‘เฉลิมชัย’ฟิตจัด!สั่งหน่วยงานเร่งแก้ปัญหาน้ำท่วม ลุยฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437927

‘เฉลิมชัย’ฟิตจัด!สั่งหน่วยงานเร่งแก้ปัญหาน้ำท่วม ลุยฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน

‘เฉลิมชัย’ฟิตจัด!สั่งหน่วยงานเร่งแก้ปัญหาน้ำท่วม ลุยฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน

วันอังคาร ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2562, 16.57 น.

‘เฉลิมชัย’ฟิตจัด!สั่งหน่วยงานเร่งแก้ปัญหาน้ำท่วม ย้ำชัดขอจูงมือฝ่าวิกฤตไปด้วยกันให้กำลังใจผู้ประสบภัยจะฝ่าผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน 

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้หลายจังหวัดได้รับผลกระทบจากอิทธิพลของพายุที่ทำให้ฝนตกหนักในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมพื้นที่การเกษตรในหลายพื้นที่เบื้องต้นอธิบดีกรมชลประทานรายงานว่า ทยอยเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 2 กันยายน จากเดิมระบายอยู่ที่ 424 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที เป็น 480 ลบ.ม.ต่อวินาที พร้อมรับน้ำเข้าระบบชลประทานฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นจากเดิม 140 ลบ.ม.ต่อวินาที เป็น 170 ลบ.ม.ต่อวินาที และฝั่งขวาจากเดิมรับน้ำจากเดิม 230 ลบ.ม.ต่อวินาที เป็น 260 ลบ.ม.ต่อวินาที

“เพื่อเร่งระบายน้ำให้ไหลออกสู่ทะเลให้เร็วที่สุด ได้กำชับว่า  การเพิ่มปริมาตรการระบายต้องไม่ให้กระทบต่อพื้นที่ทั้งสองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา  ต้องลดผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในเขตจังหวัดอ่างทอง และพระนครศรีอยุธยาจะต้องมีน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในเกณฑ์ 700 ลบ.ม.ต่อวินาทีขึ้นไป ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าได้ตื่นตระหนก” รมว.เกษตรฯ กล่าว

นายเฉลิมชัย กล่าวต่อว่า ขณะนี้ตนเองได้สั่งการให้กรมส่งเสริมการเกษตรให้เตรียมเข้าสำรวจความเสียหายพื้นที่เกษตรทันทีหลังน้ำลด โดยนายสำราญ สารบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร รายงานว่า มอบหมายให้เกษตรจังหวัดทุกจังหวัด เตรียมพร้อมรับมือผลกระทบจากพายุโพดุล โดยเฉพาะพื้นที่ได้รับผลกระทบ 44 จังหวัด เหนือ กลาง อีสาน ใต้ ขณะนี้เกษตรอำเภอและเกษตรจังหวัดได้ออกเตือนเกษตรกรเฝ้าระวังความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อผลผลิตทางการเกษตร ให้คำแนะนำแก่เกษตรกรในการดูแลข้าว พืชไร่ ไม้ผล เพราะช่วงนี้ บางพื้นที่เป็นช่วงที่บางพืชเก็บเกี่ยวจึงต้องเตรียมช่วยเหลือเกษตรกร และกำชับทั้งให้ทุกจังหวัดรายงานผลสำรวจให้กรมส่งเสริมการเกษตรทราบทุกวัน

รมว.เกษตรฯ กล่าวต่อว่า ส่วนทางด้านปศุสัตว์นั้น นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์รายงานว่า ได้ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยเบื้องต้นด้วยการจัดหาพืชอาหารสัตว์ วัคซีนและเวชภัณฑ์รักษาสัตว์ ช่วยอพยพสัตว์ออกจากพื้นที่น้ำท่วม และฟื้นฟูสุขภาพสัตว์ ส่วนการช่วยเหลือช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังสำหรับพื้นที่เสียหายเป็นเงินหรือปัจจัยการผลิตสำหรับทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ ให้เมล็ดพันธุ์พืชอาหารสัตว์ไม่เกินไร่ละ 2 กิโลกรัม หรือท่อนพันธุ์ไม่เกินไร่ละ 250 กิโลกรัม ไม่เกินรายละ 20 ไร่ หรือจ่ายเป็นค่าพันธุ์พืชอาหารสัตว์ครอบครัวละไม่เกินเดือนละ 1,700 บาท  เป็นเวลาไม่เกิน 2 เดือน สำหรับการช่วยเหลือกรณีสัตว์ตายหรือสูญหาย จะชดเชยตามที่เสียหายจริง ซึ่งกำหนดอัตราส่วนตามอายุสัตว์ โดยโคอายุมากกว่า 2 ปีขึ้นไปได้ตัวละไม่เกิน 20,000 บาท รายละไม่เกิน 2 ตัว กระบืออายุมากกว่า 2 ปีขึ้นไปได้ตัวละไม่เกิน 22,000 บาท รายละไม่เกิน 2 ตัว สุกรอายุมากกว่า 30 วันขึ้นไปได้ตัวละไม่เกิน 3,000 บาท รายละไม่เกิน 10 ตัว ไก่ไข่อายุมากกว่า 21 วันขึ้นไป ตัวละไม่เกิน 80 บาท รายละไม่เกิน 1,000 ตัว ไก่เนื้ออายุมากกว่า 21 วันขึ้นไป ตัวละไม่เกิน 50 บาท รายละไม่เกิน 1,000 ตัว เป็ดไข่และเป็ดเนื้ออายุมากกว่า 21 วันขึ้นไป ตัวละไม่เกิน 50 บาท รายละไม่เกิน 1,000 ตัว เป็นต้น

“ผมได้ให้กรมพัฒนาที่ดินเร่งให้ความรู้เกษตรกรการปรับปรุงดินหลังน้ำลดคำแนะนำสำหรับพื้นที่ทางการเกษตรที่ได้ความเสียหายจากน้ำท่วมนั้น ภายหลังน้ำลดลงและมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มที่เป็นนาข้าว เกษตรกรควรรีบทำการระบายน้ำออกโดยเร็วที่สุดปล่อยให้ดินแห้งเพื่อไม่ให้ต้นข้าวเน่าตาย ให้ใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพของกรมพัฒนาที่ดิน เช่น น้ำหมักชีวภาพ พด. 2 อัตรา 5 ลิตร/ไร่ ใส่ในนาข้าวเพื่อช่วยเร่งการเจริญเติบโต ในกรณีน้ำท่วมขังแปลงนาต้นข้าวเน่าตาย หรือบ้านเรือนชุมชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่เขตเมือง มีน้ำนิ่งท่วมขัง เน่าเหม็น ให้ใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด. 6 ทำสารบำบัดน้ำเน่าเสีย ขจัดกลิ่นเหม็นอีกด้วย “ตนเองยืนยันจะทำทุกวิธีทางให้เราผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน” นายเฉลิมชัยกล่าวปิดท้าย ทั้งนี้เพื่อให้พื้นที่ทางการเกษตรได้มีการพัฒนากลับฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์และเกษตรกรสามารถทำการเพาะปลูกพืชต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป” นายเฉลิมชัย ระบุ

 

7อำเภอโคราช’ใบด่างมันสำปะหลัง’ระบาด พ่อเมืองประกาศเป็นเขตพื้นที่ควบคุม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437819

7อำเภอโคราช'ใบด่างมันสำปะหลัง'ระบาด พ่อเมืองประกาศเป็นเขตพื้นที่ควบคุม

7อำเภอโคราช’ใบด่างมันสำปะหลัง’ระบาด พ่อเมืองประกาศเป็นเขตพื้นที่ควบคุม

วันอังคาร ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2562, 13.42 น.

