เลาะรั้วเกษตร : ลอตแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/436764

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ลอตแรก

วันศุกร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในที่สุดโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว และปาล์มน้ำมันของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ผ่าน ครม. ฉลุย ใช้งบประมาณรวมกัน 2 พืชกว่า 3.4 หมื่นล้านบาท ยังแถมโครงการสนับสนุนต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2562/63 มาอีกกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท

โดยสรุปคือ ประกันรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปี 2562/63 ที่ความชื้นไม่เกิน 15% ครัวเรือนละไม่เกิน 40 ไร่ หรือชดเชยราคาเป็นจำนวนตันของข้าวเปลือกชนิดต่างๆ ดังนี้

ข้าวหอมมะลิ ประกันที่ราคาตันละ 15,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 14 ตัน ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ ตันละ 14,000 บาท ไม่เกิน 16 ตัน ข้าวเจ้า ตันละ 10,000 บาท ไม่เกิน 30 ตัน ข้าวหอมปทุมธานี ตันละ 11,000 บาท ไม่เกิน 25 ตัน และ ข้าวเหนียวตันละ 12,000 บาท ไม่เกิน 16 ตัน รัฐโดย ธ.ก.ส. จ่ายชดเชยส่วนต่างระหว่างราคาประกันกับราคาเกณฑ์กลางอ้างอิง เข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง

ส่วนปาล์มน้ำมัน ประกันรายได้ให้กับเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันปีการผลิต2562-2563 กำหนดราคาประกัน ดังนี้ ผลปาล์มทะลาย คุณภาพน้ำมัน 18% กิโลกรัมละ 4 บาท ณ หน้าโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม รัฐโดย ธ.ก.ส. จ่ายชดเชยส่วนต่างระหว่างราคาประกันกับราคาตลาดอ้างอิงผ่านบัญชีของเกษตรกร

สำหรับโครงการสนับสนุนต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีนั้น เกษตรกรจะได้รับเงินสนับสนุนไร่ละ 500 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 20 ไร่ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรจะนำรายชื่อเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปี 2562 ไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตรส่งให้ ธ.ก.ส. เพื่อจ่ายเงินให้เกษตรกร

ทั้ง 3 โครงการที่ว่ามานั้น ภารกิจตกหนักที่กรมส่งเสริมการเกษตร เพราะเชื่อว่าจะต้องมีเกษตรกรมาขอขึ้นทะเบียน หรือขอปรับปรุงข้อมูลในทะเบียนเดิม เพื่อจะขอใช้สิทธิ์ดังกล่าวอีกโกลาหล

งานนี้ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร สำราญ สาราบรรณ์ จึงโชคดีไป เพราะถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสียแล้ว งานหนักตกอยู่กับผู้ตรวจราชการกระทรวง เข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรคนใหม่ที่มาแทน…..ขอให้ท่านเข้มแข็งสมชื่อ…

ถ้าจะเปรียบก็คงเหมือนนวนิยายของโกวเล้ง เป็นการเปลี่ยนม้ากลางศึก…และสนามรบนี้ไม่ง่ายเลย

ไหนๆ ก็ไหนๆ พูดถึงการโยกย้ายแล้ว ก็บอกกล่าวกันให้ครบถ้วน ครม. มีมติเมื่อวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา ตามที่กระทรวงเกษตรฯ เสนอการแต่งตั้งข้าราชการตำแหน่งสำคัญ จำนวน 7 ราย แทนตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายน 2562 นี้ ขณะเดียวกันก็สับเปลี่ยนหมุนเวียนด้วย

ผู้ที่จะเกษียณอายุราชการ ประกอบด้วย รองปลัดกระทรวง 3 ท่าน คือ ดุจเดือน ศศะนาวิน สุรจิตต์ อินทรชิต และสุรเดช เตียวตระกูล ซึ่งเจ็บป่วยพักรักษาตัวมาเป็นเวลานานหลายเดือน ผู้ตรวจราชการกระทรวง 2 ท่าน คือ วราภรณ์ พรหมพจน์ และ อานัติ วิเศษรจนา ระดับอธิบดี 4 ท่าน คือ อธิบดีกรมการข้าว ประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมหม่อนไหม ศิริพร บุญชู อธิบดีกรมประมง อดิศร พร้อมเทพ และ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร จริยา สุทธิไชยา

กระทรวงเกษตรฯ โยกรองปลัดกระทรวง มีศักดิ์ ภักดีคง ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมประมง แทน อดิศร พร้อมเทพ ซึ่งจะเกษียณอายุราชการ เป็นเหตุให้รองปลัดกระทรวงว่างลง 4 ตำแหน่ง ในลอตแรกนี้จึงมีการแต่งตั้งรองปลัดกระทรวง ใหม่ทั้งหมด 4 ตำแหน่ง ประกอบด้วย วราวุธ ชูธรรมธัช อุมาพร พิมลบุตร พิศาล พงศาพิชณ์ ทั้ง 3 ท่าน มาจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง อีก 1 ท่าน คือ สำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร

นับเป็นการเปลี่ยนผู้บริหารระดับสูง ระดับรองจากปลัดกระทรวง พร้อมกันทั้งชุด น่าหนักใจแทนปลัดกระทรวง อนันต์ สุวรรณรัตน์ เพราะอาจต้องรอให้รองปลัดฯ ที่มาจากผู้ตรวจราชการ ปรับตัว และศึกษางานที่ได้รับมอบหมายในด้านต่างๆ สักพักจึงจะเข้าขาเดินหน้าไปได้พร้อมๆ กัน ส่วนท่านที่มาจากอธิบดี คงจะลุยงานได้เร็วหน่อย เพราะเป็นฝ่ายบู๊ลุยงานในพื้นที่มาอย่างโชกโชนอยู่แล้ว

น่าหนักใจอีกประการ คือ กรมการข้าว ที่แต่งตั้งผู้ตรวจราชการกระทรวง สุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ ไปนั่งในตำแหน่งอธิบดี แทน ประสงค์ ประไพตระกูล ที่จะเกษียณอายุราชการ งานของกรมการข้าว กำลังพัฒนาไปหลายด้าน ทั้งงานวิชาการในการปรับปรุงพันธุ์ข้าว เทคโนโลยีการผลิต การแปรรูปข้าวและอาจรวมถึงด้านการตลาดด้วยจำเป็นต้องมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล สู้ได้ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ว่าที่อธิบดีสุดสาคร แม้จะเคยเป็นนักวิชาการที่ทำงานเกี่ยวกับข้าวมาก่อน แต่ก็ห่างเหินมานานมากจะปรับตัวได้ทันหรือไม่…ยังห่วงอยู่

การแต่งตั้งโยกย้าย 7 ตำแหน่งนี้ เป็นเพียงลอตแรก และผลจากลอตแรกนี้ ทำให้ตำแหน่งผู้ตรวจราชการว่างลง 5 ตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการ ที่เกษียณอีก 2 ตำแหน่ง และ ยังมีระดับอธิบดีที่ยังไม่มีใครมาแทนอีก 2 ตำแหน่ง คืออธิบดีกรมหม่อนไหม และ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ยังแถมด้วยอัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายการเกษตรประจำกรุงบรัสเซลส์ ชุมเจธว์ กาญจนเกษร อีก 1 ตำแหน่ง ที่จะเกษียณอายุราชการ รวมทั้งสิ้น 10 ตำแหน่ง

