สทนช.ขยายผลศาสตร์พระราชา รวมภูมิปัญญาท้องถิ่นจัดการน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/438172

x

สทนช.ขยายผลศาสตร์พระราชา รวมภูมิปัญญาท้องถิ่นจัดการน้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า การเพิ่มขึ้นของประชากรและการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งทวีความรุนแรงมากขึ้นในแต่ละปี ส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ นอกจากสทนช.ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสรรหาองค์ความรู้และนวัตกรรมใช้บริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนมากที่สุดแล้ว ภูมิปัญญาท้องถิ่นก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ สทนช. ให้ความสำคัญ เพราะเป็นองค์ความรู้ของภาคประชาชนและเครือข่ายท้องถิ่นช่วยจัดสรรน้ำในพื้นที่มีประสิทธิภาพ ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ ดังนั้น สทนช.จึงต้องการรวบรวมองค์ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น นวัตกรรม และแนวปฏิบัติบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของทุกชุมชนในประเทศนำมาจัดทำทำเนียบองค์ความรู้ภายใต้แนวคิด “ศาสตร์พระราชา นำพาน้ำยั่งยืน” โดยแบ่งเป็น 5 ด้าน ได้แก่ 1.การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค 2.การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต 3.การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย 4.การจัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำและ 5.การอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมและป้องกันการพังทลายของดิน

สำหรับประชาชน คณะกรรมการลุ่มน้ำ เครือข่าย องค์กรภาครัฐและภาคเอกชน หรือสถาบันการศึกษาทั่วประเทศที่สนใจร่วมส่งองค์ความรู้ได้ตั้งแต่บัดนี้ – 10 กันยายน ดาวน์โหลดแบบฟอร์มหรือกรอกข้อมูลออนไลน์ได้ที่ www.onwr.go.th หรือขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มวิเคราะห์สิ่งแวดล้อม ศูนย์นวัตกรรมและเทคโนโลยีทรัพยากรน้ำ สทนช. เลขที่ 89/168-170 ถ.วิภาวดีรังสิต เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210 โทร. 08-6717-6677 หรือ 0-2521-9140-8 ต่อ 1102 โดยผลงานที่ได้รับคัดเลือกจะนำไปรวบรวมในทำเนียบองค์ความรู้เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน ภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานครบรอบ 2 ปี สทนช. ในวันที่ 25 ตุลาคม 2562 เพื่อร่วมถอดบทเรียนและถ่ายทอดความสำเร็จสู่สาธารณชนต่อไป

อ.ส.ค.จัดประกวดคลิปโฆษณา ‘The Power of Brandนมไทย-เดนมาร์คฯ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/438173

x

อ.ส.ค.จัดประกวดคลิปโฆษณา ‘The Power of Brandนมไทย-เดนมาร์คฯ’

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) จัดกิจกรรมการประกวดแผนสื่อสารการตลาด ปีที่ 4 ในรูปแบบ Clip โฆษณานมไทย-เดนมาร์ค ของอ.ส.ค. ภายใต้หัวข้อ “The Power of Brand นมไทย-เดนมาร์ค เพิ่มพลังแบรนด์ยืนหนึ่ง” ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และทุนการศึกษาแก่ผู้ชนะการประกวด อ.ส.ค. ในฐานะเจ้าของแบรนด์ผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค และผู้จัดโครงการ ขอเชิญชวนนิสิตนักศึกษา ร่วมสร้างสรรค์ความคิดการสื่อสารออกมาในรูปแบบ Clip โฆษณา ความยาวไม่เกิน 3 นาที เพื่อสื่อสารและเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคนมไทย-เดนมาร์ค ตอกย้ำความเป็นแบรนด์นมไทย-เดนมาร์คให้ชัดเจนขึ้น รวมทั้งสร้าง Brand Awareness ทำให้แบรนด์ นมไทย-เดนมาร์คเป็นที่น่าเชื่อถือและอยู่ในใจผู้บริโภค (Most Admired Brand) อย่างยั่งยืน

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย ร่วมเสวนาร่วมกับนายธนเดช กุลปิติวัน บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร BrandAge ภายใต้หัวข้อ “นมไทย-เดนมาร์ค Brand ยืนหนึ่งในใจผู้บริโภค ” และเปิดเผยว่า “การจัดกิจกรรมการประกวด “The Power of Brand นมไทย-เดนมาร์ค เพิ่มพลังแบรนด์ยืนหนึ่ง” ครั้งนี้ อ.ส.ค.อยากเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่มีเวทีนำเสนอแนวคิดสร้างสรรค์ สร้างไอเดียนำเสนอในรูปแบบใหม่ ที่สร้างความแตกต่างจากแบรนด์อื่นได้อย่างสร้างสรรค์ และสร้างการจดจำแบรนด์นมไทย-เดนมาร์ค ที่ครองใจผู้บริโภคและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของผลิตภัณฑ์” ดร.ณรงค์ฤทธิ์ กล่าว

สำหรับนิสิต-นักศึกษาที่สนใจส่งผลงานเข้าร่วมโครงการ เปิดรับสมัครและส่งผลงานในรูปแบบที่กำหนด ภายในวันที่ 9 สิงหาคม -10 กันยายน 2562 สมัครได้ที่ โครงการ Workshop และประกวดแผนการตลาด นมไทย-เดนมาร์ค ปีที่ 4 เลขที่ 3/1 ซอยประชาสงเคราะห์ 31 ถนนประชาสงเคราะห์ แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400 ติดต่อ โทรศัพท์ 0-2276-5812 E-mail: thaidenmarkworkshop@gmail.com ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและดาวน์โหลดใบสมัครที่ www.thai-Denmarkworkshop.com Facebook Fanpage: Thai-DenmarkWorkshop

เปิดเวที ‘Thailand International Seed Trade 2019’ ให้ SME ไทยแลกเปลี่ยนองค์ความรู้-เจรจาธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/438177

เปิดเวที 'Thailand  International  Seed  Trade 2019' ให้ SME ไทยแลกเปลี่ยนองค์ความรู้-เจรจาธุรกิจ

เปิดเวที ‘Thailand International Seed Trade 2019’ ให้ SME ไทยแลกเปลี่ยนองค์ความรู้-เจรจาธุรกิจ

วันพุธ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2562, 16.32 น.

