Big Data กษ.พร้อมให้บริการแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442798

x

Big Dataกษ.พร้อมให้บริการแล้ว

วันพุธ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก. ในฐานะหน่วยงานผู้จัดทำ Big Data กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการตามหลักการจัดทำ Big Data ของสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (สพร.)  ซึ่งรวบรวมข้อมูลภาคเกษตรไทยจากทุกภาคส่วน ทั้งข้อมูลภายในหน่วยงานกระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานภายนอก  โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจะรวดเร็วทันสถานการณ์แบบวันต่อวัน และนำข้อมูลมาวิเคราะห์ในรูปแบบรายงานหรือสถิติถือเป็นการบูรณาการด้านข้อมูลข่าวสารขนาดใหญ่ร่วมกันของทุกหน่วยงาน

ปัจจุบัน Big Data ของกระทรวงเกษตรฯพร้อมให้บริการกับเกษตรกรและบุคคลทั่วไป มีข้อมูลด้านการเกษตรที่รวบรวมไว้ทั้งระบบภาคเกษตร ตั้งแต่ต้นทาง อาทิ จำนวนครัวเรือน เนื้อที่เพาะปลูก ต้นทุน รายได้ ราคา และหนี้สิน กลางทาง อาทิ จำนวนโรงสีผู้ประกอบการ สถาบันเกษตรกร และปลายทางอาทิ ข้อมูลการส่งออก และสต๊อกสินค้า เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันมีพืชเศรษฐกิจที่ให้บริการ 13 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา อ้อยโรงงาน ลำไย มังคุด ทุเรียน เงาะ มะพร้าว กาแฟ และ สับปะรดโรงงาน

นอกจากนี้ สศก. ยังพัฒนาระบบฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง หรือ Farmer ONE ซึ่งเชื่อมโยงทะเบียนเกษตรกรแล้วกับกรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมหม่อนไหม และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และกำลังเชื่อมโยงข้อมูลกับการยางแห่งประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะลงนาม MOU ร่วมกันในเดือนตุลาคมนี้ โดยฐานข้อมูล Farmer ONE จะมีข้อมูลจำนวนเกษตรกรที่มาขึ้นทะเบียนแบบวันต่อวัน แบ่งเป็น 7 กลุ่มได้แก่ 1) ปลูกพืช 2) เลี้ยงสัตว์ 3) เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 4) ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ 5) ปลูกพืชและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 6) เลี้ยงสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และ7) ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และสามารถสืบค้นแบบจำแนกชนิดพืชเพื่อทราบจำนวนครัวเรือนแบบรายภาค รายจังหวัด เนื้อที่เพาะปลูก เนื้อที่เก็บเกี่ยว ได้ 14 ชนิด รวมทั้งข่าวสารสำคัญ ข้อมูลพยากรณ์อากาศ สถานการณ์น้ำ และจะเร่งนำข้อมูลมาตรการและนโยบายที่ภาครัฐช่วยเหลือเกษตรกรมาเผยแพร่ให้เกษตรกรทราบ

ระยะต่อไป สศก. จะพัฒนา Big Data กระทรวงเกษตรฯ โดยนำระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์มาแสดงผลข้อมูลในรูปแผนที่ เช่น ผลแปลภาพถ่ายดาวเทียมเนื้อที่พืชเศรษฐกิจสำคัญ ที่ตั้งโรงงานผู้ประกอบการ แหล่งน้ำ พื้นที่ชลประทาน และพัฒนา Farmer ONE ต่อเนื่องโดยเชื่อมโยงข้อมูลขึ้นทะเบียนจากทุกหน่วยในกระทรวงเกษตรฯ และภายนอก ได้แก่ สำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งมีฐานข้อมูลสำมะโนเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ซึ่งมีทะเบียนโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ทำให้ข้อมูลครอบคลุมแก้ปัญหารายบุคคลได้ตรงจุด ผู้สนใจใช้บริการข้อมูล Big Data และ Farmer ONE ของกระทรวงเกษตรฯ สืบค้นข้อมูลได้ที่ http://agri-bigdata.org และ http://farmerone.org หรือจาก QR Code

กรมประมงจัดงานใหญ่25-26กย. ‘ชาตินิยมกะพงไทย’แก้ราคาตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442794

