ชายคาพระพิรุณ : 2 กันยายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437430

586851

ชายคาพระพิรุณ : 2 กันยายน 2562

วันจันทร์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ในร่มชายคาพระพิรุณเกิดการเปลี่ยนแปลงลอตใหญ่ เมื่อ คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 7 ราย ประกอบด้วย 1. นายวราวุธ ชูธรรมธัช ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง 2. นางอุมาพร พิมลบุตร ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง 3. นายพิศาล พงศาพิชณ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง 4. นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง 5. นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมการข้าว 6. นายมีศักดิ์ ภักดีคง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมประมง 7. นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งนับว่าการโยกย้ายครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นตำแหน่งสำคัญที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ อดีตรมว.เกษตรฯ ได้แต่งตั้งไว้ เพื่อเปิดทางข้าราชการใกล้ชิดขัั้วอำนาจใหม่ขึ้นตำแหน่งใหญ่ขึ้น และยังมีกระแสข่าวอีกว่าอาจจะมีการโยกย้ายล๊อตที่ 2 ในเร็วๆ นี้อีกด้วย คงต้องติดตามกันต่อไปว่าใครจะติดโผรอบหน้าบ้าง ขุนเกษตรา ต้องขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับตำแหน่งใหม่ในครั้งนี้ด้วยครับ

การขึ้นทะเบียนเกษตรกรถือเป็นหน้าที่ที่เกษตรกรทุกคนควรถือปฏิบัติ โดยเกษตรกรต้องแจ้งความประสงค์ขอปรับปรุงข้อมูลการทำการเกษตร หรือขึ้นทะเบียนใหม่ ที่สำนักงานเกษตรอำเภอทุกแห่ง ตามที่ตั้งแปลงปลูกพืชของตัวเอง ที่สำคัญเกษตรกรจะต้องปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ตามกรอบระยะเวลาการปลูกพืช ซึ่งโดยปกติจะปรับปรุงหลังจากการปลูกไม่น้อยกว่า 15 – 60 วัน ตามแต่ละชนิดพืช และหากเกษตรกรไม่มาปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรติดต่อกันเป็นเวลา 3 ปี
(นับถัดจากวันที่ 23 มิ.ย 2560 ถึง วันที่ 22 มิถุนายน 2563) ก็จะสิ้นสถานภาพการเป็นเกษตรกรทันที ซึ่งจะทำให้ไม่ได้รับสิทธิ์ช่วยเหลือจากโครงการของรัฐบาล โดยขณะนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้พัฒนาและนำเครื่องมือ เทคโนโลยีเข้ามาช่วยปรับปรุงวิธีการรับขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร รวมทั้งการตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับแจ้งจากเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง เพื่อความสะดวกมากขึ้น เช่น การจัดทำ Application FARMBOOK หรือ สมุดทะเบียนเกษตรกรดิจิทัล ซึ่งจะช่วยลดภาระในการเดินทางของเกษตรกรที่อยู่ห่างไกลได้ โดย แอพฯ จะช่วยอำนวยความสะดวกให้เกษตรกรสามารถแจ้งปรับปรุงข้อมูลในทะเบียนได้ด้วยตนเอง ผ่าน Smart Phone และสามารถติดตามสิทธิ์โครงการช่วยเหลือจากภาครัฐ รวมถึงให้เจ้าหน้าที่สามารถวางแผนพัฒนาการผลิตและการตลาดของสินค้าเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบัน สามารถดาวน์โหลด Android และ iOS และเริ่มใช้งานผ่านระบบด้วยการใช้เลขที่ในทะเบียนเกษตรกร หรือหมายเลขโทรศัพท์ ที่ใช้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้ นอกจากนั้นยังมี Application FAARMis สำหรับเจ้าหน้าที่เกษตรตำบลออกให้บริการขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรนอกสถานที่โดยสามารถขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรได้ทั้งเกษตรกรรายใหม่ และเกษตรกรรายเดิม ซึ่งการขึ้นทะเบียนเกษตรกรและการใช้ประโยชน์จากทะเบียนเกษตรกร ถือเป็นข้อมูลหลักสำหรับการทำงานของกรม ที่จะช่วยตอบโจทย์โครงการต่างๆ ได้ ซึ่งปัจจุบันมีการเชื่อมโยงไปสู่ระบบของหน่วยงานอื่น รวมทั้งที่มีหน่วยงานต่างๆ ขอใช้ประโยชน์จากข้อมูลขึ้นทะเบียนเกษตรกร

เมื่อเร็วๆนี้ นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรม เข้าร่วมพิธีเปิดโครงการสัมมนาแนวทางการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แบบบูรณาการ ปีงบประมาณ พ.ศ.2563 โดยมีนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการและมอบนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ โรงเรียนอนุบาลเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี ในโอกาสนี้ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ยังได้เป็นวิทยากรอภิปรายในหัวข้อ “แนวทางการบูรณาการปฏิบัติงานของหน่วยงาน” อีกด้วย ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว จัดโดยกรม
ส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อบูรณาการงานของหน่วยงานภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำหรับส่งเสริมและพัฒนาให้สอดคล้องกับบริบทของภาคเกษตรในประเทศไทย และกำหนดทิศทางการปฏิบัติงานเพื่อแก้ไขปัญหาของเกษตรกรตามนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งที่ผ่านมา กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ถือเป็นหน่วยงานสำคัญที่ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับขบวนการสหกรณ์และสถาบันเกษตรกร เป็นผู้ดำเนินการสอบบัญชีให้กับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศ รวมถึงพัฒนาสถาบันเกษตรกรที่ยังไม่สามารถจัดทำบัญชีและงบการเงินได้ ร่วมกับครูบัญชีอาสา สอนบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพให้แก่เกษตรกรอีกนับแสนราย ซึ่งการให้ความรู้ทางบัญชีแก่ขบวนการสหกรณ์เป็นนโยบายที่นายโอภาส ทองยงค์ ได้ให้ความสำคัญมาตลอด เนื่องจากปัจจุบันการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต สหกรณ์และเกษตรกรสมาชิกต้องเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้สหกรณ์มีปัญหาและจะทำให้สหกรณ์เข้มแข็ง มั่นคง ยั่งยืน

