รักษ์เกษตร : ปลูกต้นไม้ให้งามในบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434339

x

รักษ์เกษตร : ปลูกต้นไม้ให้งามในบ้าน

วันอังคาร ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากปลูกต้นไม้ในบ้านครับ ลองดูแล้วไม่เป็นผลสำเร็จ ต้นไม้เฉาและตายไปในที่สุด อีกทั้งเกิดเพลี้ยสีขาวขึ้นมามากมาย ขอความรู้เรื่องนี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ

ศรศักดิ์ จักรภพ

เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร

คำตอบ

การปลูกต้นไม้ในบ้าน ร้านค้า ร้านอาหาร และอาคารที่ทำการต่างๆ กำลังได้รับความนิยม เกิดเป็นกระแสที่ทำให้หลายคนอยากทำตาม เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้มาอยู่ใกล้ตัวมากขึ้น ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่ต้องเข้าใจการเลือกใช้ต้นไม้ให้เหมาะสม โดยส่วนใหญ่แล้ว ต้นไม้ในบ้าน หรือในอาคาร มักจะได้รับแสงน้อย จึงต้องเลือกพันธุ์ไม้ที่ชอบร่ม ลองเลือกหยิบมาปลูกในบ้านกันดู นะครับ

หลักการง่ายๆ ของการปลูกต้นไม้ในบ้าน คือ

1) ให้เลือกต้นไม้ที่ชอบอยู่ในที่ร่มได้ดี มาปลูกในบ้าน เช่น ประเภทพลูต่างๆ พลูด่าง พลูงาช้าง พลูฉลุ ฟิโลเดนดรอน มอนสเตอรา
ไทร กวักมรกต ยางอินเดีย เป็นต้น แต่ถ้าบริเวณนั้น อยู่ใกล้ประตู หรือหน้าต่างที่ได้รับแสงเต็ม ก็ไม่มีปัญหาใดๆ ก็สามารถเลือกต้นไม้ที่ชอบแดดมาวางไว้ได้ ส่วนใหญ่แล้ว มักจะเป็นไม้ที่งามทางใบทางต้น

2) ต้องตรวจสอบต้นไม้ก่อนนำเข้ามาในบ้านว่า มีโรค แมลง เพลี้ย หรือไข่แมลงติดเข้ามาหรือไม่ ไม่ควรนำต้นไม้ที่มีโรคมาปลูกในอาคาร เพราะจะทำให้บ้านเรือนไม่สะอาด อาจเป็นอันตรายกับคนและสัตว์ ทั้งอาจจะระบาดไปยังต้นอื่นได้ หากพบแมลงระบาดให้แยกเฉพาะต้นนั้น ออกมาไว้ด้านนอก ทำลายทิ้ง หรือนำมาล้างแมลงที่ติดอยู่ออกให้หมด หรือตัดส่วนที่ถูกทำลาย หรือรังที่อยู่ของแมลง กำจัดตัดทิ้งไป หรือใช้สารกำจัดแมลงที่ปลอดภัยร่วมด้วย เช่น สมุนไพรสกัดต่างๆ ที่ไม่เป็นอันตรายกับคนและสัตว์ หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช

3) อย่ารดน้ำบ่อยเกินไป สาเหตุหลักที่ต้นไม้ในบ้านตาย เพราะเกิดจากการรดน้ำมากเกินไปมากกว่าขาดน้ำ ทำให้ต้นไม้เกิดอาการเน่า ต้นไม้ที่ปลูกในบ้านจะมีการคายน้ำน้อย และสูญเสียน้ำน้อยกว่าต้นไม้ที่ปลูกด้านนอก การรดน้ำต้นไม้ จึงควรรดเมื่อวัสดุปลูกเริ่มแห้ง ประมาณสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ก็เพียงพอแล้ว

4) ให้นำออกไปรับแสงแดดบ่อยๆ แม้ว่าต้นไม้ที่เราปลูกจะเป็นพันธุ์ไม้ที่ชอบร่ม แต่หากบริเวณที่ปลูกอับแสงนานๆ ควรนำต้นออกไปรับแสงแดดอ่อนด้านนอกบ้าง โดยค่อยๆ ให้ต้นได้รับแสงทีละน้อย อย่านำไปไว้บริเวณที่แดดจัด จะเกิดอาการใบไหม้ได้ ถ้าหากอยู่ในคอนโดมิเนียม ก็ต้องเอาต้นไม้ไปไว้บริเวณระเบียงบ้าง หรืออาจทำต้นไม้ไว้เป็น 2 ชุด เพื่อสลับหมุนเวียนกันไป

5) ให้ดูแลใส่ปุ๋ยและวัสดุปลูกกับต้นไม้ ต้นไม้ที่ปลูกในบ้านมาระยะเวลาหนึ่ง มักจะไม่สวยสดใสเท่าเดิม เนื่องจากธาตุอาหารในดินถูกใช้ไป วัสดุปลูกบางส่วน ได้ย่อยสลายไป ทำให้ดินในกระถางยุบตัว จึงควรสังเกตว่า หากวัสดุปลูกเริ่มพร่องลง ให้เติมวัสดุปลูกใหม่ๆ และใส่ปุ๋ยคอกเก่าลงไป เพื่อเพิ่มธาตุอาหารให้พืช รวมทั้งควรใส่ปุ๋ยเพิ่มเติม ทั้งทางดินและทางใบ อาจจะใช้ปุ๋ยละลายช้า หรือปุ๋ย 3 เดือน โดยให้ใส่ 2 เดือนครั้ง เนื่องจากคุณสมบัติของปุ๋ยที่ค่อยๆ ปลดปล่อยธาตุอาหารออกมาทีละน้อยอย่างช้าๆ จะทำให้ต้นไม้ได้รับธาตุอาหารอย่างสม่ำเสมอ จึงไม่เป็นอันตรายต่อพืช และเหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาดูแลต้นไม้บ่อยๆ ด้วย

การปลูกต้นไม้ในบ้านให้งาม ไม่ยากอย่างที่คิด ผู้ปลูกจำเป็นต้องมีเวลาดูแล (บ้าง) ตามความจำเป็น แค่นี้ ก็จะได้ต้นไม้ที่สวยๆ ไว้เชยชม และได้ความสุขทั้งกายและใจ นะครับ

