กรมส่งเสริมการเกษตรดัน’Young Smart Farmer’ สร้างผู้นำเกษตรกรยุค 4.0พัฒนาสินค้าสู่ตลาดยุคใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/443455

กรมส่งเสริมการเกษตรดัน'Young Smart Farmer' สร้างผู้นำเกษตรกรยุค 4.0พัฒนาสินค้าสู่ตลาดยุคใหม่

กรมส่งเสริมการเกษตรดัน’Young Smart Farmer’ สร้างผู้นำเกษตรกรยุค 4.0พัฒนาสินค้าสู่ตลาดยุคใหม่

วันศุกร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2562, 10.03 น.

นายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การทำอาชีพเกษตร ในปัจจุบันถือได้ว่ามีการพัฒนาและก้าวหน้าจากเดิมไปมาก แต่ในปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ได้หยุดอยู่แค่การทำเกษตรและมีรายได้จากการเก็บผลผลิตเพื่อส่งขายเท่านั้น โดยเกษตรกรสามารถใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้กับการทำเกษตรเพื่อทุ่นแรง รวมถึงต่อยอดผลิตภัณฑ์ในรูปแบบของการแปรรูป เพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้า

การพัฒนาภาคการเกษตร จึงถือเป็นภารกิจสำคัญของกรมส่งเสริมการเกษตร  กรมฯ จึงได้ริเริ่ม โครงการ Young Smart Farmer (YSF) โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาคนรุ่นใหม่ที่มีใจรักการเกษตรให้รู้จักบริหารจัดการการเกษตรด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถต่อยอดไปสู่การเป็นผู้ประกอบการ พึ่งพาตนเอง และเป็นผู้นำทางการเกษตรในท้องถิ่นได้ รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อต่อยอดเกษตรกรไทยให้ก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการ Startup และเป็นกลุ่มนักธุรกิจมืออาชีพในภาคการเกษตรและอาหารในอนาคต

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้สร้างและพัฒนาเกษตรกร รุ่นใหม่มาตั้งแต่ปี 2557 ปัจจุบัน มีเกษตรกรรุ่นใหม่ผ่านการประเมินคุณสมบัติเป็น Young Smart Farmer จำนวน 10,450 ราย สำหรับในปี 2562 มีเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เข้าสู่กระบวนการพัฒนาและรอการประเมินคุณสมบัติ Young Smart Farmer จำนวน 2,875 ราย

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ขึ้นทั่วประเทศ จำนวน 77 ศูนย์เมื่อปี 2561 เพื่อให้เป็นศูนย์ที่เชื่อมโยงการทำงานของเครือข่าย Young Smart Farmer (YSF) เป็นแหล่งเชื่อมโยงถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตร การตลาด และเป็นศูนย์แลกเปลี่ยนเรียนรู้ พร้อมสร้างทายาทเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ตอบโจทย์การเกษตรยุคดิจิทัลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยมีเกษตรกร YSF ทั่วประเทศ ที่ผ่านการอบรมและกำลังขยายเครือข่ายร่วมกันสร้างแนวร่วมเกษตรกรรุ่นใหม่อยู่ในขณะนี้

ในช่วงเริ่มแรกเกษตรกรจะเป็นศูนย์กลางและออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเองและมีเจ้าหน้าที่จากกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นผู้จัดการเรียนรู้ ปัจจุบันมีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ Young Smart Farmer เป็นจำนวนมาก จนสามารถต่อยอดส่งเสริมและพัฒนาเกษตรรุ่นใหม่ให้เป็นเจ้าของศูนย์บ่มเพาะ เกษตรกรรุ่นใหม่  ที่จะเป็นเจ้าของศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ได้นั้นจะต้องผ่านคุณสมบัติต่างๆ เพื่อเป็นผู้นำด้านเกษตร 4.0 และเป็นจุดเชื่อมโยงเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกษตรกรรุ่นใหม่ Young Smart Farmer หรือ YSF ทั่วประเทศอีกด้วย

นับเป็นอีกหนึ่งการพัฒนาด้านการเกษตร ที่กรมส่งเสริมการเกษตร มุ่งมั่น ตั้งใจ พัฒนาและส่งเสริมเพื่อให้เกษตรกรไทยประสบความสำเร็จในการพัฒนาสินค้าเกษตร สร้างเครือข่ายกับชุมชนสร้างความเข้มแข็งให้คนในชุมชนด้วยกันเอง การส่งเสริมอย่างถูกจุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างกรมส่งเสริมการเกษตร ที่เป็นหัวเรือใหญ่ในฐานะหน่วยงานภาครัฐบาลที่มุ่งพัฒนาโครงการต่างๆ เพื่อสนับสนุนเกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง นับเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่สนับสนุนให้ อาชีพเกษตรกร ก้าวหน้า และเติบโตอย่างยั่งยืน

กยท.ยกเครื่องเป็นmodern organization เพิ่มศักยภาพบุคลากร-เน้นระบบคุณธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/443301

x

กยท.ยกเครื่องเป็นmodern organization เพิ่มศักยภาพบุคลากร-เน้นระบบคุณธรรม

วันศุกร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กยท.เดินหน้าปรับโครงสร้างให้เป็นmodern organization รองรับสถานการณ์ยางและนโยบายของรัฐบาล ใช้ระบบคุณธรรมพิจารณา ลดการอุปถัมภ์ ปลุกขวัญ กำลังใจสร้างความเชื่อมั่นต่อองค์กร ตั้งเป้่าเพิ่มศักยภาพและคุณภาพของบุคลากร พร้อมเสนอผลตอบแทนที่สูงและสวัสดิการที่ดีเหมาะสมกับตำแหน่ง

นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รักษาการผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า ในปี 2563 นอกจาก กยท.ดำเนินงานทุกด้านให้เป็นไปตามเป้าหมาย รวมถึงขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้านต่างๆ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางแล้ว กยท.ยังปรับปรุงเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลสอดคล้องกับสถานการณ์ และภารหน้าที่ที่กยท.ได้รับมอบหมาย โดยจัดคนลงไปตามงามที่ตรงกับความสามารถ เน้นระบบคุณธรรม ลดระบบอุปถัมภ์ แต่คงตัดระบบอุปถัมภ์ไปไม่ได้ เพียงแต่ต้องไปอุปถัมภ์คนทำงานให้มีกำลังใจทำงาน ต้องปลุกขวัญกำลังใจ สร้างความเชื่อมั่นต่อองค์กร

