ปธ.สภาเกษตรฯห่วงน้ำเขื่อนน้อย กระทบพื้นที่เพาะปลูกหน้าแล้งปี’63

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/443037

x

ปธ.สภาเกษตรฯห่วงน้ำเขื่อนน้อย กระทบพื้นที่เพาะปลูกหน้าแล้งปี’63

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติพร้อมนายองอาจ ปัญญาชาติรักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมติดตามสถานการณ์น้ำ ณ ห้องบัญชาการและวิเคราะห์สถานการณ์ (War Room) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) โดยดร.สุทัศน์ วีสกุล ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำชี้แจงสถานการณ์น้ำในเขื่อนที่มีปริมาณน้ำน้อย แม้ประเทศไทยส่วนใหญ่จะมีฝนตกหนักจากพายุโพดุล และพายุคาจิกิ แต่ก็ยังมีเขื่อนที่มีน้ำน้อยกว่า 30% ของความจุ ทั้งหมด 8 แห่ง ประกอบไปด้วย เขื่อนแม่กวง(30%) เขื่อนลำพระเพลิง (20%) เขื่อนอุบลรัตน์ (27%) เขื่อนลำนางรอง (16%)  เขื่อนลำแซะ (28%) เขื่อนทับเสลา (23%) เขื่อนกระเสียว (22%) และเขื่อนคลองสียัด (23%) ซึ่งอาจมีปริมาณน้ำไม่พอสนับสนุนภาคการเกษตรในฤดูแล้งปี 2563 โดยเฉพาะเขื่อนอุบลรัตน์ที่มีน้ำใช้การได้เพียง 66ล้านลบ.ม. อาจต้องใช้น้ำก้นอ่าง (Dead Storage) เพื่อเป็นน้ำอุปโภค-บริโภคเท่านั้น ส่งผลให้ขาดน้ำเพื่อการเพาะปลูกต่อเนื่องอีกปี

สำหรับสถานการณ์น้ำ 4 เขื่อนหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์  เขื่อนแควน้อยและเขื่อนป่าสักฯ) ยังมีน้ำใช้การได้รวมกันเพียง 5,400 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งยังไม่พอทำนาปรังให้ครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้

จากสถานการณ์ดังกล่าว ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เป็นห่วงเกษตรกรที่อาจได้รับผลกระทบจากปริมาณน้ำในเขื่อนมีน้อย จึงสั่งการให้สภาเกษตรกรแห่งชาติออกหนังสือแจ้งเตือน “สถานการณ์ปริมาณน้ำน้อยในเขื่อนสำคัญ” และขอให้พื้นที่ใช้น้ำจากเขื่อนทั้ง 8 แห่ง เตรียมรับสถานการณ์ รวมทั้งจัดเตรียมแหล่งน้ำสำรองเพื่อใช้ในฤดูแล้งปี 2563 นอกจากนี้ ยังย้ำให้สภาเกษตรกรแห่งชาติและสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดทุกจังหวัด ติดตามสถานการณ์น้ำร่วมกับ สสน.อย่างใกล้ชิดต่อไป

กาแฟสดคั่ว-บด (กาแฟชุมพร) หอมกรุ่น กลิ่นกาแฟแท้ๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/443038

x

กาแฟสดคั่ว-บด (กาแฟชุมพร) หอมกรุ่น กลิ่นกาแฟแท้ๆ

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กาแฟสดคั่ว-บด (กาแฟชุมพร) กาแฟโรบัสต้าแท้ของไทย ที่มีเอกลักษณ์ในด้านรสชาติที่แตกต่าง มีความเข้มข้นและกลิ่นธรรมชาติของกาแฟปักษ์ใต้แท้ๆ ด้วยวิธีการรวบรวมวัตถุดิบเพื่อเก็บสต๊อกไว้ กว่า 8 เดือนคัดสรรขนาดเมล็ดให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานได้รับเครื่องหมายฮาลาน และคัดเลือกเป็นสินค้า OTOP ระดับ 5 ดาว ของจังหวัดชุมพรมาจนถึงปัจจุบัน

ด้วยความพิถีพิถันในการคัดสรรเมล็ดกาแฟคุณภาพนำมาคั่วและบดจนแน่ใจว่ากลิ่น และรสชาติหอมอร่อยคงที่ ทำให้เป็นที่ยอมรับของชาวคอกาแฟอย่างแท้จริงสามารถสั่งซื้อได้ที่สหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟจังหวัดชุมพร จำกัด 274 หมู่ 9 ตำบลท่าแซะ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพรโทร. 0-7759-9683 แล้วคุณจะต้องตกหลุมรักอย่างแน่นอน