นาย รัตวิ

รายงานพิเศษ : ครอบครัวเกษตรกรรุ่นใหม่แห่งสหกรณ์หนองโพราชบุรี ผู้ตั้งใจสืบสานพัฒนา‘อาชีพพระราชทาน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434340

รายงานพิเศษ : ครอบครัวเกษตรกรรุ่นใหม่แห่งสหกรณ์หนองโพราชบุรี  ผู้ตั้งใจสืบสานพัฒนา‘อาชีพพระราชทาน’

รายงานพิเศษ : ครอบครัวเกษตรกรรุ่นใหม่แห่งสหกรณ์หนองโพราชบุรี ผู้ตั้งใจสืบสานพัฒนา‘อาชีพพระราชทาน’

วันอังคาร ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากการที่กลุ่มเกษตรกรโคนมในพื้นที่จังหวัดราชบุรีและจังหวัดนครปฐม ประสบปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาดในปี พ.ศ. 2512 จึงได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อขอพระราชทานความช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหา จากพระมหากรุณาธิคุณในครั้งนั้น นำมาซึ่งการก่อตั้งโรงงานนมผงและศูนย์รวมนมหนองโพ เพื่อรับซื้อน้ำนมดิบจากสมาชิก และเติบโต ก้าวหน้า กลายเป็นสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) ผู้ผลิตสินค้า แบรนด์หนองโพ ที่มาพร้อมสโลแกน “นมสดหนองโพ นมโคแท้แท้” ในปัจจุบัน

ระยะเวลาเกือบ 50 ปี นับแต่ก่อตั้งสหกรณ์ฯ เกิดการเปลี่ยนผ่านจากรุ่นสู่รุ่น ครอบครัวเม่งผ่อง เป็นหนึ่งในครอบครัวสมาชิกเกษตรกรโคนมที่รับมรดกตกทอดทางอาชีพมาจากรุ่นปู่ ย่า จนปัจจุบันสืบทอดมาถึงรุ่นหลานและดำเนินกิจการฟาร์มโคนมเข้าปีที่ 7 แล้ว

นายปฐมพร เม่งผ่อง นักวิชาการสัตวบาล แผนกส่งเสริมการเลี้ยงโคนม สหกรณ์โคนม หนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม เจ้าของ “ฟาร์มลุงหนวด” ในตำบลดอนกระเบื้อง อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นว่า คุณปู่กับคุณย่าเป็นเกษตรกรฟาร์มโคนม สมาชิกรุ่นแรกๆ ของสหกรณ์ฯ แต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ไม่ได้สืบสานต่อ พอมาถึงรุ่นตน ซึ่งขณะนั้นอยู่ในวัยมัธยมศึกษาตอนปลาย ปู่กับย่าได้ตัดสินใจเลิกทำฟาร์ม เพราะอายุมาก ทำไม่ไหว ด้วยความที่ได้ใกล้ชิด เรียนรู้ และช่วยปู่ย่าทำฟาร์มมาตั้งแต่เด็ก ตนจึงเกิดความมุ่งมั่นที่จะสืบสาน ต่อยอดอาชีพโคนมจากปู่กับย่า นับจากวันนั้นตนจึงได้ตัดสินใจเข้าศึกษาต่อในคณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยศิลปากร เพื่อเตรียมพร้อมเป็นเกษตรกรฟาร์มโคนมรุ่นต่อไป หลังจากเรียนจบตนก็ได้เข้าทำงานในโรงงานอาหารสัตว์ หนึ่งปีต่อมาก็ได้เข้ามาทำงานเป็นนักวิชาการสัตวบาล ที่สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) ภารกิจหลัก คือ ออกผสมพันธุ์เทียมโค แนะนำ ส่งเสริม เรื่องการดูแลรักษาสุขภาพโค พัฒนาคุณภาพน้ำนม และมาตรฐานโรงเรือนให้แก่สมาชิก เมื่อได้กลับมาทำงานที่บ้านเกิด ได้อยู่กับครอบครัว ตนจึงเริ่มสานฝันทำฟาร์มโคนมตามที่เคยบอกปู่กับย่าไว้ โดยทำการซื้อโครุ่นพันธุ์โฮลสไตน์ ฟรีเชียน (Holstein-Friesian) มาหนึ่งตัว ผสมเทียมเอง ด้วยน้ำเชื้อจากสหกรณ์ฯ เมื่อโคท้อง ก็รีดน้ำนมนำไปขายที่สหกรณ์ฯ เก็บเล็กผสมน้อย ค่อยๆ ซื้อโคเข้ามาเพิ่มเติมในฟาร์ม

การรีดน้ำนมดิบเพื่อจัดส่งไปยังสหกรณ์ฯ นั้น ตนจะรีดน้ำนมวันละ 2 ครั้ง คือ ช่วง 04.00 น. และ 16.00 น. ได้น้ำนมดิบวันละประมาณ 180-190 กิโลกรัม ต้นทุนน้ำนมดิบอยู่ที่กิโลกรัมละ 11 บาท สหกรณ์ฯ มีราคากลางรับซื้ออยู่ที่กิโลกรัมละ 18.50 บาท และจะบวกเพิ่มให้ตามคุณภาพน้ำนมและมาตรฐาน ต่างๆ ที่ฟาร์มทำได้ ถ้าสามารถผ่านมาตรฐานได้ทุกข้อ ก็จะสามารถขายน้ำนมดิบได้ราคาถึงกิโลกรัมละ 21 บาท สามารถสร้างรายได้ราว 50,000-60,000 บาท ต่อเดือน

นอกจากการส่งน้ำนมดิบให้แก่สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) เป็นหลักแล้ว นายปฐมพร เม่งผ่อง และภรรยา ซึ่งเป็นสมาชิกสหกรณ์ฯ ยังได้แปรรูปน้ำนมดิบจากฟาร์มของตนเป็นผลิตภัณฑ์นมพาสเจอร์ไรส์ ภายใต้แบรนด์ “คีตะ มิลค์” บรรจุในขวดแก้ว 250 มิลลิลิตร ขายขวดละ 35 บาท (3 ขวด 100 บาท) ผลิตครั้งละ 100 กว่าขวด (เดือนหนึ่งผลิต 4 ครั้ง) วางขายที่ตลาดนัดมหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ ทุกวันพุธ และยังรับทำตามออเดอร์บ้างเล็กน้อย ซึ่งการแปรรูปนมเองสามารถขายได้ถึงราคากิโลกรัมละประมาณ 100 กว่าบาท สร้างรายได้ราวเดือนละ 15,000-16,000 บาท แม้จะเทียบเป็นจำนวนเงินที่น้อยกว่าการขายน้ำนมโคดิบให้สหกรณ์ฯ แต่ก็นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการต่อยอดผลิตภัณฑ์ สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า เป็นการสร้างรายได้เพิ่มอีกทาง

