ส่งออกโคเนื้อไปจีนฉลุย2พันตัว/วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/436276

x

ส่งออกโคเนื้อไปจีนฉลุย2พันตัว/วัน

วันพุธ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วย ว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานหารือการค้าเพื่อส่งออกโคเนื้อไปจีน ผ่านสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือ สปป.ลาว พร้อมนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโตอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายอำพันธุ์ เวฬุตันติ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายศรายุทธ ยิ้มยวน รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)นายสมชาย ดวงเจริญ ผู้ประกอบการบริษัท LS trading export import Co.,Ltd. ฝ่ายลาว และนายหยางเจียง ผู้จัดการบริษัท LS chengkang ฝ่ายจีน ที่กระทรวงเกษตรฯว่า การหารือวันนี้ ทั้ง 3 ฝ่าย ยินดีค้าโคเนื้อร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ไทยกับจีนยังไม่สามารถเจรจาการค้าได้โดยตรง จึงใช้บริษัทของลาว ซึ่งเป็นบริษัทลูกจากจีนเป็นตัวกลางส่งต่อโคเนื้อของไทยพร้อมกันนี้ จีนกำหนดคุณสมบัติของโคที่จะรับซื้อ ต้องเป็นลูกผสมอเมริกันบราห์มัน หรือลูกผสมยุโรปทุกสายพันธุ์ น้ำหนักไม่ต่ำกว่า 350-400 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 100 บาท ส่งออกวันละ 2,000 ตัว โดยลาวจะนำโคจากไทยไปเลี้ยงต่ออีก 45 วัน ที่คอกโคขุนเพื่อเตรียมน้ำหนักของโค จากนั้นเข้าคอกกักกันโรคอีก 30 วัน รวม 75 วัน จึงจะส่งข้ามไปจีนได้ ทั้งนี้ จีนต้องการเนื้อโคสำหรับบริโภคในประเทศอีกประมาณ 9 ล้านตัน หรือคิดเป็นโคมีชีวิต ประมาณ 40 ล้านตัวต่อปี

รมช.เกษตรฯกล่าวต่อว่า ได้มอบให้กรมปศุสัตว์เป็นผู้แทนฝั่งไทยเจรจารายละเอียดความร่วมมือต่อไป ซึ่งกรมปศุสัตว์ไทยและกรมปศุสัตว์ลาวจะร่วมมือตรวจรับรองคอกโคขุน และคอกกักกันโรคในฝั่งไทยก่อนส่งออก อีกทั้ง เน้นย้ำให้มีมาตรการตรวจโรคสำคัญ อาทิ โรคปากเท้าเปื่อย ซึ่งจีนเข้มงวดห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงเด็ดขาด นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์จะเริ่มเตรียมความพร้อมของเกษตรกร โดยสร้างการรับรู้ที่ดี ปรับปรุงระบบการผลิตให้ได้มาตรฐาน เป็นที่ยอมรับของตลาดภายในและต่างประเทศ เพื่อให้น้ำหนักวัวได้มาตรฐานผลิตจากฟาร์ม GAP หรือฟาร์มปลอดโรค ของกรมปศุสัตว์ เป็นต้น

“สำหรับบทบาทหน้าที่ของไทยจะวางแผนเตรียมการในกระบวนการผลิต การรวมกลุ่มเกษตรกร หาพื้นที่เพื่อวางฐานการผลิต ซึ่งขณะนี้มีนโยบายที่ให้มีคอกขุนกลาง เลี้ยงโค 1,000 ตัว ในพื้นที่เป้าหมายแต่ละจังหวัด เพื่อเป็นทั้งคอกขุนในช่วงที่ต้องเพิ่มน้ำหนักโคให้ได้ตามคุณสมบัติที่จีนกำหนด ขณะเดียวกันต้องเป็นคอกมาตรฐานกักกันโรค และได้มาตรฐานฟาร์มโคเนื้อเป็นที่ยอมรับของต่างประเทศด้วย” นายประภัตร กล่าว

รายงานพิเศษ : สพด.หนองคายแหล่งเรียนรู้สร้างความสำเร็จสู่เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/436280

รายงานพิเศษ : สพด.หนองคายแหล่งเรียนรู้สร้างความสำเร็จสู่เกษตรกร

รายงานพิเศษ : สพด.หนองคายแหล่งเรียนรู้สร้างความสำเร็จสู่เกษตรกร

วันพุธ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน เป็นนโยบายหนึ่งของกรมพัฒนาที่ดิน ที่ต้องการสร้างจุดเรียนรู้ในด้านการพัฒนาที่ดินทุกรูปแบบให้กับเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ ได้เข้าไปศึกษา เรียนรู้และนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ของเกษตรกร

ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินภายในสถานีพัฒนาที่ดินหนองคาย สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นอีกหนึ่งศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน ที่มีหน้าที่สนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ วิจัย พัฒนา ให้บริการถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน พร้อมทั้งกำหนดเขตการใช้ที่ดินที่เหมาะสม เพื่อการผลิตและให้บริการข้อมูลเชิงพื้นที่ด้านต่างๆ ที่ถูกต้องทันสมัย พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการพัฒนาที่ดินและน้ำ การฟื้นฟูปรับปรุงบำรุงดินเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรและใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างยั่งยืน ภายใต้กระบวนการที่ชุมชนมีส่วนร่วม พัฒนาหมอดินอาสา ยุวเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร ให้มีความรู้ความเข้าใจการพัฒนาที่ดินและปฏิบัติตาม พ.ร.บ.พัฒนาที่ดิน พ.ศ.2551