อ.ส.ค.จับมืออาชีวะฯภาคกลาง ปั้นปัญญาชนเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/443043

x

อ.ส.ค.จับมืออาชีวะฯภาคกลาง ปั้นปัญญาชนเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวว่า อ.ส.ค. มีภารกิจ ส่งเสริมการเลี้ยงโคนมให้เป็นอาชีพแก่เกษตรกรอย่างมั่นคงและยั่งยืน และมีส่วนร่วมพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมนมให้ครบวงจร และมีมูลค่าเพิ่มสร้างแหล่งความรู้ด้านกิจการโคนมและอุตสาหกรรมนม และมุ่งบริหารจัดการองค์กรให้เป็นองค์กรที่มีขีดสมรรถนะสูงด้วยหลักธรรมาภิบาลร่วมกับสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคกลาง ผลิตปัญญาชนด้านเกษตรกร ซึ่งเป็นรากฐานของประเทศ และเพิ่มอัตรากำลังคนอาชีวศึกษาและฝึกอบรมวิชาชีพด้านการเกษตรให้ได้รับการศึกษาขั้นสูง ทั้งสองฝ่ายได้มีเจตนารมณ์ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการในการจัดการอาชีวศึกษา และฝึกอบรมวิชาชีพ เพื่อผลิตบุคลากรใน ระดับเทคโนโลยี

ทั้งนี้ เพื่อสร้างความร่วมมือในการผลิตพัฒนากำลังคน ด้านอาชีวศึกษาเกษตร ระดับเทคโนโลยีบัณฑิต (ทล.บ.) ของสถานศึกษาสังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคกลาง ในการพัฒนาการปศุสัตว์ของประเทศ โดยเฉพาะด้านโคนมเปิดโอกาสให้นักศึกษา ได้เข้าฝึกอาชีพในหน่วยงานองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย และเปิดโอกาสให้บุคลากรในสังกัดอ.ส.ค. ได้เข้ามาฝึกประสบการณ์ เพิ่มพูนความรู้ ความสามารถ พัฒนาศักยภาพด้านวิชาการ ในสถานศึกษาสังกัดสถาบัน และยังส่งเสริมสนับสนุนการบูรณาการร่วมกัน ในด้านการใช้ทรัพยากร แลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์การวิจัยและร่วมกันส่งเสริม สนับสนุนกิจกรรมการปศุสัตว์โดยเฉพาะด้านโคนม กับหน่วยงานสังกัดอ.ส.ค.

นอกจากนี้ การตกลงร่วมมือกันจัดการศึกษาด้านอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ของอ.ส.ค.และสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคกลาง ดังกล่าว ถือเป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนกิจกรรมการปศุสัตว์โดยเฉพาะด้านโคนม และยังตระหนัก ถึงความสำคัญในหน้าที่รับผิดชอบ ร่วมกันพัฒนาและผลิตบุคลากรทางด้านเทคโนโลยีการผลิตสัตว์และ เทคโนโลยีสัตวรักษ์ เป็นพื้นฐานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในอนาคตได้

เกษตรฯจิตอาสาร่วมฟื้นฟูช่วยเหลือ ผู้ประสบอุทกภัยกาฬสินธุ์หลังน้ำลด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/443041

x

เกษตรฯจิตอาสาร่วมฟื้นฟูช่วยเหลือ ผู้ประสบอุทกภัยกาฬสินธุ์หลังน้ำลด

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร เปิดตัวโครงการจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยเหลือฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัยจังหวัดกาฬสินธุ์ นำทีมลงพื้นที่จัดกิจกรรมฟื้นฟูช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยใน 18 อำเภอ พร้อมมอบพันธุ์กล้าไม้ แจกเมล็ดพันธุ์พืช เปิดบริการซ่อมแซมเครื่องมือและเครื่องจักรกลการเกษตร และเปิดบริการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ให้คำแนะนำการปลูกพืชหลังน้ำลด มุ่งช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรในพื้นที่ประสบอุทกภัยหลังน้ำลด ตามแผนกิจกรรมนโยบายฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยหลังน้ำลดของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ Kick Off พร้อมกัน 21 จังหวัด

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดตัวโครงการจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยเหลือ ฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย ณ ลานกิจกรรมศาลเจ้าโสมพะมิตร อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ ว่า กรมวิชาการเกษตรได้ร่วมบูรณาการการทำงานร่วมกับส่วนราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อเร่งช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรและประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วม ทั้งในพื้นที่ชุมชน พื้นที่เศรษฐกิจ ทั้งระยะประสบเหตุและระยะฟื้นฟูหลังน้ำลด รวมทั้งสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถกลับมาประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างรวดเร็ว ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในโครงการจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยเหลือ ฟื้นฟูดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย

สำหรับกิจกรรมช่วยเหลือ ฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย ได้มีการปล่อยขบวนคาราวานรถโมบายเคลื่อนที่เร็วไปยังจุดผู้ประสบภัย เปิดศูนย์บริการซ่อมแซมเครื่องมือและเครื่องจักรกลการเกษตร เปิดบริการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ให้คำแนะนำการปลูกพืชหลังน้ำลด พร้อมแจกจ่ายปัจจัยการผลิตทางการเกษตรให้แก่เกษตรกรผู้ประสบภัย ณ วัดบ้านท่ากลาง ตำบลเจ้าท่า อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของจังหวัดกาฬสินธุ์มีเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติ ด้านพืช ได้รับผลกระทบ 18 อำเภอ 25,679 ครัวเรือน172,717 ไร่ พื้นที่ความเสียหาย 146,271 ไร่ ด้านปศุสัตว์ ได้รับผลกระทบแยกเป็น โค จำนวน 1,059 ตัว กระบือ จำนวน 447 ตัว ไก่ จำนวน 1,260 ตัว รวมทั้งหมด 2,766 ตัว ให้ความช่วยเหลือหญ้าแห้ง 30,640 กิโลกรัม เวชภัณฑ์ 118 ชุด ขณะนี้เข้าสู่สถานการณ์เป็นปกติแล้ว ด้านประมง เกษตรกรได้รับผลกระทบ 915 ราย จำนวน 1,210 บ่อ 34 กระชัง พื้นที่ 2,045 ไร่ 514 ตารางเมตร

