‘นมไทย-เดนมาร์ค’คว้ารางวัล Top Rising Brandsครองใจผู้บริโภค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434140

x

‘นมไทย-เดนมาร์ค’คว้ารางวัล Top Rising Brandsครองใจผู้บริโภค

วันจันทร์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย(อ.ส.ค.) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค คว้ารางวัล Top Rising Brands ในหมวด Dairy ในงานแถลงข่าวและประกาศรางวัลแบรนด์ยอดนิยม “Kantar Brand Footprint Award 2019-Thailand” ซึ่งจัดอันดับแบรนด์ที่ครองใจผู้บริโภคตัดสินใจเลือกซื้อสูงสุดทั้งในและต่างประเทศ โดยผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค ภายใต้การบริหารจัดการขององค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทยติดอันดับคว้า Top Brand ตอกย้ำการเป็นผลิตภัณฑ์นมที่ครองใจผู้บริโภคอันดับต้นๆในไทย พร้อมปรับยุทธศาสตร์พัฒนาสินค้าใหม่ ชิงผู้นำตลาด ขยายฐานกลุ่มผู้บริโภคไปยัง CLMV (กัมพูชา,ลาว, พม่า, เวียดนาม) เพื่อเพิ่มรายได้และดันผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์คก้าวสู่ผู้นำตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผอ.อ.ส.ค.กล่าวว่า อ.ส.ค.พัฒนาผลิตภัณฑ์ ปรับกลยุทธ์ เพิ่มไลน์สินค้าใหม่ และรุกทำตลาดผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์คต่อเนื่องตลอดปี 2562 ส่งผลให้ อ.ส.ค. คว้ารางวัล “Top Rising Brands (Kantar Brand Footprint Award 2019-Thailand) ในหมวด Dairy นมไทย-เดนมาร์ค ถือเป็นแบรนด์ที่เติบโตสูงสุดในกลุ่มผู้บริโภค โดยรางวัลดังกล่าวถูกจัดลำดับโดยบริษัท กันตาร์ เวิล์ดพาแนล (Kantar Worldpanel) ซึ่งทำวิจัยเก็บรวบรวมและวิเคราะห์พฤติกรรมการจับจ่ายของผู้บริโภคกลุ่มตัวอย่างที่ซื้อเกี่ยวกับแบรนด์ยอดนิยมในประเทศไทยติดต่อกันปีนี้เป็นปีที่ 7 โดยมอบรางวัลทั้งสิ้น 4 ประเภทรวม 16 รางวัล ได้แก่ Most Chosen Brands, Top Rising Brands, Top Outstanding Local Brands และ Top Outstanding Retailler ในธุรกิจ FMCG และ Retail วิเคราะห์ประมวลผลด้วยดัชนี CRP หรือ Consumer Reach Point ซึ่งเป็นอัตราการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าที่ทำการพัฒนาขึ้นและเป็นเอกสิทธ์ิเฉพาะของ Kantar

ดร.ณรงค์ฤทธิ์กล่าวด้วยว่า รางวัลดังกล่าวถือเป็นแรงจูงใจและแรงกระตุ้นสำคัญ ทำให้ อ.ส.ค. เร่งพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์นมเพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางการตลาดให้ผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค ด้วยการเร่งปรับแผนขยายฐานกลุ่มผู้บริโภคครบทุกวัยมากขึ้น ที่ผ่านมา อ.ส.ค.ทำตลาดนมพร้อมดื่มยูเอชทีร่วมกับบริษัทแมคไทย จำหน่ายนมไทย-เดนมาร์คในกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นมีอายุตั้งแต่ 15-22 ปี รวมทั้งได้ร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) วิจัยและพัฒนาในกลุ่ม เพื่อเพิ่มอำนาจในการแข่งขัน และผลักดันให้อ.ส.ค. ก้าวสู่ผู้นำด้านอุตสาหกรรมนมได้อย่างเข้มแข็งและมั่นคงด้วยการเติมเต็มตลาดในประเทศให้ครบทุกวัย

‘เทวัญ’ขานรับคำสั่ง’บิ๊กตู่’ ติดตามภัยแล้งที่โคราช’อ่างลำตะคอง-อ่างลำแชะ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/433949

'เทวัญ'ขานรับคำสั่ง'บิ๊กตู่' ติดตามภัยแล้งที่โคราช'อ่างลำตะคอง-อ่างลำแชะ'

‘เทวัญ’ขานรับคำสั่ง’บิ๊กตู่’ ติดตามภัยแล้งที่โคราช’อ่างลำตะคอง-อ่างลำแชะ’

วันเสาร์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 18.10 น.

 รมต.สำนักนายกรัฐมนตรีรับคำสั่งนายก.ตู่ -รองนายก.ประวิตร ติดตามภัยแล้งที่โคราช อ่างลำตะคอง อ.สีคิ้ว –อ่างลำแชะ อ.ครบุรี ถือเป็นวาระแห่งชาติ

17 สิงหาคม 2562 นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมให้ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ จ.นครราชสีมา ที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำตะคอง ต.คลองไผ่ อ.สีคิ้วฯ และ บ้านหนองแคทราย ต.ลำเพียก อ.ครบุรีฯ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามูลบน – ลำแชะ การตรวจติดตามสถานการณ์น้ำเขื่อนลำแชะ  พร้อมออกเยี่ยมเยียนประชาชน บริเวณสระประปาบ้านหนองแคทราย , อ่างเก็บน้ำคลองน้ำมัน , อ่างเก็บน้ำบ้านจัดสรร , ตรวจพื้นที่มันสำปะหลังที่ได้รับความเสียหายในพื้นที่ รับทราบปัญหา อุปสรรค การป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง โดยมีนายธงชัย ลืออดุลย์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี , นายณัฏฐชัย ศรีรุ่งสุขพินิจ ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ นายประเสริฐ บุญชัยสุข อดีต รมว.อุตสาหกรรม , นายวัชรพล โตมรศักดิ์ ส.ส.นครราชสีมา , นางสาวเยาวภา บุรพลชัย โฆษกพรรคชาติพัฒนา มีนางปิยะฉัตร อินสว่าง รอง ผวจ.นครราชสีมา พร้อมด้วย สำนักชลประทานที่ 8 นครราชสีมา , ผอ.ชลประทาน จ.นครราชสีมา , ผอ.โครงการฯ , เกษตรจังกวัดฯ และเจ้าหน้าที่รวมกว่า100 คน ร่วมประชุม ก่อนการประชุมได้มีกลุ่มผู้ใช้น้ำตัวแทนกว่า 20 คนชาว อ.สีคิ้วฯ และกลุ่มผู้ใช้น้ำต่อต้านไม่ยอมให้โรงงานน้ำตาลแห่งหนึ่งวางท่อสูบน้ำลำตะคอง เป็นการแย่งน้ำชาวบ้าน ยื่นหนังสือให้มีการตรวจสอบและไม่อนุญาตให้ใช้น้ำจากลำตะคอง

