เปิดตัวจิตอาสากษ. ช่วยเหยื่ออุทกภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/443949

news_default

เปิดตัวจิตอาสากษ. ช่วยเหยื่ออุทกภัย

วันจันทร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากกรณีประชาชนใน 21 จังหวัดภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วม ซึ่งเป็นผลจากพายุโพดุล และคาจิกิ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกร และเพื่อให้หน่วยงานในสังกัดบูรณาการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรและประชาชนที่ประสบภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงจัดทำ “โครงการจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยเหลือ ฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย” ขึ้น โดยมีพิธีเปิดโครงการวันที่ 23 กันยายน 2562 ณ สำนักงานชลประทานที่ 7 อ.เมืองจ.อุบลราชธานี โอกาสนี้ นายเฉลิมชัยศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ เป็นประธานพิธีเทิดพระเกียรติองค์ราชัน พร้อมผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ จิตอาสาพระราชทาน 904 วปร. และจิตอาสากระทรวงเกษตรฯในพื้นที่ ซึ่งได้จัดเวทีกิจกรรมจิตอาสาพร้อมกันในอีก 9 จังหวัด ได้แก่ มหาสารคาม อำนาจเจริญ ร้อยเอ็ด ยโสธร มุกดาหาร ศรีสะเกษ สกลนคร กาฬสินธุ์ และนครพนม ส่วนอีก 11 จังหวัด ได้ถ่ายทอดสัญญาณมอบนโยบายจิตอาสากระทรวงเกษตรฯ และแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยของรมว.เกษตรฯเพื่อรับทราบพร้อมกันด้วย

นางกุลฤดี พัฒนะอิ่ม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมสั่งการให้เกษตรจังหวัดพื้นที่ประสบอุทกภัยเร่งสำรวจข้อมูลความเสียหายด้านพืช เพื่อเสนอให้ความช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลัง พร้อมฟื้นฟูอาชีพหลังน้ำลด ซึ่งกรมฯเตรียมพันธุ์พืช 28 ชนิดรวม 85,360 ต้น ให้สำนักงานเกษตรจังหวัดนำไปแจกให้เกษตรกรเพื่อสร้างรายได้ลดรายจ่าย และเชื้อราไตรโคเดอร์มา3,045 กิโลกรัม เพื่อฟื้นฟูสวนไม้ผลหลังน้ำลด โดยย้ำให้ทุกจังหวัดบูรณาการกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ หน่วยงานราชการอื่น และภาคเอกชนจัดกิจกรรมจิตอาสาฯ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรและประชาชนอย่างต่อเนื่อง จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ

แนะวางแผนปลูกสับปะรดป้องกันราคาตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/443951

news_default

แนะวางแผนปลูกสับปะรดป้องกันราคาตก

วันจันทร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงสถานการณ์สับปะรดโรงงานปี 2562 (ข้อมูล ณ 11 สิงหาคม 2562) คาดว่ามีเนื้อที่เก็บเกี่ยวรวมทั้งประเทศ 480,680 ไร่ ลดลงจากปีที่ผ่านมา ร้อยละ 14  ให้ผลผลิตรวม 1.68 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 28 และผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 3,455 กิโลกรัม/ไร่ ลดลงร้อยละ16 สาเหตุที่เนื้อที่เก็บเกี่ยวและผลผลิตลดลง เนื่องจากราคาที่เกษตรกรขายได้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2560 ลดลงอย่างต่อเนื่องถึงเดือนกรกฎาคม 2561 เกษตรกรจึงปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น และบางส่วนปล่อยทิ้งไม่ดูแล รวมทั้งเกษตรกรรายใหม่ยกเลิกพื้นที่เช่าปลูกเพื่อคืนนายทุน กอปรกับประสบภาวะแล้ง

สำหรับแหล่งผลิตสับปะรดโรงงานส่วนใหญ่ร้อยละ 67 อยู่ที่ภาคกลาง รองลงมาคือ ภาคเหนือ ร้อยละ 21 โดยจังหวัดที่เป็นแหล่งผลิตสำคัญคือ ประจวบคีรีขันธ์ ราชบุรี ระยอง เพชรบุรี พิษณุโลก อย่างไรก็ตาม แม้ว่าราคามีทิศทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2562 แต่โรงงานแปรรูปยังต้องผลิตตามภาวะตลาดโลกที่ยังชะลอตัว ส่งผลให้ราคายังคงมีความผันผวนสูง

ดังนั้น จึงอยากแนะนำเกษตรกรพิจารณาวางแผนเพาะปลูก และไม่ควรขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในจังหวัดที่อยู่ไกลโรงงานแปรรูปสับปะรด เพราะอาจส่งผลต่อผลผลิตปีถัดไป เกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาด กระทบราคาขายเช่นที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม หากจังหวัดห่างไกลที่ตั้งโรงงานแปรรูป แต่มีศักยภาพผลิตเพื่อส่งเข้าโรงงาน เกษตรกรควรทำสัญญาข้อตกลงซื้อขายกับโรงงาน ส่วนจังหวัดที่มีศักยภาพผลิตสับปะรดบริโภคสด ควรลดพื้นที่ปลูกสับปะรดโรงงานในพื้นที่ไม่เหมาะสม ทั้งนี้ เกษตรกรควรผลิตตามหลัก GAP และขึ้นทะเบียนเกษตรกร รวมถึงเข้าร่วมโครงการเกษตรแปลงใหญ่ให้มากขึ้นโดยหน่วยงานภาครัฐ ส่งเสริมการผลิตสับปะรดสดแบบแปลงใหญ่และส่งเสริมการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)  ช่วยกระจายความเสี่ยง

รองเลขาฯสศก.กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน นอกจากภาครัฐมีนโยบายด้านการผลิต โดยส่งเสริมการผลิตตามพื้นที่ Agri-Map  การส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ การผลิตพันธุ์สับปะรดบริโภคสด และการทำเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming)  ให้เป็นรูปธรรมแล้ว ด้านการแปรรูป ยังเร่งศึกษาลู่ทางลงทุนด้านอุตสาหกรรมแปรรูปสับปะรดด้านนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพและผลิตภัณฑ์ความงาม การเพิ่มมูลค่าจากใบสับปะรดด้วยการผลิตเป็นเส้นใย การผลิตสารสกัดจากสิ่งเหลือใช้อีกด้วย ขณะเดียวกัน เร่งขยายตลาดส่งออกสับปะรดสดและผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าบนสื่อออนไลน์ www.thaitrade.com ส่งเสริมการรวบรวม จำหน่ายผ่านกลไกรูปแบบประชารัฐ ตลอดจนรณรงค์บริโภคสับปะรดและผลิตภัณฑ์ภายในประเทศให้มากขึ้น ทำให้เกษตรกรมีทางเลือกในการผลิตเพิ่มขึ้นแทนการพึ่งพาการผลิตเพื่อส่งเข้าโรงงานแปรรูปอย่างเดียว ซึ่งช่วยลดปัญหาผลผลิตสับปะรดโรงงานล้นตลาดได้อีกทางหนึ่ง