พ่อเมืองโคราชประกาศเป็นเขตพื้นที่ควบคุมโรคใบด่างมันสำปะหลังทั้งจังหวัด หลังพบแพร่ระบาด6,000  ไร่ ใน 7 อำเภอ

3 กันยายน 2562 นายศารุมย์ โหม่งสูงเนิน พาณิชย์จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า จากการระบาดของโรคใบด่างในมันสำปะหลังในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งขณะนี้ตรวจพบแล้ว กว่า 6,000 ไร่ ใน 7 อำเภอของจังหวัด เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคใบด่างในมันสำปะหลังไปยังพื้นที่อื่น  จังหวัดนครราชสีมา

โดยนายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา จึงออกประกาศให้จังหวัดนครราชสีมา ทั้งจังหวัด เป็นเขตควบคุมห้ามขนย้ายต้นพันธุ์และท่อนพันธุ์มันสำปะหลังเข้า-ออกในจังหวัด เว้นแต่จะได้รับการอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ โดยสามารถยื่นแบบฟอร์มการขนย้ายท่อนพันธุ์ ต้นพันธุ์ ได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ที่ต้องการจะขนย้าย ก่อนเป็นระยะเวลา 15 วัน เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้เข้าไปตรวจสอบ ว่าพื้นที่ที่ขอทำการขนย้ายเข้าออกนั้น อยู่ในเขตพื้นที่ควบคุมโรคใบด่างมันสำปะหลังหรือไม่ ซึ่งหากเป็นพื้นที่ควบคุมจะไม่มีการอนุญาตให้มีการขนย้ายต้นพันธุ์มันสำปะหลังทุกกรณี

รักษ์เกษตร : ปลูกผักเสริมรายได้ ในหน้าแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437635

x

รักษ์เกษตร : ปลูกผักเสริมรายได้ ในหน้าแล้ง

วันอังคาร ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมเผชิญกับภาวะฝนทิ้งช่วงมานาน พอจะมีอะไรที่จะปลูกพืชเสริมรายได้บ้างครับ เอาแบบที่ไม่ต้องลงทุนมากนัก

ชนะ จันทร์คง อ.เมือง

จ.สกลนคร

คำตอบ

ในหน้าแล้ง จะขาดแคลนน้ำเป็นอย่างมาก ในขณะที่เกษตรกรยังจำเป็นต้องใช้พื้นที่เพื่อปลูกพืช เพื่อสร้างรายได้ พืชที่เหมาะสมสำหรับสภาวะอากาศแบบนี้ใคร่ขอแนะนำว่า น่าจะปลูกพืชจำพวกผักอายุสั้น เพราะสามารถจะบริหารจัดการได้ง่ายกว่า และใช้พื้นที่น้อยกว่า รวมทั้งหาตลาดได้ง่ายกว่า ยิ่งถ้าปลูกเป็นผักอินทรีย์

โดยให้ศึกษาและฝึกฝนจากผักแต่ละประเภท ที่มีความแตกต่างดังนี้

1)ผักประเภทถั่ว ปลูกโดยการหยอดเมล็ด 3-5 เมล็ดต่อหลุม หลังปลูก 30-40 วัน เริ่มมีดอกบาน หลังจากดอกบาน 10-15 วัน เริ่มเก็บเกี่ยวฝัก สามารถการเก็บเกี่ยวทุกๆ 1-2 วัน อายุเก็บเกี่ยว 40-60 วันหลังปลูก ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว 30-50 วัน ระยะเวลาปลูก 75-100 วัน

2) ผักประเภทพริก และมะเขือ ปลูกโดยเพาะกล้า แล้วย้ายปลูก เมื่ออายุกล้า 25-40 วัน หรือต้นพืชเมื่อมี 3-5 ใบ มะเขือเทศมีอายุสั้นกว่าพริก และมะเขืออื่นๆ หลังย้ายปลูก 30-40 วัน เริ่มมีดอกบาน และหลังจากดอกบาน 30-40 วัน เริ่มเก็บเกี่ยวผลแรกๆ อายุเก็บเกี่ยว 75-90 วัน หลังย้ายปลูก ส่วนช่วงเวลาเก็บเกี่ยวจะแตกต่างกัน สำหรับมะเขือเทศมีอายุ 30-40 วัน ส่วนพริกและมะเขือ มีช่วงเวลาเก็บเกี่ยวนานกว่า 3-6 เดือน

3) ผักประเภทกะหล่ำ เช่น ผักกาดกวางตุ้ง คะน้าและผักกาดหัว นิยมปลูกโดยการหว่านเมล็ด หรือหยอดเมล็ดโดยตรง หลังปลูก 15-20 วัน จะมีใบ1-2 ใบ ให้ทำการถอนแยกแล้วนำไปปลูกใหม่ ให้มีระยะปลูกที่เหมาะสม ให้กำจัดวัชพืชสม่ำเสมอเมื่ออายุเก็บเกี่ยว 35-60 วัน และช่วงเวลาเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ40-60 วัน

4)ผักประเภทหอม ได้แก่

-หอมหัวใหญ่ ปลูกโดยการเพาะกล้า เมื่อต้นกล้ามีอายุ 20-30 วัน หลังเพาะเมล็ด จึงทำการย้ายปลูก อายุเก็บเกี่ยวหลังจากย้ายปลูก 90-120 วัน เริ่มเก็บเกี่ยว รวมระยะเวลาปลูก 110-150 วัน

-หอมแดง และกระเทียม ปลูกโดยการใช้หัวพันธุ์หอมแบ่งอายุเก็บเกี่ยว 40-60 วัน ส่วนกระเทียม มีอายุเก็บเกี่ยว 75-150 วัน หลังปลูก

5)ผักประเภทแตง ปลูกโดยหยอดเมล็ดโดยตรง หรือปลูกโดยการเพาะกล้า แล้วย้ายปลูกเมื่ออายุกล้าของผักประมาณ 7-12 วัน ได้แก่