ดร.ชัยฤกษ์  สงวนทรัพยากร  นายกสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย  เปิดเผยว่า  ประเทศไทยมีเป้าหมายในการเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ (Seed Hub) ของภูมิภาคเอเชีย เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหาร และยกระดับความสามารถด้านการผลิต ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นคุณภาพผลิตผลทางการเกษตรและเมล็ดพันธุ์ไทยในระดับนานาชาติ  ดังนั้นเพื่อผลักดันอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ไทยไปสู่เป้าหมายการเป็น Seed Hub สมาคมฯ จึงร่วมกับกรมวิชาการเกษตร  และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) จัดงาน “Thailand  International  Seed  Trade 2019” ระหว่างวันที่ 13-14 กันยายน 2562  ณ  โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิล์ด กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ภายในงานนอกจากนักปรับปรุงพันธุ์และผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ของไทย จะได้การแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการผลิต การปรับปรุงพันธุ์ รวมทั้งการบริหารจัดการและการตรวจป้องกันโรคพืชกับผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเมล็ดพันธุ์ขนาดย่อม(SME)ของไทยได้พบปะคู่ค้าทางธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยผลักดันการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการของผู้ประกอบการ SME สู่มาตรฐานสากลได้เร็วขึ้นด้วย โดยผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์และอุตสาหกรรมเกษตรที่เกี่ยวข้องสนใจเข้าร่วมกิจกรรม สามารถลงทะเบียนได้ที่ http://www.tist.in.th

‘มนัญญา’ดันปล่อยเงินกู้315ล้าน อุ้มเกษตรกรปลอดดอกเบี้ย1ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/438120

‘มนัญญา’ดันปล่อยเงินกู้315ล้าน อุ้มเกษตรกรปลอดดอกเบี้ย1ปี

‘มนัญญา’ดันปล่อยเงินกู้315ล้าน อุ้มเกษตรกรปลอดดอกเบี้ย1ปี

วันพุธ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2562, 15.07 น.

“มนัญญา”  เร่งช่วยเกษตรกรสมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศ ประสบภัยพิบัติ โพดุล สั่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ เตรียมวงเงินจากกองทุนกพส. 315 ล้านบาท ให้สหกรณ์กู้ ปลอดดอกเบี้ย 1 ปี ฟื้นฟูอาชีพสมาชิก จ่อคุย ธกส. พักชำระหนี้เกษตรกร 2 ปี 

เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2562 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมว.เกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยว่า สั่งการให้นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ  อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เตรียมมาตรการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรสมาชิกสหกรณ์ที่ประสบอุทกภัยจากพายุโพดุล ซึ่งจะเน้นดูแลเรื่องปัญหาหนี้สิน และขาดรายได้จากน้ำท่วมที่จะส่งชำระหนี้คืนสหกรณ์ ดังนั้นจะนำเสนอครม. เพื่อขอวงเงินชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อบรรเทาปัญหาหนี้สินให้กับสมาชิกประสบภัยพิบัติ

นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า สำหรับมาตรการช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ โดยใช้เงินกู้จากกองทุนพัฒนาสหกรณ์( กพส.) จำนวน 315 ล้านบาท เป็นเงินกู้ปลอดดอกเบี้ย 1 ปี เพื่อให้สหกรณ์กู้ยืมและนำไปให้สมาชิกของแต่ละสหกรณ์กู้ปลอดดอกเบี้ยเช่นกัน เพื่อฟื้นฟูอาชีพหลังเกิดภัยพิบัติจากพายุโพดุล  และยังได้ขยายเวลาชำระหนี้ให้สหกรณ์ ที่กู้เงิน กพส. ก่อนหน้านี้ออกไปอีก 1ปี   กรณีที่สหกรณ์นั้นมีเหตุที่จะแสดงได้ว่า ได้รับผลกระทบจากพายุ จนไม่สามารถชำระหนี้ได้

นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ในการดำเนินการจะสำรวจตัวเลขยอดหนี้ จำนวนเกษตรกรสมาชิกที่ประสบภัยโดยเร็ว  ซึ่งก่อนจะนำมาตรการบรรเทาหนี้สินสมาชิกสหกรณ์ที่ประสบภัยเข้าสู่ ครม. พิจารณา ตนจะหารือกับ ธกส.วันจันทร์ที่ 9 ก.ย.นี้ ในการช่วยเรื่องปัญหาหนี้สินเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยทั่วประเทศ ซึ่งจะมีมาตรการช่วยเหลือชดเชยดอกเบี้ย ขยายเวลา พักชำระหนี้

อย่างไรก็ตามในเบื้องต้นกรมส่งเสริมสหกรณ์​ สรุปความเสียหายจากพายุโซนร้อน “โพดุล”  ในพื้นที่ 20 จังหวัด แบ่งเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 13 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด อำนาจเจริญ อุดรธานี นครพนม ยโสธร มหาสารคาม สกลนคร มุกดาหาร กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ อุบลราชธานี นครราชสีมา ภาคเหนือและภาคกลางตอนบน 7 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน แพร่ น่าน เพชรบูรณ์ พิจิตร พิษณุโลก