นายเทวัญฯ กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายจากพล.อ.ประยุทธ์ฯ นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตรฯ รองนายกรัฐมนตรีให้ติดตามรับทราบปัญหาสถานการณ์ที่ จ.นครราชสีมา ดูแลความเดือดร้อนให้กับประชาชนพื้นที่ อ.สีคิ้วและ อ.ครบุรี  เท่าที่ทราบปีนี้ จ.นครราชสีมาเกิดภัยแล้งเป็นพิเศษ ซึ่งจากนี้ไปเราจะลงพื้นที่ทุกสัปดาห์ เพราะ จ.นครราชสีมามี 32 อำเภอปัญหามีมากพอสมควร ซึ่งได้รับรายงานจากทางชลประทานจังหวัดฯทราบว่า 5 เขื่อนใหญ่ ประกอบด้วย เขื่อนลำตะคอง , เขื่อนลำพระเพลิง , เขื่อนลำมูลบน , เขื่อนลำแชะ และเขื่อนลำปลายมาศ น้ำในเขื่อนลดลงมากกว่าปี2561 ลดต่ำกว่ามาตรฐานลงมากกว่า 20% อาจจะด้วยสาเหตุ 1.น้ำที่สะสมจากปีที่แล้วก็มีต่ำกว่ามาตรฐาน 10% แล้วเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงด้วยทำให้เขื่อนหลักทั้ง 5 เขื่อนจึงมีน้ำกว่ามาตรฐานคือมีน้ำน้อยมาก แต่ในส่วนอ่างเก็บน้ำลำตะคอง อ.สีคิ้วฯสามารถที่จะปล่อยน้ำได้ตามมาตรฐานให้กับเกษตรกร และน้ำอุปโภค บริโภคได้ปรกติ ส่วนเขื่อนอื่นๆ 4 เขื่อนน่าเป็นห่วง แต่มีอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 23 อ่างทั่ว จ.นครราชสีมาที่มี 6 อ่างที่มีน้ำเป็นศูนย์เปอร์เซ็นต์ ก็คือไม่มีน้ำเลย อันนี้น่าเป็นห่วงซึ่งคงจะต้องลงไปดูว่าเป็นอย่างไร

ทั้งนี้พล.อ.ประยุทธ์ฯ นายกรัฐมนตรีและ พล.อ.ประวิตรฯ รองนายกรัฐมนตรีให้นโยบายมาว่าให้ทำฝนเทียม แต่การทำฝนเทียมขณะนี้มีปัญหาจากสภาพอากาศไม่อื้ออำนวยเท่าที่ควรขึ้นทำแล้วได้ผลไม่เต็มที่ ขณะที่ทางจังหวัดฯพยายามระดมเครื่องไม้เครื่องมือการขุดเจาระบ่อบาดาล เป่าล้างบ่อ นำรถบรรทุกน้ำไปช่วยเหลือชาวบ้านบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ท.ซึ่งมีพื้นที่เกษตรกรรมในเขตชลประทานประมาณ 7 แสนไร่ได้รับความเสียหายยังไม่มากหรือส่วนน้อยมาก แต่พื้นที่เกษตรกรรมที่อยู่นอกเขตชลประทานกว่า 6 ล้านไร่ ข้าว , มันสำปะหลัง ข้ามโพด เสียหายประมาณ 30-40% ซึ่งตนจะเอารายงานที่ได้รับมาทั้งหมดไปรายงานให้พล.อ.ประยุทธ์ฯ นายกรัฐมนตรีและ พล.อ.ประวิตรฯ รองนายกรัฐมนตรี และ ครม.ทราบ โดยเฉพาะปัญหาเร่งด่วนซึ่งตนจะรีบรายงานทันที ส่วนที่มีกลุ่มผู้ใช้น้ำ อ.สีคิ้วฯที่เดือดร้อนจากการขาดน้ำนั้น

ตนได้สั่งการทางอำเภอนำน้ำไปช่วยเหลือให้กับชาวบ้านก่อนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน แล้วลงไปดูสาเหตุว่าเกิดจากอะไร เกิดจากบ่อที่ขุดตันหรือเปล่า หรือไม่มีน้ำก็ต้องไปขุดบ่อใหม่ให้ชาวบ้าน ส่วนอีกเรื่องที่มีการร้องเรียนการตั้งโรงงานน้ำตาลแห่งหนึ่ง(โรงน้ำตาละครบุรี) ที่มีการต่อท่อสูบน้ำจากลำน้ำลำตะคองเป็นการแย่งน้ำประชาชนชาวบ้านนั้น ตนเพิ่งได้รับรายงานยังไม่ทราบข้อเท็จจริงคงต้องมีการตรวจสอบ เพรราะประชาชนกำลังกลัวว่ามาสร้างโรงงานน้ำตาลแล้วไปแย่งน้ำจากลำตะคองมาใช้ ส่วนเรื่องที่มารับตำแหน่งรัฐมนตรีสำนักนายกรัฐมนตรีเจอปัญหาแรกคือภัยแล้งนั้น ภัยแล้งประสบปัญหาทุกปี อยู่ที่ปีไหนมาก ปีไหนน้อย เราก็ต้องแก้ปัญหาให้กับประชาชนทุกครั้ง โดยเฉพาะโคราชปีนี้แล้งรุนแรงมาก และน้ำอุปโภค บริโภครู้สึกว่าจะเป็นปัญหามากเหมือนกัน ปัญหาภัยแล้งถือเป็นวาระแห่งชาติก็ได้หรือก็ดี ซึ่งไม่ใช่เฉพาะพวกเรา พล.อ.ประยุทธ์ฯ นายกรัฐมนตรี และพล.อ.ประวิตรฯรองนายกรัฐมนตรีก็เป็นห่วงมาก และวันจันทร์นี้ก็จะลงพื้นที่ จ.สุรินทร์ และ จ.บุรีรัมย์

ส่วนเรื่องยืนยันว่า จะไม่ยอมให้ชาวโคราชขาดน้ำจนตายนั้น นายเทวัญฯกล่าวว่า  คือเราไม่อยากให้เกิดขึ้น เราจะดูแลให้เต็มที่ ไม่อยากให้มีใครเกิดขึ้น ไม่อยากให้มีความเสียหาย และไม่อยากให้มีความเดือดร้อน และไม่อยากให้ถึงขั้นมีผู้เสียชีวิตรเพราะการขาดน้ำ ส่วนปัญหาการส่งน้ำไปไม่ถึงปลายน้ำ มีการแย่งชิงสูบน้ำตัดหน้านั้น ตนได้ฝากให้ทางจังหวัดและชลประทานไปทำความเข้าใจกับประชาชน เราเข้าใจว่าเขาทำมาหากินทำไร่ทำนาก็อยากได้น้ำ บางทีเขาไปกู้ ธกส.มาบ้าง เป็นหนี้เป็นสิน ถ้าไม่ให้น้ำเขาก็แย่ แต่การบริหารจัดการมันก็ต้องเผื่อแผ่คนอื่นด้วย ฉะนั้นต้องเข้าไปบูรณาการกันคือต้องทำความเข้าใจเป็นหลัก นายเทวัญฯกล่าว

ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  พร้อมด้วยนายวีรศักดิ์  หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และคณะ เดินทางมาตรวจเยี่ยมงานตามนโยบายรัฐบาลที่จังหวัดนครราชสีมา  โดยมีนายวิเชียร  จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนคราชสีมา ,ผู้ตรวจกระทรวงสาธารณสุขเขตสุขภาพที่ 9 ,นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดฯ และคณะผู้บริหาร-ข้าราชการ-เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา  ให้การต้อนรับ

โดยได้ตรวจติดตามความก้าวหน้าโครงการ“ลดแออัด ไร้รอยต่อ ทั่วนครชัยบุรินทร์” ที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เป็นจุดแรก ซึ่งมีผู้ป่วยในที่อยู่ในความดูแลราว 1,400-1,640 รายต่อวัน แต่มีเตียงรองรับผู้ป่วยเพียง 1,300 เตียงเท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงวิกฤติปัญหาความแออัดในโรงพยาบาลศูนย์  ทางกระทรวงสาธารณสุข จึงมีเป้าหมายการพัฒนาเพื่อลดแออัด ไร้ร้อยต่อ เพิ่มประสิทธิภาพการบริการ มุ่งประชนเป็นศูนย์กลาง โดยกำหนด 4 ยุทธศาสตร์ ทั้งด้านการสร้างความเข้มแข็งระบบสุขภาพปฐมภูมิ,พัฒนาประสิทธิภาพหารให้บริการ ,พัฒนาศักยภาพสถานบริหาร และพัฒนาระบบสนับสนุน ซึ่งให้ทุกจังหวัดดำเนินการโรงพยาบาลคู่พันธมิตร   แบ่งปันทรัพยากร และทุกโรงพยาบาลจัดเตียงดูแลรองรับผู้ป่วยระยะกลางหรือกึ่งเฉียบพลันในระดับเขต รวมถึงจัดระบบ Car Pool Ambulance ลดปัญหาการมีผู้ป่วยค้างกลับที่โรงพยาบาลศูนย์จากสาเหตุไม่มีรถมารับโดยในปีงบประมาณ 2563 มีแผนพัฒนาเพื่อปิดช่องว่างโรงพยาบาลชุมชนแม่ข่ายให้เข้มแข็ง พร้อมกับทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลภาครัฐและเอกชน

ซึ่งในโอกาสนี้  รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ร่วมลงนามและเป็นสักขีพยานในพิธีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “ระบบส่งต่อ ผู้ป่วยใน ( IPD ) เตียงกลาง จังหวัดนครราชสีมา” ระหว่างสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา ,สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 9 นครราชสีมาและโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของรัฐและเอกชนในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา รวม 9 แห่ง ร่วมลงนามฯ เห็นชอบร่วมกันในการพัฒนาระบบเตียงผู้ป่วยในกลาง จัดระบบส่งต่อผู้ป่วยใน เพื่อลดความแออัดของโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา  ให้ประชาชนได้รับบริการที่ได้คุณภาพมาตรฐาน เกิดการกระจายทรัพยากรด้านสุขภาพที่เสมอภาคและเป็นธรรม  จากนั้น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ติดตามการดำเนินนโยบายกัญชาเพื่อการแพทย์ โดยชมรมหมอพื้นบ้านได้มอบยาพื้นบ้านที่มีส่วนผสมของกัญชาให้เพื่อส่งมอบต่อให้กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีสำหรับนำไปใช้พัฒนางานวิจัย  ก่อนจะทำพิธีเปิดคลินิกกัญชาเพื่อการรักษาทางการแพทย์ของโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ที่จะเปิดให้บริการแก่ประชาชนที่ชั้น 4 อาคารผู้ป่วยนอกและอำนวยการ

โดยรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า กระทรวงสาธารณสุขพยายามที่จะผลักดันให้การรักผู้ป่วยด้วยสารสกัดจากกัญชาเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ง่าจะทางการแพทย์สมัยใหม่ ,การแพทย์ทางเลือก หรือการแพทย์พื้นบ้าน ทุกอย่างจะอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์ ซึ่งแพทย์ที่จะจ่ายสารสกัดจากกัญชาได้จะต้องได้รับการอบรมจากกรมการแพทย์, กรมการแพทย์แผนไทย และแพทย์ทางเลือก จึงจะดูแลรักษาผู้ป่วยด้วยสารสกัดจากกัญชาได้  ซึ่งขณะนี้ได้รับความร่วมมือจากองค์การเภสัชกรรมมอบสารสกัดจากกัญชา ที่มีทั้ง TSC 100 % , CBD 100% และมีทั้งสูตรผสมรวม CBD 1 เท่า TSC 1 เท่า  ผลิตออกมาเรื่อยๆเพื่อกระจายไปตามโรงพยาบาลรัฐทุกแห่งในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขในเวลาอันใกล้นี้  และยังมีข่าวดียิ่งกว่าสำหรับการแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้าน ก็คือ สามารถนำสูตรผสมที่ใช้สกัดน้ำมันกัญชา ไปพิสูจน์ที่ อย.หรือสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และแพทย์แผนไทยได้ ซึ่งหากพบว่าสารสกัดดังกล่าวไม่มีพิษและไม่ทำลายสุขภาพ ก็สามารถนำสกัดน้ำมันกัญชาที่ได้นี้ ไปใช้รักษาผู้ป่วยได้เช่นกัน จึงถือเป็นการเพิ่มทางเลือกในการรักษาได้มากยิ่งขึ้น นายอนุทินฯ กล่าว.

รมช.เกษตรฯขึ้นเครื่องบินส่วนตัว เปิดงานเกษตรออนไลน์ที่สระบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/433654

รมช.เกษตรฯขึ้นเครื่องบินส่วนตัว เปิดงานเกษตรออนไลน์ที่สระบุรี

รมช.เกษตรฯขึ้นเครื่องบินส่วนตัว เปิดงานเกษตรออนไลน์ที่สระบุรี

วันศุกร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 10.19 น.