การเป็นสมาชิกและการขายน้ำนมดิบให้สหกรณ์ฯ ถือเป็นความมั่นคงของครอบครัว เพราะสหกรณ์ฯ เป็นตลาดรองรับน้ำนมดิบที่แน่นอน ทั้งยังได้โอกาสซื้อปัจจัยการผลิตในราคายุติธรรม สามารถขอสินเชื่อเพื่อปรับปรุงพัฒนาฟาร์ม และได้รับความช่วยเหลือ แนะนำ ในเรื่องต่าง ๆ รวมถึงสหกรณ์ฯ ยังส่งเสริมให้สมาชิกได้เข้าอบรม เรียนรู้เพิ่มเติมในหลักสูตรเกี่ยวกับการเลี้ยงโคนม การจัดการฟาร์ม การผลิตน้ำนมให้ได้มาตรฐาน และการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากน้ำนม ในอนาคตอาจมีการขยายกำลังผลิต ถ้าสามารถหาตลาดรองรับได้ และมีเวลามากพอ รวมถึงเล็งผลิตโยเกิร์ต ที่ได้หัวเชื้อมาจากการจัดการอบรมของสหกรณ์ฯ ด้วย

“สิ่งสำคัญที่อีกอย่างหนึ่ง คือ ผมและภรรยาได้ปลูกฝังให้ลูกได้เรียนรู้ สัมผัส และซึมซับการทำฟาร์มโคนม เราเชื่อว่านี่เป็นอาชีพที่มั่นคง และไปต่อได้ เพราะเป็นอาชีพที่พ่อให้” นายปฐมพร เม่งผ่อง กล่าวทิ้งท้าย ในความตั้งใจจะส่งต่อมรดกอาชีพพระราชทานสู่รุ่นลูกต่อไป

เตือนรับมือโรคดอกเน่าในดาวเรือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434334

x

เตือนรับมือโรคดอกเน่าในดาวเรือง

วันอังคาร ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาพอากาศร้อนชื้นมีฝนตกบางพื้นที่ อาจส่งผลกระทบต่อการปลูกดาวเรือง กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกดาวเรืองเฝ้าระวังการระบาดของโรคดอกเน่า มักพบในระยะ ติดดอกโดยแสดงอาการเริ่มแรกที่กลีบดอกมีลักษณะฉ่ำน้ำ ต่อมาเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลจากปลายกลีบดอกไปหาโคนดอก จากนั้นจะเน่าลุกลามเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลทั่วทั้งดอก ทำให้ดอกดาวเรืองเสียคุณภาพ หากเชื้อราเข้าทำลายในระยะดอกตูม ดอกจะไม่สามารถบานได้ กรณีเชื้อราเข้าทำลายรุนแรงระยะที่ดอกบานแล้ว เชื้อราจะขยายลุกลามไปสู่ต้น ทำให้ต้นเน่าและยืนต้นตายในที่สุด

สำหรับในสภาพที่ฝนตกชุกและอากาศมีความชื้นสูง ให้เกษตรกรสำรวจตรวจแปลงปลูกสม่ำเสมอ หากเริ่มพบอาการของโรคที่ดอก ให้เกษตรกรตัดดอกที่เป็นโรคหรือตัดส่วนที่เป็นโรคไปทำลายทันที เพื่อลดปริมาณเชื้อราสาเหตุโรค อีกทั้ง ควรกำจัดวัชพืชในแปลงปลูกและตัดแต่งใบแก่ออก เพื่อให้ต้นโปร่ง อากาศถ่ายเทสะดวก เป็นการลดความชื้นในดิน ทำให้ไม่เป็นแหล่งสะสมของเชื้อราสาเหตุโรค

กรณีพบโรคดอกเน่ายังคงระบาด ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชไดฟีโนโคนาโซล 25% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอโรทาโลนิล 50% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยให้พ่นทุก 5-7 วัน

กษ.จับมือJSLลุย‘OPEN MIND’ ขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434338

x

กษ.จับมือJSLลุย‘OPEN MIND’ ขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิดงาน “OPEN MIND THANK YOU” ว่า ปัจจุบันภาคการเกษตรกรรมของไทยยังคงประสบปัญหา เนื่องจากการขาดความรู้ความเข้าใจในด้านวิชาการ และเทคโนโลยี ที่จะนำมาซึ่งความยั่งยืนในภาคเกษตรกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ การปรับแนวคิดให้เกษตรกรตลอดจนประชาชนทั่วไปในทุกภาคส่วน จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมยุค Thailand 4.0 ซึ่งต้องปรับแนวคิดให้เกษตรกรไปสู่การทำเกษตรให้เกิดการผลิตที่มีประสิทธิภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างรายได้ที่ดี บนพื้นฐานของวิชาการและเทคโนโลยี ที่ต้องทำต่อเนื่องผ่านการประชาสัมพันธ์ให้ทุกคนรับรู้ถึงแนวคิด วิธีการ และประโยชน์ของการทำเกษตรกรรมยั่งยืนตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ที่เน้นพึ่งพาตนเองและเชิงพาณิชย์ ตลอดจนกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรและความปลอดภัยของอาหารระหว่างเกษตรกรและประชาชนทั่วไป เพื่อสร้างการตระหนักรู้และใส่ใจต่อการเลือกบริโภคสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพและปลอดภัย กระทรวงเกษตรฯจึงร่วมกับ บริษัท เจ เอส แอลโกลบอล มีเดีย จำกัด จัดทำโครงการ “OPEN MIND” เพื่อปลุกจิตสำนึกเกษตรกรและประชาชนทั่วไปได้รับรู้ ตระหนักและใส่ใจการทำเกษตรกรรมยั่งยืนมากขึ้น ด้วยการสื่อสารและการประชาสัมพันธ์เชิงรุก ผ่านช่องทางการสื่อสารทุกแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็นสื่อโทรทัศน์ดิจิทัล สื่อออนไลน์ต่างๆ