‘เฉลิมชัย’โยนนายกฯตัดสินใจซื้อเครื่องบินฝนหลวงใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/443009

'เฉลิมชัย'โยนนายกฯตัดสินใจซื้อเครื่องบินฝนหลวงใหม่

‘เฉลิมชัย’โยนนายกฯตัดสินใจซื้อเครื่องบินฝนหลวงใหม่

วันพุธ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2562, 15.52 น.

“เฉลิมชัย”โยนนายกฯตัดสินใจซื้อเครื่องบินฝนหลวงใหม่ เร่งเจรจากพ.เพิ่มอัตราแก้บุคลากรขาดแคลนหนัก พร้อมหามาตรการดึงดูดใจนักบินให้อยู่กับกรมฝนหลวง ระบุนักบินฝนหลวงทุกวันนี้ทำงานหนักและอยู่ด้วยใจอยากช่วยประชาชน

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงมาตรการเยียวยานักบินฝนหลวง ที่เสียชีวิต 2 ราย จากเหตุเครื่องบินตกขณะภารกิจฝึกบิน ว่า วันนี้ตนได้ทำหนังสือขอธงชาติคุมร่างเพื่อเป็นเกียรติประวัติ ในช่วงบ่ายมีพิธีพระราชทานน้ำอาบศพ ตลอดจนพระราชทานเพลิงศพในวันที่ 29 ก.ย.พร้อมกับดูแลสวัสดิการให้ครบถ้วนกับครอบครัวนักบิน ซึ่งกำลังดูว่าจะเพิ่มมาตรการเยียวยาอย่างอื่น

ทั้งนี้ ได้สั่งการให้กรมฝนหลวงฯ มีความเข้มงวดในการดูแลเครื่องบินฝนหลวง ขวัญกำลังใจนักบิน เจ้าหน้าที่เพราะอย่างไรต้องทำการบินอีก นอกจากนี้ ได้เรียนท่านนายกรัฐมนตรี เสนอของบซื้อเครื่องบินใหม่ เห็นอยู่แล้วว่าต้องสูญเสียบุคลากรที่หายาก และอีกเรื่องที่กรมฝนหลวงฯ ได้ของอัตราบรรจุนักบิน บุคคลากรเพิ่ม ขอให้ท่านนายกฯ ช่วยเร่ง กพ.พิจารณาด่วน ตรงนี้ขาดแคลนจริงๆ ส่วนจะซื้อใหม่ยกฝูงหรือไม่ ยังเป็นแนวคิดเมื่อเกิดความเสียหายขึ้น ตอนนี้ทำได้คือมาตรการชดเชย สร้างขวัญกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติงานที่ต้องมีภารกิจต่อไป

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาสาเหตุเครื่องบินตกจากอะไร ทั้งมาตรการซ่อมบำรุง มาตรการความปลอดภัยดูแลเครื่อบินตามวงรอบ หรือบินออกนอกเส้นทาง ทุกอย่างจะรายงานขึ้นมาโดยเร็ว ได้มีคำสั่งให้ดำเนินการตามนี้มาตรวจเช็คความผิดพลาดมีหรือเปล่า หรือไปแก้ไขตรงไหน

“ก่อนผมเข้ามากระทรวง ผมคุยกับอธิบดีกรมฝนหลวงว่าต้องดูแลรักษาบำรุงเครื่องยนต์ให้ดีที่สุด ซึ่งอธิบดีบอกว่าการดูแลดีไม่มีบกพร่อง เพราะอย่าเอาชีวิตนักบินมาเสี่ยง และเขาต้องทำงานหนัก ทั้งค่าตอบแทนนักบินเอกชนก็ต่างกันมาก วันนี้นักบินฝนหลวงอยู่ได้ด้วยใจ เขาอยู่เพราะความอยากช่วยคนไทย ถ้าไปที่อื่นเพิ่มรายได้มากขึ้นถึง 3 – 4 เท่า หลังจากนี้ผมจะดูมีอะไรมาเป็นแรงดึงดูดใจ อาจมากกว่าสวัสดิการ” นายเฉลิมชัย กล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า แผนงานปัจจุบันการปฏิบัติงานของกรมฝนหลวงฯ ใช้งานตามสมรรถนะที่มีอยู่ ทั้งเครื่องบิน ทั้งคน การซ่อมทำตามมาตรฐานร้อยเปอร์เซนต์ ส่วนนักบิน มีตารางปฏิบัติที่มีมาตรฐาน ซึ่งตนได้ทราบแล้วว่าปีนี้เกิดอุบัติเหตุถึง 4 ครั้ง ในส่วนนี้ผู้บริหารกรมฝนหลวงฯ มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบแก้ไข โดยตนได้กำหนดเป้าเป็นนโยบาย สั่งการให้ทำทุกอย่างดูแลเต็มที่ เมื่อเกิดอุบัติเหตุไปเช็คดูทั้งหมดสาเหตุเกิดจากอะไร