16 สิงหาคม 2562 เมื่อเวลา 08.30 น. ที่กองบิน 604 ท่าอากาศยานดอนเมือง กรุงเทพฯ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ได้ขึ้นเครื่องบินส่วนตัว ออกเดินทางไปเป็นประธานเปิดงานเกษตรออนไลน์ ที่จัดขึ้นที่เวลาประมาณ 10.00 ณ บริเวณอำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี

โดยร้อยเอก ธรรมนัส ได้กล่าวว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีได้ก้าวไกลมากขึ้น เกษตรกรต้องปรับตัวกับโลกยุคใหม่ให้เท่าเทียมยุคสมัย ตนเองเล็งเห็นถึงความสำคัญของผลประโยชน์ที่พี่น้องชาวเกษตรกรทั้ง 4 ภาคจะได้รับจากการจัดงานครั้งนี้ และยินดีที่จะร่วมสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยจะไปรับทราบปัญหาและนำมาปรับปรุงแก้ไข ขอความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชนโดยทันที

ทั้งนี้มีรายงานระหว่างเดินทางโดยเครื่องบินดังกล่าว ร้อยเอกธรรมนัส ได้มอบหมายให้ทีมงานถ่ายภาพทางอากาศ เพื่อตรวจสถานการณ์ภัยแล้งและปริมาณน้ำตามไร่นาของเกษตรกรด้วย เพื่อนำไปพิจารณาแก้ไขปัญหาให้ประชาชนต่อไป

เปิดเวที‘ข้าวโพดข้าวฟ่างฯครั้งที่39’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/433525

x

เปิดเวที‘ข้าวโพดข้าวฟ่างฯครั้งที่39’

วันศุกร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ข้าวโพดและข้าวฟ่าง เป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศไทยที่สำคัญในระดับความมั่นคงทางด้านอาหาร ทำให้เกิดอุตสาหกรรมพื้นฐานต่อเนื่องอีกมาก ซึ่งเป็นห่วงโซ่ของอุปสงค์และอุปทานด้านอาหาร เช่น อุตสาหกรรมอาหารสัตว์และอุตสาหกรรมอาหารซึ่งผลผลิตมากกว่าร้อยละ 90 นำไปผลิตเป็นอาหารสัตว์ ทำรายได้ให้ประเทศปีละหลายหมื่นล้านบาท โดยสถานการณ์การผลิตในปี 2561/62 ที่ผ่านมา ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทยมีประมาณ5 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้มีมากถึง 8 ล้านตันหรือประมาณ 0.69 ล้านตันต่อเดือน ทำให้ต้องนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านตามความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) สำหรับข้าวฟ่างนั้นพื้นที่ปลูกนับวันจะลดน้อยลง ปัจจุบันพื้นที่ปลูกข้าวฟ่างของไทยประมาณ 110,000 ไร่ ผลผลิตรวม 37,000 ตันผลผลิตเฉลี่ย 321 กิโลกรัมต่อไร่ขณะที่ข้าวโพดฝักสดนั้นไทยส่งออกเป็นลำดับต้นๆของโลก เช่น ข้าวโพดหวานมีผลผลิตรวม 0.52 ล้านตัน ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 2,200 กก.ต่อไร่ และข้าวโพดฝักอ่อนมีผลผลิตรวม 0.25 ล้านตัน ผลผลิตเฉลี่ย 1,400 กก.ต่อไร่

การประชุมวิชาการข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ ครั้งที่ 39 กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นเจ้าภาพหลัก ซึ่งผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้จะได้รับความรู้ เรื่องการพัฒนางานข้าวโพดและข้าวฟ่าง จากอดีตสู่อนาคตในมุมมองของข้าพเจ้า โดยนายอำพลเสนาณรงค์ อดีตองคมนตรี ในรัชกาลที่ 9 การเสวนา เรื่องทิศทางและโอกาสของข้าวโพดและข้าวฟ่างสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและอาหารสัตว์ และการเสวนาเรื่องหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดศัตรูร้ายชนิดใหม่ในข้าวโพดของไทย รวมทั้งการนำเสนอความก้าวหน้าผลงานวิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่าง กิจกรรมการศึกษาดูงานและจัดนิทรรศการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น ประสบการณ์เพื่อให้ได้ข้อมูลเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับผลิตข้าวโพดตลอดจนหาแนวทางพัฒนา

รายงานพิเศษ : ทช.เกาะติดสัตว์ทะเลหายากเกยตื้น ปลุกกระแสอนุรักษ์-หยุดคุกคาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/433528

รายงานพิเศษ : ทช.เกาะติดสัตว์ทะเลหายากเกยตื้น  ปลุกกระแสอนุรักษ์-หยุดคุกคาม

รายงานพิเศษ : ทช.เกาะติดสัตว์ทะเลหายากเกยตื้น ปลุกกระแสอนุรักษ์-หยุดคุกคาม

วันศุกร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เปิดเผยว่า จากกรณีเจ้าหน้าที่ของ ทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันให้ความช่วยเหลือ “มาเรียม” พะยูนน้อยหลงฝูง จนเกิดกระแสการอนุรักษ์พะยูน สัตว์ทะเล รวมถึงทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในหมู่คนไทยอย่างแพร่หลาย ขณะที่เวลาไล่เลี่ยกันเจ้าหน้าที่ยังให้ความช่วยเหลือสัตว์ทะเลหายากอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมากเช่น พะยูนหลงฝูง “ยามีล”เต่าทะเลบาดเจ็บ และ“โฮป” ลูกวาฬหัวทุยแคระ ซึ่งถูกพบเกยตื้นพื้นที่บริเวณชายหาดบ้านในไร่ ต.นาเตยอ.ท้ายเหมือง จ.พังงา ดังนั้น เพื่อเป็นการขยายผลกระแสการอนุรักษ์สัตว์ทะเลและทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้ต่อเนื่อง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จึงลงพื้นที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอันดามัน จ.ภูเก็ต เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ที่ผ่านมา เพื่อติดตามสถานการณ์สัตว์ทะเลหายาก และความคืบหน้าการฟื้นฟูสัตว์ทะเลที่ได้รับความช่วยเหลือ

สำหรับลูกพะยูน “ยามีล” อายุประมาณ 3 เดือน ถูกพบพลัดหลงจากแม่มาเกยตื้นบริเวณบ้านบ่อม่วง ต.ทรายขาว อ.คลองท่อม จ.กระบี่ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2562 ในสภาพอ่อนแรงและมีรอยแผลฉกรรจ์ตามร่างกายกว่า 50% จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ทำให้ไม่สามารถส่งไปอนุบาลในพื้นที่เปิดได้ โดยเจ้าหน้าที่ได้เคลื่อนย้าย “ยามีล”มาดูแลที่บ่อเลี้ยงในระบบปิดของศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน (ศวทม.) จ.ภูเก็ต

ทั้งนี้ตลอดระยะเวลากว่า 1 เดือนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้ดูแลทั้งด้านโภชนาการด้วยการให้นม อาหารเสริม และหญ้าทะเลในปริมาณที่เหมาะสม รวมทั้งรักษาบาดแผลและตรวจวัดสุขภาพ เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ การหายใจ การทำงานของทางเดินอาหาร และการขับถ่าย โดยปัจจุบันพบว่า สุขภาพทั่วไปแข็งแรงขึ้น ความสมบูรณ์ของร่างกายอยู่ในระดับปกติ รอยด่างขาวบนร่างกายซึ่งเกิดจากภาวะความเครียดลดลง การขับถ่ายและการหายใจปกติ ว่ายน้ำได้ดี อย่างไรก็ตาม ยังต้องได้รับการดูแลและสังเกตการณ์ในระบบปิดต่อไปอีกระยะ ก่อนพิจารณาแนวทางการฟื้นฟูในลำดับต่อไป