คนที่อยู่ในตำแหน่ง ณ ปัจจุบันคงหนาวๆ ร้อนๆ ไปตามกัน ในขณะที่คนที่จะขึ้นตำแหน่งก็มีความหวัง….แต่ถ้าการเมืองทำให้ put the wrong man on the wrong job ก็สวัสดี…กระทรวงเกษตรฯ

แว่นขยาย

กษ.ลุยเพิ่มแก้มลิงทั่วปท.แก้แล้ง-ท่วมยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/436765

x

กษ.ลุยเพิ่มแก้มลิงทั่วปท.แก้แล้ง-ท่วมยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการพัฒนาอ่างเก็บน้ำระบบแก้มลิงแก่งน้ำต้อน อ.เมือง จ.ขอนแก่น ว่า โครงการพัฒนาแก่งน้ำต้อน เป็นโครงการแก้มลิงขนาดใหญ่ และเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาแก้มลิงสองฝั่งลำน้ำชี จากทั้งหมด 34 โครงการ ที่กรมชลประทานดำเนินการตามแนวพระราชดำริ ตั้งแต่ปี 2539 มีพื้นที่หนองประมาณ 6,196 ไร่ ความจุประมาณ 7.431 ล้าน ลบ.ม.สภาพปัจจุบันตื้นเขิน ช่วงฤดูน้ำหลากเกิดน้ำท่วมขังพื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณรอบหนอง ไม่สามารถเก็บไว้ใช้ฤดูแล้งได้ ทำให้ชาวบ้าน 7 ตำบล 3 อำเภอ 33,877 คน พื้นที่การเกษตรโดยรอบกว่า 40,000 ไร่ขาดน้ำอุปโภค-บริโภคและการเกษตร กรมชลประทานจึงเริ่มโครงการตั้งแต่ปี 2543 เพื่อให้เป็นแหล่งกักน้ำสนับสนุนการเพาะปลูกในพื้นที่เกษตร อุปโภค-บริโภค ช่วยกักน้ำจากลำน้ำชีเมื่อประสบปัญหาฤดูน้ำหลาก และเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ประชาชนให้ดีขึ้น โดยมีแผนสร้างโครงการพัฒนาแก้มลิงแก่งน้ำต้อน(ระยะที่ 1) 4 ปี 2563-2566 รวมงบประมาณ 950 ล้านบาท หากดำเนินโครงการแล้วเสร็จจะบรรเทาปัญหาอุทกภัยช่วงฤดูฝนหรือฤดูน้ำหลาก และการขาดแคลนน้ำสำหรับการเกษตรช่วงฤดูแล้งได้ 40,000 ไร่ คาดว่าเพิ่มปริมาณเก็บกักจากปัจจุบันมีปริมาณเพียง 20 ล้าน ลบ.ม.เพิ่มเป็น 100 ล้านลบ.ม.ได้

นายเฉลิมชัยกล่าวต่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ห่วงใยประชาชนที่ประสบปัญหาภัยแล้ง จึงเน้นให้เตรียมมาตรการระยะยาวช่วยเหลือประชาชน อาทิ เก็บกักน้ำเพิ่มกรณีฝนตกนำไปใช้ช่วงฝนทิ้งช่วง รวมถึงขุดลอกแหล่งน้ำ เตรียมหาพื้นที่เก็บกักน้ำให้ได้มากที่สุด ทั้งอ่างขนาดเล็ก แก้มลิง รวมถึงพื้นที่หลังเขื่อนให้สร้างฝายเพิ่มน้ำ สร้างความชุ่มชื้นให้ป่าสมบูรณ์ภายใน 1-2 ปี สำหรับพื้นที่เกษตรที่เสียหายจากภัยแล้งฝนทิ้งช่วงไปแล้ว กรมส่งเสริมการเกษตรเร่งสำรวจเพื่อหามาตรการช่วยเหลือและชดเชยความเสียหาย

รร.สอนภาษาคอนว่าโชว์ผลสำเร็จ ปั้นนร.ส่งฝึกงานฟาร์มเกษตรญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/436768

x

รร.สอนภาษาคอนว่าโชว์ผลสำเร็จ ปั้นนร.ส่งฝึกงานฟาร์มเกษตรญี่ปุ่น

วันศุกร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย ชคตระการ ผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนสอนภาษาต่างประเทศคอนว่า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เป็นประธานพิธีมอบประกาศนียบัตรสำเร็จการเรียนภาษาญี่ปุ่นระดับต้น-กลางให้นักเรียนภาษาญี่ปุ่น ซึ่งจะเดินทางไปฝึกงานเกษตรในฟาร์มของเกษตรกรที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 3 ปี ภายใต้โครงการถ่ายทอดทักษะและเทคนิคให้แก่นักฝึกงานต่างประเทศของประเทศญี่ปุ่น

รองศาสตราจารย์ ดร.สมชายเปิดเผยว่า การเดินทางไปฝึกงานเกษตรที่ญี่ปุ่นนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับประสบการณ์และประโยชน์มากมาย เช่น ได้เรียนรู้ เทคโนโลยีการเกษตรด้านต่างๆ ที่เจริญก้าวหน้ากว่าการเกษตรของประเทศไทยมาก เช่น ความรู้และเทคนิคตั้งแต่วางแผนการผลิตเทคโนโลยีการผลิต การดูแลรักษาหลังการเก็บเกี่ยว การบรรจุหีบห่อไปจนถึงช่องทางตลาด รวมถึงได้รับการฝึกฝนระเบียบวินัยความละเอียดรอบคอบ ขยันอดทน เอาจริงเอาจังกับการปฏิบัติงานและอื่นๆ จากเกษตรกรชาวญี่ปุ่นด้วย นอกจากนั้น ยังได้รับความรู้ด้านภาษา สังคมและวัฒนธรรมญี่ปุ่น โดยเป็นการต่อยอดความรู้ด้านภาษาญี่ปุ่นที่ได้เรียนในประเทศไทยก่อนเดินทางไปญี่ปุ่น โดยมีนักฝึกงานบางคนที่ผ่านโครงการนี้สอบผ่านการวัดระดับความรู้ความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นถึงระดับ N-3 ได้ ซึ่งเทียบได้กับผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาเอกภาษาญี่ปุ่นในสถาบันการศึกษาในประเทศได้

“ตลอด 3 ปี ในการใช้ชีวิตทำงานที่ญี่ปุ่นจะทำให้นักฝึกงานได้ครอบครัวเกษตรกรเป็นครอบครัวอุปถัมภ์ และเป็นเครือข่ายสำคัญในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมในอนาคตของนักฝึกงานเอง เพราะนักฝึกงานไทยจะสอบถามและเรียนรู้เทคโนโลยีการเกษตร รวมถึงหลักบริหารจัดการ ธุรกิจเกษตรในสไตล์ญี่ปุ่นผ่านความสัมพันธ์ที่ดีที่มีต่อครอบครัวของเกษตรกรญี่ปุ่น อีกทั้ง นักฝึกงานจะได้รับจากการเข้าร่วมโครงการที่สำคัญอย่างยิ่งอีกประเด็นหนึ่งคือ มีโอกาสสะสมเงินทุนจากค่าแรงทำงาน เพื่อนำมาเป็นเงินทุนเริ่มต้นธุรกิจเกษตรเล็กๆ ของตนหลังกลับมาประเทศไทยแล้ว ซึ่งปัจจุบันมีอดีตนักฝึกงานจำนวนมากเป็นเจ้าของธุรกิจฟาร์มของตนเองหลังกลับมาประเทศไทย ปัจจุบันมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ได้เปิดหลักสูตรการเรียนทางไกลรองรับผู้สำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ซึ่งมีนักฝึกงาน 50 คนลงทะเบียนเป็นนักศึกษาของ มสธ. และคาดว่าจะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีตั้งแต่ยังฝึกงานอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย”