-แตงกวา และแตงร้าน หลังปลูกโดยหยอดเมล็ด 20-30 วัน จะเริ่มทยอยมีดอก ดอกเพศเมียจะพัฒนาเป็นผลต่อไป หลังจากดอกเพศเมียบาน 7-10 วัน เริ่มทยอยเก็บเกี่ยวผลอ่อน เมื่ออายุ 30-40 วัน ทำการเก็บเกี่ยวทุกวัน การเก็บเกี่ยวในช่วงเช้า จะให้น้ำหนักผลสูงสุด และมีช่วงเวลาเก็บเกี่ยว 30-40 วัน จนถึง60-80 วัน

-บวบและมะระ อายุพืชหลังปลูก 40 วัน เริ่มมีดอกบาน หลังจากดอกเพศเมียบาน 15-20 วัน เริ่มเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 55-60 วัน เก็บเกี่ยวได้ทุกวันในช่วงเช้า จะให้น้ำหนักผลสูงสุด และมีระยะปลูก 80-100 วัน

-แตงโม และฟักทอง ผลแตงโม และฟักทอง มีการเก็บเกี่ยวตอนผลแก่ ระยะเวลาปลูกจึงนานกว่า ดอกเริ่มบานหลังปลูก 50 วัน
และเก็บเกี่ยวผลแก่หลังจากดอกเพศเมียบาน 40-60 วัน เก็บเกี่ยว 3-5 ครั้ง ทุกระยะห่างกัน 3-5 วัน รวมระยะเวลาปลูก 100-130 วัน

6. ผักประเภทอื่นๆ

-แครอท ขึ้นฉ่าย ผักชี ผักกาดหอมใบปลูกโดยหยอดเมล็ด หลังปลูก 15-30 วัน เริ่มกำจัดวัชพืช และถอนแยกให้มีระยะปลูกที่เหมาะสม แครอทมีอายุเก็บเกี่ยว 90-120 วันหลังปลูก ขึ้นฉ่าย ผักชี ผักกาดหอมใบ มีอายุเก็บเกี่ยว 40-50 วัน ส่วนผักบุ้งจีน มีอายุเก็บเกี่ยว 25-30 วัน

-ผักกาดหอมห่อ หรือผักสลัดแก้ว ใช้วิธีการเพาะกล้า อายุกล้า 25 วัน หลังย้ายปลูก 50-60 วัน จึงเก็บเกี่ยว

การปลูกผักอายุสั้น ทนแล้ง และใช้น้ำน้อย ในช่วงนี้ นับว่าเป็นการปลูกพืชผักที่มีความเหมาะสมที่จะปลูกในหน้าแล้ง และจะช่วยปรับปรุงคุณภาพดินได้ดีขึ้น ทั้งยังช่วยสร้างเสริมรายได้ให้แก่เกษตรกรในช่วงที่ว่างเว้นจากการทำนาอีกด้วย

‘นาย รัตวิ’

รายงานพิเศษ : สศก.แนะเกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยี ลดเหลื่อมล้ำทางสังคม-เพิ่มรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437637

รายงานพิเศษ : สศก.แนะเกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยี  ลดเหลื่อมล้ำทางสังคม-เพิ่มรายได้

รายงานพิเศษ : สศก.แนะเกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยี ลดเหลื่อมล้ำทางสังคม-เพิ่มรายได้

วันอังคาร ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในยุคดิจิทัลและนวัตกรรม เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกกิจกรรมและทุกสังคม ไม่เว้นแม้แต่สังคมเกษตรกรรม ที่นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ทำให้เกษตรกรรู้เท่าทันโลกมากขึ้น

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กล่าวว่า สังคมไทยทุกวันนี้มีความเหลื่อมล้ำทางรายได้มากขึ้น โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม แม้ว่าเกษตรกรจะเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรต้นทางแต่เวลาขายผลผลิตให้พ่อค้าคนกลางหรือผู้รวบรวมนำไปแปรรูปจำหน่าย เกษตรกรจะได้ราคาค่อนข้างต่ำ ขณะที่สินค้าเกษตรที่ไปวางจำหน่ายนั้นราคาสูง ทำให้เกิดส่วนต่างของกำไรที่เกษตรกรควรได้ยังไม่เหมาะสม การจะลดความเหลื่อมล้ำดังกล่าว ต้องทำให้เกิดความสมดุลของทุกห่วงโซ่

เทคโนโลยี จะเป็นเครื่องมือช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของเกษตรกรได้ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงแหล่งองค์ความรู้ในการทำเกษตร เรียนรู้ต้นทุนการผลิตต่อสินค้าแต่ละชนิดนำไปลดต้นทุน เพื่อให้เกิดกำไรสุทธิมากขึ้น หรือการติดตามข้อมูลข่าวสารราคาสินค้าเกษตร ทำให้ทราบราคาตลาด ถ้ามีพ่อค้าคนกลางมาซื้อสินค้าในราคาถูกกว่าราคาขายมาก เกษตรกรจะได้พิจารณาความเหมาะสม ไม่ถูกกดราคาต่ำเกินไป นอกจากนี้ เกษตรกรสามารถใช้เทคโนโลยีเพิ่มช่องทางขายสินค้าออนไลน์ ช่วยให้ติดต่อกับผู้ซื้อได้โดยตรง เป็นการสร้างดุลภาพและอำนาจต่อรองให้เกษตรกรมากขึ้น

ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยผลิตสินค้าเกษตรให้ได้คุณภาพ เช่น การทำเกษตรกรรมแบบแม่นยำสูง หรือ Precision Agriculture
ทำให้การผลิตสินค้าเกษตรมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดต้นทุนการผลิต จากการใช้ปัจจัยการผลิตอย่างเหมาะสม โดยใช้เซ็นเซอร์ควบคุมปริมาณน้ำและปุ๋ย ใช้โดรนถ่ายภาพนำมาวิเคราะห์วางแผน รวมถึงใช้ฉีดพ่นสารเคมี หรือเครื่องจักรกลการเกษตรที่ควบคุมโดยระบบ ระบบให้น้ำพืชและสัตว์อัตโนมัติ เทคโนโลยีเหล่านี้แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานภาคเกษตรได้ด้วย นอกจากนี้ ยังมีการนำแอพพลิเคชั่นช่วยวางแผนการผลิต ทำระบบอี-คอมเมิร์ซกระจายสินค้าเกษตรสู่ตลาดได้หลายช่องทางมากขึ้น

โดยในส่วนสศก.ใช้เทคโนโลยี สนับสนุนภารกิจจัดทำข้อมูลสารสนเทศการเกษตร ได้แก่ ข้อมูลการผลิตและพยากรณ์ ข้อมูลประมาณการ
ผลิตระดับภาคและประเทศ ข้อมูลปัจจัย ราคาสินค้าเกษตรและต้นทุนการผลิตระดับภาคและประเทศ ข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรและสังคมระดับภาค ประเทศ จัดทำข้อมูลทะเบียนการเกษตร และเผยแพร่ข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์และประมวลผลแล้ว ที่จะช่วยเป็นเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจจำหน่ายสินค้าของเกษตรกรที่ผลิตได้ โดยเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร http://www.oae.go.th และแอพพลิเคชั่นต่างๆ ได้แก่