โดยปรากฏว่า มีสหกรณ์​ กลุ่มเกษตรกรได้รับผลกระทบ 232 แห่ง แบ่งเป็น155สหกรณ์​ 77 กลุ่มเกษตรกร รวมสมาชิก 67,254 ราย พื้นที่ได้รับความเสียหาย 791,547 ไร่  จากการลงพื้นที่รับฟังปัญหาเกษตรกร ต้องการให้พักชำระหนี้หรือขยายเวลาการชำระหนี้ออกไป 1-2 ปี

เตือนรับมือหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437905

x

เตือนรับมือหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศ

วันพุธ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ที่ผ่านมากรมวิชาการเกษตรเฝ้าระวัง แจ้งเตือนและสร้างการรับรู้เกี่ยวกับหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศอย่างต่อเนื่อง ให้หมั่นสำรวจแปลงและตรวจสอบกับดักฟีโรโมนอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชตามแนวชายแดนให้เข้มงวดตรวจสอบสินค้าที่นำเข้าและตรวจกับดักฟีโรโมนที่นำไปติดตั้งไว้ช่องทางผ่านชายแดน เพื่อเฝ้าระวัง

สถานการณ์ล่าสุดเจ้าหน้าที่สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร  ตรวจพบผีเสื้อหนอนชอนใบมะเขือเทศติดกับดักฟีโรโมนที่ติดไว้บริเวณช่องทางผ่านแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน จากการนำตัวอย่างมาจำแนกชนิดด้วยลักษณะทางสันฐานวิทยา และวิธีการทางชีวโมเลกุลที่มีความทันสมัยตามมาตรฐานสากลนั้น พบว่าเป็นหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าTuta absoluta Meyrick (Lepidoptera: Gelechiidae) ซึ่งเป็นชนิดใหม่ที่ไม่มีในประเทศไทยมาก่อน แต่พบว่าเริ่มระบาดอยู่ในแถบประเทศเพื่อนบ้านของไทยแล้ว

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า  นอกจากมะเขือเทศแล้วหนอนชอนใบชนิดนี้ยังเข้าทำลาย พริก มะเขือ และมันฝรั่งได้อีกด้วย ถ้าพบการระบาดแต่ไม่มีการป้องกันกำจัดจะทำให้ผลผลิตเสียหายได้ถึง 100% โดยแหล่งปลูกมะเขือเทศของไทยที่ผลิตเพื่อบริโภคสดและเข้าโรงงาน ได้แก่ จ.นครพนม หนองคาย สกลนคร เชียงใหม่ น่าน ลำปาง ส่วนแหล่งผลิตเพื่อทำเมล็ดพันธุ์ใช้ในประเทศและส่งออกได้แก่ ขอนแก่น สกลนคร อุดรธานี ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตรเตรียมพร้อมรับมือหากมีการแพร่ระบาดของหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศเข้ามาภายในประเทศ โดยมีวิธีป้องกันและกำจัดทางวิชาการ พร้อมกันนี้ กรมวิชาการเกษตรได้เปิดสายด่วนเฝ้าระวังหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศ หากสำรวจพบแปลงมะเขือเทศมีลักษณะการเข้าทำลายดังกล่าวสามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 0-61415-2517

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่บ้านผารังหมี ต้นแบบเพิ่มมูลค่าข้าวชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437910

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่บ้านผารังหมี  ต้นแบบเพิ่มมูลค่าข้าวชุมชน

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่บ้านผารังหมี ต้นแบบเพิ่มมูลค่าข้าวชุมชน

วันพุธ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จังหวัดพิษณุโลกมีกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ (นาแปลงใหญ่) กับกรมการข้าว ตั้งแต่ปี 2559 จำนวน 4 กลุ่ม พื้นที่รวม 7,425 ไร่ เกษตรกร 470 ราย ในปี 2562 มีแปลงเข้าร่วมเพิ่มขึ้นเป็น 39 แปลง เกษตรกรทั้งสิ้น 2,308 ราย ครอบคลุมพื้นที่รวม 52,250.35 ไร่

“กลุ่มนาแปลงใหญ่ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านผารังหมี”หมู่ 3 ตำบลไทรย้อย อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก เป็นหนึ่งกลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่เมื่อปี 2560 วัตถุประสงค์หลักคือต้องการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อรวมกันผลิต รวมกันขาย ลดต้นทุน และเพิ่มมูลค่าข้าวของคนในชุมชน

นายจันที ชมภูมี ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านผารังหมี กล่าวว่า แต่เดิมเกษตรกรบ้านผารังหมีประสบปัญหาต้นทุนการผลิตข้าวสูงและขายได้ราคาต่ำ จึงรวมตัวเป็นศูนย์ข้าวชุมชนบ้านผารังหมี เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 คุณภาพ ขยายให้สมาชิกเพื่อพัฒนาคุณภาพพันธุ์ข้าวให้มีคุณภาพดี ต่อมามีโครงการนาแปลงใหญ่จึงเข้าร่วมตั้งแต่ปี 2560 ปัจจุบันมีสมาชิก 76 ราย พื้นที่ 2,077 ไร่ ทำการปลูกข้าวหอมมะลิได้ผลผลิตข้าวเฉลี่ยประมาณ 2,625 ตัน/ปี ทำนาปีละครั้ง ผลผลิตข้าวที่ได้ส่วนใหญ่ใช้เป็นเมล็ดพันธุ์ให้กับสมาชิกและชุมชนอื่นๆ

ซึ่งกลุ่มได้พัฒนาเกษตรกรด้านการผลิต 2 ด้าน คือ 1.ผลิตเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ ตามกระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ GAP Seed 2.ผลิตข้าวคุณภาพดีโดยการทำเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) ข้าวหอมมะลิ และกำลังพัฒนาการผลิตไปสู่ระบบการผลิตข้าวอินทรีย์ โดยปราชญ์ชาวบ้าน ซึ่งมีภูมิปัญญาทางด้านเกษตรอินทรีย์ ซึ่งได้ประชุมคณะกรรมการและสมาชิกเป็นประจำ เพื่อกระตุ้นให้สมาชิกผลิตเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ และตระหนักถึงการผลิตข้าวปลอดภัยทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค อีกทั้ง ยังลดต้นทุนการผลิตข้าว

