‘เฉลิมชัย’เร่งดันมาตรการประกันรายได้ชาวสวนยาง 60 บาทต่อกก.เข้าครม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/435614

'เฉลิมชัย'เร่งดันมาตรการประกันรายได้ชาวสวนยาง 60 บาทต่อกก.เข้าครม.

‘เฉลิมชัย’เร่งดันมาตรการประกันรายได้ชาวสวนยาง 60 บาทต่อกก.เข้าครม.

วันเสาร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 17.52 น.

“เฉลิมชัย เร่งดันมาตรการประกันรายได้เกษตรกรสวนยาง60บาทต่อกก.เข้าครม.โดยเร็วที่สุด แจงยิบทุกขั้นตอนคุมเข้มทุจริตทุกจุด ป้องเอกชนเทสต็อก แตกรายชื่อสวมสิทธิเกษตรกร ตั้งคณะกรรรมการตรวจสอบ 4 ชุด

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จะเร่งเดินหน้าโครงการประกันรายได้เกษตรกรสวนยางพารา ให้ได้ข้อสรุปเพื่อนำเสนอคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ( กนย.)และครม.อนุมัติโดยเร็วที่สุด ซึ่งในวันจันทร์นี้จะเชิญประชุมผู้ประกอบการ ทั้งรายเล็ก กลาง และใหญ่ มาหารือ เพื่อขอความร่วมมือในการรับซื้อยางพาราจากสถาบันเกษตรกร ไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆโดยจะมีมาตรการจูงใจให้ เช่น จากเดิมเคยซื้อจำนวนเท่าไหร่ และหากซื้อเพิ่มขึ้น รัฐจะช่วยเหลือด้านใดบ้าง รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นผู้ประกอบการด้วย ต่อจากนั้น จะเชิญประชุมทุกภาคส่วน กระทรวงเกษตรฯ การยางแห่งประเทศไทย(กยท.)และผู้แทนสถาบันเกษตรกร เพื่อชี้แจงแนวปฏิบัติของโครงการประกันรายได้ราคายาง60บาทต่อกก.

นายเฉลิมชัย กล่าวถึงข้อกังวลของหลายฝ่ายที่ชดเชยให้เกษตรกรสวนยางตามจริง ไม่เกินรายละ 25 ไร่ อาจมีการแตกรายชื่อสวมสิทธิเกษตรกร หรือเอกชนเทสต็อกมาเข้าโครงการ โดยให้หน่วยงานบังคับใช้พรบ.ควบคุมยาง ตรวจสต็อกยาง ซึ่งก่อนที่จะทำโครงการประกันรายได้ ตนได้สั่งการกยท.ให้ทำมาตรการทุกขั้นตอนอย่างรัดกุมป้องกันการทุจริตทุกจุด มีคณะกรรมการ 4 ชุดในการตรวจสอบรายชื่อเกษตรกร กับพื้นที่ปลูกจริง ที่เป็นสวนยางเกิน 7 ปีเปิดกรีด เกษตรกรมีใบเสร็จมายืนยันถึงจำนวนที่นำยางไปขายมาแสดง โดยทางกยท.รายงานว่าได้กำหนดมาตรการป้องกันไว้แล้ว ด้วยการให้เกษตรกรสวนยางที่ขึ้นทะเบียนไว้ก่อนวันที่ 12 สิงหาคม จำนวนกว่า 1.1ล้านราย ที่ผ่านมาเท่านั้นที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการ จะมาแจ้งชื่อหลังจากนี้ไม่ได้ ทั้งนี้ทางกระทรวงเกษตรฯต้องการใช้งบประมาณรัฐให้น้อยที่สุด ซึ่งการตั้งกรอบวงเงินงบประมาณโครงการประกันรายได้สวนยาง กว่า3.3 หมื่นล้านบาท จึงได้คิดจากค่าเฉลี่ยผลผลิตยาง ย้อนหลัง 5 ปี เฉลี่ย 20 กก.ต่อไร่ต่อเดือน เพราะฉะนั้นในระยะเวลา6เดือนของโครงการ เกษตกร จะนำผลิต 120 กก.ต่อไร่ มาเข้าโครงการชดเชย

นอกจากนี้ยังแบ่งประเภทผลผลิตยางตามสัดส่วนที่ผลิตได้จริง ได้แก่ ยางแผ่นดิบคุณภาพดี ผลิตได้ 10.68 % ราคาประกัน 60บาทต่อกก. น้ำยางสด ผลิตได้ 33.08% ราคาประกัน 57 บาทต่อกก. ยางก้อนถ้วย ผลิตได้ 55.98% ราคาประกัน 50 บาทต่อกก.

สำหรับการแยกประเภทผลผลิตยาง จะทำให้การตั้งกรอบวงเงินงบประมาณ เพื่อเสนอครม.อนุมัตินั้น มีความชัดเจนมากขึ้น และตรงจุด สามารถตรวจสอบการใช้งบประมาณได้อย่างละเอียดทุกขั้นตอน

ทั้งนี้ ราคาปัจจุบัน รับซื้อยางแผ่นดิบ ที่ตลาดกลาง กยท. ล่าสุดวานนี้ยางแผ่นดิบคุณภาพดี 39.92 บาท หากชดเชยจะได้ส่วนต่าง 20.08บาทต่อกก. น้ำยางสด 39.40 บาท หากชดเชย จะได้ส่วนต่าง17.60บาทต่อกก.ยางก้อนถ้วย 33.10บาทต่อกก.ได้ชดเชย 16.90บาทต่อกก.

‘บิ๊กตู่’ไฟเขียวดันเพิ่มน้ำ อนุมัติงบ2พันล้าน แก้แล้ง‘บุรีรัมย์-สุรินทร์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/435535

‘บิ๊กตู่’ไฟเขียวดันเพิ่มน้ำ อนุมัติงบ2พันล้าน แก้แล้ง‘บุรีรัมย์-สุรินทร์’

‘บิ๊กตู่’ไฟเขียวดันเพิ่มน้ำ อนุมัติงบ2พันล้าน แก้แล้ง‘บุรีรัมย์-สุรินทร์’

วันเสาร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 13.31 น.