x

กรมประมงจัดงานใหญ่25-26กย. ‘ชาตินิยมกะพงไทย’แก้ราคาตก

วันพุธ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่าจากสถานการณ์ราคาปลากะพงขาวตกต่ำ กรมประมง พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หารือแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าว เบื้องต้นกรมเตรียมจัดโครงการส่งเสริมการบริโภคปลากะพงขาวภายในประเทศ 4 ครั้ง โดยครั้งแรก คือ งาน “ชาตินิยมกะพงไทย Seabass Fair” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-26 กันยายน ที่หน้าสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำกรุงเทพฯ กรมประมง ภายในงานจำหน่ายปลากะพงขาว ผลผลิตจากเกษตรกรไทย ที่มีคุณภาพดีได้มาตรฐาน GAP จากกรมประมง ไร้สารตกค้าง และราคาถูก รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปในรูปแบบปลากะพงหวานขนมเทียนแก้วไส้ปลากะพง ปั้นสิบไส้ปลากะพง นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม ประกอบด้วย สาธิตทำเมนูอาหารจากปลากะพงขาว โดย เชฟฟาง แข่งขันปรุงอาหารจากปลากะพงขาว แข่งขันขอดเกล็ด ปลากะพงขาว และ กิจกรรม Eat กะพง แหลกพุงไม่แตกอย่าหยุดกิน ฯลฯ ตลอดจนนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมศักยภาพการผลิตปลากะพงขาว ได้แก่ โครงการแปลงใหญ่ปลากะพงขาว กระบวนการผลิตปลากะพงขาวคุณภาพให้ได้ตามมาตรฐานฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำข้อมูลคุณค่าทางโภชนาการของปลากะพงขาว และเมนูแนะนำทำจากปลากะพงขาว ทั้งนี้ ผู้สนใจสั่งจองผลิตภัณฑ์ล่วงหน้าได้โดย Scan QR Code หรือ ลิงค์ URL : http://coastalaqua.fisheries.go.th/preorder/public/campaign/กะพงไทย%20Best%20Thai%20Seabass

และขอเชิญเที่ยวงานอุดหนุนสินค้าปลากะพงไทยจากเกษตรกรส่งตรงถึงมือผู้บริโภคภายในงาน วันที่ 25-26 กันยายน 2562 บริเวณหน้าสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำกรุงเทพฯ กรมประมง (ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน)

รมว.เกษตรฯจ่อเสนอคณะรัฐมนตรี ของบจัดซื้อ’เครื่องบินฝนหลวง’ลำใหม่ทดแทน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442816

รมว.เกษตรฯจ่อเสนอคณะรัฐมนตรี ของบจัดซื้อ'เครื่องบินฝนหลวง'ลำใหม่ทดแทน

รมว.เกษตรฯจ่อเสนอคณะรัฐมนตรี ของบจัดซื้อ’เครื่องบินฝนหลวง’ลำใหม่ทดแทน

วันอังคาร ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2562, 16.43 น.

24 กันยายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่าขอแสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของ 2 นักบิน จากกรณีเครื่องบินตกที่ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ซึ่งสาเหตุคาดว่าเกิดจากเครื่องยนต์ขัดข้อง เพราะเป็นเครื่องบินเก่า ที่ใช้งานมานานกว่า 20 ปีแล้ว และมีภารกิจขึ้นบินทุกวัน

โดยเรื่องนี้จะต้องนำมาพิจารณาว่าถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนเครื่องบินลำใหม่มาทดแทนแล้วหรือไม่ แต่ทั้งนี้ยังไม่มีงบประมาณในการจัดซื้อ ดังนั้นจะเสนอนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี พิจารณาการจัดซื้อเครื่องบินลำใหม่ เพื่อรักษาความปลอดภัยของนักบิน ซึ่งทุกวันนี้มีนักบินจำนวนน้อย เพราะค่าตอบแทนสู้เอกชนไม่ได้ จึงต้องมาทบทวนตรงนี้ด้วย และหากมีภารกิจหลังจากนี้ก็ต้องบินตามปกติ เชื่อว่าขวัญและกำลังใจของนักบินยังมีอยู่

รมว.เกษตรเสียใจเครื่องบินฝนหลวงตก รับเครื่องเก่าใช้นาน20ปี-จ่อชงของบซื้อใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442729

รมว.เกษตรเสียใจเครื่องบินฝนหลวงตก รับเครื่องเก่าใช้นาน20ปี-จ่อชงของบซื้อใหม่

รมว.เกษตรเสียใจเครื่องบินฝนหลวงตก รับเครื่องเก่าใช้นาน20ปี-จ่อชงของบซื้อใหม่

วันอังคาร ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2562, 13.48 น.

“รมว.เกษตร”เสียใจสูญเสีย เหตุเครื่องบินฝนหลวงตกกาญจนบุรี ยอมรับเครื่องเก่าใช้นาน 20 ปีแล้ว แต่จำเป็นต้องใช้ต่อเพราะภารกิจมาก เตรียมชงของบ ครม.ซื้อใหม่ วอนแยกแยะอย่าโยงซื้อยุทโธปกรณ์กลาโหม

เมื่อเวลา 13.00น.วันที่ 24 ก.ย. ที่ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงเครื่องบินของกรมฝนหลวง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชนิด CARAVAN หมายเลขเครื่อง 1917 สีฟ้า – ขาว ตกที่ หมู่ 9 ต.ลุ่มสุ่ม อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี เป็นเหตุให้นักบินเสียชีวิต 2 นายว่า ตนขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิตทั้งสองราย ซึ่งผู้เสียชีวิตเป็นข้าราชการ กรมฝนหลวงในตำแหน่งนักบิน เบื้องต้นทราบว่าสาเหตุเกิดจากเครื่องยนต์ขัดข้องและเครื่องบินดังกล่าวเป็นลำเก่าใช้มากกว่า 20 ปีแล้ว ซึ่งหลังจากนี้ก็จะนำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมครม.เพื่อรับทราบและพิจารณาว่าถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่ต้องจัดหาเครื่องบินมาทดแทนเพิ่ม