“ได้นำเรียนท่านนายกฯ เรื่องอัตรากำลัง ความปลอดภัยผู้ปฏิบัติงาน การชดเชย การซื้อเครื่องบินใหม่ เมื่อกลับมาจากอเมริกา ท่านนายกฯ จะตัดสินใจ” นายเฉลิมชัย กล่าว

นักวิชาการย้ำอย่าตื่นกลัว’พาราควอด’ ชี้ไม่อันตรายหากใช้ถูกวิธี-ถ้าเลิกต้นทุนเกษตรพุ่งแน่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442923

นักวิชาการย้ำอย่าตื่นกลัว'พาราควอด' ชี้ไม่อันตรายหากใช้ถูกวิธี-ถ้าเลิกต้นทุนเกษตรพุ่งแน่

นักวิชาการย้ำอย่าตื่นกลัว’พาราควอด’ ชี้ไม่อันตรายหากใช้ถูกวิธี-ถ้าเลิกต้นทุนเกษตรพุ่งแน่

วันพุธ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2562, 09.30 น.

25 กันยายน 2562 ศ.ดร.รังสิต สุวรรณมรรคา ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า กรณีที่มีข้อมูลว่ามีสารทดแทนพาราควอตได้ โดยเฉพาะผู้ให้ข้อมูลคือผู้ผลิต ผู้ขาย ที่เชื่อตามผู้ไม่มีความรู้ด้านเกษตร โดยประสบการณ์แล้ว หากมีสารที่สามารถทดแทนพาราควอตได้ทุกมิติ เกษตรกรคงเลิกใช้สารพาราควอตไปนานแล้ว จึงอยากให้มีการเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นหากมีการแนะนำให้ใช้สารอื่น หรือวิธีอื่น แล้วส่งผลเสียหายต่อผลผลิต จะเป็นการซ้ำเติมเกษตรกรในยุคที่ราคาผลผลิตตกต่ำ พืชผลเสียหายจากภัยแล้ง และน้ำท่วม

“ปัจจุบันยังไม่มีสารชนิดใดที่มีคุณสมบัติทดแทนพาราควอตได้ นักวิทยาศาสตร์ด้านเกษตรทั่วโลกทราบดีว่า พาราควอตเป็นสารที่ไม่ดูดซึม ใช้ฉีดหญ้าหลังจากหญ้างอกขึ้นมาแล้ว ทำลายเฉพาะส่วนสีเขียวของพืชที่อยู่เหนือดิน ไม่ดูดซึม ออกฤทธิ์อย่างรวดเร็วในการกำจัดหญ้า ระยะปลอดฝนสั้น หมายถึงหากมีฝนตกหลังฉีดพ่นภายในครึ่งชั่วโมงก็ยังมีประสิทธิภาพดี เกษตรกรใช้สารกำจัดวัชพืชแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.ใช้กำจัดวัชพืชก่อนวัชพืชงอก และ 2.ใช้กำจัดวัชพืชเมื่อวัชพืชงอกแล้ว สารกำจัดวัชพืชต่างชนิดกัน ก็มีคุณสมบัติต่างกันไป” ศ.ดร.รังสิต กล่าว

ศ.ดร.รังสิต กล่าวต่อไปว่า พาราควอต มีความปลอดภัยต่อพืชประธาน เนื่องจากไม่ดูดซึม ต่างจากสารชนิดอื่นที่เป็นอันตรายต่อพืชประธาน การสนับสนุนให้ใช้เครื่องกลเพื่อร่วมบริหารจัดการวัชพืชเป็นสิ่งที่ดี แต่ยังมีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่นการใช้เครื่องจักรจะทำลายพืชประธานที่ต้องการปลูกได้ ไม่สามารถใช้ได้ในพื้นที่เปียกชื้น มีค่าใช้จ่ายทั้งค่าน้ำมันและแรงงานคน

ในไร่มันสำปะหลังหากใช้เครื่องจักรจะไปกระทบกับหัวมันสำปะหลังใต้ดิน รวมทั้งการแนะนำให้เกษตรกรปลูกถั่วเป็นพืชคลุมดินระหว่างแถวอ้อย ก็ต้องคิดด้วยว่า เกษตรกรจะต้องจ่ายค่าเมล็ดพันธุ์ถั่ว ค่าปลูก ค่าไถกลบเท่าไหร่ ซึ่งงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตร ได้แนะนำให้เกษตรกรใช้สารกำจัดวัชพืชแต่ละชนิดให้เหมาะสมกับสภาพการปลูก และพืชปลูก