น.ส.นุชจรี กองพลพรหม ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินหนองคาย กล่าวว่า ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินภายในสถานีพัฒนาที่ดินหนองคาย เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2554 โดยจะมีการสาธิตการปรับปรุงบำรุงดิน การอนุรักษ์ดินและน้ำ และการใช้ประโยชน์ที่ดินในการปลูกพืชในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งสาธิตการทำการเกษตรแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรอินทรีย์ และงานวิจัยทดสอบที่เกี่ยวกับการพัฒนาที่ดิน เป็นต้น เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับเกษตรกร ประชาชน นักเรียน นักศึกษาและผู้ที่สนใจได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ อีกทั้งเป็นสถานที่ฝึกอบรมให้กับเกษตรกรและหมอดินอาสาอีกด้วย

สำหรับกิจกรรมภายในศูนย์ฯ ประกอบด้วย 9 จุดเรียนรู้ ได้แก่ 1.จุดเรียนรู้ด้านการทำการเกษตรตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ ดำเนินการในพื้นที่ 4 ไร่ จำลองและสาธิตการดำเนินงานตามแนวทางการทำการเกษตรแบบทฤษฎีใหม่โดยแบ่งพื้นที่เป็น 30 : 30 : 30 : 10 เป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับเกษตรกรที่สนใจมาศึกษาเรียนรู้ 2.จุดเรียนรู้ด้านการผลิตปุ๋ยหมัก เป็นการผลิตปุ๋ยน้ำหมักจากสารเร่งซุปเปอร์ พ.ด.1 โดยมีการสาธิตการผลิตปุ๋ยหมักจากวัสดุที่มีในพื้นที่ เช่น เศษหญ้า ฟางข้าว กากอ้อยโดยมีการผลิตปุ๋ยหมัก และปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง มีเป้าหมายการผลิต 50 ตันต่อปี เพื่อใช้ในการปรับปรุงดินภายในสถานีพัฒนาที่ดินและแจกจ่ายให้กับหน่วยงานที่ขอรับเข้ามา 3.จุดเรียนรู้ด้านการผลิตน้ำหมักชีวภาพ เป็นการผลิตน้ำหมักชีวภาพโดยการใช้สารเร่งซุปเปอร์ พ.ด.2 และสารเร่งซุปเปอร์ พ.ด.7 โดยใช้วัสดุที่มีในท้องถิ่น เช่น สับปะรด พืชผัก ในการผลิตน้ำหมักชีวภาพโดยการใช้สารเร่งซุปเปอร์ พ.ด.2 และตะไคร้หอม ข่า สะเดาในการผลิตสารไล่แมลงจากสารเร่งซุปเปอร์ พ.ด.7 ซึ่งเป็นการผลิตเพื่อแจกจ่ายให้กับเกษตรกรที่สนใจ โดยมีเป้าหมายการผลิตเพื่อแจกจ่ายให้เกษตรกรประมาณ 10,000 ลิตรต่อปี 4.จุดเรียนรู้ด้านการปลูกหญ้าแฝก เป็นการใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝก เช่น การปลูกป้องกันการชะล้างพังทลายของดินรอบบ่อน้ำ การปลูกหญ้าแฝกรอบโคนไม้ผล การปลูกเป็นแปลงขยายพันธุ์ เป็นต้น เพื่อให้เกษตรกรที่สนใจ สามารถศึกษาดูงานและขอรับกล้าหญ้าแฝกเพื่อไปปลูกในพื้นที่ของตนเองได้ โดยมีเป้าหมายในการผลิตเพื่อแจกจ่ายให้เกษตรกร จำนวนกว่า 1,000,000 กล้าต่อปี

5.จุดเรียนรู้ด้านการปลูกไม้ผล เป็นการสาธิตการปลูกไม้ผลในพื้นที่ 10 ไร่ ได้แก่ ลิ้นจี่ ลำไย เงาะ มะพร้าว มะม่วง มะนาว และทุเรียน เพื่อศึกษาถึงความเหมาะสมของดินในพื้นที่กับการปลูกไม้ผล เพื่อเป็นแหล่งให้ความรู้กับเกษตรกรที่สนใจในการปลูกไม้ผลมาศึกษาเรียนรู้ได้ 6.จุดเรียนรู้ด้านการปลูกอ้อย เป็นการสาธิตการผลิตอ้อย ดำเนินการในพื้นที่ 23 ไร่ และมีการวิจัยทดสอบเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ยที่เหมาะสมในการผลิตอ้อยเพื่อให้เกษตรกรที่สนใจในการปลูกอ้อยหรือสนใจอยากปรับเปลี่ยนพื้นที่นาข้าวไม่เหมาะสมมาปลูกอ้อย สามารถเข้ามาเรียนรู้เพิ่มเติมในจุดเรียนรู้นี้7.จุดเรียนรู้ด้านการปลูกข้าว เป็นการสาธิตการปลูกข้าวพันธุ์ หอมมะลิ 105ในพื้นที่ 8 ไร่ โดยมีการวิจัยทดสอบเกี่ยวกับการจัดการดิน เพื่อปลูกข้าวในชุดดินนครพนม เพื่อเป็นข้อมูลในการให้ความรู้แก่เกษตรกรที่ปลูกข้าวในพื้นที่จังหวัดหนองคายต่อไป 8.จุดเรียนรู้ด้านการปลูกป่าอนุรักษ์ ดำเนินการในพื้นที่ 30 ไร่ โดยปลูกไม้สัก ยางนา พะยูง ชิงชัน ประดู่และตะเคียน ซึ่งปลูกเพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์และลดภาวะโลกร้อน และ 9.จุดเรียนรู้ด้านการปลูกไม้ไผ่ ดำเนินการในพื้นที่ 10 ไร่ โดยจัดทำเป็นแปลงรวบรวมสายพันธุ์ไผ่ต่างๆ เช่น ไผ่เลี้ยง ไผ่ตง ไผ่กิมซุง และไผ่บงเป็นต้น เพื่อไว้ใช้สอยในการทำกิจกรรมต่างภายในสถานีพัฒนาที่ดินและเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ของเกษตรกรที่สนใจ