‘มนัญญา’สู้ไม่ถอย! ลั่นต้องยกเลิก3สารเคมี วอนสหกรณ์ฯลดการนำขายสมาชิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/443959

news_default

‘มนัญญา’สู้ไม่ถอย! ลั่นต้องยกเลิก3สารเคมี วอนสหกรณ์ฯลดการนำขายสมาชิก

วันอาทิตย์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2562, 17.49 น.

เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2562 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ยังเดินหน้าต่อสู้ให้มีการยกเลิกสารเคมีอันตรายทั้ง 3 ชนิดต่อไป เพื่อให้มีการยกเลิกการใช้ในประเทศ ภายในปี 2562 ซึ่งในวันจันทร์นี้ จะมีการหารือในเรื่องการตั้งคณะกรรมการจาก 4 ฝ่าย ที่ประกอบด้วย ตัวแทนกระทรวงเกษตรฯ , กระทรวงสาธารณสุข , เกษตรกร และนักวิชาการ จากนั้นจะเดินหน้าหน้ารือกันเพื่อให้ได้ข้อยุติในเรื่องนี้ ซึ่งจะได้เป็นกรรมการหรือเป็นประธานคณะกรรมการด้วยหรือไม่ ก็อยู่ที่ประชุมจะพิจารณา

“ดิฉันสู้เต็มที่ในเรื่องนี้เพื่อให้เมืองไทยปลอดสารพิษ เราจะทำงานไปทำไมหากไม่มีการวางเป้าหมาย ซึ่งสารเคมีนั้นไม่ใช่เรื่องแค่ว่า ใช้อย่างไร เท่าไหร่ก็พอ เพราะเอาเข้าจริงสารเคมีก็คือสารเคมี อันตรายทั้งคนใช้สาร ครอบครัว และผู้บริโภค จึงไม่แปลกที่ไทยยังมีคนเป็นมะเร็งกันเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในเรื่องนี้ก็ดีใจที่ทำงานมีคนเห็นและเข้ามาให้กำลังใจกันมาก ทั้งนี้ เบื้องต้นขอความร่วมมือกับสหกรณ์ว่า ให้ลดการนำสารเคมีมาจำหน่ายให้กับสมาชิกสหกรณ์ หากช่วยกันก็จะส่งผลดีต่อภาพรวมของเกษตรกรในประเทศ” น.ส.มนัญญา กล่าว

‘ประภัตร’นำเกษตรกร รับรู้นาแปลงใหญ่ ชูเดิมบางนางบวชต้นแบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/443719

‘ประภัตร’นำเกษตรกร รับรู้นาแปลงใหญ่ ชูเดิมบางนางบวชต้นแบบ

วันเสาร์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2562, 11.17 น.

“รมช.เกษตรฯ” เดินสายสร้างการรับรู้เกษตรกรนาแปลงใหญ่พัฒนาระบบการผลิตข้าว มาตรฐานการรับรองแบบกลุ่ม เพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดพร้อมชูกลุ่มนาแปลงใหญ่เดิมบาง นางบวช ต้นแบบผ่านเกณฑ์รับรองแบบกลุ่ม สร้างชุมชนเข้มแข็ง 

เมื่อวันนี้ 28 กันยายน 2562 ที่สุพรรณบุรี  นายประภัตร โพธสุธนรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดกิจกรรมสร้างความเข้าใจการพัฒนาระบบการผลิตตามมาตรฐาน การรับรองแบบกลุ่ม ในพื้นที่นาแปลงใหญ่ จังหวัดสุพรรณบุรีว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีนโยบายส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันผลิต จำหน่ายและบริหารจัดการร่วมกัน ทั้งในรูปของกลุ่มเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชน/สหกรณ์ เพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต พัฒนาคุณภาพผลผลิตให้ได้มาตรฐานตามความต้องการของตลาด การเชื่อมโยงตลาด และบริหารจัดการให้เกิดความสมดุลระหว่างอุปทานและอุปสงค์ของสินค้าเกษตร

สำหรับนาแปลงใหญ่ เป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มผลิตและบริหารจัดการผลิตข้าว มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้แก่กลุ่มเกษตรกรให้มีความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อปรับเปลี่ยนห่วงโซ่การผลิตข้าวแบบเดิม โดยผสานเชื่อมโยงกันตั้งแต่การเพาะปลูกข้าวไปจนถึงการตลาด รวมทั้งการผลิตข้าวที่ได้มาตรฐาน อาทิ การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices: GAP)

รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า ทั้งนี้ กระบวนการรับรองการผลิตข้าว มีทั้งการรับรองรายเดี่ยว และการรับรองแบบกลุ่ม ซึ่งการขอการรับรองแบบกลุ่มนั้น จะช่วยประหยัดงบประมาณและเวลา สร้างความเข็มแข็งและความยั่งยืนในการผลิตให้กับกลุ่มเกษตรกร เป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถขอการรับรองได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)ได้ดำเนินโครงการพัฒนาระบบการผลิตตามมาตรฐานโดยใช้ระบบการรับรองแบบกลุ่ม ให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตข้าวในพื้นที่โครงการนาแปลงใหญ่  ซึ่งบูรณาการงานร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมการข้าว เพื่อให้ความรู้และคำแนะนำแก่กลุ่มเกษตรกร ให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการรับรองแบบกลุ่ม

“เรื่องการสร้างความยั่งยืนให้การผลิตข้าวไทย เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องใช้เวลา ความรู้ และความร่วมมือจากหลายภาคส่วนอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ เพื่อให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมทั้งองค์ประกอบด้านคุณภาพ คุณค่า และศักยภาพการแข่งขันในตลาด” นายประภัตร กล่าว