ในการจัดการวัชพืชแบบผสมผสาน เป็นทางเลือก ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ให้สารชนิดใดหรือเครื่องมือใดมาทดแทนสารพาราควอต โดยเกษตรกรจะเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าจะใช้หรือไม่ใช้สารชนิดใด ดูเรื่องประสิทธิภาพ และราคา เป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจของเกษตรกร แม้กระทั่งประเด็นปัญหาความเสี่ยงสุขภาพ สิ่งแวดล้อม ก็มีมาตรการจำกัดการใช้ที่ภาครัฐกำหนด มีการกำหนดพืช พื้นที่ ให้การอบรมเกษตรกรเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เหมาะสมกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน

“การจะแนะนำให้เกษตรกรใช้อะไร จำเป็นต้องมีการศึกษาพิจารณาอย่างรอบคอบ รอบด้าน ยึดหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นหลัก เพื่อป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อภาคเกษตรกรรมและการส่งออกของไทย ขอให้นึกถึงเกษตรกรเป็นลำดับแรก โดยให้ความสำคัญต่อประเด็นสุขภาพ สังคม และสิ่งแวดล้อม ไม่น้อยกว่ากัน เน้นย้ำว่าการใช้สารอย่างถูกต้องตามคำแนะนำบนฉลาก จะทำให้เกิดความปลอดภัย การให้ความรู้แก่เกษตรกรจึงเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาการเกษตรทุกด้าน” ศ.ดร.รังสิต กล่าวย้ำ

มังคุดไทยรีเทิร์นไต้หวันสดใส ลอตแรกขาย30นาทีหมดเกลี้ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442796

x

มังคุดไทยรีเทิร์นไต้หวันสดใส ลอตแรกขาย30นาทีหมดเกลี้ยง

วันพุธ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า หลังประเทศไทยส่งมังคุดสดอบไอน้ำลอตแรกไปจำหน่ายที่ไต้หวันเมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคไต้หวันเกินความคาดหมาย สื่อมวลชนไต้หวันรายงานข่าวผู้บริโภคชาวไต้หวันจำนวนมากรอเข้าคิวซื้อมังคุดนำเข้าจากไทย ทำให้มังคุด 980 กิโลกรัม ซึ่งบรรจุกล่องละ 4 ผล จำหน่ายกล่องละ 200 บาท หมดภายในเวลาเพียงครึ่งชั่วโมง จากการตอบรับที่ดีเกินความคาดหมายดังกล่าวทำให้ปัจจุบันผู้ประกอบการส่งออกของไทยส่งมังคุดอบไอน้ำไปจำหน่ายที่ไต้หวันได้ถึง 100,533 กิโลกรัม รวมมูลค่า 20,106,720 บาท

กระแสตอบรับที่ดีอาจเป็นเพราะมังคุดจากไทย แม้ผ่านกระบวนการอบไอน้ำเพื่อกำจัดแมลงวันผลไม้ตามเงื่อนไขส่งออกของไต้หวัน แต่คุณภาพ รสชาติไม่เปลี่ยน ทำให้ผู้บริโภคไต้หวันตอบรับมังคุดนำเข้าจากประเทศไทยเป็นอย่างมาก และอาจเป็นเพราะการนำเข้ามังคุดผลสดจากไทยเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี หลังไต้หวันประกาศยกเลิกนำเข้ามังคุดจากไทย เพราะเป็นพืชอาศัยของแมลงวันผลไม้ ศัตรูพืชกักกันของไต้หวันเมื่อปี 2546

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า กรมต้องการเปิดตลาดมังคุดที่ไต้หวันอีกครั้ง จึงศึกษาวิจัยหาวิธีจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสมสำหรับกำจัดแมลงวันผลไม้ โดยใช้วิธีอบไอน้ำปรับสภาพความชื้นสัมพัทธ์ที่อุณหภูมิ 46 องศาเซลเซียส นาน 58 นาทีก่อนส่งออก ซึ่งเป็นวิธีการเดียวกับที่ส่งออกมังคุดไปญี่ปุ่น และส่งผลการทดลองให้สำนักงานกักกันและตรวจสอบสุขอนามัยพืชและสัตว์ของไต้หวันพิจารณา ซึ่งไต้หวันส่งเจ้าหน้าที่ด้านกักกันพืชมาร่วมทำการทดลองวิจัยวิธีการอบไอน้ำกับเจ้าหน้าที่ไทย ผลการทดลองพบว่าวิธีดังกล่าวกำจัดระยะไข่ของแมลงวันผลไม้ตายหมด ทำให้ไต้หวันได้ออกประกาศข้อกำหนดนำเข้าผลมังคุดสดจากไทยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2562 ภายใต้เงื่อนไขทุกครั้งที่จะส่งออก ไต้หวันจะส่งเจ้าหน้าที่กักกันพืชฯมาปฏิบัติงานร่วมตรวจสอบกระบวนการอบไอน้ำกับเจ้าหน้าที่ไทย เพื่อควบคุมการส่งออกมังคุดให้เป็นไปตามเงื่อนไข โดยมังคุดผลสดอบไอน้ำลอตแรกของไทยส่งไปที่ไต้หวันเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ รู้สึกดีใจแทนเกษตรกรไทยที่แม้จะผ่านไปถึง 15 ปีที่ไต้หวันไม่ได้นำเข้ามังคุดจากไทย แต่ผู้บริโภคไต้หวันยังจดจำและชื่นชอบรสชาติมังคุดไทย จึงเป็นสิ่งยืนยันว่าอนาคตราชินีผลไม้จากไทยต้องสดใสในตลาดไต้หวันแน่นอน