นอกจากจุดเรียนรู้ต่างๆแล้ว ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินภายในสถานีพัฒนาที่ดินหนองคาย ยังมีแปลงสาธิตผลสำเร็จของการใช้เทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินทุกรูปแบบให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ รวมถึงมีการสาธิตวิธีการและขั้นตอนการพัฒนาที่ดินรูปแบบต่างๆให้เกษตรกรลงมือทำเองและฝึกปฏิบัติวิธีการใหม่ๆร่วมกับเจ้าหน้าที่พัฒนาที่ดิน หรือหมอดินทั้งมาเป็นรายบุคคลและเป็นกลุ่ม ตลอดจนมีอาคารที่ทำการทันสมัยพร้อมอำนวยความสะดวกในการบริการความรู้วิชาการในรูปแบบ e-bookการสืบค้นข้อมูลในรูปแบบ Application และบริการคำแนะนำการใช้ประโยชน์ที่ดิน บริการวิเคราะห์ดินพร้อมแผนที่เป็นรายแปลงอีกด้วย

“ที่ผ่านมา มีเกษตรกรและผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษาดูงานภายในศูนย์ฯไม่น้อยกว่า 500 รายต่อปี และมีเกษตรกรจำนวนไม่น้อยที่นำความรู้ไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเอง ทำให้ลดต้นทุนการผลิตได้มาก มีรายได้เพิ่ม รวมถึงมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น” น.ส.นุชจรี กล่าวทิ้งท้าย

หากผู้สนใจอยากเข้าไปศึกษาดูงานที่ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินภายในสถานีพัฒนาที่ดินหนองคาย ติดต่อสอบถามได้ที่ นายศราวุธ ศิริลักณ์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ สถานีพัฒนาที่ดินหนองคาย ต.หาดคำ อ.เมือง จ.หนองคาย โทร. 0-4201-2535, 0-4201-2794

ทีมงานธรรมนัส’ถกร่วมมือส.ป.ก. แก้ปัญหาที่ดินม. พะเยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/436370

ทีมงานธรรมนัส’ถกร่วมมือส.ป.ก. แก้ปัญหาที่ดินม. พะเยา

ทีมงานธรรมนัส’ถกร่วมมือส.ป.ก. แก้ปัญหาที่ดินม. พะเยา

วันอังคาร ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 21.40 น.

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2562  ดร.ธนสาร ธรรมสอน ที่ปรึกษา ร้อยเอก ดร. ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมหารือกับ นายอัครา พรหมเผ่า ประธานกรรมการฮักบ้านเกิดพะเยา  และนายรัตนะ สวามีชัย รองเลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร เกี่ยวกับการหาแนวทางแก้ไขปัญหาการอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินบริเวณมหาวิทยาลัยพะเยา

โดยเป็นพื้นที่กำหนดบริเวณขอบเขตชุมชนเพื่อการอนุญาตให้ใช้ที่ดินสำหรับกิจการอื่นที่เป็นการสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามมาตรา 30 วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม  ซึ่งได้เร่งรัดให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมพิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม  2562

‘เฉลิมชัย’สั่งกยท.เร่งรับรองมาตรฐานวัสดุน้ำยางพารา เผยผ่านเพิ่มอีก 2 บริษัท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/436245

‘เฉลิมชัย’สั่งกยท.เร่งรับรองมาตรฐานวัสดุน้ำยางพารา เผยผ่านเพิ่มอีก 2 บริษัท

‘เฉลิมชัย’สั่งกยท.เร่งรับรองมาตรฐานวัสดุน้ำยางพารา เผยผ่านเพิ่มอีก 2 บริษัท

วันอังคาร ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 16.13 น.

‘เฉลิมชัย’สั่งกยท.เร่งรับรองมาตรฐานวัสดุน้ำยางพารา เผยผ่านเพิ่มอีก 2 บริษัท

27 สิงหาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์(รมว.เกษตรและสหกรณ์) กล่าวว่า ได้สั่งการการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) เร่งประกาศการรับรองมาตรฐานวัสดุน้ำยางพาราผสมสารเพิ่มและสารผสมเพิ่มสำหรับทำถนนดินซีเมนต์ปรับปรุงคุณภาพด้วยยางพารา เพื่อจะได้เร่งเดินหน้าโครงการ 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ดำเนินการตรวจรับรองมาตรฐานอย่างโปร่งใส เพื่อไม่ให้มีข้อร้องเรียนว่าการตรวจรับรองเอื้อประโยชน์เฉพาะบริษัทใดบริษัทหนึ่ง อีกทั้งเมื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) สามารถอนุมัติงบประมาณทำถนนในชุมชนทั่วประเทศได้ จะสามารถดูดซับยางพาราออกจากตลาดไม่ต่ำกว่า 720,000 ตัน

ด้านนางณพรัตน์ วิชิตชลชัย รองผู้ว่าการกยท. กล่าวว่า ได้เร่งดำเนินการตามที่ รมว.เกษตรฯ สั่งการ โดยคณะกรรมการพิจารณาการรับรองมาตรฐานวัสดุน้ำยางพาราผสมสารผสมเพิ่มและสารผสมเพิ่มสำหรับการก่อสร้างถนนดินซีเมนต์ปรับปรุงคุณภาพด้วยยางธรรมชาติ รับรองมาตรฐานวัสดุน้ำยางผสมสารผสมเพิ่มให้แก่บริษัทผู้ผลิตน้ำยางพาราผสมสารผสมเพิ่ม ที่ยื่นคำขอรับรองเข้ามาอีก 2 แห่ง ได้แก่ บริษัท ซีโก้แอสฟัลท์ จำกัด และบริษัท ไทยอีสเทิร์น รับเบอร์ จำกัด