ส่วนกรณีลูกวาฬหัวทุยแคระ “โฮป” เจ้าหน้าที่ได้เข้าให้การช่วยเหลือเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2562 หลังรับแจ้งพบวาฬหัวทุย 2 ตัวเกยตื้นบริเวณชายหาดบ้านในไร่ ต.นาเตย อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา จึงเข้าให้ความช่วยเหลือ แต่เมื่อไปถึงพบว่าเสียชีวิตไปแล้ว 1 ตัว เป็นวาฬเพศเมียความยาว 2.40 เมตร หนัก 150 กก. ส่วนอีกตัวคือ “โฮป” คาดว่าเป็นลูกของตัวที่เสียชีวิต เป็นวาฬเพศผู้ความยาว 110 ซม. หนัก 15 กก. จึงเคลื่อนย้ายมาอนุบาลที่ ศวทม.ภูเก็ต

ล่าสุด เมื่อเวลา 23.23 น. ของวันที่ 12 สิงหาคม ลูกวาฬหัวทุยแคระสิ้นใจตายจากภาวะ ช็อก ติดเชื้อในร่างกาย หลังถูกนำมารักษาเกือบ 10 วัน ที่ศูนย์วิจัยทางทะเลชายฝั่งอันดามันภูเก็ต ทช. สาเหตุจากการตรวจผลทางโลหิตวิทยา พบภาวะการติดเชื้อในร่างกาย มีภาวะการแห้งน้ำรุนแรง พบค่าการทำงานของตับและไตสูง และมีภาวะกล้ามเนื้ออักเสบผลตรวจอัลตราซาวนด์ พบแก๊ส
ในกระเพาะอาหารและลำไส้จำนวนมาก และมีการเคลื่อนไหวของลำไส้มากกว่าปกติ และสาเหตุการเสียชีวิต เกิดจากภาวะช็อก (Pain and Septic Shock) การติดเชื้อในร่างกาย (Sepsis) และภาวะการแห้งน้ำอย่างรุนแรง (Severe Dehydrate)

“การสูญเสียครั้งนี้สร้างความเสียใจให้พวกเราทุกคน ไม่ใช่การสูญเสียครั้งแรกที่เกิดขึ้น ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคนไทยทุกคน รวมถึงนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนสถานที่ท่องเที่ยวตลอด 2 แนว
ชายฝั่งทะเลของประเทศไทย ให้เกิดความตระหนักจิตสำนึกดูแลป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายกับสัตว์ทะเล รวมถึงร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เช่น ไม่ทิ้งขยะพลาสติก หยุดคุกคาม งดล่าและไม่รุกล้ำเข้าไปทำกิจกรรมในพื้นที่หวงห้าม หรือทำลายแหล่งอาหารของสัตว์ เพื่อที่สัตว์และธรรมชาติเหล่านี้อยู่คู่กับพวกเราไปตราบนานเท่านาน” อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าว

เลาะรั้วเกษตร : อย่าเพิ่งฟันธง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/433521

281225166

เลาะรั้วเกษตร : อย่าเพิ่งฟันธง

วันศุกร์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ออกมาแถลงว่า ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา มีผู้ป่วยในระบบของกองทุนบัตรทอง ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ มีผู้ป่วยที่ได้รับสารเคมีทางการเกษตรกว่า 3,000 ราย ในจำนวนนี้เสียชีวิตกว่า 400 ราย เบิกจ่ายค่ารักษากว่า 14 ล้านบาท

สปสช.ได้แบ่งกลุ่มผู้ป่วยตามประเภทของสารเคมีออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มสารเคมีกำจัดแมลง มีจำนวนผู้ป่วย 705 ราย เสียชีวิต 58 ราย กลุ่มสารเคมีกำจัดวัชพืช และเชื้อรา มีจำนวนผู้ป่วย 1,337 ราย เสียชีวิต 336 ราย และกลุ่มสารเคมีทางการเกษตรประเภทอื่นๆ มีผู้ป่วยจำนวน 1,205 ราย เสียชีวิต 13 ราย

นอกจากนี้ สปสช. ยังได้โชว์ตัวเลขย้อนหลังไป 3 ปี แต่ละปีมีผู้ป่วยที่ได้รับสารเคมีทางการเกษตรปีละเกือบ 5,000 ราย ส่วนผู้เสียชีวิตรวมทั้ง 10 เดือนที่ผ่านมาด้วยเป็นจำนวนกว่า 2,000 ราย เสียค่ารักษาพยาบาลปีละกว่า 20 ล้านบาท ซึ่ง สปสช. ใช้คำว่าเป็นข้อมูล “เชิงประจักษ์”

ข้อมูลดังกล่าวถ้าฟังแบบไม่คิดหาเหตุผลที่มาที่ไป ก็ออกจะดูน่ากลัว สปสช. ไม่ได้บอกว่าในจำนวนผู้ป่วยทั้งหมดนี้ เป็นเกษตรกรผู้ใช้สารเคมีฉีดพ่นในแปลงผลิตพืชจำนวนเท่าไร เป็นผู้ที่มีอาชีพอื่นที่ไม่อยากได้รับสารเคมีจำนวนเท่าไร หรือเป็นผู้ตั้งใจจะใช้สารเคมี หรือเรียกง่ายๆ ว่า ยาฆ่าแมลงเพื่อจบชีวิตตัวเองจำนวนเท่าไร ในระหว่างที่เขียนอยู่นี้ก็ดูข่าวโทรทัศน์ มีชายผู้หนึ่งใช้สารกำจัดวัชพืชดื่มฆ่าตัวตาย กล้องจับภาพขวดสารเคมีดังกล่าวให้เห็นชัดเจน และเชื่อว่านี่เป็นประเภทหนึ่งในจำนวนผู้ป่วยของ สปสช.

ถ้าผู้ป่วยจำนวนมากเป็นเกษตรกรที่ใช้สารเคมีทางการเกษตรจริงๆ แสดงว่า เกษตรกรใช้สารเคมีอย่างไม่ถูกต้อง ไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำ ทั้งการป้องกันตนเอง ป้องกันสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ตัว ปริมาณการใช้ และ ระยะเวลาที่ปลอดภัยในการเก็บเกี่ยว เราควรแก้ไขที่ต้นเหตุ คือ ความรู้ ความเข้าใจ ความรับผิดชอบของเกษตรกร

ถ้าเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์จริงๆ ตามที่สปสช.ยืนยัน สปสช. น่าจะมีรายละเอียดแยกแยะได้ว่า การรับสารเคมีทางการเกษตรของผู้ป่วย รับมาอย่างไร ด้วยวิธีไหน เพื่อช่วยกันแก้ไขสาเหตุของปัญหาอย่างแท้จริง ไม่ใช่ฟันธงว่าข้อมูลนี้คือผลกระทบของการใช้สารเคมีทางการเกษตร ถ้าฟันธงง่ายๆ แบบนี้ฝ่ายที่ใช้สารเคมีก็ฟันธงได้ว่าถ้าไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชสิ รับรองได้ว่าผลผลิตพืชต่างๆ จะขาดแคลน ราคาผลผลิตต่างๆ จะสูง จะอดอยากกันไปทั่ว….ถ้าประเทศเป็นอย่างนี้ พี่ไหวหรือ…..