นายเฉลิมชัย กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ยอมรับว่าไม่มีงบประมาณจัดซื้อใหม่ทั้งหมด ซึ่งเครื่องบินที่ใช้อยู่ก็ถือเป็นเครื่องเก่า และทราบว่าเครื่องรุ่นดังกล่าวมีอยู่ประมาณ 10 กว่าลำ อย่างไรก็ตามยืนยันว่าจะเข้าไปดูแลทั้งในส่วนของครอบครัวผู้เสียชีวิตและดูแลในส่วนของเครื่องบินที่มีอยู่ ตลอดจนจะนำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อนายกรัฐมนตรี และครม.ว่ากรมฝนหลวงและการบินเกษตรมีภารกิจขึ้นบินทุกวัน ดังนั้นสมควรแล้วหรือไม่ที่จะมีการเปลี่ยนในส่วนของเครื่องบิน เพื่อรักษาความปลอดภัยของนักบิน อีกทั้งขณะนี้ถือว่านักบินฝนหลวงมีจำนวนน้อย เพราะค่าตอบแทนอาจไม่สูงเท่าเอกชน จึงต้องทบทวน และหากมีภารกิจหลังจากนี้ก็ต้องบินตามปกติ เชื่อว่าขวัญและกำลังใจของนักบินยังมีอยู่

นายเฉลิมชัย ยังกล่าวถึงที่มีการวิพากษ์วิจารณ์นำไปเปรียบเทียบกับการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของกระทรวงกลาโหมที่จัดซื้อบ่อยทุกปีงบประมาณ ว่า ขอให้แยกแยะ ซึ่งในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หากมีความจำเป็น ก็ต้องเสนอครม. เพื่อขออนุมัติงบประมาณจัดซื้อ เพราะเห็นอยู่แล้วว่าเมื่อเกิดภัยแล้งกรมฝนหลวงถือเป็นหน่วยงานที่ช่วยเหลือชาวบ้านได้ดีที่สุด ดังนั้นต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของบุคลากรให้ดีที่สุดเช่นเดียวกัน

‘ธรรมนัส’เสียใจ!! เหตุ’เครื่องบินฝนหลวง’ตก สูญเสียนักบิน2ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442705

'ธรรมนัส'เสียใจ!! เหตุ'เครื่องบินฝนหลวง'ตก สูญเสียนักบิน2ราย

‘ธรรมนัส’เสียใจ!! เหตุ’เครื่องบินฝนหลวง’ตก สูญเสียนักบิน2ราย

วันอังคาร ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2562, 12.42 น.

“ธรรมนัส”เสียใจ!! เหตุ”เครื่องบินฝนหลวง”ตก นักบินเสียชีวิต2ราย ระบุเครื่องเก่ามากใช้มา20ปี ควรปลดระวางยกฝูง จ่อปรับโครงสร้างใหม่ทั้ง”กรมฝนหลวง”

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกรณีเครื่องบินกรมฝนหลวงและการบินเกษตร รุ่นคาราแวน ประสบอุบัติเหตุตกที่ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ทำให้นักบินเสียชีวิต 2 ราย ว่า รู้สึกเศร้าสลดและเสียใจเป็นอย่างมากที่สูญเสียบุคคลากรที่มีคุณค่า ซึ่งเป็นครูฝึกบิน และนักบินฝึกหัด ของกรมฝนหลวงฯ ที่ประสบอุบัติเหตุขณะกำลังปฏิบัติภารกิจฝึกการบิน ทั้งนี้ เครื่องบินรุ่นคาราแวน อายุใช้งานมาเกือบ 20 ปี สภาพเก่า

“ผมสั่งการหน่วยงานในพื้นที่ อ.ไทรโยค ให้นำศพ 2 นักบิน ออกมาก่อน ส่วนเครื่องบินพังเละหมดเพราะสภาพเก่ามาก ซึ่งเครื่องบินรุ่นคาราแวน เป็นเครื่องบินของกรมฝนหลวงฯ ที่ส่วนใหญ่ใช้ปฏิบัติภารกิจทำฝนหลวงมาโดยตลอด ซึ่งใช้งานมาเกือบ 20 ปี ยังใช้ปฏิบัติทำฝนหลวง ทุกวันนี้ใช้รุ่นนี้ทั้งหมด เพิ่งไม่กี่วันผมกำลังคุยปรับโครงสร้างใหม่ทั้งหมด เครื่องรุ่นนี้ไม่ไหวแล้ว เก่ามาก ก็มาเกิดเหตุเสียก่อน สมควรปลดระวางได้แล้ว แต่ที่ยังใช้อยู่เพราะไม่มีงบจัดซื้อ ผมเพิ่งเข้ามากำกับดูแลกรมฝนหลวงฯ พบว่าอุปกรณ์ต่างๆ ยังขาดอยู่มาก บุคลากรก็น้อย” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

‘อลงกรณ์’ลุยหารือความร่วมมือยูเอ็น-อาเซียน-แปซิฟิก หวังปฏิรูปประมงไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442638

'อลงกรณ์'ลุยหารือความร่วมมือยูเอ็น-อาเซียน-แปซิฟิก หวังปฏิรูปประมงไทย

‘อลงกรณ์’ลุยหารือความร่วมมือยูเอ็น-อาเซียน-แปซิฟิก หวังปฏิรูปประมงไทย

วันอังคาร ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2562, 07.49 น.

