เกษตรฯชวนปลูกป่าต้นน้ำยม อนุรักษ์ป่าต้นน้ำลำธารเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434760

เกษตรฯชวนปลูกป่าต้นน้ำยม อนุรักษ์ป่าต้นน้ำลำธารเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติยั่งยืน

เกษตรฯชวนปลูกป่าต้นน้ำยม อนุรักษ์ป่าต้นน้ำลำธารเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติยั่งยืน

วันพุธ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 12.14 น.

21 สิงหาคม 2562 บุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการแถลงข่าวโครงการพัฒนาและฟื้นฟูป่าต้นน้ำยม ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่าโครงการพัฒนาและฟื้นฟูป่าต้นน้ำยม เป็นความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ประกอบด้วยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย รวมทั้งประชาชนและหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

โดยมีชมรมคอลัมนิสต์ นักจัดรายการวิทยุและโทรทัศน์ไทยเป็นแม่งาน มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ร้อยละ 55 ภายในปี 2580 ตามยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายรัฐบาล ซึ่งความสำเร็จจากการปลูกป่าต้นน้ำยม 3 ปีที่ผ่านมา ได้สร้างความตื่นตัวให้กับทุกภาคส่วน ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการรักษาป่าต้นน้ำลำธารไว้ให้อนุชนรุ่นหลัง และได้ใช้ประโยชน์เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญในพื้นที่ จึงได้ดำเนินการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปีนี้ ซึ่งเป็นปีที่ 4 โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 15 กันยายน 2562 ครอบคลุมพื้นที่ 300 ไร่ ณ ห้วยดงดำ ตำบลนาปรัง อำเภอปง จังหวัดพะเยา

‘ขอขอบคุณกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช รวมทั้งประชาชนทุกคนที่ช่วยกันปลูกป่าและรักษาป่า เพื่อเดินนตามรอยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่พระองค์ได้มีพระราชดำรัสเมื่อครั้งเสด็จไปยังหน่วยงานพัฒนาต้นน้ำทุ่งจ๊อ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปี 2519 ว่า  “ควรจะปลูกต้นไม้ในใจคนเสียก่อน แล้วคนเหล่านั้นก็จะพากันปลูกต้นไม้ลงบนแผ่นดิน และรักษาต้นไม้ด้วยตัวเอง’ 

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการรักษาป่าต้นน้ำลำธาร เพื่อเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติในการดำรงชีวิต และประกอบอาชีพอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรมที่ต้องพึ่งพาความอุดมสมบูรณ์ของต้นน้ำลำธาร จึงได้มอบนโยบายให้หน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรฯที่เกี่ยวข้อง ในการวางแผนการดำเนินงานต่างๆ ที่สอดคล้องและส่งเสริมการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำลำธารไปด้วย

‘นาบัว-ผักบุ้งน้ำ’พืชทางเลือกสร้างมูลค่าเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434612

x

‘นาบัว-ผักบุ้งน้ำ’พืชทางเลือกสร้างมูลค่าเพิ่ม

วันพุธ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สินค้าเกษตรสำคัญที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุด (Top4) ของจ.นนทบุรี ได้แก่ ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง ทุเรียน และกล้วยไม้ โดยพบว่า เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิ จากการผลิตข้าวนาปี ในพื้นที่มีความเหมาะสมมากและเหมาะสมปานกลาง (S1/S2) เฉลี่ย 1,447 บาท/ไร่ ส่วนพื้นที่เหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม (S3/N) เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 1,393 บาท/ไร่ ข้าวนาปรัง พื้นที่ S1/S2 ได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 932 บาท/ไร่ ในขณะที่พื้นที่ S3/N ได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 842 บาท/ไร่ ทุเรียน ได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 44,068 บาท/ไร่ และ กล้วยไม้ ได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 253,386 บาท/ไร่

เมื่อพิจารณาพื้นที่ปลูกข้าวจ.นนทบุรี พบว่า ปัจจุบันมีพื้นที่มีความเหมาะสมมากและปานกลางสำหรับปลูกข้าว 139,336 ไร่ ในขณะที่พื้นที่เหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสมสำหรับปลูกข้าวมี 15,363 ไร่ โดยปัจจุบันเกษตรกรได้ปรับการเพาะปลูกข้าวให้เร็วขึ้นในที่ลุ่ม เพื่อให้เก็บเกี่ยวทันฤดูน้ำหลาก เพื่อเป็นที่รองรับน้ำและพื้นที่บางส่วนเกษตรกรได้ปรับเปลี่ยนการผลิตและพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพ เพื่อเพิ่มมูลค่าอย่างหลากหลาย ได้แก่

การทำนาบัว (บัวฉัตร) แหล่งผลิตอยู่ที่ อ.บางใหญ่ และ อ.บางกรวย มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 27,313 บาท/ไร่/ปี เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 10,887 บาท/ไร่/ปี การทำนาผักบุ้งน้ำ อายุปลูก-เก็บเกี่ยว 90 วัน มีต้นทุนการผลิต 7,474 บาท/ไร่ เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 11,526 บาท/ไร่/รอบการผลิต การปลูกผักต่างๆ หมุนเวียนให้เหมาะสมกับฤดูกาลและความต้องการของตลาด อาทิ เช่น กุยช่าย เก็บใบและดอกกุยช่ายขาย มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 49,387 บาท/ไร่/ปี ได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 31,813 บาท/ไร่/ปี กะเพราแดง มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 59,576 บาท/ไร่/ปี ได้ผลตอบแทนสุทธิ เฉลี่ย 12,425 บาท/ไร่/ปี ผักกาดหอม อายุเก็บเกี่ยว 50 วันมีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 10,482 บาท/ไร่ ได้ผลตอบแทนสุทธิ เฉลี่ย 1,518 บาท/ไร่/รอบการผลิต รวมทั้งการปลูกไม้ดอกไม้ประดับต่างๆ เช่น ปลูกต้นดอกรัก ซึ่งเป็นไม้ยืนต้นทนแล้ง เก็บผลผลิตได้ตลอดปี มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 24,514 บาท/ไร่/ปี ได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 25,486 บาท/ไร่/ปี ทั้งนี้ ผักบุ้งน้ำ กุยช่าย กะเพราแดง ผักกาดหอม และดอกรัก แหล่งผลิตอยู่ที่ อ.ไทรน้อยและ อ.บางบัวทอง หากเกษตรกรปลูกแซมไม้ดอกอื่น ได้แก่ ต้นดอกจำปี ดอกดาหลา และ เตยหอม เป็นต้น จะช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรอีกด้วย