ด้านนางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการ มกอช. บอกว่า กระบวนการรับรองการผลิตข้าวแบบกลุ่ม เป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถขอการรับรองได้รวดเร็วขึ้น โดยกลุ่มเกษตรกรต้องมีระบบการผลิตและระบบควบคุมภายในกลุ่ม (Internal Control System) ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรับรองว่า กิจกรรมการผลิตของเกษตรกรเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดและเชื่อถือได้

“การมีระบบควบคุมภายในของกลุ่มเกษตรกรจะช่วยให้กลุ่มมีการบริหารงานเป็นระบบในลักษณะการประกันคุณภาพของกลุ่ม โดยใช้เอกสารต่างๆ เป็นเครื่องมือ ช่วยให้กลุ่มสามารถปฏิบัติงานได้ถูกต้องตามแนวทางความยั่งยืนหรือข้อปฏิบัติของกลุ่มที่ได้ตกลงกันไว้. ที่ผ่านมา มกอช. ได้ดำเนินโครงการพัฒนาระบบการผลิตตามมาตรฐานโดยใช้ระบบการรับรองแบบกลุ่ม ให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตข้าวในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี อุตรดิตถ์ ยโสธร และสุรินทร์ โดยให้ความรู้และคำแนะนำแก่กลุ่มเกษตรกรให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการรับรองแบบกลุ่ม การพัฒนาเอกสารระบบควบคุมภายในกลุ่ม ตลอดจนส่งเสริมให้กลุ่มเกษตรกรขอการรับรองแบบกลุ่มขอบข่าย การผลิตข้าว GAP/อินทรีย์ โดยบูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบของกรมการข้าวในพื้นที่ เพื่อเตรียมความพร้อมให้กลุ่มเกษตรกรก่อนที่จะขอการรับรองแบบกลุ่มกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป”

สำหรับนาแปลงใหญ่ ตำบลเดิมบาง อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี มีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมโครงการพัฒนาระบบการผลิตตามมาตรฐานโดยใช้ระบบการรับรองแบบกลุ่ม ขอบข่ายข้าว GAP จำนวน 115 คน ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม พื้นที่รวม 2,095 ไร่ ปลูกข้าวพันธุ์ กข 43 และปทุมธานี 1

ขณะที่นางสวณีย์ โพธิ์รัง เลขานุการกลุ่มนาแปลงใหญ่เดิมบาง ตำบลเดิมบาง กล่าวว่า ปี 2558 กลุ่มฯ ได้เข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ประชารัฐ ของกรมการข้าว โดยกลุ่มฯ ได้ส่งเสริมการผลิตข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 ตามมาตรฐาน GAP และในปี 2560 กลุ่มฯ ได้มีการทดลองปลูกข้าวพันธุ์ กข 43 เนื่องจากเป็นข้าวที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ เหมาะสำหรับผู้บริโภคที่ดูแลสุขภาพ รวมทั้งมีอายุการเก็บเกี่ยวสั้นเพียง 95 วัน ดูแลง่ายโดยใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพ แทนสารเคมี ที่สำคัญขายได้ราคาสูง เพราะเป็นข้าวที่ต้องการของตลาด ปัจจุบัน กลุ่มฯ มีสมาชิกนาแปลงใหญ่ 165 ราย พื้นที่ 5,217 ไร่ ซึ่งทุกรายได้ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP สำหรับฤดูกาลนี้ กลุ่มฯ ได้ปลูกข้าวพันธุ์ กข 43 จำนวน 3,450 ไร่ เพื่อจำหน่ายผลผลิตข้าวให้กับโรงสีข้าวสุพรรณ ตามโครงการเชื่อมโยงตลาด ในราคา 10,500-10,900 บาท/ตัน ความชื้นที่ 25-28% ส่วนพื้นที่ที่เหลือ 1,767 ไร่ ปลูกข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 และพันธุ์อื่นๆ เพื่อประกันความเสี่ยงการเกิดโรค และแมลง

ทั้งนี้ กลุ่มฯ ยังได้เข้าร่วมโครงการพัฒนาระบบการผลิตตามมาตรฐานโดยใช้ระบบการรับรองแบบกลุ่มขอบข่ายการผลิตข้าว GAP ของ มกอช. สมาชิกจำนวน 115 ราย โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่ม โดยมีข้อดี คือ ช่วยกระตุ้นให้สมาชิกทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกัน ตามกระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบ หากไม่ผ่านมาตรฐานคนเดียว ทั้งกลุ่มก็ไม่ผ่านด้วย เนื่องจากประโยชน์ที่ได้รับคือตัวสมาชิกเอง แต่การทำงานร่วมกันจะทำให้เกิดพลัง อันนำไปสู่ความเข้มแข็งของกลุ่มฯ และชุมชน เพราะเราถือคติที่ว่า “เราจะไม่ทิ้งเกษตรกรไว้ข้างหลัง เพราะเราคือญาติพี่น้องกัน”

เครือข่ายราชบุรีโมเดล ร่วมหน่วยงานรัฐ ชูต้นแบบเกษตร GAP ใช้เคมีปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/443567

เครือข่ายราชบุรีโมเดล ร่วมหน่วยงานรัฐ ชูต้นแบบเกษตร GAP ใช้เคมีปลอดภัย

เครือข่ายราชบุรีโมเดล ร่วมหน่วยงานรัฐ ชูต้นแบบเกษตร GAP ใช้เคมีปลอดภัย

วันศุกร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2562, 16.09 น. 

กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ร่วมกับ เครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง และกลุ่มเกษตรกรราชบุรี เผยความคืบหน้าโครงการราชบุรีประชารัฐ ชูต้นแบบเกษตรกรรมคุณภาพมาตรฐาน GAP ใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย ไร้ผลตกค้าง ปลอดภัยต่อเกษตรกรและผู้บริโภค