ทั้งนี้ นักเรียนที่สำเร็จการเรียนภาษาญี่ปุ่นครั้งนี้เกือบทั้งหมด จบการเรียนมาจากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีหลายแห่ง บางคนจบปริญญาตรีแล้ว แต่รักความศรัทธาในอาชีพเกษตรกรรม จึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการนี้ โดยความคาดหวังของโครงการฝึกงานเกษตรที่ญี่ปุ่นนี้คือ สร้างผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ ประสบการณ์จริงที่ฝึกปฏิบัติทั้งระหว่างเรียนอยู่ในไทย และที่จะได้รับจากญี่ปุ่น เชื่อว่านักฝึกงานเหล่านี้ ส่วนหนึ่งจะพัฒนาตนเองจนเป็นกระดูกสันหลังชุดใหม่ที่แข็งแรงช่วยค้ำจุนการเกษตรของประเทศไทยในอนาคต แทนกระดูกสันหลังชุดเก่าที่กำลังกลายเป็นสังคมเกษตรกรผู้สูงอายุเต็มรูปแบบได้แน่นอน

รายงานพิเศษ : ดับไฟ‘พรุควนเคร็ง’ น้ำมาจากไหน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/436769

รายงานพิเศษ : ดับไฟ‘พรุควนเคร็ง’ น้ำมาจากไหน?

รายงานพิเศษ : ดับไฟ‘พรุควนเคร็ง’ น้ำมาจากไหน?

วันศุกร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“พรุควนเคร็ง” เป็นป่าพรุขนาดใหญ่อันดับ 2 ของประเทศ มีพื้นที่ 86,942 ไร่ ครอบคลุม อ.เชียรใหญ่ อ.เฉลิมพระเกียรติ อ.ร่อนพิบูลย์ อ.ชะอวด อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช และอ.ควนขนุน จ.พัทลุง

แต่ช่วงกลางเดือนสิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา เกิดไฟป่าไหม้ลุกลาม พรุควนเคร็งรุนแรงอีกครั้ง หลังจากเกิดขึ้นมาแล้วกว่า 80 ครั้งในปีนี้ มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ ทั้งเป็นพื้นที่ป่าและพื้นที่การเกษตร เสียหายรวมกันมากกว่า 15,000 ไร่ ประชาชนและเกษตรกรเดือดร้อน ระบบนิเวศป่าพรุและความหลากหลายทางชีวภาพเกิดความเสียหายอย่างรุนแรง หน่วยงานทั้งภาครัฐหลายหน่วยงานบูรณาการช่วยกันดับไฟครั้งนี้ กรมชลประทานถือว่าเป็นหน่วยงานหลักอีกหนึ่งหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญทำหน้าที่จัดหาแหล่งน้ำมาใช้ดับไฟ

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า แหล่งน้ำที่สูบเติมน้ำเข้าพื้นที่ป่าพรุควนเคร็งประกอบด้วย คลองชะอวด (แม่น้ำปากพนัง)และคลองชะอวด-แพรกเมือง (คลองพระราชดำริ) เพื่อส่งน้ำเข้าพื้นที่ต.การะเกด ต.แม่เจ้าอยู่หัว ต.เนินธัมมัง อ.เชียรใหญ่ ต.เคร็ง ต.บ้านตูล อ.ชะอวด ต.สวนหลวง อ.เฉลิมพระเกียรติและต.ควนชะลิก อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช รวม 4 อำเภอ นอกจากนี้ ยังดำเนินการจะปิดทำนบบริเวณปากคลองซอย คลองธรรมชาติ และคลองที่ขุดโดยกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืชที่เชื่อมต่อคลองชะอวดและคลองชะอวด-แพรกเมืองแล้ว ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่สูบน้ำเข้าพื้นที่ เพื่อดับไฟป่า ใช้เครื่องสูบน้ำ 1-5 เครื่องต่อหนึ่งคลองซอย จากนั้นเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าและทหารจะใช้เครื่องสูบน้ำขนาดเล็กชนิดแบกหามพร้อมท่อส่งสูบน้ำไปดับไฟป่าในบริเวณที่มีน้ำใกล้ที่สุด

“กรมชลประทานตั้งเครื่องสูบน้ำไว้ 26 จุด 46 เครื่อง สูบน้ำส่งเข้าพื้นที่วันละ 608,400 ลูกบาศก์เมตร รวมปริมาณน้ำตั้งแต่วันที่ 1-21 สิงหาคม 2562 สูบน้ำได้ 12,731,010 ลูกบาศก์เมตร” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวย้ำ

อย่างไรก็ตาม การกระจายน้ำจากเครื่องสูบน้ำส่งเข้าคลองซอย จะกระจายน้ำเข้าพื้นที่ป่าพรุควนเคร็งได้เพียงบางส่วนเท่านั้น เนื่องจากคลองซอยมีน้อย บางสายสั้นเข้าไม่ถึงพื้นที่ตอนกลางของป่าพรุควนเคร็ง สามารถกระจายในพื้นที่ป่าพรุเพียงร้อยละ 30 ของพื้นที่ป่าพรุเท่านั้น

เมื่อวันที่ 9-10 สิงหาคม พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรีเป็นผู้แทนพระองค์ เดินทางไปศูนย์บัญชาการควบคุมไฟป่า จ.นครศรีธรรมราช ให้กรมชลประทานพิจารณานำน้ำจากทะเลน้อยเข้ามาใช้ดับไฟป่าพรุควนเคร็งบริเวณรอยต่อ จ.นครศรีธรรมราช-จ.พัทลุง ซึ่งเป็นป่าเสม็ดผืนใหญ่

แต่จากการพิจารณาเห็นว่า คลองบางตะเคร็ง ซึ่งเชื่อมต่อระหว่าง ต.เคร็ง อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช กับทะเลน้อย จ.พัทลุง ห่างกันประมาณ 16.00 กม. บริเวณบ้านทะเลน้อยมีคลองสาขากระจายอยู่มาก มีการทำการเกษตรโดยรอบ พื้นที่ราบทำนาข้าวและอยู่ในระยะข้าวตั้งท้อง หากจะนำน้ำจากทะเลน้อยไปดับไฟป่าต้องปิดคลองสาขาจำนวนมาก เมื่อสูบน้ำไปใช้จะกระทบการใช้น้ำภาคเกษตรบริเวณรอบทะเลน้อย ประกอบกับทะเลสาบสงขลาน้ำเริ่มเค็มจะมีผลกับคุณภาพน้ำทะเลน้อยที่จะนำมาใช้ จึงปิดทำนบดินในคลองบางตะเคร็ง ช่วงรอยต่อนครศรีธรรมราช-พัทลุง และติดตั้งเครื่องสูบน้ำส่งเข้าพื้นที่ ต.เคร็ง อ.ชะอวด เพื่อเติมน้ำให้คลองซอยในพื้นที่ ใช้สูบกระจายลงพื้นที่ป่าพรุควนเคร็งและไม่ให้มีผลกระทบกับพื้นที่การเกษตรบริเวณทะเลน้อย เป็นการเติมน้ำให้ป่าพรุอีกเส้นทางหนึ่ง

ด้านนายยรรยง โกศลกาญจน์ ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปากพนังบน กรมชลประทาน กล่าวว่า การสูบน้ำเข้าพื้นที่ป่าพรุควนเคร็งมีปัญหาเช่นกัน เนื่องจากฝนทิ้งช่วงนานและปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่น้อย ปริมาณน้ำที่เติมลงพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังน้อยมาก ปัจจุบันระดับน้ำที่ประตูระบายน้ำคลองชะอวด – แพรกเมือง อยู่ที่ระดับ-1.720 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง (ม.รทก.) และระดับน้ำที่ประตูอุทกวิภาชประสิทธิ์ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช อยู่ที่ระดับ – 1.580 ม.รทก. ซึ่งต่ำกว่าระดับเฝ้าระวังที่ระดับ – 1.500 ม.รทก.