จากการเข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ ลดต้นทุนการผลิตจาก 3,500 บาทต่อไร่ เป็น 3,000 บาทต่อไร่ เพิ่มผลผลิตจาก 550 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 700 กิโลกรัมต่อไร่ และมีรายได้เพิ่มขึ้นจาก 1,010 บาทต่อไร่ เป็น 2,600 บาทต่อไร่ โดยมีเทคโนโลยีลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ได้แก่ ใช้เครื่องหยอดข้าวงอก และเครื่องหยอดข้าวแห้ง ลดอัตราใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวเหลือไร่ละ 5 กิโลกรัม นอกจากนี้ จะใช้วิธีไถกลบตอซังข้าวแทนการเผา เพราะเป็นการเผาปุ๋ยทิ้งไปเปล่าๆ พอไถกลบตอซังข้าวเสร็จจะหว่านปอเทืองแล้วไถกลบเพื่อปรับปรุงดิน ร่วมกับใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ควบคุมศัตรูข้าวโดยวิธี IPM และเก็บเกี่ยวข้าวในระยะพลับพลึง นอกจากนี้ จะตรวจแปลงกำจัดสิ่งเจือปนทุกระยะ และให้ความสำคัญกับปัญหาข้าวปลอมปน โดยเฉพาะเวลานำรถเกี่ยวข้าวเข้ามาในพื้นที่ ต้องล้างทำความสะอาดรถเกี่ยวให้ดี เพราะเรามุ่งเน้นขายข้าวหอมมะลิคุณภาพ จะไม่ให้มีข้าวอื่นปลอมปนเด็ดขาด ซึ่งทางกลุ่มเชื่อมโยงตลาดกับสหกรณ์การเกษตรเนินมะปรางและโรงสีเอกชนรับซื้อผลผลิตข้าวจากสมาชิก โดยผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP จะเพิ่มอำนาจต่อรองได้ เช่น เมื่อต้นปีขายข้าวเปลือกหอมมะลิได้ตันละ 14,000 บาท โดยทางผู้ซื้อให้ราคาข้าวคุณภาพที่มีใบจีเอพีการันตีเพิ่มอีกตันละ 200 บาท (เรียกว่าค่าทำดี)

ผลจากการรวมกลุ่มผลิตและจำหน่ายตามนโยบายนาแปลงใหญ่ ทำให้สมาชิกกลุ่มสร้างรายได้ได้หลากหลายมากขึ้น ได้แก่ ขายข้าวเปลือกให้โรงสี ได้ 14,000 บาทต่อตัน ขายเมล็ดพันธุ์ข้าวได้ 28,000 บาทต่อตัน ทางกลุ่มยังมีโรงสีข้าวชุมชนสามารถสีข้าวกล้องหอมมะลิและข้าวสารหอมมะลิขายเอง ภายใต้แบรนด์ “ข้าวนาผางาม” เพิ่มมูลค่าจากข้าวเปลือกตันละ 14,000 บาท เป็นไม่ต่ำกว่าตันละ 30,000 บาท นอกจากนี้ ยังสนับสนุนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรผลิตสินค้าสร้างอาชีพเสริมหลังฤดูทำนา ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักสาน ทอผ้า อาหารท้องถิ่น ซึ่งบ้านผางามได้รับคัดเลือกให้เป็นหมู่บ้าน OTOP นวัตวิถี มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชม จึงเปิดเป็นโฮมสเตย์รองรับนักท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้คนในชุมชนอีกช่องทางหนึ่ง ทั้งนี้ ทางกลุ่มส่งเสริมให้มีการออมทรัพย์ เพื่อกระตุ้นสมาชิกให้สะสมเงินเป็นแหล่งเงินทุนไว้ทำกิจกรรมให้ยั่งยืน มั่งคงและถาวรต่อไป

หากผู้ใดสนใจเยี่ยมชมหมู่บ้านท่องเที่ยว บ้านผารังหมี ติดต่อได้ที่นายจันที ชมภูมี ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่และผู้ใหญ่บ้านบ้านผารังหมี หมู่ 3 ต.ไทรย้อย อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก หมายเลขโทรศัพท์ 08-9269-0301

ชสอ.เตรียมจัดใหญ่วันออมแห่งชาติ31ต.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437904

x

ชสอ.เตรียมจัดใหญ่วันออมแห่งชาติ31ต.ค.

วันพุธ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามมติคณะรัฐมนตรีที่กำหนดให้วันที่ 31 ตุลาคมของทุกปีเป็น “วันออมแห่งชาติ” เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่จะระดมเงินออมในภาคประชาชน โดยรัฐบาลจะสนับสนุนการดำเนินงานของสหกรณ์ทั่วประเทศกว่า 8,000 แห่ง สมาชิกรวมกว่า 12 ล้านคน ให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ดังนั้น สหกรณ์ควรพัฒนาขีดความสามารถของสหกรณ์ให้ดำเนินงานได้มาตรฐาน เร่งแก้ปัญหาหนี้สินสมาชิกสหกรณ์ ให้สมาชิกมีวินัยทางการเงิน วางแผนใช้จ่ายส่งเสริมอาชีพ เพื่อให้มีรายได้พอใช้จ่าย และมีทุนเพียงพอสำหรับการประกอบอาชีพ

