มอบนโยบายส.ป.ก.ขับเคลื่อน6แผนงานรบ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/436503

x

มอบนโยบายส.ป.ก.ขับเคลื่อน6แผนงานรบ.

วันพฤหัสบดี ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังมอบนโยบายดำเนินงาน ประจำปี 2562 แก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่โรงแรมสตาร์ คอนเวนชั่น จ.ระยอง ว่า สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) มีภารกิจบริหารจัดการเพิ่มศักยภาพพื้นที่ พัฒนาอาชีพเกษตรกรรมให้ยั่งยืน สนับสนุนเงินทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และพัฒนาองค์การให้ทันสมัย โดยนโยบาย ปี 2562 นี้ ต้องสอดคล้องกับนโยบายของคณะรัฐมนตรีทั้ง 12 เรื่อง ซึ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับส.ป.ก. มี 6 เรื่อง ประกอบด้วย 1.สืบสาน ต่อยอดงานโครงการพระราชดำริ อาทิ โครงการเกษตรวิชญา โครงการผืนดินพระราชทาน 5 จังหวัด การปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติในเขตที่ดิน ส.ป.ก. ทั่วประเทศ โดยขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม สร้างความเข้มแข็ง และสร้างการรับรู้แก่ประชาชน ให้นำไปต่อยอดได้ 2.การส่งเสริมการตลาดนำการผลิต พัฒนาระบบตลาดและเชื่อมโยงการผลิต โดยขับเคลื่อนให้ส.ป.ก. เป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของประเทศไทย ส่งเสริมการปลูกไม้มีค่าเป็นพืชเศรษฐกิจ ที่สร้างรายได้แก่ครอบครัว และส.ป.ก.ต้องเพิ่มช่องทางการตลาดให้สินค้า ส.ป.ก. ผ่านสื่อออนไลน์ เพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกร

3.ปรับปรุงกฎหมายปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้สอดคล้องบริบทของเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน 4.พัฒนาพื้นที่ให้สมบูรณ์ก่อนจัดให้เกษตรกร โดยบูรณาการการทำงานร่วมกัน 9 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้มีความพร้อมทั้ง ไฟฟ้า ประปา ที่อยู่อาศัย ฯลฯ 5.ลดความเหลื่อมล้ำการถือครองที่ดินและสร้างความเท่าเทียมด้วยการปรับปรุงระบบที่ดินทำกิน โดยเร่งออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 ให้ราษฎรที่มีสิทธิ์โดยชอบตามกฎหมายโดยเร็ว รวมทั้งกำหนดขอบเขตแผนที่ ส.ป.ก. ให้ชัดเจนโดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเร่งจัดที่ดินให้ราษฎรและเกษตรกรตามหลักการของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) และ 6.ใช้เงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน โดยนำมาพัฒนาและยกระดับพื้นที่ส.ป.ก. ให้มีศักยภาพ เช่น พัฒนาระบบน้ำ คุณภาพดิน และขอให้แต่ละจังหวัดเขียนโครงการเข้ามายังส่วนกลาง เพื่อของบดังกล่าวไปพัฒนาพื้นที่

“ขอให้ปฏิรูปที่ดินจังหวัดนำข้อมูลไปสื่อสารให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และรองผู้ว่าฯที่ดูแล ได้เข้าใจและนำแนวทางส.ป.ก.ไปปฏิบัติให้เกิดผล รวมทั้งบูรณาการทำงานกับหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯอย่างเต็มความสามารถ เพื่อประโยชน์ของเกษตรกร นอกจากนี้ ขอให้แต่ละจังหวัดจัดทำทำโครงการที่สอดคล้องและตอบโจทย์นโยบายรัฐบาลให้เห็นเป็นรูปธรรมโดยเร็ว” ร้อยเอกธรรมนัส กล่าว

กรมประมงระดมนักวิชาการ โชว์งานวิจัยเด็ดหนุนแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/436501

x

กรมประมงระดมนักวิชาการ โชว์งานวิจัยเด็ดหนุนแปลงใหญ่

วันพฤหัสบดี ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายถาวร จิระโสภณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดเศรษฐกิจ เพื่อนำสู่การผลิตแบบแปลงใหญ่ (เปิดบ้านงานเด่น กพจ.) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27–28 สิงหาคม ที่กรมประมง ว่า กรมประมงมีแนวคิดเผยแพร่งานวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดเศรษฐกิจ โดยเปิดให้หน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา เกษตรกร และประชาชนเข้าถึงแหล่งข้อมูล นำองค์ความรู้และนวัตกรรมไปพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดอย่างยั่งยืน ภายในงาน กรมระดมนักวิชาการจากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดทั่วประเทศ 42 ศูนย์วิจัยฯ และอีก 6 กลุ่มวิจัยฯ ภายใต้สังกัดกองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด กรมประมง นำมาจัดนิทรรศการและเปิดเวทีบรรยายความรู้ 18 หัวข้อ อาทิ มารู้จักปลากับกาสะลอง นวัตกรรมลดต้นทุนการผลิตลูกพันธุ์ปลานิลคุณภาพ การใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ดาวรุ่ง “กุ้งก้ามกราม” สัตว์น้ำเขต 6 (ขอนแก่น) โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ปีงบประมาณ 2559-2562 กุ้งสมเด็จ พันธุ์ปลาน้ำจืดที่เพาะพันธุ์ได้ยาก ไข่มุกน้ำจืด อัญมณีมีชีวิต ยกระดับงานวิจัย กพจ. สู่ความมั่นคงในอาชีพเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมิติใหม่ การนำเสนอผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์และถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านสัตว์น้ำสวยงามและพรรณไม้น้ำเพื่อส่งออกตลาดโลก

นอกจากนี้ ยังจัดเสวนา“ทิศทางการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดเศรษฐกิจ” จากหน่วยงานรัฐ เอกชน ตลอดจนรวบรวมผลิตภัณฑ์ประมงของเกษตรกรทั่วประเทศมาจำหน่ายด้วย ทั้งนี้ กรมประมงหวังว่าผลงานวิจัยและเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดที่นำมาจัดแสดง จะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนนำข้อมูล องค์ความรู้และนวัตกรรมไปต่อยอดพัฒนาอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดได้อย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องยุคเกษตร 4.0

เกษตรกรพังงา ปลูกจำปาดะสีทอง ของดีกะปง ฟันรายได้ปีละกว่า 400,000 บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/436628

เกษตรกรพังงา  ปลูกจำปาดะสีทอง ของดีกะปง ฟันรายได้ปีละกว่า 400,000 บาท

เกษตรกรพังงา ปลูกจำปาดะสีทอง ของดีกะปง ฟันรายได้ปีละกว่า 400,000 บาท

วันพุธ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 20.31 น.

