ส่องสหกรณ์ : ข้าวกล้องหอมมะลิชั้นดีพิเศษ สหกรณ์การเกษตรปราสาท จำกัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434835

ส่องสหกรณ์ : ข้าวกล้องหอมมะลิชั้นดีพิเศษ  สหกรณ์การเกษตรปราสาท จำกัด

ส่องสหกรณ์ : ข้าวกล้องหอมมะลิชั้นดีพิเศษ สหกรณ์การเกษตรปราสาท จำกัด

วันพฤหัสบดี ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ข้าวกล้องหอมมะลิชั้นดีพิเศษ ผ่านการรับรองระบบ GMP เป็นข้าว GAP ที่ปลอดภัยจากสารเคมี บรรจุภัณฑ์แบบอัดสุญญากาศช่วยยืดอายุของผลิตภัณฑ์และคงคุณค่าของสารอาหารในข้าว ดีต่อสุขภาพ โดยมีคุณประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็น วิตามิน บี 1 ช่วยป้องกันโรคเหน็บชา วิตามิน บี 2 ช่วยป้องกันโรคปากนกกระจอกและอาการเบื่ออาหาร วิตามิน บีรวม  ช่วยป้องกันโรคปลายระบบประสาทอักเสบ บำรุงสมองบรรเทาอาการอ่อนเพลีย แคลเซียมและฟอสฟอรัส ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟัน ป้องกันการเป็นตะคริว เหล็กและทองแดง ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง แมงกานีส ช่วยกระตุ้นเอ็นไซม์และการเจริญเติบโตของร่างกาย รวมถึงมีเส้นใยอาหาร ช่วยป้องกันโรคท้องผูก โรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่และช่วยในระบบขับถ่ายอีกด้วย

นับว่าข้าวกล้องหอมมะลิชั้นดีพิเศษ เป็นข้าวคุณภาพอีกตัวเลือกหนึ่งที่คนรักสุขภาพห้ามพลาด เพราะนอกจากจะมีประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว ยังสะอาด มีกลิ่นหอม หุงขึ้นหม้อ เวลารับประทานจะรู้สึกได้ถึงความนุ่ม ทำให้เจริญอาหารมากขึ้น หากใครสนใจสามารถติดต่อได้ที่สหกรณ์การเกษตรปราสาท จำกัด เลขที่ 92 หมู่ 7 ถนนสุรินทร์-ช่องจอม ตำบลกังแอน อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ 32140 โทร. 0-4455-1326, 08-1955-5869 หรือ สามารถสั่งซื้อได้ที่ https://www.co-opclick.com

รายงานพิเศษ : ‘มังคุดลานสกา’ของดีแปลงใหญ่เมืองนครฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434836

รายงานพิเศษ : ‘มังคุดลานสกา’ของดีแปลงใหญ่เมืองนครฯ

รายงานพิเศษ : ‘มังคุดลานสกา’ของดีแปลงใหญ่เมืองนครฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

อำเภอลานสกา เป็นแหล่งผลิตมังคุดสำคัญของจ.นครศรีธรรมราช มีพื้นที่ปลูกทั้งสิ้น 20,879 ไร่ เนื้อที่ให้ผลผลิตแล้ว 17,989 ไร่ ผลผลิต 9,115 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 300 ล้านบาทต่อปี และชาวอ.ลานสกา แทบทุกคนเกิดและเติบโตมาในวิถีชีวิตของชาวสวนมังคุด จนอาจเรียกได้ว่าอ.ลานสกา คือ เมืองมังคุด ปัจจุบันชาวสวนมังคุด อ.ลานสกา รวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่มังคุด ร่วมกันผลิตและบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ทำการตลาดผ่านระบบการประมูล ส่งให้ผลได้ราคาดี ลดปัญหาพ่อค้ากดราคา

นายวิเชียรรัตน์ มัฌชิกะ ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอำเภอลานสกา (ศพก.) เปิดเผยว่า อำเภอลานสกา เป็นแหล่งผลิตมังคุดมากที่สุดในจ.นครศรีธรรมราช ที่ผ่านมาเกษตรกรต่างคนต่างผลิตต่างคนต่างขาย ทำให้ได้รับผลกระทบราคาตกต่ำ จึงรวมกลุ่มบริหารจัดการภายใต้โครงการส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ โดยเปิดจุดรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรใน 3 จุด ใน 2 ตำบล ได้แก่ ตำบลลานสกา 2 จุด และตำบลขุนทะเล 1 จุด จากนั้นนำผลผลิตทั้งหมดมาคัดแยกขนาดที่ ศพก.ลานสกา แล้วเปิดให้ผู้สนใจเข้ามาประมูล ซึ่งที่ผ่านมาเปิดประมูลทุกวัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน และคาดว่าจะเปิดประมูลไปจนสิ้นฤดูกาลผลิตประมาณต้นเดือนกันยายน ปัจจุบันมังคุดลานสกากระจายผลผลิตออกสู่ตลาดไปแล้วประมาณ 4 พันตัน จากทั้งหมด 9 พันกว่าตัน โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ช่วยกันกระจายผลผลิตผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอลานสกา

สำหรับแนวทางการบริหารจัดการประมูลมังคุดของกลุ่ม ได้กำหนดกติกาให้สมาชิกต้องเก็บผลผลิตมังคุดตั้งแต่ระยะเข้าสี ไม่ปนดิบ ไม่ปนลูกแตก ไม่ตกดิน โดยให้สมาชิกส่งผลผลิต ณ จุดคัดแยกตั้งแต่เวลา 13.00-18.00 น. ของแต่ละวัน ถ้าไม่สามารถส่งผลผลิตได้ก่อนเวลากำหนด สมาชิกสามารถโทร.แจ้งน้ำหนักผลผลิตทั้งหมดล่วงหน้าได้ โดยกลุ่มจะหักค่าใช้จ่าย 2 บาท/กิโลกรัม เป็นค่าดำเนินการ เมื่อมังคุดของสมาชิกถูกคัดแยกเกรดแล้ว สมาชิกต้องตรวจทานใบส่งของให้ถูกต้อง ก่อนลงชื่อรับทราบยอดน้ำหนักทั้งหมด และให้นำใบส่งของมารับเงินค่ามังคุดในวันถัดไป ส่วนผู้สนใจเข้าประมูลสามารถยื่นซองราคาได้ตั้งแต่เวลา 15.00-18.00 น.ของทุกวัน โดยสามารถให้ราคาได้เฉพาะเบอร์ที่ผู้ประมูลต้องการเท่านั้น และจะเปิดซองเวลา 18.00 น. ของทุกวัน ผู้ให้ราคาสูงสุดแต่ละเบอร์จะเป็นผู้ชนะ หากมีผู้ให้ราคาสูงสุดมากกว่า 1 ราย ผู้ยื่นราคาก่อนในแต่ละวันจะเป็นผู้ชนะ สำหรับราคาประมูล จะเป็นราคา ณ จุดรวบรวมผลผลิตของกลุ่ม และถือเป็นราคาที่ผู้ยื่นประมูลพึงพอใจซื้อมังคุด ณ วันนั้นๆ โดยตรวจเช็ค รับทราบคุณภาพของมังคุดในแต่ละเกรดแล้ว โดยการซื้อขายจะสิ้นสุดเมื่อผู้ประมูลรับผลผลิต ณ จุดรวบรวมและชำระเงินก่อนรับผลผลิตมังคุด อีกทั้งผู้ชนะการประมูลจะต้องรับภาระในการขนส่งสินค้าเอง

หลังจากเกษตรกรรวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่ ส่งผลให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ราคาสูงขึ้นมีความมั่นคงทางการตลาด ราคาประมูลเฉลี่ยมังคุดเบอร์ 1 ผิวมันลูกใหญ่ ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 43.82 บาท เบอร์ 2 ผิวลายลูกใหญ่ ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 27.96 บาท เบอร์ 3 ผิวมันลูกเล็ก ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 22.80 บาท เบอร์ 4 ตกไซส์ ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 18.49 บาท และเบอร์ 5 ลูกดำ ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 13.67 บาท (ราคา ณ วันที่15 กรกฎาคม-5 สิงหาคม) ซึ่งถือว่าเกษตรกรขายได้ราคาดีกว่าต่างคนต่างขาย นอกจากนี้ ทางกลุ่มยังกระจายผลผลิตไปยังเครือข่ายอื่น เช่น กลุ่มสหกรณ์และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดตามภูมิภาคต่างๆ ยกตัวอย่างที่ผ่านมา ทางกลุ่มจัดส่งมังคุดไปยังสหกรณ์เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด ภายใต้โครงการข้าวแลกมังคุด 3,000 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 25 บาท จัดส่งให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 3,000 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 25 บาท จัดส่งให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดสุรินทร์ 12,000 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 35 บาท ซึ่งเครือข่ายต่างๆ ที่รับซื้อผลผลิตมังคุดแปลงใหญ่ลานสกาไป ต่างชื่นชอบในรสชาติและคุณภาพของผลผลิตที่กลุ่มคัดสรรอย่างดี และขณะนี้ ยังมีออเดอร์จากอีกหลายเครือข่ายที่อยู่ระหว่างการจัดส่ง “การรวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่ ส่งผลดีต่อเกษตรกรมาก ทั้งเรื่องวางแผนการผลิตที่ไม่ทำให้ล้นตลาด ช่วยลดต้นทุนการผลิตจากการลดใช้สารเคมี และพัฒนาการผลิตให้ได้มังคุดคุณภาพที่ต้องการของตลาด สิ่งสำคัญคือ ช่วยแก้ปัญหาเรื่องราคาผลผลิตตกต่ำได้อย่างดี ด้วยการรวบรวมผลผลิตเพื่อให้ผู้สนใจเข้ามาประมูล ลดปัญหาพ่อค้ากดราคาหรือฮั้วราคากัน เมื่อเป็นแปลงใหญ่แล้ว ยังประสานกับเครือข่ายอื่นๆ ทั้งที่เป็นแปลงใหญ่ด้วยกันและภาคเกษตรอื่นๆ เพื่อกระจายสินค้าได้อีกด้วย”นายวิเชียรรัตน์ กล่าว

 

ซอกแซกอาเซียน : 22 สิงหาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434833

566101

ซอกแซกอาเซียน : 22 สิงหาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

มาลุ้นกันต่อกับทริปการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านเกษตร ประมงและป่าไม้ หรือ SSOM AMAF Meeting ซึ่งปีนี้จัดขึ้นที่เมืองเว้  ประเทศเวียดนาม ของผมและคณะแอปเตอร์ ที่เล่าค้างไว้เมื่อสัปดาห์ที่ก่อนกันครับ หลังจากที่เครื่องบินการบินไทย เดินทางไปถึงสนามบินโฮจิมินห์เป็นเวลาก่อนที่เครื่องบินเวียดนามแอร์ไลน์ส จะออกเพียงประมาณ 40 นาทีเท่านั้น แน่นอนว่าเมื่อเครื่องเข้าหลุมจอด พวกเราต่างทำใจแล้ว ว่าตกเครื่องแน่นอน และถ้าตกจริง เวลาที่จะออกเที่ยวต่อไปต้องรอจนเย็นโน่น และก็ไม่แน่ใจอีกว่า จะมีที่นั่งเหลือหรือเปล่า แต่ถึงกระนั้น พวกเราก็ต้องเสี่ยง เพราะต้องต่อสู้ต่อไปจนกว่าจะรู้แพ้รู้ชนะ

พวกเรารอเข้าคิวตรวจคนเข้าเมือง และก็วิ่งแข่งกันไปรอรับกระเป๋า จนได้ครบเหลือเวลาออกบินเที่ยวต่ออีกเพียงสิบนาที ใช้เวลาลากกระเป๋าวิ่งฝ่าฝูงชนที่ขวักไขว่ราวกับหนอน จากเทอร์มินัลระหว่างประเทศไปยังเทอร์มินอลในประเทศอีกประมาณ 5 นาที (ตรงเป๊ะอย่างที่ศึกษามาแล้ว) วิ่งเข้าไปที่เคาน์เตอร์ ปรากฏว่าผู้โดยสารทุกคนไปขึ้นเครื่องหมดแล้ว เหลือเจ้าหน้าที่สายการบินเวียดนาม 2-3 คน ยืนทำหน้ายักษ์ ถือบอร์ดดิ้งพาส หรือบัตรขึ้นเครื่องบินของพวกเราปึกหนึ่ง (เพราะคนไทยมีราวยี่สิบคน) รีบดูพาสปอร์ตที่ละคนแล้วไล่ให้พวกเราลากกระเป๋าขึ้นไปชั้น 2 เพื่อลากไปโหลดที่เครื่องบินด้วยตัวเอง คือ สรุปแล้วทันครับ แต่ทันด้วยความทุลักทุเลและเหนื่อยสุดๆ เข้าใจว่าทางสายการบินเวียดนามก็คงทราบว่าเครื่องต้นทางดีเลย์ เลยรอ และอีกอย่างเพราะพวกเรามีมาก เป็นคนกลุ่มใหญ่ เขาจึงรอ ทุกคนโล่งอก ไม่ต้องยุ่งยากหาเครื่องใหม่ บางคนตัดพ้อสายการบินแห่งชาติเดียวกันเองว่า ที่บอกว่า รักคุณเท่าฟ้าน่ะ รักจริงหรือเพียงพูดไปงั้นๆ เท่านั้น