ตามที่อดีตรมว.เกษตรและสหกรณ์ นายกฤษฎา บุญราช ได้รับดูแลและเริ่ม “โครงการราชบุรีประชารัฐ พืชผักและผลไม้ปลอดภัย นำไทยสู่ครัวโลก” เพื่อใช้เป็นพื้นที่ต้นแบบของการผลิตผักและผลไม้ด้วยการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย รวมทั้งให้มีการศึกษาผลกระทบจากการปฏิบัติจริง หลังจากเกษตรกรได้รับคำแนะนำให้ปฏิบัติอย่างถูกต้องตามมาตรการจำกัดการใช้สารเคมี โดยเปรียบเทียบและตรวจสอบผลอย่างต่อเนื่อง ก่อน ระหว่าง และหลังดำเนินโครงการ ทั้งในด้านสุขภาพเกษตรกรและการตกค้างในผลผลิตและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง นำผลที่ได้มาวิเคราะห์และสรุปผล พร้อมพิสูจน์ข้อเท็จจริงเพื่อยืนยันว่าสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ ได้แก่ สารพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพรีฟอส ไม่ได้ส่งผลกระทบด้านลบดังที่เป็นข่าว เนื่องจากกระแสข่าวเรื่องสารพิษตกค้างในผักและผลไม้ ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ซ้ำเติมเกษตรกรเพิ่มจากปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง แถมด้วยต้นทุนพุ่งจากการกักตุนสารเคมี ทำให้ราคาเพิ่มขึ้น 3 เท่า กระทบการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมในระยะยาวนั้น

นางสาวอัญชุลี ลักษณ์อำนวยพร ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง ผู้แทนเกษตรกรในโครงการฯ เปิดเผยว่า โครงการราชบุรีประชารัฐ ได้รับการอนุมัติให้เข้าร่วมอยู่ภายใต้การทำงานของกระทรวงเกษตรฯ มาตั้งแต่ปี 2561 โดยมีเป้าหมายเกษตรกรของเครือข่ายผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP เป็นการทำงานภายใต้กลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เกษตรกร และภาคเอกชน เพื่อมุ่งเน้นการผลิตอาหารปลอดภัยไร้สารตกค้างแม้จะใช้สารเคมีซึ่งเป็นมาตรฐานที่ทั่วโลกก็มีใช้กันในทุกประเทศ

ทั้งนี้ อยากจะเน้นย้ำว่าการพัฒนาภาคการเกษตรกรรม คงต้องยึดหลักผสมผสานอย่างเหมาะสม เพื่อให้เกิดความสมดุลของระบบ สอดคล้องกับความเป็นจริง การผลิตอาหารปลอดภัยมี 2 ระบบ คือการเกษตรอินทรีย์ คือไม่ใช้สารเคมีเลย และการเกษตรมาตรฐาน GAP ใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย ไร้ผลตกค้าง มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ เกษตรปลอดภัยแต่ด้วยวิธีการที่ต่างกัน สำหรับโครงการราชบุรีประชารัฐฯ มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการรุ่นแรกทั้งสิ้น 50 รายจากผู้ปลูกพืช ผัก และผลไม้ ในพื้นที่อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี ปัจจุบันเกษตรกรดังกล่าวปฏิบัติตนตามมาตรฐาน GAP เพาะปลูกและใช้สารเคมีอย่างถูกต้องเหมาะสม รู้จักป้องกันตนเอง และใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เป็นกิจนิสัย โดยจะเสร็จสิ้นโครงการในเดือนธันวาคมนี้

“โครงการฯ จะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ หากไม่ได้รับการสนับสนุนด้วยดีจาก กระทรวงเกษตรฯ กรมวิชาการเกษตร ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเขต 5 ราชบุรี กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ที่เป็นหน่วยงานที่เกษตรกรสามารถพึ่งพาได้อย่างแท้จริง สำหรับแผนการดำเนินงานต่อไป จะขยายผลไปสู่เกษตรกรในเครือข่ายเพิ่มมากขึ้น พร้อมส่งผลผลิตสู่ตลาดโลกและส่งต่อผลิตผลคุณภาพสูงไปยังกลุ่มโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศ” นางสาวอัญชุลี กล่าว

 

กรมชลฯชวนวิ่ง’ขุนด่านรัน20ไมล์’ นำรายได้มอบ3รพ.-มูลนิธิก้าวคนละก้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/443535

กรมชลฯชวนวิ่ง'ขุนด่านรัน20ไมล์' นำรายได้มอบ3รพ.-มูลนิธิก้าวคนละก้าว

กรมชลฯชวนวิ่ง’ขุนด่านรัน20ไมล์’ นำรายได้มอบ3รพ.-มูลนิธิก้าวคนละก้าว

วันศุกร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2562, 14.48 น.

“กรมชลประทาน”ชวนวิ่งโครงการ”ขุนด่านรัน20ไมล์” นำรายได้ส่วนหนึ่งมอบให้3โรงพยาบาล-มูลนิธิก้าวคนละก้าว

เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2562 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงการจัดงานขุนด่านรัน 20 ไมล์ (ขุนด่านรันทเวนตี้ไมล์) ในครั้งนี้จัดเป็นปีที่ 2 โดยในปีแรกได้มีการจัดการแข่งขันสูงสุดเป็นระยะทาง 10 ไมล์ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักวิ่งทั่วประเทศที่เข้าร่วมถึง 4,500 คน ซึ่งรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายในครั้งนั้นมอบให้กับโรงพยาบาลชลประทาน และในปีนี้ทางสำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทาน ได้กำหนดระยะทางการแข่งขันใหม่โดยเพิ่มระยะทางการแข่งขันเป็น 20 ไมล์ หรือเท่ากับ 32 กิโลเมตร เพื่อให้นักวิ่งได้เพลิดเพลินความสวยงามของวิวทิวทัศน์จากบนสันเขื่อนแบบ 360 องศา ในระยะทาง 1.6 ไมล์อีกด้วย

โดยงานครั้งนี้จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน 2562 ณ เขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก สำหรับรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะมอบให้กับ 4 องค์กร ได้แก่ โรงพยาบาลสงฆ์ , โรงพยาบาลชลประทาน , โรงพยาบาลนครนายก และมูลนิธิก้าวคนละก้าว (ตูน บอดี้สแลม)

สำหรับงาน “ขุนด่านรัน 20 ไมล์” ในครั้งนี้ ใช้พื้นที่ลานหน้าเขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก เป็นบริเวณจัดงาน โดยเส้นทางวิ่งจะเริ่มต้นที่บริเวณลานหน้าเขื่อนไปยังเส้นทางสันเขื่อน ซึ่งจะชมทิวทัศน์ที่สวยงามไปตามระยะทางที่กำหนดไว้ และจะมาสิ้นสุดการแข่งขันในจุดเริ่มต้นคือบริเวณลานหน้าเขื่อน โดยในปีนี้ตั้งเป้าจำนวนผู้เข้าร่วมงานไว้มากกว่า 9,000 คน