“ต่อไปนี้คนทำงานต้องได้รับผลตอบแทนที่ดี ใช้ระบบคุณธรรมพิจารณาบุคลากรที่จะก้าวเข้าสู่การบริหารระดับต้น ระดับกลางและระดับสูง ซึ่งปัจจุบันคนสอบได้ระดับ 7 เป็นหัวหน้าแผนกก็ไม่มีอะไรพิเศษ ตรงข้ามรายได้ลดลงอีกต่างหากเพราะเป็นหัวหน้าเงินเดือนเท่าเดิมค่าตำแหน่งก็ไม่มี ขณะที่เป็นพนักงานออกพื้นที่ดูแลเกษตรกร ได้ค่าเบี้ยเลี้ยงตอบแทน เมื่อขึ้นเป็นหัวหน้าไม่ได้ออกพื้นที่ ไม่มีค่าเบี้ย ทุกคนจึงถามตัวเองว่าแล้วจะไปสอบเป็นหัวหน้าทำไม ถ้าทุกอย่างลดลง แต่ความผิดชอบมากขึ้น หนักกว่าเดิม เพราะเงินเดือนของกยท.เป็นไปตามอายุงานไม่ได้เป็นไปตามตำแหน่ง”รักษาการผู้ว่าการกยท.กล่าว

ดังนั้น จำเป็นต้องปรับปรุงการให้ผลตอบแทนใหม่ ต้องสร้าง แรงจูงใจ เพื่อที่ได้คนทำงานเก่ง มีฝีมือ เชี่ยวชาญมีความสามารถ เพื่อให้การทำงานของ กยท.มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมปรับปรุงให้ทุกหน่วยงานของ กยท.มีสวัสดิการเท่าเทียมกันเนื่องจากปัจจุบันบุคคลกรที่มาจากทั้ง 3 องค์กรคือ องค์การสวนยาง สถาบันวิจัยยางและสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ยังมีสวัสดิการไม่เท่ากัน

ทั้งนี้ ปัจจุบัน กยท.มีอัตรากำลังมาจากทั้ง 3 หน่วยงานดังกล่าว จะปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ จะลดพนักงานลง โดยที่ไม่ได้ให้ออก เมื่อพนักงานเกษียณอายุราชการแล้วจะไม่รับเพิ่ม แต่เพิ่มศักยภาพทำงาน ตั้งเป้าลดพนักงานลงจากที่มีอยู่ปัจจุบันประมาณร้อยละ 20 อย่างไรก็ตาม สำหรับงานที่สำคัญ และจำเป็น กยท.จะใช้วิธีจ้างเหมาดำเนินการแทน โดย กยท.เป็นผู้ควบคุม ตรวจสอบการทำงาน

รักษาการผู้ว่าการ กยท.กล่าวด้วยว่าอนาคตกยท.ต้องเป็นองค์กรสมัยใหม่ (modern organization) ที่มีประสิทธิภาพในการทำงานสูง พนักงานทุกคนจะทำแผนรายบุคคล แผนแผนก แผนกอง แผนฝ่าย แผนเขต และแผนองค์กร ทุกคนจะมีตัวชี้วัด โดยจะเริ่มนำมาใช้่ในปี 2563 เป็นต้นไป เพื่อกระตุ้นการทำงาน คนที่ทำงานดีจะได้รับผลตอบแทนที่ดีเอาตัวเลขเป็นตัวชี้วัด

“ที่ใดมีการแข่งขัน ที่นั้นจะมีการพัฒนา ดังนั้น แม้ในอนาคตจำนวนบุคลากรของ กยท.จะลดลงเหลือ 2,400 คน แต่เกิดการแข่งขันพัฒนาตนเอง จะให้กยท.ได้เป็นบุคคลกรที่มีคุณภาพ มีศักยภาพทำงานและความรับผิดชอบที่สูงขึ้น สามารถดำเนินงานตามพ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย ตลอดจนทำงานสนองนโยบายของรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะได้รับผลตอบแทนที่เป็นธรรมทุกตำแหน่งและสวัสดิการที่เท่าเทียมกัน” นายสุนันท์กล่าวตอนท้าย

เลาะรั้วเกษตร :ว่ากันคนละเรื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/443298

281225166

เลาะรั้วเกษตร :ว่ากันคนละเรื่อง

วันศุกร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แสดงความยินดีกับว่าที่อธิบดีกรมหม่อนไหม และเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรไปแล้ว แต่ลืมแสดงความยินดีกับคนเกษตรอีกท่านหนึ่ง ที่หลายคนคงลืมไปแล้ว นั่นคือ อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ธีรภัทร ประยูรสิทธิ์ ที่ถูกย้ายให้ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการพิเศษ สำนักนายกรัฐมนตรี สมัยรัฐบาล คสช. แต่จากมติ ครม. เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา มีชื่อธีรภัทร ประยูรสิทธิ มาดำรงตำแหน่ง ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี แทนพัชราภรณ์ อินทรียงค์ ที่จะเกษียณอายุราชการ ในอีกไม่กี่วันนี้

กลับมาแวดวงเกษตรที่มีความเคลื่อนไหวในหลายเรื่อง ที่ยังมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง คือสารเคมี 3 ชนิด คือ ไกลโฟเซต พาราควอท และคลอร์ไพรีฟอส ที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ กำลังผลักดันให้มีการยกเลิกให้ได้ภายในปีนี้ ซึ่งจากการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อวันที่ 18 กันยายน ประธานการประชุม อภิจิณ โชติกเสถียร รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมได้ชี้แจงว่า นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีบัญชาเกี่ยวกับเรื่องสารเคมี 3 ชนิดนี้ว่า ให้กระทรวงเกษตรฯ ไปสร้างความเข้าใจกับผู้เกี่ยวข้อง 4 ฝ่าย คือ หน่วยงานของรัฐผู้นำเข้า เกษตรกร และผู้บริโภค ให้ทราบถึงปัญหา วิธีการ และผลกระทบของสารเคมีดังกล่าว รวมทั้งหาสาร หรือวิธีการอื่นทดแทนการใช้สารเคมี 3 ชนิดนี้ ภายใน 60 วัน

ที่เป็นห่วงคือ กระทรวงเกษตรฯ จะให้ใครไปทำความเข้าใจ ทำความเข้าใจโดยวิธีใด เพราะรัฐมนตรีเองยังไม่เข้าใจสารเคมี 3 ชนิดนี้อย่างดีพอ ฟังแต่ข้อมูลด้านเดียว และยืนยันอย่างแข็งกร้าวว่าต้องยกเลิกเท่านั้น แต่ไม่ได้วิเคราะห์ถึงผลที่ตามมาในด้านต่างๆ อย่างรอบคอบ เช่นที่ผู้บริหารควรจะเป็น….

หรือแม้แต่กระทรวงสาธารณสุขเอง รัฐมนตรีว่าการ อนุทิน ชาญวีรกูล ก็ออกมาตอกย้ำที่ดูเหมือนจะดีว่า ถ้าเป็นคนที่มีสติสัมปชัญญะดีสารพิษอันตรายขนาดนี้ถ้าไม่ยกเลิกก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร…ก็อาจจะมีคนย้อนถามท่านกลับไปเหมือนกันว่า ถ้าเป็นคนที่มีสตติสัมปชัญญะดี ควรจะมีการศึกษาข้อมูลให้รอบด้านก่อนที่จะเชื่อข้อมูลของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว จนมีคนตั้งข้อสังเกตว่าต้องมีอะไรอยู่ในกอไผ่แน่ๆ มิเช่นนั้นคงไม่มีการส่งต่อไม้กันอย่างเหนียวแน่นเช่นนี้….