ผมเล่าเหตุการณ์ข้างต้น เป็นสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ไม่ได้มีเจตนาจะวิจารณ์ว่าถูกไม่ถูกหรือตำหนิติเตียนใครแต่ประการใด เพราะเชื่อว่ามันต้องมีสาเหตุจำเป็นอะไรสักอย่าง คงไม่มีใครอยากจะผิดนัดหรอก และเท่าที่นั่งเครื่องบินทุกวันนี้ การดีเลย์หรือขึ้นบินช้ากว่าเวลากำหนดนั้น ก็เป็นสิ่งที่เห็นอยู่เป็นประจำ จนแทบจะไม่ค่อยเห็นเครื่องบินที่ขึ้นตรงต่อเวลาเลย ที่เมียนมามีครั้งหนึ่งที่ผมและคณะเดินทางมาถึงสนามบินย่างกุ้งช้ากว่ากำหนด เนื่องจากการจราจรคับคั่งมาก คำนวณการเดินทางผิด คิดว่าอย่างไรเสียก็คงต้องนอนค้างอีกคืนแน่ๆ แต่ปรากฏว่าเครื่องการบินไทยดีเลย์ไปเป็นชั่วโมง และทางผู้ใหญ่เมียนมาได้ส่งคนไปคุยกับเคาน์เตอร์เช็คอินก่อน เราเลยได้กลับกรุงเทพฯคืนนั้น กลับกลายเป็นว่า เครื่องดีเลย์แล้วเป็นผลดีซะอีก ขอบคุณครับ

ที่การประชุม SSOM AMAF Meeting นี้ ผมต้องนำเสนอผลการดำเนินงานของแอปเตอร์ต่อที่ประชุมตามระเบียบวาระที่ฝ่ายเลขานุการการประชุม หรือสำนักเลขาธิการอาเซียนจัดให้ ซึ่งก็เหมือนกันกับการประชุมทุกครั้ง มีสาระของผลการดำเนินงานของแอปเตอร์สำหรับคราวนี้ ได้แก่ ความสำเร็จในการเริ่มต้นทำ Tier 1 ระหว่างญี่ปุ่น ในฐานะประเทศผู้ขาย กับฟิลิปปินส์ ในฐานะของประเทศผู้ซื้อ จำนวนข้าวสาร 10,000 ตัน การได้รับบริจาคข้าวเพื่อช่วยเหลือประเทศผู้ประสบภัยตาม Tier 3 รวมกันจำนวน 4,000 ตันเศษ จากประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ การเผยแพร่ข้อมูลสถานการณ์ด้านความมั่นคงอาหารในภูมิภาค การประชาสัมพันธ์ การขยายเวลาบริจาคเงินทุนสนับสนุนการดำเนินงานของแอปเตอร์ในเฟส 2 ระหว่างปี 2518-2522 และการแก้ไขเอกสารแนบของความตกลงแอปเตอร์ ซึ่งประเทศสมาชิกต้องเร่งรัดให้สัตยาบัน เป็นต้น

การนำเสนอของผมนั้นต้องเสนอ 2 ครั้ง คือ ครั้งแรก ในที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเฉพาะของอาเซียน 10 ประเทศก่อน และอีกครั้ง คือเสนอในที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสของอาเซียน+3 ซึ่งรวมจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ จากนั้นหากมีผู้สนใจจะสอบถามก็ต้องตอบไป โชคดีที่การประชุมครั้งนี้ไม่มีท่านใดสงสัยประเด็นใด มีแต่ชื่นชมและขอบคุณแอปเตอร์ที่กรุณาประสานงานนำข้าวไปช่วยเหลือประชาชนผู้ทุกข์ยาก รวมทั้งขอบคุณประเทศผู้บริจาคข้าว จึงจบเสร็จสิ้นในส่วนการนำเสนอของแอปเตอร์ไปด้วยความเรียบร้อยและงดงามเหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมาครับ

การประชุมกันในหัวข้อหรือระเบียบวาระอื่นๆ ผลเป็นอย่างไรผมและทีมงานแอปเตอร์ไม่อาจล่วงรู้ได้ เพราะเขาไม่อนุญาตให้เข้าไปร่วมประชุม หรือเข้าไปฟัง เนื่องจากไม่เกี่ยวข้อง พวกเราเลยต้องนั่งพักกันในห้องพิเศษที่เจ้าภาพจัดให้ รอกันอยู่อย่างนั้นแหละทั้งวัน ไม่ต่างจากตอนที่เมื่อครั้งหนึ่งต้องไปสแตนด์บายรอคอยเพื่อชี้แจงงบประมาณแผ่นดินที่รัฐสภาสมัยที่ทำงานที่กรมการข้าวเลยครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

กรมประมงเตรียมเปิดบ้าน โชว์สุดยอดงานวิจัย27-28ส.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434831

x

กรมประมงเตรียมเปิดบ้าน โชว์สุดยอดงานวิจัย27-28ส.ค.

วันพฤหัสบดี ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายถาวร จิระโสภณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กรมประมงให้ความสำคัญในการพัฒนาภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด เพื่อรองรับและแก้ปัญหาขาดแคลนทรัพยากรสัตว์น้ำจืด ตลอดจนผลักดันการศึกษาวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ พร้อมปรับรูปแบบการบริหารจัดการระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อลดความสูญเสียในกระบวนการผลิต ประกอบกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด กรมฯจึงจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดเศรษฐกิจ เพื่อนำไปสู่การผลิตแบบแปลงใหญ่ (เปิดบ้านงานเด่น กพจ.) ระหว่างวันที่ 27-28 สิงหาคม 2562 ที่ ห้องประชุมอานนท์ กรมประมง