ขุนเกษตรา

กษ.จัดงานใหญ่‘เกษตรสร้างชาติ’ครั้งที่2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437426

x

กษ.จัดงานใหญ่‘เกษตรสร้างชาติ’ครั้งที่2

วันจันทร์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรกำหนดจัดงาน “เกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2” ระหว่างวันที่ 19 – 22 ก.ย. ณ อาคารชาเลนเจอร์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายใต้แนวคิด “Smart & Strong Together รวมพลังส่งเสริมเกษตรไทย ก้าวไกลมั่นคง” โดยงานดังกล่าวถือเป็นมหกรรมเกษตรแห่งปี ซึ่งกรมจัดขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลดำเนินงานด้านการส่งเสริมการเกษตร เพิ่มช่องทางการประชาสัมพันธ์ผลผลิตและสินค้าเกษตรคุณภาพ สร้างโอกาสในการขับเคลื่อน Smart Farmer พัฒนาความสามารถเกษตรกรรุ่นใหม่ Young Smart Farmer และบูรณาการงานวิสาหกิจชุมชนไปสู่ธุรกิจเกษตร โดยที่ผ่านมาได้ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้สร้างความมั่นคงให้ประเทศ มีความก้าวหน้ามาต่อเนื่อง และงานส่งเสริมการเกษตรมีส่วนสำคัญช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น

สำหรับกิจกรรมที่น่าสนใจภายในงาน ประกอบด้วย นิทรรศการพระราชกรณียกิจด้านการเกษตรของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ การจำหน่ายสินค้าเกษตรเกรดพรีเมียมจากเกษตรแปลงใหญ่ วิสาหกิจชุมชน และเกษตรกรรุ่นใหม่ การให้บริการความรู้ จัดฝึกอาชีพด้านการเกษตรฟรี การประกวดและแข่งขันทางการเกษตรชิงเงินรางวัล พร้อมเพลิดเพลินกับอาหารอร่อย 100 ร้านจากทุกภาคทั่วประเทศ และเปิดโต๊ะเจรจาธุรกิจให้นักลงทุนรุ่นใหม่ได้พบปะกับเกษตรกรโดยตรง

นอกจากนี้ ยังมีนิทรรศการโชว์มหัศจรรย์พันธุ์พืชแปลก พืชหายากที่น่าสนใจ ได้แก่ ข้าวโพดแฟนซี กล้วย และสับปะรดสีชนิดต่างๆ มะพร้าวเปลือกหวาน มะพร้าวพวงร้อย มะเขือแฟนซี 1 ต้น มี 7 ชนิด ชาเลือด และอื่นๆ สาธิตการทำอาหาร ร่วมเสวนากับ “คนดังนั่งคุย” การแสดงเดินแบบผ้าไทยของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร ถือเป็นมหกรรมเกษตรแห่งปี และงานดีที่ต้องมา ติดตามรายละเอียดได้ที่ Facebook Fanpage “เกษตรสร้างชาติ”

มอบนโยบายส.ป.ก.ต่อยอดศาสตร์พระราชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437431

x

มอบนโยบายส.ป.ก.ต่อยอดศาสตร์พระราชา

วันจันทร์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ร้อยเอก ดร.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานมอบนโยบายแก่ผู้บริหาร ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ในการสัมมนาการติดตามผลการดำเนินงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 โดยมอบนโยบายการดำเนินงานปีงบประมาณ พ.ศ.2563 มีนายสุรศักดิ์ เจริญศิริโชติ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง กล่าวต้อนรับ ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวรายงาน พร้อมคณะผู้บริหาร ข้าราชการ ส.ป.ก. จากทั่วประเทศ เข้าร่วม