ดังนั้น หากยังคงสูบน้ำเข้าพื้นที่ปริมาณมาก จะทำให้น้ำในพื้นที่ลดลงมีผลต่อการใช้น้ำเพื่ออุปโภค-บริโภค การเกษตรและกิจกรรมอื่นของประชาชนในลุ่มน้ำปากพนัง ในเดือนกันยายน – ตุลาคม ควรสำรวจพื้นที่ป่าพรุควนเคร็งที่น้ำส่งเข้าพื้นที่ หากความชื้นเพียงพอให้หยุดสูบน้ำ และรักษาปริมาณน้ำที่มีในพื้นที่เพื่อสร้างความชุ่มชื้นจนถึงเดือนตุลาคม แม้สถานการณ์ไฟไหม้ป่าพรุควนเคร็งจะกลับสู่สภาวะปกติแล้ว แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นมีมูลค่ามหาศาล โดยเฉพาะความหลากหลายทางชีวภาพของป่าพรุถูกทำลาย และยังกระทบความเป็นอยู่ของชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก

ส่วนสาเหตุนั้น ชาวบ้านส่วนหนึ่งยอมรับมาจากมนุษย์ที่เข้าไปหาของป่า บางครั้งก่อไฟประกอบอาหาร หรือทิ้งก้นบุหรี่แล้วดับไม่สนิท แต่ก็มีข้อมูลระบุว่า การที่ชาวบ้านเผานั้น เพียงต้องการเผาต้นกระจูดที่แก่ทิ้งให้แตกกอใหม่ ซึ่งชาวบ้านรู้ปัญหาดังกล่าว และหาทางแก้ไขมาตลอด ล่าสุด วางแผนเผาพื้นที่ป่าพรุก่อนแล้ง ป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหาย

การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนนั้น ได้ทำโครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุเพื่อเพิ่มความสามารถกักเก็บคาร์บอนและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งได้รับงบประมาณจากโครงการพัฒนาสหประชาชาติและกองทุนสิ่งแวดล้อมโลกโดยลงพื้นที่เก็บข้อมูล และศึกษาผลกระทบ รวมถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์หาทางแก้ปัญหา คาดว่าปี 2563 จะมีแผนแก้ไฟไหม้ป่าพรุเป็นรูปธรรม

อีกไม่นานเหตุการณ์ไฟไหม้ป่าพรุก็จะเป็นเพียงแค่ตำนานเท่านั้น และหวังว่าการบูรณาการระดมทั้งกำลังพล งบประมาณ มาดับไฟไหม้…คงจะไม่เกิดขึ้น

ชาวนาบรบือมหาสารคาม อยากเข้าร่วมโครงการ‘แก้ดินเค็ม’ของพด. หลังเห็นผลดินดี ข้าวงาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/436853

ชาวนาบรบือมหาสารคาม อยากเข้าร่วมโครงการ‘แก้ดินเค็ม’ของพด. หลังเห็นผลดินดี ข้าวงาม

ชาวนาบรบือมหาสารคาม อยากเข้าร่วมโครงการ‘แก้ดินเค็ม’ของพด. หลังเห็นผลดินดี ข้าวงาม

วันพฤหัสบดี ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 19.48 น.

ชาวนาบรบือมหาสารคาม อยากเข้าร่วมโครงการ‘แก้ดินเค็ม’ของพด. หลังเห็นผลดินดี ข้าวงาม

29 สิงหาคม 2562 นายสมพร แสนมาตร ผู้ใหญ่บ้าน บ้านหอกลอง ต.หนองสิมอ.บรบือ จ.มหาสารคาม กล่าวว่า แต่เดิมพื้นที่ ต.หนองสิม เป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาดินเค็ม ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ เกษตรกรส่วนใหญ่ที่ประกอบอาชีพทำนาในพื้นที่ดินเค็มจะได้ผลผลิตข้าวค่อนข้างต่ำ ประมาณ 100-200 กก.ต่อไร่ ขณะที่บางรายอาจไม่ได้ผลผลิตเลยเพราะข้าวที่ออกรวงเป็นรวงขาวไม่มีเมล็ด บางทีก็เมล็ดลีบไม่สมบูรณ์ ขายไม่ได้ราคา ที่ผ่านมาเกษตรกรจะหาวิธีปรับปรุงบำรุงดินเอง ทั้งใช้ปุ๋ยหมัก มูลวัว มูลควาย แกลบดำ กากมันสำปะหลัง ซึ่งช่วยได้บาง แต่เกษตรกรบางรายที่อยู่ในพื้นที่ดินเค็มจัดก็เปลี่ยนมาทำนาเกลือ ต้มเกลือขายก็มี

จากนั้นกรมพัฒนาที่ดินเข้ามาทำโครงการส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่ดินเค็มแบบบูรณาการในพื้นที่ลุ่มน้ำย่อย ที่บ้านหอกลอง เจ้าหน้าที่จากสถานีพัฒนาที่ดินมหาสารคาม ได้มาถ่ายทอดความรู้เรื่องการปรับปรุงดินเค็ม และมาช่วยปรับแปลงนาให้มีเนื้อที่สม่ำเสมอกันจะขังน้ำได้ดี ร่วมกับส่งเสริมการปลูกปอเทืองพืชปุ๋ยสด หว่านแล้วไถกลบ เพื่อปรับปรุงบำรุงดิน ขณะที่ทำคันนาให้กว้างขึ้นเพื่อปลูกไม้ยืนต้นทนเค็ม เช่น กระถินณรงค์ และยูคาลิปตัส ซึ่งปีแรกที่เข้ามาทำโครงการมีเกษตรกรเข้าร่วม 20 กว่าราย

ปีแรกเกษตรกรส่วนใหญ่ยังไม่กล้าทำ เพราะคิดว่าปรับที่นาต้องมีการขุดดินข้างล่างขึ้นมาเขากลัวว่าความเค็มจะยิ่งขึ้นมาส่งผลกระทบต่อพืชที่ปลูก แต่พอทำตามเทคโนโลยีของกรมพัฒนาที่ดิน ปรากฏว่าดินเริ่มฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ ข้าวที่ปลูกเมล็ดข้าวสวย เต็มเมล็ด ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 300-400 กก.ต่อไร่ พอเห็นผลดี ปีต่อมาเกษตรกรสนใจมากขึ้นอยากจะเข้าร่วมโครงการทุกคน แต่ด้วยงบประมาณของรัฐที่จำกัดทำให้ไม่สามารถเข้าร่วมได้ทุกคน ต้องทำเป็นแปลงสาธิตให้ดูเป็นต้นแบบเพื่อให้เกษตรกรนำไปปรับใช้ในที่นาของตนเอง