ทั้งนี้ ภายในงานมีการเสวนา “ทิศทางการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดเศรษฐกิจ” จากหน่วยงานภาครัฐ โดยผู้แทนสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร หน่วยงานเอกชน โดยคณะกรรมการ การส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธะสัญญา สมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาไทย และสมาคมการค้าส่ง – ปลีกไทย ตลอดจนมีเปิดเวทีโชว์ผลงานวิจัยที่โดดเด่นจากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดจากทั่วประเทศ กว่า 42 ศูนย์วิจัยฯ และอีก 6 กลุ่มวิจัยฯ ภายใต้สังกัดกองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด กรมประมง

นอกจากนี้ มีการบรรยายผลงานวิจัยในหัวข้อที่น่าสนใจ อาทิ (1) นวัตกรรมเพื่อลดต้นทุนการผลิตลูกพันธุ์ปลานิลคุณภาพ (2) ต้นแบบความสำเร็จ แปลงใหญ่สัตว์น้ำจืด 4.0 (3) ยกระดับงานวิจัย กพจ. สู่ความมั่นคงในอาชีพของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (4) มารู้จักปลากับกาสะลอง (5) มิติใหม่ของการนำผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์และการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านสัตว์น้ำสวยงามและพรรณไม้น้ำเพื่อการส่งออกสู่ตลาดโลก อีกทั้ง ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด อาทิ นิทรรศการโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ (สัตว์น้ำจืด) นิทรรศการวิจัยและพัฒนาประมงยอดดอยและพื้นราบสู่ผลสัมฤทธิ์เกษตรกรประมง เขต 1 เป็นต้น

กษ.จัดระดมสมองฟื้นฟูปฐพีฯ วางแผนใช้ไอทีพัฒนาทรัพยากรดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434832

x

กษ.จัดระดมสมองฟื้นฟูปฐพีฯ วางแผนใช้ไอทีพัฒนาทรัพยากรดิน

วันพฤหัสบดี ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานประชุมวิชาการกรมพัฒนาที่ดิน ปี 2562 “ฟื้นฟูปฐพี ด้วยเทคโนโลยีพัฒนาที่ดิน”ว่า กรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานที่ดําเนินการวิจัยด้านจัดการทรัพยากรดินและที่ดิน โดยแต่ละปีดําเนินงานวิจัยสาขาต่างๆ ได้แก่ ด้านอนุรักษ์ดินและน้ำ ปรับปรุงบํารุงดินด้วยอินทรียวัตถุ ปรับปรุงดินเสื่อมโทรม ดินเปรี้ยว ดินอินทรีย์ ดินเค็ม สํารวจ วิเคราะห์ วางแผนการใช้ที่ดิน เทคโนโลยี สารสนเทศ และเทคโนโลยีชีวภาพทางดิน เพื่อให้ได้คําตอบของเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการจัดการทรัพยากรดิน น้ำและพืชในพื้นที่ดินที่มีปัญหา เพื่อลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพและผลผลิตทางการเกษตรโดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น การจัดองค์ความรู้เพื่อถ่ายทอดให้เกษตรกรนําไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจัดประชุมวิชาการกรมพัฒนาที่ดิน ระหว่างวันที่ 18 – 20 สิงหาคม 2562 ที่อ.ปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อให้นักวิชาการสาขาต่างๆแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นและประสบการณ์ นำไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหาและจัดการทรัพยากรดินและที่ดินในพื้นที่ของเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

โอกาสนี้ รมช.เกษตรฯมอบนโยบายสำคัญ ประกอบด้วย 1) ป้องกันเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ และสืบสาน รักษา ต่อยอดศาสตร์พระราชา และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นหลักสำคัญในการทำงาน 2) ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่เหมาะสม ไม่ก่อให้เกิดภาระะทางการเงินการคลังของภาครัฐ 3) ส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร รณรงค์ให้ลด ละ เลิก การใช้สารเคมี ส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรให้ผลิตสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าสูง และมีโอกาสทางเศรษฐกิจ ตลอดจนส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้คุณภาพมาตรฐานและปลอดภัย 4) พัฒนาแหล่งน้ำชุมชน ให้มีระบบจัดการน้ำชุมชนเหมาะสม พร้อมส่งเสริม ฟื้นฟู อนุรักษ์ พื้นที่ต้นน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ พื้นที่พักน้ำ แหล่งน้ำธรรมชาติ น้ำบาดาล ส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมบริหารจัดการน้ำในชุมชน ตามแนวพระราชดำริ และ 5) ช่วยเหลือเกษตรกรและพัฒนานวัตกรรม โดยจัดพื้นที่การเกษตร ให้สอดคล้องกับระบบบริหารจัดการและคุณภาพดินตาม Agri-Map

น.ส.เบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า กิจกรรมในงานประกอบด้วย การพัฒนาศักยภาพ และสร้างเครือข่ายระหว่างนักวิชาการกรมพัฒนาที่ดิน ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เน้นการมีส่วนร่วมของนักวิชาการกรมพัฒนาที่ดิน และกิจกรรม Side Events รวมทั้งมีการถอดบทเรียนกรณีศึกษาเพื่อเป็นแนวทางพัฒนาหมอดินอาสาสู่เกษตรดีเด่นแห่งชาติ การแลกเปลี่ยนข้อคิดระหว่างนักวิชาการกรม เพื่อเป็นการพัฒนาสร้างเครือข่าย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์องค์ความรู้ด้านการจัดการทรัพยากรดินและที่ดิน และถ่ายทอดสู่เกษตรนำไปใช้ในการปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป

‘เฉลิมชัย’รับปาก! ดันประกันรายได้ชาวสวนยาง เห็นราคา60บาทต่อกก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434964

'เฉลิมชัย'รับปาก! ดันประกันรายได้ชาวสวนยาง เห็นราคา60บาทต่อกก.

‘เฉลิมชัย’รับปาก! ดันประกันรายได้ชาวสวนยาง เห็นราคา60บาทต่อกก.

วันพุธ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 20.06 น.