ร้อยเอก ดร.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวให้นโยบายหลักๆ กับสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ว่า สำหรับทำงานเพื่อรับใช้ประชาชนของ ส.ป.ก. อยากให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐทุกคนคำนึงถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืนกับเกษตรกรเป็นสำคัญประกอบด้วย 5 ข้อ หลัก สำคัญ คือ 1.ปกป้องและเชิดชูไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ทรงให้ความสำคัญเกี่ยวการดำเนินชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะทรงให้ความสำคัญเรื่องน้ำ และป่าไม้ เพราะน้ำและป่าไม้ เปรียบเสมือนต้นกำเนิดของชีวิตประชาชนทุกคน การสืบสาน รักษา และต่อยอดศาสตร์พระราชา ในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ 2.ปรับปรุงเพื่อลดการเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดิน ตรวจสอบการถือครองที่ดิน เพื่อปรับปรุงการถือครองให้ถูกต้อง หากทำผิดระเบียบ ให้ยึดกลับมาเพื่อนำไปแจกเกษตรผู้ที่ไม่มีที่ดินทำกินต่อไป 3.ปรับปรุงระเบียบกฎหมาย ของ ส.ป.ก. เน้นแก้ปัญหาแบบบูรณาการ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมดำเนินการแก้ปัญหา เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกร 4.การส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกรภาคเกษตรกรรม หากมอบที่ดินให้เกษตรกรแล้วก็ควรมอบอาชีพให้เกษตรกรด้วย โดยเน้นให้เกษตรกรดำรงชีวิตแบบพอเพียง อีกทั้ง ยังต้องพัฒนาและจัดสรรแหล่งน้ำ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกร โดยใช้หลักการ “การตลาด นำการผลิต” โดยการให้ความรู้ด้านการตลาดการเพิ่มมูลค่าให้สินค้า และการทำเกษตรอินทรีย์ การลดสารใช้สารเคมี 5.การใช้เงินกองทุน ส.ป.ก. ซึ่งมีไว้เพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชน ไว้เพื่อพัฒนาและยกระดับพื้นที่ปฏิรูปที่ดินได้อย่างอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวย้ำว่า อยากให้ ส.ป.ก. ดำเนินการมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแนวทางดังที่กล่าวไปใช้ในการทำงาน บูรณาการร่วมกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรต่อไป โดยเฉพาะการใช้ศาสตร์พระราชา ใช้ชีวิตความเป็นอยู่แบบพอเพียง เพื่อให้ชีวิตมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนสืบต่อไป

อ.ส.ค.มอบทุนการศึกษา4สถาบัน ปั้นบุคลากรมุ่งพัฒนาภาคปศุสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437428

x

อ.ส.ค.มอบทุนการศึกษา4สถาบัน ปั้นบุคลากรมุ่งพัฒนาภาคปศุสัตว์

วันจันทร์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์แบรนด์นมไทย-เดนมาร์ค จัดตั้งโครงการมอบทุนการศึกษาให้นิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรี ประจำปี 2562 ที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาตรี สาขาสัตวศาสตร์ สัตวศาสตร์อุตสาหกรรม สัตวบาล หรือพืชอาหารสัตว์ ของสถาบันการศึกษา 5 สถาบัน มุ่งหวังให้เยาวชนไทยเกิดแรงบันดาลใจในการศึกษา ต่อยอดความรู้ด้านสาขาวิชาการเกษตร และสาขาวิชาด้านปศุสัตว์ เมื่อจบการศึกษาเหล่านี้ จะช่วยเพิ่มทรัพยากรบุคคลที่มีส่วนร่วมพัฒนาวงการเกษตรและปศุสัตว์ของประเทศไทยในอนาคต

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทยเปิดเผยถึงที่มาของโครงการมอบทุนการศึกษาว่า เห็นความสำคัญและยินดีสนับสนุนเยาวชนที่สนใจศึกษาด้านปศุสัตว์และเพื่อส่งเสริมให้เยาวชนไทยเห็นความสำคัญของการศึกษาสาขาวิชาด้านการเกษตร การสนับสนุนของอ.ส.ค. ดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ปรารถนาให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรและปศุสัตว์ จึงจัดทำโครงการมอบทุนการศึกษาให้นิสิต นักศึกษาระดับปริญญาตรี ประจำปี 2562 ใช้งบประมาณ 120,000 บาท ซึ่ง อ.ส.ค.ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับสถาบันการศึกษา 4 สถาบัน และต้องเป็นนักศึกษาที่ศึกษาระดับปริญญาตรีคณะเกษตรศาสตร์ สัตวศาสตร์ ที่เกี่ยวข้องกับวิชาการเกษตรและปศุสัตว์ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยขอนแก่น, มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และมหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนไทยเห็นความสำคัญของการศึกษาในสาขาวิชาด้านการเกษตร นำไปสู่การพัฒนาเพิ่มศักยภาพบุคลากรด้านเกษตรและปศุสัตว์ที่เชื่อมโยงการดำเนินงานด้านกิจการโคนมของ อ.ส.ค. และหวังให้คนรุ่นใหม่พัฒนา สืบสาน รักษา ต่อยอดอนุรักษ์ “โคนม”อาชีพพระราชทานให้อยู่ยั่งยืนส่งต่อคนรุ่นใหม่ต่อไป

‘ประภัทร’ลุยเชียงแสน มอบนโยบายการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437453

'ประภัทร'ลุยเชียงแสน มอบนโยบายการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร

‘ประภัทร’ลุยเชียงแสน มอบนโยบายการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร

วันอาทิตย์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2562, 19.01 น.