พักเรื่องสารเคมี มาว่าเรื่องการช่วยเหลือเกษตรกรกันบ้าง ความเคลื่อนไหวเรื่องนี้แม้จะไม่ใช่ภารกิจของกระทรวงเกษตรฯ โดยตรง แต่กระทรวงเกษตรฯ มีส่วนในการให้ข้อมูล หรือชี้เป้าให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ในการจ่ายเงินอุดหนุนให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ตามโครงการสนับสนุนต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2562/63 โดยเป็นค่าใช้จ่ายในการปลูกข้าว ไร่ละ 500 บาท รายละไม่เกิน 20 ไร่ ทั้งนี้ต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าวนาปีกับกรมส่งเสริมการเกษตรจำนวน 4.5 ล้านราย วงเงินรวม 2.4 หมื่นล้านบาท

ส่วนเกษตรกรที่ประสบภัยแล้ง และอุทกภัย กระทรวงการคลังมีมาตรการช่วยเหลือ โดยให้ ธ.ก.ส. ปล่อยสินเชื่อให้เกษตรกรเป็นสินเชื่อฉุกเฉินรายละ 50,000 บาท ปลอดดอกเบี้ยในปีแรก และสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูสภาพพื้นที่ และชีวิตความเป็นอยู่รายละ 500,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี

มาถึงการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยของกระทรวงเกษตรฯ ที่ดำเนินการไปเมื่อวันที่ 23 กันยายน ที่ผ่านมา คือ โครงการจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ช่วยเหลือฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เฉลิมชีย ศรีอ่อน ได้เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ ที่สำนักงานชลประทานที่ 7 อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี

โครงการนี้ให้หน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ ในพื้นที่ได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือเกษตรกรตามภารกิจหน้าที่ของหน่วยงานนั้นๆ พร้อมๆ กันในพื้นที่จังหวัดที่ประสบอุทกภัย 21 จังหวัด

ฝ่ายรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ประภัตร โพธสุธน หลังจากลงพื้นที่ประสบอุทกภัยจังหวัดร้อยเอ็ด ได้รับรายงานพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิได้รับความเสียหายกว่า 8 แสนไร่ ก็เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี ช่วยเหลือเกษตรกรโดยการส่งเสริมอาชีพหลังน้ำลด โดยการให้เกษตรกรปลูกถั่วเขียว ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และ เลี้ยงโคขุน โดยเฉพาะการเลี้ยงโคขุนนี้จะชงโครงการสนับสนุนเงินกู้ให้เกษตรกรรายละ 120,000 บาท สำหรับซื้อลูกวัว 5 ตัว

บังเอิญเห็นองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ลงโฆษณาประชาสัมพันธ์ในหนังสือพิมพ์เต็มหน้าสี่สี พื้นที่ส่วนหนึ่งเชิญชวนช่วยเหลือเกษตรกร 3 จังหวัดชายแดนใต้ด้วยการซื้อลองกองที่จะนำมาจำหน่ายที่ อ.ต.ก. ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 12 ตุลาคม นี้ แต่พื้นที่อีกส่วนหนึ่ง เป็นรูปรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า พร้อมกับข้อความซึ่งเป็นนโยบายที่มอบให้อ.ต.ก. ดำเนินงาน คือ การแก้ปัญหาผลไม้ล้นตลาด แต่ไม่ได้มีเนื้อหาสาระที่เป็นข้อมูลอะไรที่เป็นรูปธรรม

เป็นภาพและข้อความโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่ดูจะเร่งรีบทำให้ทันปีงบประมาณนี้หรือเปล่าไม่กล้ายืนยัน

ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ คงเห็นได้ว่า ภารกิจของรัฐมนตรีทั้ง 4 ท่านของกระทรวงเกษตรฯ ต่างคนต่างว่ากันไป อะไร คือ นโยบายหลักที่เป็นเอกภาพของกระทรวงเกษตรฯ ยังมองไม่เห็น…

แว่นขยาย

กษ.เร่งทำแผนรับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/443297

x

กษ.เร่งทำแผนรับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

วันศุกร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ถือเป็นวาระที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ ในส่วนภาคเกษตร แม้ยังไม่มีเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก แต่กลับเป็นภาคที่เสี่ยงสูงต่อภาวะโลกร้อน เห็นได้ชัดเจนจากภัยแล้งที่เกิดขึ้นช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2562 กระทบพื้นที่เกษตร ต่อมา 2 สัปดาห์ เกิดพายุโซนร้อนฝนตกหนักจนเกิดน้ำท่วมฉับพลันในภาคอีสานตอนล่างมีพื้นที่การเกษตรเสียหายกว่า 3.36 ล้านไร่ โดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ประเมินไว้ว่าในปี 2573 หรืออีก 11 ปี จากนี้ ปัญหาเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะส่งผลรุนแรงต่อภาคเกษตรในทุกพื้นที่ทั่วโลกหากไม่มีการรับมือจริงจัง

สศก. ในฐานะหน่วยงานประสานหลักด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในภาคเกษตร ร่วมกับทุกหน่วยงานขับเคลื่อนแผนดำเนินงานด้านเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร พ.ศ. 2560 – 2564 มาต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ “ภาคเกษตรไทยมีภูมิคุ้มกันและมีส่วนร่วมบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตามแนวทางพัฒนาที่ยั่งยืน” และร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อศึกษาแนวทางลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตร  นอกจากนี้ สศก.ยังศึกษาวิจัยประเด็นเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคเกษตร เช่น วิเคราะห์ต้นทุนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกับการจัดการนาข้าว การปรับตัวทางเศรษฐกิจของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการศึกษาต้นทุนส่วนเพิ่มการลดก๊าซเรือนกระจกจากนาข้าว ขณะนี้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาระบบการติดตามและประเมินผล (M & E) โดยเฉพาะด้านการปรับตัว และการศึกษาศักยภาพเชิงเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนเกษตรกรในการปรับระบบการผลิตเพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ทั้งนี้ การดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต้องร่วมทำทั้งระบบ โดยภาครัฐกำหนดนโยบาย/มาตรการที่ผู้ปฏิบัตินำไปปฏิบัติได้จริง ภาคเอกชนต้องสนับสนุนปัจจัยการผลิตและเทคโนโลยี ภาคการเงินสนับสนุนเงินทุน และเกษตรกรต้องยอมรับการปรับเปลี่ยนและการใช้เทคโนโลยีใหม่เพิ่มประสิทธิภาพและเกิดความยั่งยืนต่อไป