“เฉลิมชัย”รับปาก! ดันประกันรายได้ชาวสวนยางได้เห็นราคา60บาทต่อกก. กยท.คาดใช้งบ3.5-3.7หมื่นล้านบาท

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางพารา ว่า จะสรุปผลการประชุมครั้งหน้าวันที่ 23 สิงหาคมนี้ ก่อนนำเข้าคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งจะเดินหน้านโยบายรายได้ประกันยางแผ่นชั้น 3 กิโลกรัมละ 60 บาท แน่นอน

ด้านแหล่งข่าวจากการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 23 สิงหาคมนี้ จะสรุปชัดเจนในเรื่องกรอบวงเงินใช้ในโครงการประกันรายได้สวนยางงบประมาณที่จะต้องกู้ผ่าน ธ.ก.ส.จ่าย 3.5 หมื่นล้าน ถึง 3.7 หมื่นล้านบาท ส่วนเกณฑ์การดำเนินงาน ฐานจากจำนวนเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท.และพื้นที่ปลูกยาง 15 ล้านไร่ ราคาประกันรายได้ และราคาอ้างอิงชนิดยางประจำเดือน กับปริมาณผลผลิตยางตามเนื้อที่กรีดยาง เฉลี่ย 240 กิโลกรัมต่อไร่/ต่อปี ประกันรายได้ รายละ 25 ไร่ สวนยางอายุ 7 ปีขึ้นไป

วงการค้า3สารพิษหนาวแน่! รมช.เกษตรฯลั่นสิ้นปีนี้จ่อแบน2ชนิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434906

วงการค้า3สารพิษหนาวแน่! รมช.เกษตรฯลั่นสิ้นปีนี้จ่อแบน2ชนิด

วงการค้า3สารพิษหนาวแน่! รมช.เกษตรฯลั่นสิ้นปีนี้จ่อแบน2ชนิด

วันพุธ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 17.10 น.

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2562 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยความคืบหน้าในการแบน 3 สารเคมี ‘พาราควอต ไกลโฟรเซต คลอร์ไพริฟอส’  ว่าตนได้สั่งตั้งคณะกรรมการชุดเล็กเพื่อศึกษาผลกระทบจาการใช้สารเคมีภายใน 15 วัน ประกอบด้วยกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อเร่งศึกษาผลกระทบการใช้สาร 3 ตัวนี้ ซึ่งภายในสิ้นปีนี้จะแบนแน่นอน 1-2 ตัว ทั้งนี้จะไม่มีสารตัวอื่นนำเข้ามา เพราะที่ใช้อยู่ปัจจุบันก็ไม่ดีแล้วมีผลเสียต่อสุขภาrและสิ่งแวดล้อม จะไม่มีการอนุญาตตัวอื่นให้นำเข้ามาขาย

‘พรรคภูมิใจไทย ให้สิทธิเสรีภาพดิฉัน ตัดสินใจได้เองทุกอย่าง ดังนั้นนายทุน หรือใครมาวิ่งเต้นยาก และกระทรวงเกษตรฯอยู่สูง วิ่งลำบาก อีกทั้งยืนยันไม่มีนายทุนพรรคค้าสารเคมี ปุ๋ยยา มาติดต่อเคลียร์กับพรรค หรือมีใบสั่ง ยืนยันอีกครั้งไม่มีอะไรทั้งสิ้น พรรคให้สิทธิจัดการตรงนี้ ภายในปีนี้ สั่งแบนแน่นอน 1-2 ตัว หรือ 3 ตัวต้องรอผลกระทบ จากกระทรวงสาธารณสุขถึงผลศึกษาสารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตร โดยส่วนตัวอยากยกเลิก แต่ต้องทำอย่างรอบครอบ’ น.ส.มนัญญา กล่าว

ผุดสหกรณ์ซุปเปอร์มาเก็ตทั่วประเทศ นำร่องนครปฐม-ผลักดันโคเนื้อสร้างชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434901

ผุดสหกรณ์ซุปเปอร์มาเก็ตทั่วประเทศ นำร่องนครปฐม-ผลักดันโคเนื้อสร้างชาติ

ผุดสหกรณ์ซุปเปอร์มาเก็ตทั่วประเทศ นำร่องนครปฐม-ผลักดันโคเนื้อสร้างชาติ

วันพุธ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 16.59 น.

1 สิงหาคม 2562 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในงานแถลงข่าวมหกรรมสินค้าสหกรณ์ เฟส ฟรอม์ ฟาร์ม ที่นำสินค้าคุณภาพ กลุ่มเนื้อ นม ไข่ ผักผลไม้ พรีเมี่ยม บายโคออฟ มาจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำในกรุงเทพฯ และเตรียมจัดไปจัดงานในอีก 15 จังหวัดทั่วประเทศ ว่าการนำสินค้าจากสหกรณ์ซึ่งผลิตของดีจากทั่วประเทศ มาจัดงานเพื่อต้องการให้คนไทยรู้ว่าสหกรณ์การเกษตรของไทย มีสินค้ามีคุณภาพดี มีความสดใหม่ และรายได้จากการจำหน่าย นำไปสู่สมาชิกสหกรณ์ ตามนโยบายของรัฐบาล และพรรคภูมิใจไทย ในเรื่องหลักการแบ่งปันกำไรให้กับชุมชน

ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ คือการผลักดันให้เกิดซุปเปอร์มาเก็ตสหกรณ์ในทุกจังหวัด เพื่อเป็นศูนย์รวบรวมผลผลิตสหกรณ์ที่มีคุณภาพให้ประชาชนในพื้นที่ได้ซื้อของดี ราคาเป็นธรรมอย่างทั่วถึง

“จะนำร่องจังหวัดนครปฐม ซึ่งมีความพร้อมทั้งสถานที่และสมาชิกสหกรณ์ ความหลากหลายสินค้า นม เนื้อ ผัก ผลไม้ สินค้าแปรรูปต่างๆ จะเปิดให้เร็วที่สุด โดยสหกรณ์ซุปเปอร์มาเก็ตนี้จะเป็น “มนัญญาโมเดล”ในการนำสินค้าสหกรณ์ให้เข้าถึงผู้บริโภคทุกพื้นที่ และต่อไปจะกระจายไปเปิดทุกจังหวัด ดิฉันเกิดไอเดียในวันนี้ เพราะเห็นว่าสินค้าสหกรณ์มีความหลากหลาย สามารถสร้างรูปแบบการขายที่สร้างโอกาส สร้างรายได้ ให้กับสหกณ์ และกลับคืนสู่สมาชิกเกษตรกรได้มากขึ้น ในสินค้าอุปโภค บริโภคที่เป็นสินค้าหลักในชีวิตประจำวัน เช่น กาแฟ เนื้อ ข้าวสาร โดยเฉพาะเนื้อโคของไทย ในฐานนะที่ดิฉัน ทานเนื้อตั้งแต่เกิด ไปทานมาหลายประเทศทั่วโลก ขอการันตีว่าเนื้อโคของไทย อร่อยที่สุด แม้ว่าประเทศไหนที่ว่าอร่อย แต่พอไปลองทาน ก็ได้สรุปว่าสู้เนื้อโคบ้านเราไม่ได้ ดังนั้นจะพยายามส่งเสริมโรงแปรสภาพเนื้อสัตว์ของไทย ให้ได้รับการรับรองเครื่องหมายฮาลาลโลก เพื่อสามารถส่งออกไปขายทั่วโลก รวมทั้งข้าวสารสหกรณ์ ที่เป็นสินค้ามีคุณภาพดีเยี่ยม จากนี้จะพัฒนาสหกรณ์เป็นแหล่งผลิต พันธุ์ข้าวปลูกคุณภาพดีของประเทศไทย” น.ส.มนัญญา กล่าว