1 กันยายน 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย นายประภัทร โพธสุธน  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางมาติดตามและมอบนโยบายในการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร โดยมี นายประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายภาษเดช หงส์ลดารมภ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายอำเภอแม่สาย นายอำเภอเชียงแสน นายอำเภอเชียงของ นายอำเภอเวียงแก่น พร้อมเจ้าหน้าที่ด่านกักกันสัตว์ ปศุสัตว์จังหวัดเชียงราย ด่านศุลกากรจังหวัดเชียงราย ชมรมผู้เลี้ยงสุกรภาคเหนือ และผู้เลี้ยงสุกรในจังหวัดเชียงราย ตลอดทั้งสื่อมวลชน พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมให้การต้อนรับและนำการตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานให้สอดคล้องตามนโยบายของรัฐบาลและมาตรการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้ง รับฟังรับทราบปัญหาข้อขัดข้อง ตลอดทั้งคำแนะนำข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องอีกด้วย

โดยด่านกักกันสัตว์เชียงราย ได้รายงานการปฏิบัติงานตลอดห้วงระเวลาที่ผ่านมา โดยได้จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์หลายภาษา การตรวจสอบซากสัตว์ที่สนามบิน โดยสามารถยึดและทำลาย ส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะอาหารที่เป็นวัตถุดิบจากสัตว์ เช่นไส้กรอก แฮม เป็นต้น การตรวจสอบการลักลอบน้ำเข้าสัตว์หรือซากสัตว์ในแนวชายแดนอย่างเข้มงวด การตรวจความปลอดภัยในอาหาร การเปิดด่านพ่นทำความสะอาดพาหนะที่ใช้ขนย้ายลำเลียงสัตว์และซากสัตว์อย่างเข้มงวดมาโดยตลอด

ทางด้านนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคเหนือ กล่าวว่า ปัจจุบันได้มีการเฝ้าระวัง การแพร่ระบาดเป็นอย่างมากในทุกจังหวัด ซึ่งในจังหวัดเชียงรายยังไม่มีการติดเชื้อโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรแต่อย่างใด โดยได้มีการเข้าไปให้ความรู้ทางวิชาการแก่กลุ่มผู้เลี้ยงสุกรในจังหวัดเชียงรายมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังได้มีการตรวจสอบกลุ่มผู้เลี้ยงสุกรและสุกรในเขตแนวชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านในระยะรัศมี 3 กิโลเมตร เพื่อสร้างความอบอุ่นใจแก่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

นายประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า จังหวัดเชียงรายได้วางแนวทางในการสนับสนุนทั้งในการป้องกันและเฝ้าระวังอย่างเต็มที่มาอย่างต่อเนื่อง หลังจากมีข่าวการแพร่ระบาดในสุกรของประเทศเวียดนาม สปป.ลาว และกัมพูชา รวมทั้งสร้างความตระหนักรู้ ทั้งในการป้องกันการแพร่ระบาดในระดับเริ่มต้น ได้มีการขอความร่วมมือลงไปถึงผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในการช่วยเหลือดูแลสอดส่อง และให้ความรู้แก่ผู้เลี้ยงสุกรในหมู่บ้าน โดยจังหวัดเชียงรายจะได้หารือแนวทางในการป้องกันจัดตั้งด่านสกัดกั้น และตรวจสอบการขนย้านสัตว์ หรือซากสัตว์อย่างเข้มงวด และเพิ่มในเรื่องของเครื่องมือเวชภัณฑ์น้ำยาเคมีต่าง ๆ ในการตรวจสอบอย่างละเอียดตามหลักการปศุสัตว์อีกด้วย

ในการประชุม นายประภัทร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายในการป้องกันโรคอหิวาแอฟริกาในสุกร ซึ่งจังหวัดเชียงรายเป็นจังหวัดที่มีพรมแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน มีแนวเขตชายแดนติดต่อหลายอำเภอ โดยมอบนโยบายให้บูรณาการทุกภาคส่วนของจังหวัดเชียงรายในการจัดตั้งด่านป้องกันและตรวจสอบการขนย้ายสัตว์ในด่านต่าง ๆ ทั้งในเขตแนวชายแดนและด่านระหว่างอำเภอ  รวมถึงช่องทางที่จะไปสู่ในจังหวัดต่างๆ โดยให้เจ้าหน้าที่เพิ่มกำลังในการตรวจตลอดเวลา 24 ชั่วโมง

พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์ด้านชายแดน เพื่อร่วมกันวางแผนในการป้องกันโรค เพื่อไม่ให้เกิดขึ้นหรือแพร่ระบาดเข้ามาในประเทศไทย โดยขอความร่วมมือทั้งในส่วนภาครัฐ และกลุ่มผู้เลี้ยงสุกร จากนั้น ผู้ช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ลงพื้นที่ร่วมกับคณะทั้งหมดไปตรวจเยี่ยมด่านขึ้น-ลง สิ่งมีชีวิต ในพื้นที่อำเภอเชียงแสน และอำเภอเชียงของต่อไป

เกษตรกรอุ่นใจ! ‘อธิบดีปศุสัตว์’ระดมกำลังช่วยสัตว์เลี้ยงประสบอุทกภัยพายุโพดุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437413

เกษตรกรอุ่นใจ! 'อธิบดีปศุสัตว์'ระดมกำลังช่วยสัตว์เลี้ยงประสบอุทกภัยพายุโพดุล

เกษตรกรอุ่นใจ! ‘อธิบดีปศุสัตว์’ระดมกำลังช่วยสัตว์เลี้ยงประสบอุทกภัยพายุโพดุล

วันอาทิตย์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2562, 16.44 น.