‘อุบลโมเดล’คว้ารางวัลเลิศรัฐปี’62 ต้นแบบภาคประชาชนมีส่วนร่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/443299

x

‘อุบลโมเดล’คว้ารางวัลเลิศรัฐปี’62 ต้นแบบภาคประชาชนมีส่วนร่วม

วันศุกร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ปลื้ม อุบลโมเดลเข้าตาคว้ารางวัลเลิศรัฐ ประเภทรางวัลสัมฤทธิผลประชาชนมีส่วนร่วม ชี้โมเดลโดดเด่นด้านความร่วมมือได้รับประโยชน์ร่วมกันทุกภาคส่วน สร้างเกษตรกรต้นแบบผลิตมันสำปะหลังคุณภาพ 4 อำเภอจังหวัดอุบลราชธานี พร้อมขยายผลต่อยอดพุ่งอีก 15 อำเภอ ชูเป็นโมเดลความร่วมมือภายใต้แนวคิดลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ยันเป็นโมเดลต้นแบบใช้ได้ผลกับทุกพืช

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า มันสำปะหลังเป็นพืชพลังงานที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจและเป็นพืชทดแทนพลังงานที่โดดเด่นโดยนำหัวสดไปผลิตเอทานอล ทำให้ความต้องการใช้วัตถุดิบหัวสดเพิ่มขึ้นอีก 6 ล้านตันต่อปีในการผลิตเอทานอล แต่ด้วยข้อจำกัดของพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังในประเทศ ประกอบกับเป็นพืชที่เกิดการระบาดของโรคง่าย รวมทั้งมีเกษตรกรบางส่วนยังเข้าไม่ถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิต ทำให้เกิดแนวคิดการทำงานร่วมกันระหว่างกรมวิชาการเกษตร โดย สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 4 จังหวัดอุบลราชธานี ภาคเอกชนโดยกลุ่มบริษัทอุบลไบโอเอทานอล และกลุ่มเกษตรกร ในโครงการชื่อว่า “การเสริมสร้างความรู้พัฒนาชาวไร่แบบมีส่วน
ร่วมเพื่อการผลิตมันสำปะหลังยั่งยืน(อุบลโมเดล)

ทั้งนี้ กรมฯนำองค์ความรู้เทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลัง 5 แนวทาง ได้แก่ ปรับปรุงดินให้เหมาะสมกับการผลิตมันสำปะหลัง  จัดการปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน  จัดการพันธุ์ให้เหมาะสมกับพื้นที่  จัดการน้ำและศัตรูพืช  นำไปถ่ายทอดสู่กลุ่มเกษตรกรในพื้นที่เป้าหมาย 4 อำเภอในจ.อุบลราชธานี ได้แก่ อ.นาเยีย อ.สว่างวีระวงศ์ อ.พิบูลมังสาหาร และ อ.วารินชำราบ ขณะที่กลุ่มบริษัทอุบลไบโอเอทานอลสนับสนุนปัจจัยการผลิต สถานที่ฝึกอบรม และร่วมจัดกิจกรรมถ่ายทอดความรู้ฝึกอบรม กิจกรรมเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อสร้างเกษตรกรต้นแบบ ปัจจุบันผลดำเนินงานใน 4 อำเภอเป้าหมาย รอบโรงงาน สามารถพัฒนาเกษตรกรให้เป็นต้นแบบผลิตมันสำปะหลัง และขยายผลสู่เกษตรกรเพิ่มขึ้นในพื้นที่อีก 15 อำเภอ ของจ.อุบลราชธานี รวมเกษตรกรอีก 3,870 ราย ที่จะได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังแบบมีส่วนร่วม ส่งผลให้ผลผลิตมันสำปะหลังมีคุณภาพ เพียงพอความต้องการของตลาด และภาคอุตสาหกรรม มีเกษตรกรต้นแบบเผยแพร่ความรู้และช่วยเหลือในกลุ่มเกษตรกร ที่สำคัญคือเกษตรกรมีรายได้ยั่งยืน พึ่งตนเองได้ภายใต้แนวคิด “ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต”

“อุบลโมเดลเป็นโครงการต้นแบบที่นำแนวคิดไปใช้ได้กับทุกพืช ผลดำเนินการนี้ทำให้กรมฯได้รับรางวัลเลิศรัฐประจำปี 2562 จากสำนักงาน ก.พ.ร.สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประเภทรางวัลสัมฤทธิ-ผลประชาชนมีส่วนร่วม ระดับดี ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งรางวัลความภาคภูมิใจของกรมวิชาการเกษตรที่จะมุ่งมั่นต่อยอดให้เกิดโครงการแบบมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

ไทย-เดนมาร์คส่งผลิตภัณฑ์ใหม่ นมโยเกิร์ตเสาวรสเจาะกลุ่มรักสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/443302

ไทย-เดนมาร์คส่งผลิตภัณฑ์ใหม่ นมโยเกิร์ตเสาวรสเจาะกลุ่มรักสุขภาพ

ไทย-เดนมาร์คส่งผลิตภัณฑ์ใหม่ นมโยเกิร์ตเสาวรสเจาะกลุ่มรักสุขภาพ

วันศุกร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย(อ.ส.ค.) กล่าวว่า ด้วยตลาดอุตสาหกรรมนมในปัจจุบันแข่งขันกันสูงมาก อ.ส.ค.จึงพัฒนาและเพิ่มไลน์สินค้าขยายพอร์ทกลุ่มผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค ออกผลิตภัณฑ์ใหม่นมโยเกิร์ต รสเสาวรส นมพร้อมดื่มพาสเจอร์ไรส์ ปราศจากไขมันเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดกลุ่มผู้บริโภคเดิมและกลุ่มผู้บริโภคใหม่ในไทย กลุ่มเป้าหมาย คือ Gen Y และ Gen X กลุ่มอายุ 25 – 40กลุ่มวัยรุ่นตอนปลาย จนถึงวัยเริ่มทำงาน ที่ใส่ใจสุขภาพ รักษารูปร่าง ซึ่งมีแนวโน้นกลุ่มผู้บริโภคเติบโตสูงขึ้นต่อเนื่องในปีที่ผ่านมาพบว่าตลาดผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่มมีมูลค่ามากกว่า 60,000 ล้านบาท มีอัตราเติบโต 1%โดยอัตราดื่มนมของคนไทยเฉลี่ยอยู่ที่18 ลิตร/ปี/คน ถือได้ว่ายังมีศักยภาพเติบโตได้อีกมาก ดังนั้น การทำการตลาดนมพร้อมดื่มจึงเป็นการเพิ่มโอกาสบริโภคนมของคนไทยมากขึ้น และยังสามารถขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ของแบรนด์นมไทย-เดนมาร์ค ให้หลากหลาย เพื่อสนองความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคที่หลากหลายในปัจจุบันได้เช่นกัน