จำปาดะ เป็นผลไม้ที่ชาวปักษ์ใต้นิยมรับประทาน มีลักษณะผลคล้ายกับขนุนแต่มีขนาดเล็กกว่า ผลจำปาดะเป็นรูปทรงกระบอก ผลอ่อนจะมีสีน้ำตาลปนเหลืองเปลือกแข็งมียางมาก เมื่อผลสุกเปลือกจะนิ่มและมียางน้อยลง

เนื้อมีกลิ่นหอมแรงและมีรสชาติหวานจัด จำปาดะจะมีเนื้อนิ่ม ไม่แข็งกรอบเหมือนขนุน เนื้อจำปาดะจะเหนียวเคี้ยวไม่ค่อยขาด รสชาติหวานจัดกว่าขนุน และกลิ่นจะแรงกว่าขนุน  จำปาดะ “ทองตาปาน” เป็นจำปาดะพื้นถิ่นของ ต.เหมาะ อ.กะปง จ.พังงา ถือเป็นจำปาดะ เบอร์ 1 ที่กำลังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั้งในภาคใต้ และภาคกลาง ซึ่งสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรครอบครัวละนับแสนต่อปี

เนื่องจากมีผลใหญ่สีทอง  เนื้อหนาสีเหลืองทอง รสชาติหอมหวาน กลิ่นหอมละมุน จึงได้รับความนิยมรับประทานเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนมีชื่อเสียงโด่งดังว่าเป็นจำปาดะอันดับต้นๆของประเทศ

นายจรัญ หนูนุ้ย เกษตรกรชาว ม.1 ต.เหมาะ อ.กะปง จ.พังงา เล่าว่า ที่มาของจำปาดะพันธุ์ทองตาปาน มาจากเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว พี่ชายได้ซื้อสวนมาจากญาติ ซึ่งภายในสวนนั้น มีจำปาดะต้นหนึ่งมีลักษณะที่โดดเด่น ไม่เหมือนกับจำปาดะพื้นบ้านทั่วไป จึงได้นำมาขยายพันธุ์ด้วยการเสียบยอด และได้นำมาปลูกในสวนของตนเองเองประมาณ 200 ต้นในพื้นที่ประมาณ 9 ไร่ เมื่อผลผลิตออกมามีผลและเนื้อในเป็นสีเหลืองทอง จึงตั้งชื่อกันว่า “ทองตาปาน”ซึ่ง “ตาปาน”เป็นชื่อเล่นของพี่ชาย

จุดเด่นของจำปาดะทองตาปาน มีกลิ่นหอมชวนกินไม่เหมือนจำปาดะทั่วไปที่หอมฉุน ผลและเนื้อสีทอง เนื้อหนา รสชาติหวานจัด ผมหรือซังก็หวานกินได้ สำหรับคนไม่เคยกินหรือไม่ชอบกินจำปาดะนั้น ต้องมาลองกินให้ได้เพราะเมื่อได้ลองแล้วส่วนใหญ่ก็กลับมาติดใจ ปัจจุบันมีพ่อค้าขาประจำหลายรายมาซื้อไปจำหน่ายทั้งในภาคใต้และกทม. ในช่วงต้นฤดูกาลสามารถขายส่งได้กิโลกรัมละ 50 บาท ช่วงนี้ผลผลิตออกมาเยอะเหลือกิโลกรัมละ 30 บาท ซึ่งแต่ละปีสามารถทำรายได้กว่า 400,000 บาท

สระแก้วระดมสินค้าปศุสัตว์ 5 จังหวัด จัดมหกรรมขายถูก ปลุกกระแสตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/436556

สระแก้วระดมสินค้าปศุสัตว์ 5 จังหวัด จัดมหกรรมขายถูก ปลุกกระแสตลาด

สระแก้วระดมสินค้าปศุสัตว์ 5 จังหวัด จัดมหกรรมขายถูก ปลุกกระแสตลาด

วันพุธ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 17.17 น.

นายวิชิต ชาตไพสิฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว เปิดเผยว่า หนึ่งในนโยบายสำคัญของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 2 ซึ่งประกอบด้วย  5 จังหวัด คือ จ.นครนายก จ.จันทบุรี จ.ตราด จ.ปราจีนบุรี และ จ.สระแก้ว คือ การสนับสนุนการพัฒนางานด้านปศุสัตว์ โดยเฉพาะการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานเทคโนโลยีการผลิตให้มีความก้าวหน้าและมีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ได้สินค้าปศุสัตว์ที่มีความปลอดภัยไปสู่ผู้บริโภค รวมทั้งมีการพัฒนาช่องทาการตลาด เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าและขีดความสามารถในการแข่งขันให้เกษตรกรและผู้ประกบการ

ดังนั้น เพื่อเป็นการพัฒนากลไกลสำคัญ ในการขับเคลื่อนยกระดับทักษะการเรียนรู้ด้านการตลาด ตลอดจนเชื่อมโยงเครือข่ายการค้าให้กับเกษตรกรผู้ผลิตและผู้ประกอบการ จ.สระแก้ว โดยสำนักงานปศุสตัว์จังหวัดสระแก้ว จึงได้จัดงาน “มหกรรมสินค้าปศุสัตว์ปลอดภัย” ในระหว่างวันที่ 6-8 กันยายน 2562 ที่บริเวณลานจอดรถโซนหน้า ห้างฯ บิ๊กซี สระแก้ว จ.สระแก้ว ซึ่งถือเป็นห้าง Modern Trade ของจังหวัด เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าและสร้างภาพลักษณ์ให้เป็นที่รู้จักในตลาดท้องถิ่น รวมถึงสร้างโอกาสในการก้าวเข้าสู่ตลาดในระดับประเทศ และช่วยกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เกิดความมั่นคงต่อไป

ด้าน นายชัยยุทธ เหลืองบุษราคัม ปศุสัตว์จังหวัดสระแก้ว กล่าวว่า ภายในงานจะมีเกษตรกรผู้ผลิตสินค้าปศุสัตว์และผู้ประกอบการในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 2 จำนวน 54 ราย นำสินค้ามาร่วมจัดแสดงและจำหน่าย โดยผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์ปลอดภัยทั้งเนื้อ หมู ไก่ ไข่ และอาหารทะเล ในรูปแบบอาหารสดและแปรรูป รวมถึงพืช ผัก และผลไม้อินทรีย์ ได้จากผู้ผลิตโดยตรง โดยทุกอย่างจะถูกจัดจำหน่ายในราคาพิเศษเฉพาะงานนี้ และรับประกันได้ว่าเป็นราคาที่ถูกกว่าราคาตลาดทั่วไปแน่นอน