สารเคมีทางการเกษตรมีทั้งประโยชน์ และโทษ เขาจึงมีกฎ กติกา การผลิต การจำหน่ายการมีไว้ในครอบครอง ภายใต้ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย และมีคำแนะนำการใช้ที่ถูกต้องกำกับไว้อย่างชัดเจนที่ภาชนะบรรจุ…..

สปสช. ฟันธง ยังไม่เท่าไร กระทรวงเกษตรฯ ฟันธงเองนี่น่าห่วง…..

ที่ว่าน่าห่วงเพราะ เป็นการประกาศของ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ว่าจะแบนสารเคมี 3 ชนิดที่เป็นปัญหายืดเยื้อมานานให้ทันก่อนสิ้นปี ผู้ที่สะดุ้งแปดตลบน่าจะเป็น กรมวิชาการเกษตร หน่วยงานที่กำกับดูแล พ.ร.บ.วัตถุอันตราย และเป็นผู้ที่ชงประกาศกระทรวงเกษตรฯ ว่าด้วยการจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด ผู้ที่สะดุ้งรองลงมาสักหกตลบน่าจะเป็นกรมส่งเสริมการเกษตร ที่อุตส่าห์ระดมสรรพกำลังบริหารจัดการ การอบรมและการสอบเกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อให้เกษตรกรมีสิทธิ์ซื้อสารเคมีไปใช้ตามประกาศกระทรวงเกษตรฯว่าด้วยการจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด แต่อาจจะแอบดีใจถ้าแบนได้จริงๆ เพราะงานนี้เป็นงานที่แสนหนักหนาสาหัสสำหรับผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่

ถ้าจะแบนจริงๆ รัฐมนตรีควรจะประกาศชะลอการอบรมเกษตรกรออกไปก่อนเพื่อไม่ให้เสียเวลาเปล่าทั้งเจ้าหน้าที่ และเกษตรกร

สารเคมี 3 ชนิดที่ว่านี้ คือ สารกำจัดวัชพืช 2 ชนิด คือ พาราควอต และ ไกลโฟเซต สารกำจัดแมลงศัตรูพืช 1 ชนิด คือ คลอร์ไพริฟอสถ้าสารเคมี 3 ชนิดนี้ แบนได้ง่ายๆ คณะกรรมการวัตถุอันตรายคงแบนไปตั้งแต่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ไม่ต้องรอให้ถึงมือรัฐมนตรี มนัญญา

เหตุผลของการแบน ไม่ใช่เพราะใช้มานานแล้ว อย่างที่ท่านรัฐมนตรีว่า สารเคมีที่ใช้มานานแล้ว และเกษตรกรยังใช้อยู่ในปัจจุบัน แสดงว่าต้องมีอะไรดีเกษตรกรจึงยังนิยม และออกมาคัดค้านผู้ที่ต้องการแบน ตามธรรมดาของเกษตรกรมักจะชอบลองของใหม่ ใครแนะนำว่าอะไรดีก็มักจะซื้อหามาทดลอง แต่ถ้าลองแล้วไม่ดีไปกว่าของเดิมก็จะไม่ได้รับความนิยม

สำหรับสารกำจัดวัชพืช 2 ชนิดนี้ ปัจจุบัน มีสารเคมีชนิดอื่นมาแทน แต่สารเคมีที่มาทดแทนมีราคาสูงกว่า 5 เท่า และประสิทธิภาพไม่ได้ดีไปกว่าเดิม เช่นนี้เกษตรกรก็คงรับไม่ไหว หรือจะใช้สารชีวภัณฑ์ที่ว่ากันว่าใช้ได้ผล แต่เมื่อนำสารชีวภัณฑ์นั้นมาตรวจวิเคราะห์ก็พบว่ามีสารเคมีกำจัดวัชพืชพาราควอต และไกลโฟเซต ผสมอยู่ด้วยเช่นนี้จะเป็นชีวภัณฑ์ได้อย่างไร

อยากให้ท่านรัฐมนตรี มนัญญา ค่อยๆ ศึกษาเรื่องสารเคมี 3 ชนิดนี้ให้รอบด้าน ศึกษาข้อมูลจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะเกษตรกร…อย่าเพิ่งรีบฟันธง….

แว่นขยาย

ชาวนาอุดรธานียิ้มออก ดินดีปลูกข้าว-ยูคาลิปตัสรายได้ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/433611

ชาวนาอุดรธานียิ้มออก ดินดีปลูกข้าว-ยูคาลิปตัสรายได้ดี

ชาวนาอุดรธานียิ้มออก ดินดีปลูกข้าว-ยูคาลิปตัสรายได้ดี

วันพฤหัสบดี ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 20.01 น.

พด.อุดรธานี ตอกย้ำความสำเร็จฟื้นฟูดินเค็ม ปลูกข้าวได้ผลดี ชาวนามีรายได้เสริมขายไม้ยูคาลิปตัสบนคันนาเฉลี่ย 8,460 บาทต่อไร่ต่อปี

นายสุทธิดล วงษ์จันฬา ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินอุดรธานี สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 กรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ดินเค็มเป็นปัญหาหนึ่งที่สร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากสภาพดินเค็มส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของพืชลดลง หรือในบางพื้นที่หากเกษตรกรมีการใช้สารเคมีทางการเกษตรในการปรับปรุงดินเค็มต่อเนื่องเป็นเวลานานจะทำให้ดินเสื่อมคุณภาพลงได้ สำหรับพื้นที่ดินเค็มในจังหวัดอุดรธานี มีอยู่ประมาณ 1.76 ล้านไร่ มีตั้งแต่ระดับดินเค็มน้อย ปานกลางถึงมาก

สถานีพัฒนาที่ดินอุดรธานีได้ทำการพัฒนาพื้นที่ดินเค็มในจังหวัดอุดรธานี โดยดำเนินการในพื้นที่ตำบลพังงู อำเภอหนองหาน มาตั้งแต่ปี 2557-2561 รวมพื้นที่ 4,600 ไร่ แบ่งเป็นกิจกรรมควบคุมระดับน้ำใต้ดินเค็มทั้งบนผิวดินและใต้ผิวดิน และกิจกรรมจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ พร้อมส่งเสริมการปลูกไม้ยืนต้นเศรษฐกิจบนคันนา ซึ่งในกิจกรรมเหล่านี้ก็จะเป็นการเข้าไปปรับรูปแปลงนา ปลูกกระถินออสเตรเลีย ปลูกยูคาลิปตัสบนคันนา และปรับปรุงบำรุงดินด้วยวัสดุอินทรีย์ชนิดต่างๆ ทั้งนี้ ผลการแก้ปัญหาดินเค็มอย่างต่อเนื่อง พบว่า การวิเคราะห์สมบัติดินในพื้นที่ดินเค็มปานกลาง มีแนวโน้มคุณภาพดินดีขึ้น