ทั้งนี้ อ.ส.ค.มีนโยบายพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีคุณภาพและเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ เน้นผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพควบคุมอาหารและน้ำหนัก การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ให้คุณค่าด้านพลังงานควบคู่ไปกับมุ่งหวังให้ผู้บริโภคได้บริโภคสินค้าดี มีประโยชน์ ดังนั้น การพัฒนาผลิตภัณฑ์รสใหม่ กลิ่นใหม่ “นมโยเกิร์ตพร้อมดื่มพาสเจอร์ไรส์ ปราศจากไขมัน รสเสาวรส ตราไทย-เดนมาร์ค” พลังงานต่ำและน้ำตาลน้อย ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง ตอบโจทย์ กลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ และเป็นทางเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ ไทย-เดนมาร์ค ในฐานะเจ้าของผลิตภัณฑ์ ต้องปรับตัววางแผนกลยุทธ์สร้างคุณค่าด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่สนองความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลายได้ในปัจจุบัน และมุ่งพัฒนาสินค้าดีมีประโยชน์มีคุณภาพ ได้คุณค่าทางโภชนาการสูงสุดแก่ผู้บริโภค

‘ธรรมนัส’ดีเดย์ต.ค.ยึดคืน‘สปก.’ถูกนายทุนฮุบ ประเดิม‘รีสอร์ทวังน้ำเขียว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/443376

‘ธรรมนัส’ดีเดย์ต.ค.ยึดคืน‘สปก.’ถูกนายทุนฮุบ ประเดิม‘รีสอร์ทวังน้ำเขียว’

‘ธรรมนัส’ดีเดย์ต.ค.ยึดคืน‘สปก.’ถูกนายทุนฮุบ ประเดิม‘รีสอร์ทวังน้ำเขียว’

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2562, 17.56 น.

“ธรรมนัส” ชี้คำสั่ง“บิ๊กตู่”ลุยยึดคืนรีสอร์ทวังน้ำเขียว-กลุ่มทุนทุกรายที่ฮุบ ส.ป.ก. เน้นรายใหญ่ทำสวนยาง สวนปาล์ม สวนส้ม ผุดไอเดียแจก ส.ป.ก.แจกอาชีพ ตั้ง“บริษัทตำบลจำกัด”

26 กันยายน 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวระหว่างเป็นประธานประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(คปก.) ว่า ได้มอบนโยบายให้การบริหารจัดการพื้นที่ ส.ป.ก.ทั่วประเทศไปในแนวทางเดียวกัน เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ ส.ป.ก. และจัดหาที่ดินทำกินให้กับเกษตรกร ผู้ยากไร้ โดยปัจจุบันมีพื้นที่ ส.ป.ก.กว่า 4 ล้านไร่ ยังไม่ได้จัดสรรสิทธิทำกิน รวมทั้งมีปัญหาทับซ้อนกับพื้นที่ป่าไม้ เกิดปัญหานายทุนบุกรุกที่จำนวนมาก อีกทั้งพื้นที่จัดสรรสิทธิแล้ว มีการเปลี่ยนมือ

ทั้งนี้ ตนได้สั่งการให้นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. เร่งสำรวจปัญหาพื้นที่ ส.ป.ก.ทั่วประเทศเกือบ 40 ล้านไร่โดยเร็วมารื้อดูปัญหาทั้งหมด เพื่อแก้ปัญหาเรื้อรังให้ได้ในยุคนี้ โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ยึดคืนที่ดินจากกลุ่มทุน นายทุน สร้างรีสอร์ทจำนวนมาก เพราะใช้ที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส.ป.ก. โดยเฉพาะพื้นที่ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา จะดำเนินการแก้ไขนำร่องเป็นโมเดลแรกของพื้นที่ ส.ป.ก.ที่ใช้ผิดวัตถุประสงค์ นำมาจัดสรรให้รายใหญ่มีคุณสมบัติ จะเริ่มดีเดย์เดือนตุลาคมนี้ และยึดคืนพื้นที่แปลงใหญ่มีหลายจังหวัด นายทุนบุกรุกทำสวนยาง สวนปาล์ม ตนให้เร่งไปยึดคืนได้กลับมาแล้ว เช่น จ.เชียงราย ชุมพร สุราษฎร์ธานี กระบี่ กว่า 6 หมื่นไร่ และอีกหลายแห่งกำลังดำเนินการ สำหรับสวนส้ม จ.เชียงใหม่ กว่า 6,000 ไร่ ตนสั่งการไปแล้วให้จัดสรรสิทธิรายใหม่ เอานอมินีนายทุนออกไป

สำหรับพื้นที่ ส.ป.ก.ทับซ้อนกับพื้นที่ป่าไม้ มีหลายแสนไร่ ได้ตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหา มีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ฝ่ายความมั่นคง กอ.รมน.จะประชุมวันที่ 3 ตุลาคม 2562 เพื่อดำเนินการทำแผนที่ส่วนราชการหรือวันแม็พ ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เพื่อเข้าคณะรัฐมนตรี(ครม.) รับทราบ มีผลบังคับใช้ จะแก้ปัญหาพื้นที่คาบเกี่ยวระหว่างหน่วยงานได้หมด ซึ่งจะนำแผนที่วันแม็พที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา อดีตรมว.ยุติธรรม และองคมนตรี ได้จัดทำไว้ครบสมบูรณ์นำใช้ได้จะเดินหน้าทุกหน่วยงานได้ทันทีหลังผ่านครม.

รมช.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ได้ให้ศึกษาข้อกฎหมาย ส.ป.ก.ที่ดูช่องทางให้เช่าได้ เพราะปัจจุบันนี้สภาพบริบทพื้นที่ ส.ป.ก.เปลี่ยนไปมาก ทั้งกฎหมายไม่สอดรับกัน เช่น หน้ามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ. เชียงราย , ม.พะเยา จ.พะเยา ที่เทศบาลแม่กา ตอนนี้ที่ดินเปลี่ยนไปหมด มีทั้งหอพัก โรงแรม ไม่ใช่เพื่อการเกษตร ต้องประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย เป็นปัญหาที่ร่วมกันคิด บางพื้นที่กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ไม่เหมาะแก่การเกษตร กลุ่มทุน นายทุนทำรีสอร์ท แต่ทำผิดวัตถุประสงค์ นายกฯให้นโยบาย มาต้องยึดคืนอย่างเดียว

ทั้งนี้ ในเดือนตุลาคม จะแจกที่ ส.ป.ก.ให้กับคนจน เกษตรกรกว่า 3 หมื่นราย เกือบ 2 หมื่นไร่ ซึ่งเป็นที่ดินส.ป.ก.ยึดคืนจากรายใหญ่ตามมาตรา44