แอพพลิเคชั่น “ฟาร์ม D”ที่ช่วยให้เกษตรกรวางแผนการผลิตเลือกปลูกพืชที่เหมาะสมให้ได้ผลผลิตดีที่สุด แอพพลิเคชั่นกระดานเศรษฐี (RCMO)ที่ช่วยคำนวณต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตร วิธีใช้งานแอพพลิเคชั่นไม่ยุ่งยากซับซ้อน ทำให้เกษตรกรใช้งานได้แม้ไม่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี เกษตรกรสามารถเลือกพืชที่จะปลูกตามฤดูกาลและจำนวนเนื้อที่ของตัวเอง เพื่อนำมาทำแผนปลูกพืชของตนเองให้ได้ผลผลิตดีที่สุด ช่วยคำนวณต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตร และการออกแบบฟาร์มจะไม่ใช่เรื่องยุ่งยากสำหรับเกษตรกรอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าเกษตรกรปัจจุบันเป็นผู้สูงวัย อายุเฉลี่ย 55 ปีขึ้นไป การเปลี่ยนให้คนเหล่านี้มาเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีต้องมีวิธีการ กระบวนการถ่ายทอดความรู้ โดยต้องเร่งสร้างความเข้าใจผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 ศูนย์ให้เกษตรกรมาเรียนรู้จากเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือสมาร์ทฟาร์มเมอร์ หรือยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ เพราะสมาร์ทฟาร์มเมอร์เหล่านี้มีทั้งความรู้ และเข้าถึงเรื่องไอทีเป็นอย่างดี สามารถไปขยายผลในฟาร์มในพื้นที่ของตัวเองที่มีเกษตรกรสูงอายุให้เรียนรู้ร่วมกัน ไปเป็นตัวอย่างให้เขาเกิดการเรียนรู้แล้วค่อยพัฒนาตัวเองไปสู่เกษตรกรยุคใหม่

อยากให้เกษตรกรเรียนรู้นำเทคโนโลยีมาใช้ โดยเฉพาะฝึกทักษะการขายสินค้าผ่านออนไลน์ ปัจจุบัน รัฐพัฒนาแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซ เช่น โครงการ Agrimart.in.th และ Ortorkor.com เป็นช่องทางกระจายสินค้าเกษตรสู่ตลาดต่อเนื่อง เกษตรกรสามารถนำสินค้ามาฝากขายผ่านช่องทางดังกล่าวได้หรือขายสินค้าออนไลน์แบบขายตรง มีระบบขนส่งหลายบริษัทที่รับส่งสินค้าจากผู้ผลิตไปสู่ลูกค้า ชำระเงินปลายทางหรือโอนเงินผ่านธนาคาร สะดวกรวดเร็ว ซึ่งวันนี้ก็มีเกษตรกรหัวก้าวหน้าหลายรายที่ขายผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางออนไลน์และได้รับผลตอบแทนสูงกว่าการขายช่องทางปกติ

“เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สศก.จะพยายามพัฒนาเทคโนโลยีต่อเนื่องให้เท่าทันเพื่อประโยชน์ต่อเกษตรกร ฉะนั้น อยากฝากถึงเกษตรกรว่า เทคโนโลยีเป็นเรื่องไม่ยุ่งยากซับซ้อน เพียงแต่เกษตรกรหัดเข้าไปใช้บ่อยๆจะชำนาญ ใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ในการประกอบอาชีพ เพิ่มโอกาสสร้างรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พัฒนาไปสู่เกษตร 4.0 ลดความเหลื่อมล้ำได้ส่วนหนึ่งอย่างแน่นอน”

 

รมว.เกษตรฯติดตามแผนจัดการน้ำอุดรฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437631

x

รมว.เกษตรฯติดตามแผนจัดการน้ำอุดรฯ

วันอังคาร ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการจ.อุดรธานี โดยรับฟังสรุปสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำ รวมทั้งโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง และเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์จากกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร และ Young Smart Farmer

นายเฉลิมชัยกล่าวว่า สถานการณ์น้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ในเกณฑ์ดีขึ้น เพราะหลายพื้นที่มีฝนตกหนัก ทำให้ปริมาณน้ำในอ่างฯเพิ่มขึ้น  และอิทธิพลจากพายุโซนร้อนโพดุล ส่งผลให้จังหวัดที่ประสบภัยแล้งมีสัญญาณดีขึ้น เช่น โคราช สุรินทร์ บุรีรัมย์ มีน้ำใช้อุปโภค-บริโภคเพียงพอ นอกจากนี้ ได้สั่งการให้กรมชลประทานจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการทุกเขื่อน เพื่อวางแผนจัดการน้ำแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ในส่วนน้ำเพื่อการเกษตรต้องรอดูปลายฤดูว่ามีฝนตกมากน้อยแค่ไหน หากมีน้อยต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบและขอความร่วมมือเพาะปลูกพืชบางชนิด โดยกรมส่งเสริมการเกษตรจะเข้าไปแนะนำ ทั้งนี้ 2-3 วันที่ผ่านมา เกิดน้ำท่วมฉับพลัน กรมชลประทานร่วมกับจังหวัดตั้งเครื่องสูบน้ำเร่งระบายน้ำออกให้ไวที่สุด

สำหรับโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยหลวง ต.โคกสะอาด อ.เมือง จ.อุดรธานี เกิดจากการขยายตัวของเมืองและจำนวนประชากรเพิ่มขึ้น
ประกอบกับแหล่งน้ำที่มีอยู่ไม่เพียงพอ จึงก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยหลวงเป็นแหล่งน้ำต้นทุนเพื่ออุปโภคบริโภคในอ.เมืองอุดรธานีและส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตร เก็บกักน้ำได้สูงสุด 135.57 ล้าน ลบ.ม. มีระบบคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวาและฝั่งซ้าย ฝั่งละ 1 สาย ใช้ส่งน้ำเพื่ออุปโภคและการเกษตร อีกทั้ง ให้กรมชลประทานเดินหน้าโครงการต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มแหล่งเก็บกักน้ำให้มากขึ้นในพื้นที่ และบริหารจัดการน้ำที่มีอยู่ให้เพียงพอต่อความต้องการของราษฎร เน้นบูรณาการทำงานเชิงรุก ยึดหลักบำบัดทุกข์บำรุงสุขบรรเทาปัญหา ยกระดับคุณภาพชีวิตราษฎร

ทั้งนี้ ภาพรวมสถานการณ์น้ำของจ.อุดรธานี ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 1 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยหลวง มีปริมาณน้ำ 44 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 32 ของความจุอ่าง เป็นน้ำใช้การได้ 37.41 ล้าน ลบ.ม. อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 17 แห่ง มีปริมาณน้ำ 79 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 78 ของความจุอ่าง เป็นน้ำใช้การได้ 69 ล้าน ลบ.ม.และอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กอีก 24 แห่ง มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 6 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 44 ของความจุอ่าง สำหรับแผนบริหารจัดการน้ำของเขื่อนห้วยหลวง ปัจจุบันมีปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับฤดูแล้งปี 2562/63 ช่วงเดือนพ.ย. 2562-เม.ย. 2563 ประมาณ 28 ล้าน ลบ.ม.ได้จัดทำแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 62/63 โดยแบ่งเป็นน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคประมาณ 20 ล้านลบ.ม. และรักษาระบบนิเวศประมาณ 2 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้ มีแผนสำรองน้ำต้นฤดูฝนปี 2563 ช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคม ถึงต้นเดือนกรกฎาคม 2563 ประมาณ 6 ล้านลบ.ม.