รายงานพิเศษ : สกก.ศุภนิมิตหนองยายดา แหล่งรวบรวมผลผลิตข้าว-แปรรูปเพื่อส่งออก พร้อมยกระดับมาตรฐานข้าวสู่มาตรฐานสากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442800

x

รายงานพิเศษ : สกก.ศุภนิมิตหนองยายดา แหล่งรวบรวมผลผลิตข้าว-แปรรูปเพื่อส่งออก พร้อมยกระดับมาตรฐานข้าวสู่มาตรฐานสากล

วันพุธ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สหกรณ์การเกษตรศุภนิมิตหนองยายดา จำกัด เป็นสหกรณ์ที่มีศักยภาพและความพร้อมในการรวบรวมผลผลิตข้าวเปลือกที่สำคัญของสมาชิก และเกษตรกรทั่วไป ในพื้นที่ อำเภอทัพทัน อำเภอสว่างอารมณ์ จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปต่างให้ความไว้วางใจในการซื้อ-ขายข้าวเปลือกด้วยดีตลอดมา เนื่องจากสหกรณ์มีตาชั่งที่ได้มาตรฐาน และรับซื้อในราคาที่ยุติธรรม

นายเสงี่ยม เกตกิจ ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรศุภนิมิตหนองยายดา จำกัด เล่าย้อนอดีตให้ฟังว่า ในระยะเริ่มแรกสหกรณ์การเกษตรศุภนิมิตหนองยายดา  จำกัด มีสมาชิกเพียง  50 คนมีทุนเรือนหุ้น จำนวน 1,400 หุ้นมูลค่าหุ้นละ 10 บาท เป็นเงิน14,000 บาท นายสมบูรณ์  ดิษประภัส ซึ่งในขณะนั้นเป็นประธานโครงการของมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เขตอำเภอทัพทัน  เป็นแกนนำในการจัดตั้ง โดยมีมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยให้การสนับสนุนในด้านต่างๆ  เช่น  สนับสนุนจัดจ้างเจ้าหน้าที่บัญชี 1 ตำแหน่งจัดจ้างผู้จัดการสหกรณ์ 1 ตำแหน่ง และสนับสนุนอุปกรณ์ในการดำเนินงาน เช่น คอมพิวเตอร์ในการปฏิบัติงานจำนวน 1 ชุดสหกรณ์เริ่มดำเนินธุรกิจรวบรวมผลผลิตโดยเช่าตาชั่งใหญ่พร้อมลานตากจากองค์การบริหารส่วนตำบลหนองยายดา ดำเนินธุรกิจแปรรูปผลผลิตโดยเช่าโรงสีของกลุ่มทำนาหนองยายดา ดำเนินธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่ายโดยเช่าปั้มน้ำมันจากมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ทำให้สหกรณ์เริ่มมีกำไร ส่งผลให้การดำเนินงานของสหกรณ์เจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ มีการขยายสถานที่ห้องตาชั่งใหญ่สำนักงานชั่วคราว และขยายโกดังเก็บสินค้าที่ได้จากการแปรรูป (ข้าวเปลือก) ต่อจากโรงสีข้าวไว้เพื่อรอจำหน่าย ในปี พ.ศ.2548 สหกรณ์ฯได้สร้างอาคารสำนักงาน ขนาดกว้าง 4×8 เมตร และได้ต่อเติมเพิ่มจากอาคารเดิมจนเป็นสำนักงานที่ใช้ดำเนินงานอยู่ในปัจจุบัน และสหกรณ์ได้ดำเนินธุรกิจสินเชื่อ ในปี พ.ศ. 2550 สหกรณ์ได้จัดซื้อที่ดินแปลงใหญ่ 1 แปลง จำนวน 92 ไร่ เพื่อจัดพื้นที่ให้เป็น “ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง” ในปี พ.ศ. 2552 จัดซื้อที่ดินเพิ่ม จำนวน 12 ไร่ ซึ่งติดกับ ถนนสายทัพทัน – สว่างอารมณ์ เพื่อจัดตั้งสำนักงาน ปั๊มน้ำมัน ลานตากพร้อมเครื่องชั่งใหญ่ และเป็นศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์ของสมาชิก

ต่อมาเมื่อธุรกิจของสหกรณ์มีการเติบโตเพิ่มขึ้น สหกรณ์จึงได้ขอรับงบประมาณสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในการสร้างโรงสี เครื่องยิงสี ลานตาก เครื่องชั่ง พร้อมทั้งไซโลขนาดใหญ่ที่สามารถเก็บข้าวได้กว่า 1 หมื่นตัน เพื่อให้สามารถเก็บรวบรวมผลผลิตข้าวจากสมาชิกในช่วงราคาข้าวตกต่ำ รวมทั้งโรงสีต่างๆ ชะลอการรับซื้อข้าวเปลือก สหกรณ์ก็จะรับซื้อข้าวเปลือกของสมาชิกและเกษตรกรในราคาที่เป็นธรรม นำมาสี-แปรรูปเป็นข้าวสารออกจำหน่ายและยังให้บริการสีข้าวให้เกษตรกร สมาชิกฟรี เพื่อนำไปบริโภคเองในครัวเรือน หรือนำไปขายโดยตรงโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง

ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรศุภนิมิตหนองยายดา จำกัด ดำเนินธุรกิจรวบรวมข้าวเป็นหลักมีสัดส่วนธุรกิจมากกว่าร้อยละ 86 ของธุรกิจทั้งหมด สหกรณ์สามารถรวบรวมข้าวเปลือกจากสมาชิก 1,400 คน ได้กว่า 10,000 ตันต่อปี และสหกรณ์ยังมีแผนพัฒนาเพื่อการส่งออกข้าว เพื่อให้สามารถรองรับการรวมและแปรรูปผลผลิตของเกษตรกรสมาชิก พร้อมทั้งพัฒนาความรู้เพิ่มทักษะด้านการเกษตรให้กับสมาชิก โดยมีเป้าหมายสร้างต้นแบบให้เป็นองค์กรภาคเกษตร ที่สามารถขับเคลื่อนนโยบายของภาครัฐได้ครบทั้งวงจร และเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้ก้าวเป็นผู้ส่งออกได้ ขณะเดียวกันสหกรณ์ยังมีพันธมิตรภาคเอกชนที่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล แลกเปลี่ยนแนวคิด การดำเนินธุรกิจ แนะนำแนวทางการปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพข้าวเพื่อยกระดับมาตรฐานข้าวสู่มาตรฐานสากล ระบบการจัดการข้าวรวมถึงความปลอดภัยกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้ข้าวของสหกรณ์มีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ

จากการพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่งของสหกรณ์การเกษตรศุภนิมิตหนองยายดา จำกัด เชื่อมั่นว่านอกจากจะสามารถสร้างรายได้เพิ่มให้กับสมาชิกสหกรณ์ รวมถึงสามารถขยายตลาดเชื่อมโยงกับผู้ซื้อได้โดยตรงแล้ว ยังเพิ่มขีดความสามารถให้สหกรณ์เป็นผู้ส่งออกข้าวได้เองในอนาคตอีกด้วย

สทนช.รับโล่เบื้องหลังความสำเร็จ ผลักดัน2อปท.คว้ารางวัลระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442799

x

สทนช.รับโล่เบื้องหลังความสำเร็จ ผลักดัน2อปท.คว้ารางวัลระดับโลก

วันพุธ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สทนช. ปิดทองหลังพระร่วมผลักดัน 2 อปท.คว้ารางวัล UNSPA ในเวทีระดับโลกจากยูเอ็น รองนายกฯ มอบโล่เกียรติคุณ ในฐานะหน่วยงานที่ให้ความร่วมมือสนับสนุนการทำงานและวิทยากรที่มีประสบการณ์

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)เปิดเผยว่า สทนช.จัดส่งบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ ไปเป็นวิทยากรจัดทำโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเตรียมความพร้อมให้บุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) รวมทั้งเทคนิคและกลยุทธ์ในการเสนอผลงานสมัครขอรับรางวัล United Nations Public Service Awards (UNSPA) จนเป็นผลให้อปท.ของไทย 2 แห่ง ได้รับรางวัลดังกล่าวในเวทีระดับสากลนับตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา

ทั้งนี้ ในปี 2560 ซึ่งเป็นปีแรกที่ อปท.ของไทยส่งผลงานเข้าร่วม ปรากฏว่า เทศบาลตำบลเขาพระงาม จ.ลพบุรี ได้รับรางวัลที่ 2 (Second Place) รางวัล UNSPA ค.ศ.2017 สาขานวัตกรรมและความเป็นเลิศในการให้บริหารด้านสุขภาพ และล่าสุดในปี 2562 องค์การบริหารส่วนตำบลหนองตาแต้ม อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้รับรางวัลชนะเลิศ รางวัล UNSPA ค.ศ.2019 สาขาพัฒนาประสิทธิภาพและความรับผิดชอบในหน่วยงานภาครัฐ (Developing Effective andResponsible Public Institutions) ผลงานเรื่อง “ชุมชนไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบพึ่งพาตนเององค์การบริหารส่วนตำบลหนองตาแต้ม”(Self-Reliant Solar Energy Community Nongtatam Subdistrict Administrative Organization)

“ผลสำเร็จดังกล่าวสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยในเวทีระดับสากล ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการการกระจายอำนาจให้อปท. จึงมอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้ สทนช.และกรมปศุสัตว์ ในฐานะหน่วยงานที่ให้ความร่วมมือสนับสนุนการทำงานและวิทยากรที่มีประสบการณ์ ผมในฐานะผู้บริหารสูงสุดของ สทนช. เป็นผู้รับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณดังกล่าว พร้อม นายอัตถพงษ์ ฉันทานุมัติ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ และน.ส.วชิราภรณ์ กำเนิดเพ็ชร ผอ.กลุ่มวิเคราะห์สิ่งแวดล้อม ศูนย์นวัตกรรมและเทคโนโลยีทรัพยากรน้ำสทนช. ในฐานะวิทยากรที่สนับสนุน ที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อเร็วๆนี้” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