นอกจากนี้ ภายในงานตลอดทั้ง 3  วัน ยังจะมีการจัดช่วงเวลา “สินค้านาทีทอง” วันละ 2 รอบ เวลา 13.00 น. และ 18.00 น. ยกเว้นวันแรก คือ วันที่ 6 กันยายน 2562 ที่จะจัดรอบแรกในเวลา 14.00 น. โดยจะมีการนำสินค้าต่าง ๆ มาจัดโปรโมชั่นให้ประชาชนได้เลือกซื้อกันในราคาถูกลงไปอีก เช่น ไข่ไก่แพค 6 ลูก ราคา 6 บาท หมูเนื้อแดงกิโลกรัมละ 100 บาท รวมถึงข้าวสาร ขนมและอาหารแพคละ 20-30 บาท เป็นต้น

ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ที่น่าสนใจ ประกอบด้วย การจัดบูทสาธิต-ชิมฟรีอาหารจากปศุสัตว์สูตรเด็ด เช่น ไก่ทอดเกลือ ปูอัดทอดกรอบ และปอเปี๊ยะไส้กรอกรมควัน, การเปิดสอนอาชีพหลักสูตร “ติดตาต่อกิ่ง” สำหรับขยายพันธุ์พืช หลักสูตรไข่เค็มทำเอง และหลักสูตร “ปลูกอะไรก็กินได้” โดยผู้เข้าเรียนทุกคนจะได้รับสิ่งที่ได้เรียนรู้ตามหลักสูตรกลับไปทำต่อที่บ้านได้ และยังมีกิจกรรมที่ถือเป็นไฮไลท์สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ การเปิดเวทีสีสรรแห่งความเพลิดเพลิน ในช่วงเย็นของทุกวัน โดยจะมีกิจกรรมบันเทิงบนเวทีต่าง ๆ มากมายให้ผู้ร่วมงานได้รับชม เช่น กลองเพอร์คัสชั่น ก๊อปปี้โชว์ติ๊ก ชิโร่ และมัม ลาโคนิค เป็นต้น

“ในโอกาสนี้ จึงขอเชิญชวนประชาชนใน จ.สระแก้ว และพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงนักท่องเที่ยวทั้ง         ชาวไทยและต่างประเทศที่มีโอกาสเดินทางมา จ.สระแก้ว ในช่วงระหว่างวันที่ 6-8 กันยายน 2562 แวะมาเข้าชมมหกรรมสินค้าปศุสัตว์ปลอดภัย ที่บริเวณลานจอดรถโซน ห้างฯ บิ๊กซี สาขา สระแก้ว เราเปิดตลาดตั้งแต่ 10.00 น. ไปจนถึง 20.00 น. ทุกวัน เชิญมาเลือกชมและอุดหนุนสินค้าปศุสัตว์ปลอดภัย และพืช ผัก ผลไม้ปลอดสารพิษ ที่ส่งตรงจากฟาร์มในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 2 ซึ่งจะไม่เพียงการสร้างรายได้และพัฒนาช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกรผู้ผลิต สามารถผลักดันสินค้าไปสู่สาธารณชนทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความมั่นคงให้กับภาคการเกษตรในท้องถิ่นไปด้วยพร้อม ๆ กัน”  ปศุสัตว์จังหวัดสระแก้ว กล่าว

นายวิชิต ชาตไพสิฐ 
ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว

นายวิชิต ชาตไพสิฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว

‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’พระราชทานถ้วยรางวัลประกวดแพะ เนื่องในงาน’วันแพะแห่งชาติ’ครั้งที่16

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/436531

'กรมสมเด็จพระเทพฯ'พระราชทานถ้วยรางวัลประกวดแพะ เนื่องในงาน'วันแพะแห่งชาติ'ครั้งที่16

‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’พระราชทานถ้วยรางวัลประกวดแพะ เนื่องในงาน’วันแพะแห่งชาติ’ครั้งที่16

วันพุธ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 16.29 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โปรดเกล้าพระราชทานถ้วยรางวัลการประกวดแพะ เนื่องในงาน”วันแพะแห่งชาติ”ครั้งที่16 เชื่อมโยงการผลิตแพะและการตลาดในเมืองท่องเที่ยวสำคัญระดับโลก

เมื่อเย็นวานนี้ (27 สิงหาคม 2562) ณ เวทีกลาง ประตูเมืองภูเก็ต อ.ถลาง จ.ภูเก็ต นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานเปิดงาน ร่วมกับ นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต โดยมี รองผู้ว่าราขการจังหวัด นายอำพันธ์ เวฬุตันติ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายสุรเดข สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เหล่ากาขาดจังหวัด ประธานขมรมผู้เลี้ยงแพะแห่งชาติ ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนและเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ และประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมงาน

กรมปศุสัตว์ร่วมกับจังหวัดภูเก็ต ได้จัด “งานแพะแห่งชาติ” ครั้งที่ 16 ซึ่งในการจัดงานครั้งนี้เป็นการเชื่อมโยงการผลิตแพะและการตลาดในเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญระดับโลก ที่มีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาแต่ละปีไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคน และในการประกวดแพะปีนี้ ทางคณะผู้จัดงานแพะแห่งชาติฯ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โปรดเกล้าพระราชทานถ้วยรางวัลการประกวดแพะ ประเภทแกรนด์แชมป์เปี้ยน นับว่าเป็นสิ่งที่เป็นมงคลสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะอย่างยิ่ง

กรมปศุสัตว์ มีแนวทางส่งเสริมและพัฒนา การเลี้ยงแพะ ทั้งในด้านการผลิตการแปรรูป และการตลาด โดยเน้นตลาดนำการผลิต ตลอดจนพัฒนาสู่รูปแบบการจัดการแบบเกษตรแปลงใหญ่ นอกจากนั้น ยังได้พัฒนาเกษตรกรสู่การเป็น Smart Farmer และให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบปศุสัตว์เข้าสู่ยุค 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาล นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ได้กำหนดกรอบนโยบายในการให้ความสำคัญกับการส่งเสริมพีฒนาอาชีพการเลี้ยงแพะแก่เกษตรกรรายย่อย ส่งเสริมให้เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะศึกษาพัฒนาการเลี้ยงของตนเอง พัฒนาสายพันธุ์แพะที่เลี้ยง ให้เลี้ยงง่าย โตเร็ว ทนทานต่อโรค และแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันระหว่างเพื่อนเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะด้วยกัน ดังที่แต่ละภาคที่มีชมรมผู้เลี้ยงแพะอยู่แล้วเกือบทุกจังหวัด และที่สำคัญคือการเรียนรู้การทำอาหาร และผลิตภัณฑ์จากเนื้อแพะ คนเลี้ยงแพะควรจะมีเมนูอาหาร หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเนื้อแพะ เพราะหากคนที่เลี้ยงไม่ทานเนื้อแพะจะทำให้เป็นการเลี้ยงเพื่อขายอย่างเดียว อาจทำให้ราคาขึ้นอยู่กับตลาดหรือพ่อค้าคนกลาง และบางครั้งคนเลี้ยงก็จะขายแพะยกฝูงเมื่อราคาไม่จูงใจให้เลี้ยง หากคนเลี้ยงมีเมนูอาหาร หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากแพะ ก็จะไม่ขายยกฝูงทีเดียวเพราะผู้เลี้ยงเอาไว้ทานเอง หรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่าย ซึ่งในงานนี้ได้จัดให้มีการประกวดการปรุงอาหาร ทั้งผลิตจากเนื้อ และนมแพะ รวมทั้ง มีการปรุงอาหารเมนูแพะโดยเชฟจากโรงแรมชื่อดังในพื้นที่ จ.ภูเก็ต