กษ.เปิดรับสมัครแข่งจัดแจกันกล้วยไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437624

x

กษ.เปิดรับสมัครแข่งจัดแจกันกล้วยไม้

วันอังคาร ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในปี 2562 กรมส่งเสริมการเกษตร เตรียมจัดงานเกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2 ที่เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 19-22 กันยายน ในงานประกอบไปด้วย กิจกรรมการแข่งขันมากมาย โดยประกาศรับสมัครผู้สนใจเข้าร่วมแข่งขันจัดแจกันดอกกล้วยไม้ หัวข้อ “กล้วยไม้…ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน” ตั้งแต่บัดนี้ถึง 7 กันยายน ก่อนเวลา 16.30 น. หรือจนกว่าจะได้ผู้เข้าแข่งขันครบ 10 คน มาแข่งขันในงานเกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2 วันที่ 21 กันยายน ที่ Hall 3 อาคาร Impact Challenger เมืองทองธานี

สำหรับคุณสมบัติผู้สมัครแข่งขัน ไม่จำกัดเพศและอายุ ดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ http://www.doae.go.th หรือขอใบสมัครด้วยตนเองที่ กลุ่มส่งเสริมไม้ดอกและไม้ประดับ สำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร อาคารเบญจสิริกิติ์ ชั้น 5 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ พร้อมส่งใบสมัครและร่างแบบการจัดแจกัน ทาง E-mail : agriman52@doae.go.th หรือโทรศัพท์/โทรสารหมายเลข 0-2579-1501 ซึ่งจะประกาศรายชื่อผู้เข้าแข่งขัน 10 คน วันที่ 9 กันยายน ทาง http://www.doae.go.th โดยกรณีมีผู้สมัครมากกว่า 10 คน คณะทำงานจัดการแข่งขันจะคัดเลือกผู้เข้าแข่งขัน โดยพิจารณาจากแบบร่างการจัดแจกัน และสนับสนุนวัสดุพื้นฐานในการจัดแจกันดอกกล้วยไม้แก่ผู้เข้าแข่งขัน 10 คน เป็นเงินคนละ 2,000 บาท ในวันแข่งขันที่ 21 กันยายน ซึ่งสิ่งที่ผู้เข้าแข่งขันต้องเตรียมมาวันแข่งขันคือ ภาชนะหรือแจกัน ความสูงไม่น้อยกว่า 30 ซม. และอุปกรณ์จัดดอกไม้ เช่น กรรไกร มีด โอเอซิส รวมถึงดอกไม้อื่น ไม้ใบ ไม้ประดับ ประเภทของสด

หลักเกณฑ์และเงื่อนไข ผู้เข้าแข่งขันต้องมาลงทะเบียนยืนยันและเข้าร่วมการแข่งขันวันที่ 21 กันยายน เวลา 08.00-08.30 น. ที่เวทีกลาง Hall 3 อาคาร impact Challenger เมืองทองธานี จ.นนทบุรี และผู้เข้าแข่งขันต้องใช้กล้วยไม้คละสีตามที่กรมส่งเสริมการเกษตรจัดเตรียมไว้ให้สร้างสรรค์ผลงานเท่านั้น ทั้งนี้ ต้องมีดอกกล้วยไม้สดไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของภาพรวมทั้งหมด ใช้เวลาประกอบผลงาน 1 ชั่วโมง 30 นาที ผลงานที่เข้าแข่งขันต้องเคลื่อนย้ายได้สะดวก โดยจะนำไปจัดแสดงในงาน “เกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2” ระหว่างวันที่ 21 – 22 กันยายน

ส.ป.ก.โชว์ผลสำเร็จคทช.สุราษฎร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437630

x

ส.ป.ก.โชว์ผลสำเร็จคทช.สุราษฎร์

วันอังคาร ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า หลังเข้าดูแลพื้นที่ส.ป.ก.ที่ถูกบุกรุกผิดกฎหมาย เพื่อนำมาจัดที่ดินให้เกษตรกรและผู้ยากไร้ตามโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล(คทช.)แล้ว ส.ป.ก.ยังมีภารกิจพัฒนาปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ให้พร้อมอยู่อาศัยและทำการเกษตร โดยเฉพาะเส้นทางคมนาคมขนส่งในแปลงเกษตร เพื่อให้เกษตรกรขนย้ายผลผลิตการเกษตรออกสู่ตลาดได้สะดวก ซึ่งขณะนี้จัดที่ดินให้เกษตรกรไปแล้ว 7 จังหวัด

โดยต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี เป็นหนึ่งในพื้นที่เป้าหมายของส.ป.ก. มีเนื้อที่ 972 ไร่ โดยที่ดินนี้ได้จากการยึดคืนตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2559 สำหรับผลดำเนินการที่ผ่านมาได้ออกแบบวางผังพื้นที่โครงการไปแล้ว 2 แปลง ปัจจุบันมีเกษตรกรได้รับสิทธิ์เข้าทำประโยชน์ 96 ราย ตั้งสหกรณ์การเกษตรไทรทอง จำกัด เพื่อขอใช้ประโยชน์ที่ดินทำกินโดยยกเว้นค่าเช่า 3 ปี ซึ่งภายในแปลงได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจำเป็น รวมถึงส่งเสริมพัฒนาอาชีพเกษตรกร สร้างรายได้ระยะยาว เพื่อเป็นรายได้หลักของครอบครัว ด้วยระบบการตลาดนำการผลิต ซึ่งได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการผลิตกล้วยหอมทองเพื่อการค้าครบวงจรระหว่างสหกรณ์การเกษตรบ้านนาสาร จำกัด เพื่อทำตลาดส่งออกไปประเทศญี่ปุ่น นอกจากนั้น ยังมีโกโก้ และพืชผัก ที่จะใช้ระบบตลาดนำการผลิตเช่นเดียวกับกล้วยหอมทอง