“บิ๊กตู่ ไฟเขียวงบกลาง 2 พันล้านบาทแก้แล้งจ.สุรินทร์ บุรีรัมย์ เพิ่มน้ำอ่างห้วยเสนง อำปึด ลำพอก ห้วยจระเข้มาก ห้วยตลาด เชื่อมแก้มลิง4แห่งพร้อมระบบคลองผันน้ำ เล็งสร้างอ่างลำชีน้อย แก้อีสานแล้ง ท่วมซ้ำซาก เผยกษ.ชงงบรับมือแล้งท่วมปี63 วงเงิน3.9หมื่นล้านบาท สอดรับงบบูรณาการทรัพยากรน้ำของรัฐบาลกว่า1.39แสนล้านบาท 

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2562  นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน  เปิดเผยว่า  กรมชลประทาน ได้เสนอโครงการชลประทานสำหรับช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกร ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค การเกษตร จากภัยแล้งที่เกิดขึ้นต่อเนื่องและรองรับปัญหาอุทกภัยในพื้นที่จ.สุรินทร์ จ.บุรีรัมย์ ต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และได้รับความเห็นชอบในหลักการตามที่เสนอ  โดยให้กระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพหลักในการประสานงานกับกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งดำเนินการในโครงการที่มีความพร้อมและสามารถดำเนินการได้ทันที ภายใต้ระเบียบและกฎหมายโดยเป็นงบกลางกว่า 2,000 ล้านบาท

สำหรับโครงการชลประทานในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์  กรมชลประทานได้จัดทำโครงการระยะสั้น กลาง และระยะยาว   เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้กับอ่างเก็บน้ำห้วยเสนงจากเดิมที่มีความจุเพียง  20 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)  เป็นกว่า 30 ล้านลบ.ม.  การขุดลอก  อ่างอำปึล และโครงการขุดร่องชักน้ำ โดยโครงการระยะเร่งด่วนและระยะสั้นภายในปี  2563  ของจังหวัดสุรินทร์จะดำเนินการ ขุดลอกอ่างเก็บน้ำ  3 แห่ง คืออ่างเก็บน้ำห้วยเสนงระยะที่  2  เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำ เบื้องต้น 750,000ลบ.ม.  การขุดลอกอ่างเก็บน้ำอำปึล เพิ่มการเก็บน้ำอีก  750,000 ลบ.ม.  อ่างเก็บน้ำห้วยลำพอกเพิ่มน้ำอีก  1.2 ล้านลบ.ม.

นอกจากนี้จะปรับปรุงอ่างเก็บน้ำราชมงคลพร้อมอาคารเพื่อเป็นแหล่งน้ำสำรองของห้วยเสนง ปริมาณ 210,000 ลบ.ม. และ การทำแก้มลิงเกาะแก้วพร้อมอาคาร ปริมาณน้ำ 1 ล้านลบ.ม.    และปรับปรุงแหล่งน้ำ  4 แห่ง คือลำห้วยกระดาษ คลองบ้านสะกวน คลองบ้านตรม  คลองบ้านโคกสะอาด  รวมงบประมาณ 196  ล้านบาท   บางส่วนได้ดำเนินการแล้ว บางส่วนอยู่ระหว่างดำเนินการ

สำหรับโครงการระยะยาว(ปี2564-66)   กำหนดกรอบงบประมาณในปี  63  ประมาณ   1,800 ล้านบาทสำหรับการเพิ่มศักยภาพการเก็บน้ำของห้วยเสนง และอ่างอำปึลประกอบด้วย 1.โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำอ้างห้วยเสนง วงเงิน  1,000  ล้านบาท เพิ่มความจุน้ำ  10 ล้านลบ.ม.   อ่างฯอำปึล วงเงิน 800  ล้านบาท เพิ่มความจุ 10  ล้านลบ.ม.  และการขุดลอกแหล่งน้ำ  3 แห่งพื้นที่ตำบลศรีสุข อ.ศรีณรงค์ จ.สุรินทร์ 9.6  ล้านบาท    นอกจากนั้นให้มีการศึกษาการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำบริเวณชายแดนมาเติมอ่างห้วยเสนง   และศึกษาความเป็นไปได้โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำในลำชีน้อย อย่างไรก็ตามโครงการเหล่านี้อาจปรับเพิ่มหรือลดได้โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและทางจังหวัดร่วมพิจารณา

สำหรับจังหวัดบุรีรัมย์ กรมชลประทานได้วางโครงการเพื่อช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาน้ำให้เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ทั้งระยะเร่งด่วน  ระยะสั้นและระยาว  โดยระยะเร่งด่วนและระยะสั้น(ปี 63) มีโครงการขุดร่องชักน้ำจากอ่างเก็บน้ำห้วยตลาด ระยะทาง  1.8 กิโลเมตร และติดตั้งเครื่องสูบน้ำ   การผันน้ำจากเหมืองหินเก่าไปอ่างน้ำห้วยตลาดระยะทาง 10 กม. เพื่อผลิตประปา  และศึกษาการเพิ่มปริมาณกักเก็บน้ำอ่างห้วยจระเข้มาก และอ่างห้วยตลาด  ซึ่งจะขุดลอกเป็น 2ระยะ  รวมถึงการเพิ่มความจุอ่างฯสนามบิน และอ่างห้วยสวาย งบประมาณรวม  130  ล้านบาท

อีกทั้งจะทำระบบคลองผันน้ำ  7 แห่ง วงเงินรวม  379  ล้านบาท เพื่อเชื่อมบ้านตะโก-บ้านโคกยาง   วงเงิน  63 ล้านพื้นที่รับประโยชน์  350 ไร่  เชื่อมบ้านตะโกตาพิ -บ้านโคกเห็ด 65 ล้านบาท พื้นที่รับประโยชน์  200 ไร่ เชื่อมบ้านสุขสำราญ-บ้านราษฏร์นิยม 52 ล้านบาท พื้นที่ 350  ไร่  เชื่อมบ้านจะบกเค็ง-บ้านไสยา 78 ล้านบาท พื้นที่รับประโยชน์500 ไร่ เชื่อมบ้านสี่เหลี่ยม-ลำห้วยโสนราช  76 ล้านพื้นที่รับประโยชน์ 500 ไร่   เชื่อมบ้านเย้ยสะแก-อ่างห้วยตลาด 25 ล้านบาท พื้นที่รับประโยชน์  350 ไร่และคลองเชื่อมห้วยโสนราช วงเงิน 19 ล้านบาท