ลุยโครงการโคเนื้อสร้างชาติ จีนรับซื้อไม่อั่น! ผลิตข้าวปลูกพันธุ์ดีแก้ปลอมปนโขลกราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/436467

ลุยโครงการโคเนื้อสร้างชาติ จีนรับซื้อไม่อั่น! ผลิตข้าวปลูกพันธุ์ดีแก้ปลอมปนโขลกราคา

ลุยโครงการโคเนื้อสร้างชาติ จีนรับซื้อไม่อั่น! ผลิตข้าวปลูกพันธุ์ดีแก้ปลอมปนโขลกราคา

วันพุธ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 14.52 น.

“รมช.ประภัตร ลั่นเปลี่ยนเกษตรกรไทยสู่ยุคใหม่พ้นยากจน ลุยโครงการโคเนื้อสร้างชาติ เฟสแรก2แสนตัว เลี้ยง4เดือนส่งขายจีนรับไม่อั้น สร้างรายได้เร่งด่วนแก้วิกฤติแล้ง  ดันกรมการข้าว ผลิตข้าวปลูกพันธุ์ดีปีละ2แสนตัน ป้องชาวนาโดนโขลกราคาแถมพันธุ์ปลอมปน จี้รื้อระบบองค์การสะพานปลา ทำแล้วหลวงรวย เกษตรกรรวย อย่าทำจนไม่มีเงินจ่ายเงินเดือนพนักงาน “

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2562 นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในเร็วๆนี้จะเสนอโครงการโคเนื้อสร้างชาติ สร้างรายได้เร่งด่วนให้เกษตรกรระยะเวลาเลี้ยงโคขุน 4 เดือนเพื่อส่งขายจีน ขณะนี้ตลาดจีนมีความต้องการโคเนื้อมีชีวิตอีกมากอย่างไม่จำกัด หากไทยสามารถพัฒนายกระดับศักยภาพการเลี้ยงโคเนื้อได้สำเร็จ จะเป็นฝันที่กลายเป็นจริง ทำให้เกษตรกรพ้นยากจนและมีอาชีพมั่นคงขึ้น ความเป็นอยู่ดีขึ้นได้ ซึ่งตนมีความตั้งใจจริงแก้ปัญหาการผลิตภาคเกษตรทั้งระบบที่มีตลาดแน่นอน เพื่อปรับเปลี่ยนเป็นเกษตรกรยุคใหม่

ทั้งนี้โครงการโคเนื้อสร้างชาติ จะสามารถแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรได้รวดเร็ว ตามข้อห่วงใยของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่สั่งการให้ทุกหน่วยงานช่วยเหลือเกษตรกรให้มีโครงการที่เพิ่มรายได้มากขึ้นเสริมจากโครงการจ้างแรงงาน ปลูกพืชใช้น้ำน้อย เพราะจากภาวะฝนน้อยฝนทิ้งช่วงในปีนี้เกษตรกรประสบปัญหาการเพาะปลูกข้าว รวมทั้งพืชเศรษฐกิจเสียหายและทุกภูมิภาคยังเผญิชภาวะสถานการณ์น้ำน้อยต่อไป

โดยโครงการนี้ให้เกษตรกรเลี้ยงครัวเรือนละ 5 ตัว และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์(ธกส.)ได้เตรียมเขียนแผนโครงการไว้แล้ว เพราะมีตลาดจีนรองรับโคเนื้อมีชีวิตจากไทยได้อีกมากปีละหลายสิบล้านตัว จึงพร้อมให้กู้ดอกเบี้ยต่ำไม่เกินร้อยละ1 ซึ่งรัฐบาลช่วยชดเชยดอกเบี้ยให้ด้วย วงเงินกู้ครัวเรือนละ 2 แสนบาท จะเริ่มเฟสแรก1แสนตัว กรอบวงเงินกู้ 5 พันล้านบาท เข้าครม.โดยเร็ว

“สั่งการปศุสัตว์ทุกจังหวัด เร่งสำรวจปริมาณโค ในแต่ละพื้นที่ให้ดูลูกโคพร้อมที่จะขุน อายุ 1-2 ปี น้ำหนัก 250กก. มีจำนวนเท่าไหร่ และเกษตรกรที่ต้องการจะเลี้ยง โดยได้ให้ตั้งเป็นกลุ่มเกษตรกร หรือวิสาหกิจชุมชน ตั้งกลุ่มเพื่อร่วมกันทำอาหารสำหรับเลี้ยงด้วยจะได้ต้นทุนถูกลง และเป็นสูตรของกรมปศุสัตว์ที่ถูกหลักอนามัย ทำให้เร่งอัตราเติบโตได้น้ำหนักถึง 1.5-2กก.ต่อวัน และกรมปศุสัตว์จัดหาเครื่องบดผสมอาหาร เป็นพี่เลี้ยงแนะนำการเลี้ยงให้เกษตรกร ทำแปลงปลูกหญ้า ผสมอาหารจากวัถตุดิบในท้องถิ่น ไม่เลี้ยงแบบปล่อย พร้อมกับเปิดตลาดกลางซื้อขายโค เพื่อให้เกิดการแข่งขันทั้งเรื่องราคาและพัฒนาการเลี้ยงทุกระดับ ทั้งนี้ได้นำเอกชนเข้ามาวางระบบออนไลน์ปศุสัตว์ทั้งระบบมาทำให้ฟรีโดยรัฐไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเลย ซี่งส่วนกลาง และพื้นที่ สามารถกดดูได้ตลอดเวลา จำนวนโค ไก่ สุกร ไข่ไก่ และชนิดอื่น อยู่ที่ไหน ใครเลี้ยง เคลื่อนย้ายขนสัตว์ผ่านด่านเข้าออกทั่วประเทศ จะป้องกันโรคระบาดสัตว์ข้ามพรหมแดน และแก้ข้อครหาจ่ายสินบทเจ้าหน้าที่ด่าน” นายประภัตร กล่าว

รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า เอกชนจากประเทศจีน กำลังมาเซ็นสัญญากับไทยเพราะตลาดจีนยังขาดโคเนื้อหลายสิบล้านตัวต่อปี ซึ่งต้องการซื้อโคมีชีวิต กิโลกรัมละ 100 บาทจากไทย ไปป้อนโรงแปรสภาพเนื้อของจีน มาตั้งที่เมืองสิบสองปันนา มีกำลังการผลิตเนื้อวัว 10 ล้านตันต่อปี ได้ให้เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ ไปดูโรงงาน ดูคอกกักสัตว์ที่ประเทศลาว เพื่อทำแผนงานเสนอตนพรุ่งนี้