“โครงการนี้นับเป็นก้าวสำคัญที่กระทรวงเกษตรฯ สร้างการเชื่อมโยงทุกคนบนประเทศไทยเข้ากับการเกษตรกรรม ผ่านการปรับภาพลักษณ์การสื่อสารประชาสัมพันธ์เชิงรุกรูปแบบใหม่มากขึ้น เพราะเรื่องอาหารและการบริโภคเป็นเรื่องของทุกคน เมื่อไหร่ก็ตามที่ประเทศดึงศักยภาพในหลากหลายมิติมาช่วยกันจะเข้าถึงคนได้หลากหลายขึ้น ซึ่งการร่วมมือกับภาคเอกชนองค์กรครั้งนี้ ทำให้สื่อสารครอบคลุมทุกช่องทาง ทั้งสื่อโทรทัศน์ และสื่อดิจิทัล เพื่อสร้างการผลักดันแนวคิดเกษตรกรรมยั่งยืนให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริงคือ การทำให้มนุษย์กินดี อยู่ดี มีสุขภาพที่ดี ทั้งหมดมาจากแหล่งกำเนิดของอาหาร เราต้องการสร้างให้ทุกคนตระหนักว่าอาหารที่ดีเกิดขึ้นเพื่อให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดี เมื่อมีคุณภาพชีวิตที่ดีก็จะมีกำลังสร้างสรรค์ให้ประเทศและสังคมน่าอยู่ขึ้น และเมื่อมีอาหารที่ดีอยู่ในบ้านของเกษตรกร เกษตรกรก็จะมีสุขภาพที่ดี ด้วยวิถีเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาสู่ยุค 4.0 อย่างมั่นคงและยั่งยืน” รมช.เกษตรฯกล่าว

สำหรับโครงการ “OPEN MIND” ได้ผลิตภาพยนตร์สั้น “OPEN MIND” 24 ตอน ความยาวตอนละ 3 นาที ออกอากาศไปแล้วทางช่อง 3 SD ในรายการมองโลกมองเรา ช่วงเวลา 08.00-08.30 น. เนื้อหาพูดถึง เกษตรกรรมยั่งยืน, การรวมกลุ่มสหกรณ์, การใช้เทคโนโลยีเพื่อทำการเกษตรพาณิชย์, ผลกระทบของผู้บริโภคต่อสินค้าเกษตร, ความเข้าใจในการเลือกสินค้าการเกษตรและการบริโภคยั่งยืน, ระบบการทำการค้าเกษตรคุณธรรม, การตลาดการเกษตร และเตรียมการส่งออกสินค้าเกษตร โดยจะนำความรู้เหล่านี้สอดแทรกเข้าไปในรูปแบบความบันเทิง นอกจากนั้น ยังจัดทำสื่อทางเลือกใหม่ “ออนไลน์แมกกาซีน” ด้วยการใช้เว็บไซต์ facebook และ Youtube ใช้เทคนิคนำเสนอที่ทันสมัย เพื่อเป็นการสื่อสารแบบ 2 ทางกลุ่มผู้ชมด้วย

รวมพลคนแปลงใหญ่ผนึกสมาร์ทฟาร์มเมอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434337

x

รวมพลคนแปลงใหญ่ผนึกสมาร์ทฟาร์มเมอร์

วันอังคาร ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการรวมพลคน ศพก. แปลงใหญ่ และ young smart farmer ปี 2562 โดยมีเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องจากภาครัฐเข้าร่วมกว่า 2,000 คน ทั่วประเทศ หวังกระตุ้นพลังขับเคลื่อนเชื่อมโยงเครือข่ายแปลงใหญ่ ศูนย์เรียนรู้การ
เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ (young smart farmer) ให้เข้มแข็งในระดับพื้นที่ให้เข้มแข็งในทุกมิติของการพัฒนา

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการรวมพลคน ศพก. แปลงใหญ่ และ young smart farmer ปี 2562 ว่า สำหรับการจัดงานครั้งนี้นับเป็นการเตรียมความพร้อม ที่จะก้าวไปสู่การพัฒนาภาคเกษตรกรให้เข้มแข็งระดับเครือข่ายมากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะเครือข่ายแปลงใหญ่ ศพก. และ young smart farmer ที่ถือเป็น 3 กลไกสำคัญมีส่วนผลักดันภาคเกษตรให้เข้มแข็ง ภายใต้ยุทธศาสตร์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ต้องการยกระดับอาชีพ รายได้ และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้มั่นคง ด้วยการเชื่อมโยงระหว่างเครือข่ายเกษตรกรและเครือข่ายตลาดเข้าด้วย พร้อมส่งเสริมการใช้งานระบบอินเตอร์เนต ระบบดิจิทัล และเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาแก้ปัญหาและอำนวยความสะดวกในการทำเกษตรกรรมให้เหมาะกับยุคสมัยให้มากขึ้น

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกิจกรรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการรวมพลคน ศพก. แปลงใหญ่ และ young smart farmer ปี 2562 ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมในการสรุปผลการดำเนินงานแปลงใหญ่ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรสมาชิกแปลงใหญ่ รวมไปถึงศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ (young smart farmer) และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำงานในรอบปีที่ผ่านมาเพื่อสรุปบทเรียนร่วมกัน นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการประกวดแปลงใหญ่ดีเด่น ระดับประเทศเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กลุ่มแปลงใหญ่ที่มีผลดำเนินงานเข้มแข็งมั่นคงยั่งยืนให้เป็นแบบอย่างกับกลุ่มแปลงใหญ่อื่นต่อไปได้