อย่างไรก็ตาม โครงการที่กรมพัฒนาที่ดินเข้ามาดำเนินการเพิ่งอยู่ในระยะเริ่มต้น ในพื้นที่บ้านหอกลองเข้าร่วมโครงการนี้เป็นปีที่ 2 จึงยังไม่เห็นผลสำเร็จอย่างชัดเจน เพราะปีนี้ประสบปัญหาภัยแล้งปลูกข้าวไม่ได้ ส่วนยูคาลิปตัสบนคันนาเพิ่งปลูกยังตัดขายไม่ได้ แต่สิ่งที่เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นคือ ดินเริ่มดีขึ้นสามารถปลูกข้าวได้ (ถ้ามีน้ำ) ที่สำคัญคือเจ้าหน้าที่พัฒนาที่ดินเข้ามาสนับสนุนให้ทั้งความรู้ ปัจจัยการผลิต สารเร่ง พด. เมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสด และให้คำแนะนำอย่างต่อเนื่อง น่าจะช่วยให้ปัญหาดินเค็มบรรเทาลงได้ เกษตรกรจะได้ใช้ที่ดินทำการเกษตรหารายได้เลี้ยงครอบครัวได้อย่างมั่นคง

‘มนัญญา’เปิด’มหกรรมของดีเมืองอุทัยธานี’ประจำปี62 สร้างโอกาสการค้าต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/436788

'มนัญญา'เปิด'มหกรรมของดีเมืองอุทัยธานี'ประจำปี62 สร้างโอกาสการค้าต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น

‘มนัญญา’เปิด’มหกรรมของดีเมืองอุทัยธานี’ประจำปี62 สร้างโอกาสการค้าต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 17.02 น.

“มนัญญา”เปิดมหกรรมของดีเมืองอุทัยธานี ประจำปี 2562 สร้างโอกาสทางการค้าต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น รองรับความต้องการของผู้บริโภค

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2562 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “มหกรรมของดีเมืองอุทัยธานี ประจำปี 2562” ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า รัตนาธิเบศร์ อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี ว่า การจัดงานมหกรรมของดีเมืองอุทัยธานี ประจำปี 2562 ที่กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม ถึงวันที่ 1 กันยายน 2562 นี้ เป็นการบูรณาการของทุกภาคส่วนในจังหวัดอุทัยธานี เพื่อสร้างโอกาสทางการค้า การพัฒนาศักยภาพ และเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นการรวมกลุ่มผู้ผลิต การแปรรูปสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่า รวมไปถึงการนำผลิตภัณฑ์และสถานที่ท่องเที่ยวที่โดดเด่นของจังหวัดอุทัยธานี มาเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น ประกอบไปด้วย ผู้ประกอบการ OTOP, SMEs กลุ่มประมง กลุ่มสัมมาชีพและกลุ่มอาชีพ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกร Young smart farmer กลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารและการแปรรูปอาหาร

อย่างไรก็ตาม จ.อุทัยธานี เป็นจังหวัดเล็กๆ มี 8 อำเภอ แต่ละอำเภอมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน เช่น ที่อำเภอบ้านไร่ มีวัฒนธรรมชาติพันธ์ุของชาวกะเหรี่ยง ชาวมอญ ที่อำเภอแก่นมะกรูด มีดอกไม้และผลไม้เมืองหนาวรสชาติอร่อยให้รับประทาน หรือถ้าอยากดูสัตว์ป่า ก็ให้ไปดูได้ที่อำเภอลานสัก นอกจากนี้ ยังมีปลาแรดที่ขึ้นชื่อในเรื่องความอร่อยอีกด้วย จึงขอเชิญชวนประชาชนทุกท่านเข้าไปเที่ยวชม อุดหนุนซื้อสินค้าของ จ.อุทัยธานี ได้ และมาเที่ยวชม ชิม ช็อป งานมหกรรมของดีเมืองอุทัยธานี ซึ่งเป็นการรวมของดีเมืองอุทัยธานีมาให้ผู้บริโภคได้อุดหนุน โดยนอกจากในงานจะนำศิลปวัฒนธรรมของชาวอุทัยธานี มาเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นแล้ว ยังเป็นช่องทางในการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น การต่อยอดความคิดอย่างสร้างสรรค์และสอดรับกับความต้องการของผู้บริโภค อันจะเป็นการขยายตลาดและกระจายสินค้าได้มากขึ้น ซึ่งในการจัดงานครั้งนี้จะมีการเจรจาจับคู่ธุรกิจด้วย จึงเป็นการยกระดับรายได้และชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอุทัยธานีให้ดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ การจัดงานมหกรรมของดีเมืองอุทัยธานีในครั้งนี้ มีการออกร้าน จำนวน 50 ร้านค้า จากกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของจังหวัดอุทัยธานี อาทิ ผ้าปัก ผ้าทอลายโบราณ กะลาบำบัดโรค กระเป๋าผ้า ผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง เครื่องประดับเงิน ข้าวหอมนิลจากมือชาวนา ผัดปลอดสาร GAP ข้าวโพดหวานแดงราชินีทับทิมสยาม ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกล้วย ข้าวไรซ์เบอรี่ ขนมรังผึ้งจากแป้งข้าวอินทรีย์ เมล่อน กาแฟสดแก่นมะกรูด และสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ อีกมากมายที่พร้อมให้ผู้บริโภคเข้ามาชม ชิม ช็อป

ขณะเดียวกัน ยังมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมของนักเรียนและนักแสดงพื้นบ้าน ที่มาร่วมเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของชาวจังหวัดอุทัยธานี การแสดงมินิคอนเสิร์ตจากนักดนตรีที่มีชื่อเสียง อีกทั้งจัดกิจกรรมช่วงสินค้านาทีทองเพื่อกระตุ้นการขาย รวมไปถึงการจับสลากชิงรางวัล เพื่อเป็นการคืนกำไรให้กับผู้ซื้อสินค้าในงานนี้อีกด้วย

สกัดโรคข้ามแดน! รมช.เกษตรฯสั่งเข้มป้อง’อหิวาต์หมู’ระบาดเข้าไทย สแกนทุกจุดเสี่ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/436718

สกัดโรคข้ามแดน! รมช.เกษตรฯสั่งเข้มป้อง'อหิวาต์หมู'ระบาดเข้าไทย สแกนทุกจุดเสี่ยง

สกัดโรคข้ามแดน! รมช.เกษตรฯสั่งเข้มป้อง’อหิวาต์หมู’ระบาดเข้าไทย สแกนทุกจุดเสี่ยง

วันพฤหัสบดี ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 14.38 น.