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2562 ที่ อบต.ชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้มอบหมายให้ นายวิวัฒน์ ไชยชะอุ่ม  ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง เพื่อติดตามสถานการณ์การเกิดอุทกภัย และประสานการให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรผู้ประสบภัยด้านปศุสัตว์ ร่วมกับสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดพิษณุโลก ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์พิจิตร องค์การบริหารส่วนตำบลชมพูอำเภอเนินมะปราง ฝ่ายปกครองอำเภอเนินมะปราง สนับสนุนหญ้าแห้ง เวชภัณฑ์ วิตามิน แร่ธาตุ สำหรับสัตว์ ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโค – กระบือ ในพื้นที่

ทั้งนี้ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดพิษณุโลก ได้เตรียมทีมชุดเฉพาะกิจเคลื่อนที่เร็ว สำหรับการให้การดูแล รักษาสุขภาพสัตว์ พร้อมออกปฏิบัติการได้ทันที ตามนโยบายของอธิบดีกรมปศุสัตว์ “Farmer Center”

นอกจากนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ยังได้สั่งการให้แต่ละจังหวัดออกช่วยเหลือ ดังนี้ จ.ยโสธร นายปัญญา มูลคำกาเจริญ ปศุสัตว์จังหวัดยโสธร เข้าช่วยเหลือสุนัขที่ได้รับผลกระทบจากอุกภัย ที่ศูนย์พักพิงสุนัขบ้านเมตตา ต.น้ำคำใหญ่ อ.เมืองยโสธร ซึ่งเลี้ยงสุนัข จำนวน 90 ตัว โดยมอบเตียงไม้ไผ่ (ตะแคร่) สำหรับสุนัขหนีน้ำ จำนวน 3 เตียง และยาฆ่าเชื้อ 3 ขวด พร้อมให้คำแนะนำการดูแลสุขภาพสัตว์ในช่วงฝนตกและมีน้ำท่วมขัง และเจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอป่าติ้ว และศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ยโสธร มอบเสบียงอาหารสัตว์ (หญ้าแห้งอัดฟ่อน) จำนวน 5,000 กิโลกรัม ให้กับเกษตรกร จำนวน 24 ราย เพื่อใช้เป็นอาหารสำหรับสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โค 126 ตัว ณ จุดอพยพสัตว์โรงเรียนชุมชนบ้านเชียงเพ็ง ต.เชียงเพ็ง อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร

ส่วนที่ จ.อำนาจเจริญ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดอำนาจเจริญ โดยสำนักงานปศุสัตว์อำเภอลืออำนาจ ร่วมกับกรมการปกครอง เข้าให้การช่วยเหลืออพยพสัตว์เลี้ยงของเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยน้ำท่วม สุกร 12 ตัว โค 3 ตัว ของนางแสงมณี ป้องเขต บ้านเลขที่ 72 หมู่ที่ 4 ต.ไร่ขี อ.ลืออำนาจ จ.อำนาจเจริญ โดยให้การดูแลรักษาสุขภาพสัตว์ มอบเวชภัณฑ์ เสบียงอาหารสัตว์ และแนะนำการเลี้ยงสัตว์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นด้วยแล้ว

แก้‘ไข่ไก่’ตกต่ำเริ่มเห็นผล เกษตรกรอยู่ได้ ผู้บริโภคไม่เดือดร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437104

แก้‘ไข่ไก่’ตกต่ำเริ่มเห็นผล เกษตรกรอยู่ได้ ผู้บริโภคไม่เดือดร้อน

แก้‘ไข่ไก่’ตกต่ำเริ่มเห็นผล เกษตรกรอยู่ได้ ผู้บริโภคไม่เดือดร้อน

วันศุกร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 19.54 น.

แก้‘ไข่ไก่’ตกต่ำเริ่มเห็นผล เกษตรกรอยู่ได้ ผู้บริโภคไม่เดือดร้อน

โดย อุษณีย์ รักษ์กสิกิจ : usanee.rak@gmail.com

ความพยายามในการร่วมกันรักษาเสถียรภาพราคา “ไข่ไก่” ของรัฐบาล โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมปศุสัตว์ คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ภาคเอกชน และเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ทั่วประเทศ ที่ระดมสรรพกำลังกันสุดความสามารถในการดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาสภาวะการผลิตไข่ไก่ที่ล้นตลาดอย่างจริงจังและต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปี 2561 หลังจากที่เกษตรกรต้องแบกรับภาระขาดทุนสะสมมานานกว่า 2 ปี

วันนี้ความพยายามเริ่มปรากฎผล จากราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มเริ่มกลับมาที่ 3.00 บาท ซึ่งถือเป็นภาพสะท้อนความสำเร็จ จากการร่วมมือกันแก้ปัญหา ด้วยการบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

นับตั้งแต่การลดจำนวนแม่ไก่ไข่ยืนกรง การเพิ่มปริมาณส่งออกไข่ไปขายตลาดต่างประเทศ และมาตรการอื่นๆ เพื่อให้มีจำนวนแม่ไก่ไข่ยืนกรงอยู่ในจุดที่เหมาะสมที่ 50 ล้านตัว ส่งผลให้มีผลผลิตไข่ไก่วันละ 40 ล้านฟอง ที่เป็นจุดสมดุลกับการบริโภคของคนไทย

โดยเฉพาะมาตรการที่เรียกว่าเป็นการมองปัญหาร่วมกันและเดินหน้าแก้ไขพร้อมกันทั้งองคาพยพ คือการควบคุมอายุการปลดแม่ไก่ยืนกรง ให้ไม่เกิน 78 สัปดาห์ เพื่อไม่ให้ผู้เลี้ยงยืดอายุไก่ออกไปอย่างไร้การควบคุมดังเช่นที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้วงจรการผลิตผิดเพี้ยน และถือเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ผลผลิตไข่ล้นตลาด เมื่อเกษตรกรมองเป้าหมายร่วมกันและตัดสินใจจับมือกันฝ่าวิกฤติราคาตกต่ำให้ได้ จึงร่วมกันปลดแม่ไก่ตามอายุที่ Egg Board ขอความร่วมมืออย่างแข็งขัน เมื่อผนวกกับมาตรการอื่นๆที่เดินหน้าอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง จึงทำให้ปริมาณผลผลิตไข่ไก่ในระบบกลับเข้าสู่สมดุล