พลตำรวจโทวิโรจน์ สัตยสัณห์สกุล ประธานกรรมการ ชสอ. กล่าวว่า ปี 2561 ภาคสหกรณ์ไทยมีเงินออมและเงินออมเฉลี่ยต่อสมาชิกเพิ่มขึ้น มีเงินออมกว่า 2.30 ล้านล้านบาท และเงินออมเฉลี่ยต่อสมาชิกกว่า 183,000 บาท โดยชสอ.จัดงาน วันออมแห่งชาติมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2552 การจัดงานวันออมแห่งชาติครั้งนี้ ชสอ. ร่วมกับสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ชุมนุมสหกรณ์ระดับประเทศ และสหกรณ์ทั้ง 7 ประเภท รณรงค์กิจกรรมส่งเสริมการออมของสหกรณ์ทั่วประเทศ กำหนดจัดงานวันออมแห่งชาติ ประจำปี 2562 วันที่ 31 ตุลาคม ที่สำนักงานใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ถนนแจ้งวัฒนะ โดยกำหนดจัดกิจกรรมการ เดิน-วิ่ง-ปั่น รณรงค์วันออมแห่งชาติวันที่ 31 ตุลาคม 2562 โดยเขตพื้นที่สหกรณ์สมาชิก ชสอ. ร่วมกับสหกรณ์ทุกประเภทในแต่ละภูมิภาคทั่วประเทศ และมอบโล่เกียรติคุณวันออมแห่งชาติ ให้สมาชิกสหกรณ์ที่มีวินัยในการออมดีเด่น ตั้งเป้ารณรงค์ให้สหกรณ์ทั่วประเทศจัดกิจกรรมส่งเสริมการออม ในภาคสหกรณ์เพิ่มขึ้น 50,000 ล้านบาท สำหรับ ชสอ. เพิ่มช่องทางการออมให้สหกรณ์ ด้วยการเปิดจำหน่ายเงินฝากประจำและตั๋วสัญญาใช้เงิน รุ่น “วันออมแห่งชาติ” ระยะเวลาฝาก 36 เดือน อัตราดอกเบี้ย 3.80% ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม-8 พฤศจิกายน 2562

นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธานกรรมการ สสท. กล่าวว่า ในวันที่ 31 ตุลาคม จะได้เห็นการดำเนินงานของขบวนการสหกรณ์ จัดทำกิจกรรมการออมในรูปแบบที่หลากหลาย เป็นฐานการออมที่สำคัญอีกฐานหนึ่งด้านการเงินของประเทศไทย ทำให้การเงินของประเทศไทยมั่นคง เข้มแข็งและยั่งยืน

ส่องเกษตร : คิดได้ ไปต่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437906

449007

ส่องเกษตร : คิดได้ ไปต่อ

วันพุธ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สืบเนื่องจากเรื่องเล่าของชาวนาเกลือ มาสู่เรื่องราวของแปลงใหญ่โคเนื้อเพชรบุรี ระหว่างที่พูดคุยกันกับกลุ่มเกษตรกรชาวนาเกลือ อาชีพที่เหลือน้อยลงไปทุกปี กลุ่มแปลงใหญ่โคเนื้อเพชรบุรีได้เปิดประเด็นปัญหาของกลุ่มตัวเองและวิธีการแก้ไขปัญหาที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน พอได้ฟังเรื่องราวของแปลงใหญ่โคเนื้อแล้ว ผมอยากขยายเรื่องราวเหล่านี้ให้เกษตรกรกลุ่มอื่นๆ ได้คิดต่อ เผื่อจะได้ไปต่อกัน

แนวคิดในการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เกิดขึ้นในยุคที่นายปีติพงษ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ต่อเนื่องกับยุคของพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หลักคิดของแปลงใหญ่เป็นหลักคิดเดียวกับหลักของสหกรณ์ แต่ยังไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลที่ชัดเจนเหมือนกับสหกรณ์ที่มีกฎหมายมารองรับชัดเจน ลักษณะเป็นระบบส่งเสริมการเกษตรที่ยึดพื้นที่เป็นหลัก(area-based approach) ดำเนินงานในลักษณะบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยมีผู้จัดการแปลงเป็นผู้บริหารจัดการในทุกกิจกรรมตลอด supply chain ด้วยการสนับสนุนให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มทำการผลิต การบริหารจัดการร่วมกันและรวมกันจำหน่ายโดยมีตลาดรองรับที่แน่นอนสามารถลดต้นทุนการผลิตผลผลิตเพิ่มขึ้น และมีคุณภาพได้มาตรฐาน รวมถึงเกษตรกรสามารถเป็นผู้จัดการ บริหารจัดการการผลิต ผลผลิต และการตลาดได้

สำหรับแปลงใหญ่โคเนื้อในจังหวัดเพชรบุรี กรมปศุสัตว์เป็นผู้ส่งเสริมและสนับสนุนกลุ่มแปลงใหญ่นี้ให้มีความเข้มแข็ง โดยเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อได้รวมตัวกันพัฒนาการผลิต ในลักษณะโคเนื้อครบวงจรในรูปแบบเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนปศุสัตว์จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเห็นว่าการพัฒนาโคเนื้อแบบครบวงจรจะต้องเริ่มต้นตั้งแต่ต้นทาง คือ พ่อแม่พันธุ์ กลางทาง คือ โคขุน และปลายทาง คือ เนื้อโคขุน การจะทำให้วงจรของโคเนื้อหมุนไปและสามารถเจริญเติบโตได้ การกระจายผลประโยชน์ต้องทั่วถึง ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับวงจรนี้ต้องอยู่ได้ เป็นหลักคิดที่น่าชื่นชมมาก