ทั้งนี้ 2 บริษัทผ่านการทดสอบมาตรฐานทั้งในส่วนของมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์ด้านความเข้ากันได้ของน้ำยางพารากับดินซีเมนต์และมาตรฐานทางวิศวกรรมด้านการรับแรงอัดของรถที่วิ่งบนผิวถนนรวมถึงค่าความยืดหยุ่นของผิวถนนตามที่ระบุในคู่มือการควบคุมคุณภาพและการรับรองมาตรฐานวัสดุสำหรับงานก่อสร้างถนนดินซีเมนต์ปรับปรุงคุณภาพด้วยยางธรรมชาติ (ยางพารา)

“ขณะนี้ยังมีอีก 3 บริษัทที่อยู่ระหว่างการรอผลทดสอบ ถ้าผ่านการทดสอบและคณะกรรมการฯ รับรองแล้ว ทาง กยท.จะประกาศให้ทราบทางหน้าเว็บไซต์ของ กยท.  http://www.raot.co.th  สำหรับผู้ที่ประสงค์จะยื่นคำขอรับรองมาตรฐานน้ำยางพาราผสมสารผสมเพิ่มหรือสารผสมเพิ่ม ส่วนผู้ที่ยื่นคำขอรับรองมาตรฐาน แต่ที่ไม่ผ่านการรับรอง หากได้ปรับปรุงสูตรน้ำยางผสมสารเพิ่มใหม่แล้ว สามารถยื่นคำขอรับรองได้อีกครั้ง นอกจากนี้กยท.พร้อมเป็นหน่วยงานที่ให้ปรึกษาและคำแนะนำแก่ผู้ประกอบการในการปรับปรุงสูตรการผลิตน้ำยาง  โดยติดต่อขอรับคำปรึกษาหรือยื่นคำขอเข้ารับการตรวจรับรองมาตรฐานได้ที่ฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง” นางณพรัตน์ กล่าว

อ.หนอกพอกติวเข้มเกษตรกรกับการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/436190

อ.หนอกพอกติวเข้มเกษตรกรกับการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย

อ.หนอกพอกติวเข้มเกษตรกรกับการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย

วันอังคาร ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 14.16 น.

27 สิงหาคม 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวัชรินทร์ เขจรวงศ์ เกษตรอำเภอหนองพอก ได้รับมอบหมายจากนายประยงค์ ภูดินทราย เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด ดำเนินการอบรม และการทดสอบความรู้ตามหลักสูตรการใช้สารเคมีอย่างถูกต้องและปลอดภัย  ณ ห้องประชุมสำนักงานเกษตรอำเภอหนองพอก เป็นไปตามที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติเห็นชอบให้จำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส โดยสำนักงานเกษตรอำเภอหนองพอก กรมส่งเสริมการเกษตร นำคณะนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ดำเนินการฝึกอบรมจำกัดการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด และคณะกรรมการวัตถุอันตราย   ทั้งนี้ภายหลังจากประกาศฯ ทั้ง 5 ฉบับ มีผลกระทบต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ เกษตรกรผู้ใช้ ผู้รับจ้างพ่น ผู้ขาย ผู้นำเข้า/ผู้ผลิต และพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งต้องปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าว โดยเฉพาะเกษตรกรผู้ใช้และผู้รับจ้างพ่นสารเคมีทั้ง 3 ชนิดต้องผ่านการอบรม และหรือผ่านการทดสอบความรู้ตามหลักสูตรการใช้สารเคมีอย่างถูกต้องและปลอดภัย

นายวัชรินทร์ เขจรวงศ์ กล่าวว่า สำนักงานเกษตรอำเภอหนองพอก ดำเนินการฝึกอบรมและทดสอบความรู้เป็นไปตามหลักสูตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2 รุ่นแล้วและจะดำเนินการให้ครอบคลุม 9 ตำบล 120 หมู่บ้าน ในอำเภอหนองพอก เพราะพื้นที่ทางการเกษตร มีความหลากหลาย พืชไร่ ไม้ผล พืชกผัก อ้อย มันสำปะหลัง “กรมส่งเสริมการเกษตร ส่งเสริมการเกษตรอย่างสร้างสรรค์ ก้าวทันสถานการณ์ ปฏิบัติงานด้วยความภาคภูมิ”

รมช.เกษตรมอบนโยบายอ.ส.ค. พัฒนาคุณภาพนมสู่ฮาลาลโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/435981

x

รมช.เกษตรมอบนโยบายอ.ส.ค. พัฒนาคุณภาพนมสู่ฮาลาลโลก

วันอังคาร ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายให้ผู้บริหาร พนักงานและลูกจ้างขององค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรีว่า การบริหารจัดการโคนม ภายใต้ อ.ส.ค. เป็นแนวทางที่ดี สามารถกระจายรายได้ให้เกษตรกรในท้องถิ่น โดยจะสนับสนุนให้เกษตรรุ่นใหม่หันมาสนใจและเข้ามาร่วมพัฒนาอาชีพเลี้ยงโคนมให้มากขึ้น ด้วยการนำองค์ความรู้สมัยใหม่มาผสมกับองค์ความรู้ดั้งเดิมของเกษตรกรรุ่นเก่า เพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิตน้ำนมและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน จึงอยากให้เกษตรกรรุ่นเก่าส่งต่อองค์ความรู้ให้เกษตรกรรุ่นใหม่เพื่อขยายการตลาดให้มากขึ้น นอกจากนี้ การเลี้ยงโคนมยังช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรช่วงสถานการณ์ภัยแล้งได้อีกทาง จึงอยากให้เกษตรกรแบ่งส่วนในช่วงครึ่งปีหันมาเลี้ยงโคนม โดยกระทรวงเกษตรฯพร้อมทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำและส่งเสริมองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกรต่อไป