นอกจากนั้นจะทำแก้มลิง 2 แห่ง  วงเงิน  157 ล้านบาท   ได้แก่ลำปลายมาศ  115 ล้านบาท พื้นที่ประโยชน์ 3 พันไร่   และแก้มลิงพวงบ้านสี่เหลี่ยม วงเงิน  42 ล้านบาท พื้นที่รับประโยชน์  2 พันไร่   และระบบกระจายน้ำคลองผันน้ำลำปะเทีย -อ่างฯสนามบิน วงเงิน 48   ล้านบาท   และในระยะยาวในปี64-66  ให้มีการศึกษาความเหมาะสมเพื่อก่อสร้างแหล่งน้ำสำรองหรือโครงการผันน้ำ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับงบประมาณปี2563กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่จะเสนอเข้าการพิจารรณาของสภา โดยจัดเตรียมมาตรการรองรับภัยแล้งและอุทกภัย วงเงิน 39,624ล้านบาท แบ่งเป็นการป้องกันก่อนเกิดภัย การให้ความช่วยเหลือระหว่างเกิดภัยและการแก้ไขปัญหาระยะยาว เป็นการบริหารจัดการน้ำ วงเงิน10,281ล้านบาท การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย วงเงิน25,925ล้านบาท การพัฒนาปฏิบัติการฝนหลวงให้มีประสิทธิภาพ การปฏิบัติการฝนหลวง วงเงิน3,120ล้านบาท รวมทั้งงบประมาณบูรณาการของรัฐบาลในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ วงเงิน139,845ล้านบาท

ลุ้นเฮ!‘เฉลิมชัย’จับเข่าคุย‘ธรรมนัส’หั่นแจกที่ส.ป.ก.ให้ชาวบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/435510

ลุ้นเฮ!‘เฉลิมชัย’จับเข่าคุย‘ธรรมนัส’หั่นแจกที่ส.ป.ก.ให้ชาวบ้าน

ลุ้นเฮ!‘เฉลิมชัย’จับเข่าคุย‘ธรรมนัส’หั่นแจกที่ส.ป.ก.ให้ชาวบ้าน

วันเสาร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 08.49 น.

“เฉลิมชัย” เร่งถก “ธรรมนัส” กันพื้นที่ส.ป.ก.วังน้ำเขียว ออกจาก อุทยานแห่งชาติทับลาน ระบุเกษตรกร ผู้ยากไร้ รอที่ทำกินกว่า 8 แสนราย

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกรณีปัญหาพื้นที่ทับซ้อนส.ป.ก.วังน้ำเขียว กับพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานว่า หลังจากที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีคำวินิจฉัย ให้คืนพื้นที่ส.ป.ก.ภายใน 90 วัน โดยคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน มีผลตามมาตรา 157 ถ้าหน่วยงานไม่ปฏิบัติตาม เป็นการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งพื้นที่วังน้ำเขียว ได้มีประกาศเขตพระราชกฤษฎีกาปฏิรูปทีดิน ปี 21 และมติครม.ในปี36 ให้กันเขตปฏิรูปที่ดินกับพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน ให้แล้วเสร็จ ดังนั้นในสัปดาห์หน้าตนจะหารือกับร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯที่ดูแลสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.)เพื่อดำเนินการในพื้นที่ดังกล่าวโดยเร็ว ในเรื่องการกันแนวเขตพื้นที่ในแผนที่ของส.ป.ก. และแนวเขตพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติ ให้เกิดความชัดเจนจะสามารถนำพื้นที่มาใช้ประโยชน์จัดสรรให้เกษตกรเข้าทำกิน รวมทั้งแก้ไขปัญหา รีสอร์ท บ้านพักตากอากาศ โฮมสเตย์ ที่อยู่ในพื้นที่ทับซ้อน

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ขณะนี้เกษตรกรผู้ยากไร้ ขึ้นทะเบียนรอที่ดินทำกินกว่า 8 แสนรายทั่วประเทศ ซึ่งตนเห็นว่า เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องดำเนินการให้พื้นที่ส.ป.ก.ได้อยู่กับเกษตรกรตัวจริง ไม่ใช่นอมินี หรือนายทุนรายใหญ่ โดยตนจะให้นโยบายในทางปฏิบัติกับสำนักงานปฏิรูปที่ดินฯอีกครั้ง เพื่อแก้ไขปัญหาเรื้อรังของส.ป.ก.มีทั้งการซื้อขาย เปลี่ยนมือ บางแห่งเปลี่ยนสภาพไป มีการขยายตัวเป็นชุมชน จะต้องดำเนินการโดยไม่ขัดกับกฎหมายส.ป.ก.

โยนกันวุ่น! อธิบดีฯปัดตอบปมเลิกใช้3สารเคมี โบ้ยเค้นถาม’รมช.เกษตรฯ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/435377

โยนกันวุ่น! อธิบดีฯปัดตอบปมเลิกใช้3สารเคมี โบ้ยเค้นถาม'รมช.เกษตรฯ'

โยนกันวุ่น! อธิบดีฯปัดตอบปมเลิกใช้3สารเคมี โบ้ยเค้นถาม’รมช.เกษตรฯ’

วันศุกร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 16.18 น.

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2562 ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ น.ส.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงกรณี น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ ได้สั่งการให้กรมวิชาการเกษตร ชะลอการอนุญาตขอนำเข้าใหม่ และการออกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 5ฉบับ เกี่ยวกับการจำกัดการใช้วัถตุอันตราย 3 สารเคมีทางการเกษตร คือ พาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส โดยประกาศจะยกเลิกสารเคมีภายในปีนี้ จะเป็น1-2 ตัว ที่ต้องยกเลิกแน่นอนนั้น

โดย น.ส.เสริมสุข ตอบว่า ขอให้ไปถามรมช.เกษตรฯ ซึ่งเป็นผู้ให้ข่าวดังกล่าว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามอีกว่า กรมวิชาการเกษตร จะระงับการอบรมเกษตรกรกว่า 1.5 ล้านรายหรือไม่ เพราะเมื่อผ่านการอบรมสามารถซื้อสารเคมี 3 ชนิดไปใช้ได้

น.ส.เสริมสุข กล่าวอีกว่า ก็ไม่ทราบให้ไปถามคนที่ให้ข่าวนี้คือ รมช.เกษตรฯ

ข่าวที่เกี่ยวข้องคลิก : วงการค้า3สารพิษหนาวแน่! รมช.เกษตรฯลั่นสิ้นปีนี้จ่อแบน2ชนิด

6เดือนทำสำเร็จ! ‘เฉลิมชัย’เทงบ3.3หมื่นล้าน ลุยประกันราคายาง60บาทต่อกก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/435358

6เดือนทำสำเร็จ! 'เฉลิมชัย'เทงบ3.3หมื่นล้าน ลุยประกันราคายาง60บาทต่อกก.

6เดือนทำสำเร็จ! ‘เฉลิมชัย’เทงบ3.3หมื่นล้าน ลุยประกันราคายาง60บาทต่อกก.

วันศุกร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 15.53 น.