ส่วนไฮไลท์ของงาน คือ นักวิ่งที่มาร่วมงานจะได้มีโอกาสร่วมวิ่งกับนักแสดงชื่อดัง “ก้อย” รัชวิน วงศ์วิริยะ ที่จะมาร่วมวิ่งในงานนี้ด้วย ขณะที่มีการเตรียมความพร้อมในทุกด้านเพื่อนักวิ่ง ทั้งจุดบริการอาหาร เครื่องดื่ม หน่วยแพทย์พยาบาล ทีมจักรยานอาสา สถานที่จอดรถ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ทั้งในบริเวณงานและตามเส้นทางดารแข่งขัน

พลิกบทเรียน9ปี พัฒนาต้นแบบน่าน ดันชาวบ้านสู่ผู้ประกอบการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/443530

พลิกบทเรียน9ปี พัฒนาต้นแบบน่าน ดันชาวบ้านสู่ผู้ประกอบการ

พลิกบทเรียน9ปี พัฒนาต้นแบบน่าน ดันชาวบ้านสู่ผู้ประกอบการ

วันศุกร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2562, 14.27 น.

ปิดทองหลังพระฯ เหลียวหลังบทเรียน 9 ปีพัฒนาพื้นที่ต้นแบบจ.น่าน ขยับบทบาทจากพาชาวบ้านทำ เป็นอยู่แนวหลังคอยสนับสนุน เติมเต็มในส่วนที่ขาด หวังให้เปลี่ยนจากผู้ผลิตเป็นผู้ประกอบการ-นักธุรกิจ สร้างเครือข่ายมีตลาดรองรับ 

นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ ที่ปรึกษาสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ เปิดเผยว่า หลังจากที่มูลนิธิปิดทองหลังพระฯได้ดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบบูรณาการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ จ.น่าน ตามแนวพระราชดำริมาตั้งแต่ปี 2552 ตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมาเกิดผลการพัฒนาในพื้นที่ต้นแบบขึ้น 3 ระดับตามทฤษฎีใหม่ 3 ขั้นประกอบด้วย ขั้นแรกการสร้างความอยู่รอดในระดับครัวเรือน ได้พัฒนาระบบน้ำเพื่อการเกษตรมีพื้นที่ได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นเป็น 11,620 ไร่ จากเดิมมีจำนวน 2,012 ไร่ ส่งผลให้ผลผลิตข้าวต่อไร่เพิ่มขึ้นจากเดิมเฉลี่ย 390 กิโลกรัม (ก.ก.) ต่อไร่ เพิ่มขึ้นเป็น 560 ก.ก.ต่อไร่ หรือเพิ่มขึ้น 44% รวมทั้งยังสามารถเพิ่มรายได้จากการปลูกพืชหลังฤดูทำนาคิดเป็นเงิน 739 ล้านบาท ผู้ได้รับประโยชน์จำนวน 1,709 ครัวเรือนคิดเป็น 97%ของจำนวนประชาชนทั้งหมดในพื้นที่ต้นแบบ

สำหรับขั้นที่สอง เป็นการส่งเสริมการรวมกลุ่มการผลิตในระดับชุมชน ช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตป้อนตลาดได้ตามความต้องการ มีกลุ่มและกองทุนรวม 24 กลุ่ม มูลค่ากองทุนรวม 5.26 ล้านบาท มีสมาชิกกองทุน 779 ครัวเรือน แบ่งเป็น กลุ่มผู้ใช้น้ำ กองทุนเมล็ดพันธุ์พืช กองทุนปุ๋ยอินทรีย์ และกองทุนโรงสีข้าว ส่วนขั้นที่ 3 คือสนับสนุนให้ชุมชนเชื่อมโยงออกสู่ภายนอก เพื่อเปิดรับความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมจากหน่วยงานต่างๆ ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพตามมาตรฐาน รวมทั้งเชื่อมโยงกับตลาดที่รับซื้อผลผลิตของชุมชนได้ เช่น กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกมะนาวไร้สารพิษ บ้านยอด อ.สองแคว ที่ผลิตมะนาวส่งขายในห้างแม็คโครได้เดือนละ 2-3ตัน

“น่านเป็นห้องเรียนโซเชียลแลป หรือห้องทดลองทางสังคมของเราอย่างหนึ่ง และประสบการณ์ที่น่านเอาไปทำที่อื่นจำนวนมาก เช่นไปส่งเสริมทุเรียนคุณภาพที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งแม้จะเป็นคนละบริบทแต่ได้นำบทเรียนที่น่าน เรื่องการเตรียมคน เตรียมกลุ่ม รวมถึงเรื่องข้อมูลว่าทำอย่างไร เข้าไปใช้จนได้ผลดี” นายชาติชาย กล่าว

อย่างไรก็ตามทางมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ได้จัดเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์และประเมินผลการพัฒนา “เหลียวหลัง-แลหน้า พัฒนาชนบทเชิงพื้นที่ประยุกต์ตามแนวพระราชดำริ จังหวัดน่าน” ขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ ซึ่งนอกจากจะสรุปบทเรียนที่ผ่านมาแล้ว ยังนำไปสู่การกำหนดทิศทางของการพัฒนาชุมชนของจ.น่านในระยะต่อไป เพื่อให้สอดคล้องกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยพบว่าจากเวทีระดมความคิดเห็นดังกล่าว ทำให้เห็นทิศทางว่า มีหลายเรื่องที่ชาวบ้านต้องการให้เกิดขึ้นในอนาคตเช่น การพยายามที่จะทำให้พื้นที่ทำกินที่มีปัญหาเรื่องเอกสารสิทธิ์ เป็นที่ดินทำกินที่ถูกต้อง สามารถปลูกพืชทำประโยชน์ในที่ดินให้มากขึ้น เช่นการปลูกไผ่หรือมะขามเปรี้ยว นับเป็นเรื่องที่ดีที่มาช่วยกันคิดและกำหนดทิศทางของชุมชน อย่างไรก็ตามบทบาทของมูลนิธิปิดทองหลังพระฯต่อพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาของจ.น่าน จะปรับรูปแบบจากเป็นคนนำให้ชุมชนช่วยกันทำในช่วงแรกเปลี่ยนเป็นคอยสนับสนุนในส่วนที่ยังขาดอยู่