ชูชาวนาต.เขาดินทำเกษตรรักษ์โลก ใช้ภูมิปัญญาผลิตเมล็ดพันธุ์หอมปทุมเกรดพรีเมียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434614

x

ชูชาวนาต.เขาดินทำเกษตรรักษ์โลก ใช้ภูมิปัญญาผลิตเมล็ดพันธุ์หอมปทุมเกรดพรีเมียม

วันพุธ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร โชว์ผลสำเร็จกลุ่มแปลงใหญ่ข้าว ต.เขาดิน จ.ฉะเชิงเทรา ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมปทุมคุณภาพดีเกรดพรีเมียม ด้วยวิธีการปลูกและดูแลที่เน้นใช้ปัจจัยการผลิตตามธรรมชาติ ส่งผลให้มีต้นทุนการผลิตต่ำ แต่ผลผลิตข้าวสูง ส่งผลให้ชุมชนเข้มแข็ง

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กลุ่มแปลงใหญ่ข้าวตำบลเขาดิน รวมตัวกันเป็นแปลงใหญ่เมื่อปี 2561 มีพื้นที่ปลูกข้าว 799 ไร่ ปัจจุบันกลุ่มดังกล่าวมีสมาชิก 36 ราย ส่วนใหญ่เน้นปลูกข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 เพื่อผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวส่งให้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวชลบุรี จำหน่ายให้เกษตรกร จากการเข้าร่วมโครงการแปลงใหญ่ส่งผลให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิตได้จากการหันมาใช้น้ำหมักชีวภาพ ทำให้ลดต้นทุนปุ๋ยจากไร่ละ 250 บาทเหลือ ไร่ละ 200 บาท โดยเฉลี่ย ขณะที่ผลผลิตและรายได้เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ การดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ที่ผ่านมา มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ความรู้แก่สมาชิกกลุ่มเกี่ยวกับแนวทางบริหารจัดการกลุ่มและการวางแผนการผลิต ให้เกิดประสิทธิภาพ อบรมและฝึกปฏิบัติการผลิตสารชีวภัณฑ์ป้องกันและกำจัดศัตรูข้าว โดยกลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดฉะเชิงเทรา/สำนักงานเกษตรอำเภอบางปะกง /สถานีพัฒนาที่ดินฉะเชิงเทรา พร้อมจัดทำแปลงเรียนรู้เพื่อเป็นแปลงตัวอย่างสาธิตและเรียนรู้ร่วมกันของสมาชิกกลุ่มในการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยศูนย์วิจัยข้าวฉะเชิงเทรา กรมการข้าว รวมไปถึงการอบรมการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวตามมาตรฐาน GAP โดยกรมการข้าวร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร

จากการรวมกลุ่มของเกษตรกรสมาชิกแปลงใหญ่ ทำให้สมาชิกมีที่ปรึกษาในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ช่วยกันคิดช่วยกันทำ ก่อให้เกิดความสามัคคีในกลุ่ม ทำให้การเข้าไปให้การสนับสนุนของเจ้าหน้าที่คล่องตัวเกิดผลสำเร็จกับเกษตรกรเป็นที่น่าพอใจมาก ด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของแปลงใหญ่ข้าว ต.เขาดิน จ.ฉะเชิงเทรา มีจุดเด่นที่แตกต่างจากพื้นที่อื่น เนื่องจากชาวนาจะใช้ภูมิปัญญาการทำนาปีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชุมชนใน ต.เขาดิน อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา คือ การทำนาร่วมกับเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในที่ผืนเดียวกัน โดยขุดคูน้ำลึกประมาณ 70 ซม. ไว้ล้อมรอบแปลงนา เพื่อทำนาขาวัง (นาปี) ในช่วงน้ำจืดและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (ปูทะเล กุ้ง ปลา ) ในช่วงน้ำเค็ม เกษตรกรส่วนใหญ่จะปลูกข้าว โดยเฉพาะเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ได้มีคุณภาพดีส่วนหนึ่งเป็นเพราะพื้นที่ที่มีความเค็มเล็กน้อยทำให้หญ้าหรือพืชพันธุ์อื่นที่ไม่ต้องการไม่สามารถเติบโตได้ เมล็ดพันธุ์ข้าวที่นี่จึงมีสิ่งเจือปนน้อยไปจนถึงไม่มีเลย อีกทั้ง คูน้ำที่ขุดไว้ล้อมรอบแปลงนายังทำให้เวลาจะเก็บเกี่ยวพื้นนาจะแห้งได้ดีกว่า ข้าวที่เก็บเกี่ยวจะมีความชื้นต่ำเป็นการเพิ่มคุณภาพอีกทางหนึ่ง ปัจจุบันกลุ่มดังกล่าวมีผลผลิตข้าวรวม 639 ตัน/ปี ผลผลิตเฉลี่ย/ไร่ 800 กิโลกรัม/ไร่ ราคาผลผลิตเฉลี่ย 12.40 บาท/กิโลกรัม

นอกจากกระบวนการผลิตข้าวที่ผนวกกับภูมิปัญญาแล้ว กลุ่มดังกล่าวถือเป็นกลุ่มตัวอย่างการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพที่ใส่ใจดูแลอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ด้วยการเลือกใช้วิธีไถกลบตอซังและฟางข้าวแทนการเผา นับเป็นต้นแบบแปลงใหญ่ สำหรับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในแปลงข้าวให้คงความอุดมสมบูรณ์เกิดสมดุลในระบบนิเวศบริเวณแปลงข้าว ทำให้ผลผลิตข้าวมีปริมาณสูงคุณภาพดี

ส่องเกษตร : เกษตรกรผู้ร้องขอ-เกษตรกรผู้ให้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434615