ดร.วิณะโรจน์กล่าวต่อถึงผลดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ในพื้นที่ส.ป.ก.จ.สุราษฎร์ธานี ว่า มีพื้นที่ดำเนินการในเขตปฏิรูปที่ดินต.ต้นยวน อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี เนื้อที่ 500 ไร่เป็นพื้นที่ S1 ทั้งหมด ทุกแปลงอยู่นอกเขตชลประทาน ซึ่งรวมตัวกันเป็นแปลงใหญ่เมื่อปี 2561 มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 100 ราย Smart Farmer 83 ราย เน้นปลูกพืชสมุนไพรที่เป็นพืชประเภทหัวสร้างรายได้ในชุมชน หลังรวมกลุ่มได้ไม่นานเกษตรกรลดต้นทุนการผลิตด้านพันธุ์ปลูกกลุ่มพืชสมุนไพรจากเดิมต้นทุนการผลิต 12,000 บาท/ไร่ เหลือเพียง 9,600 บาท/ไร่ ลดลงร้อยละ 20 นอกจากขายผลผลิตสมุนไพรสดแล้ว กลุ่มแปลงใหญ่ดังกล่าวยังแปรรูปสมุนไพรเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ แผนต่อไปในอนาคตเน้นสร้างมาตรฐานแปลงปลูกสมุนไพรเข้าระบบ GAP ส่งเสริมการทำบัญชีครัวเรือน/บัญชีฟาร์ม เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มเกษตรกร จะเห็นได้ว่า ส.ป.ก.ไม่ได้มีหน้าที่เพียงจัดสรรพื้นที่ทำเกษตรให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์เท่านั้น แต่ยังดูแลเกษตรกรหลังเข้าอยู่ในพื้นที่ ให้มีรายได้ยั่งยืนต่อไป

‘มนัญญา’ปั้นอุทัยธานีโมเดล ส่งเสริมปลูกผักปลอดภัยปลดหนี้เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437634

'มนัญญา'ปั้นอุทัยธานีโมเดล ส่งเสริมปลูกผักปลอดภัยปลดหนี้เกษตรกร

‘มนัญญา’ปั้นอุทัยธานีโมเดล ส่งเสริมปลูกผักปลอดภัยปลดหนี้เกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2562, 15.44 น.

2 กันยายน 2562 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการจัดที่ดินทำกินให้กับชุมชนพื้นที่ตำบลระบำ

โดยนางสาวมนัญญา เปิดเผยว่าจากการลงพื้นที่พบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ทำการเกษตรผสมผสาน ทั้งปลูกพืชผัก หม่อนไหม พืชไร่ ทำประมงและเลี้ยงสัตว์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ส่งเสริมให้สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด ใช้หลักตลาดนำการผลิต เป็นแนวทางในการส่งเสริมด้านการเกษตรให้กับสมาชิก ซึ่งการเยี่ยมชมแปลงเกษตรของสมาชิกสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด จำนวน 2 ราย ได้แก่ นางอมรรัตน์ ปัญญาสิทธิ์ ซึ่งก่อนที่จะเข้ามาร่วมโครงการนี้ เคยอยู่ในเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง พืชที่ปลูกเสียหาย ได้ผลผลิตไม่เต็มที่ เพราะมีช้างป่าและสัตว์ป่าลงมากินผลผลิต ต่อมาได้ลงมาอยู่ในพื้นที่คทช. ลองปลูกบวบในพื้นที่ 1 ไร่ ในเวลา 45 วัน เก็บผลผลิตขายได้ 82,746 บาท ตอนนี้กำลังขยายการผลิตด้วยการทำผักกางมุ้ง และปลูกพืชผักรอบๆบ้าน ทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้น และมีรายได้เลี้ยงครอบครัว ทั้งรายได้รายวัน รายเดือนและรายปี มีเงินเก็บเล็กๆน้อยๆสะสมไว้ลงทุนรอบหน้า

ส่วนนายวีรชาติ ช้างชุ่ม เรียนจบชั้น ป.6 เริ่มทำการเกษตรตั้งแต่ออกจากโรงเรียน  แต่เดิมอาศัยอยู่ที่บ้านห้วยคต เป็นพื้นที่ป่า ไม่มีเอกสารสิทธิ์  ทำเกษตรโดยปลูกมันสำปะหลังกับข้าวโพด ใช้เวลา 10 เดือน ได้เงินไม่ถึง 10,000 บาท ยิ่งทำยิ่งเป็นหนี้เพิ่มขึ้น เมื่อได้ที่ดินในพื้นที่คทช.  ตั้งแต่เดือนเมษายน 2562 เป็นโฉนดรวมของ ส.ป.ก. แม้จะขายสิทธิ์ไม่ได้ แต่สามารถทำกินไปจนชั่วลูกชั่วหลาน จึงหันมาปลูกผัก ทดลองปลูกมะระจีนผสมผสานกับพืชผักชนิดอื่นๆ ในพื้นที่ 2 ไร่ ขุดสระ ใช้น้ำสปริงเกอร์ เพี่อเป็นการประหยัด และสารชีวภาพและปุ๋ยหมักบำรุงดิน ลงทุนเพียง 15,000 บาท ใช้เวลา 45 วันเก็บขายได้ 90,000 บาท  ทำให้มีรายได้ที่มั่นคง แม้บางครั้งราคาพืชผลของพืชบางชนิดจะตก ก็ยังมีพืชชนิดอื่นมาทดแทนทำให้มีรายต่อเนื่องตลอดทั้งปี

สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด ได้เชื่อมโยงเครือข่ายกับสหกรณ์นิคมลานสัก จำกัด สนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่คทช.ระบำปลูกผัก ตั้งแต่ต้นปี 2562 มีเกษตรกร 25 ราย หันมาทำแปลงผัก ปลูกบวบ แตงล้าน ถั่วฝักยาว แฟง ฟักทอง และกวางตุ้ง ใช้ระยะเวลา 3 เดือน เกษตรกรจะรวบรวมผักทุกชนิดส่งขายที่ตลาดสินค้าเกษตรของสหกรณ์นิคมลานสัก จำกัด ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ตั้งแต่ปี 2561 วงเงิน 1,983,000 บาท เพื่อเป็นจุดรวบรวมและจำหน่ายผลผลิตจากสมาชิกและเกษตรกรในชุมชนสู่ผู้บริโภคหรือพ่อค้า โดยสหกรณ์ทำหน้าที่ บริหารจัดการพื้นที่ และบริหารตลาดให้เกิดความยุติธรรมในการซื้อ-ขาย โดยเปิดขายทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 – 16.00 น.  ภายในตลาดมีเกษตรกรรายย่อย 15 รายนำผักจากแปลงของตนเองมาวางขาย และยังมีเกษตรกรอีกกว่า 60 ราย รวบรวมผักบรรจุใส่ถุงขนาดใหญ่มาขายส่งให้กับพ่อค้าและผู้บริโภค