“ผมทำจริงจังแก้ปัญหาความยากจน เกษตรกรทุกคนสามารถเลี้ยงโคได้ ถ้าไม่มีน้ำ จะเจาะบาดาลให้ และไม่ใช้หนี้เก่า มาเป็นเกณฑ์ ส่วนตัวเกษตรกรสามารถกู้ธกส.ได้ เพราะมีตลาดรองรับเป็นหลักประกันจึงไม่จำกัดจำนวนเกษตรกร เพราะทุกวันนี้การผลิตโคเนื้อก็ยังไม่พอให้บริโภคในประเทศเราด้วย” นายประภัตร กล่าว

นอกจากนี้ได้สั่งการให้อธิบดีกรมการข้าวคนใหม่ ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพให้เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกร จะต้องให้ได้อย่างต่ำปีละ 2 แสนตัน เพื่อแก้ปัญหาชาวนาโดนโขลกราคาแพง ยังได้พันธุ์ข้าวปลอมปน กว่าจะรู้ก็ช่วงเก็บเกี่ยวแล้ว กรมการข้าวต้องช่วยชาวนาให้ได้เมล็ดพันธุ์ดี ตนได้ให้เอกชนไปวางระบบออนไลน์ ให้กรมการข้าว เพื่อให้เกษตรกรได้กดดูได้ว่าพันธุ์ข้าวนี้ มีเท่าไหร่ ซื้อได้ที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ราคาเท่านี้ ป้องกันชาวบ้านโดนข้าวพันธุ์ปลอมปนสารพัด ซึ่งทุกกระสอบต้องตีบาร์โคส เอกชนขายพันธุ์ข้าวปลูก ต้องมาจดทะเบียนให้ถูกต้อง ไม่ให้เกิดปัญหาอย่างปีนี้พันธุ์ข้าวไม่มี ต่อไปทุกศูนย์ข้าวชุมชนจะต้องตื่นตัวมากขึ้น

“ทุกอย่างขึ้นโชว์บนออนไลน์ทั้งหมดจะโกหกไม่ได้ ยุคผมทำออนไลน์ รู้ปริมาณทุกชนิด ผมเรียกบริษัทมาเอง มาวางระบบไม่เสียตังเลยสักบาททำเพื่อชาติ ทุกคนต้องตื่นตัวกับผม รวมทั้งได้ตั้งบอร์ดองค์การสะพานปลา แล้วจะเข้าไปรื้อหมด ให้รัฐวิสาหกิจของกระทรวง ทำแล้วหาเงินเข้าหลวงได้ ทำแล้วให้หลวงรวย เกษตรกรรวย เช่นประเทศอื่นๆรัฐต้องมืออาชีพ ไม่ใช่พอสิ้นเดือนไม่มีเงินจะจ่ายเงินเดือนพนักงาน” นายประภัตร กล่า

ช่วงชิงสภาพอากาศ! รมว.เกษตรฯสั่งกรมฝนหลวงเร่งเติมน้ำเขื่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/436397

ช่วงชิงสภาพอากาศ! รมว.เกษตรฯสั่งกรมฝนหลวงเร่งเติมน้ำเขื่อน

ช่วงชิงสภาพอากาศ! รมว.เกษตรฯสั่งกรมฝนหลวงเร่งเติมน้ำเขื่อน

วันพุธ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 10.24 น.

“รมว.เกษตรฯ”สั่งการกรมฝนหลวงฯเร่งเติมน้ำในเขื่อน ใช้ห้วงท้ายก่อนสิ้นสุดฤดูฝนช่วงชิงสภาพอากาศทำให้ฝนตกมากที่สุด กำชับกรมชลประทานเร่งเดินหน้าโครงการเพิ่มศักยภาพอ่างเก็บกักน้ำทั้งเพื่อบรรเทาภัยน้ำท่วมและน้ำแล้ง

28 สิงหาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่หน่วยฝนหลวงจังหวัดขอนแก่น โดยย้ำแก่ นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ว่า ในห้วงเวลาที่เหลืออยู่ประมาณ 1 เดือนกว่า ก่อนสิ้นสุดฤดูฝนซึ่งความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ ดัชนีค่าการยกตัวของเมฆ และความเร็วกระแสลมเหมาะสมนี้ให้ขึ้นบินปฏิบัติการทำฝนอย่างทั่วถึงทั้งประเทศ โดยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น เขื่อนขนาดใหญ่บริเวณตอนกลางของภาคมีน้ำน้อย จึงต้องเพิ่มปริมาตรน้ำ

พร้อมกันนี้ยังได้แสดงความห่วงใยทั้งนักบิน นักวิทยาศาสตร์ และเจ้าหน้าที่ต่างๆ ที่ขึ้นบินปฏิบัติงาน โดยย้ำให้ดูแลอากาศยานให้มีความปลอดภัย อีกทั้งหากยังขาดเครื่องมือและอุปกรณ์ใดๆ ขอให้รายงานมา กระทรวงเกษตรฯ พร้อมสนับสนุนเนื่องจากเป็นภารกิจสำคัญ ส่วนปัญหาการขาดแคลนบุคลากรนั้นจะต้องแก้ไขแน่นอน แต่ในระยะเร่งด่วนนี้ได้ประสานกับเหล่าทัพเข้ามาบูรณาการ ซึ่งได้รับการสนับสนุนทั้งอากาศบาน นักบิน และกำลังพลเพื่อลำเลียงสารฝนหลวงซึ่งที่ผ่านมาทำให้สามารถบินปฏิบัติการได้บ่อยครั้งและทั่วถึงขึ้นยังแก้มลิง