449007

ส่องเกษตร : เกษตรกรผู้ร้องขอ-เกษตรกรผู้ให้

วันพุธ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อปี่กลองทางการเมืองเริ่มต้น เส้นทางการแสวงหาผลประโยชน์จากเกษตรกรก็เริ่มต้นเช่นกัน ผมพยายามทำความเข้าใจว่าเพราะบริบทของสังคมแบบไทยๆ เป็นเช่นนี้เอง เกษตรกรไทยจึงคุ้นเคยกับการเป็นผู้ร้องขอ คุ้นเคยกับการเป็นผู้รับ โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมใดๆ ของตน เพราะยังเชื่อว่าทำการเกษตรไปเถอะ อย่างน้อยก็มีกิน หากมีปัญหาเดี๋ยวก็มีคนมาช่วย เมื่อเริ่มต้นวิธีการคิดแบบนี้ ผลที่ออกมาจึงเป็นอย่างที่เห็น

สำหรับส่วนราชการเองก็คุ้นเคยกับการเป็นฝ่ายที่คิดเอง ทำเอง ตัดสินใจเอง จนบางทีก็ลืมคิดไปว่าปัจจัยแวดล้อมที่ราชการคิดกับปัจจัยแวดล้อมของเกษตรกรไม่เหมือนกัน ผมเจอปัญหากับตัวเอง เมื่อมีโอกาสคุยกับเกษตรกรหลายคน เคยถามเกษตรกรว่าทำไมไม่ปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิตให้เป็นแบบที่ทางราชการแนะนำ คำตอบที่ตอบมาตรงๆ คือ ทำไม่ได้หรอก ไม่ได้มีโน่นนี่นั้นเหมือนราชการมี จนบางครั้งต้องกลับมาคิดใหม่ว่า วิธีการคิดและการทำงานของส่วนราชการทำให้เกษตรกรอ่อนแอจริงหรือเปล่า เป็นการทำงานที่ส่งเสริมให้เกษตรกรกลายเป็นผู้ร้องขอ ด้วยการตอกย้ำลงไปว่า เกษตรกรคือกลุ่มคนที่สังคมไทยต้องให้ความช่วยเหลือ เกษตรกรคือกลุ่มคนที่อ่อนแอในสังคมยุคปัจจุบัน การพูดซ้ำๆ สื่อออกไปซ้ำๆ ส่งผลให้เกษตรกรส่วนใหญ่เชื่อและเข้าใจไปโดยอัตโนมัติว่าตนเองคือกลุ่มคนที่อ่อนแอ และผู้คนในสังคมต้องให้ความช่วยเหลือ ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ไม่ได้เป็นเช่นนั้นทั้งหมด

ผมไม่ปฏิเสธว่ายังมีเกษตรกรบางส่วนที่ไม่พร้อมจะปรับตัวเข้าสู่ระบบการผลิตที่ทันสมัย ซึ่งเป็นระบบการผลิตที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค เกษตรกรกลุ่มนี้ยังคิดแบบเดิมๆ และทำแบบเดิมๆ ผลที่ได้จึงออกมาแบบเดิม ได้แต่อาศัยโชคชะตาช่วยให้ผ่านพ้นไปในแต่ละฤดูกาลผลิต และเช่นกันยังมีเกษตรกรอีกกลุ่มใหญ่ที่ก้าวพ้นวังวนของการร้องขอ มาสู่การเป็นผู้ประกอบการทางเกษตรแบบมืออาชีพ เกษตรกรกลุ่มนี้ มักมีวิถีของตนเอง มีแนวคิดและวิธีคิดที่แตกต่างไปจากเกษตรกรกลุ่มเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนการผลิตล่วงหน้า การวางแผนการตลาด การเพิ่มมูลค่าของผลผลิต และการเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับระบบการผลิตของตนเอง เพื่อให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในฤดูกาลผลิตนั้นๆ เกษตรกรกลุ่มนี้จึงเป็นเกษตรกรที่สามารถลุกขึ้นยืนอย่างสง่างามในสังคม โดยไม่ต้องร้องขอใดๆ จากส่วนราชการ หรือการร้องขอผ่านกลุ่มคนใด ขอเพียงแต่ให้ส่วนราชการอำนวยความสะดวกตามอำนาจหน้าที่เท่านั้น

จุดเปลี่ยนของวิธีคิดเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ทั้งส่วนราชการและตัวเกษตรกรเอง ถ้าอยากเห็นว่าการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากส่วนราชการลงไปยังตัวเกษตรกรด้วยวิธีการแบบเกษตรกรทำเองภายใต้ปัจจัยแวดล้อมของตัวเกษตรกรที่แท้จริง สามารถเข้าไปศึกษาและเรียนรู้ได้ที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หรือ ศพก. ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นเจ้าภาพหลัก และหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าร่วมดำเนินการ เป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรที่ดำเนินการในพื้นที่และจัดการโดยตัวเกษตรกรเอง ส่วนราชการเข้าไปมีบทบาทเฉพาะในส่วนของการเสริมสร้างองค์ความรู้ตามบทบาทหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานเท่านั้น ตัวอย่างของการถ่ายทอดเทคโนโลยีในลักษณะเช่นนี้ ส่งผลให้เกิดการเรียนรู้ระหว่างส่วนราชการกับเกษตรกรโดยตรง ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งทั้งต่อส่วนราชการที่สามารถทราบประเด็นปัญหาที่แท้จริงในการนำเทคโนโลยีลงสู่พื้นที่เกษตรกร ปัญหาการบริหารจัดการในสภาพแวดล้อมที่ไม่สามารถควบคุมได้ วิธีคิด วิธีการแก้ปัญหา และเกษตรกรเองจะได้มีโอกาสพัฒนาระบบการผลิตของตนเองให้ก้าวผ่านจากเกษตรกรผู้ร้องขอ กลายเป็นเกษตรกรผู้ให้และตอบแทนต่อสังคม อีกทั้งยังเป็นแบบอย่างให้กับเกษตรกรอีกกลุ่มได้หันกลับมาพิจารณาวิธีการของตนเอง เรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยน สร้างความเชื่อที่ว่าเมื่อเพื่อนทำได้ เราก็ต้องทำได้เช่นกันผมจึงมีความหวังเสมอว่าเกษตรกรผู้ให้จะเพิ่มปริมาณมากขึ้นกว่าเกษตรกรผู้ร้องขอในสักวัน