“เฉลิมชัย”เทงบ3.3หมื่นล้านบาท ลุยประกันราคายาง60บาทต่อกก. ลั่นระยะ6เดือนทำสำเร็จ ทำตามสัญญาเงินบาทแรกถึงมือเกษตรกรสวนยาง1.1ล้านรายเดือนต.ค.นี้ เร่งหยุดเลือดเกษตรกรขายยางขาดทุนมากว่า5ปี ระบุมั่นใจดันราคายางขึ้นแน่ พร้อมเดินหน้าเปิด”ตลาดไทยครอม”โค้ชราคายางเอง ทำประเทศไทยเป็นตลาดยางของโลก

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมมาตรการรักษาเสถียรภาพยางพาราร่วมกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่า โครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ในราคายางแผ่น 60 บาทต่อกิโลกรัม จะดำเนินการในช่วงระยะเวลา 6 เดือน เริ่มวันที่ 1 ตุลาคมนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำอย่างเร่งด่วน เพราะเกษตรกรสวนยางได้รับความเดือดร้อนมากว่า 5 ปีแล้ว เป็นนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล แต่ต้องการให้เป็นมาตรการระยะสั้นเพื่อใช้งบประมาณของรัฐน้อยที่สุด อีกทั้งต้องทำควบคู่ไปกับมาตรการระยะกลางและระยะยาวเพื่อให้ราคามีเสถียรภาพอย่างยั่งยืน โดยขั้นตอนการปฏิบัติต่อไปให้มีกฎหมายรองรับให้เชิญผู้แทนภาคเกษตรกรมาร่วมหารือด้วย

“โครงการประกันรายได้จ่ายตามจริง ให้กับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนบัตรสีเขียว ที่มีเอกสารสิทธิ์กว่า 1.1ล้านราย พื้นที่ไม่เกิน 25 ไร่ ซึ่งเกษตรกรถือบัตรชมพูที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์เข้าโครงการประกันรายไม่ได้กว่า 3 แสนราย ซึ่งจะพิจารณามาตรการช่วยเหลืออื่นๆ ต่อไป พื้นที่ขึ้นทะเบียนสำหรับพื้นที่มีเอกสารสิทธิ์ 13,326,540 ไร่ พื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ 3,874,850.77 ไร่ รวม 17,201,390.77 ไร่ ระยะเวลา  1 ตุลาคม 62 – กันยายน 63 และประกันรายได้ราคายางแผ่นดิบคุณภาพดี 60 บาทต่อกิโลกรัม น้ำยางสด 57 บางต่อกิโลกรัม และยางก้อนถ้วย 50 บาทต่อกิโลกรัม คิดพื้นที่ยางจากสวนยางที่อายุ 7 ปีขึ้นไป การจ่ายเงินชดเชย 2 เดือนครั้งคือ ตุลาคม 62 – พฤศจิกายน 62 ธันวาคม 62 – มกราคม 63 และกุมภาพันธ์ 63 วิธีการจ่ายนั้นจะจ่ายเข้าบัญชีเกษตรกรชาวสวนยางโดยตรงผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)” นายเฉลิมชัย กล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า กรอบงบประมาณนั้นให้ ธ.ก.ส.สำรองจ่ายไปก่อน และให้ ธ.ก.ส.เสนอขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 64 ประกอบด้วย งบประมาณสำหรับประกันรายได้ตามโครงการ งบประมาณชดเชยต้นทุนเงิน ธ.ก.ส. ค่าใช้จ่ายในการโอนเงินให้เกษตรกร และค่าบริหารโครงการเหมาจ่ายร้อยละ 1 ของวงเงินชดเชยรายได้เกษตรกรสวนยางในพื้นที่บัตรสีเขียวใช้งบประมาณรวม 33,223,564,056 บาท ผลผลิต 20 กิโลกรัมต่อไร่ต่อเดือน ได้ปริมาณผลผลิตรวม 267,000,000 กิโลกรัม

สำหรับกระบวนการดังนี้ ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์และผู้มีสิทธิ์แจ้งเข้าร่วมโครงการ 7 – 14 วัน ขั้นตอนตรวจสอบสิทธิ์จะดำเนินการตรวจสอบเอกสาร คณะทำงานระดับตำบลรับรองพื้นที่กรีดยางเดือนละ 1 ครั้ง ตรวจสอบพื้นที่ปลูกและพื้นที่เปิดกรีด กยท.จังหวัดนำรายชื่อเกษตรกรชาวสวนยางที่ผานการรับรองคณะทำงานระดับตำบลส่งให้ กยท.สำนักงานใหญ่ เพื่อส่งให้ ธ.ก.ส.สำนักงานใหญ่ ประกาศราคาอ้างแต่ละเดือน กยท.ประมวลผลและรวบรวมข้อมูลส่ง ธ.ก.ส.และ ธ.ก.ส.โอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกร แล้วเจ้ง กยท.ทราบ

“ผมยืนยันโครงการประกันรายได้ เพื่อหยุดเลือดเกษตรกรที่ขายยางขาดทุนมาหลายปี หากไม่เร่งทำจะราคายางจะถูกกดลงไปอีก เพราะเป็นเรื่องการเก็งกำไรในตลาด ดังนั้นจะทำให้เกิด “ตลาดไทยครอม” ทำให้ไทยเป็นตลาดกลางของพาราโลกให้ได้ ที่สามารถกำหนดราคายางในตลาดโลก ซึ่งโครงการประกันเกษตรกรสวนยางทุกราย ได้ประโยชน์บาทแรกเดือนตุลาคมนี้แน่นอน ประกันราคาในระยะเวลา 6 เดือน ให้โอกาสทุกฝ่ายยกระดับราคายางขึ้นมาได้ โดยทำเสร็จหมดทุกขั้นตอนปฏิบัติการแล้ววันนี้ที่ผ่านมาทำอย่างรอบครอบ ดูอย่างชัดเจนในเรื่องพื้นที่ปลูกยางที่มีเอกสารสิทธิ์  จำนวนเกษตรกร โดยนำผลผลิตปริมาณกรีดยางรายปี 220 กิโลกรัมต่อไร่ เป็นตัวคุมเพราะต้องการอุดช่องโหว่ในเรื่องการสวมสิทธิ เพื่อป้องกันการทุจริต หากพบว่าขั้นตอนใดรั่วไหลผมจะดำเนินการเด็ดขาดไม่ไว้หน้า ซึ่งการประชุมครั้งหน้าจะเชิญผู้ประกอบการ เกษตรกร ภาครัฐ มาหารือ และสุดท้ายเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือนนี้ พร้อมกับมีมาตรการดูดซับยางออกจากตลาด 5 แสนตัน ถึง 1 ล้านตัน ไปใช้หน่วยงานรัฐ มั่นใจว่าทุกมาตรการเดินพร้อมกันดึงราคายางขึ้นได้แน่” นายเฉลิมชัย กล่าว และว่า ตนไม่ได้เดินหนีปัญหา อ่านข่าวยังน้อยใจ ตนอยู่ที่นี่ 4 ปี มีความตั้งใจจริงอย่างมาก ต้องการแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรอย่างยั่งยืน