“ปัญหาเรื้อรังมานาน การเดินไปจุดมุ่งหมายสำคัญ คือ วันแม็พ แก้ปัญหาที่ดินทับซ้อน ต้องผลักดันให้เข้า ครม.ขณะนี้ต้องช่วยกันทุกฝ่าย ทำวันแม็พให้ได้ เรื่องเก่ามีอยู่แล้ว ไม่ยาก และเมื่อตอนบ้านเมืองมีปัญหา ให้ชาวบ้านอยู่ในพื้นที่ป่าตามคำสั่ง 66/23 หาที่ให้อยู่พอบ้านเมืองสงบ จะไปไล่ชาวบ้านออก ซึ่งตรงนี้เขาเดือดร้อนมากไม่รู้ว่าคนมาก่อนป่า ดังนั้นทุกหน่วยงานต้องทำงานทิศทางเดียวกัน นอกจากนี้ให้ฝ่ายกฎหมายดูปรับอัตราค่าภาคหลวง ที่ให้เอกเช่าพื้นที่จำนวนมากหลายจังหวัด ทำเหมืองแร่ เหมืองทองคำ ขุดเจาะน้ำมัน ทำกังหันลม จะปรับเป็นอัตราก้าวหน้าทั้งหมด เพื่อนำมาเข้ากองทุน ส.ป.ก.จะได้ใช้พัฒนาสาธารณูปโภคพื้นที่จัดสรรเกษตรกร เพราะทุกวันนี้ยังใช้อัตราเดิม ราคาเก่าเป็นสิบปี ไม่เคยปรับ เช่น ตั้งกังหันลม 1 ต้น สร้างกำไรต่อต้นหลายเท่าตัว แต่เช่าพื้นที่ส.ป.ก.ถูกมาก” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตนให้แนวคิดใหม่ในการจัดสรรที่ดินทำกินกับที่ดินสำหรับที่อยู่อาศัย โดยจัด 5ไร่ต่อราย ตนได้เจรจากลุ่มทุนแล้วพร้อมมารองรับผลิตผลทางเกษตร พืชไร่ ข้าว ปศุสัตว์ รับซื้อทั้งหมด จะทำ จ.พะเยา โมเดลก่อนให้ได้ผลสำเร็จ จะขยายไป จ.ลำปาง แพร่ น่าน ในการจัดสรรที่ดิน ส.ป.ก. จากนี้ให้กับเกษตรกร ตนจะให้อาชีพไปด้วยในที่ 5ไร่ ให้เขาทำอะไร ซึ่งนโยบายตน คือ ตั้งบริษัทตำบลจำกัด หมู่บ้านเป็นผู้ถือหุ้น และแต่ละหลังคาเรือน ถือหุ้นย่อยด้วย เพื่อสร้างแรงจูงใจในการทำเกษตรอย่างยั่งยืน

‘กรมประมง’เข้ม!! จัดชุดเฉพาะกิจลงพื้นที่สตูล ปราบปรามนำเข้าสัตว์น้ำผิดกฎหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/443165

'กรมประมง'เข้ม!! จัดชุดเฉพาะกิจลงพื้นที่สตูล ปราบปรามนำเข้าสัตว์น้ำผิดกฎหมาย

‘กรมประมง’เข้ม!! จัดชุดเฉพาะกิจลงพื้นที่สตูล ปราบปรามนำเข้าสัตว์น้ำผิดกฎหมาย

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2562, 09.42 น.

“กรมประมง”เข้มงวด!! จัดชุดเฉพาะกิจลงพื้นที่สตูล ปราบปรามการนำเข้าสัตว์น้ำผิดกฎหมาย

สืบเนื่องจากข้อร้องเรียนของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลากะพง เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2562 กรมประมงจึงได้จัดประชุมหารือกับหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตในครั้งนี้ ซึ่งอธิบดีกรมประมงได้กำหนดแนวทางในการบริหารจัดการผลผลิตปลากะพงเพื่อให้เกิดเสถียรภาพด้านราคาไว้ ซึ่งเป็นมติของที่ประชุม ดังนี้ 1.ด้านการส่งออก ขยายการส่งออกไปต่างประเทศ โดย อาจมีการทำเกษตรพันธะสัญญา (Contract farming) ระหว่างเกษตรกรกับผู้ประกอบการโรงงานแปรรูป 2.ด้านการนำเข้า หารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ถึงความเป็นไปได้ในการใช้มาตรการ Antidumping

3.ด้านสุขอนามัย สุ่มตรวจสารตกค้าง (Chloramphenicol , malachite green , Nitrofuran และ Mebendazole) ในปลากะพงขาวที่นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน สุ่มตรวจโรค SDDV , RSIV , VNN ในปลากะพงขาวที่นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยให้ตรวจในทุก shipment 4.มาตรการควบคุมการลักลอบการนำเข้า ควบคุมการลักลอบการนำเข้าบริเวณท่าเรือชายแดน โดยให้ด่านตรวจสัตว์น้ำเข้มงวดการตรวจเรือประมง เรือขนถ่ายสัตว์น้ำ ท่าเทียบเรือ แพปลาที่มีการลักลอบนำเข้าสัตว์น้ำผิดกฎหมาย และ 5.ส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ จัดหาช่องทางการจัดจำหน่ายปลากะพงขาว โดยการทำ MOU กับ modern trade เช่น Big C, Makro, TOP Supermarket เป็นต้น

เพื่อการปฏิบัติเป็นไปตามมติที่ประชุมการบริหารจัดการผลผลิตปลากะพง เพื่อให้เกิดเสถียรภาพด้านราคาข้อที่ 4 ด้านมาตรการควบคุมการลักลอบการนำเข้านั้น อธิบดีกรมประมง จึงมอบหมายให้ ดร.ธนพร ศรียากูล ที่ปรึกษาด้านการแก้ไขปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม นำชุดเฉพาะกิจลงพื้นที่จังหวัดสตูล เพื่อตรวจสอบและติดตามการนำเข้าปลากะพงที่อาจนำเข้าในลักษณะที่ผิดกฎหมายในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย

โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ดร.ธนพร ศรียากูล ที่ปรึกษาด้านการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมายฯ นำทีมเฉพาะกิจลงพื้นที่ ณ ท่าเทียบเรือประมงในจังหวัดสตูล ตรวจพบการขนถ่ายสัตว์น้ำจำนวน 5 ตัน ในลักษณะผิดกฎหมาย โดยพบเรือบรรทุกสินค้า ซึ่งมิได้จดทะเบียนเป็นเรือขนถ่ายสัตว์น้ำ ตามที่พระราชกำหนดกรมประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2560 ได้กำหนดไว้ตามมาตรา 85/1 ต้องได้รับโทษตามมาตรา 155 คือต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ทำการขนถ่าย แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่กรมประมงได้เข้าแจ้งความแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ดร.ธนพร ศรียากูล ที่ปรึกษาด้านการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมายฯ กล่าวว่า กรมประมงมีความแน่วแน่และจริงจังในการแก้ไขปัญหาสินค้าสัตว์น้ำราคาตกต่ำรวมถึงการป้องกันและปราบปรามการนำเข้าสัตว์น้ำที่ผิดกฎหมาย ซึ่งจะเป็นการทำลายระบบเศรษฐกิจโดยรวมในภาคการประมงของประเทศไทย โดยเฉพาะในเรื่องการขนส่งสัตว์น้ำ ทั้งที่นำเข้าจากต่างประเทศและภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งโดยทางเรือ ทางบก หรือโดยวิธีอื่นใดก็ตาม และจะดำเนินการลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการด้านการขนส่งสัตว์น้ำทั้งการนำเข้า ส่งออกสินค้าในภาคประมง รวมถึงเรือประมงทั่วประเทศ โปรดปฏิบัติตามกฎหมายที่กำหนดไว้และขอความร่วมมือพี่น้องเกษตรกร ชาวประมง และประชาชนทั่วไป หากพบเห็นหรือทราบเบาะแสการกระทำผิดในลักษณะดังกล่าว ขอให้แจ้งตนโดยตรงได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 081-4469064 หรือสามารถแจ้งได้ที่กรมประมง โทรศัพท์ 02-5620600 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