ประเด็นที่น่าสนใจ คือ แปลงใหญ่โคเนื้อเพชรบุรี ไม่ได้มองแค่ผลิตเนื้อคุณภาพเท่านั้น แต่ยังมองไปที่การเพิ่มมูลค่าของผลผลิต ด้วยการแปรรูปเป็นมัสมั่นกระป๋อง ภายใต้ความร่วมมือของโรงงานผลิตอาหารกระป๋องที่มีมาตรฐานในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร การคัดเกรดของเนื้อเพื่อผลิตส่งไปยังตลาดต่างๆ ตามความต้องการที่ชัดเจน โดยเนื้อคุณภาพสูงจะจำหน่ายไปยังโรงแรม/ภัตตาคารต่างๆ ในพื้นที่ เพื่อทำเป็นเนื้อสเต๊ก โดยมีแปลงใหญ่ผักร่วมด้วย กลายเป็นจานสเต๊กที่สมบูรณ์แบบ ส่วนเนื้อที่คุณภาพรองลงมาจะจำหน่ายไปอีกตลาดหนึ่ง นอกจากนี้ยังได้ร่วมกับกลุ่มแปรรูปอาหารฮาลาล แปรรูปเป็นอาหารฮาลาลรูปแบบต่างๆ ทำให้การผลิตและจำหน่ายมีความครบวงจรอย่างแท้จริงเป็นการกระจายรายได้ กระจายผลประโยชน์ให้เกิดขึ้นร่วมกัน ไม่ใช่ผลประโยชน์ตกอยู่ที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เมื่อทุกคนในวงจรการผลิตโคเนื้อสามารถอยู่ได้ สังคมของโคเนื้อก็สามารถเติบโตไปได้เช่นกัน

หลักคิดการกระจายผลประโยชน์ร่วมกันและหลักคิดการผลิตแบบครบวงจร เป็นหลักคิดที่ผมอยากเห็นเกษตรกรทุกคนนำไปคิด เพื่อพัฒนาและต่อยอดกิจกรรมทางการเกษตรของตนเองให้มีความเข้มแข็ง หากไม่สามารถคิดคนเดียวได้ ต้องมารวมตัวกันช่วยคิด โบราณว่าสองหัวดีกว่าหัวเดียว ยิ่งกิจกรรมทางการเกษตรด้วยแล้ว เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยต่างๆ เป็นจำนวนมาก และเกี่ยวข้องกับหลายๆ ฝ่าย การจับมือกันให้ครบวงจร ตลอดห่วงโซ่ผลิตภัณฑ์ย่อมสามารถผลักดันกันและกันไปสู่จุดหมายได้ง่ายขึ้น

ส่วนตัวผมเอง ยังหวังต่อไปว่าแปลงใหญ่โคเนื้อเพชรบุรีจะสามารถพัฒนาตนเองให้เติบโตต่อไป สามารถที่จะผลักดันเมืองเพชรบุรีให้เป็นเมืองคาวบอยตะวันตก สร้างอัตลักษณ์ของตนเองขึ้นมาให้โดดเด่นมากกว่าที่เป็นอยู่ คิดได้ขนาดนี้ ไปต่อได้แน่นอน ติดตามและเป็นกำลังใจครับ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

สศก.สำรวจแหล่งผลิต-ตลาดข้าวสุโขทัย-พิษณุโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437907

สศก.สำรวจแหล่งผลิต-ตลาดข้าวสุโขทัย-พิษณุโลก

สศก.สำรวจแหล่งผลิต-ตลาดข้าวสุโขทัย-พิษณุโลก

วันพุธ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ จ.สุโขทัย และพิษณุโลก ติดตามการเพาะปลูกข้าวเจ้านาปีของเกษตรกร ปริมาณผลผลิต การประสบภัยธรรมชาติ ตลอดจนราคาข้าวเปลือกที่ผู้ประกอบการโรงสีรับซื้อ โดยข้อมูลการผลิต (ข้อมูลผลพยากรณ์โดยศูนย์สารสนเทศการเกษตร ณ เดือนมิถุนายน 2562) พบว่าจ.สุโขทัย มีเนื้อที่เพาะปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2562/63 ประมาณ 1.04 ล้านไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 0.99 ล้านไร่ ให้ผลผลิตรวม 0.55 ล้านตัน ผลผลิตเฉลี่ยต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยวประมาณ 553 กิโลกรัม/ไร่ (ณ ความชื้น 15%) สำหรับจ.พิษณุโลก มีเนื้อที่เพาะปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2562/63 ประมาณ 1.37 ล้านไร่เนื้อที่เก็บเกี่ยว 1.31 ล้านไร่ ให้ผลผลิตรวม 0.77 ล้านตัน ผลผลิตเฉลี่ยต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยวประมาณ 588 กิโลกรัม/ไร่ (ณ ความชื้น 15%)

เมื่อเทียบกับเนื้อที่เพาะปลูกข้าวนาปี ปีเพาะปลูก 2561/62 พบว่า เนื้อที่เพาะปลูกของทั้ง 2 จังหวัด เพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากภาครัฐมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวถึงปัจจุบัน(ปีการผลิต 2562/63) ประกอบกับราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรขายได้มีแนวโน้มสูงขึ้น เกษตรกรจึงกลับมาทำนาในที่นาที่เคยปล่อยว่าง แต่เนื้อที่เพิ่มขึ้นไม่มาก เนื่องจากเนื้อที่เพาะปลูกข้าวมีจำกัด

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรทั้ง 2 จังหวัด ประสบปัญหาภัยแล้งช่วงเดือนมิถุนายน-กลางเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา ส่งผลให้เนื้อที่เก็บเกี่ยวมีแนวโน้มลดลง ขณะที่มีเกษตรกรบางพื้นที่ในจ.สุโขทัย เช่น อ.เมือง บ้านด่านลานหอย ศรีสำโรง และในจ.พิษณุโลก เช่น อ.เมือง บางระกำ บางกระทุ่ม วัดโบสถ์ และวังทอง เลื่อนปลูกข้าวออกไป เนื่องจากฝนมาช้า เกษตรกรเริ่มปลูกช่วงปลายเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม และจะเก็บเกี่ยวผลผลิตช่วงเดือนตุลาคม–พฤศจิกายน ส่งผลให้ทำนาได้เพียงรอบเดียว จึงคาดว่าผลผลิตจะออกสู่ตลาดลดลง (ปกติเกษตรกรจะเริ่มปลูกข้าวช่วงเดือนพฤษภาคม และเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตนำไปจำหน่ายเดือนสิงหาคม)