เมื่อกลไกตลาดทำงาน ปริมาณการผลิตเพียงพอกับการบริโภค ราคาไข่ไก่จึงกลับขึ้นมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ราคาที่ปรับขึ้นนี้ ถือเป็นระดับที่พ้นต้นทุนการเลี้ยงไปไม่มาก เรียกได้ว่าแค่พอให้เกษตรกรได้ลืมตาอ้าปาก และเริ่มมีรายได้พอที่จะนำมาชำระหนี้ค้างเก่า และช่วยให้สามารถต่อลมหายใจในอาชีพการเลี้ยงไก่ไข่ได้เท่านั้น หลังจากต้องขาดทุนสะสมมานาน จนทำให้ผู้เลี้ยงหลายรายจำต้องเลิกอาชีพนี้ไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

วันนี้สถานการณ์ของอุตสาหกรรมไก่ไข่กำลังเป็นไปในทิศทางที่ดี ได้เห็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนอย่างเข้มแข็ง ซึ่งหากทุกคนยังคงให้ความร่วมมือกับมาตรการสร้างความยั่งยืนในอุตสาหกรรมไก่ไข่ของไทยเช่นนี้ ถึงแม้ราคาจะไม่สูงถึงขนาดที่เกษตรกรจะมีกำไรมากมาย แต่ก็ถือว่าใกล้เคียงกับต้นทุนการผลิต และพอที่จะทำให้มีรายได้ในการต่อยอดอาชีพนี้ต่อไป

สำหรับผู้บริโภคซึ่งถือว่าเป็นปลายน้ำและยังเป็นห่วงโซ่สำคัญในการสร้างเสถียรภาพราคาไข่ไก่ต่อไปได้ ก็ เพียงหันมาช่วยกันบริโภคไข่ไก่ ที่มีสารอาหารครบถ้วน และยังเป็นอาหารโปรตีนคุณภาพดี ที่ถูกที่สุดในบรรดาอาหารโปรตีนทุกชนิด สามารถบริโภคได้ทุกคน ทุกวัย และทุกวัน ดังที่มีผลวิจัยเผยแพร่กันมากมายจากทั้งในประเทศและต่างประเทศผู้เลี้ยง ที่ไม่เพียงการได้ทานอาหารที่มีประโยชน์ แต่ยังถือเป็นการช่วยสนับสนุนเกษตรกรเลี้ยงไก่ไข่ และช่วยให้ประชาชนคนไทยด้วยกันได้มีอาชีพเลี้ยงปากท้องต่อไป

เชื่อว่าหากทุกฝ่ายยังคงมองเป้าหมายร่วมกัน และมุ่งสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมไก่ไข่เช่นนี้ การสร้างเสถียรภาพราคาไข่ไก่ให้เกิดขึ้นย่อมเป็นไปได้อย่างแน่นอน

‘ธรรมนัสโมเดล’นำร่อง’ม.พะเยา’ จ่อให้เช่าที่ส.ป.ก.แก้ปัญหาเรื้อรังนับสิบปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437070

'ธรรมนัสโมเดล'นำร่อง'ม.พะเยา' จ่อให้เช่าที่ส.ป.ก.แก้ปัญหาเรื้อรังนับสิบปี

‘ธรรมนัสโมเดล’นำร่อง’ม.พะเยา’ จ่อให้เช่าที่ส.ป.ก.แก้ปัญหาเรื้อรังนับสิบปี

วันศุกร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 18.59 น.

“ธรรมนัสโมเดล”นำร่อง”ม.พะเยา” จ่อให้เช่าที่ส.ป.ก.แก้ปัญหาเรื้อรังนับสิบๆปี เร่งดูข้อกฎหมาย ตอบโจทย์ปัญหาส.ป.ก.ขยายตัวเป็นชุมชนเมือง

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ เปิดเผยว่าได้สั่งให้ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) พิจารณาดูแนวทางปรับแก้กฎหมายปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือมีช่องทางกฎหมายมาตรใดเพื่อแก้ปัญหาการขยายตัวเป็นชุมชนเมืองในพื้นที่ ส.ป.ก.เช่นบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และพื้นที่ ส.ป.ก.วังน้ำเขียว ที่มีการซื้อขายเปลี่ยนมือไปจำนวนมากไปสร้างรีสอร์ท บ้านพักตากอากาศ