ส่วนการสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกันถือเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการขับเคลื่อนดำเนินการให้ภาคเกษตรเข้มแข็ง นอกจากเครือข่ายการทำงานระหว่างกันแล้ว การให้ความสำคัญจากรุ่นสู่รุ่นในภาคการเกษตรจะตอบโจทย์ภาคเกษตรต่อไปได้ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรวางกลไก 3 เครือข่ายเกษตรกร เป็นหลักในการปฏิรูปภาคเกษตร โดยใช้ศักยภาพของเกษตรกรที่เป็นแกนนำทั้งแปลงใหญ่ ศพก. และ young smart farmer ที่ปัจจุบัน มีมากกว่า 5,000 แปลง รวมไปถึงการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในภาคการเกษตร

“อย่างไรก็ตาม ณ ปัจจุบันการดำเนินงานของกลุ่มแปลงใหญ่ค่อนข้างมีการพัฒนาไปมาก โดยเฉพาะความเข้มแข็งในการรวมกลุ่มกันซื้อ รวมกลุ่มกันขาย และสามารถทำตลาดได้ดีขึ้น แต่สิ่งที่กรม คาดหวังต่อไปก็คืออยากให้เกษตรกรมีการเชื่อมโยงเครือข่ายที่เข้มแข็งให้มากขึ้น ไม่เฉพาะแต่กับกลุ่มแปลงใหญ่ ศพก.และ young smart farmer เท่านั้น แต่อยากให้มองการเชื่อมโยงเครือข่ายไปถึงเครือข่ายกลุ่มเกษตรกรอื่นๆ ด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเกษตรกรทั้งระบบได้ครบวงจรมากยิ่งขึ้น ซึ่งหากเกษตรกรสามารถทำได้ก็จะทำให้ภาคการเกษตรระดับมหภาคมีความเข้มแข็งและเป็นรากฐานสำคัญให้กับประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป

ซีพีเอฟ หนุน ม.ขอนแก่น เลี้ยงไก่ไข่ระบบโรงเรือนอัจฉริยะSmart iFarm

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434214

ซีพีเอฟ หนุน ม.ขอนแก่น เลี้ยงไก่ไข่ระบบโรงเรือนอัจฉริยะSmart iFarm

ซีพีเอฟ หนุน ม.ขอนแก่น เลี้ยงไก่ไข่ระบบโรงเรือนอัจฉริยะSmart iFarm

วันจันทร์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 12.17 น.

ศ.ดร.มนต์ชัย ดวงจินดาคณบดี คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า ม.ขอนแก่น ร่วมกับ ซีพีเอฟ ต่อยอดความสำเร็จด้านความร่วมมือทางวิชาการสู่“ระบบโรงเรือนอัจฉริยะSmart iFarm”ศึกษาและพัฒนาอุปกรณ์ควบคุมอัตโนมัติและเทคโนโลยีสารสนเทศติดตั้งในโรงเรือนการเลี้ยงไก่ไขในระบบปิดแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ เพื่อใช้เป็นห้องเรียนสำหรับนักศึกษา และเกษตรกรที่สนใจ เตรียมความพร้อมบุคลากรก้าวสู่เกษตรทันสมัย

“ขอขอบคุณซีพีเอฟที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาการศึกษาและสนับสนุนมหาวิทยาลัยมาโดยตลอด โดยเฉพาะระบบSmart farmที่บริษัทให้การสนับสนุนในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเรียน การสอน และการค้นคว้าวิจัยด้านการศึกษา ที่สำคัญจะเป็นต้นแบบระบบโรงเรือนอัจฉริยะที่ให้บุคลากรทางการศึกษาได้ใช้เรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตไก่ไข่ เพื่อถ่ายทอดให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการต่อไป”ศ.ดร.มนต์ชัย กล่าว

คณะเกษตรศาสตร์ ม.ขอนแก่น ร่วมกับ ซีพีเอฟ ดำเนินโครงการความร่วมมือทางวิชาการและกิจการเพื่อสังคมมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2539 เป็นต้นมา ต่อมา ในปี 2560 บริษัทได้สนับสนุนการก่อสร้างโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่ความจุ 20,017 ตัว เป็นศูนย์เรียนรู้ฟาร์มปศุสัตว์ให้แก่นักศึกษาและผู้ที่สนใจ ล่าสุด บุคลากรของคณะฯ และซีพีเอฟร่วมกันศึกษาและติดตั้งระบบควบคุมอัตโนมัติในโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่
โรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่อัจฉริยะของคณะเกษตรฯ ม.ขอนแก่น มีเป้าหมายเพิ่มปริมาณไข่ไก่ 10 ฟอง/ตัว/รุ่น หรือประมาณ 200,000 ฟอง/รุ่น และคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ประมาณร้อยละ 10 หรือประมาณ 0.23 บาท/ฟอง ที่สำคัญSMART iFarm ถือเป็นสถานที่เรียนรู้และฝึกฝนความรู้ด้านเทคโนโลยี 4.0 ในภาคเกษตรกรรมแก่บุคลากรรุ่นใหม่ที่ออกมาสู่ธุรกิจและพร้อมทำงานทันที

ด้าน นายเรวัติ หทัยสัตยพงษ์รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ธุรกิจอาหารสัตว์บก ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านการศึกษา การสนับสนุนการสร้าง SMART iFarm เป็นต้นแบบของโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่อัจฉริยะ นำเทคโนโลยีIOTมาใช้ในกระบวนการบริหารจัดการภายในฟาร์มแบบเต็มรูปแบบ ตั้งแต่กระบวนการเลี้ยง การลำเลียงไข่ไก่ด้วยรางอัตโนมัติ ใช้เซ็นเซอร์ในการนับจำนวนไข่ รวมถึงการคัดขนาดไข่ไก่ ซึ่งสั่งการผ่านระบบอินเตอร์เนตทั้งหมด เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงและลดต้นทุนให้กับโครงการที่สำคัญ โรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่อัจฉิรยะจะเป็นห้องเรียนรู้และฝึกทักษะบุคลากรทางการศึกษาทั้งด้านปศุสัตว์และเทคโนโลยี ตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรม

กรมอุทยานฯแจงนโยบายทวงคืนผืนป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434141

x

กรมอุทยานฯแจงนโยบายทวงคืนผืนป่า

วันจันทร์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ตามที่มีการเสนอข่าวว่า เครือข่ายองค์กรประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายทวงคืนผืนป่า เรียกร้องให้รัฐบาลยุตินโยบายทวงคืนผืนป่า เกิดข้อพิพาทของรัฐในหลายกรณี โดยเฉพาะกรณีล่าสุดคือชุมชนบ้านบ่อแก้ว อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ที่ถูกปิดหมายบังคับคดีและมีกำหนดรื้อถอนวันที่ 27 สิงหาคม แม้จะมีข้อยุติในกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วว่า สวนป่าคอนสารทับที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของราษฎร และจัดสรรที่ดินทำกินให้ผู้เดือดร้อนทั้ง 277 ราย ตั้งแต่ปี 2548 เครือข่ายองค์กรประชาชน จึงขอให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยทบทวนมติคณะรัฐมนตรี 26 พฤศจิกายน 2562 และแก้พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562, พ.ร.บ. ป่าชุมชน พ.ศ. 2562, พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 รวมถึงคู่มือปฏิบัติการแนวทางแก้ปัญหาที่ดินของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์ โดยเปิดให้รับฟังความเห็นของประชาชน พร้อมให้รัฐบาลหามาตรการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิ์ในที่ดินทำกินนั้น

นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ชี้แจงว่า การแก้ปัญหาที่ดินทำกินของราษฎรในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ดำเนินการตามนโยบายแนวทางมติคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 ซึ่งเห็นชอบในหลักการตามมติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2561 ในพื้นที่เป้าหมายและกรอบมาตรการแก้ปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าไม้ (ทุกประเภท) โดยราษฎรผู้อยู่อาศัยในเขตป่าอนุรักษ์ ก่อนและหลังมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ให้สำรวจเตรียมความพร้อมของชุมชน ก่อนอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ได้ตามกฎหมาย หลังพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และพ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 มีผลใช้บังคับ เพื่ออนุญาตให้ราษฎรอยู่อาศัย และใช้ประโยชน์อย่างเกื้อกูลธรรมชาติภายในเขตป่าอนุรักษ์ได้สมบูรณ์ยั่งยืน ยึดหลักการ ดังนี้

1.หลักจัดการพื้นที่ ให้คงเจตนารมณ์การกำหนดกฎหมายเกี่ยวกับพื้นที่ป่าเพื่อการอนุรักษ์ 2. แนวทางดำเนินการจัดการพื้นที่ ประกอบด้วย 2 ขั้นตอนหลักคือ สำรวจการครอบครองที่ดิน และบริหารจัดการพื้นที่ (Zoning) เพื่อให้ได้ข้อตกลง “แนวเขตบริหารเพื่อการอนุรักษ์” เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย 3. เมื่อพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และพ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 มีผลบังคับใช้แล้ว กรมอุทยานฯจะนำ “เขตบริหารเพื่อการอนุรักษ์” ที่ได้รับความเห็นชอบร่วมกันแล้ว พร้อมแผนผังแปลงที่ดินและบัญชีรายชื่อราษฎรมาทำเป็นโครงการอนุรักษ์และดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เสนอให้คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติหรือคณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าแล้ว แต่กรณีให้ความเห็นชอบ และเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ ก่อนที่จะตราเป็น “พระราชกฤษฎีกา” มีระยะเวลาโครงการฯ ตามพระราชกฤษฎีกาคราวละไม่เกิน 20 ปี เพื่อให้ราษฎรสามารถอยู่อาศัยและทำกินภายในเขตป่าอนุรักษ์ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ทั้งนี้ ผลการดำเนินการตามแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินของราษฎรในเขตป่าอนุรักษ์ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 จากพื้นที่เป้าหมายพื้นที่ครอบครองของราษฎรในเขตป่าอนุรักษ์ทั้งประเทศ 215 ป่า 3,973 หมู่บ้าน เนื้อที่ประมาณ 4.7 ล้านไร่ โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จะได้เร่งรัดสำรวจและบริหารพื้นที่ ตามแนวทางแก้ปัญหาที่ดินของราษฎรในเขตป่าอนุรักษ์ให้แล้วเสร็จ เพื่อนำผลดำเนินการมาเสนออนุญาตตามที่กฎหมายกำหนดต่อไป

ชายคาพระพิรุณ : 19 สิงหาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434137

586851

ชายคาพระพิรุณ : 19 สิงหาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

วันก่อนติดตามท่านสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ไปดูผลสำเร็จการพลิกฟื้นสวนส้มโอทับทิมสยาม พืชอัตลักษณ์ประจำถิ่นของชาวนครศรีธรรมราช ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดทำโครงการพืชอัตลักษณ์ประจำถิ่น จำนวน 8 ชนิด ได้แก่ ส้มโอทับทิมสยาม ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง สละ จำปาดะ และมะม่วงเบา ใน 14 จังหวัดภาคใต้ โดยให้บริหารจัดการผ่านกระบวนการเกษตรแปลงใหญ่อย่างครบวงจร ตั้งแต่กระบวนการผลิตสินค้าคุณภาพจากสวนที่ได้มาตรฐาน เตรียมพร้อมสู่มาตรฐานการส่งออก การยกระดับเกรดของสินค้าด้วยการจัดทำการรับรองคุณภาพ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ ที่ทันสมัยแต่สื่อสารเข้าใจง่ายสำหรับผู้บริโภคต่างถิ่น ตลอดจนให้มีการแปรรูปเพิ่มมูลค่า ภาคใต้ และการเชื่อมโยงตลาดกับผู้บริโภคและผู้ประกอบการ โดยเน้นเกษตรกรเป้าหมาย 3,000 ราย ผ่านกระบวนการเกษตรแปลงใหญ่ มุ่งส่งเสริมและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าไม้ผลอัตลักษณ์ ท่านอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร บอกว่า ภาคใต้เป็นแหล่งผลิตไม้ผลที่สำคัญของประเทศไทย มีการผลิตไม้ผลหลายชนิดที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ และเป็นสินค้าอัตลักษณ์สร้างชื่อประจำจังหวัด เช่น ส้มโอทับทิมสยาม ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง สละ จำปาดะ และมะม่วงเบา เป็นต้น จึงทำให้เหมาะที่จะส่งเสริมและพัฒนาในการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตสู่มาตรฐานการส่งออก ควบคู่ไปกับการพัฒนาการแปรรูป เพื่อทำให้การผลิตไม้ผลของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการในปี 2562 เกิดการเริ่มต้นและพัฒนาสินค้าไม้ผลได้อย่างครบวงจร นำไปสู่การใช้เทคโนโลยีการพัฒนาการผลิตไม้ผลสู่ 4.0 สำหรับ “ส้มโอทับทิมสยาม” มีแหล่งปลูกที่ได้คุณภาพมีเพียงพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังเพียงแห่งเดียวเท่านั้น โดยผลผลิตส่งจำหน่ายใน 5 ประเทศ ประกอบด้วย จีน (5 มณฑล) เวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย และฮ่องกง ในปัจจุบันมีเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังหันมาปลูกส้มโอทับทิมสยามเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ปีละหลายร้อยล้านบาท แต่ส้มโอทับทิมสยามยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดต่างประเทศ จึงนับเป็นโอกาสทองของเกษตรกรในลุ่มน้ำปากพนังที่จะหันมาปลูกส้มโอทับทิมสยามให้มากขึ้น…