หลังจากนั้นนายเฉลิมชัยได้เดินทางไปยังอ่างเก็บน้ำแก่งน้ำต้อน อำเภอเมืองขอนแก่นและกำชับกรมชลประทานให้เร่งดำเนินโครงการเพิ่มศักภาพการเก็บกักน้ำเพื่อแก้ปัญหาทั้งน้ำท่วม-น้ำแล้งในพื้นที่ ทั้งนี้ในปี 2561 – 2562 กรมชลประทานได้รับงบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงาน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) 400,000 บาทเพื่อศึกษาความเหมาะสมเบื้องต้นของโครงการฯ คาดว่า จะแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2562 จากนั้นได้รับงบประมาณ 1,568,100 บาท เพื่อสำรวจขอบเขตโครงการ รวมถึงในปี 2561 ได้รับงบประมาณ 200,000 บาท ในการออกแบบโครงการแก้มลิงแก่งน้ำต้อนระยะที่ 1 ปัจจุบันแก่งน้ำต้อนซึ่งมีพื้นที่หนอง 6,196 ไร่ นั้นตื้นเขิน ช่วงฤดูน้ำหลากเกิดปัญหาน้ำท่วมขังพื้นที่บริเวณที่ลุ่มต่ำรอบๆ หนอง เนื่องจากพื้นที่หนองอยู่ติดกับลำน้ำชี ทำให้น้ำจากลำน้ำชีเอ่อล้นเข้าท่วมเป็นประจำ แต่ในช่วงฤดูแล้งมักประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ เนื่องจากการกักเก็บน้ำได้ไม่เต็มศักยภาพความจุจึงทำให้ราษฎร 33,877 คน และพื้นที่การเกษตรโดยรอบกว่า 40,000 ไร่ ขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภค – บริโภค และการเกษตร ดังนั้นจึงต้องเร่งดำเนินการเพื่อช่วยเหลือราษฎร ซึ่งเมื่อมีน้ำเพียงพอแล้วจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องน้อมนำแนวทางเกษตรผสมผสานและทฤษฎีใหม่มาให้เกษตรกรปรับเพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืน

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน รายงานว่า โครงการแก้มลิงแก่งน้ำต้อน เป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาแหล่งน้ำสองฝั่งลำน้ำชีอันเนื่องมาจาพระราชดำริ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรมีพระราชดำริไว้เมื่อครั้งเสด็จพระราชทานปริญญาบัตรมหาวิทยาลัยขอนแก่นด เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2539 ความว่า “ลำน้ำชีในฤดูน้ำหลากน้ำท่วมพื้นที่สองฝั่งซึ่งเป็นห้วย หนอง บึง และพื้นที่สาธารณะมาก เมื่อถึงเวลาน้ำลด น้ำที่ท่วมพื้นที่ดังกล่าวก็ลดตามไปด้วยทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำตามเดิม จึงควรที่จะมีการสำรวจและหาวิธีเก็บกักน้ำให้อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อประโยชน์ในการเพาะปลูก” และเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2540 มีพระราชดำริกับแม่ทัพภาคที่ 2 ความว่า “ให้ประสานงานกับกรมชลประทานหรือหน่วยงานอื่นๆ ให้สำรวจพื้นที่อ่างรอบๆ จังหวัดขอนแก่น เพื่อพิจารณาขุดลอกอ่างเก็บน้ำเสริมคันดินกั้นน้ำให้สูง เพื่อให้เก็บน้ำได้มากในฤดูฝน ซึ่งสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการทำนาปรังได้ รวมทั้งช่วยป้องกันน้ำท่วมตัวเมืองขอนแก่น ในฤดูที่มีฝนตกหนัก และนอกจากนั้นจะช่วยให้สามารถนำมาใช้ในโครงการเกษตรน้ำฝนตามทฤษฎีใหม่ได้”

สำหรับแก่งน้ำต้อนอยู่ในพื้นที่ตำบลเมืองเก่าและตำบลดอนช้าง อำเภอเมืองขอนแก่น ศักยภาพเก็บกักน้ำ 7.431 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ปัจจุบันมีสภาพตื้นเขิน ขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบโครงการแก้มลิงแก่งน้ำต้อนระยะที่ 1 โดยมีแนวทางที่จะขุดลอกขุดลอกพื้นที่บึงแก่งน้ำต้อนพร้อมปรับปรุงคันดินโดยรอบ 6,196 ไร่ ก่อสร้างอาคารบังคับน้ำ 9 แห่ง และก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า พร้อมระบบส่งน้ำอีกกว่า 50 กิโลเมตร จะทำให้ปริมาณน้ำเก็บกักน้ำเพิ่มขึ้นจากเดิม 7 ล้าน ลบ.ม.เป็น 41 ล้าน ลบ.ม.เพิ่มพื้นที่ชลประทานให้ครอบคลุม 40,000 ไร่ เป็นแหล่งรองรับน้ำและเก็บกักน้ำที่สำคัญของลำน้ำชี เพื่อช่วยลดปัญหาน้ำท่วมและปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคของราษฎร ทั้งยังเก็บกักน้ำไว้สำหรับสนับสนุนการเพาะปลูกในพื้นที่การเกษตร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรในพื้นที่ให้ดีขึ้น

ส่องเกษตร : เกลือต้องไม่เป็นหนอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/436274

449007

ส่องเกษตร : เกลือต้องไม่เป็นหนอน

วันพุธ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปพบกับพี่น้องเกษตรกรในจังหวัดเพชรบุรี นับเป็นโอกาสอันดีที่ได้นั่งรับฟังเสียงสะท้อนจากพี่น้องเกษตรกรตัวจริงเสียงจริง ทำให้ได้รับทราบประเด็นปัญหาและแนวคิดของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ รวมถึงเป็นโอกาสที่จะถ่ายทอดข้อมูลที่ถูกต้องระหว่างกัน ในช่วงที่ข่าวลวงเฟื่องฟู เรื่องบางเรื่องภาครัฐลงมือทำไปไกลแล้ว แต่พี่น้องยังไม่ได้รับรู้รับทราบ รอยต่อที่ว่านี้ยังต้องหาวิธีการเชื่อมให้สนิทมากยิ่งขึ้น ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตน มองกันอยู่คนละมุม จึงยังมาเชื่อมกันไม่ได้สักที

วันนั้นประเด็นการทำนาเกลือ ถูกหยิบยกขึ้นมา พูดคุยกัน หลังจากที่ชาวนาเกลือเข้ามาอูยู่ในการกำกับดูแลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อปี 2554 โดยก่อนหน้านั้นการทำนาเกลือไม่จัดว่าเป็นกลุ่มอาชีพเกษตรกรรม ทำให้ผู้ที่ทำนาเกลือตกหล่นไปจากนโยบายความช่วยเหลือภาคการเกษตร ไม่มีหน่วยงานใดกำกับดูแลอย่างเป็นกิจจะลักษณะหลังจากมาอยู่ภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้ว ก็ยังคงมีประเด็นปัญหา เพราะไม่แน่ใจว่าควรจะอยู่ภายใต้หน่วยงานใดในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กิจกรรมการทำนาเกลือ ไม่ใช่การปลูกพืช ไม่ใช่การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และไม่ใช่กิจกรรมทางด้านปศุสัตว์ มองไปมองมา การทำนาเกลือสามารถดำเนินการในลักษณะของกลุ่มเกษตรกรหรือสหกรณ์ได้ชาวนาเกลือจึงเข้ามาสู่การกำกับดูแลของกรมส่งเสริมสหกรณ์ด้วยเหตุดังกล่าว เรียกได้ว่ามาอยู่ด้วยกันไปก่อน