ส่วนด้านผลผลิตข้าวขาวดอกมะลิ 105 ซึ่งเป็นพืชหลักของเกษตรกร ก็พบว่าผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น ก่อนเข้าโครงการผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 286.8 กิโลกรัมต่อไร่ หลังดำเนินการพัฒนาพื้นที่ดินเค็มผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 341 กิโลกรัมต่อไร่

ขณะที่การปรับรูปแปลงนาทำคันดินให้ใหญ่ขึ้นสามารถปลูกไม้เศรษฐกิจบนคันนาได้นั้น มีการปลูกยูคาลิปตัส ในพื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้เฉลี่ย 188 ต้น น้ำหนักเฉลี่ย 47,000 กิโลกรัมต่อไร่ ราคาขายตันละประมาณ 900 บาท ทำให้เกษตรกรมีผลตอบแทนจากการปลูกไม้เศรษฐกิจบนคันนาในพื้นที่ดินเค็ม คิดเป็นรายได้ประมาณ 42,300 บาทต่อไร่ต่อ 5 ปี หรือ 8,460 บาทต่อไร่ต่อปี

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งด้านคุณสมบัติดินที่ดีขึ้นทำให้ปลูกข้าวได้ผลผลิตเพิ่ม ต้นทุนลด และมีรายได้เสริมจากการขายยูคาลิปตัส ส่งผลให้เกษตรกรในพื้นที่มีความพึงพอใจมาก สถานีพัฒนาที่ดินอุดรธานี จึงใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นต้นแบบการจัดการฟื้นฟูแก้ไขปัญหาดินเค็มในจังหวัดอุดรธานี

โดยในปีนี้ ได้ขยายพื้นที่ดำเนินการเพิ่มขึ้นอีก 700 ไร่ มุ่งเน้นการแก้ปัญหาดินเค็มและป้องกันการแพร่กระจายดินเค็ม โดยใช้วิธีการที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อนและลงทุนน้อย เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมีศักยภาพ สามารถปลูกพืชเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม เพิ่มผลผลิตพืชและรายได้ของเกษตรกร นอกจากนี้ยังได้ทำการศึกษาวิจัยในการนำอินทรียวัตถุ เช่น แกลบและขี้อ้อย มาใช้ปรับปรุงบำรุงดินก่อนการปลูกข้าว เพื่อเป็นทางเลือกในการลดใช้ปุ๋ยเคมี และลดต้นทุนการผลิต เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต

สั่งตรวจเข้มสกัดหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/433526

x

สั่งตรวจเข้มสกัดหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 16.33 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า หนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศเป็นแมลงศัตรูพืชสำคัญที่สร้างความเสียหายต่อพืชเศรษฐกิจในหลายประเทศ โดยเฉพาะพืชวงศ์มะเขือ มันฝรั่ง พริก ยาสูบ รวมทั้งวงศ์ถั่วและกะหล่ำ ทำให้ผลผลิตลดลงถึง 90% ซึ่งจากสถานการณ์ระบาดเร็ว และสร้างความเสียหายรุนแรงในแหล่งปลูกมะเขือเทศหลายประเทศในทวีปอเมริกาใต้และทวีปยุโรป รวมทั้งเริ่มพบการระบาดของหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศในทวีปเอเชียแล้ว ทำให้กรมวิชาการเกษตร ในฐานะองค์กรอารักขาพืชแห่งชาติตามอนุสัญญาว่าด้วยการอารักขาพืชระหว่างประเทศ  ต้องเฝ้าระวังโดยสั่งให้ด่านตรวจพืชกรมวิชาการเกษตรเฝ้าระวังและตรวจสอบผลผลิต รวมทั้งมะเขือเทศยังเป็นพืชในวงศ์ Solanaceae ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ไม่อนุญาตให้นำเข้ามาในประเทศ

อย่างไรก็ตาม กรมวิชาการเกษตรเตรียมพร้อมรับมือหากมีการแพร่ระบาดของหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศเข้ามาในประเทศ โดยมีคำแนะนำวิธีป้องกันและกำจัด ดังนี้ โรงเรือนผลิตกล้ามะเขือเทศ ใช้วัสดุปลูกที่ปราศจากดักแด้ของหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศและตรวจหาการทำลายโดยสำรวจร่องรอยการทำลายบนใบและยอดมะเขือเทศ ติดตั้งกับดักฟีโรโมนเพื่อดักจับตัวเต็มวัยเพศผู้ หากตรวจพบผีเสื้อหรือการทำลายของหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศ ให้ป้องกันกำจัดโดยใช้สารกำจัดแมลงตามคำแนะนำคือ สารสไปนีโทแรม 12% SC สารอีมาเมกติน เบนโซเอต1.92% EC สารคลอร์ฟีนาเพอร์ 10% SC   สารลูเฟนนูรอน 5% EC สารอินดอกซาคาร์บ15% EC สารคลอแรนทรานิลิโพรล ทำความสะอาดโรงเรือน  และเก็บเศษซากพืชที่ถูกทำลายเผาหรือฝังในดิน

ส่วนในแปลงปลูกมะเขือเทศ ให้สำรวจประชากรของผีเสื้อหนอนชอนใบมะเขือเทศด้วยกับดักฟีโรโมนก่อนปลูก 2 สัปดาห์ให้ไถพลิกดินหรือไถพรวนเพื่อกำจัดดักแด้ที่อยู่ในดิน ใช้ต้นกล้าที่ปราศจากหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศ หลังปลูกหากพบการทำลายให้ติดกับดักฟีโรโมนดักจับตัวเต็มวัยเพศผู้เพื่อลดประชากรผีเสื้อหนอนชอนใบมะเขือเทศ  และพ่นสารกำจัดแมลงชนิดเดียวกับที่แนะนำให้ใช้ในโรงเรือน พ่นทุก 5-7 วัน ติดต่อกัน 2-3 ครั้ง ใช้กลุ่มสารสลับกันอย่างน้อย 2 กลุ่ม ใน 1 รอบวงจรชีวิต (30 วัน) รวมทั้งเว้นระยะไม่ใช้สารกลุ่มเดิมในรอบวงจรชีวิตถัดไป