พร้อมกันนี้ได้มีคณะกรรมการโครงการประกันรายได้เกษตกรชาวสวนยางมี 4 ชุด ได้แก่ คณะกรรมการบริหารโครงการประกันรายได้ , คณะทำงานกำหนดราคากลางอ้างอิง , คณะกรรมการบริหารโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางระดับจังหวัด และคณะทำงานโครงการฯ ระดับตำบล รวมทั้งลดพื้นที่ปลูกยางพาราเพื่อลดผลผลิตที่ล้นตลาด โดยเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการควรปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นๆ เสริมสัดส่วนสวนยาง

“จะทำให้สำเร็จภายใน 6 เดือนทำทุกมาตรการทั้งการเจรจากับหน่วยงานต่างๆ เพิ่มการใช้ยางพาราในภาครัฐ เจรจาภาคเอกชนให้ช่วยแปรรูปและหาตลาด การกำหนดวันเริ่มโครงการ เกษตรกรขึ้นทะเบียนกับ กยท.ก่อนเดือนสิงหาคม ถ้าราคายางแผ่นดิบคุณภาพดีถึง 60 บาทต่อกิโลกรัม จะหยุดโครงการ เพื่อให้ราคาขึ้นตามกลไกลตลาด ซึ่งนายกรัฐมนตรีย้ำในที่ประชุม ครม.ทุกครั้ง ให้ทุกกระทรวงหาแนวทางการนำยางพาราไปใช้ประโยชน์” นายเฉลิมชัย กล่าว

ส.ป.ก.โชว์ผลสำเร็จจัดที่ดินให้เกษตรกรรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/435210

x

ส.ป.ก.โชว์ผลสำเร็จจัดที่ดินให้เกษตรกรรุ่นใหม่

วันศุกร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เปิดเผยว่า การจัดที่ดินทำกินให้เกษตรกรรุ่นใหม่ที่ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตร “สร้างและพัฒนาผู้นำเกษตรกรรุ่นใหม่” ในอ.ปางช่อง จ.นครราชสีมา” ส.ป.ก.นครราชสีมา 40 ราย โดยมอบหนังสือตกลงเข้าทำประโยชน์ที่ดินในเขตส.ป.ก. เป็นการชั่วคราว (ซึ่งจะใช้ระยะเวลารวมตลอดหลักสูตรประมาณ 2 ปี) โดยจะประเมินผลทุก 6 เดือน เพื่อเตรียมความพร้อมสนับสนุนสาธารณูปโภคให้เกษตรกรทำการเกษตรได้ จึงจะประเมินการทำประโยชน์ของเกษตรกรตามเงื่อนไขของโครงการ ก่อนอนุมัติตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ว่าด้วยหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกร ซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พร้อมกับมีการประเมินการเข้าทำประโยชน์ทุกๆ 6 เดือน และผ่อนผันได้ตามความพร้อมของเกษตรกร หากพร้อมและผ่านการฝึกอบรมจะได้รับมอบหนังสือตกลงเข้าทำประโยชน์ที่ดินในเขต ส.ป.ก. เป็นการชั่วคราว โดยกำหนดการใช้ที่ดินเป็น 2 ประเภทคือ แปลงที่อยู่อาศัยแปลงละ 2 งาน และแปลงเกษตรแปลงละ 2 ไร่ โดยให้เกษตรกรทดลองอยู่อาศัยและทำการเกษตรมาตั้งแต่ปี 2560

สำหรับแปลงพื้นที่ทำกินของชุมชนเกษตรกรรุ่นใหม่ (แปลงนกยูง) นี้ หลังส.ป.ก.ยึดคืนพื้นที่มาแล้วได้นำมาจัดสรรให้เกษตรกรรุ่นใหม่เข้าอยู่อาศัยและทำเกษตรกรรม โดย ส.ป.ก.เข้าก่อสร้างปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น บ่อบาดาลและระบบกระจายน้ำ ถนนหินคลุกสายซอยในแปลงเกษตร พร้อมประสานหน่วยงานบูรณาการตาม MOU อาทิ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)สนับสนุนงบประมาณสร้างที่อยู่อาศัย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคขยายเขตให้บริการไฟฟ้า นอกจากนี้ ส.ป.ก. ยังส่งเสริมพัฒนาให้เกษตรกรปรับปรุงบำรุงดิน อบรมอาชีพเกษตรกรรมทั้งปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ในรูปแบบอินทรีย์ อบรมการแปรรูปผลผลิต พร้อมทั้งสร้างตราสินค้าเพิ่มมูลค่า ตามนโยบายตลาดนำการผลิตสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มเกษตรกร

ปัจจุบันพื้นที่ทำกินของชุมชนเกษตรกรรุ่นใหม่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา แห่งนี้ ก้าวหน้ามากในการพัฒนาอาชีพและกิจกรรมการเกษตรที่หลากหลาย พัฒนาต่อยอดความคิดไปสู่การรวมกลุ่มการผลิตจนทำให้ชุมชนเข้มแข็ง และยังมองถึงการยกระดับพื้นที่ไปสู่การท่องเที่ยวเชิงเกษตรและศูนย์เรียนรู้เกษตรกรรมแบบอินทรีย์ โดยปี 2561 ชุมชนกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ (แปลงนกยูง)สร้างรายได้จากการทำการเกษตรในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดิน คิดเป็นมีรายได้รวม 2,195,662 บาท แบ่งเป็นรายได้จาก 1) การปลูกพืชผักผลไม้ 35 รายการ คิดเป็นรายได้ 1,216,090 บาท 2) เลี้ยงสัตว์ 5 รายการ คิดเป็นรายได้ 212,942 บาท และ 3) แปรรูปและอื่นๆ 9 รายการ คิดเป็นรายได้ 767,630 บาท จากแหล่งรายได้ที่กล่าวมาทำให้เกษตรกรรุ่นใหม่ในพื้นที่แปลงนกยูงพึ่งพาตนเองได้ มีอาชีพที่ยั่งยืน และยังเป็นผู้นำเกษตรกรให้เกษตรกรรอบพื้นที่และผู้สนใจทั่วไปด้วย