การเข้ามารวมตัวกันจัดตั้งเป็นสหกรณ์ ในระยะก่อตั้ง ทำให้กิจกรรมต่างๆ ของสหกรณ์เหล่านี้ ยังไม่ราบรื่นเท่าที่ควร มาตรการต่างๆ ที่รัฐกำหนดเงื่อนไขในการช่วยเหลือ สหกรณ์ชาวนาเกลือเหล่านี้จึงไม่สามารถเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของทุน การจัดการสินค้า หรือแม้แต่ปัญหาด้านราคา รวมถึงการสนับสนุนต่างๆ ที่ต้องมีเงื่อนไขเฉพาะด้าน

ผู้คนภายนอกอาจมองว่าการทำนาเกลือไม่น่าจะมีปัญหามากนัก เป็นเพียงการนำน้ำทะเลมาทำให้แห้ง เพื่อให้ได้เกลือ แต่ความเป็นจริงแล้ว เรื่องมันไม่ได้ง่ายเลย ในวันนั้นชาวนาเกลือจังหวัดเพชรบุรีเสนอมา 2ประเด็น ซึ่งผมฟังแล้วเห็นว่าน่าสนใจมากประเด็นแรก คือ มีการนำเข้าเกลือทะเลจากอินเดียมาขายในราคาที่ถูกมาก กิโลกรัมหนึ่งไม่ถึงบาท เป็นราคาที่ถูกแบบเหลือเชื่อ ใน
ขณะที่ราคาเกลือที่เพชรบุรีตกราคากิโลกรัมละ 2-3บาท ไม่รวมค่าขนส่ง แค่ต้นทุนการขนส่งจากกรุงเทพฯ ไปถึงเชียงใหม่ก็อยู่ราว 90 สตางค์แล้วมีสิ่งใดแอบแฝงอยู่หรือไม่ เป็นประเด็นที่ชาวนาเกลือไม่เข้าใจ ทำไมราคาเกลือนำเข้าถึงถูกมากประเด็นที่ 2 การเติมไอโอดีน ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้เกลือบริโภคต้องมีปริมาณไอโอดีนไม่น้อยกว่า 20 มิลลิกรัม และไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อเกลือบริโภค 1 กิโลกรัม โดยชาวนาเกลือกลุ่มนี้ เล่าว่า หากเป็นเกลือสินเธาว์ที่เรียกกันว่า หินเค็ม จะให้เติมไอโอดีนเข้าไปเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว แต่สำหรับเกลือทะเลซึ่งมีไอโอดีนอยู่ในระดับหนึ่งแล้ว รวมถึงธาตุอาหารที่มีคุณค่ามากกว่า 84 ชนิด ไม่มีความจำเป็นที่ต้องเติมไอโอดีนลงไปอีก และผู้บริโภคอาหารทะเลก็ได้รับไอโอดีนอีกทางหนึ่งแล้ว รวมถึงเกลือทะเลมีการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นนอกเหนือจากการบริโภคด้วย ดังนั้น จึงมีข้อเสนอเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคว่า ถ้าเป็นเกลือสินเธาว์ ให้เติมไอโอดีนตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ส่วนเกลือทะเล จะเติมไอโอดีนหรือไม่เติมก็ได้ โดยให้ผู้บริโภคเป็นคนเลือกเองให้เหมาะสมกับอาหารที่ผู้บริโภครับประทาน หรือนำไปใช้ในทางอุตสาหกรรมก็ว่ากันไป สำหรับการนำเข้าเกลือจากอินเดีย ควรมีการตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงให้มีความชัดเจน ระหว่างนี้ควรระงับการนำเข้าไว้ก่อน

เส้นทางสายเกลือ ระหว่างแม่กลองไปเพชรบุรี เริ่มเห็นการใช้พื้นที่ที่เปลี่ยนไป จำนวนพื้นที่การทำนาเกลือลดลง กลายเป็นโรงงานมากขึ้น พ่อค้าแม่ค้าขายเกลือริมถนน ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า อาชีพการทำนาเกลือจะลดลงไปเรื่อยๆ สู้ราคาและต้นทุนไม่ไหว จึงมีชาวนาเกลือขายที่นาให้สร้างโรงงาน หมู่บ้านจัดสรร หรือสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ราคาที่ดินย่านนี้ก็เพิ่มสูงขึ้นหลายเท่า หากสถานการณ์เป็นเช่นนี้เกลือทะเลไทยคงต้องสูญหายไปหมดในไม่ช้า เป็นประเด็นที่ชาวนาเกลือเป็นกังวลมาก เพราะโดยเนื้อแท้แล้ว ไม่มีใครอยากขายที่นาของตน หากยังสามารถประกอบอาชีพทำนาเกลือให้สามารถเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้ นอกจากนี้เกลือยังเป็นสินค้าเพื่อความมั่นคง ประเด็นการสูญสลายไปของอาชีพการทำนาเกลือจึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลมิน้อย

ผมไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้คนในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คิดกันอย่างไร ทั้งฝ่ายประจำและฝ่ายการเมือง เพราะเข้าใจได้ว่าทุกคนคงสาละวนกับการทำตามนโยบายที่ประกาศไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายหลักที่ใช้หาเสียงยิ่งต้องเร่งให้เกิดผลโดยเร็ว แล้วประเทศชาติโดยรวมจะเป็นอย่างไร จะกลายเป็น 1 กระทรวง 4 นโยบายหรือไม่ ขออย่าปล่อยให้เกลือเป็นหนอนเลยครับ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

สหกรณ์ฯบางระกำตั้งเป้าปี’63รวมผลผลิต5.3หมื่นตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/436277

x

สหกรณ์ฯบางระกำตั้งเป้าปี’63รวมผลผลิต5.3หมื่นตัน

วันพุธ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สหกรณ์การเกษตรนิคมฯ บางระกำ จำกัด อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เป็นสหกรณ์หลักระดับอำเภอ ที่ได้รับการคัดเลือกจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ทำหน้าที่เป็นองค์กรหลักทางเศรษฐกิจและสังคมในระดับอำเภอ ช่วยเหลือดูแลเกษตรกรสมาชิก ทั้งในด้านส่งเสริมพัฒนาอาชีพหลักและอาชีพเสริมของเกษตรกรสมาชิก เน้นการผลิตสินค้าเกษตรตามความต้องการของตลาด ใช้หลัก “ตลาดนำการผลิต” มีแผนการบริหารจัดการการผลิตสินค้าเกษตรและการตลาดแบบครบวงจรในรูปแบบประชารัฐ โดยมีสหกรณ์เป็นศูนย์กลางการรวบรวมรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรจากเกษตรกรสมาชิกและเกษตรกรทั่วไป