สำหรับสถานการณ์ราคาข้าวเปลือกทั้ง 2 จังหวัด พบว่า เดือนสิงหาคม 2562 ราคาอยู่ในเกณฑ์ดีและมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยจ.สุโขทัย ราคาข้าวเปลือกเจ้าที่เกษตรกรขายได้ (ความชื้น 25-26%) ประมาณตันละ 6,700-7,200 บาท และข้าวเปลือกเจ้า (ความชื้น 15%) ประมาณตันละ 8,000-8,200 บาท สำหรับจ.พิษณุโลก ราคาข้าวเปลือกเจ้าที่เกษตรกรขายได้ (ความชื้น 25-26%) ประมาณตันละ 6,800-7,000 บาท และข้าวเปลือกเจ้า (ความชื้น 15%) ประมาณตันละ 8,200-8,300 บาท หากพิจารณาภาพรวม เมื่อปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง ขณะที่ตลาดยังคงต้องการข้าว ราคาข้าวเปลือกอาจรักษาระดับราคาอยู่ในเกณฑ์สูงได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี

DITP จัดทัพผู้ประกอบการ T Mark ลุยเจรจาธุรกิจ หวังขยายตลาดสินค้าไทย-จีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437955

DITP จัดทัพผู้ประกอบการ T Mark ลุยเจรจาธุรกิจ หวังขยายตลาดสินค้าไทย-จีน

DITP จัดทัพผู้ประกอบการ T Mark ลุยเจรจาธุรกิจ หวังขยายตลาดสินค้าไทย-จีน

วันอังคาร ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2562, 17.54 น.

DITP จัดทัพผู้ประกอบการ T Mark ลุยเจรจาธุรกิจและทดสอบตลาด หวังขยายตลาดสินค้าไทย-จีนขึ้นแท่นอันดับหนึ่งของไทย

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ นำคณะผู้ประกอบการไทยกว่า 18 บริษัท เยือนนครกว่างโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 20-26 สิงหาคม 2562 เพื่อร่วมกิจกรรม Business Matching ในวันที่ 21 สิงหาคม 2562 ณ โรงแรม The Garden Guangzhou และเข้าร่วมเจรจาการค้าภายในงานแสดงสินค้า Guangdong 21th Century Maritime Silk Road International Expo 2019 ระหว่างวันที่ 23-26 สิงหาคม 2562 ณ อาคารแสดงสินค้า China Import And Export Fair Complex นครกว่างโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อสร้างการรับรู้และสร้างการยอมรับสินค้าไทยคุณภาพที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thailand Trust Mark หรือ T Mark ในกลุ่มผู้ซื้อผู้นำเข้ารวมทั้งผู้บริโภคชาวจีน พร้อมผลักดันอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างโอกาสการเข้าถึงตลาดจีนให้แก่ผู้ประกอบไทย

โดยได้รับเกียรติจากนางครองขนิษฐ รักษ์เจริญ กงสุลใหญ่ นครกว่างโจว เป็นประธานในพิธีเปิดงาน Business Matching และนางสาวศุภรา เสกาจารย์  ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครกว่างโจว ร่วมในพิธี  กิจกรรมดังกล่าวดำเนินงานโดยสำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้า ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครกว่างโจว โดยเป็นการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติในด้านการสร้างโอกาสการเข้าถึงตลาดที่มีศักยภาพแก่ผู้ประกอบการไทย รวมทั้งการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ข้อมูลตราสัญลักษณ์ T Mark ให้เข้าถึงผู้ซื้อผู้นำเข้าและผู้บริโภคชาวจีน

นางสาวศุภรา เสกาจารย์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครกว่างโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน เปิดเผยว่า กิจกรรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าที่ได้รับตราสัญลักษณ์ T Mark ซึ่งเริ่มเป็นที่รู้จักในตลาดจีนและผู้บริโภคชาวจีนมีความเชื่อมั่นในแบรนด์ไทยมากขึ้น โดยกรมฯ มีการประชาสัมพันธ์ตราสัญลักษณ์ T Mark มาอย่างต่อเนื่อง แต่การที่ผู้ประกอบการไทยได้ตราสัญลักษณ์ T Mark ซึ่งรับรองโดยรัฐบาลไทยจะเป็นการสร้างความมั่นใจในตัวสินค้าให้กับผู้บริโภคซึ่ง T Mark จะเป็นตราที่ช่วยส่งเสริมให้สินค้าไทยเป็นที่รู้จักในตลาดโลกได้ง่ายขึ้น

สำหรับตลาดจีนซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ มูลค่าการค้าร่วมกันระหว่างไทย-จีนปีที่ผ่านมา มีมูลค่าประมาณ 8.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าร่วมกันในปี 2564 เป็น 1.4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดย 1 ใน 3 ของมูลค่าการค้าไทย-จีน จะผ่านมณฑลกวางตุ้ง ซึ่งเป็นมณฑลที่มีจีดีพีสูงที่สุดในจีนติดต่อกันถึง 30 ปี สินค้าไทย ยังมีโอกาสเติบโตได้ในตลาดจีน และผู้บริโภคชาวจีนได้ให้ความสำคัญกับตราสัญลักษณ์ T Mark มากขึ้น เนื่องจากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมากรมฯ ได้ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ในทุกช่องทางทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ทำให้ผู้บริโภคชาวจีนซึ่งมีความชื่นชอบสินค้าไทยอยู่แล้วมองหาสินค้าที่มีตราสัญลักษณ์ T Mark เพราะมีความเชื่อมั่นในตราสัญลักษณ์นี้