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กรมได้สนับสนุนงบไทยนิยม ยั่งยืน ให้กับสหกรณ์ในการพัฒนาเครื่องมือเครื่องจักรเพื่อแปรรูปเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร พืชเศรษฐกิจ วงเงิน 1.7 พันล้านบาท ของงบกลางปี62 ซึ่งสินค้านำมาแสดงในงาน มาจากสหกรณ์ได้รับงบสนับสนุนดังกล่าว ซึ่งเหตุที่จำเป็นต้องมีการพัฒนาสนับสนุนสหกรณ์ในการสร้างรายได้ ให้ครัวเรือน เพราะเป็นคนจำนวนมากของประเทศ มีสมาชิก11ล้านคน มีมูลค่าทางธุรกิจสูงถึง 3.3 ล้านล้านบาท หากนับจำนวจสมาชิกครอบครัว เท่ากับเกือบครึ่งของประเทศ กว่า30ล้านคน จึงจำเป็นที่ต้องทำให้สหกรณ์มีรายได้ เป็นเรื่องสำคัญ และส่งเสริมให้สหกรณ์มีความเข้มแข็ง การบริหารงานโปร่งใส มีธรรมาภิบาล

นายสิทธิพร บุรณนัฎ ผู้จัดการสหกรณ์เครือข่ายโคเนื้อกำแพงแสน จ.นครปฐม กล่าวว่า เห็นด้วยกับนโยบายกับน.ส.มนัญญา ที่จะผลักดันให้เนื้อโคไทยทั้งระบบ ได้มาตรฐานฮาลาลโลก เพราะปัจจุบันได้มาตรฐานฮาลาลไทย กับฮาลาลมาเลเซีย ยังมีข้อจำกัดในเรื่องการบุกตลาดโลก ซึ่งเนื้อโคไทย มีรสชาดที่ดีกว่าเนื้อต่างประเทศที่มีการนำเข้าขณะนี้ เพราะคนไทยติดแบรนด์ต่างประเทศ ซึ่งจริงๆแล้วเนื้อโคขุนของไทยดีที่สุดในโลก ดังนั้นสนับสนุนให้ น.ส.มนัญญา กับนายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรฯ ร่วมกันผลักดันให้เกิดคัสเตอร์เนื้อ CLMVT (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม ไทย) โดยให้ไทยเป็นฮับหรือศูนย์กลางในการพัฒนาโคขุน

ซึ่งสหกรณ์โคเนื้อของไทยมีความชำนาญการเลี้ยงให้ได้เนื้อที่ดีมากที่สุด จะสามารถเชื่อมกับประเทศเพื่อนบ้าน ร่วมกลุ่มเป็นฐานผลิตโคมีชีวิตส่งไปจีน ที่ปัจจุบันยังไม่เพียงพอและมีความต้องการนำเข้าจำนวนมาก หากจีนมาจับคู่การค้าโคเนื้อมีชีวิตกับไทย ให้โควต้าวันละ2พันตัว ป้อนโรงงานแปรสภาพของจีน มาตั้งที่ชายแดนลาว จีน ที่ต้องการ5แสนตัวต่อปี หรือ วันละ 1,380 ตัว ซึ่งเมื่อโรงงานเปิดภายในสิ้นปีนี้ คัสเตอร์นี้จะป้อนผลผลิตให้ได้ต่อเนื่อง

“ขณะนี้ นายประภัตร กำลังให้กรมปศุสัตว์ ทำโครงการโคเนื้อสร้างชาติ  ส่งเสริมเกษตรกรเลี้ยงครัวเรือนละ5 ตัว ส่งขายจีน เริ่มต้น5หมื่นตัวต่อเดือน โดยนายประภัตร ให้ไปต่อยอดโครงการโคเนื้อสร้างอาชีพ ซึ่งกรมทำเฟส2 เพิ่งเสร็จ มาขยายต่อเฟส3มาเข้าโครงการ จะสร้างรายได้ที่ดีให้เกษตรกรไทย เพราะรับซื้อกิโลกรัมละ100บาท จากปัจจุบันราคารับซื้อโคมีชีวิต 80บาท” นายสิทธิพร กล่าว

กษจ.ลพบุรีจัดงานรณรงค์การป้องกันกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434787

กษจ.ลพบุรีจัดงานรณรงค์การป้องกันกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด

กษจ.ลพบุรีจัดงานรณรงค์การป้องกันกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด

วันพุธ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 14.10 น.

สำนักงานเกษตรจังหวัดลพบุรี จัดงานวันรณรงค์การป้องกันกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด โครงการส่งเสริมการควบคุมหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดโดยชีววิธี ปี 2562 ณ ศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร

นายสุรศักดิ์ ผลยังส่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เปิดงาน “วันรณรงค์การป้องกันกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด” โดยจากข้อมูลปัจจุบันพบว่า จังหวัดลพบุรีมีพื้นที่ปลูกข้าวโพดทั้งหมด จำนวน 276,659 ไร่ พบมีพื้นที่ระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด จำนวน 46,155 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 16.68 และมีพื้นที่เฝ้าระวัง จำนวน 220,700 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 79.77 ของพื้นที่ปลูกข้าวโพดทั้งหมด ทางสำนักงานเกษตรจังหวัดลพบุรี ได้ให้ความสำคัญต่อการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด จึงได้จัดงาน”วันรณรงค์การป้องกันกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด”ภายใต้โครงการส่งเสริมการควบคุมหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดโดยชีววิธี ปี 2562 เพื่อสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรในพื้นที่ได้รู้จักหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด พร้อมแนวทางในการควบคุมและป้องกันกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดอย่างถูกต้องเหมาะสม และส่งเสริมการใช้แนวทางในการควบคุมหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดโดยชีววิธี เช่น การปล่อยแมลงศัตรูธรรมชาติที่มีประโยชน์ แมลงหางหนีบ แตนเบียนทริโคแกรมมา และการใช้สารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช เชื้อแบคทีเรียบาซิลลิสทูริงเจนซิส (Bt) เป็นต้น เพื่อให้เกษตรกรสามารถควบคุมการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การจัดงานครั้งนี้ มีเกษตรกรกลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยสมาชิกกลุ่มแปลงใหญ่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ตำบลหัวรำ อำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี และเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด เข้าร่วมงานจำนวน 200 ราย ภายในงานมีกิจกรรมสถานีถ่ายทอดความรู้การป้องกันกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด จำนวน 4 สถานี ได้แก่ สถานีแรกการใช้สารชีวภัณฑ์ควบคุมสัตว์ตรูพืช, สถานีที่สองวงจรชีวิตและลักษณะการเข้าทำลายของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด, สถานีที่สามการป้องกันกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด และสถานีที่สี่การผลิตขยายแมลงหางหนีบ โดยภายในงานยังได้มีการนำเอาโดรนและเครื่องบินขนาดเล็กของภาคเอกชนมาทำการบินสาธิตการพ่นยาในแปลงไร่ข้าวโพดให้กับเกษตรกรได้ชมกันอีกด้วย