“ถ้าเขายังต้องการพัฒนากระบวนการปลูกไปถึงการขาย อะไรที่เป็นจุดอ่อนทำไม่ได้ดี และมาบอกกับเรา เราจะทำหน้าที่ไปหาคนที่รู้ หาข้อมูลมาเติมให้ หรือแลกเปลี่ยนกัน สรุปบทบาทจากเดิมที่พาเขาทำ มาอยู่ข้างหลังให้เขาทำเองและขาดอะไรเราจะเติมให้ อีกอย่างคือพยายามทำให้เขาเกิดเครือข่ายที่กว้างขึ้น เวลาพูดถึงจังหวัดน่าน ยังมีแพร่ เชียงราย หรือจังหวัดอื่น อยู่ในสถานะที่ดีเชื่อมโยงจังหวัดอื่นหรือต่างประเทศจะได้ช่วยกันได้มากขึ้น” ที่ปรึกษาสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ กล่าว

นายชาติชาย กล่าวต่อว่า เรื่องข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะเปลี่ยนชาวบ้านจากเป็นคนผลิตเป็นผู้ประกอบการ ทั้งข้อมูลทางเศรษฐกิจและสังคม ข้อมูลของจำนวนคนปลูก ข้อมูลผลผลิตที่ชัดเจน จะสามารถนำข้อมูลมาพูดเป็นเหตุเป็นผลได้และยังสามารถเชื่อมโยงกับตลาดเช่นเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) มารับซื้อผลผลิต เนื่องจากมีตัวเลขผลผลิตที่ชัดเจน และคิดต้นทุนกำไรได้

“ทางมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ จะช่วยเหลือแบบผู้ใหญ่ สอนให้ชาวบ้านรู้จักการเป็นนักธุรกิจ หรือผู้ประกอบการมากกว่าการเป็นหน่วยผลิต ชาวบ้านของไทยเก่งการผลิต เก่งปลูกพืช ขุดดิน แต่ว่าเก่งแบบใช้ภูมิปัญญาเดิมเสียเป็นส่วนใหญ่ ทั้งๆที่โลกมีวิทยาการสมัยใหม่ มีคำอธิบายสากลที่ใครๆก็ฟังรู้เรื่อง เราก็ควรให้เขาคว้ามา หยิบของต่างประเทศมาแล้วมาต่อยอดกัน ไม่ได้ให้ทิ้งของเก่า แต่เอาของต่างประเทศที่เป็นสากลมาเติม ให้ของเดิมไม่ตาย และโตได้ด้วย และทำให้เขาเป็นผู้ประกอบการได้ เขามีmindset ปลูกเก่งทุกอย่างแต่ขายได้หรือไม่ไม่รู้ ต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ว่าคุณจะทำอะไร คุณต้องรู้จักตลาด รู้จักว่าโลกภายนอกว่าต้องการอะไร แล้วคุณอาจจะต้องปลูกในสิ่งที่คุณไม่ชำนาญเลย แต่ก็ต้องไปเรียนมาให้ได้ เปลี่ยนจากที่เอาตัวเขาเป็นตัวตั้ง ยึดความชำนาญจากตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ ปู่ย่า เป็นตัวตั้ง เปลี่ยนมาเป็นเอาผู้บริโภค ตลาดเป็นตัวตั้ง” นายชาติชาย กล่าว

นอกจากการผลิตแล้วจะต้องมาร่วมกันเป็นกลุ่ม ต่อรองการค้าขาย สิ่งที่ต้องการเห็นคือชาวบ้านรวมกลุ่มกัน ช่วยกันคัดพันธุ์ คัดผลผลิต และร่วมกันขาย จัดการกันเอง เปลี่ยนจากเกษตรกรผู้เก่งผลิต เป็นนักธุรกิจไปด้วยในตัว ทั้งการแปรรูปและการตลาด ปัจจุบันปลูกพืชเก่งอย่างเดียวไปไม่รอด ต้องค้าขายเป็น ทำการค้าเกษตรออนไลน์เป็น จึงจะได้ราคาดีขณะเดียวกันเมื่อชาวบ้านมีข้อมูลและคุ้นเคยกับการหาทางเลือกได้ด้วยตัวเอง อะไรที่รัฐให้มาก็สามารถเอาไปใช้ประโยชน์ได้ เหมือนคนมีความรู้ไปร้านอาหารจะฉลาดสั่งอาหาร ถ้าไม่มีข้อมูล อ่านเมนูแล้วก็สั่งไข่เจียวเหมือนเดิม

‘จุรินทร์’รุกคืบช่วยชาวสวนยาง เปิดดีลส่งเสริมการขายบนเวทีการค้าอินเดีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/443516

'จุรินทร์'รุกคืบช่วยชาวสวนยาง  เปิดดีลส่งเสริมการขายบนเวทีการค้าอินเดีย

‘จุรินทร์’รุกคืบช่วยชาวสวนยาง เปิดดีลส่งเสริมการขายบนเวทีการค้าอินเดีย

วันศุกร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2562, 13.59 น.

27 กันยายน 2562 เวลา 10.00 น.เมืองเจนไน ประเทศอินเดีย นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดสัมมนา โอกาสใหม่ทางธุรกิจของอุตสาหกรรมอย่างระหว่างไทยและอินเดียและกิจกรรมสร้างเครือข่ายธุรกิจโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สมาคม All India Rubber Industries Association (AIRIA) และสมาคม Automobile Tyre Manufactures Association (ATMA) ณ เมืองเจนไน ประเทศอินเดียซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของอินเดียมีประชากรกว่า 7 ล้านคน โดยมีนายนิธิรุจ โผนประเสริฐ กงสุลใหญ่ร่วมกับ ประธานของสมาคม AIRIA กับ ATMA กล่าวต้อนรับ

โดยนายจุรินทร์ กล่าวว่า โอกาสที่ได้มาเยือนเมืองเจนไน รัฐทมิฬนาฑูเป็นครั้งแรก ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีโอกาสได้เห็นศักยภาพที่เข้มแข็งทางเศรษฐกิจของรัฐทมิฬนาฑูว่า เป็นรัฐที่สร้างรายได้ทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศอินเดียมากเป็นอันดับ 2  และเป็นแหล่งลงทุนของต่างชาติสูงเป็นอันดับ 4 ของประเทศ อีกทั้งเป็นฐานการผลิตสำคัญของอินเดียตามนโยบาย Make in India โดยเฉพาะในด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ จนได้ชื่อว่าเป็น “ดีทรอยต์ ออฟ อินเดีย”