นายจำลัด เพียพล ประธานสหกรณ์การเกษตรนิคมฯ บางระกำ จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรนิคมฯ บางระกำ จำกัด ดำเนินงานก้าวเข้าสู่ปีที่ 42 แล้ว โดยดำเนินธุรกิจสินเชื่อธุรกิจรับฝากเงิน ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจรวมรวมผลผลิตและธุรกิจแปรรูป ซึ่งผลการดำเนินงานปีบัญชีสิ้นสุด 31 มีนาคม 2562 สหกรณ์มีสมาชิก 2,467 คน มีทุนดำเนินงาน 80,356,729.04 บาทกำไรสุทธิประจำปี 10,183,807.93 บาท โดยที่ประชุมได้จัดสรรกำไรสุทธิประจำปี เป็นเงินปันผลตามหุ้นร้อยละ 4 เงินเฉลี่ยคืนตามส่วนธุรกิจสินเชื่อร้อยละ 5 เงินเฉลี่ยคืนตามส่วนธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ร้อยละ 1 เงินเฉลี่ยคืนตามส่วนธุรกิจรวบรวม ตันละ 10 บาท และจัดสรรกำไรสุทธิ เป็นทุนสะสมอื่นๆ ตามข้อบังคับ เพื่อเสริมสร้างสวัสดิการและประโยชน์ต่อการพัฒนากิจการสหกรณ์ให้มีความเจริญก้าวหน้า

ในปี 2563 สหกรณ์กำหนดแผนงานเพื่อรองรับการขยายปริมาณธุรกิจของสหกรณ์ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะแผนรวบรวมผลผลิตข้าวคุณภาพและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งสหกรณ์ตั้งเป้ารวบรวมผลผลิตไว้ที่ 53,000 ตัน จำแนกเป็น ข้าวเปลือกรวม 25,000 ตัน ข้าวเปลือกหอมมะลิ 2,000 ตัน ข้าวเปลือกพันธุ์พิษณุโลก 80 จำนวน 4,000 ตัน ข้าวเปลือกพันธุ์ กข.43 จำนวน 7,000 ตัน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 15,000 ตัน ให้เป็นไปตามแผนการเพาะปลูกพืชของสหกรณ์ที่ดำเนินการร่วมกับสมาชิกในพื้นที่ตามความเหมาะสม เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรสมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีอาชีพที่มั่นคงต่อไป

กษ.จัดทัพ3กรมสนองนโยบายรัฐ4แผนงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/436278

x

กษ.จัดทัพ3กรมสนองนโยบายรัฐ4แผนงาน

วันพุธ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิดการสัมมนาแนวทางดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรฯแบบบูรณาการ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ว่า เพื่อตอบสนองงานเร่งด่วนตามนโยบายรัฐบาลในเรื่องสำคัญให้การปฏิบัติราชการเป็นไปตามนโยบายพัฒนาภาคเกษตรเละการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและพัฒนานวัตกรรม จึงกำหนดให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมวิชาการเกษตร และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ร่วมทำแผนบูรณาการรูปแบบการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ (Area-Based Approach)โดยใช้ผลการวิจัย นวัตกรรมพืช มาตรฐานพืชและปัจจัยการผลิตของกรมวิชาการเกษตร และมาตรฐานการตรวจบัญชีของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เป็นเครื่องมือบูรณาการ และใช้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่กรมส่งเสริมสหกรณ์กำกับเป็นเป้าหมาย เน้นปรับภารกิจของ 3 กรม ให้รองรับภารกิจตามนโยบายของรัฐบาล ภายใต้ 4 แผนงานสำคัญ คือ

1.แผนงานกำหนดเป้าหมายรายได้เกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์ที่มีคุณภาพในสินค้าเกษตรสำคัญ โดยให้สหกรณ์ใช้ระบบแบ่งปันผลกำไรสินค้า ผลิตผลิตภัณฑ์ยางพารา และปาล์มน้ำมันเป็นพืชพลังงาน เพื่อเป็นต้นแบบขยายผลสู่สหกรณ์และเกษตรกรต่อไป 2.แผนงานสร้างนวัตกรรมและเครื่องมือทางการเกษตรในราคาที่เข้าถึงได้เพื่อลดต้นทุน โดยขยายฐานการผลิตและฐานการตลาดของสถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็ง มีความสามารถแข่งขัน และพัฒนาระบบสารสนเทศที่ให้เกษตรกร สมาชิกสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกรเข้าถึงข้อมูลนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิต การตลาดและราคาสินค้า และจัดทำระบบการตรวจสอบย้อนกลับ

3.แผนงานควบคุมมาตรฐานการใช้สารเคมีหรือปุ๋ยเคมีในการเกษตร เพื่อนำไปสู่การลด ละ เลิกการใช้สารเคมี และปุ๋ยเคมี โดยพิจารณายกเลิกใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตร 3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส เร่งปราบปรามสารเคมีเกษตรไม่มีคุณภาพ ปุ๋ยปลอม รวมทั้งมาตรการควบคุมและตรวจสารพิษตกค้างพืชผักและผลไม้นำเข้าเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค และ 4.แผนงานการใช้กัญชา กันชง และพืชสมุนไพรทางการแพทย์ อุตสาหกรรมทางการแพทย์ โดยให้เมล็ดพันธุ์กัญชาและเมล็ดพันธุ์กันชงเป็น“เมล็ดพันธุ์ควบคุม”ตาม พ.ร.บ.พันธุ์พืช พ.ศ. 2518 เพื่อควบคุม และอนุญาตการใช้ และผลิตต้นกล้ากัญชา และกันชงเพื่อแจกจ่ายและควบคุม โดยใช้สหกรณ์เป็นแหล่งปลูกเฉพาะเพื่อการแพทย์ รวมทั้งศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและภูมิปัญญาท้องถิ่นการปลูกและการใช้กัญชา กัญชง และพืชสมุนไพรทางการแพทย์ อุตสาหกรรมทางการแพทย์ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ

“ทั้ง 3 กรม ล้วนมีบทบาทสำคัญในการดูแลด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ตลอดทั้งส่งเสริมระบบการวางแผนด้านการเงินของเกษตรกรให้ดีขึ้น โดยสหกรณ์ต้องมุ่งให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรมากกว่ามุ่งหวังผลกำไร จึงขอให้ทุกหน่วยงานร่วมกันคิด ร่วมกันทำงานขับเคลื่อนนโยบายและโครงการสำคัญของรัฐบาล และกระทรวงเกษตรฯ ไปสู่การปฏิบัติ ทั้งการลดต้นทุนการผลิต ลดใช้สารเคมี ปรับเปลี่ยนการปลูกพืชให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ให้ตรงความต้องการของตลาด ทั้งนี้ จะขับเคลื่อน “ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์” ให้เป็นจุดศูนย์รวมของสินค้าดีมีคุณภาพมาตรฐานของแต่ละท้องถิ่นและของจังหวัด เพื่อกระจายรายไปสู่เกษตรกรในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน โดยสัปดาห์หน้าจะตั้งคณะกรรมการดำเนินการศึกษาเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป” นางสาวมนัญญา กล่าว