“สภาพพื้นที่ ส.ป.ก.หน้า ม.พะเยา ม.แม่ฟ้าหลวง กลายเป็นชุมชน จะไปไล่ทุบตึก อาคารพาณิชย์ของชาวบ้าน สร้างหอพัก ร้านสะดวกซื้อ ก็ทำไม่ได้ เมื่อทำไม่ได้ จึงกลับมาดูข้อกฎหมาย ให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน ซึ่งชาวบ้านต่างหวาดผวากลัวถูกยึดที่คืน ผมได้ให้โจทย์ ส.ป.ก.ต้องไปดูว่าจะแก้ไขปัญหาที่ถูกปล่อยทิ้งเรื้อรังมานานนับสิบๆ ปี ที่ชาวบ้านต้องอยู่อย่างผู้บุกรุก และไม่รู้ว่ารัฐจะดำเนินการกับเขาอย่างไร ดังนั้น สัปดาห์หน้าให้เลขาฯ ส.ป.ก.และฝ่ายกฎหมาย นำมาประเด็นข้อกฎหมายมาหารือกันให้ได้ข้อสรุป หากต้องแก้ไขจะตั้งทำงานแก้กฎหมายเสร็จสิ้นภายใน 3 – 6 เดือน โดยหน้า ม.พะเยา จะเป็นโมเดลแรก อาจะให้ชาวบ้านเช่าพื้นที่ เก็บรายได้เข้ากองทุนปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม นำร่องพื้นที่อื่น เรียกว่า “ธรรมนัสโมเดล” ก็ได้ เพราะจะไม่ใช้โมเดลเดิมที่ ส.ป.ก.ทำไว้ก่อนหน้านี้” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

รมช.เกษตรฯ กล่าวว่าส่วนพื้นที่อื่นๆ ที่นายทุนครอบครอง มีการซื้อขายเปลี่ยนมือ ตนได้สั่งการให้ ส.ป.ก.เดินหน้าคำสั่งเดิมตามมาตรา 44 ยึดคืนพื้นที่ ส.ป.ก.จากรายใหญ่ถือครองโดยมิชอบ มาจัดสรรให้เกษตรกร ผู้ยากไร้ เป็นหลักที่รอที่ดินทำกินขึ้นทะเบียนไว้กับ ส.ป.ก.จำนวนกว่า 8 แสนราย

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ในส่วน ส.ป.ก.วังน้ำเขียว ซื้อขายเปลี่ยนจากรายเดิมไปทำรีสอร์ท เป็นปัญหาที่แตกต่างจากพื้นที่ ส.ป.ก.หน้า ม.พะเยา ม.แม่ฟ้าหลวง
ซึ่งที่ดิน ส.ป.ก.ที่มีสภาพทำเกษตรกรรมได้ แต่ไปทำรีสอร์ท ไม่ก่อเกิดประโยชน์กับชาวบ้านในพื้นที่ จะยึดคืนมาจัดสรรใหม่ให้ชาวบ้านรายใหม่เข้าพื้นที่ และดูสภาพพื้นที่ถ้าไม่ทำการเกษตร ต้องไปดูแปรสภาพเป็นโฮมสเตย์ท่องเที่ยวเชิงเกษตร

“ให้โจทย์ปรับแก้กฎหมาย ให้เสร็จสิ้นภายใน 3 – 6 เดือน ยืนยันว่าไม่ได้หมายความเอื้อนายทุน จะทำพื้นที่ ส.ป.ก.ให้เกิดกับชาวบ้านจริงๆ รายเดิม เปลี่ยนมือให้นายทุน ยึดคืนกลับมาเป็นของหลวง มาจัดสรรพื้นที่ให้ชาวบ้าน เกษตรกร ผู้ยากไร้ ที่ขึ้นทะเบียน ขอที่ทำกินไว้ 8 แสนราย ทั้งนี้ ฝ่ายกฎหมาย ส.ป.ก.ยังระบุว่า มีบางมาตราเอื้อให้ชุมชนใช้พื้นที่ ผมให้ไปศึกษาสัปดาห์หน้ามาเสนอ ผมมีแนวคิดให้เช่าที่นำรายได้เข้ากองทุนปฏิรูปที่ดินฯให้มีความเข้มแข็งขึ้นจากปัจจุบัน มีเงินกองทุนกว่า 4 พันกว่าล้านบาท สามารถนำไปพัฒนาพื้นที่ที่จัดสรรให้ชาวบ้านสามารถเข้าอยู่ได้ ไปทำระบบในเรื่องสาธารณูปโภค ถ้าวันนี้ไม่แก้ไขพื้นที่ ส.ป.ก.ที่ขยายตัวปล่อยเรื้อรัง 10 ปี ชาวบ้านกลายเป็นผู้รุกที่สร้างตึกจนขยายใหญ่กว่าตัวอำเภอ ตอนนี้ชาวบ้านหวาดผวา ที่มีการประกาศจะยึด ซึ่งจริงๆ ต้องทำงานตอบโจทย์แยกประเด็นปัญหารายพื้นที่ให้ได้เพื่อช่วยแก้ความเดือดร้อนแก้ตรงจุดของสภาพปัญหาในพื้นที่ ให้มีความชัดเจนในเรื่องกฎหมายก่อน ถ้าให้เช่าๆ แบบไหน อย่างไร แม้เป็นประเด็นอ่อนไหวทางสังคม แต่ถึงเวลาต้องแก้ไขอย่างมีหลักการเกิดประโยชน์ชาวบ้านอย่างแท้จริง” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

‘ประภัตร’เร่งส่งเสริมเกษตรกร เปลี่ยนอาชีพทำนาหันเลี้ยงโคเนื้อ-กระบือ บุกตลาดจีน1ล้านตัวต่อปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437036

'ประภัตร'เร่งส่งเสริมเกษตรกร เปลี่ยนอาชีพทำนาหันเลี้ยงโคเนื้อ-กระบือ บุกตลาดจีน1ล้านตัวต่อปี

‘ประภัตร’เร่งส่งเสริมเกษตรกร เปลี่ยนอาชีพทำนาหันเลี้ยงโคเนื้อ-กระบือ บุกตลาดจีน1ล้านตัวต่อปี

วันศุกร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 17.11 น.