สำหรับรางวัล United Nations Public Service Awards หรือ UNPSA จัดขึ้นโดยองค์การสหประชาชาติ (UN) เพื่อมอบให้หน่วยงานภาครัฐของประเทศสมาชิกที่ปรับปรุงบริการสาธารณะได้โดดเด่น โดยเปิดให้ประเทศสมาชิกเสนอผลงานขององค์กรหรือหน่วยงานภาครัฐสมัครเข้ารับการคัดเลือกเป็นประจำทุกปี ซึ่งประเทศไทยส่งเสริมและผลักดันให้องค์กรต่างๆ ส่งผลงานสมัครเข้ารับการประเมินเพื่อรับรางวัล UNPSA ตั้งแต่ปี 2550 ถึงปัจจุบัน โดยในส่วนอปท.นั้นส่งผลงานเข้าร่วมตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา เพื่อมุ่งหวังให้หน่วยงานภาครัฐพัฒนาไปสู่องค์กรที่มีประสิทธิภาพระดับนานาประเทศต่อไป ปรากฎว่ามีหน่วยงานที่ได้รับรางวัลมาแล้วรวม 14 ผลงาน จาก 11 หน่วยงาน

สั่งจนท.-เกษตรจว.ลงพื้นที่ ร่วมจิตอาสาช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/442797

x

สั่งจนท.-เกษตรจว.ลงพื้นที่ ร่วมจิตอาสาช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม

วันพุธ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมประชุมชี้แจงโครงการจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยเหลือ ฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย ตามนโยบายของรมว.เกษตรฯที่มอบหมายให้ทุกหน่วยงานบูรณาการความร่วมมือช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรและชาวบ้านที่ประสบภัยน้ำท่วมใน 21 จังหวัด โดยมีพิธีเปิดตัวโครงการจิตอาสาฯ จุดหลักวันที่ 23 กันยายน ที่สำนักงานชลประทานที่ 7 อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ซึ่งรายงานสถานการณ์น้ำโดยกรมชลประทาน จากนั้นได้มอบนโยบายจิตอาสากระทรวงเกษตรฯ โดยนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ จัดเวทีกิจกรรมจิตอาสาจัดพร้อมกันอีก 9 จังหวัด ได้แก่ มหาสารคาม อำนาจเจริญ ร้อยเอ็ด ยโสธร มุกดาหาร ศรีสะเกษ สกลนคร กาฬสินธุ์ และนครพนม ส่วนที่เหลือเป็นการจัดประชุมเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัด เพื่อรับฟังนโยบายแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัย

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรสั่งการให้เกษตรจังหวัดพร้อมเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรจังหวัดและสำนักงานเกษตรอำเภอลงพื้นที่สำรวจข้อมูลความเสียหายด้านพืชในจังหวัดที่ประสบอุทกภัย ให้ระดมเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรกระจายลงพื้นที่อำเภอต่างๆ เยี่ยมให้กำลังใจเกษตรกรและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม สำรวจปัญหา สอบถามความต้องการเพื่อฟื้นฟูอาชีพหลังน้ำลด

เบื้องต้นกรมสนับสนุนเชื้อราไตรโคเดอร์มา 3,045 กิโลกรัม เพื่อฟื้นฟูสภาพสวนไม้ผลหลังน้ำลด และมอบหมายศูนย์ขยายพันธุ์พืชของกรม สนับสนุนพันธุ์พืช 28 ชนิด ประกอบด้วย พืชผัก 10 ชนิด ได้แก่ จิงจูฉ่าย ปูเล่ คะน้าแม็กซิโก พริก มะเขือ มะตูมมาเลย์ ผักหวาน ผักไผ่ ผักเชียงดา เมล็ดพืชผัก ไม้ผล/ไม้ยืนต้น 14 ชนิด ได้แก่ กล้วย มะม่วง ส้มโอ มะละกอ มะดัน ขนุน ไผ่ ลำไย ลิ้นจี่ มะขามเปรี้ยว มะขามป้อม หม่อน แก้วมังกร สมุนไพร 3 ชนิด ได้แก่ ผักชีลาว โหระพา กะเพรา รวมทั้งอ้อยคั้นน้ำ 85,360 ต้น ให้สำนักงานเกษตรจังหวัดต่างๆ ในโครงการจิตอาสากระทรวงเกษตรฯ นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำให้ทุกจังหวัดจัดกิจกรรมจิตอาสาต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรและประชาชน โดยให้บูรณาการกับหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ หน่วยงานอื่นและภาคเอกชน เข้าไปดูแล ทำความสะอาด ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย และฟื้นฟูอาชีพเกษตรกร โดยให้รายงานผลดำเนินกิจกรรมจิตอาสาฯในพื้นที่จนกว่าเหตุการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