“การเลี้ยงโคสิ่งสำคัญคือ องค์ความรู้พื้นฐานของเกษตรกรควรได้รับการต่อยอด และขยายโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมเพื่อรองรับเกษตรกรรุ่นใหม่ รวมทั้งกระจายรายได้ไปสู่เกษตรกรท้องถิ่น จากนี้จะติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานออกแบบการจัดตั้งโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมในพื้นที่ต่างๆ รองรับการขยายตัวการผลิตน้ำนมดิบในภาคเหนือตอนบนอีกด้วย พร้อมทั้งจะเข้าไปดูว่าผลิตภัณฑ์นมของโรงงานขยายตลาดไปสู่ฮาลาลโลกได้หรือไม่ เพื่อให้เข้าถึงประเทศที่เป็นมุสลิม เนื่องจากประเทศเหล่านี้นิยมบริโภคนม จะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศ พร้อมสนับสนุนเกษตรกรลดกู้เงินเพิ่มการออมให้มากขึ้น” น.ส.มนัญญา กล่าว

หลังจากนั้น รมช.เกษตรฯเดินทางไปโรงงานนมมวกเหล็ก สำนักงาน อ.ส.ค.ภาคกลาง พร้อมเยี่ยมชมกระบวนการผลิตโรงงานนมมวกเหล็ก ซึ่งรับน้ำนมดิบโดยการทํา MOU ร่วมกับสหกรณ์ในเขตภาคกลาง มีน้ำนมดิบที่ผ่านกระบวนการแปรรูปเฉลี่ย 500 ตัน/วัน มีผลิตภัณฑ์แปรรูปหลายรูปแบบด้านการจําหน่ายผลิตภัณฑ์ ประจําปีงบประมาณ 2561 มียอดจำหน่ายกว่า 3,369 ล้านบาท ยอดจําหน่ายผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2561 – กรกฎาคม 2562 มียอดจําหน่ายกว่า 3,250 ล้านบาท

พร้อมกันนี้ เดินทางไปตรวจเยี่ยมสหกรณ์โคนมไทยมิลค์ จำกัด ตั้งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.) ต.ลำพญากลาง อ.มวกเหล็ก เป็นองค์กรของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมที่ตั้งขึ้นเพื่อดูแลช่วยเหลือเกษตรกรด้วยกันเอง โดยสหกรณ์มีพนักงานซึ่งเป็นคนในท้องถิ่น 350 คน มีเกษตรกรที่สหกรณ์ดูแลอยู่ประมาณ 3,000 คน และมีฟาร์มของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมที่เป็นสมาชิกสหกรณ์โคนมกว่า800 ฟาร์ม ในด้านการผลิต สหกรณ์โคนมไทยมิลค์รวบรวมน้ำนมโคจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ในปริมาณอันดับ 2 ของประเทศ รองจากสหกรณ์โคนมหนองโพ ราชบุรี โดยสหกรณ์รวบรวมน้ำนมโคจากสมาชิกได้วันละ 120-130 ตัน/วัน 3,600-4,000 ตัน/เดือน คิดเป็นมูลค่า ปีละประมาณ 800 ล้านบาท ทั้งนี้ รมช.เกษตรฯยังได้ตรวจเยี่ยมและวางแนวทางการแก้ปัญหาโรงงานนมผงอัดเม็ด ซึ่งสร้างโดยงบประมาณ จ.สระบุรี แต่ยังไม่สามารถส่งมอบให้ผู้รับผิดชอบได้ โดยได้ให้ อ.ส.ค.เป็นเจ้าภาพร่วมกับเกษตรกร

เคาะแผนประกันรายได้ แก้ปัญหายางราคาตกยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/435979

x

เคาะแผนประกันรายได้ แก้ปัญหายางราคาตกยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังหารือถึงมาตรการบริหารจัดการยางพาราว่า ได้หารือแนวทางการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ซึ่งมีเป้าหมายให้เกษตรกรชาวสวนยางได้รับการชดเชยรายได้จากการจำหน่ายยางพารา รายละไม่เกิน 25 ไร่ ในการประกันรายได้ราคายางแผ่นดิบคุณภาพดีที่ราคา 60 บาท/กิโลกรัม ส่วนยางประเภทอื่น

ราคาจะลดหลั่นตามสัดส่วนของราคาที่กำหนดในตลาด ซึ่งในวันนี้ได้สรุปถึงรายละเอียดในการดำเนินการเรียบร้อยแล้วรอในส่วนของขั้นตอนการดำเนินการ ต่อจากนี้จะเชิญผู้ประกอบการ พ่อค้าคนกลางและผู้แทนเกษตรกร มาพูดคุยรับรู้และทำความเข้าใจร่วมกัน ซึ่งข้อมูลทั้งหมดจะผ่านการพิจารณาของหน่วยงานต่างๆ รวมถึงการนำเสนอครม. เพื่อพิจารณาต่อไปด้วย