สมชาย ชาญณรงค์กุล

กรมประมงปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ เฉลิมพระเกียรติ‘วันแม่แห่งชาติ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434611

x

กรมประมงปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ เฉลิมพระเกียรติ‘วันแม่แห่งชาติ’

วันพุธ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงร่วมกับส่วนราชการในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจัดพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและแสดงออกถึงความจงรักภักดี ที่พระองค์ทรงมีต่อพสกนิกรปวงชนชาวไทย โดยพระองค์ทรงให้มีพระราชเสาวนีย์ให้กรมประมงปล่อยพันธุ์ปลาที่เจริญเติบโตเร็วลงแหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อให้ราษฎรจับไปบริโภคในครัวเรือน เป็นการแก้ปัญหาขาดอาหารโปรตีนจากปลา นอกจากนี้ ทรงมีพระราชดำริให้กรมประมงจัดทำโครงการฟื้นฟูทรัพยากรพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำจืดของไทย เพื่อให้สัตว์น้ำของไทยในแหล่งน้ำธรรมชาติมีปริมาณเพิ่มขึ้น สำหรับพันธุ์สัตว์น้ำที่กรมประมงจัดเตรียมมาปล่อยในพิธีมีทั้งสิ้น 1,350,000 ตัว ได้แก่ กุ้งก้ามกราม จำนวน 350,000 ตัว และพันธุ์ปลาไทย 9 ชนิด ได้แก่ พันธุ์ปลากะโห้ ปลากราย ปลายี่สกไทย ปลาชะโอน ปลากาดำ ปลาสวาย ปลากดเหลือง ปลาตะเพียนทอง และปลาตะเพียนขาว จำนวน 1,000,000 ตัว นอกจากนี้ ยังนำไปปล่อยในแหล่งน้ำสาธารณะอื่นที่มีความเหมาะสมทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ รวม 15,400,000 ตัว กิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำที่จัดขึ้นนอกจากเป็นการเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 87 พรรษา 12 สิงหาคม 2562 แล้วยังเป็นการอนุรักษ์สัตว์น้ำ น้ำจืด 10 สายพันธุ์ ให้คงอยู่แม่น้ำเจ้าพระยาตลอดไป ตลอดจนสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ และฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่ของตนอีกด้วย

‘​อธิบดีปศุสัตว์’สั่งช่วยสุนัข13ชีวิต พร้อมแจ้งดําเนินคดีเจ้าของข้อหา’ทารุณสัตว์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434708

'​อธิบดีปศุสัตว์'สั่งช่วยสุนัข13ชีวิต พร้อมแจ้งดําเนินคดีเจ้าของข้อหา'ทารุณสัตว์'

‘​อธิบดีปศุสัตว์’สั่งช่วยสุนัข13ชีวิต พร้อมแจ้งดําเนินคดีเจ้าของข้อหา’ทารุณสัตว์’

วันอังคาร ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 21.45 น.

“​อธิบดีปศุสัตว์”สั่งเข้าช่วยชีวิต13สุนัข ขาดสารอาหารอย่างรุนแรง พร้อมแจ้งความดําเนินคดีเจ้าของข้อหา”ทารุณกรรมสัตว์”

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2562 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ได้รับข้อร้องเรียนจากองค์กรด้านพิทักษ์สุนัขและสัตว์ WATCHDOG THAILAND หรือ WDT ผ่านแอพพลิเคชั่น “DLD 4.0” มีเจ้าของสุนัขในบ้านหลังหนึ่ง ต.ลาดหลุมแก้ว อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี เลี้ยงสุนัขพันธุ์เกรทเดนเพื่อจําหน่าย แต่จําหน่ายไม่ได้ จึงไม่สนใจปล่อยให้อดอาหารตายคากรงไปบ้าง ส่วนที่เหลือ มีอาการน่าเป็นห่วง ผอมจนไม่มีแรงเดิน จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สํานักงานปศุสัตว์จังหวัดปทุมธานี ร่วมกับเจ้าหน้าท่ีกองสารวัตร และกักกัน และตัวแทน WDT เข้าตรวจสอบบ้านหลงั ดังกล่าวภายใต้พระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดภิ าพสัตว์ พ.ศ. 2557 ผลการตรวจสอบพบว่ามีการเลี้ยงสุนัขสายพันธุ์เกรทเดน จํานวน 13 ตัว เป็นเพศผู้ 5 ตัว เพศเมีย 8 ตัว อายุระหว่าง 5 เดือน – 2 ปี 3 เดือน ทุกตัวอยู่ในสภาพผอมโซ ขาดสารอาหารและน้ําอย่างรุนแรง ซึ่งมีสุนัขอยู่ 3 ตัว ที่อาการอ่อนเพลีย ป่วย รุนแรงมาก และยังไม่พ้นขีดอันตราย ต้องให้สารน้ํา สารอาหาร ยาบํารุง และยาปฏิชีวนะเข้าทางหลอดเลือด โดยมีสัตวแพทย์ดูแล เป็นพิเศษอย่างใกล้ชิด

นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ดูแลสุนัขให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ว่า เจ้าของสุนัขกําลังประสบปัญหาทางด้านการเงิน ทําให้ไม่สามารถเลี้ยงดูแลสุนัขท้ังหมดให้มีความเป็นอยู่ที่ดีได้ โดยผู้ดูแลสุนัขท้ังหมดยินยอมให้เจ้าหน้าท่ีกรมปศุสัตว์นําสุนัขออกไป รักษาฟื้นฟูและให้การดูแลสภาพร่างกายให้มีสุขภาพดีขึ้นกว่าท่ีเป็นอยู่ ณ สถานพยาบาลสัตว์ของกรมปศุสัตว์ (กองสวัสดิภาพสัตว์ และสัตวแพทย์บริการ) ศูนย์ราชการกรมปศุสัตว์ จังหวัดปทุมธานี และเมื่อสัตวแพทย์ของกรมปศุสัตว์ทําการรักษาให้สภาพร่างกายสัตว์ ดีข้ึนแล้ว จะดําเนินการด้านจัดสวัสดิภาพสัตว์ให้เหมาะสมกับสุนัขทั้งหมดเหล่านี้ต่อไป ส่วนทางด้านคดีความเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าท่ีได้ทําการร้องทุกข์กล่าวโทษกับเจ้าของสุนัข ต่อพนักงานสอบสวนท่ีสถานีตํารวจภูธรในพ้ืนที่ เนื่องจาก การกระทําดังกล่าวเข้าข่ายผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557

