุทกภัยซ้ำซาก

‘เฉลิมชัย’จ่อดันศึกษาโครงการผันน้ำเลี่ยงเมืองอุบลฯ บรรเทาอุทกภัยซ้ำซาก

วันอาทิตย์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2562, 20.45 น.

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้เตรียมผลักดันให้กรมชลประทานตั้งงบเพื่อศึกษาโครงการผันน้ำเลี่ยงเมืองอุบลราชธานี เพื่อลดผลกระทบอุทกภัยของทุกจังหวัดในลุ่มน้ำชีและลุ่มน้ำมูล โดยจะให้ตั้งงบในปี 2563 นี้ โดยจะศึกษาทั้งกรมชลประทาน และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ที่กำลังจะศึกษาเช่นกัน

“จากการขึ้นเฮลิคอปเตอร์สำรวจพื้นที่อุทกภัยลุ่มน้ำมูลและลุ่มน้ำชี ก็เห็นว่าควรจะมีการโครงการผันน้ำเลี่ยงเมือง ซึ่งที่ผ่านมากรมชลฯ ได้เคยมีการศึกษาแนวโครงการไว้ ประกอบกับในพื้นที่จังหวัดเหล่านี้ เกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก นานและหนักมาต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้น เห็นว่าน่าจะถึงเวลาที่ต้องหยิบเรื่องนี้มาพูดกัน ซึ่งเมื่อศึกษาแล้วจะมีการเดินหน้าหรือไม่ก็เป็นเรื่องที่สังคมได้ช่วยกันคิด เพราะอาจจะมีการติดขัดเรื่องสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ เบื้องต้นได้ให้กรมชลฯ ไปดูว่าปัญหาการระบายน้ำที่ปลายแม่น้ำโขงปากมูลในช่วงแก่งสะพือ ทำให้ระบายน้ำออกได้ช้า จะสามารถติดไซฟอน วางท่อประมาณ 2 กม.ดึงน้ำเพิ่มได้อีก 10% เพื่อช่วยดึงน้ำหลากออกสู่โขงได้มาก ช่วยน้ำลดลงเร็วขึ้นอีก” นายเฉลิมชัย กล่าว

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ได้สั่งการสำนักชลประทานที่ 7 เร่งดูพื้นที่แก่งสะพือ เพื่อติดตั้งวางท่อไซฟอนน้ำ ออกโขงเพิ่มขึ้น ตามข้อสั่งการ รมว.เกษตรฯ และให้กรมชลฯศึกษาวางแนวโครงการผันน้ำเลี่ยงเมืองอุบลราชธานี เพื่อลดผลกระทบอุทกภัยในพื้นที่ อ.วารินทร์ชำราบ ระยะทางประมาณ 50 – 60 กิโลเมตร เพื่อไปออกที่แก่งสะพือ และออกแม่น้ำโขง โดยพื้นที่โครงการจะเป็นการขยายคลองสายเก่า และผ่านพื้นที่ทุ่งนาไม่ผ่านพื้นที่ชุมชน

สำหรับโครงการที่กรมชลฯ ศึกษาคือ โครงการศึกษาความเหมาะสมทางผันน้ำฝั่งขวาลำน้ำมูลเพื่อบรรเทาอุทกภัย จ.อุบลฯ แนวทางการศึกษาการผันน้ำโดยเร่งระบายน้ำมูลเพื่อบรรเทาอุทกภัยเมืองอุบลฯ ผ่านห้วยผับ ไปยังลำโดมใหญ่

สำหรับโครงการศึกษาบรรเทาอุทกภัย จ.อุบลฯ โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ วางแนวศึกษา 3 เส้น คือ 1.ทางผันน้ำเหนือเขื่อนยโสธร จ.ยโสธร จากนั้นผันน้ำผ่านลำเซบาย เซบก เชื่อนต่อห้วยตุงลุง สทนช.จะตั้งงบปี 63 2.ศึกษา ทางผันน้ำเพื่อลดปริมาณน้ำเท้อจากแก่งสะพือ บริเวณ อ.พิบูลมังสาหาร ผันน้ำเลี่ยงเมืองอุบลฯ ผ่านลำน้ำธรรมชาติไปลงลำโดมใหญ่ ระยะทางผันน้ำ 90 กิโลเมตร ซึ่งกรมชลฯ จะตั้งงบศึกษาปี 64 และ 3.และการขุดคลองลัดเพื่อผันน้ำเลี่ยงแก่งต่างๆ เริ่มจากบ้านนาข่า ต.โพธิ์ศรี อ.พิบูลมังสาหาร ลงลำน้ำมูลบริเวณห้วยตุงลุง บ้านดอนสวรรค์ อ.โขงเจียม ระยะทางผันน้ำ 90 กม.ตั้งงบศึกษาปี 64 เนื่องจากสทนช.มีอำนาจในการศึกษาน้ำข้ามลุ่ม