เปิดมหกรรมสินค้าสหกรณ์ทั่วไทย’Fresh From Farm เนื้อนมไข่ผักผลไม้พรีเมี่ยม By CO-OP’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434765

เปิดมหกรรมสินค้าสหกรณ์ทั่วไทย'Fresh From Farm เนื้อนมไข่ผักผลไม้พรีเมี่ยม By CO-OP'

เปิดมหกรรมสินค้าสหกรณ์ทั่วไทย’Fresh From Farm เนื้อนมไข่ผักผลไม้พรีเมี่ยม By CO-OP’

วันพุธ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 12.21 น.

21 สิงหาคม 2562 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงานมหกรรมสินค้าสหกรณ์ ภายใต้งาน “Fresh From Farm  เนื้อ นม ไข่ ผักผลไม้ พรีเมี่ยม By CO-OP” ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

โดยนางสาวมนัญญา กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯมุ่งหวังที่จะพัฒนาขีดความสามารถในการผลิตสินค้าของเกษตรกรให้ได้มาตรฐาน ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า และขยายช่องทางการตลาดให้ถึงมือผู้บริโภค และใช้กลไกระบบสหกรณ์เข้ามาบริหารจัดการผลผลิตให้กับเกษตรกรทำหน้าที่ในการส่งเสริมเกษตรกรผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ การรวบรวมผลผลิตเพื่อนำมาสู่กระบวนการแปรรูป และเชื่อมโยงกับภาคเอกชน เพื่อจัดหาตลาดในการจำหน่ายสินค้าไปสู่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

“ปัจจุบันสหกรณ์ภาคการเกษตรมีศักยภาพในการผลิตสินค้าได้หลากหลายชนิด โดยเฉพาะสินค้าเพื่อการบริโภค ทั้งกลุ่มสินค้าด้านพืช เช่น ข้าว พืชผัก ผลไม้ กลุ่มสินค้าปศุสัตว์ ได้แก่ โคเนื้อ นม ไข่ไก่ และสินค้าแปรรูปต่างๆ เช่น กาแฟ  อาหารแปรรูป ส่วนผลิตภัณฑ์นม ขณะนี้สหกรณ์ได้ส่งออกจำหน่ายประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด จังหวัดสระแก้ว ได้ส่งนม UHT ไปยังประเทศกัมพูชาและจีน และสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด ได้ส่งออกนม UHT ไปประเทศลาว กัมพูชา และพม่า ส่วนผลิตภัณฑ์โคเนื้อโคขุน หลายสหกรณ์ได้มีการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ทั้งไส้กรอก เนื้อเสียบไม้ ลูกชิ้นเนื้อ เบอร์เกอร์ ส่งจำหน่ายให้ร้านอาหารต่างๆ ส่วนสินค้าประเภท ข้าวหอมมะลิ กล้วยหอมทอง ทุเรียน มังคุด เงาะ กาแฟ สหกรณ์ได้ส่งสินค้าไปจำหน่ายในหลายช่องทาง ทั้งส่งไปขายในห้างโมเดินเทรด Big C เทสโก้โลตัส แมคโคร รวมถึงกระจายไปยังเครือข่ายสหกรณ์ในจังหวัดต่างๆ และศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ทั่วประเทศ” รมช.เกษตรฯ กล่าว

ทั้งนี้ ในช่วงระหว่างเดือนสิงหาคม – กันยายน นี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้จัดงานมหกรรมสินค้าสหกรณ์ ภายใต้ชื่องาน “Fresh From Farm เนื้อ นม ไข่ ผักผลไม้ พรีเมี่ยม By CO-OP” โดยจัดงานทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค 16 จังหวัด  ซึ่งจะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับสหกรณ์ผู้ผลิตสินค้าต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าปศุสัตว์ที่มีผลิตภัณฑ์ประเภทเนื้อ นม และไข่ ที่จะได้นำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่สหกรณ์ได้ผลิตขึ้น และผ่านกระบวนการแปรรูปที่ได้มาตรฐานแล้ว มาจัดแสดงและจำหน่ายสู่ผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งภายในงานนี้ก็ยังมีเวทีสำหรับการเจรจาธุรกิจระหว่างสหกรณ์กับภาคเอกชน เพื่อให้สหกรณ์ได้เรียนรู้ถึงทิศทางของตลาดสินค้าและความต้องการของผู้บริโภค เพื่อจะได้นำกลับไปพัฒนากระบวนการผลิตสินค้าของสหกรณ์ได้สอดคล้องกับที่ตลาดต้องการ

ขณะที่นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันสหกรณ์สามารถผลิตสินค้าแปรรูปได้หลากหลายชนิด สร้างการยอมรับจากผู้บริโภค ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เข้าไปพัฒนาและต่อยอดการดำเนินธุรกิจรวบรวมและแปรรูปผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้กับสหกรณ์ โดยเฉพาะในปี 2561 ที่ผ่านมา ได้จัดสรรเงินอุดหนุนงบกลางปีจากโครงการไทยนิยมยั่งยืน ให้สหกรณ์นำไปจัดซื้ออุปกรณ์แปรรูปผลผลิต และร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสถาบันอาหารแห่งชาติ นำความรู้จากงานวิจัยและใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ มาพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการผลิต การแปรรูปและบรรจุภัณฑ์สินค้าของสหกรณ์ให้ได้คุณภาพ มีความโดดเด่น เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับราคาสินค้าของสหกรณ์ให้เพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้สินค้ากลุ่มปศุสัตว์ เป็นสินค้าที่ยังมีโอกาสเติบโตและช่วยต่อยอดธุรกิจให้กับสหกรณ์ เนื่องจากตลาดยังมีความต้องการ ทั้งเนื้อโคขุน ไข่ไก่ และผลิตภัณฑ์นม อีกจำนวนมาก ทำให้แต่ละปีสหกรณ์สามารถดำเนินธุรกิจแปรรูปและจำหน่ายสินค้ากลุ่มปศุสัตว์ มีมูลค่าสูงถึง 7,729 ล้านบาท”อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