เบื้องต้น คาดว่าปริมาณผักที่จะจำหน่ายในตลาดแห่งนี้ ประมาณ 5 ตัน/วัน ในอนาคตทางสหกรณ์นิคมลานสัก จำกัด จะส่งเสริมให้สมาชิกทั้งสองสหกรณ์ปลูกผักได้มาตรฐาน GAP ทุกแปลง และจะพัฒนาแพคกิ้งให้สวยงาม น่าซื้อและคงความสดใหม่ของผักให้อยู่ยาวนาน รวมถึงจะเชื่อมโยงกับห้างโมเดินเทรดเพื่อส่งผักของสมาชิกสหกรณ์ไปจำหน่ายสู่ผู้บริโภค ความร่วมมือกันระหว่างสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด และสหกรณ์นิคมลานสัก จำกัด เป็นการสร้างเครือข่ายแบบพี่ช่วยน้อง ทั้งด้านการผลิตและการตลาด มีการจัดการระบบที่ดีและสร้างมาตรฐานให้ดี สามารถเพิ่มมูลค่าผลผลิตได้ อีกทั้งยังสร้างแรงจูงใจเกษตรกรในพื้นที่ว่า เมื่อปลูกมีที่ขายแน่นอน เนื่องจากมีตลาดสินค้าเกษตรของสหกรณ์ตั้งอยู่ในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้โดยใช้เวลาผลิตในระยะสั้น หากเกษตรกรปลูกพืชผักหมุนเวียน ก็จะมีรายได้ทุกวัน ทำให้มีเงินใช้จ่ายในครอบครัวและช่วยลดปัญหาเรื่องหนี้สินให้กับเกษตรกรได้อีกด้วย

ทั้งนี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายและเน้นเรื่องส่งเสริมการนำมาตรฐาน GAP มาใช้เป็นแนวทางในการผลิตพืชผักปลอดภัย พร้อมทั้งรณรงค์ให้เกษตรกรลดละการใช้สารเคมีทางการเกษตร และหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์มากขึ้น เพื่อความปลอดภัยของเกษตรกรและผู้บริโภค และยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐาน เพื่อเป็นที่ต้องการของตลาด และในอนาคตหากมีปริมาณผักมากพอ อาจเชื่อมโยงกับห้างโมเดิร์นเทรดเพื่อกระจาย ผักปลอดภัยสู่ผู้บริโภค ในนาม “ผักปลอดภัยอุทัยธานี”

โดยระบุว่าหลังจากที่นายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) ได้มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินให้แก่สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี ตั้งแต่ปี 2559 วันนี้ได้มาติดตามผลการดำเนินงานและเก็บรวบรวมความเป็น “อุทัยธานีโมเดล” ที่มีการส่งเสริมการผลิตแบบครบวงจร มีการรวมกลุ่มเกษตรกร ที่เข้มแข็ง ในตอนนี้พบว่าเกษตรกรมีความพร้อมในเรื่องของการผลิตที่ได้คุณภาพ และการเปิดตลาดครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นการเปิดแห่งแรกที่จะมีการรวบรวมสินค้าเพื่อส่งต่อไปยังตลาดในกรุงเทพฯ ซึ่งตลาดสินค้าเกษตรจะช่วยให้เกษตรกรมีแหล่งจำหน่ายสินค้าในราคาที่เป็นธรรม ซึ่งหลังจากที่กระทรวงเกษตรฯ ได้ส่งเสริมสนับสนุนด้านการพัฒนาอาชีพให้กับสมาชิกสหกรณ์ จนถึงขณะนี้เกษตรกรสามารถช่วยเหลือตนเองได้ มีการรวมกลุ่มอย่างเข้มแข็ง ซึ่งภาครัฐเป็นเพียงผู้เริ่มต้น ความสามัคคีกลมเกลียวอยู่ที่สหกรณ์เป็นผู้ขับเคลื่อน ที่สำคัญการดำเนินโครงการครั้งนี้จะขยายผลไปสู่การส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวให้กับพื้นที่อีกด้วย ซึ่งประชาชนทั่วไปสามารถเดินทางมาท่องเที่ยวในอำเภอลานสักแล้วจับจ่ายซื้อสินค้าเกษตรที่ดีมีคุณภาพในตลาดแห่งนี้ได้ ซึ่งในอนาคต จะมีการขยายอุทัยธานีโมเดลไปยังจังหวัดอื่นๆ เพื่อให้เกษตรกรทุกพื้นที่ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตามจังหวัดอุทัยธานี เป็นจังหวัดที่ประสบผลสำเร็จในการดำเนินโครงการจัดที่ดินทำกินให้กับชุมชนตามนโยบายรัฐบาล เพื่อแก้ไขปัญหาบุกรุกที่ป่าสงวนหวงห้ามของรัฐ โดยนำที่ดินในเขตพื้นที่ตำบลระบำ อำเภอลานสัก 3,239-2-39 ไร่ มาจัดสรรแบ่งให้ชาวบ้าน 486 ราย เข้าอยู่อาศัย และจัดเป็นแปลงเกษตรให้รายละ 4.5 ไร่ และส่งเสริมให้เกษตรกร ในพื้นที่รวมกลุ่มจดทะเบียนจัดตั้งเป็นสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2558 ซึ่งทางคทช.จังหวัดอุทัยธานี ได้อนุญาตให้สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด เช่าที่ดินดังกล่าว พร้อมทั้งยกเว้นค่าเช่า 3 ปี เพื่อให้สหกรณ์บริหารจัดการ ในรูปแบบแปลงรวม ใช้ระบบสหกรณ์เข้ามาแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคมของเกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรที่ดิน โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมามอบหนังสือสัญญาเช่าที่ดินให้กับสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559

ปัจจุบันพื้นที่ คทช.ตำบลระบำเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม พื้นที่ที่เคยเป็นดินลูกรัง แห้งแล้ง กลับพลิกฟื้นกลายเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่อุดมสมบูรณ์ และเป็นแหล่งสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร โดยมีสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการตลาด การผลิต และการถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมถึงให้เป็นที่พึ่งของเกษตรกรสมาชิก เพื่อให้เกษตรกรและชุมชนมีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ ภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ(คทช.) มีหน้าที่ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพให้แก่เกษตรกรที่อยู่อาศัยในพื้นที่โครงการ พร้อมทั้งสนับสนุนการดำเนินงานของสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด ทั้งในด้านการดำเนินธุรกิจและการบริหารจัดการผลผลิตให้กับเกษตรกร  ในพื้นที่ตำบลระบำ  ซึ่งพื้นที่ทำกินของเกษตรกร ได้มีการวางระบบระบบการผลิตรวมกันให้เป็นแปลงใหญ่ เพื่อลดต้นทุนปัจจัยการผลิต มีการบริหารจัดการผลผลิตร่วมกัน เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ

‘ส.ส.อัครเดช’พร้อมหน่วยราชการ ร่วมแจกมังคุดบรรเทาปัญหาราคาผลไม้ภาคใต้ตกต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437559

'ส.ส.อัครเดช'พร้อมหน่วยราชการ  ร่วมแจกมังคุดบรรเทาปัญหาราคาผลไม้ภาคใต้ตกต่ำ

‘ส.ส.อัครเดช’พร้อมหน่วยราชการ ร่วมแจกมังคุดบรรเทาปัญหาราคาผลไม้ภาคใต้ตกต่ำ

วันจันทร์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2562, 13.42 น.