“ส.ป.ก.ตั้งใจสร้างอัตลักษณ์ให้พื้นที่ตรงนี้เป็น “แลนด์มาร์คหรือ แหล่งผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ชั้นเยี่ยมของส.ป.ก.” เพราะเกษตรกรรุ่นใหม่ทุกคนที่นี่ทำเกษตรกรรมแบบอินทรีย์ ประกอบกับพื้นที่อ.ปากช่องเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจ.นครราชสีมา ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จึงอยากให้เกษตรกรในพื้นที่ ส.ป.ก.เป็นส่วนหนึ่งในการเสิร์ฟผลผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้นักท่องเที่ยวที่เข้ามาพักผ่อนในอ.ปากช่อง” ดร.วิณะโรจน์ กล่าว

เกษตรฯเปิดมหกรรม สินค้าสหกรณ์ทั่วไทย ‘Fresh From Farm’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/435207

x

เกษตรฯเปิดมหกรรม สินค้าสหกรณ์ทั่วไทย ‘Fresh From Farm’

วันศุกร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แถลงข่าวการจัดงานมหกรรมสินค้าสหกรณ์ว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์กำหนดจัดมหกรรมสินค้าสหกรณ์ ในชื่องาน “Fresh From Farm เนื้อ นม ไข่ ผักผลไม้ พรีเมียม By CO-OP” โดยจัดทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค 16 จังหวัด ส่วนกลางจัดขึ้นที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา พระราม 3 กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 23-25 สิงหาคม และกระจายไปอีก 15 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี พะเยา พิษณุโลก เชียงราย เพชรบูรณ์ อุทัยธานี บุรีรัมย์ หนองคาย มหาสารคาม มุกดาหาร ศรีสะเกษ สกลนคร กาฬสินธุ์ ราชบุรีและยะลา เพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าคุณภาพของสหกรณ์ให้เข้าถึงผู้บริโภคทุกพื้นที่ ทั้งนี้ สินค้าที่จะนำมาจำหน่ายในงาน เน้นสินค้าปศุสัตว์ เนื้อ นม ไข่ รวมถึง ข้าวสาร ผักปลอดภัย ผลไม้ภาคใต้ และสินค้าแปรรูป อีกทั้ง ยังจัดเวทีเจรจาธุรกิจให้สหกรณ์มีโอกาสแลกเปลี่ยนเจรจาธุรกิจซื้อขายสินค้ากับผู้ประกอบการ นักธุรกิจเอกชน ผู้ส่งออกสินค้าเกษตร และหอการค้าจังหวัด ดังนั้น กรมส่งเสริมสหกรณ์ขอเชิญประชาชนเที่ยวชมเลือกซื้อสินค้าคุณภาพจากสหกรณ์โดยตรงได้ในงาน “Fresh From Farm” ซึ่งจัดขึ้น 16 จังหวัดกระจายตามภูมิภาคตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม เป็นต้นไป

เลาะรั้วเกษตร : ท่าจะไม่รอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/435206

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ท่าจะไม่รอด

วันศุกร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ช่วงนี้พรรคร่วมรัฐบาลต่างเร่งผลักดันงานต่างๆ ซึ่งเป็นนโยบายที่สัญญากับประชาชนไว้ตอนหาเสียง ที่ชัดเจนคือนโยบายกัญชาทางการแพทย์ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ผลักดันให้มีการสกัดน้ำมันกัญชาสูตรแพทย์แผนไทย ที่มี อย. รับรอง นำมาใช้รักษาโรคได้ พร้อมทั้งจะมีการตั้งคลินิกกัญชา ขึ้นในโรงพยาบาลนำร่อง 19 แห่ง ซึ่งผู้ป่วยสามารถขอน้ำมันกัญชาไปรักษาโรคได้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน ที่จะถึงนี้เป็นต้นไป…..สนุกละคราวนี้….

ไม่เพียงแต่หัวหน้าพรรคผลักดันเรื่องกัญชา ลูกพรรคอย่างรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ หญิงหนึ่งเดียว มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ยังผลักดันเรื่องสารเคมี 3 ชนิด คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ยืนยันว่ายังไงก็ต้องยกเลิกการใช้ให้ได้ภายในปี 2562 ถ้าทำได้อยากจะทำให้เสร็จภายในเดือนสิงหาคมนี้ด้วยซ้ำ….มกราคม 2563 สารเคมีต้องหายไปจากประเทศไทย…วัยรุ่นใจร้อนจริงๆ……

รัฐมนตรีช่วยฯ มนัญญา บอกว่า “เรื่องนี้ได้หารือกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขแล้ว จะไม่อนุญาตสิ่งผิดๆ จึงต้องทำให้เด็ดขาด ความปลอดภัยชีวิตคนไม่มีอะไรทดแทนได้”

ท่านพูดราวกับว่ารัฐมนตรีคนก่อนๆ ที่บริหารกระทรวงเกษตรฯมาหลายสิบท่าน แถมยังข้าราชการประจำอีกไม่รู้เท่าไร ทำสิ่งที่ผิดๆ มาโดยตลอด และไม่เด็ดขาด จึงทำให้ผู้คนต้องเสียชีวิตเพราะสารเคมีเหล่านั้น..ท่านใช้ตรรกะแบบแปลกๆ…ที่สำคัญคือแทนที่จะปรึกษาหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ท่านทำงานอยู่ หรือหารือกับกระทรวงอุตสาหกรรมที่มีปลัดกระทรวง เป็นประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย ท่านกลับหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่จะยกเลิกการใช้สารเคมีทางการเกษตร

รัฐมนตรีช่วยฯ มนัญญา ไม่ใช่จะยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดนี้เท่านั้น ท่านบอกว่า ปุ๋ย ยา สารเคมีชนิดอื่น ๆ ก็จะยกเลิกให้เร็วที่สุดด้วย….มาถึงตรงนี้…ท่านคงไม่เหมาะสำหรับที่จะมาดูแลกระทรวงเกษตรฯ เสียแล้ว…โลกของท่านสวยงามเกินไป..ถ้าท่านมองว่าสารเคมี ปุ๋ยเคมี คือปัญหาที่ต้องทำให้หมดไปจาประเทศไทย…….การเกษตรในอดีต และในปัจจุบัน คงไม่สามารถหล่อเลี้ยงชีวิตประชากรไทย รวมทั้งตัวท่าน ครอบครัวของท่าน และประชากรโลกบางส่วนมาได้จนถึงทุกวันนี้…

ถ้าพรรคภูมิใจไทย ผลักดันการยกเลิกการใช้สารเคมี หรือทำให้สารเคมีหายไปจากประเทศไทยได้จริง…ประวัติศาสตร์การเกษตรคงเปิดหน้าจารึกผลงานนี้ไว้ให้เกษตรกรรุ่นหลังได้ศึกษา…..