“กรมปศุสัตว์ขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบว่า ปัจจุบัน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสํานักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและ อาหารแห่งชาติ (มกอช.) อยู่ในระหว่างจัดทํามาตรฐานการเพาะเลี้ยงสัตว์ที่ดีสําหรับคอกสุนัข ซึ่งคาดว่าจะประกาศใช้ในปี 2562 นี้ เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการคอกสุนัขมีการจัดการเลี้ยงที่เหมาะสม จะส่งผลดีต่อสุขภาพสุนัข สวัสดิภาพสัตว์และป้องกันการ ระบาดของโรคที่สําคัญ เช่น โรคพิษสุนัขบ้า โรคไข้หัดสุนัข โรคลําไส้อักเสบติดต่อของสุนัข ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการผลิตลูกสุนัขที่มี สุขภาพแข็งแรง และสุขอนามัยที่ดี ปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้เลี้ยงและลดปัญหาด้านสาธารณสุข ซ่ึงผู้ท่ีมีความประสงค์จะซื้อสุนัข ควรเลือกซื้อจากคอกสุนัขที่ได้มาตรฐาน ซ่ึงจะได้ลูกสุนัขที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัย เมื่อนําไปเลี้ยงแล้วผู้ที่เป็นเจ้าของควรมี ความรับผิดชอบต่อสังคมและส่ิงแวดล้อมส่วนรวม และหากนําสัตว์ท่ีเลี้ยงไว้มาปล่อยท้ิงจะเข้าข่ายมีความผิดตามกฎหมาย สร้างปัญหา ให้กับสังคม ส่งผลต่อเนื่องถึงการป้องกัน ควบคุม และกําจัดโรคพิษสุนัขบ้าให้หมดไปจากประเทศไทย จะทําได้ยากยิ่งขึ้น” นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าว

ทั้งนี้ หากประชาชนต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือพบเห็นการกระทําผิดด้านปศุสัตว์ โปรดติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอรับข้อมูล หรือแจ้ง เบาะแสการกระทําความผิดเพื่อดําเนินการตามกฎหมายผ่านแอพพลิเคชั่น (Application) “DLD 4.0” ที่สามารถดาวน์โหลด และติดตั้งได้ทั้งระบบ iOS ผ่าน App Store และระบบ Android ผ่าน Google play เพื่อให้เจ้าหน้าท่ีสามารถเข้าตรวจสอบ การกระทําความผิดและดําเนินการตามกฎหมายได้อย่างทันท่วงที

‘เกษตรกร’รวยแน่ๆ! จีนสั่งนำเข้า’โค’วันละ2พันตัวจากไทย รับกก.ละ100บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434707

'เกษตรกร'รวยแน่ๆ! จีนสั่งนำเข้า'โค'วันละ2พันตัวจากไทย รับกก.ละ100บาท

‘เกษตรกร’รวยแน่ๆ! จีนสั่งนำเข้า’โค’วันละ2พันตัวจากไทย รับกก.ละ100บาท

วันอังคาร ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 21.26 น.

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2562 ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายสรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ , นายศรายุทธ ยิ้มยวน รองผู้จัดการ ธ.ก.ส.และ นายอำพันธุ์ เวฬุตันติ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ร่วมหารือกับ นายสมชาย ดวงเจริญ บริษัท LS trading export import Co Ltd สปป.ลาว และนายหยางเจียง บริษัท LS chengkang ประเทศจีน บรรลุข้อตกลง ส่งออกโคมีชีวิต ไปประเทศจีน โดยผ่าน สปป.ลาว ดังนี้ 1.ฝ่ายไทยจัดหาโคเนื้อมีชีวิต น้ำหนัก 370 – 430 กิโลกรัม วันละ 2,000 ตัว ราคากิโลกรัมละ 100 บาท

2.กรมปศุสัตว์มีหน้าที่ตรวจสารเร่งเนื้อแดง และโคต้องไม่มีรอยโรคปากและเท้าเปื่อย 3.สัตวแพทย์ สปป.ลาว จะเดินทางมาตรวจคอกกักสัตว์ที่ไทยก่อนมีการส่งออก และ
4.ให้มีการตั้งคณะทำงานร่วมไทย – ลาว เพื่อดำเนินการต่อไป

เกษตรฯผนึกมท.-ทส.วางแผนเผชิญหน้ารับมือน้ำน้อย สู้วิกฤติภัยแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434706

เกษตรฯผนึกมท.-ทส.วางแผนเผชิญหน้ารับมือน้ำน้อย สู้วิกฤติภัยแล้ง

เกษตรฯผนึกมท.-ทส.วางแผนเผชิญหน้ารับมือน้ำน้อย สู้วิกฤติภัยแล้ง

วันอังคาร ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 21.25 น.

รมว.เกษตรฯร่วมถกมหาดไทย กระทรวงทรัพย์ฯ รับมือสภาวะน้ำน้อยสุด ผนึกกำลังทุกหน่วย วางแผนเผชิญเหตุแก้ไขภัยแล้งยาวนาน

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2562 ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังร่วมประชุมเตรียมการแก้ไขปัญหาภัยแล้งว่ากระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมติดตามสถานการณ์น้ำและแนวทางแก้ไขปัญหาภัยแล้ง โดยมุ่งเน้นการวางแผนเผชิญเหตุและแก้ไขปัญหาภัยแล้งอย่างรอบคอบ โดยให้ความสำคัญกับการจัดสรรน้ำอุปโภคบริโภคถึงระดับครัวเรือนการเชื่อมโยงการบริหารจัดการการน้ำในแต่ละลุ่มน้ำ การดูแลแหล่งกักเก็บน้ำในระดับหมู่บ้าน ทั้งการขุดลอกคูคลองและสระน้ำ การกำจัดวัชพืช และโคลนตมในคลองส่งน้ำการจัดหาภาชนะกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ประจำครัวเรือน รวมถึงการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อบรรเทาความเดือนร้อนของประชาชน

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯโดยกรมชลประทาน ได้รายงานการคาดการณ์สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 35 แห่ง และอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 412 แห่งในช่วงฤดูฝน 2562 โดยได้คาดการณ์จาก Inflow น้ำไหลเข้าของปี 2558 ซึ่งมีปริมาณน้ำใกล้เคียงกับปัจจุบันว่าในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 จะมีปริมาณน้ำใช้การได้ 19,342 ล้านลบ.ม. หรือ 41% ซึ่งมีปริมาณน้ำใช้การน้อยกว่าปี 2561 จำนวน 13,052 ล้านลบ.ม. และจากการณ์คาดการณ์ปริมาณน้ำใช้การได้ใน 4 เขื่อนหลักได้แก่เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อย และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณ 4,149 ล้านลบ.ม. สำหรับการคาดการณ์ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางมีปริมาณน้ำใช้การณ์1,923.22 ล้านลบ.ม.