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ที่ผ่านมา กรมประมง จัดพิธีการทำลายของกลางซากของสัตว์ป่า ซึ่งเป็นสัตว์น้ำที่คดีสิ้นสุด และตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 จำนวน 10 รายการ ได้แก่ ซากม้าน้ำแห้ง ซากปลาจิ้มฟันจระเข้แห้ง ซากปะการัง ซากกัลปังหา ซากจระเข้ ซากเต่า ซากตะพาบน้ำไทย ซากดาวทะเล ซากเปลือกหอย และซากหอยงวงช้างตากแห้ง รวมมูลค่าของกลางกว่า 5,500,000 บาท (ห้าล้านห้าแสนบาทถ้วน) โดยของกลางที่นำมาทำลาย กรมประมงได้รับมอบมาจากหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ จากกรมศุลกากร 5 คดี จากการจับกุมผู้ลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักร 1 คดี จากการตรวจยึดบนอาคารผู้โดยสาร 10 คดี และจากการจับกุมการลักลอบค้าและครอบครองสัตว์ป่าภายในประเทศ 24 คดี ซึ่งกรมประมงมีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดในการลักลอบนำเข้า ส่งออก ค้า หรือครอบครองสัตว์ป่าหรือซากของสัตว์ป่าคุ้มครองที่ผิดกฎหมาย รวมถึงการลักลอบนำเข้าส่งออกสัตว์ป่าหรือซากสัตว์ป่าที่ปรากฏตามบัญชีแนบท้ายประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดชนิดของสัตว์ป่า ซากของสัตว์ป่า และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากซากของสัตว์ป่าที่ห้ามนำเข้าหรือส่งออกที่ไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมประมง และการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 โดยศาลมีคำพิพากษาคดีถึงที่สุดแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ของกลางเหล่านี้จะมีการลักลอบนำไปขายทำยา ทำเครื่องประดับ หรือนำไปตกแต่งอควาเรียม เรื่องมูลค่าความเสียหายก็ส่วนหนึ่ง แต่คุณค่าของทรัพยากรเหล่านี้ บางชนิดอยู่ในสภาวะที่ใกล้สูญพันธุ์ บางชนิดกว่าจะเจริญเติบโตขึ้นมาใช้เวลาเป็นร้อยปี มันจึงเป็นความสูญเสียที่ไม่อาจที่จะประเมินค่าได้ โดยปัจจุบันปัญหาดังกล่าวทวีความรุนแรงมากขึ้น มีการลักลอบการนำเข้าด้วยวิธีการที่หลากหลาย และหลายช่องทางเพื่อหลบเลี่ยงการจับกุมจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งการกระทำความผิดนี้ถือว่าเป็นอาชญากรรม มีโทษจำคุกไม่เกินสี่ปี ปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่งผลการลักลอบในแต่ละครั้งส่งผลต่อภาพลักษณ์ในด้านการค้าสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมายของประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง…

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เดินหน้าสร้างเครือข่ายอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี (ครูบัญชี) อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้เป็นประธานเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ระดับภาค เรื่อง “การสร้างเครือข่ายอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี (ครูบัญชี) ประจำศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และศูนย์เครือข่าย” เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาทั้งบุคลากรผู้ปฏิบัติงานและอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชีซึ่งเป็นเครือข่ายภาคประชาชน ได้ร่วมกันสร้างการรับรู้ ติดตามงาน และกำหนดแผนการดำเนินงาน ส่งเสริมการจัดทำบัญชีในศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และศูนย์เครือข่ายให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ตลอดจนเพื่อเป็นข้อมูลในการจัดทำแผนการดำเนินงานบูรณาการตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อไป โดยมีบุคลากรผู้ปฏิบัติงาน และอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชีในพื้นที่สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ที่ 8 จำนวน 157 คน เข้ารับการอบรม ณ โรงแรมไดมอนด์พลาซ่า อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ขันนอตโครงการป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434136

x

ขันนอตโครงการป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่

วันจันทร์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังติดตามการบริหารจัดการน้ำและตรวจความคืบหน้าการดำเนินงานเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองระบายน้ำ ร.1 ณ สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 11 อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ว่า กรมชลประทานดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ (ระยะที่ 2)
จ.สงขลา กำหนดแนวทางแก้ปัญหาเป็น 3 แนวทางคือ 1) การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองระบายน้ำ ร.1
จากเดิมระบายน้ำได้ 465 ลบ.ม./วินาที เป็น 1,200 ลบ.ม./วินาที 2) การสกัดน้ำไม่ให้เข้าเมือง โดยขุดคลองสายใหม่เพื่อตัดยอดน้ำก่อนไหลเข้าเมือง อัตราการระบาย 2,000 ลบ.ม./วินาที และ 3) ตัดยอดน้ำ โดยสร้างอ่างเก็บน้ำ 5 แห่ง ความจุรวม 120 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้ ระยะเร่งด่วน กรมชลประทานดำเนินการตามแนวทางที่ 1 ซึ่งเมื่อรวมกับการระบายน้ำของคลองอู่ตะเภา ทำให้ระบายน้ำได้รวม 1,665 ลบ.ม./วินาที อย่างไรก็ตาม เมื่อโครงการแล้วเสร็จจะเพิ่มประสิทธิภาพระบายน้ำคลองระบายน้ำ ร.1 และเป็นแหล่งน้ำสำรองในช่วงฤดูแล้งประมาณ 5 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้ ช่วงมรสุมที่ใกล้จะถึงนี้ กรมชลประทานคาดว่าคลองระบายน้ำ ร.1 จะระบายน้ำได้ประมาณ 1,000 ลบ.ม./วินาที ถ้าฝนตกไม่เกิน 200 มิลลิเมตร จะรับมือต่อสถานการณ์ได้ อย่างไรก็ตาม ได้เร่งรัดโครงการที่ยังไม่เรียบร้อย ให้ดำเนินการให้เสร็จโดยเร็วที่สุด