“เฉลิมชัย”ส่ง”อลงกรณ์”นำทีมหารือความร่วมมือยูเอ็น-อาเซียน-แปซิฟิก หวังปฏิรูปประมงไทย พร้อมสร้างเครือข่ายอาเซียน-ไอยูยู

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2562 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในวันพุธที่จะถึงนี้ (25 ก.ย.62) นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ได้มอบหมายให้ตนเดินทางเข้าเข้าร่วมการประชุมหารือเรื่อง ASEAN Pacific Dialogue to Combat IUU Fishing ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ร่วมกับ นางซูสี ปูดเจียสตูตี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการทางทะเลและประมง แห่งสาธารณะรัฐอินโดนีเซีย (H.E Susi Pudjiastuti, Minister of Marine Affairs and Fisheries, Republic of Indonesia) และนายปีเตอร์ ทอมสัน ผู้แทนพิเศษเลขาธิการสหประชาชาติด้านกิจการทางทะเลและมหาสมุทร (Mr. Peter Thomson, United Nations Secretary General’s Special Envoy for the Ocean) เพื่อยืนยันกรอบความร่วมมือในการต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมาย ไร้การรายงาน และไร้การควบคุม (IUU : llegel Unreported Unregulated Fishing) และในฐานะที่ประเทศไทยได้ดำรงค์ตำแหน่งประธาน ASEAN จึงได้มีการผลักดันให้อาเซียนร่วมกันสร้างความเข้มแข็ง และพัฒนาด้านการประมงรวมทั้งการต่อต้านการประมง IUU โดยไทยจะเสนอให้จัดตั้งนโยบายประมงอาเซียน (ASEAN General Fisheries Policy) เพื่อพัฒนานโยบายการประมงในทุกมิติของประเทศสมาชิกอาเซียน และรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนและความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาค

นอกจากนี้ ได้เสนอให้จัดตั้งเครือข่ายอาเซียนในการต่อต้านการประมง IUU (ASEAN Network for combating IUU fishing) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ระหว่างสมาชิกอาเซียนในการต่อต้านการประมง IUU ให้มีประสิทธิภาพ ตลอดจนการเจรจาหารือกับสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ในกรอบความร่วมมือในภาคการประมงในลำดับต่อไป
ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยประสบปัญหาในการควบคุมการทำประมงของเรือประมงไทย ทรัพยากร ประมงทะเลเสื่อมถอยลง กระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศ ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ทำการปฏิรูปการประมงของประเทศปรับปรุงแก้ไขกรอบกฎหมายประมงให้มีความเป็นสากล สอดคล้องกับกฎระเบียบระหว่างประเทศ รวมทั้งได้วางมาตรการในการป้องกัน ยับยั้งการประมง IUU ที่รัดกุม ซึ่งทาให้ขณะนี้ ประเทศไทยมีกลไก เครื่องมือ ระบบและเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพในการต่อต้านการประมง IUU โดยมีความ ร่วมมือกับต่างประเทศที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ทั้งรัฐเจ้าของธง รัฐเจ้าท่า รัฐชายฝั่ง RFMOs และองค์กรระหว่าง ประเทศสำคัญ ได้แก่ EJF, Seafood Taskforce, Ocean Mind และ Interpol เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเรือประมง และกิจกรรมประมงเพื่อติดตามตรวจสอบเรือประมงที่สงสัยว่าจะทาประมงผิดกฎหมาย ทั้งนี้ ประเทศไทยยินดีอย่างยิ่งที่จะแบ่งปันประสบการณ์และให้ความร่วมมือกับสังคมโลกและนานาประเทศ ในการต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของรัฐบาลไทย นโยบายการอนุรักษ์ทรัพยากรในทะเลเป็นหัวใจสำคัญของนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่นเดียวกับการรักษามาตรฐานการแก้ไขปัญหา IUU ซึ่งได้แถลงชัดเจนในการประชุมการพัฒนาและฟื้นฟูศักยภาพการประมงไทย เพื่อเตือนทุกฝ่ายให้ตระหนักถึงนโยบายของท่านรัฐมนตรี เกษตรฯ นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ริเริ่มผลักดันให้เกิดความร่วมมือในกลุ่มประเทศอาเซียน ด้วยการจัดตั้งเครือข่าย ASEAN Network for combating IUU fishing จนคืบหน้าและเป็นที่ยอมรับ เพื่อให้การปฏิรูปทรัพยากรทางทะเลและการค้ามนุษย์ รวมทั้งปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคนี้ได้รับการพัฒนาแก้ไขให้เป็นไปตาม มาตรฐานสากล และประเทศไทยจะเป็นตัวอย่างต้นแบบด้วยการที่ประเทศไทย สามารถได้รับใบเขียวจากการแก้ไขปัญหา IUU ซึ่งเกิดจากความร่วมมือทุกๆ ภาคส่วน จนสามารถผ่านพ้นวิกฤติในครั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ วิธีปฏิบัติ ตลอดจนมีการจัดทาโครงการต่างๆ เพื่อการฟื้นฟูและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการดังกล่าวโดยไม่ให้ขัดกับมาตรฐานที่นานาชาติกำหนดไว้ และสำหรับการประชุมหารือในครั้งนี้จะเป็นการประกาศถึงจุดยืนของประเทศไทยในฐานะประธาน ASEAN ต่อการดำเนินการแก้ไขปัญหา IUU พร้อมทั้งหารือ และเจรจาเพื่อเปิดโอกาสให้แก่ภาคการประมงไทยในเวทีระดับนานชาติ เพื่อให้ประเทศไทยกลับมามีศักยภาพใน การแข่งขันในเวทีโลก ภายใต้การอนุรักษ์ความยั่งยืนของทรัพยากรต่อไป