“ต้องการแก้ไขเรื่องยางพาราอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แก้ไขปัญหาแล้วจบกันไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่ได้ทำควบคู่กันไปกับการใช้มาตรการในการประกันรายได้นี้ จะเป็นมาตรการที่จะสร้างความยั่งยืนในด้านของการตลาด ด้านผลผลิตยางพารา เป็นต้น ที่จะสามารถตัด Supply ของจากตลาดไปได้ เพื่อดึงราคาขึ้นโดยธรรมชาติ จะทำควบคู่กันไปด้วย ในเบื้องต้น ถ้าผ่านคณะกรรมการยางแห่งประเทศไทย และผ่าน ครม. เกษตรกรจะได้เริ่มรับเงินในวันที่ 1 ตุลาคม 2562 นี้

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวจะดำเนินการกับเกษตรกรที่มีการขึ้นทะเบียนโดยมีเอกสารสิทธิก่อน จำนวน 1,129,336 ราย พื้นที่ 13,326,540 ไร่ และได้กำหนดระยะเวลาการดำเนินการ 6 เดือน เพราะอยากให้ทุกฝ่ายช่วยกันยกระดับราคาขึ้นมาโดยธรรมชาติ นอกจากนี้ ในส่วนของภาครัฐทั้งหมด จะมีการทำ MOU ในการทำงานร่วมกันเพื่อทำให้เกิดการนำยางพารามาใช้ในประเทศให้มากที่สุด อย่างไรก็ตาม

รายงานพิเศษ : ‘ส้มโอทับทิมสยาม’ของดีแปลงใหญ่ปากพนัง ตลาดต่างประเทศต้องการไม่อั้น-ออเดอร์พุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/435982

รายงานพิเศษ : ‘ส้มโอทับทิมสยาม’ของดีแปลงใหญ่ปากพนัง ตลาดต่างประเทศต้องการไม่อั้น-ออเดอร์พุ่ง

รายงานพิเศษ : ‘ส้มโอทับทิมสยาม’ของดีแปลงใหญ่ปากพนัง ตลาดต่างประเทศต้องการไม่อั้น-ออเดอร์พุ่ง

วันอังคาร ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามป็นสินค้า GI ของอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีลักษณะประจำพันธุ์ที่โดดเด่นคือ เนื้อผลหรือที่เรียกว่า กุ้ง มีสีชมพูเข้มจนถึงแดงเหมือนสีทับทิม รสชาติหอมหวาน เนื้อนุ่มน่ารับประทาน ผิวผลส้มโอมีขนอ่อนนุ่มปกคลุมคล้ายกำมะหยี่ จำหน่ายได้ในราคาสูง ทำให้เกษตรกรเริ่มขยายพื้นที่ปลูกกันมากขึ้น โดยรวมตัวกันผลิตในรูปแบบแปลงใหญ่ จำหน่ายผลผลิตทั้งในประเทศและต่างประเทศสร้างรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่ปีละหลายร้อยล้านบาท

นายสมโชค ณ นคร เกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า ส้มโอทับทิมสยามเป็นพืชอัตลักษณ์ของอำเภอปากพนัง มีการบริหารจัดการด้านพัฒนาคุณภาพการผลิตเพื่อรับรองมาตรฐาน GAP โดยเกษตรกรได้ร่วมกลุ่มเป็นเกษตรแปลงใหญ่เพื่อบริหารจัดการร่วมกันใน 5 ส่วนคือ ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต การพัฒนาคุณภาพ การบริหารจัดการและการตลาด ซึ่งขณะนี้แปลงใหญ่ส้มโอทับทิมสยามได้ส่งผลผลิตออกไปจำหน่ายในหลายประเทศประกอบด้วย จีน (5 มณฑล) เวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซียและฮ่องกง และได้ราคาสูง ปัจจุบัน พื้นที่อำเภอปากพนังมีสมาชิกแปลงใหญ่ส้มโอทับทิมสยาม112 ราย พื้นที่ 2,400 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 2,100 กิโลกรัมต่อไร่ แบ่งการผลิตออกเป็น 2 รอบต่อปีคือช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม และเดือนสิงหาคม-กันยายน

“เมื่อเกษตรกรรวมกันเป็นแปลงใหญ่แล้ว จะมีเวทีให้เกษตรกรแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และหาแนวทางการผลิตร่วมกันโดยเฉพาะการลดต้นทุนการผลิตด้วยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งเกษตรกรสามารถผลิตได้เองจากวัสดุในท้องถิ่น การใช้สารชีวภัณฑ์ทดแทนการใช้สารเคมี รวมถึงแนวทางการเพิ่มผลผลิต การพัฒนาคุณภาพด้วยการรวมกลุ่มกันขอมาตรฐาน GAP และมีอำนาจต่อรองในการเจรจาด้านการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบัน ตลาดต่างประเทศให้การตอบรับดีมาก โดยเฉพาะประเทศจีน”นายสมโชค กล่าว