“ที่ผ่านมา DITP ได้ประชาสัมพันธ์ผ่านทางออนไลน์ ว่า T Mark คืออะไร ผ่านคลิปวิดีโอสั้นๆ เป็นภาษาจีนเพื่อให้คนจีนรู้จักในช่องทางทางผู้มีอิทธิพลทางความคิดของจีน (Key Opinion Leader:KOL) และโซเซียลมีเดียต่างๆ เพื่อสร้างการรับรู้ว่าถ้ามองเห็นตราสัญลักษณ์นี้ถือเป็นการรับรองคุณภาพสินค้าจากประเทศไทย จากกิจกรรมในครั้งนี้กรมฯเห็นว่าผู้ประกอบการจีนมีความสนใจในสินค้าที่ได้รับตราสัญลักษณ์ T Mark เป็นอย่างมาก เนื่องจากมีผู้ซื้อผู้นำเข้าจากประเทศจีนสนใจเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้กว่า 100 บริษัท ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยท่านใดที่สนใจสมัครขอรับตราสัญลักษณ์ T Mark อย่ารอช้าตลาดรอท่านอยู่ โดยเฉพาะตลาดจีน”

นางสาวศุภรา กล่าวด้วยว่าการที่จะได้การรับตราสัญลักษณ์ T Mark นอกจากสินค้าต้องมีคุณภาพแล้ว ยังมีการตรวจสอบมาตรฐานในหลายมิติ ทั้งมาตรฐาน อย. หากเป็นสินค้าอุตสาหกรรมก็ต้องได้มาตรฐาน มอก. โรงงานผลิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และใช้แรงงานอย่างถูกกฎหมาย ซึ่งนอกจากสินค้าดีมีคุณภาพไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมแล้ว บริษัทยังต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ T Mark ไปแล้วกว่า 800 ราย

นายอุฬาร อภิธูปากร ผู้อำนวยการ บริษัท เพ็นต้า อิมเพ็กซ์ จำกัด ผู้ประกอบการธุรกิจอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ T mark ในสินค้าเครื่องต้มยำ และซอสมะม่วง แบรนด์ ThaiBoy กล่าวว่า ในอุตสาหกรรมอาหารนั้น สิ่งสำคัญลำดับแรก คือ เรื่องความปลอดภัยและคุณภาพ โดยในยุคปัจจุบันนอกจากคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าแล้ว ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงประเด็นของการใช้แรงงานและความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย  ตราสัญลักษณ์ T Mark สามารถตอบโจทย์เหล่านี้ได้ เพราะเป็นตราที่ให้ความสำคัญและครอบคลุมในทุกมิติที่กล่าวมาและเป็นตราสัญลักษณ์ที่รับรองคุณภาพมาตรฐานสินค้าโดยรัฐบาลไทย ที่สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค และช่วยให้ขยายตลาดได้ง่ายขึ้น

สำหรับผู้ประกอบการไทยที่สนใจตลาดจีน การเข้าร่วมกิจกรรมกับภาครัฐ หรือศูนย์สร้างโอกาสทางธุรกิจไทยสู่จีน ซึ่งมีข้อมูลและมีความเชี่ยวชาญจะทำให้มีโอกาสมากกว่าที่ผู้ประกอบการจะลุยตลาดเอง ท่านสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปต่อยอดและคิดกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ของท่านต่อไป นอกจากนี้การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ และการที่ผู้ประกอบการไทยจับมือรวมกลุ่มกันมาสื่อให้เห็นถึงภาพลักษณ์ที่ดีและมีอำนาจในการเจรจาต่อรองมากกว่ามาแบบบริษัทเดียว

นายยงค์กิจ ธรรมพัฒนาภรณ์ กรรมการบริหาร ศูนย์สร้างโอกาสธุรกิจไทยสู่จีน (Thailand Smart Trade Center : TSTC ) กล่าวว่า  TSTC มีหน้าที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการในองค์ความรู้ด้านต่างๆ เช่นข้อมูลด้านการตลาด ช่องทางการขาย  และการอบรมให้ความรู้ในการเข้าตลาดจีนว่าผู้ประกอบการจะต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ความรู้ด้านกฎระเบียบข้อบังคับ ความช่วยเหลือจากภาครัฐ การออกบูธงานแสดงสินค้า การจัดกิจกรรมจับคู่ทางธุรกิจ โดยศูนย์ TSTC ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐทั้งไทยและจีน

สำหรับ TSTC มีความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ในลักษณะของการให้ความรู้กับผู้ประกอบการไทยที่สนใจไปตลาดจีน และยังเป็นศูนย์กระจายสินค้าไทยในจีนอีกด้วย โดยทางศูนย์ TSTC ให้ความสำคัญกับตราสัญลักษณ์ T Mark เป็นพิเศษ เนื่องจากแนวโน้มในปัจจุบันผู้บริโภคจีนหาสินค้าคุณภาพจากไทย และ  T Mark ก็เป็นอีกหนึ่งตราสัญลักษณ์ที่สำคัญต่อผู้ประกอบการไทยที่จะเข้าตลาดจีนเพราะเป็นการรับรองคุณภาพมาตรฐานสินค้าโดยรัฐบาลไทย นอกจากนี้การเข้าสู่ตลาดจีนผู้ประกอบการต้องเตรียมความพร้อมที่จะฝ่าฟันอุปสรรคในทุกๆด้าน ที่สำคัญคือต้องมีพาร์ทเนอร์ที่พร้อมจะบุกตลาดไปด้วยกัน โดยสินค้าต้องมีจุดเด่นที่สามารถแข่งขันในตลาดได้ เนื่องจากต้องแข่งขันกับสินค้าจากทั่วโลกที่เข้าไปค้าขายกับจีนเช่นกัน

สำหรับผู้ประกอบการไทยที่สนใจจะสมัครขอรับตราสัญลักษณ์ T Mark สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ http://www.ditp.go.th  และ http://www.thailandtrustmark.com