กยท.ลุยทุกมิติสร้างเสถียรภาพยางพารา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/443044

กยท.ลุยทุกมิติสร้างเสถียรภาพยางพารา

กยท.ลุยทุกมิติสร้างเสถียรภาพยางพารา

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กยท.แจงแผนจัดการยางพาราทั้งระบบ ลุยงานทุกมิติต่อเนื่องหวังสร้างเสถียรภาพให้ยางพารายั่งยืน กระตุ้นเกษตรกรทำสวนยางแบบผสมผสาน ลดความเสี่ยง เพิ่มรายได้ พร้อมใช้มาตรการลดหย่อนภาษี เพิ่มวงเงินสินเชื่อ กระตุ้นใช้ยางเพิ่มขึ้น

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ด้านธุรกิจและปฏิบัติการ เปิดเผยว่า ปี 2563 กยท.ยังดำเนินมาตรการบริหารจัดการตลาดยางพารา เพื่อสร้างเสถียรภาพให้ยางพาราอย่างต่อเนื่องทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นดำเนินโครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ ที่ผ่านมาได้นำน้ำยางพาราสดไปใช้ทำทุ่นดักผักตบชวา ทำหุ่นช่วยชีวิตจำลอง ทำถนนยางพาราซอยล์ซีเมนต์ ซึ่งขณะนี้กำหนดแบบและราคากลางที่แน่นอนแล้ว รวมทั้งยังร่วมกับกรมสรรพากร กำหนดแนวทางลดภาษีให้ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์แปรรูปยางสามารถนำค่าใช้จ่ายในการซื้อยางมาลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าของค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง จากการซื้อยางพารามาเป็นปัจจัยในการผลิต เป็นการกระตุ้นให้เกิดการใช้ยางมากขึ้น นำไปสู่การดูดซับยางออกจากระบบ เกิดการขยายกำลังการผลิต แปรรูปยาง ผลักดันราคายางให้สูงขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ ไม่ให้ผันผวน ภายใต้ความร่วมมือระหว่างเกษตรกรหรือสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้ประกอบกิจการยางและรัฐบาล ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายสต๊อกยางได้มากขึ้น คาดว่าเมื่อสิ้นสุดเดือนธันวาคม 2562 จะเพิ่มปริมาณการใช้ยางได้ประมาณ 50,000 ตัน

นอกจากนี้ การดำเนินการลดพื้นที่ปลูกยางพารา 400,000 ไร่ ต่อปีก็ยังทำต่อเนื่องโดยสนับสนุนเกษตรกรให้เกษตรแบบผสมผสานแทน ซึ่งจะลดความเสี่ยงจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยว สร้างความมั่นคงให้เกษตรกรระยะยาว ตั้งเป้าว่าภายในปี 2567 จะลดพื้นที่ปลูกยางได้ถาวร ประมาณ 1 ล้านไร่

รองผู้ว่าการ กยท.กล่าวต่อว่า การบริหารจัดการด้านตลาดเป็นอีกเรื่องที่ กยท.ให้ความสำคัญ โดยดำเนินโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง (ยางแห้ง) วงเงิน 15,000 ล้านบาท เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการมีโอกาสลงทุนในสต๊อกยางมากขึ้น จะช่วยสนับสนุนการนำยางออกนอกระบบเข้าสู่มือผู้ประกอบการได้ประมาณ 350,000 ตันซึ่งโครงการนี้จะทำงานประสานกับการลดหย่อนภาษีดังที่กล่าวข้างต้น รวมทั้งยังดำเนินโครงการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิต ผลิตภัณฑ์ยางเพื่อใช้ขยายกำลังการผลิตช่วยประกันรายได้ให้ผู้ประกอบการผู้แปรรูปผลิตภัณฑ์ยางขั้นปลายน้ำที่มีมูลค่าสูงและ ใช้เทคโนโลยีลงทุนมูลค่าสูง เช่น ถุงมือยาง ถุงยางอนามัย ยางยืด ยางล้อ ยางเพื่องานวิศวกรรม ยางที่ใช้ในอุตสาหกรรมการแพทย์ ซึ่งกยท. เพิ่มวงเงินสินเชื่อจากเดิม 15,000 ล้าน เป็น 25,000 ล้านบาท เพื่อช่วยขยายกำลังการผลิตหรือปรับเปลี่ยนเครื่องจักรการผลิตให้เพิ่มความทันสมัย เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันให้ผู้ประกอบการ ทำให้การใช้ยางในประเทศเพิ่มขึ้น

“กยท.ยังได้ขยายโครงการสนับสนุนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกร เพื่อรวบรวมยางจากปีนี้ไปถึงปี 2567 วงเงิน 10,000 ล้านบาทต่อปี จะช่วยให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางรวบรวมยางจากเกษตรกรได้ไม่น้อยกว่าปีละ 700,000 ตัน” รองผู้ว่าการ กยท.กล่าว

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวข้างต้น กยท.จะนำเรื่องเสนอคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) และคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาตามลำดับต่อไป คาดว่าไม่เกินปลายปีนี้จะทราบผลและดำเนินการได้

ซอกแซกอาเซียน : 26 กันยายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/443042

566101

ซอกแซกอาเซียน : 26 กันยายน 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การประชุมที่ฟิลิปปินส์ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่คณะเราไปร่วมทั้งการประชุมเพื่อผลักดันการทำสัญญาซื้อขายข้าวในรูปแบบที่ 1 ระหว่างฟิลิปปินส์ กับญี่ปุ่น พร้อมกับไปตรวจสต๊อกข้าวที่ส่งไปเก็บไว้ที่โกดังในกรุงมะนิลาด้วย ความจริงสต๊อกข้าวในรูปแบบซื้อขาย (ที่ไม่ใช่แบบให้เปล่าตามรูปแบบที่ 3) ผมเคยกล่าวไปแล้วว่า ทั้งประเทศอาเซียนบวกจีนญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เรามีอยู่รวมทั้งสิ้น 787,000 ตัน แต่ในการดำเนินงานของแอปเตอร์ที่ผ่านมา โอกาสที่จะนำสต็อกข้าวชนิดนี้มาใช้ประโยชน์ช่วยเหลือกรณีเกิดภัยพิบัติมีน้อยมาก หรือแทบไม่มีเลย ซึ่งเป็นการขัดหรือแย้งกับความเป็นจริงที่ทุกวันนี้ ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้หรือภูมิภาคอื่น มักเกิดหรือประสบกับภัยธรรมชาติและประชาชนขาดแคลนอาหารการกินอยู่เสมอๆ