“ประภัตร”ผวาโรคอหิวาต์หมู ป้องระบาดจากเพื่อนบ้านเข้าไทย เตรียมขอนายกฯใช้งบฉุกเฉิน สกัดโรคข้ามแดน ล่าสุดเกิดระบาดที่เมียนมา จ่อคอหอยไทย สั่งเพิ่มอัตรากำลังกว่า1พันคนตรวจสอบฟาร์มเลี้ยง และเคลื่อนย้ายสัตว์24ด่านตลอดแนวชายแดนทั่วประเทศ เร่งลงพื้นที่ท่าเรือเชียงแสน ระดมอุดรอยรั่วจุดเสี่ยง

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2562 นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ ได้เรียกประชุมทุกภาคส่วนเพื่อยกระดับมาตรการป้องกันโรคระบาดอหิวาต์แอฟริกาในสุกร โดยกล่าวว่า โรคอหิวาต์สุกรได้เกิดระบาดมาทั่วโลกและลามเข้าทวีปเอเซีย จนขณะนี้เกิดโรคระบาดที่ประเทศเพื่อนบ้านรอบประเทศไทย และประเทศเมียนมา กำลังพบโรคระบาดล่าสุด ตนจึงเรียกทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งส่วนราชการ สมาคมปศุสัตว์ทั่วประเทศ ผู้เลี้ยงรายใหญ่ รายย่อย เพิ่มมาตรการป้องกันโรคนี้ไม่ให้เข้ามาระบาดในประเทศไทย โดยสั่งเพิ่มอัตรากำลังคนกว่า 1 พันคน ไปช่วย 24 ด่านปศุสัตว์ ร่วมทำงานตรวจสอบการเคลื่อนย้ายสัตว์ทุกด่านอย่างเข้มงวดมีความแข็งแรงมากขึ้น และร่วมกับเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ ดำเนินการมาตรการเฝ้าระวังโรคทั้งในประเทศ และตลอดแนวชายแดนทุกด้าน พร้อมกันนี้จะเสนอนายกรัฐมนตรี เพื่อของบกลางฉุกเฉินสำหรับมาตรการเร่งด่วนรับมือและป้องกันโรคอหิวาต์สุกรเป็นวาระแห่งชาติ

“วันที่ 30 ส.ค.และ 1 ก.ย.นี้ จะลงพื้นที่ จ.เชียงราย จัดประชุมทุกระดับกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ ป้องกันจุดเสี่ยงทั้งหมด สกัดโรคจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะที่ด่านท่าเรือ อ.เชียงแสน และแนวชายแดนไทย-เมียนมา  ซึ่งมีระยะทางยาวและกว้างมาก โดยงบปีที่แล้วเหลือ 100 ล้านบาท จะนำมาใช้ป้องกันและต้องขอเพิ่ม ยกระดับการเลี้ยงหมูรายย่อย ให้เป็นมาตรฐาน กรมปศุสัตว์เข้าแนะนำการเลี้ยงให้ถูกต้อง ซึ่งการเลี้ยงหมูของไทยเป็นแหล่งสุดท้ายในอาเซียน เป็นแหล่งอาหารสำคัญ รักษาไว้ให้ได้ ถ้าเกิดแล้วต้องใช้เวลาเป็นปีๆกว่าจะทำให้โรคสงบ ขอประชาชนอย่าตระหนกกับโรคนี้เพราะเป็นโรคที่ติดต่อระหว่างสุกรไปสู่สุกร ไม่ติดต่อสู่คน ยังบริโภคเนื้อสุกรได้ตามปกติ แต่หากเกิดโรคระบาดจะกระทบระบบเศรษฐกิจและเป็นภัยคุกคามความมั่นคงด้านอาหารของประเทศ ขณะนี้เหลือไทยประเทศเดียวที่ยังไม่เกิดโรค ดังนั้น จะต้องรักษาไว้อย่างเต็มที่ให้ไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารที่มีมาตรฐานเพื่อเป็นครัวโลก” นายประภัตร กล่าว

ขณะที่ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า สถานการณ์โรคนี้เข้ามาทวีปเอเซียและเข้ามาระบาดในประเทศรอบบ้านเรา ล่าสุดเกิดโรคที่ประเทศเมียนมา นับเป็นความเสี่ยงของไทยขั้นสุด รมช.เกษตรฯจึงเชิญหารือทุกฝ่ายนำพาประเทศรอดพ้นจากภัยคุกคามนี้ ซึ่งเป็นความั่นคงทางอาหาร เพราะการเลี้ยงสุกรของไทยมีกว่า 20 กว่าล้านตัว มูลค่าเกือบสองแสนล้านบาท ซึ่งการป้องกันไม่ให้โรคเข้ามาในไทย จะได้ประโยชน์มหาศาล ทั้งเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมเกี่ยวข้อง ด้านอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ การเกษตรที่ปลูกพืชที่ใช้ผลิตอาหารสัตว์ และภาคสังคม แม้โรคนี้ไม่ติดคน

“รมช.เกษตรฯ สั่งการให้ทำแผนมาใหม่ยกระดับมาตรการเฝ้าระวังโรคระบาดอย่างเข้มข้นมากขึ้นในทุกจุดเสี่ยงตลอดแนวชายแดน พร้อมเสนองบเพิ่มเติม ทั้งเพิ่มอัตรากำลังคน เฝ้าระวังอุดรอยรั่วทุกอย่าง ด้านจังหวัดแนวชายแดนมีเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยกว่า 2 แสนราย จะมีงบให้รายละ 1 หมื่นบาท ปรับปรุงฟาร์มเลี้ยงเพื่อยกระดับการเลี้ยงเป็นจีเอฟเอ็ม สามารถป้องกันโรคได้ มีคอกมาตรฐาน ทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ จะรู้ว่าสุกรมาจากไหน ซึ่งระบบดังกล่าวเสียค่าใช้จ่ายไม่มาก ภาครัฐจะช่วย โดย รมช.เกษตรฯ เตรียมการไว้แล้วในเรื่องวางระบบออนไลน์ปศุสัตว์ ทั้งนี้ ประชุมทางไกลให้เฝ้าระวังระดับสูงสุด ตั้งวอร์รูมทุกจังหวัด จัดหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ลงตรวจโรคติดตามการเลี้ยงทุกฟาร์ม มีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน ปศุสัตว์จังหวัด เป็นเลขาฯแผนมาตรการป้องกันนี้เป็นวาระแห่งชาติ พร้อมมีไกด์ไลน์ เรื่องโรค เพื่อแนะนำทุกจังหวัดเข้าใจตรงตามแผน จัดทำอีสมาท์สพลัส ประเมินความเสี่ยงพื้นที่ตลอดเวลา จากสูงไปกลางจนถึงปกติ ใช้สีแดง ส้ม เหลือง เขียว ให้ปศุสัตว์อำเภอ ไปเฝ้าระวังหมู ถ้าพบมีลักษณะของการเกิดโรคประมาณ 5% ของฝูงต้องทำลาย กลบฝั่ง สิ่งสำคัญเพิ่มการเฝ้าระวังอย่างเข้มแข็ง ร่วมกับภาคเอกชน ป้องกันโรคให้ได้เอาให้อยู่” นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าว

ด้านสมาคมผู้เลี้ยงสุกร ได้มอบกระเช้าดอกไม้แสดงความขอบคุณ รมช.เกษตรฯ ที่เป็นห่วงสถานการณ์โรคอหิวาต์สุกร และกำหนดมาตรการเฝ้าระวังชัดเจนมากยิ่งขึ้น พร้อมรับปากช่วยดูแลอย่างจริงจัง

‘รมว.เกษตรฯ’เร่งวางแนวทางป้องกัน-บรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำพื้นที่อีสานตอนกลาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/436659

'รมว.เกษตรฯ'เร่งวางแนวทางป้องกัน-บรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำพื้นที่อีสานตอนกลาง

‘รมว.เกษตรฯ’เร่งวางแนวทางป้องกัน-บรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำพื้นที่อีสานตอนกลาง

วันพฤหัสบดี ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 10.48 น.