วันที่ 2 กันยายน ที่โรงพยาบาลบ้านโป่ง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี  นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายแพทย์ธิติ แสวงธรรม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้านโป่ง นายสุทิน โฆษพงศา นายกเทศมนตรีเมืองบ้านโป่ง และ พ.ต.อ.ศิริชัย ไชยดี ผกก.สภ.บ้านโป่ง ได้นำมังคุค มาแจกให้กับประชาชนผู้มารับบริการ ผู้ป่วย ญาติผู้ป่วย และเจ้าหน้าที่ภายในโรงพยาบาลบ้านโป่ง จำนวนกว่า 500 กิโลกรัม โดยมีประชาชนจำนวนมาก มารอรับมังคุดฟรีคนละ 1 ถุง เพื่อนำกลับไปรับประทานด้วย

โดย นายอัครเดช กล่าวว่า วันนี้ทางหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ได้ร่วมกันแจกมังคุดให้กับประชาชนรับประทานฟรี โดยไปรับซื้อมังคุดมาจากเกษตรกรชาวสวนมังคุดภาคใต้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่ปลูกมังคุด ซึ่งในขณะนี้ราคาตกต่ำมาก ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกมังคุดต่างได้รับความเดือดร้อน อีกทั้งยังเป็นการปันน้ำใจของคนไทยเพื่อช่วยเหลือพี่น้องชาวเกษตรกรตามนโยบายของรัฐบาลอีกด้วย

รายงานพิเศษ : ส่งเสริมเรียนรู้การสหกรณ์รร.วังไกลกังวล ร่วมสืบสานพระราชปณิธาน‘รัชกาลที่9’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437432

x

รายงานพิเศษ : ส่งเสริมเรียนรู้การสหกรณ์รร.วังไกลกังวล ร่วมสืบสานพระราชปณิธาน‘รัชกาลที่9’

วันจันทร์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชปณิธานสืบสานงานด้านสหกรณ์ ต่อยอดจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ดั่งพระราชดำรัสสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ ศาลาดุสิดาลัย เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2535 ตอนหนึ่งว่า“…ก็ตั้งใจจะให้เป็นการฝึกนักเรียนให้มีความรู้ มีความเคยชินกับระบบการทำงานร่วมกันตามแบบสหกรณ์ ฝึกตั้งแต่เป็นเด็กเล็กๆ ได้ชินไป ต่อมาก็ถ้าเป็นชาวบ้านเป็นราษฎรเต็มที่แล้วก็จะได้เข้าใจหลักการและเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหกรณ์ใหญ่ต่อไปได้…”

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ส่งเสริมการเรียนรู้การสหกรณ์ในสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อปลูกฝังระบบการทำงานตามแบบสหกรณ์ ฝึกฝนให้เด็กเข้าใจอุดมการณ์ หลักการและวิธีการสหกรณ์ ได้นำการเรียนรู้การสหกรณ์เข้าสู่โรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตั้งแต่ปี 2559 ถึงปัจจุบัน ภายใต้โครงการส่งเสริมการเรียนรู้การสหกรณ์ในโรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยการดำเนินกิจกรรมร้านค้าสหกรณ์ในระดับมัธยมศึกษาควบคู่ไปกับการสอนวิชาการสหกรณ์ผ่านการออกอากาศทางไกลผ่านดาวเทียม ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจพื้นฐาน เรื่องการสหกรณ์ ทำให้นักเรียนมีความกล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก และนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในสหกรณ์โรงเรียน และในชีวิตประจำวันต่อไป

ผลดำเนินงานตามโครงการส่งเสริมการเรียนรู้การสหกรณ์ในโรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประสบผลสำเร็จบรรลุตามวัตถุประสงค์เป็นอย่างดี นักเรียนเรียนรู้การสหกรณ์ได้ด้วยตนเองตามสาระการเรียนรู้ที่กำหนด อีกทั้ง ได้สร้างคุณลักษณะการมีส่วนร่วมของนักเรียนตามอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ รวมถึงการรู้คุณค่าของการสหกรณ์ด้วย เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงได้จัดพิธีมอบวุฒิบัตรให้นักเรียนที่ผ่านการเรียนวิชาการสหกรณ์เชิงกิจกรรม ประจำปีการศึกษา 2562โดยได้รับเกียรติจาก นายประยูร อินสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานพิธีมอบวุฒิบัตรฯแก่ผู้แทนนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 6 คน จากจำนวนนักเรียนทั้งหมด 106 คน และผู้แทนนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 12 คน จากจำนวนนักเรียนทั้งหมด 216 คน

 

 

นอกจากนี้ นายประยูร อินสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ยังเป็นตัวแทนมอบเครื่องคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง พร้อมเครื่องอ่านบาร์โค้ด ที่ได้รับการสนับสนุนจากขบวนการสหกรณ์ในจ.ประจวบคีรีขันธ์ และชุมนุมสหกรณ์โคนมภาคใต้และตะวันตก จำกัด เพื่อใช้ในกิจกรรมร้านค้าสหกรณ์ในโรงเรียนเพิ่มศักยภาพให้การสหกรณ์ในโรงเรียนสมบูรณ์แบบ ทันสมัยในยุคดิจิทัล โดยจัดการด้วยระบบบาร์โค้ดมาใช้อ่านข้อมูลและเก็บข้อมูล ช่วยให้การทำงานสะดวก รวดเร็ว ถูกต้องแม่นยำ และตรวจสอบสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายในงานยังจัดกิจกรรมเยี่ยมชมร้านค้าสหกรณ์ แนะนำการปิดบัญชี การจัดสรรกำไรสุทธิ การจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ในร้านสหกรณ์ เพื่อเป็นการเผยแพร่ระบบการสหกรณ์ อีกด้วย

นายประยูร อินสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า โครงการส่งเสริมการเรียนรู้การสหกรณ์ในโรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ถือเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการสหกรณ์ ที่สำคัญและมีประโยชน์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะการสร้างการมีส่วนร่วมให้นักเรียนและครู ปลูกฝังระบบการทำงานร่วมกันตามแบบสหกรณ์ เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เผยแพร่ความรู้ สร้างความเข้าใจการสหกรณ์ ตลอดจนเป็นการส่งเสริมการพัฒนาสหกรณ์ให้เป็นเครื่องมือพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในชาติ พัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และชุมชนของประเทศอย่างมั่นคง และยั่งยืนต่อไป