นายเสริม แขดวง ประธานแปลงใหญ่ส้มโอทับทิมสยาม กล่าวเพิ่มเติมว่า ปลูกส้มโอทับทิมสยามมานานกว่า 20 ปีแต่กว่าจะประสบความสำเร็จเหมือนในวันนี้ ต้องล้มลุกคลุกคลานและเรียนรู้ตลอดเวลา และเมื่อประสบความสำเร็จแล้วก็ชักชวนเพื่อนๆ ชาวสวนรายเล็กๆ เข้ามาร่วมจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน เพื่อผลิตส้มโอทับสยามที่มีคุณภาพร่วมกัน จนกระทั่งต่อยอดสู่การรวมกันเป็นเกษตรแปลงใหญ่ในเวลาต่อมา ทำให้การบริหารจัดการของกลุ่มมีความเข้มแข็งมากขึ้น ได้รับความช่วยเหลือด้านวิชาการ หลักการบริหารจัดการกลุ่ม การศึกษาดูงานจากหน่วยงานภาครัฐ และสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น ที่สำคัญคือ เมื่อร่วมกันผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน GAP จากที่เคยจำหน่ายในประเทศและได้ราคาสูงอยู่แล้ว ก็ยังสามารถผลักดันผลผลิตส่งจำหน่ายในต่างประเทศ ภายใต้แบรนด์แปลงใหญ่ ที่ได้ในราคาที่สูงขึ้นอีกด้วย โดยความต้องการส้มโอทับทิมสยามในปัจจุบัน ยังคงได้รับนิยมอย่างต่อเนื่องจนไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด โดยเฉพาะตลาดจีน ที่มีความต้องการส้มโอทับทิมสยามมาก ด้วยคุณลักษณะพิเศษคือมีเนื้อสีแดงเข้มเหมือนสีทับทิมซึ่งชาวจีนยกให้เป็นผลไม้มงคล อีกทั้งมีรสชาติหอมหวาน เนื้อนุ่มน่ารับประทาน โดยพ่อค้าจีนจะเหมาซื้อหน้าสวนในราคา ลูกละ 165-200 บาทสร้างรายได้เฉลี่ย 4-5 ล้านบาทต่อปี และคาดว่าจะมีออเดอร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เสริม แขดวง

เสริม แขดวง

รักษ์เกษตร : อะไรๆ ก็ ปุ๋ยอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/435977

x

รักษ์เกษตร : อะไรๆ ก็ ปุ๋ยอินทรีย์

วันอังคาร ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากรู้ว่า ปุ๋ยอินทรีย์ ที่เขานิยมกัน ว่ามันเป็นอย่างไรด้วยครับ จะได้นำไปทดลองปฏิบัติ ขอบคุณครับ

อนุสรณ์ เจษฎตรานนท์

อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม

คำตอบ

ปุ๋ยอินทรีย์ เป็นปุ๋ยที่ได้มาจากส่วนประกอบของสิ่งมีชีวิต ได้จากการย่อยสลายอินทรียวัตถุต่างๆ เช่น ซากพืช ซากสัตว์ และบรรดาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ซึ่งผ่านกระบวนการย่อยสลายโดยมีจุลินทรีย์เป็นตัวช่วย จากก้อนใหญ่กลายเป็นก้อนเล็ก จากก้อนเล็กก็ลดลงมาจนเป็นอณูเรียกว่า ฮิวมัส ซึ่งมีประโยชน์มากต่อพื้นดินและพืชอย่างมาก

ปุ๋ยอินทรีย์ ที่เกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ จากใบไม้ที่ร่วงลงจากต้นมาถมไว้ที่โคนต้น พอเวลาผ่านไปใบไม้เหล่านี้ก็ย่อยสลายกลายเป็นฮิวมัส และเป็นตัวเพิ่มสารอาหารให้กับต้นไม้ในลักษณะของปุ๋ยอินทรีย์ แต่ระยะเวลาเหล่านี้ ค่อนข้างนาน หากจะใช้วิธีนี้บนพื้นที่เกษตรคงไม่ได้ จึงมีกระบวนการทำปุ๋ยอินทรีย์ขึ้นมาใช้ได้เอง ด้วยกรรมวิธีต่างๆ เช่น การใช้มูลวัว มูลไก่ มูลค้างคาว ซากพืชซากสัตว์ และหรือขยะที่ย่อยสลายได้และไม่เป็นมลพิษจากครัวเรือน นำมาสับ บด หมัก บ่ม ร่อน สกัด หรือด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อช่วยให้ชิ้นส่วนขององค์ประกอบเล็กลงและย่อยสลายได้เร็วขึ้น ทั้งยังสามารถเติมธาตุอาหารต่างๆ ลงไปเพิ่มได้อีกด้วย

แร่ธาตุอาหารในปุ๋ยอินทรีย์มีธาตุทั้งหมด 13 ธาตุ โดยแบ่งเป็นธาตุหลักธาตุรอง และธาตุเสริม มีหน้าที่การทำงาน ดังนี้

1) ธาตุหลัก เป็นธาตุอาหารที่เป็นแร่ธาตุพื้นฐานที่พืชต้องการและจำเป็นต้องใช้ในปริมาณมาก ได้แก่ ไนโตรเจน(N) ฟอสฟอรัส (P) โพแทสเซียม (K)

2) ธาตุรอง เป็นธาตุอาหารที่พืชต้องการใช้ในปริมาณที่น้อย หากขาดพร่องไปก็ไม่ได้ส่งผลกระทบที่เสียหายแบบรุนแรงมากนัก ได้แก่ แคลเซียม (C) แมกนีเซียม (Mg) กำมะถัน (S)

3) ธาตุเสริม เป็นธาตุที่พืชต้องการใช้ในปริมาณที่น้อยมากๆ แต่ก็ขาดไม่ได้เหมือนกัน ได้แก่ เหล็ก (Fe) แมงกานีส (Mn) โบรอน (B)โมลิบดินัม (Mo) ทองแดง (Cu) สังกะสี (Zn) คลอรีน (Cl)

ชนิดของปุ๋ยอินทรีย์ มี 3 ชนิดดังนี้

1) ปุ๋ยหมัก เป็นปุ๋ยที่ได้จากการหมักซากพืช ซากสัตว์ และอินทรียวัตถุต่างๆ ด้วยการนำส่วนประกอบทั้งหมดมารวมกันและรดน้ำให้ชุ่ม จากนั้นปิดให้มิดชิดเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
ให้กับจุลินทรีย์