ไทยถกความมั่นคงอาหารเอเปกที่ชิลี เตรียมพร้อมเป็นเจ้าภาพประชุมปี’65

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442493

x

ไทยถกความมั่นคงอาหารเอเปกที่ชิลี เตรียมพร้อมเป็นเจ้าภาพประชุมปี’65

วันอังคาร ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก.ร่วมประชุมในสัปดาห์ความมั่นคงอาหารภายใต้กรอบเอเปก และการประชุมรัฐมนตรีความมั่นคงอาหารเอเปคครั้งที่ 5 ภายใต้หัวข้อ การมุ่งสู่ระบบอาหารที่ครอบคลุม ชาญฉลาดและยั่งยืน (Toward an Integrated, Smart and Sustainable Food System) ระหว่างวันที่ 18 – 24 สิงหาคม ณ เมืองปูแอร์โตบารัส สาธารณรัฐชิลี โดยมี น.ส.ดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย

การประชุมความมั่นคงอาหารระดับรัฐมนตรีของเอเปคดังกล่าว เพื่อสร้างเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงอาหารภายในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก มีการรับรองปฏิญญารัฐมนตรีความมั่นคงอาหารเอเปค มีสาระสำคัญ ประกอบด้วย 6 หัวข้อหลัก คือ 1)ประเด็นความท้าทาย 2)การส่งเสริมระบบอาหารที่ยั่งยืน 3)การรับนวัตกรรม เทคโนโลยีอุบัติใหม่ และโอกาสทางดิจิทัล 4)การใช้ประโยชน์จากความเชื่อมโยงและเสริมสร้างห่วงโซ่มูลค่าอาหารและการค้า 5)ส่งเสริมพัฒนาชนบทในฐานะพื้นที่ที่สร้างโอกาส และ 6) แนวทางดำเนินการระยะต่อไป ทั้งนี้ ร่างปฏิญญาฯดังกล่าวแสดงให้เห็นความสำคัญของการดำเนินงานเกี่ยวกับความร่วมมือด้านความมั่นคงอาหารระหว่างสมาชิกเอเปค โดยไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมาย ซึ่งสมาชิกให้ความร่วมมือตามความสมัครใจ

โอกาสนี้ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯกล่าวถ้อยแถลงหัวข้อ การส่งเสริมระบบอาหารที่ยั่งยืน โดยเน้นแนวทางดำเนินงานของไทย เพื่อสนับสนุนให้เกิดระบบอาหารยั่งยืนในภูมิภาค อาทิ การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชทางเลือกหรือพืชที่อายุสั้นใช้น้ำน้อยทดแทนปลูกข้าวช่วงภัยแล้ง และตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพยากรทางทะเล ซึ่งไทยมุ่งมั่นแก้ปัญหาทำประมงผิดกฎหมาย (IUU fishing) และมีนโยบายก้าวสู่การเป็น IUU-Free-Thailand

นอกจากนี้ ไทยยังสนับสนุนการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ช่วยในการผลิต โดยนำแนวคิดเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture)  มาเป็นกลไกสำคัญยกระดับสังคมเกษตรกรรมดั้งเดิมไปสู่สังคมเกษตรกรรมสมัยใหม่หรือเกษตรกรรม 4.0 รวมทั้งดำเนินนโยบายตลาดนำการผลิต เพื่อให้เกษตรกรวางแผนการผลิตเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาด และการดำเนินโครงการประชารัฐ โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานร่วมกัน เป็นต้น ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าว ยังติดตามความคืบหน้าการดำเนินนโยบาย มาตรการ  แผนงานและโครงการที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงอาหารของสมาชิก โดยไทยจะนำข้อมูลประสบการณ์เตรียมพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมภายใต้กรอบเอเปกทั้งหมดในปี 2565

รักษ์เกษตร : 23 กันยายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442500

รักษ์เกษตร : 23 กันยายน 2562

รักษ์เกษตร : 23 กันยายน 2562

วันอังคาร ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม จากปัญหาภาวะความเสื่อมโทรมสิ่งแวดล้อม อยากทราบว่า ระบบเกษตรแบบผสมผสาน มีส่วนช่วยแก้ไขอย่างไรบ้าง และมีประโยชน์อะไรบ้างครับ ขอบคุณครับ