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2562 นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการประชุมสัมมนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและเชื่อมโยงการตลาดโคเนื้อ – กระบือ ภายใต้โครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่นาไม่เหมาะสมเพื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพปศุสัตว์ พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ และผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทั่วประเทศ เข้าร่วมสัมมนา

นายประภัตร กล่าวว่า ได้ร่วมกันกำหนดแนวทางในกาจัดทำแผนการผลิตและเชื่อมโยงการตลาดโคเนื้อและกระบือเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันรองรับผล กระทบที่จะเกิดจาก FTA โดยให้มีกลุ่มผู้เลี้ยงวัวในแต่ละจังหวัดมีเกษตรกรผู้เลี้ยงวัว 100 รายต่อจังหวัด ดำเนินโครงการเลี้ยงแม่เพาะลูกและหากวัวในประเทศไม่เพียงพอจึงจะสามารถนำเข้าวัวจากต่างประเทศได้ ซึ่งตั้งเป้าการส่งออกวัวไปจีนปีละ 1 ล้านตัว ขณะเดียวกันต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการซื้อขายวัว – กระบือ ในรูปแบบการชั่งกิโลเพื่อให้ความเป็นธรรมให้เกษตรกร รวมทั้งเปิดตลาดกลางในการรับซื้อโค – กระบือ โดยให้มีจำนวนตลาดครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งนี้ จะไปเจรจากับประเทศจีนเพื่อให้ประเทศไทยสามารถส่งออกโค – กระบือ ไปประเทศจีนโดยไม่ต้องผ่านประเทศลาว ทั้งนี้ เพื่อช่วยเหลือระยะเร่งด่วนเกษตรกรประสบปัญหาภัยแล้ง ปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำนาไม่เหมาะสม ส่งเสริมอาชีพด้านปศุสัตว์อย่างยั่งยืน

รมช.เกษตรฯลุยขับเคลื่อนงานปศุสัตว์ เชื่อมโยงการตลาดโคเนื้อ-กระบือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/436976

รมช.เกษตรฯลุยขับเคลื่อนงานปศุสัตว์ เชื่อมโยงการตลาดโคเนื้อ-กระบือ

รมช.เกษตรฯลุยขับเคลื่อนงานปศุสัตว์ เชื่อมโยงการตลาดโคเนื้อ-กระบือ

วันศุกร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 14.42 น.

รมช.เกษตรฯขับเคลื่อนงานปศุสัตว์ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เชื่อมโยงการตลาดโคเนื้อ-กระบือ ส่งเสริมการประกอบอาชีพปศุสัตว์

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2562 ที่บ้านไทยรีสอร์ท อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี นายประภัทร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการประชุมสัมมนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและเชื่อมโยงการตลาดโคเนื้อ – กระบือ ภายใต้โครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่นาไม่เหมาะสมเพื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพปศุสัตว์ พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ รองอธิบดี ผู้บริหารกรมปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่เข้าร่วมประชุมสัมมนาในครั้งนี้

การประชุมสัมมนาโครงการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและเชื่อมโยงการตลาดโคเนื้อ – กระบือ ภายใต้โครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำนาไม่เหมาะสมเพื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพโดยกรมปศุสัตว์กำหนดจัดโครงการประชุมสัมมนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและเชื่อมโยงการตลาดโคเนื้อกระบือ ภายใต้โครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำไม่เหมาะสมเพื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพปศุสัตว์ระหว่างวันที่ 29 – 30 สิงหาคม 2562 เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนาได้ร่วมกันกำหนดแนวทางในกาจัดทำแผน
การผลิตและเชื่อมโยงการตลาดโคเนื้อกระบือเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันรองรับผล กระทบที่จะเกิดจาก FTA

ทั้งนี้ รมช.กษ.มอบนโยบาย สรุปได้ ดังนี้ 1.ให้มีกลุ่มผู้เลี้ยงวัวในแต่ละจังหวัดมีเกษตรกรผู้เลี้ยงวัว 100 รายต่อจังหวัด 2.ให้มีโครงการเลี้ยงแม่เพาะลูก 3.หากวัวในประเทศไม่เพียงพอจึงจะสามารถนำเข้าวัวจากต่างประเทศได้ 4.ตั้งเป้าการส่งออกวัวไปจีนปีละ1ล้านตัว 5.ปรับเปลี่ยนรูปแบบการซื้อขายวัว-กระบือในรูปแบบการชั่งกิโลเพื่อให้ความเป็นธรรมให้เกษตรกร 6.ให้เปิดตลาดกลางในการรับซื้อโค-กระบือ โดยให้มีจำนวนตลาดครอบคลุมทั่วประเทศ และ 7.รมช.มีนโยบายจะไปเจรจากับประเทศจีนเพื่อให้ประเทศไทยสามารถส่งออกโค-กระบือไปประเทศจีนโดยไม่ต้องผ่านประเทศลาว

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรที่ประกอบอาชีพด้านปศุสัตว์ตามโครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำนาไม่เหมาะสมส่งเสริมให้มีการเลี้ยงโค – กระบือ เนื่องจากเป็นการปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำการเกษตรมาประกอบอาชีพในการเลี้ยงสัตว์เนื่องจากประสพปัญหาภัยแล้งและเป็นการส่งเสริมอาชีพให้เกษตรกรด้านปศุสัตว์ ให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ต่อไป