2) ปุ๋ยคอก เป็นปุ๋ยจากมูลสัตว์ จะเป็นแบบของเหลวหรือของแข็งก็ได้โดยต้องนำไปตากแห้ง หรือหมักไว้ให้กลิ่นหายไป จึงสามารถนำไปใช้ได้

3) ปุ๋ยพืชสด เป็นปุ๋ยที่ได้จากต้นพืชในพื้นที่ ต่างกับปุ๋ยหมักตรงที่เราไม่ได้เอาพืชไปหมักรวมกัน แต่ใช้วิธีไถกลบแล้วปล่อยให้พืชสดๆ นั้นย่อยสลายไปตามธรรมชาติ ส่วนมากนิยมใช้พืชตระกูลถั่วทำเป็นปุ๋ยพืชสดเพราะให้ธาตุไนโตรเจนในระดับสูง

ปุ๋ยทั้งสามชนิดนี้ สามารถนำมาผสมผสานให้เข้าด้วยกันกลายเป็นปุ๋ยแบบใหม่ได้นะครับ เป็นการสร้างสรรค์จากวัตถุดิบใกล้ตัว หากต้องการใช้ปุ๋ยในปริมาณน้อย สามารถนำมาบ่มหรือหมักในถัง หากต้องการใช้มาก ก็สามารถนำไปหมักกองรวมกันในที่ที่หนึ่งหรือจะขุดเป็นหลุมบ่อเพื่อหมักปุ๋ยโดยเฉพาะเลยก็ได้ ข้อสำคัญในการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อเพิ่มผลผลิตพืช จำเป็นอย่างยิ่ง จะต้องใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี พืชจึงจะให้ผลผลิตมากและยั่งยืน นะครับ

นาย รัตวิ

กรมข้าวฯไขข้อข้องใจ‘ข้าวเหนียว’แพงหูฉี่ โรงสีขยับหาซื้อบรรจุถุงขาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/435898

กรมข้าวฯไขข้อข้องใจ‘ข้าวเหนียว’แพงหูฉี่ โรงสีขยับหาซื้อบรรจุถุงขาย

กรมข้าวฯไขข้อข้องใจ‘ข้าวเหนียว’แพงหูฉี่ โรงสีขยับหาซื้อบรรจุถุงขาย

วันจันทร์ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 14.01 น.

กรมข้าวฯไขข้อข้องใจ‘ข้าวเหนียว’แพงหูฉี่ โรงสีขยับหาซื้อบรรจุถุงขาย

26 สิงหาคม 2562 นายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ราคาข้าวเหนียวที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในขณะนี้เกิดจากปริมาณข้าวเหนียวในตลาดมีน้อยมาก ขณะที่ความต้องการบริโภคนั้นมีมาก โดยราคาข้าวเปลือกเหนียวเริ่มปรับตัวลง ชาวนาขายได้เฉลี่ยตันละ 10,188 บาท และในปี 2561 เฉลี่ยตันละ 9,549 บาท จากภาวะราคาข้าวเหนียวตกต่ำดังกล่าวทำให้ชาวนาหันไปปลูกข้าวหอมมะลิแทน จึงทำให้ผลผลิตข้าวเหนียวทั้งนารอบที่ 1 หรือนาปี และนารอบที่ 2 หรือนาปรัง ที่ผ่านมามีปริมาณน้อยกว่าทุกปี

ทั้งนี้ เมื่อปริมาณผลผลิตในตลาดลดลง ราคาข้าวเปลือกเหนียวจึงปรับตัวสูงตั้งแต่เดือนธันวาคม 2561 เป็นตันละ 10,268 บาท จนถึงเดือนสิงหาคม 2562 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน 9,697 บาท เป็นราคาตันละ 15,179 บาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 56.53 นอกจากนี้ราคาข้าวเหนียวยังปรับตัวสูงขึ้นมาก ในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2562 เนื่องจากเป็นช่วงรอยต่อของฤดูกาล โดยข้าวเก่ามีปริมาณเหลือน้อย ส่วนข้าวใหม่ยังไม่ถึงช่วงเวลาเก็บเกี่ยว อีกทั้งภาครัฐได้ระบายข้าวในสต็อกหมด ส่วนชาวนาในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เก็บที่เหลือไว้บริโภค ส่งผลราคาข้าวเหนียวในตลาดสูงขึ้น

นายประสงค์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการโรงสีพยายามหาซื้อข้าวเหนียวเพื่อเก็บไว้ในสต็อกและแปรสภาพเป็นข้าวถุงเพื่อจำหน่าย เนื่องจากความต้องการของผู้บริโภคในประเทศยังคงมีมาก สำหรับพื้นที่นาปรังข้าวเหนียวปี 2562 มี 1,006,199 ไร่ เก็บเกี่ยวผลผลิตได้รวม 595,963 ตัน ส่วนพื้นที่เป้าหมายปลูกข้าวเหนียว รอบที่ 1 หรือนาปี ปี 2562/63 จำนวน 16.172 ล้านไร่ คาดการณ์ว่าจะได้ผลผลิต 6.142 ล้านตัน

ขณะนี้กรมส่งเสริมการเกษตรได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียวแล้ว พื้นที่รวม 12,716,114 ไร่ แต่จากภาวะฝนทิ้งช่วงในปีนี้ทำให้พื้นที่เพาะปลูกข้าวเหนียวในหลายจังหวัดได้รับผลกระทบ ได้แก่ ชัยภูมิ ขอนแก่น และเพชรบูรณ์ รวม 793,885 ไร่ ซึ่งชาวนาจะเก็บเกี่ยวผลผลิตตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2562 ซึ่งคาดว่าปริมาณผลผลิตข้าวเหนียวจะลดลงจากเป้าหมายที่กำหนดไว้