“รมว.เกษตรฯ”เร่งวางแนวทางป้องกันและบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำพื้นที่ตอนกลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้าน”กรมชลประทาน”ระบุอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีน้ำน้อยในเกณฑ์เฝ้าระวัง5แห่งจากทั้งหมด12แห่ง

29 สิงหาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมกำหนดมาตรการและบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เขื่อนห้วยหลวง จ.อุดรธานี โดยกล่าวแสดงความเป็นห่วงตอนกลางของภาคซึ่งปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนหลักน้อย ซึ่งเขื่อนขนาดใหญ่ที่มีน้ำน้อยกว่า 30% มี 5 จังหวัด ได้แก่ เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น , เขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ , เขื่อนห้วยหลวง จ.อุดรธานี , เขื่อนลำตะคอง เขื่อนมูลบน เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนลำแซะ จ.นครราชสีมา และเขื่อนลำนางรอง จ.บุรีรัมย์

นายเฉลิมชัย กล่าวต่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีความห่วงใยประชาชนที่ประสบภาวะฝนทิ้งช่วง จึงกำชับให้กระทรวงเกษตรฯ วางมาตรการระยะยาวเพื่อป้องกันและบรรเทาภัยแล้ง หลังสิ้นสุดฤดูฝนจึงมีนโยบายให้เร่งปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำสู่เขื่อน ขุดลอกแหล่งน้ำธรรมชาติ แหล่งน้ำประจำท้องถิ่น และแก้มลิงต่างๆ อีกทั้งพื้นที่ท้ายเขื่อนให้สร้างฝายชะลอน้ำ จะสร้างพื้นที่เก็บกักน้ำเพิ่มให้มากขึ้นใน 1 – 2 ปีนี้

“ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือขณะนี้มีพื้นที่ในเขตชลประทานประสบภัยแล้ง 9 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น ชัยภูมิ อุบลราชธานี ยโสธร นครพนม อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ และสุรินทร์ ซึ่งได้ช่วยเหลือด้วยการสูบน้ำส่งเข้าสู่คลองชลประทานและจัดส่งรถบรรทุกน้ำไปให้ทุกพื้นที่ ส่วนพื้นที่ประสบอุทกภัยมี 5 จังหวัด ได้แก่ นครพนม ยโสธร ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ และอุบลราชธานี ได้ช่วยเหลือด้วยการสูบน้ำออกจากพื้นที่ท่วมขัง เปิดบานระบายน้ำของลำน้ำที่ไปบรรจบกับลำน้ำโขง และเร่งผลักดันน้ำออกเพื่อแก้ไขและบรรเทาผลกระทบต่อพื้นที่เกษตร” นายเฉลิมชัย กล่าว

ด้าน นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ขณะนี้กำลังเร่งเดินหน้าโครงการเพิ่มศักยภาพการเก็บกักน้ำของอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กและแก้มลิง ซึ่งจะทำให้มีน้ำเสริมไว้ใช้ยามหน้าแล้ง ในวันนี้ รมว.เกษตรฯ ได้มาตรวจสถานการณ์น้ำอ่างเก็บน้ำห้วยหลวง จ.อุดรธานี ซึ่งมีน้ำอยู่เกณฑ์น้อย คาดว่าเมื่อถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งเริ่มต้นฤดูแล้งจะมีน้ำ 28 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 22% ของความจุอ่าง ซึ่งไม่เพียงพอที่จะส่งน้ำเพื่อการทำนาต่อเนื่อง แต่วางแผนจัดสรรเพื่อการเพาะปลูกพืชน้ำน้อย และการว่าจ้างแรงงานตามมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ปีงบประมาณ 2563 เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ต่อเนื่อง

ส่วนสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำชี ซึ่งมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 3 แห่ง ขนาดกลาง 69 แห่ง และขนาดเล็ก 50 แห่ง ปริมาตรน้ำใช้การได้ 472 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 12% ของความจุรวม ทั้งน้ำแม่น้ำชี มีความยาว 1,047 กิโลเมตร พื้นที่ชลประทาน 1,303,404.63 ไร่ ครอบคลุม 9 จังหวัดได้แก่ ชัยภูมิ ขอนแก่น หนองบัวลำภู กาฬสินธุ์ อุดรธานี มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร และอุบลราชธานี ที่ผ่านมาในหากฝนทิ้งช่วงจะมีน้ำไม่เพียงพอ ขณะที่การพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำต้นทุนในพื้นที่ลุ่มน้ำมีน้อย น้ำจึงไม่พอเพียง พื้นที่อยู่ห่างไกลแหล่งน้ำ ไม่มีแหล่งเก็บกักน้ำประจำท้องถิ่น ส่วนในฤดูน้ำหลาก แหล่งเก็บกักน้ำที่มีอยู่ไม่เพียงพอที่จะเก็บน้ำได้หมดจึงทำให้เกิดน้ำท่วม โดยเฉพาะในปีที่ฝนมาก น้ำในอ่างเก็บน้ำมีมาก ต้องเพิ่มการระบายส่งผลให้น้ำท่วมพื้นที่ท้ายน้ำ ดังนั้นจึงจะเร่งนำนโยบายเพิ่มพื้นที่เก็บกักน้ำของรัฐมนตรีมาดำเนินการ

ปางม่วงโค-ออฟ คอฟฟี่ Pang Muong Co-op Coffee

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/436502

x

ปางม่วงโค-ออฟ คอฟฟี่ Pang Muong Co-op Coffee

วันพฤหัสบดี ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กาแฟปางม่วงโค-ออฟ คอฟฟี่ “Pang Muong Co-op Coffee” เป็นกาแฟที่ชาวไทยภูเขาเผ่ามูเซอ (ลาหู่) รวมตัวกันผลิตขึ้น โดยมีพื้นที่ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน สูงจากน้ำทะเล 900 เมตร พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสลับซับซ้อนบนพื้นที่ป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์ อากาศเย็นตลอดทั้งปี

กาแฟปางม่วง เป็นกาแฟพันธุ์อาราบิก้า ที่มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะปลูกใต้ต้นไม้ใหญ่อย่างแมคคาดีเมีย คอยให้ร่มเงากับต้นกาแฟ ทำให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพดี รสชาติเข้มข้น กลมกล่อม ถูกใจคอกาแฟ

สำหรับใครที่สนใจอยากลิ้มรสกาแฟ “Pang Muong Co-op Coffee” ที่มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะไม่เหมือนใคร สามารถติดต่อได้ที่ สหกรณ์การเกษตรบ้านปางม่วง จำกัด ม.13 ต.แจ้ซ้อน อ.เมืองปาน จ.ลำปาง โทร. 06-1356-3157, 06-4694-6174

ซอกแซกอาเซียน : 29 สิงหาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/436499