สายฟ้า ทองสนาน

อ.ท่าวังผา จ.น่าน

คำตอบ

ระบบเกษตรผสมผสาน เป็นรูปแบบหนึ่งของระบบเกษตรกรรมที่มีกิจกรรม ตั้งแต่ 2 กิจกรรมขึ้นไปในพื้นที่เดียวกัน และกิจกรรมเหล่านี้ จะมีการเกื้อกูลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จึงเป็นระบบที่นำไปสู่การเกษตรแบบยั่งยืน สามารถแก้ไขปัญหาภาวะความเสื่อมโทรมสิ่งแวดล้อมได้ ทั้งยังก่อให้เกิดผลดีและประโยชน์ในด้านต่างๆ ดังนี้

1.ลดความเสี่ยงจากราคาผลผลิตที่ไม่แน่นอน ในการทำการเกษตรที่มีเพียงกิจกรรมเดียว และมีการผลิตเป็นจำนวนมาก ผลผลิตที่ได้เมื่อออกสู่ตลาดพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นข้าว พืชไร่ ไม้ผล หรือพืชผัก เมื่อมีปริมาณเกินความต้องการของตลาด ย่อมทำให้ราคาของผลผลิตต่ำลง การแปรเปลี่ยนพื้นที่นาหรือไร่บางส่วนมาทำระบบเกษตรผสมผสานจะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันแปรของราคาผลผลิตในตลาดลงได้ เนื่องจากเกษตรกรสามารถจะเลือกปลูกชนิดของพืชได้เอง และเลือกกิจกรรมให้สอดคล้องความต้องการของตลาดได้เป็นอย่างดี

2.ช่วยก่อให้เกิดพันธุ์พืชใหม่ๆการทำระบบเกษตรผสมผสาน ซึ่งจะมีกิจกรรมหลากหลายในพื้นที่เดียวกัน จะทำให้เกิดความหลากหลายทางพันธุ์พืชใหม่ๆ เกิดขึ้นในพื้นที่ มีความหลากหลายทางพันธุ์พืชใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมากชนิดจากเดิมที่มีอยู่ ซึ่งจะช่วยทำให้ระบบนิเวศน์วิทยาในพื้นที่ดีขึ้น

3.ลดความเสี่ยงจากการระบาดของศัตรูพืช ในการปลูกข้าว หรือพืชไร่เพียงอย่างเดียว เกษตรกรจะมีความเสี่ยงจากการเกิดการระบาดของศัตรูพืชขึ้นอย่างมาก เช่น การระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล โรคใบหงิกอย่างรุนแรง ทำให้พื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ที่เกิดโรคระบาด ได้รับความเสียหายอย่างมาก เกษตรกรต้องประสบความสูญเสียโดยไม่มีรายได้จากกิจกรรมอื่นมาเจือจุนครอบครัวได้ ระบบเกษตรผสมผสานจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้จากผลิตผลอย่างอื่นอีกทางหนึ่ง

4.ช่วยกระจายการใช้แรงงาน ทำให้เกษตรกรมีงานทำตลอดปี เป็นการลดปัญหาการเคลื่อนย้ายแรงงานออกนอกภาคการเกษตร แก้ปัญหาคนว่างงาน เพราะระบบเกษตรผสมผสานจะรองรับแรงงานเหล่านี้ได้ ทั้งนี้เพราะระบบเกษตรผสมผสาน มีกิจกรรมหลายกิจกรรม แต่ละกิจกรรมมีการใช้แรงงานแตกต่างกันไป เมื่อรวมกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้
ไว้ด้วยกันในระบบเกษตรผสมผสานจึงมีการใช้แรงงานมากขึ้น และช่วยให้มีการกระจายแรงงานไปตามกิจกรรมต่างๆ ตลอดปี

5.ช่วยก่อให้เกิดการหมุนเวียนของกิจกรรมต่างๆ ในไร่นา เป็นการช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรในไร่นา ไม่ให้เสื่อมสลายหรือถูกใช้ไปหมดอย่างรวดเร็ว เพราะระบบเกษตรผสมผสาน จะมีการเกื้อกูลประโยชน์ต่อกัน ระบบเกษตรผสมผสานที่มีการปลูกพืชที่มีความหลากหลายผสมผสานกันและมีการเกื้อกูลซึ่งกันและกันในลักษณะของการปลูกต่างระดับ โดยเลียนแบบลักษณะป่าธรรมชาติ จะทำให้เกิดความสมดุลของระบบนิเวศวิทยาให้เป็นไปอย่างเหมาะสม เกิดการหมุนเวียนของธาตุอาหารในระบบการควบคุมโรคและแมลงเป็นไปตามธรรมชาติ ลดการใช้สารเคมี และช่วยเพิ่มความยั่งยืนในการให้ผลผลิต เป็นต้น