อย่างไรก็ตาม ได้มีมาตรการและการวางแผนการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งปี 2562/63 กรณีสถานการณ์น้ำน้อยที่สุดให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนตามลำดับความสำคัญของกิจกรรมการใช้น้ำ ได้แก่ 1) การจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคฤดูแล้ง 2) การจัดสรรน้ำเพื่อการรักษาระบบนิเวศฤดูแล้ง 3) การสำรองน้ำไว้สำหรับการใช้น้ำในช่วงต้นฤดูฝนเพื่ออุปโภค-บริโภคและรักษาระบบนิเวศเดือนพฤษภาคม- กรกฎาคม 4) การจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตรกรรม และ 5) การจัดสรรน้ำเพื่อการอุตสาหกรรม

สำหรับฤดูแล้งปี 2562/63 (เดือนพฤศจิกายน 2562 – เมษายน 2563) ปริมาณน้ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่จัดสรรให้กับทั้ง 3 กิจกรรมหลักคืออุปโภค-บริโภค รักษาระบบนิเวศและอื่นๆ และเกษตรต่อเนื่องอ้อย และอื่นๆวันละ 18 ล้านลบ.ม. ไม่เพียงพอที่จะจัดสรรน้ำให้ใช้เพื่อการเพาะปลูกข้าวนาปรัง จึงจำเป็นต้องงดส่งน้ำเพื่อปลูกข้าวนาปรังในลุ่มน้ำเจ้าพระยาในช่วงฤดูแล้งนี้ การจัดสรรน้ำจึงจำเป็นต้องพิจารณาความต้องการปริมาณน้ำต่ำสุดในกิจกรรมการใช้น้ำประเภทต่างๆ และควบคุมการระบายน้ำให้เป็นไปตามแผนที่กำหนดคือวันละ 18 ล้านลบ.ม. ซึ่งกรมชลประทานได้ดำเนินการควบคุมติดตามให้เป็นไปตามแผนการจัดสรรน้ำที่วางไว้และสามารถทำให้มีน้ำใช้ในกิจกรรมที่จำเป็นได้ตลอดจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม 2563

ทั้งนี้ อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถส่งน้ำเพาะปลูกข้าวนาปรังฤดูแล้งได้มีทั้งหมด 18 เขื่อนคือ ภาคเหนือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์เขื่อนแควน้อยฯ เขื่อนแม่งัดฯ เขื่อนแม่กวงฯ เขื่อนกิ่วคอหมา และเขื่อนแม่มอก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขื่อนห้วยหลวง เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนลำปาว เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนมูลบน เขื่อนลำแซะ และเขื่อนลำนางรอง ภาคกลาง เขื่อนกระเสียว เขื่อนทับเสลา และเขื่อนป่าสักฯ

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯมีกรอบมาตรการในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งปี2562/63 ได้แก่ 1) การจ้างแรงงานชลประทาน 2) การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ เช่น การปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้งสร้างการรับรู้ผ่านสื่อแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำแนวทางการบริหารจัดการน้ำการช่วยเหลือการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักคิดในการการส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อย และ3) การเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเช่นร่วมกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตรในการปฏิบัติการฝนหลวงและสนับสนุนรถบรรทุกน้ำ

 

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่บ้านหม้อพ้นวิกฤติน้ำท่วม ปลูกข้าวพิษณุโลก80ลดต้นทุน-แปรรูปเพิ่มรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434617

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่บ้านหม้อพ้นวิกฤติน้ำท่วม  ปลูกข้าวพิษณุโลก80ลดต้นทุน-แปรรูปเพิ่มรายได้

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่บ้านหม้อพ้นวิกฤติน้ำท่วม ปลูกข้าวพิษณุโลก80ลดต้นทุน-แปรรูปเพิ่มรายได้

วันอังคาร ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 16.51 น.

การส่งเสริมทำนาแปลงใหญ่เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล ที่จะทำให้ชาวนามีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นและยั่งยืน จากการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตจากรายย่อยสู่การรวมกลุ่มเกษตรกร ให้ชาวนาร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมกันขาย ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง ผลผลิตเพิ่มขึ้นผลิตสินค้าที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด สร้างรายได้และอาชีพที่มั่นคง

นายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กลุ่มนาแปลงใหญ่สหกรณ์การเกษตรบ้านหม้อ จำกัด ต.บ้านหม้อ อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ เป็นตัวอย่างหนึ่งที่มีการรวมกลุ่มของสมาชิกสหกรณ์ทำนาแปลงใหญ่ โดยเข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่เมื่อปี 2559 มีสมาชิก 132 ราย พื้นที่เข้าร่วมโครงการ 1,304 ไร่ แต่เดิมเกษตรกรในพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมพื้นที่นาเป็นประจำทุกปี เกษตรกรต้องเร่งปลูกข้าวปีละหลายรอบ ซึ่งก็ได้ผลผลิตไม่ดีเท่าที่ควร และยังต้องลงทุนมากขึ้น จึงประสบภาวะขาดทุนต่อเนื่อง พอมารวมกลุ่มทำนาแปลงใหญ่ ได้รับการสนับสนุนจากกรมการข้าวและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านองค์ความรู้ ปัจจัยการผลิต เพื่อพัฒนาการผลิตข้าวที่มีคุณภาพและการเชื่อมโยงตลาด ทำให้กลุ่มนาแปลงใหญ่เข้มแข็งมากขึ้น