สำหรับการบริหารจัดการน้ำในภาพรวมของจ.สงขลา เตรียมพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัย โดยตรวจสอบความพร้อมใช้งานอาคารชลประทานขนาดกลางในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา การขุดลอกสิ่งกีดขวางทางน้ำ และกำจัดวัชพืชในคลองชลประทาน คลองธรรมชาติและในอ่างเก็บน้ำตามแผนงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ

แปลงใหญ่มะม่วงโชคอนันต์สุโขทัย รับรางวัลดีเด่นระดับปท.‘ชนะเลิศอันดับ1’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434138

x

แปลงใหญ่มะม่วงโชคอนันต์สุโขทัย n รับรางวัลดีเด่นระดับปท.‘ชนะเลิศอันดับ1’

วันจันทร์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร เผยผลการประกวดแปลงใหญ่ดีเด่นระดับประเทศ ประจำปี 2562 โดยรางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ แปลงใหญ่มะม่วงโชคอนันต์ ต.น้ำชุม อ.ศรีนคร จ.สุโขทัย ที่มีจุดเด่นด้านการดำเนินงานในรูปแบบกลุ่มแปลงใหญ่ที่มีแบบแผน เชื่อมโยงเครือข่ายทั้งจากแปลงใหญ่และเครือข่ายกลุ่มเกษตรกรอื่น รวมถึงใช้ตลาดนำการผลิตที่เข้มแข็งด้วยระบบการบริหารจัดการที่ดี

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สำหรับการจัดประกวดแปลงใหญ่ดีเด่นระดับประเทศ ประจำปี 2562 ซึ่งถือเป็นปีที่ 4 ที่จัดประกวดดังกล่าวขึ้น ทั้งนี้ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้เกษตรกร รวมถึงเป็นแรงกระตุ้นให้เกษตรกรพัฒนาตนเองต่อเนื่อง ไปพร้อมกับการส่งเสริมสนับสนุนจากภาครัฐ โดยปีนี้การคัดเลือกแปลงใหญ่ที่มีผลการดำเนินงานดีเด่นเข้าประกวดแปลงใหญ่ดีเด่นตั้งแต่ระดับเขตไปจนถึงระดับประเทศ ประจำปี 2562 ประกอบด้วย ระดับเขตมีการคัดเลือกทั้ง 6 เขต เขตละ 1 แปลง เพื่อเป็นตัวแทนประกวดระดับประเทศ ซึ่งมีแปลงใหญ่ของแต่ละเขตที่ผ่านการคัดเลือกเข้าประกวดแปลงใหญ่ดีเด่นระดับประเทศ ประจำปี 2562 ได้แก่ เขต 1 แปลงใหญ่มันสําปะหลัง ตําบลวังม่วง อําเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี เขต 2 แปลงใหญ่กล้วยหอมทอง 1 หมู่ที่ 2 ตําบลถ่ำรงค์ หมู่ที่ 3 ตําบลท่าเสน อําเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี เขต 3 แปลงใหญทุเรียน หมู่ที่ 8 ตําบลดงขี้เหล็ก อําเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี เขต 4 แปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ หมู่ที่ 9 ตําบลดงมะไฟ อําเภอทรายมูล จังหวัดยโสธร เขต 5 แปลงใหญ่ผักบางท่าข้าม ตําบลท่าข้าม อําเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เขต 6 แปลงใหญ่มะม่วงโชคอนันต์ ตําบลนํ้าชุม อําเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย

สำหรับผลการประกวดแปลงใหญ่ดีเด่นระดับประเทศ ประจำปี 2562 รางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ เขต 6 แปลงใหญ่
มะม่วงโชคอนันต์ ต.น้ำชุม อ.ศรีนคร จ.สุโขทัย รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ เขต 2 แปลงใหญ่กล้วยหอมทอง 1 หมู่ที่ 2 ตําบลถ่ำรงค์ หมู่ที่ 3 ตําบลท่าเสน อําเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่ เขต 4 แปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ หมู่ที่ 9 ตําบลดงมะไฟ อําเภอทรายมูล จังหวัดยโสธร และรางวัลชมเชยลำดับที่ 1 ได้แก่ เขต 1 แปลงใหญ่มันสําปะหลัง ตําบลวังม่วง อําเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี อันดับที่ 2 ได้แก่ เขต 3 แปลงใหญ่ทุเรียน หมู่ที่ 8 ตําบลดงขี้เหล็ก อําเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี และอันดับที่ 3 เขต 5 แปลงใหญ่ผักบางท่าข้าม ตําบลท่าข้าม อําเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี

และสุดท้ายรางวัลแปลงใหญ่ขวัญใจมหาชน ได้แก่ แปลงใหญ่มะม่วงโชคอนันต์ ต.น้ำชุม อ.ศรีนคร จ.สุโขทัย ที่ควบ 2 ตำแหน่งในปีนี้ เนื่องจากมีความโดดเด่นในด้านการบริหารจัดการกลุ่ม และการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างกลุ่มเกษตรกรอื่น เครือข่ายศพก. สมาร์ทฟาร์มเมอร์ และยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ เพื่อวางแผนผลิตมะม่วงให้มีผลผลิตตลอดทั้งปีส่งให้บริษัท และตลาดทั่วไป โดยสามารถรักษาความเสถียรของราคาให้มั่นคง ผลผลิตไม่ล้นตลาด ซึ่งนับเป็นกลุ่มแปลงใหญ่ดีเด่นที่นำไปเป็นต้นแบบให้กลุ่มแปลงใหญ่อื่นต่อไปได้ในอนาคต