ปัจจุบันสหกรณ์โคนมมีจำนวน 99 แห่ง รวบรวมนม 2,000 ตัน/วัน คิดเป็น 57.38 % ของปริมาณนมโคทั้งระบบ (3,413 ตัน/วัน) เป็นน้ำนมโคแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ สหกรณ์มีโรงงานแปรรูปนมที่ได้มาตรฐาน HACCP GMP ISO และฮาลาล ซึ่งผลิตภัณฑ์แปรรูปนมของสหกรณ์มีหลากหลาย ทั้งนมพาสเจอร์ไรส์ นม UHT โยเกิร์ต ไอศกรีม นมอัดเม็ด และส่งจำหน่ายไปยังห้างโมเดิร์นเทรด ได้แก่ ท็อปซุปเปอร์มาร์เก็ต, เทสโก้โลตัส, บิ๊กซี, แม็คโคร, แฟมิลี่มาร์ท, แม็กซ์เวลู และเซเว่น-อีเลฟเว่น เป็นต้น และมีสหกรณ์ 2 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด ส่งนม UHT ไปประเทศกัมพูชาและจีน ปีละกว่า 31 ล้านบาท และสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) ได้ส่งผลิตภัณฑ์นม UHT ผ่านบริษัทผู้ส่งออก ไปยังประเทศลาว พม่าและกัมพูชา

ส่วนสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคเนื้อ มีทั้งหมด 75 แห่ง ในพื้นที่ 37 จังหวัด จำนวนสมาชิกประมาณ 13,500 ราย จำนวนโค 120,000 ตัว คิดเป็นปริมาณ 57 % ของภาพรวมทั้งประเทศ ซึ่งมีหลายสหกรณ์ได้ส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคขุนให้กับเกษตรกร และเป็นสหกรณ์ที่มีศักยภาพด้านการผลิตเนื้อโคขุนที่มีคุณภาพ เช่น สหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด จังหวัดมุกดาหาร สหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสน จำกัด สหกรณ์เครือข่ายโคเนื้อ จำกัด จังหวัดนครปฐม สหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ กรป.กลางโพนยางคำ จำกัด จังหวัดสกลนคร และสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนในเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง จำกัด จังหวัดกำแพงเพชร และสหกรณ์ได้มีการแปรรูปโคเนื้อ เป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย เช่น  เนื้อย่าง ไส้กรอก เบอร์เกอร์ และชิ้นส่วนเนื้อโคขุนต่างๆ เหมาะสำหรับทำปิ้ง-ย่าง ชาบู ซึ่งสหกรณ์ส่งเนื้อโคขุนจำหน่ายภายในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียง และยังมีสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนบางแห่งได้ส่งผลิตภัณฑ์เนื้อโคขุน ผ่านบริษัทผู้ส่งออกไปยังประเทศจีน เวียดนาม และส่งชิ้นเนื้อโคขุนตัดแต่งไปจำหน่ายยังประเทศลาวและกัมพูชาด้วย

สำหรับสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ มี 5 แห่ง ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี อ่างทอง เชียงใหม่ และหนองคาย ซึ่งไข่ไก่มาจากฟาร์มสมาชิกสหกรณ์ ผ่านการรับรองมาตรฐานฟาร์ม GAP และได้รับการรับรองสถานที่จำหน่ายไข่สดปลอดภัย ใส่ใจผู้บริโภค “ปศุสัตว์ OK ปลอดภัย ใส่ใจผู้บริโภค” จากกรมปศุสัตว์แล้วทุกแห่ง โดยสหกรณ์รวบรวมไข่ไก่สดจากสมาชิก และส่งจำหน่ายผ่านร้านค้าของสหกรณ์ ตลาดนัดชุมชน ศูนย์ราชการ โรงพยาบาล ร้านอาหาร รวมถึงห้างโมเดินเทรด ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้เห็นถึงโอกาสในการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าคุณภาพของสหกรณ์ จึงได้จัดงานมหกรรมสินค้าสหกรณ์ ปี 2562 ภายใต้ชื่องาน “Fresh From Farm เนื้อ นม ไข่ ผักผลไม้ พรีเมี่ยม By CO-OP” ซึ่งกำหนดจัดขึ้นทั่วประเทศระหว่างเดือนสิงหาคม – กันยายน 2562 ส่วนกลางจัดขึ้นที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า พระราม 3 ระหว่างวันที่ 23 -25 สิงหาคม นี้ และจะกระจายไปอีก 15 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี พะเยา พิษณุโลก เชียงราย เพชรบูรณ์ อุทัยธานี บุรีรัมย์ หนองคาย มหาสารคาม มุกดาหาร ศรีสะเกษ สกลนคร กาฬสินธุ์ ราชบุรี และยะลา

อย่างไรก็ตามสินค้าที่จะนำมาจำหน่ายภายในงานนอกจากจะเป็นสินค้าปศุสัตว์ เนื้อ นม ไข่ แล้ว ยังมีสินค้าอื่นๆ อาทิ ข้าวสาร ผักปลอดภัย ผลไม้ภาคใต้ ทั้งมังคุด ลองกอง และสินค้าแปรรูป ซึ่งภายในงานยังมีการจัดเวทีเจรจาธุรกิจ เพื่อให้สหกรณ์ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเจรจาธุรกิจในการขายสินค้ากับผู้ประกอบการ นักธุรกิจภาคเอกชน ผู้ส่งออกสินค้าเกษตร และหอการค้าจังหวัด ดังนั้นขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนที่สนใจไปเที่ยวชมและเลือกซื้อสินค้าคุณภาพจากสหกรณ์โดยตรงได้ในงาน “Fresh From Farm” ซึ่งจะจัดขึ้นใน 16 จังหวัดกระจายไปตามภูมิภาคต่างๆ ตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคมนี้ เป็นต้นไป