ที่สำคัญทางคณะกรรมการกลุ่มนาแปลงใหญ่สหกรณ์บ้านหม้อ มีแนวคิดหาทางช่วยเหลือสมาชิก ด้วยการหาพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับพื้นที่ ได้แก่ ข้าวพันธุ์พิษณุโลก 80 ซึ่งเป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง ทรงกอตั้ง ต้นแข็งไม่ล้มง่าย ให้ผลผลิตสูง เหมาะกับเขตพื้นที่ลุ่มในเขตนาน้ำฝนภาคเหนือตอนล่าง และปลูกได้ดีในพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมขัง โดยทดลองปลูกข้าวพันธุ์ดังกล่าวจนเห็นผลสัมฤทธิ์ จึงส่งเสริมให้สมาชิกปลูกข้าวพันธุ์พิษณุโลก 80 ในฤดูนาปี ส่วนฤดูนาปรังให้ปลูกพันธุ์ ปทุมธานี 1 ขาวดอกมะลิ 105 หรือ กข 79 เป็นต้น

ทั้งนี้ กรมการข้าวสนับสนุนเรื่องเมล็ดพันธุ์ข้าวพิษณุโลก 80 ให้กลุ่มนาแปลงใหญ่ซึ่งเป็น 1 ใน 12 พันธุ์ที่กรมการข้าวให้การรับรองเครื่องหมายข้าวพันธุ์แท้ พร้อมผลักดันกลุ่มนาแปลงใหญ่มีกระบวนการผลิตข้าวที่ได้มาตรฐานทั้งระบบ ตั้งแต่ข้าวเปลือกพันธุ์แท้จากแปลงนาที่ผ่านการรับรอง GAP เข้าสู่โรงสีคุณภาพ GMP จนได้ออกมาเป็นข้าวสารที่ได้รับการรับรองเครื่องหมาย Q และเครื่องหมายข้าวพันธุ์แท้จากกรมการข้าว เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคและเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ข้าวของกลุ่มนาแปลงใหญ่ อย่างไรก็ตาม เรื่องตลาดเป็น
สิ่งสำคัญและเป็นนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ที่ใช้ตลาดนำการผลิต กรมการข้าวได้เข้ามาช่วยดูเรื่องคุณลักษณะของข้าวพันธุ์พิษณุโลก 80 เป็นข้าวเพื่อสุขภาพ ที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ซึ่งตอนนี้ก็ผ่านการรับรองจากมหาวิทยาลัยมหิดลและส่งตัวอย่างข้าวไปตรวจที่ห้องปฏิบัติการของประเทศออสเตรเลีย เพื่อให้ได้รับการรับรองผลวิเคราะห์ว่ามีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ คาดว่าจะทราบผล
ภายในสองเดือนต่อจากนี้ ซึ่งจะได้นำข้อมูลดังกล่าวมาสร้างจุดขายข้าวของกลุ่มนาแปลงใหญ่ เพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ข้าวไทยได้อีกทาง นอกจากนี้ กรมการข้าวจะร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ เร่งประชาสัมพันธ์ข้าวพันธุ์พิษณุโลก 80 ให้ผู้บริโภคทราบอย่างทั่วถึงเช่นเดียวกับที่ข้าว กข 43 ที่ได้รับความนิยมมาแล้ว

ด้านนายบัญชา เมฆนุ้ย ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่สหกรณ์การเกษตรบ้านหม้อ จำกัด กล่าวว่า พื้นที่สหกรณ์การเกษตรบ้านหม้อเป็นพื้นที่รับน้ำ ในแต่ละปีช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายนจะเป็นฤดูน้ำหลาก ทำให้น้ำท่วมผลผลิตข้าวประมาณ 2,000-3,000 ไร่ เกษตรกรส่วนใหญ่จะปรับการทำนา 3 ครั้งเพื่อให้คร่อมฤดูน้ำหลาก ทำนาหลายครั้งก็ทำให้ต้นทุนสูง ไม่คุ้มค่ากับผลผลิตที่ได้ จึงปรับให้เหลือทำนาปีละ 2 ครั้ง โดยหาพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ จนพบว่าพันธุ์พิษณุโลก 80 เป็นพันธุ์ที่เหมาะสม เลยทดลองปลูกได้ผลดี แต่ก็ติดเรื่องหาเมล็ดพันธุ์ข้าวได้ยากต้องไปซื้อจากกลุ่มเกษตรกรก็มีปัญหาพันธุ์ปนเยอะ

พอมีโครงการนาแปลงใหญ่ทางกลุ่มก็เข้าร่วมตั้งแต่ปี 2559 จุดประสงค์คือ ต้องการลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรให้สูงขึ้น เมื่อเข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้และสนับสนุนปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะได้รับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวจากศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวของกรมการข้าว เป็นข้าวพันธุ์แท้ ก็ได้ใช้พื้นที่ไข่แดงของกลุ่มประมาณ 130 ไร่ มาทำแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อให้ได้ข้าวพันธุ์แท้ส่งเสริมให้สมาชิกได้ปลูก นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนเงินกู้จาก ธ.ก.ส.จัดหาปัจจัยการผลิตและเครื่องจักรกลทางการเกษตรมาไว้บริการสมาชิก เช่น ปุ๋ย สารเคมี เครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าว เครื่องอัดฟาง

ปีนี้กลุ่มนาแปลงใหญ่สหกรณ์การเกษตรบ้านหม้อ ได้เข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่เป็นปีที่ 3 แล้ว สมาชิกลดต้นทุนการผลิตลงได้มากจากการใช้เครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวแทนทำนาหว่าน พร้อมกันนี้ยังช่วยให้ดูแลรักษาแปลงนาง่ายขึ้น ปัญหาโรคหรือแมลงลดน้อยลงด้วย ที่สำคัญทางกลุ่มได้ต่อยอดผลิตภัณฑ์ข้าว โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์พัฒนาคุณสมบัติข้าวพิษณุโลก 80 ซึ่งขณะนี้เราได้ใบรับรอง (Certificate) ว่าข้าวที่ผลิตจากนาแปลงใหญ่สหกรณ์การเกษตรบ้านหม้อ ที่แปรรูปเป็นข้าวสารภายใต้แบรนด์ “ข้าวทองดี” เป็นข้าวที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ซึ่งทางกลุ่มตั้งเป้าจะส่งเสริมให้สมาชิกผลิตข้าวที่มีคุณภาพเพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภคที่รักสุขภาพ ช่วยเพิ่มช่องทางจำหน่ายเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ข้าวของกลุ่มนาแปลงใหญ่และสร้างรายได้แก่สมาชิก