ตนเชื่อว่าทุกท่านคงทราบดีอยู่แล้ว ว่าอินเดียและประเทศไทยมีความสัมพันธ์กันมายาวนาน และรัฐบาลทั้งสองมีนโยบายที่สอดคล้องประสานกัน โดยเฉพาะนโยบาย Act East ของอินเดียกับนโยบาย Look West ของไทย ซึ่งมีส่วนสำคัญในการได้ส่งเสริมความเป็นพันธมิตรหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างกันให้เพิ่มมากขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งไทยกับอินเดียมี FTA ที่เชื่อมโยงการค้าระหว่างกันถึง 2 ฉบับ นั่นคือ 1.คือ FTA ไทย-อินเดีย ซึ่งได้กล่าวถึงเรื่องการลดภาษีนำเข้ายางจากประเทศไทย ซึ่งตนจะรับไปหารือ และ 2. FTA อาเซียน-อินเดีย ซึ่งส่งผลให้การค้าระหว่างสองภูมิภาคขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการประชุมที่ผ่านมาตนเป็นประธานเราเห็นว่าเราจะยกระดับการค้าอาเซียน-อินเดีย ซึ่งจะได้ขยายตัวต่อเนื่อง โดยในปี 2561 การค้าระหว่างอินเดีย-อาเซียน คิดเป็นมูลค่ากว่า 8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึงร้อยละ 9.8 นอกจากนั้นยังมี RCEP (ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค) ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งความสัมพันธ์ทางการค้าที่จะช่วยให้การค้าระหว่างอินเดียกับอาเซียนมีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในโอกาสที่ไทยเป็นประธานอาเซียนและประธานการประชุมรัฐมนตรี RCEP ในปีนี้ เราตั้งเป้าที่จะเจรจาให้บรรลุข้อตกลง RCEP ในสิ้นปีนี้ ซึ่งจะทำให้อาเซียนและอินเดียสามารถเข้าสู่ตลาดขนาดใหญ่ที่มีประชากรรวมกันกว่า 3,560 ล้านคนหรือประชากรกว่าครึ่งโลก มีมูลค่าการค้ามากกว่า 10.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 30 ของมูลค่าการค้าของโลกในอนาคต

สำหรับสินค้าสำคัญของไทย คือ สินค้าทางการเกษตร และยางพารา ถือว่าเป็นสินค้าที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญ เพราะประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางพาราสำคัญของโลก และยืนยันว่ายางพาราไทยมีคุณภาพ มาตรฐานสากล รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพสินค้ายางพาราของไทย เพื่อสร้างความมั่นใจเรื่องคุณภาพ มาตรฐานให้แก่ผู้ซื้อในต่างประเทศ ซึ่งผมได้เล็งเห็นว่า อินเดียในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ และไทยในฐานะผู้ผลิตยางพาราสำคัญ จะสามารถร่วมมือกันยกระดับธุรกิจการค้าและการลงทุนในอุตสาหกรรมยางระหว่างกันให้เพิ่มมากขึ้นได้อีกขั้นหนึ่ง

ในการเยือนครั้งนี้ ตนขอขอบคุณสมาชิกธุรกิจอินเดียที่จะได้ทำการตกลงการซื้อขายและในนามรองนายกรัฐมนตรีจากประเทศไทยนั้นถือว่าเป็นการให้เกียรติตนอย่างยิ่ง โดยหากมีสิ่งใดที่เป็นอุปสรรคต้องการให้ตนรับทราบสามารถประสานงานได้ทั้งกงสุลใหญ่และทูตพาณิชย์ประจำเมืองเจนไน และในการทำข้อตกลงซื้อขายที่จะเกิดขึ้นวันนี้นั้นตนขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง และไม่ว่าอนาคตตนจะเป็นรัฐบาลหรือไม่แต่อย่างไรตนก็เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่อไป อย่างไรก็ตาม การทางมาเยือนเมืองเจนไนในครั้งนี้ ได้นำคณะผู้แทนไทยทั้งภาครัฐและเอกชนด้านยางพาราและไม้ยางพารา แล้วยังได้นำผู้ดำเนินธุรกิจบริการโลจิสติกส์มาพบและหารือกับภาคธุรกิจของอินเดียในงานสัมมนาและการเจรจาธุรกิจในวันนี้ด้วย

สุดท้ายนี้ นายจุรินทร์ ได้ขอบคุณสมาคมอุตสาหกรรมยางแห่งอินเดียและสมาคมผู้ผลิตยางล้อที่มีบทบาทสำคัญ และให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับกระทรวงพาณิชย์ของไทยในการจัดสัมมนาแลการเจรจาธุรกิจในครั้งนี้ ขอบคุณนักธุรกิจชาวอินเดียในเมืองเจนไนทุกท่านที่สละเวลาที่มีค่าของท่านมาร่วมงานในวันนี้ เชื่อว่างานสัมมนาในวันนี้จะเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้นักธุรกิจสองฝ่ายได้ทำความรู้จัก สร้างเครือข่ายธุรกิจ และแสดงศักยภาพของกันและกัน เพื่อนำไปสู่การขยายโอกาสทางการค้าใหม่ๆ ด้านสินค้ายางพาราระหว่างกันต่อไป และขอให้การสัมมนาและการเจรจาธุรกิจในวันนี้ประสบผลสำเร็จลุล่วงตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ และเปิดการสัมมนา

รายงานข่าวกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า สำหรับการสัมมนาที่เมืองเจนไน เรื่องโอกาสใหม่ทางธุรกิจของอุตสาหกรรมยางระหว่างไทยและอินเดียเป็นเป้าหมายการเปิดตลาดยางพาราของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นนโยบายเชิงรุกของรัฐบาลนี้

ในโอกาสนี้ยังมีประธานสมาพันธ์อุตสากรรมแห่งอินเดียใต้นำสมาชิกคณะนักธุรกิจชั้นนำของเมืองเจนไนเข้าเยี่ยมคารวะพร้อมหารือกับนายจุรินทร์เกี่ยวกับโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและอินเดียใต้ด้วย ซึ่งทางไทยได้มีคณะและผู้แทนการค้า เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย สมาคมธุรกิจไม้ยางพารา รวมทั้งบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการเปิดตลาดร่วมพบปะด้วย โดยเชื่อว่าช่วงค่ำวันนี้นายจุรินทร์จะได้ประกาศข่าวดีสำหรับประเทศไทย

‘สนธิรัตน์’ชูธงแก้ปัญหาราคาน้ำมันปาล์ม สั่งกฟผ.รับซื้อจากเกษตร1แสนตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/443514

'สนธิรัตน์'ชูธงแก้ปัญหาราคาน้ำมันปาล์ม  สั่งกฟผ.รับซื้อจากเกษตร1แสนตัน

‘สนธิรัตน์’ชูธงแก้ปัญหาราคาน้ำมันปาล์ม สั่งกฟผ.รับซื้อจากเกษตร1แสนตัน

วันศุกร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2562, 13.54 น.