ผมเองในฐานะเป็นผู้จัดการทั่วไปก็เคยรับปากกับคณะมนตรีแอปเตอร์ว่าจะผลักดันให้มีการนำเอาสต๊อกส่วนนี้มาใช้ แต่ก็อีกนั่นแหละ หากไม่ได้รับความร่วมมือจากประเทศสมาชิก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่มีประเทศผู้ซื้อ ก็คงไม่สามารถจะทำการซื้อขายข้าวในรูปแบบที่ 1 ให้เกิดขึ้นได้ หลายคนสงสัยว่าทำไมจึงไม่เกิดกิจกรรมนี้ ผมก็เข้าใจว่า ทุกวันนี้มันมีข้าวซื้อขายในตลาดโลกมากถึง 40-50 ล้านตันต่อปี ขณะเดียวกัน ก็มีข้าวที่ผลิตและยังเหลือขายอยู่อีกส่วนหนึ่งในประเทศผู้ผลิตสำคัญๆ เช่น ไทย เวียดนาม อินเดีย ดังนั้น ในเมื่อข้าวสารในตลาดไม่ขาดแคลน โอกาสที่จะมีการสั่งซื้อตามช่องทางแอปเตอร์จึงอาจไม่จำเป็น

ประกอบกับราคาที่กำหนดให้ซื้อขายระหว่างกันภายใต้ระบบแอปเตอร์ ก็บังคับไว้เป็นเกณฑ์เลยว่า ต้องเป็นราคาตลาดโลก หรือราคาที่ซื้อขายกันจริงๆ ในท้องตลาด ห้ามใช้ราคาพิเศษ หรือลดราคาต่ำลงกว่านั้น มันก็เลยต้องใช้ความพยายามมากขึ้นเพื่อปล้ำผีลุกปลุกผีนั่ง เกี้ยวพาราสีให้มีคนที่จะซื้อตามระบบแอปเตอร์ให้ได้ เพราะเท่าที่ออกหนังสือเวียนไปสอบถามประเทศสมาชิก ปรากฏว่า มีแต่ประเทศเสนอความจำนงที่จะเป็นผู้ขาย เช่น ญี่ปุ่น ไทย เมียนมา เวียดนาม แต่ตรงกันข้ามกลับหาอาสาสมัครประเทศผู้ซื้อไม่ได้ เปรียบเสมือนว่ามีแต่เจ้าบ่าว แต่หาเจ้าสาวไม่ได้ ก็เลยตัดสินใจว่าต้องใช้วิธีคลุมถุงชน หรือแบบเจาะจงตัวเลยดีกว่า ทั้งนี้โดยเลือกเอาประเทศที่น่ามีความเป็นไปได้ คือ นางสาวฟิลิปปินส์ โดยขั้นตอนแรกใช้วิธีเข้าไปหาบ่อยๆ หรือเมื่อเจอหน้าที่ไหนก็เพียรสะกิดถาม แต่กระนั้น ฝ่ายเจ้าสาวฟิลิปปินส์ก็กลับม้วนอายบ่ายเบี่ยงอ้ำอึ้งไม่เผยวาจาใดๆ จนในที่สุด เลยต้องใช้กลยุทธ์หมัดเด็ด คือการบุกเข้าหาที่บ้านเลย โดยเอาเจ้าบ่าว เอ้ย ผู้ขายไปด้วย

ในครั้งแรกญาติผู้ใหญ่ทางฟิลิปปินส์ก็ใจดีมีน้ำใจจัดการพบปะเจรจาให้อย่างดี ก็จัดเวทีเจรจาที่โรงแรมในกรุงมะนิลากันเลย หลังจากที่ไปตรวจสต็อกข้าวรูปแบบที่ 3 ในโกดังของรัฐเสร็จแล้ว พวกเราคณะฝ่ายสำนักเลขานุการแอปเตอร์พยายามสาธยายถึงประโยชน์ที่ผู้ซื้อหรือเจ้าสาวจะได้รับ และย้ำว่าการทำสัญญาระหว่างกันนั้น ผู้ซื้อน่าจะเกิดประโยชน์กว่าด้วยซ้ำ เพราะเป็นสิทธิของผู้ซื้อว่าเมื่อเกิดภัยพิบัติแล้ว จะสั่งซื้อจริงหรือไม่ก็ไม่ก็ได้ เป็นการการันตีว่า อย่างไรเสียผู้ซื้อก็จะมีข้าวมาช่วยเหลือประชาชนผู้ขาดแคลนได้อย่างแน่นอน เจ้าหน้าที่ผู้ใหญ่ เอ็นเอฟเอ หรือ National Food Authority วันนั้นแม้ว่าจะดูแลต้อนรับขับสู้ เลี้ยงข้าวเย็นอย่างดี แต่ทว่ายังสงวนท่าทีไม่ตอบรับอยู่ดีไม่จะเอาไม่เอา

ธรรมเนียมของฟิลิปปินส์นั้นคือ ขอให้เอาสนุกไว้ก่อนอย่างอื่นเอาไว้ทีหลัง มีอีกครั้งที่หลังจากที่ฝ่ายผู้ขายอุตส่าห์เชิญผู้แทนฟิลิปปินส์ไปคุยกันถึงกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นโน่น กำหนดรายละเอียดข้อเจรจากันได้ก้าวหน้าพอสมควร และคิดว่าจะมาคุยต่ออีกครั้งที่กรุงมะนิลาก็จะลงเอย ซึ่งครั้งนี้ฝ่ายสำนักเลขานุการก็ไปด้วย หวังจะได้ข่าวดีมีความคืบหน้า แต่เอาเข้าจริงทางฝ่ายญี่ปุ่นกลับต้องนั่งกุมขมับ เพราะเจอระเบียบปฏิบัติการจัดซื้อจัดจ้างที่ทางฟิลิปปินส์อ้างตามกฎหมาย จนทำให้การเจรจาต้องหยุดกลางครัน

สุดท้ายท่านผู้บริหารสูงสุดของเอ็นเอฟเอ ก็ตัดบทและพาพวกเราทั้งหมดไปห้องรับรองจัดเลี้ยงของเอ็นเอ็ฟเอ เพื่อเลี้ยงอาหารค่ำแบบจัดเต็ม แถมมีดนตรีนักเต้นมืออาชีพเกรดเอ ร้องรำทำเพลงกันสนุกสุดเหวี่ยง ปานว่าคืนนั้นเป็นคืนเฉลิมฉลองความสำเร็จในการเจรจาซื้อขายข้าว ทั้งที่ความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org