566101

ซอกแซกอาเซียน : 29 สิงหาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ไปประชุมที่เมืองเว้ทั้งที ได้เล่าเรื่องที่เป็นงานเป็นการเกี่ยวกับการประชุมไปแล้ว ถ้าไม่พูดเรื่องอื่นๆ เสียเลยก็จะดูกระไรอยู่ เพราะเว้ เป็นเมืองที่สวยงาม สมเป็นเมืองหลวงเก่า และมีพระราชวังเป็นมรดกโลก และถ้าจะเทียบกับฮานอยที่เป็นเมืองหลวงปัจจุบันแล้ว เว้ดูสะอาด เป็นสัดเป็นส่วน มีฟุตบาทเรียบสวย ร้านรวงข้างทางสดใสสว่างไสว น่าเดินกว่ามากทีเดียว แต่ที่เว้และฮานอย รวมถึงเมืองอื่นๆ ในเวียดนามเหมือนกันแน่นอน คือ เดินบนฟุตบาท หรือถนนหนทาง สนามหญ้า สามารถเดินเชิดหน้าชูตาได้เต็มที่ ไม่ต้องก้มดูทางเดินด้วยกังวลว่าจะเหยียบก้อนอึหมา เซฟสุดๆ ครับ ที่นั่น เพราะระหว่างที่เดินไปไหนๆ ก็แล้วแต่ ไม่เห็นหมาจรจัดเดินเตร็ดเตร่แม้แต่ตัวเดียว

ช่วงบ่ายของการประชุมวันที่ 2 ซึ่งการประชุมเฉพาะประเทศอาเซียนเสร็จแล้ว ทางผู้จัดก็ได้จัดรถยนต์เป็นรถตู้ พร้อมเจ้าหน้าที่ Liaison หรือผู้ประสานงานที่คอยให้ความช่วยเหลือผู้มาร่วมประชุมไว้ให้คันละ 1 คน สำหรับบริการอำนวยความสะดวกดูแลผู้มาประชุมเพื่อเดินทางไปชมพระราชวังเมืองเว้ มีรถยนต์อยู่ด้วยกันเกือบสิบคัน ซึ่งทีมงานแอปเตอร์รวมทั้งผมก็ได้เดินทางไปชมด้วย โดยนั่งรถตู้คันเดียวกับทีมจากประเทศเมียนมามีเจ้าหน้าที่ Liaison สาววัยรุ่น 1 คน นั่งไปด้วย ความจริงเมืองเว้และพระราชวังจักรพรรดิเวียดนามนี้ ผมเคยไปมาแล้ว เมื่อครั้งอบรม ก.พ. เมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว สมัยนั้นด้วยความที่รัฐบาลมีเงินจำกัด ก.พ. เลยจัดให้ไปแบบประหยัดมากๆ คือ ไปทางบก โดยนั่งรถยนต์จากมุกดาหาร ผ่านประเทศสปป.ลาว เข้าเวียดนามเพื่อมาที่เมืองเว้ ต่อไปดานังและฮอยอันฉันรักเธอ ตอนที่ไปตอนนั้นแม้จะนั่งรถใช้เวลาเป็นวันๆ แต่ก็สนุกมาก เพราะไปกันเป็นกลุ่มใหญ่เป็นร้อยๆ คน อีกทั้งสังขารก็ยังไม่แก่โรยร่วงเหมือนตอนนี้ครับ การไปชมพระราชวังเมืองเว้ครั้งนี้มีไกด์ชาวเวียดนามบรรยายด้วย เป็นสตรีวัยกลางคนแต่งชุดเอ๋าหญ่ายซึ่งเป็นชุดประจำชาติ พูดอังกฤษได้ค่อนข้างคล่องเชียว เธอบรรยายเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และชีวิตความเป็นอยู่จักรพรรดิองค์ต่างๆ จนกระทั่งองค์สุดท้ายของเวียดนาม หรือจักรพรรดิเบ๋าได๋ ฟังแล้วก็คล้ายๆ กับจักรพรรดิปูยีจักรพรรดิองค์สุดท้ายของจีน มีอำนาจล้นพ้นสั่งอะไรได้หมด แต่ขณะเดียวกันชีวิตก็ถูกจำกัดด้วยขนบธรรมเนียมประเพณี ไม่สามารถจะเลือกทำอะไรได้เช่นเสรีชนโดยทั่วไป แม้แต่การจะออกจากพระราชวังไปยลโฉมโลกภายนอกก็ยังทำไม่ได้เช่นในกรณีของจักพรรดิปูยี ซึ่งแทบไม่ต่างจากการถูกจองจำในที่คุมขัง ไกด์สาธยายต่อไปว่า จักรพรรดิเวียดนามบางองค์มีนางสนมถึง 500 คน วันๆ ต้องนอนกับสนมถึง 6 คน ถามว่า แล้วอย่างนี้จะเอาเวลาหรือพละกำลังที่ไหน ไปบริหารราชการแผ่นดิน จึงต้องเสาะแสวงหายาดีบำรุงกำลังจากทั่วสารทิศเพื่อทำให้ร่างกายกำยำแข็งแรง ผมไม่รู้ว่าสุขหรือทุกข์กันแน่ แต่เท่าที่ฟังจากไกด์สาวเล่ามา จักรพรรดิ์พวกที่มีสนมเป็นร้อยมักอยู่ปกครองบ้านเมืองได้นานสงบสุขดี แต่จักรพรรดิเบ๋าได๋เป็นคนรุ่นใหม่ เรียนจบฝรั่งเศส เลยทำตัวทันสมัย มีมเหสีเพียงคนเดียว แต่กลับครองเมืองอยู่ได้แป๊บเดียว ถูกล้มราชบัลลังก์ไปในที่สุด ไกด์เลยแนะเป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ไปชมปัจจุบันว่า ควรจะเอาทางเลือกไหนเป็นแบบอย่าง

การไปชมพระราชวังเมืองเว้อันกว้างใหญ่และสวยงาม จบลงที่คณะเราทั้งหมดพากันมาขึ้นรถตู้คันเดิมที่เจ้าภาพเวียดนามจัดให้ ปรากฏว่ารถยนต์คันที่พวกเรานั่ง ผู้โดยสารทุกคนนั่งกันในรถพร้อมแล้ว แต่กลับไม่เห็นเจ้าหน้าที่ Liaison สาวคนนั้น รออยู่สักพักก็มีโทรศัพท์โทร.มาถามโชเฟอร์ ว่าในรถเรามีคนโดยสารอยู่บ้างไหม เพราะเจ้าหน้าที่ Liaison ประจำรถยนต์ตามหาตัวอยู่ พวกเราเลยตอบไปว่า ผู้โดยสารทุกคนรออยู่ในรถพร้อมแล้ว ขาดแต่เรซองคนเดียวเท่านั้น รถยนต์เลยยังออกเดินทางไม่ได้สักที รถคันอื่นเขาออกเดินทางกลับโรงแรมกันไปหมดแล้วจ้า

วันสุดท้ายของการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสการเกษตรฯ ทางเวียดนามจัดให้มีการศึกษาดูงาน แต่คณะแอปเตอร์เราไม่อยู่ดู เช้าวันนั้นก็ขออนุญาตเดินทางกลับก่อน คณะเราเดินทางย้อนศรกลับเส้นทางเดิม แต่ต้องมารอเครื่องกลับกรุงเทพฯ ที่สนามบินโฮจิมินห์ อยู่หลายชั่วโมง หาร้านอาหารกินมื้อกลางวันแก่ๆ เป็นร้านขายอาหารหลักของเขา คือ “เฝ๋อ” ภาษาอังกฤษเขียนว่า PHO กินกันคนละชามส่งท้าย เพื่อจะได้จดจำรำลึกไว้ตราบนานเท่านาน ว่าอยู่ที่เวียดนามนั้น ทุกเช้าสายบ่ายเย็นมีเฝ๋อให้กินอยู่ตลอดในทุกที่และทุกเวลาครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org