ว่าด้วยเรื่องการผลักดันนโยบายของพรรค….พรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่น้อยหน้า พยายามผลักดันนโยบายประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง และข้าว จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เกี่ยวก้อย เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ จากพรรคประชาธิปัตย์ และ อลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการ และเกษตรกร เคาะราคาไปแล้ว 3 พืช คือ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และ ข้าว

ยางพารา ชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนไว้กับการยางแห่งประเทศไทย จะได้รับการชดเชยส่วนต่างราคาที่เกษตรกรขายได้ กับราคาประกันที่กำหนดในเบื้องต้น ยางแผ่นดิบรมควันชั้น 3กิโลกรัมละ 60 บาท ยางแผ่นดิบคุณภาพดี กิโลกรัมละ 58 บาท และน้ำยางสด กิโลกรัมละ 56.50 บาท โดยจะชดเชยให้เกษตรกรรายละไม่เกิน 25 ไร่ ทั้งนี้การยางแห่งประเทศไทยต้องไปทำการบ้านหาสูตรการคำนวณใหม่ มิเช่นนั้นอาจจะต้องใช้งบประมาณเฉพาะการนี้ถึง 3 หมื่นล้านบาท มากกว่า 3 พืชรวมกัน

ปาล์มน้ำมัน ที่เปอร์เซ็นต์น้ำมัน 18% ประกันที่ราคากิโลกรัมละ 4 บาท โดยกำหนดให้เกษตรกรรายละไม่เกิน 25 ไร่ ส่วนต่างของราคาประกันกับราคาที่เกษตรกรขายได้ ธ.ก.ส.จะโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกร ณ วันที่เกษตรกรนำมาขาย

ข้าวประกันรายได้ให้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร สำหรับข้าวเปลือกเจ้า ความชื้น 15% ตันละ 10,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 30 ตัน ข้าวเหนียว ตันละ 12,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน ข้าวหอมมะลิ ตันละ 15,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 14 ตัน ข้าวหอมนอกพื้นที่ตันละ 14,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน ข้าวหอมปทุม ตันละ 11,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ตัน ราคาประกันดังกล่าวจะต้องผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (นบข.) ก่อน

ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องเสนอเข้า ครม. ให้ ครม. เห็นชอบก่อนเพราะการประกันรายได้ตามที่ว่ามานี้สำหรับ 3 พืช กระทรวงเกษตรฯ ตั้งวงเงินงบประมาณที่จะต้องใช้ไว้เกือบ 2 หมื่นล้านบาท…

การผลักดันนโยบายที่ชัดๆ ก็เห็นจะมีแต่ 2 พรรคนี้ ส่วนพรรคที่เป็นแกนนำตั้งรัฐบาลจริงๆ คงมัวแต่เจรจาต่อรองกับพรรคเล็กพรรคน้อย หรือมัวแต่ตอบคำถามสื่อเรื่องถวายสัตย์ปฏิญญาณอยู่…เลยยังไม่มีผลงานอะไรโดดเด่น…นอกจากไปกร่างผิดที่….ดูๆ แล้ว ท่าทางจะรอดไหมนี่…

แว่นขยาย

รมว.เกษตรฯรับปากทบทวนจ่ายค่าชดเชย จากการสร้างเขื่อนโปร่งขุนเพชร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/435123

รมว.เกษตรฯรับปากทบทวนจ่ายค่าชดเชย จากการสร้างเขื่อนโปร่งขุนเพชร

รมว.เกษตรฯรับปากทบทวนจ่ายค่าชดเชย จากการสร้างเขื่อนโปร่งขุนเพชร

วันพฤหัสบดี ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 17.03 น.

รมว.เกษตรฯ รับปากทบทวนจ่ายค่าชดเชยชาวบ้านจากการสร้างเขื่อนโปร่งขุนเพชร เร่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาด่วนที่สุด หลังยืดเยื้อมากว่า 20 ปี

22 ส.ค.62 นายธนา ชีรวินิจ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจากนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ รับเรื่องร้องเรียนจากผู้แทนชาวบ้านและเกษตรกรหมู่ที่ 4 ตำบลโคกสะอาด อำเภอหนองบัวระเหว จังหวัดชัยภูมิซึ่งได้รับผลกระทบจากโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำโปร่งขุนเพชร ทั้งนี้ผู้แทนชาวบ้านได้ขอให้ทบทวนการจ่ายค่าชดเชยจากการที่ต้องออกจากที่อยู่อาศัยและที่ทำกินซึ่งอยู่ในพื้นที่ โดยเรื่องดังกล่าวค้างมากว่า20ปีแล้ว

ทั้งนี้ โครงการสร้างอ่างเก็บน้ำโปร่งขุนเพชรได้รับอนุมัติจาก ครม. ให้เปิดโครงการเมื่อปี 2532 พื้นที่ก่อสร้าง 6,203 ไร่ กรมชลประทานได้จ่ายเงินชดเชยค่าขนย้ายแก่พื้นที่ที่สำรวจรังวัดแล้วครั้งแรก 272 แปลงในอัตราไร่ละ 8,000 บาท ในปี 2539 ครม. มีมติให้ชะลอโครงการหลังจากที่เจรจากับกลุ่มสมัชชาคนจน กระทั่งในปี 2555 ครม. มีมติให้กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินโครงการต่อให้แล้วเสร็จภายในปี 2557 กรมชลประทานจ่ายเงินชดเชยค่าขนย้ายจำนวน 260 แปลงในอัตราไร่ละ 50,000 บาท ทำให้ราษฎรที่ได้รับเงินค่าขนย้ายไร่ละ 8,000 บาทเรียกร้องให้จ่ายส่วนต่างให้เท่ากับกลุ่มที่ได้รับรายละ 50,000 บาทต่อไร่ ซึ่ง รมว.เกษตรฯ จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อติดตามการแก้ปัญหาของกรมชลประทานอย่างเร่งด่วน

ทางด้านนายสาคร สีใส ตัวแทนชาวบ้านกล่าวว่า รู้สึกซาบซึ้งที่ รมว.เกษตรฯ จะแก้ปัญหาที่ค้างคามานานให้เสร็จสิ้นและพอใจในการประชุมหารือในวันนี้ โดยมั่นใจว่าจะได้รับความเป็นธรรมจากผลการพิจารณาของคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นใหม่

ม.รังสิตกู้วิกฤต‘มังคุด’ราคาดิ่งเหว ช่วยชาวสวน จัดหนักตลาดนัดลานเเบร์ เเชร์มังคุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/435083

ม.รังสิตกู้วิกฤต‘มังคุด’ราคาดิ่งเหว ช่วยชาวสวน จัดหนักตลาดนัดลานเเบร์ เเชร์มังคุด

ม.รังสิตกู้วิกฤต‘มังคุด’ราคาดิ่งเหว ช่วยชาวสวน จัดหนักตลาดนัดลานเเบร์ เเชร์มังคุด

วันพฤหัสบดี ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 15.58 น.