27 กันยายน 2562 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงความคืบหน้ามาตรการยกระดับราคาน้ำมันปาล์มขณะนี้ว่า นโยบายของกระทรวงพลังงาน มีความห่วงใยต่อปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรและชาวสวนปาล์มซึ่งมีมากกว่า 2 แสนครอบครัว โดยรัฐบาลได้ออกแนวทางแก้ไขอย่างจริงจังและเร่งด่วน ภายใต้มติคณะรัฐมนตรีในช่วงที่ผ่านมา มอบให้ทาง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จัดซื้อน้ำมันปาล์มดิบรวมทั้งสิ้น 200,000 ตัน เพื่อใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งที่ผ่านมาทาง กฟผ.ได้จัดซื้อเสร็จสิ้นไปแล้ว 66,250 ตัน และ มติครม.เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2562 ได้เห็นชอบให้กฟผ.มีการซื้อน้ำมันปาล์มดิบส่วนที่เหลืออีก 133,750 ตัน

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานให้ประสานให้ กฟผ. เริ่มดำเนินการรับซื้อปาล์มน้ำมันตามนโยบายรัฐบาลโดยทันที สามารถพยุงราคาในช่วงที่ปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมากทันต่อสถานการณ์ ให้แล้วเสร็จประมาณเดือนตุลาคม 2562

“กระทรวงพลังงานมีภารกิจสำคัญ ในการพลิกชีวิตพี่น้องชาวสวนปาล์มให้ดีขึ้นในทุกมิติ ซึ่งที่ผ่านมา เราได้รณรงค์ประชาชนให้ใช้น้ำมัน B10 เป็นน้ำมันเกรดพื้นฐาน ช่วยส่งเสริมไบโอดีเซลที่ผลิตจากปาล์มน้ำมันมากขึ้นทำให้ราคาผลผลิตขยับขึ้นทันที และยังได้เพิ่มมาตรการช่วยเหลือต่อไป โดยให้ กฟผ. รับซื้อปาล์มดิบไปผลิตกระแสไฟฟ้าอีกจำนวน 133,750 ตัน ตรงนี้เรามั่นใจว่าจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับราคาผลผลิตปาล์มที่ออกสู่ตลาด ระบายสต็อคที่เหลืออยู่อย่างเป็นระบบ เกิดประโยชน์ต่อชาวสวนปาล์มโดยเฉพาะช่วงปลายปีนี้”

เผยไทยเนื้อหอมอินโดฯจีบ ร่วมลงทุนอุตสาหกรรมประมง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/443462

เผยไทยเนื้อหอมอินโดฯจีบ ร่วมลงทุนอุตสาหกรรมประมง

เผยไทยเนื้อหอมอินโดฯจีบ ร่วมลงทุนอุตสาหกรรมประมง

วันศุกร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2562, 10.27 น.

เกษตรฯเผย ผลการประชุมอาเซียน-แปซิฟิก ยูเอ็นชื่นชมรัฐบาลไทยเป็นแบบอย่างประมงยั่งยืน.  เตรียมเดินหน้าชูผลงานต่อเอฟเอโอ. ต่อพร้อมเผยไทยเนื้อหอมอินโดฯจีบร่วมลงทุนอุตสาหกรรมประมงแล้ว

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยผลการประชุมเรื่องความร่วมมือต่อต้านประมงผิดกฎหมายระหว่างอาเซียนและแปซิฟิก ครั้งที่ 1 ที่กรุงนิวยอร์กสหรัฐอเมริกาวันนี้ว่า ผลการประชุมครั้งแรกระหว่างอาเซียน-แปซิฟิกที่เห็นพ้องต้องกันในการสร้างความร่วมมือทางด้านประมงยั่งยืนเพื่อความมั่นคงด้านอาหาร(food security)ในระดับภูมิภาคนับเป็นก้าวใหม่ที่สำคัญของอาเซียน 10 ประเทศ และกลุ่มแปซิฟิก 16 ประเทศ นอกจากนี้ที่ประชุมเห็นควรให้เสนอประเด็นการทำประมงแบบยั่งยืนเป็นวาระการพิจารณาของเอเปคด้วย

ขณะที่นายปีเตอร์ ทอมสัน ฑูตพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติด้านกิจการทางทะเลและมหาสมุทรแสดงความยินดีที่อาเซียนพร้อมร่วมมือกับกลุ่มประเทศแปซิฟิกในการต่อต้านประมงผิดกฎหมายซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายSDGของสหประชาชาติว่าด้วยประมงยั่งยืน(Sustainable Fishery)พร้อมกับแสดงความชื่นชมรัฐบาลไทยในการต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมาย(IUU Fishing)จนเป็นที่ยอมรับจากอียูและการที่ประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียนริเริ่มนโยบายประมงอาเซียน (ASEAN General Fisheries Policy)และการจัดตั้งเครือข่าย อาเซียนในการต่อต้านการประมงผิดกฎหมาย(ASEAN Network for combating IUU fishing) นอกจากนี้ฑูตพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติยังแสดงความตั้งใจที่จะนำผลงานดังกล่าวไปรายงานต่อที่ประชุมใหญ่ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติที่กรุงโรมในปลายเดือนพฤศจิกายนนี้

นายอลงกรณ์ยอกด้วยว่าในการประชุมครั้งนี้ได้มีโอกาสกหารือกับนางซูสี ปูดเจียสตูตี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการทางทะเลและประมงอินโดนีเซียโดยทางอินโดนีเซียเชิญชวนให้ไทยไปร่วมลงทุนในอุตสาหกรรมประมงกับอินโดนีเซียโดยมีสิทธิประโยชน์ด้านภาษีเป็นพิเศษซึ่งตนจะรายงานเรื่องนี้ต่อนายเฉลิมชัย ศรีอ่อนรมว.เกษตรฯ.และแจ้งให้สภาอุตสาหกรรมและสมาคมประมงได้ทราบต่อไป