6.ช่วยเพิ่มรายได้และกระจายรายได้ตลอดปี ระบบเกษตรผสมผสานที่มีกิจกรรมหลายกิจกรรมในพื้นที่เดียวกัน จะก่อประโยชน์ในด้านทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีรายได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งที่เป็นรายได้รายวันรายสัปดาห์ รายเดือน และรายได้ประจำฤดูกาล โดยมีรายได้ประจำวันจากการขายพืชผัก รายได้ประจำสัปดาห์จาการเพาะเห็ดฟางในช่วงฤดูแล้ง รายได้ประจำเดือนจากไม้ผลอายุสั้น เช่น กล้วย ฝรั่ง และรายได้ประจำฤดูกาลจากข้าว ข้าวโพด ถั่วเขียว ถั่วลิสง เป็นต้น

7.ช่วยทำให้คุณภาพชีวิตของเกษตรกรดีขึ้น การทำการเกษตรผสมผสานช่วยทำให้มีการกระจายการใช้แรงงาน ทำให้มีงานทำตลอดทั้งปี และมีการกระจายรายได้จากกิจกรรมต่างๆ เป็นการลดปัญหาการเคลื่อนย้ายแรงงานออกจากภาคการเกษตรไปสู่ภาคอื่นๆ เช่น ภาคอุตสาหกรรม ภาคการขายบริการต่างๆ

8.ช่วยให้เกษตรกรมีอาหารเพียงพอต่อการบริโภคภายในครัวเรือน ในการดำเนินระบบเกษตรผสมผสานที่มีหลายกิจกรรมช่วยทำให้เกษตรกรสามารถมีอาหารไว้บริโภคในครอบครัวครบทุกหมู่ โดยอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตจะได้จากข้าว ข้าวโพด อาหารประเภทโปรตีน จะได้จากไก่ ปลา พืชตระกูลถั่ว อาหารประเภทวิตามิน เส้นใยจากพืชผักผลไม้และเห็ดฟาง ช่วยทำให้เกษตรกรสามารถลดค่าใช้จ่ายค่าในการดำเนินชีวิตและมีการปรับปรุงยกระดับคุณภาพโภชนาการและสุขภาพของเกษตรกรในท้องถิ่นให้ดีขึ้น

ติวเข้มศูนย์ข้าวชุมชนทั่วปท. ตั้งเป้าปี’63ผลิตเมล็ดพันธุ์ดีให้ได้2แสนตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442501

x

ติวเข้มศูนย์ข้าวชุมชนทั่วปท. ตั้งเป้าปี’63ผลิตเมล็ดพันธุ์ดีให้ได้2แสนตัน

วันอังคาร ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวหลังเป็นประธานพิธีเปิดสัมมนาเชื่อมโยงเครือข่ายประธานศูนย์ข้าวชุมชนระดับเขต พร้อมมอบนโยบายการทำงานว่า ศูนย์ข้าวชุมชนมีบทบาทสำคัญ เป็นศูนย์กลางถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาการผลิตข้าวและชาวนา และผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีไว้ใช้เองอย่างเพียงพอในชุมชน นับเป็นอีกแนวทางแก้ปัญหาขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ดี ดังนั้น จึงต้องสร้างระบบผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของประเทศให้เข้มแข็ง มั่นคง โดยศูนย์ข้าวชุมชนคือส่วนสำคัญขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าว ให้ประสบความสำเร็จ จึงต้องร่วมมือกันผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ให้พอกับความต้องการ โดยกระทรวงเกษตรฯ พร้อมสนับสนุนเครื่องมือรวมไปถึงสร้างแหล่งน้ำบาดาลเพื่อทำนาให้ศูนย์ข้าวชุมชนแต่ละพื้นที่ ลดความเสี่ยงภัยแล้ง รวมทั้งยังเป็นแหล่งน้ำอุปโภค บริโภคในหมู่บ้านได้อีกด้วย

นายประภัตรกล่าวต่อว่า ความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวของไทยมีปริมาณสูง ประมาณ 1.4 ล้านตันต่อปี ใช้เพาะปลูกในพื้นที่นาประมาณ 60 ล้านไร่อย่างไรก็ตาม เมล็ดพันธุ์ข้าวใช้ปลูกต่อเนื่องได้ 3 ครั้ง จากนั้นต้องเปลี่ยนชุดใหม่จึงมีความต้องการจำนวนมากเกินศักยภาพของส่วนราชการจะผลิตได้กระทรวงเกษตรฯ จึงสนับสนุนให้ชาวนาแต่ละท้องถิ่นรวมตัวตั้งเป็นศูนย์ข้าวชุมชนรวมทั้งเป็นศูนย์กลางพัฒนาข้าวและชาวนาในท้องถิ่น โดยให้การสนับสนุนด้านวิชาการ ปัจจัยการผลิตที่จำเป็นแก่ศูนย์ฯ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2543 โดยกรมส่งเสริมการเกษตร และต่อมาปี 2549 กรมการข้าวดำเนินการต่อ ปัจจุบันขึ้นทะเบียนศูนย์ข้าวชุมชนแล้ว 2,028 ศูนย์ มีสมาชิกรวม 61,680 ราย ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีบริการชาวนาได้ปีละประมาณ 100,000 ตัน พร้อมตั้งเป้าหมายผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพให้เพิ่มขึ้นจากเดิม 85,000 ตันต่อปี เป็น 200,0000 ตันต่อปี ภายในปี 2563 นอกจากนี้ ต้องหาตลาดที่มีคุณภาพ ติดต่อซื้อขายกับผู้ซื้อได้โดยตรง โดยทำระบบซื้อขายออนไลน์ มีระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อทราบแหล่งที่มา พร้อมติดโลโก้เครื่องหมาย Q บนสินค้าเพื่อยกระดับเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ได้มาตรฐานสินค้าเกษตรปลอดภัยผ่านการรับรองจาก
กระทรวงเกษตรฯ สร้างความน่าเชื่อถือ และมูลค่าให้สินค้าได้

นายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า การสัมมนาครั้งนี้ กรมการข้าวเชิญประธานศูนย์ข้าวชุมชนรวม 8 เขต และเจ้าหน้าที่รวม 282 คน เข้าร่วมสัมมนา เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-18 กันยายน คาดว่าการสัมมนาครั้งนี้ ศูนย์ข้าวชุมชนจะมีแผนเป้าหมายชัดเจนเป็นรูปธรรมและพร้อมเข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ รวมทั้งเชื่อมโยงเครือข่ายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

สทนช.เร่งทำแผนแก้น้ำท่วมอุบลฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442495

x

สทนช.เร่งทำแผนแก้น้ำท่วมอุบลฯ

วันอังคาร ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยถึงสาเหตุที่ทำให้น้ำท่วมจ.อุบลราชธานีว่า มาจาก 3 ปัจจัยหลักคือ 1.น้ำจากลำน้ำชี 50% เพราะเร่งระบายน้ำจากที่เกิดฝนตกหนักใน จ.ขอนแก่น กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ด ลำน้ำยัง ลำน้ำสาขาของลำน้ำชีไม่มีแหล่งเก็บน้ำ 2.ปริมาณส่วนที่เหลือ 25% มาจากลำน้ำมูล และลำเซบาย25% ซึ่งไม่มีแหล่งเก็บกักน้ำเช่นกัน 3.แม่น้ำมูลจากจ.อุบลราชธานี ถึงโขงเจียม จะมีแก่งสะพือ หินในแก่งกีดขวางทางน้ำ ทำให้ระบายน้ำลงแม่น้ำโขงทำยากขึ้น นอกจากนี้ ด้วยสภาพพื้นที่เป็นที่ลุ่ม รวมทั้งแก้มลิงธรรมชาติตื้นเขิน มีการสร้างพนังคันกั้นน้ำสิ่งกีดขวางทางน้ำ เป็นอุปสรรคต่อการไหลของน้ำ ประกอบกับอิทธิพลของพายุโพดุล-คาจิกิส่งผลให้มีฝนตกหนักบริเวณ จ.ยโสธร และจ.อุบลราชธานี ทำให้ปริมาณน้ำในลำเซบกและลำโดมใหญ่ที่ไหลลงแม่น้ำมูลเพิ่มขึ้นเร็ว ทำให้เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ในรอบ 40 ปี

สำหรับแนวทางแก้ปัญหา ระยะเร่งด่วน จะควบคุมปริมาณการไหลของน้ำใช้เขื่อน หรือประตูน้ำในลำน้ำชีและมูลเพื่อหน่วงน้ำ และลดระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดใหญ่ ทั้งในลุ่มน้ำชีและมูล เพื่อลดปริมาณน้ำหลาก พร้อมระดมเครื่องผลักดันน้ำ 270 เครื่อง ติดตั้งในแม่น้ำมูลเพื่อผลักดันน้ำออกสู่แม่น้ำโขงให้เร็วที่สุด ส่วนระยะสั้นเร่งจัดหาแก้มลิง และทุ่งรับน้ำหลากบริเวณสองฝั่งลำน้ำชี และลำน้ำยังในรูปแบบ “บางระกำโมเดล” ระยะกลาง เร่งโครงการก่อสร้างทางผันน้ำชีตอนล่าง พร้อมอาคารประกอบ อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี ขณะนี้โครงการสำรวจออกแบบแล้ว ดำเนินการได้ปี 2563 พร้อมดำเนินโครงการผันน้ำชีลงแก้มลิง เพื่อหน่วงน้ำและลดน้ำหลากบริเวณลุ่มน้ำชี

“ระยะยาวจะดำเนินโครงการผันน้ำชี ลงแม่น้ำโขง เพื่อศึกษาแนวทางเลือกผันน้ำเลี่ยง อ.เมืองอุบลราชธานี เพื่อลดอุทกภัย ที่จุดบรรจบแม่น้ำชี-มูล อ.เมือง และ อ.วารินชำราบ รวมทั้งศึกษาทางผันน้ำอ้อมแก่งสะพือเพื่อเร่งระบายน้ำลงแม่น้ำโขงได้เร็วขึ้น ซึ่ง สทนช.เร่งทำแผนหลักแก้ปัญหาระยะยาว หากดำเนินโครงการได้ทั้งหมดจะบรรเทาปัญหาน้ำท่วมจ.อุบลราชธานี และระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขงได้อย่างมีประสิทธิภาพ” เลขาธิการ สทนช.กล่าว