ปัญหาผลผลิตมังคุดในปีนี้ออกสู่ท้องตลาดมากกว่าปีที่แล้วกว่า 140% ทำให้มังคุดล้นตลาดและราคาหน้าสวนตกลงไปอยู่ที่เพียงกิโลละ 7-8 บาทเท่านั้น ทำให้เกษตรกรชาวสวนเดือดร้อนกันถ้วนหน้า!! 

กระทั่งแนวคิดของ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ สั่งการอย่างเร่งด่วน ในการช่วยเหลือชาวสวนราคามังคุดเฉกเช่นเดียวเมื่อคราวปี 2559 ที่มหาวิทยาลัยรังสิตได้จัดกิจกรรมซับน้ำตาชาวนา ในโครงการข้าวแลกค่าเทอม

โดยในครั้งนี้ได้กำหนดมาตรการระยะสั้น 4 มาตรการเพื่อช่วยเหลือชาวสวนคือ  1. จัด “ตลาดนัดลานแบร์ แชร์มังคุด” ให้ชาวสวนได้นำมังคุดมาจำหน่ายโดยส่งตรงจากสวนทั่วประเทศ โดยมหาวิทยาลัยรังสิตจะเป็นตัวกลางระหว่างชาวสวน และผู้ซื้อในการจำหน่ายมังคุดระหว่างวันที่ 22-23 สิงหาคม 2562 เวลา 09.00-18.00 น. ณ บริเวณหน้าอาคารอาทิตย์ อุไรรัตน์ (อาคาร 1) มหาวิทยาลัยรังสิต

ทั้งนี้ภายในงานมีกิจกรรมประมูลมังคุดนาทีทอง บุฟเฟ่ต์มังคุดไม่จำกัดเวลา พร้อมรับฟังเวทีเสวนา “มังคุดเป็นได้มากกว่าที่คิด” การ Work Shop การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่ามังคุด และ Short Course การตลาดออนไลน์ในยุคดิจิทัล เป็นต้น 2. เปิดพรีออเดอร์ซื้อ-ขายมังคุดผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อรับออร์เดอร์มังคุดให้กับชาวสวนโดยตรง 4. ให้นักศึกษาที่เป็นลูกหลานชาวสวนขึ้นทะเบียนมังคุดแลกค่าเทอม และ 4. จัดหลักสูตรอบรม (ฟรี) ให้ความรู้เกี่ยวกับการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่ามังคุด กู้วิกฤตมังคุดไทยล้นตลาด รวมถึงจะจัดให้มีเวทีอภิปรายเพื่อแก้ปัญหาระยะยาวอีกด้วย

เรื่องนี้ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ที่ผ่านมาเกษตรกรไทยต้องเผชิญกับปัญหาและความทุกข์ยากลำบาก ต้องเผชิญกับปัญหาความเหลื่อมล้ำและพืชผลไม้ราคาตกต่ำ เกษตรกรไทยไม่สามารถกำหนดราคาเองได้ ต้องประสบกับปัญหากับดักทางการค้าของผู้ค้าต่างประเทศ รวมถึงระบบการค้าของไทยยังเป็นระบบการค้าแบบกึ่งผูกขาด ที่เปิดโอกาสให้พ่อค้าคนกลางและกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่มีอำนาจต่อรองได้มากกว่าเกษตรกร มิหนำซ้ำเกษตรกรไทยยังต้องเผชิญกับปัญหาสภาพอากาศที่แปรปรวน และยังขาดเทคโนโลยีนวัตกรรมด้านการเกษตรที่เข้าถึงและครอบคลุมทุกพื้นที่

แม้จะมีนโยบายการเกษตรในหลากหลายรูปแบบของรัฐบาลในทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมาแต่ก็ยังไม่สามารบรรเทาปัญหาของพี่น้องเกษตรกรไทยได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นมหาวิทยาลัยที่มุ่งมั่นในการปฏิรูปประเทศไทยไปสู่สังคมธรรมาธิปไตย ที่ไม่เคยทอดทิ้งพี่น้องคนไทยยามเดือดร้อน เรามีนวัตกรรมการเกษตร เทคโนโลยีชีวภาพ และอาหาร ที่เป็นแหล่งขุมทรัพย์พลังทางปัญญา เพื่อสร้างนวัตกรรมในการแก้ปัญหาด้านเกษตรไทย ที่เป็นทั้งงานหนัก งานเหนื่อย ต้องต่อสู้กับลมฟ้าอากาศที่แปรปรวนและคาดการณ์ไม่ได้

อย่างไรก็ตาม จัด “ตลาดนัดลานแบร์ แชร์มังคุด” ในครั้งนี้เป็นเพียงมาตรการระยะสั้น ที่มหาวิทยาลัยรังสิตจะร่วมแก้ปัญหากับพี่น้องเกษตรกรไทยไปด้วยกัน ซึ่งมาตรการระยะสั้นนี้ นอกจากการช่วยระบายผลผลิตของ พี่น้องเกษตรกร มังคุดไทย ผลไม้ไทยที่มีรสชาติอร่อย เป็นหนึ่งในราชินีผลไม้ที่ขึ้นชื่อของไทย เป็นทั้งไม้ผลที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ที่กำลังเผชิญกับปัญหาล้นตลาดและราคาตกต่ำที่สุดในรอบหลายสิบปี และยังคาดหวังว่า  เนื้อหาและสาระในการจัดงานครั้งนี้จะเป็นการร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมแก้ไขปัญหา มีความเข้าใจในเบื้องลึกถึงโครงสร้าง ปัญหาและการเปลี่ยนแปลงในภาคเกษตร และทำให้พี่น้องเกษตรกรไทยสามารถต่อยอดและเพิ่มมูลค่าผลผลิต เข้าถึงนวัตกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเราจะร่วมกันวางแผนยุทธศาสตร์และมาตรการแก้ไขในระยะยาวเพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรมไปด้วยกันต่อไป