‘ธรรมนัส’ผุดไอเดียจับมือสื่อใหญ่ สร้างความตระหนักรู้ทำเกษตรยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434511

'ธรรมนัส'ผุดไอเดียจับมือสื่อใหญ่ สร้างความตระหนักรู้ทำเกษตรยั่งยืน

‘ธรรมนัส’ผุดไอเดียจับมือสื่อใหญ่ สร้างความตระหนักรู้ทำเกษตรยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 13.41 น.

ธรรมนัส ผุดไอเดียทำเกษตรปลอดภัย จับมือ สื่อใหญ่ ออกคอนเทนท์ 24 ตอนผ่านทุกช่องทางสื่อ เพื่อคนไทยมีคุณกาพชีวิตที่ดีขึ้น เชื่อมโยงทุกคนเข้าถึงภาคเกษตรไทย

20 ส.ค.62 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาคการเกษตรกรรมของไทยยังคงประสบปัญหา เนื่องจากการขาดความรู้ความเข้าใจในด้านวิชาการ และเทคโนโลยี ที่จะนำมาซึ่งความยั่งยืนในภาคเกษตรกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ การปรับแนวคิดให้เกษตรกรตลอดจนประชาชนทั่วไปในทุกภาคส่วน จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมยุค Thailand 4.0 ซึ่งต้องปรับแนวคิดให้เกษตรกรไปสู่การทำเกษตรให้เกิดการผลิตที่มีประสิทธิภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างรายได้ที่ดี บนพื้นฐานของวิชาการและเทคโนโลยี ที่ต้องทำต่อเนื่องผ่านการประชาสัมพันธ์ให้ทุกคนรับรู้ถึงแนวคิด วิธีการ และประโยชน์ของการทำเกษตรกรรมยั่งยืนตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ที่เน้นพึ่งพาตนเองและเชิงพาณิชย์ ตลอดจนกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรและความปลอดภัยของอาหารระหว่างเกษตรกรและประชาชนทั่วไป เพื่อสร้างการตระหนักรู้และใส่ใจต่อการเลือกบริโภคสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพและปลอดภัย กระทรวงเกษตรฯจึงร่วมกับ บริษัท เจ เอส แอลโกลบอล มีเดีย จำกัด จัดทำโครงการ “OPEN MIND” เพื่อปลุกจิตสำนึกเกษตรกรและประชาชนทั่วไปได้รับรู้ ตระหนักและใส่ใจการทำเกษตรกรรมยั่งยืนมากขึ้น ด้วยการสื่อสารและการประชาสัมพันธ์เชิงรุก ผ่านช่องทางการสื่อสารทุกแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็นสื่อโทรทัศน์ดิจิทัล สื่อออนไลน์ต่างๆ

โครงการนี้นับเป็นก้าวสำคัญที่กระทรวงเกษตรฯ สร้างการเชื่อมโยงทุกคนบนประเทศไทยเข้ากับการเกษตรกรรม ผ่านการปรับภาพลักษณ์การสื่อสารประชาสัมพันธ์เชิงรุกรูปแบบใหม่มากขึ้น เพราะเรื่องอาหารและการบริโภคเป็นเรื่องของทุกคน เมื่อไหร่ก็ตามที่ประเทศดึงศักยภาพในหลากหลายมิติมาช่วยกันจะเข้าถึงคนได้หลากหลายขึ้น ซึ่งการร่วมมือกับภาคเอกชนองค์กรครั้งนี้ ทำให้สื่อสารครอบคลุมทุกช่องทาง ทั้งสื่อโทรทัศน์ และสื่อดิจิทัล เพื่อสร้างการผลักดันแนวคิดเกษตรกรรมยั่งยืนให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริงคือ การทำให้มนุษย์กินดี อยู่ดี มีสุขภาพที่ดี ทั้งหมดมาจากแหล่งกำเนิดของอาหาร เราต้องการสร้างให้ทุกคนตระหนักว่าอาหารที่ดีเกิดขึ้นเพื่อให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดี เมื่อมีคุณภาพชีวิตที่ดีก็จะมีกำลังสร้างสรรค์ให้ประเทศและสังคมน่าอยู่ขึ้น และเมื่อมีอาหารที่ดีอยู่ในบ้านของเกษตรกร เกษตรกรก็จะมีสุขภาพที่ดี ด้วยวิถีเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาสู่ยุค 4.0 อย่างมั่นคงและยั่งยืน” รมช.เกษตรฯกล่าว

สำหรับโครงการ “OPEN MIND” ได้ผลิตภาพยนตร์สั้น “OPEN MIND” 24 ตอน ความยาวตอนละ 3 นาที ออกอากาศไปแล้วทางช่อง 3 SD ในรายการมองโลกมองเรา ช่วงเวลา 08.00-08.30 น. เนื้อหาพูดถึง เกษตรกรรมยั่งยืน, การรวมกลุ่มสหกรณ์, การใช้เทคโนโลยีเพื่อทำการเกษตรพาณิชย์, ผลกระทบของผู้บริโภคต่อสินค้าเกษตร, ความเข้าใจในการเลือกสินค้าการเกษตรและการบริโภคยั่งยืน, ระบบการทำการค้าเกษตรคุณธรรม, การตลาดการเกษตร และเตรียมการส่งออกสินค้าเกษตร โดยจะนำความรู้เหล่านี้สอดแทรกเข้าไปในรูปแบบความบันเทิง นอกจากนั้น ยังจัดทำสื่อทางเลือกใหม่ “ออนไลน์แมกกาซีน” ด้วยการใช้เว็บไซต์ facebook และ Youtube ใช้เทคนิคนำเสนอที่ทันสมัย เพื่อเป็นการสื่อสารแบบ 2 ทางกลุ่มผู้ชมด้วย