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวอีกว่า ช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตถ้าพบการระบาดให้พ่นสารชีวภัณฑ์ ได้แก่ เชื้อแบคทีเรียบาซิลลัส ทูริงเยนซิส สายพันธุ์เคอร์สตากี้ อัตรา 80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร  พร้อมทำความสะอาดแปลงปลูก ปลูกพืชที่ไม่ใช่พืชอาศัยเป็นพืชหมุนเวียน จุดรวบรวมผลผลิต และตลาด ให้สำรวจประชากรของหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศด้วยกับดักฟีโรโมนอัตรา 4 กับดักต่อไร่ เก็บผลมะเขือเทศที่มีรอยทำลายของหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศใส่ถุงดำนำไปตากแดดทิ้งไว้ 3-4 วัน พร้อมกันนี้ กรมวิชาการเกษตรเปิดสายด่วนเฝ้าระวังหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศ หากสำรวจพบแปลงมะเขือเทศมีลักษณะการเข้าทำลายดังกล่าวแจ้งที่สายด่วน 0-61415-2517

‘เกษตรฯ’เร่งแก้แล้งท่วมสงขลา จี้กรมชลฯเพิ่มประสิทธิภาพระบายน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/433455

'เกษตรฯ'เร่งแก้แล้งท่วมสงขลา จี้กรมชลฯเพิ่มประสิทธิภาพระบายน้ำ

‘เกษตรฯ’เร่งแก้แล้งท่วมสงขลา จี้กรมชลฯเพิ่มประสิทธิภาพระบายน้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 14.15 น.

รมว.เกษตรฯ เร่งแก้แล้งท่วมสงขลา จี้กรมชลฯ เพิ่มประสิทธิภาพระบายน้ำคลอง ร.1 แล้วเสร็จทันรับมือฤดูมรสุมของภาคใต้ปีนี้

15 ส.ค.62 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังติดตามการบริหารจัดการน้ำ และตรวจเยี่ยมความคืบหน้าการดำเนินงานเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองระบายน้ำ ร.1 ณ สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 11 อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ว่า จากการที่ อ.หาดใหญ่ ได้เคยเกิดปัญหาอุทกภัยและสร้างความเสียหายเป็นจำนวนมากนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

โดยกรมชลประทานจึงได้มีการดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ (ระยะที่ 2) จังหวัดสงขลา มีการกำหนดแนวทางในการแก้ปัญหาเป็น 3 แนวทาง คือ 1) การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองระบายน้ำ ร.1 จากเดิมระบายน้ำได้ 465 ลบ.ม./วินาที เป็น 1,200 ลบ.ม./วินาที 2) การสกัดน้ำไม่ให้เข้าเมือง โดยการขุดคลองสายใหม่เพื่อตัดยอดน้ำก่อนไหลเข้าเมือง มีอัตราการระบาย 2,000 ลบ.ม./วินาที และ 3) การตัดยอดน้ำ โดยการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำจำนวน 5 แห่ง ความจุรวม 120 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้ ในระยะเร่งด่วน กรมชลประทานได้ดำเนินการตามแนวทางที่ 1 ซึ่งเมื่อรวมกับการระบายน้ำของคลองอู่ตะเภา ทำให้สามารถระบายน้ำได้รวม 1,665 ลบ.ม./วินาที อย่างไรก็ตาม เมื่อโครงการแล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองระบายน้ำ ร.1 และเป็นแหล่งน้ำสำรองในช่วงฤดูแล้งประมาณ 5 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้ ในช่วงมรสุมที่ใกล้จะถึงนี้ ทางกรมชลประทานคาดว่าคลองระบายน้ำ ร.1 จะสามารถระบายน้ำได้ประมาณล 1,000 ลบ.ม./วินาที ถ้าฝนตกไม่เกิน 200 มิลลิเมตร ก็จะสามารถรับมือต่อสถานการณ์ได้ อย่างไรก็ตาม ได้เร่งรัดโครงการที่ยังไม่เรียบร้อย ให้ดำเนินการให้เสร็จโดยเร็วที่สุด

สำหรับการบริหารจัดการน้ำในภาพรวมของจังหวัดสงขลา ได้มีการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์การณ์อุทกภัย โดยการตรวจสอบความพร้อมใช้งานอาคารชลประทานขนาดกลางในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา การขุดลอกสิ่งกีดขวางทางน้ำ และกำจัดวัชพืชในคลองชลประทาน คลองธรรมชาติและในอ่างเก็บน้ำต่าง ๆ ตามแผนงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า กรมชลประทานยังได้มีแผนเตรียมความพร้อมเผชิญเหตุและป้องกันอุทกภัยใน 4 จังหวัด คือ 1) จ.ตรัง มีพื้นที่เฝ้าระวัง 3 จุด มีการเตรียมเครื่องสูบน้ำ 16 เครื่อง และเครื่องผลักดันน้ำ 10 เครื่อง 2) จ.พัทลุง มีพื้นที่เฝ้าระวัง 4 จุด มีการเตรียมเครื่องสูบน้ำ 14 เครื่อง และเครื่องผลักดันน้ำ 28 เครื่อง 3) จ.สตูล มีพื้นที่เฝ้าระวัง 6 จุด มีการเตรียมเครื่องสูบน้ำ 4 เครื่อง และ 4) จ.สงขลา มีพื้นที่เฝ้าระวัง 3 จุด มีการเตรียมเครื่องสูบน้ำ 64 เครื่อง และเครื่องผลักดันน้ำ 77 เครื่อง

ทั้งนี้ สำนักงานชลประทานที่ 16 ได้มีการจัดเตรียมเครื่องจักร-เครื่องมือ ไว้ที่ศูนย์กลางที่จังหวัดขลา ได้แก่ เครื่องสูบน้ำ 186 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำ 100 เครื่อง เครื่องกำเนิดไฟฟ้า 50 เครื่อง รถขุด 35 คัน รถแทรกเตอร์ 1 คัน รถบรรทุกและยานพาหนะ 32 คัน สะพานเหล็กชนิดถอดประกอบได้ยาว 44 เมตร 1 ชุด โดยสามารถลงพื้นที่ช่วยเหลือในพื้นที่วิกฤตได้ภายใน 2 ชั่วโมง

ซอกแซกอาเซียน : 15 สิงหาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/433284

566101

ซอกแซกอาเซียน : 15 สิงหาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ สมัยพิเศษ หรือ SSOM AMAF Meeting ที่เพิ่งจบลงไปสดๆ ร้อนๆ เมื่อวันที่ 5-8 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมานี้เอง เป็นการประชุมครั้งที่ 40 โดยมีประเทศเวียดนามเป็นเจ้าภาพ โดยไปจัดกันที่เมืองเว้ ตอนกลางของประเทศ ตั้งอยู่เหนือเมืองดานัง ห่างกันประมาณ 100 กิโลเมตร ครับ

การจัดประชุมของเวียดนามครั้งนี้ ที่เลือกเอาเมืองเว้ ก็น่าเป็นเพราะว่า เมืองนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ในอดีตเคยเป็นเมืองหลวงของเวียดนามกว่าร้อยปี ตั้งแต่ ค.ศ.1805 และเป็นที่ตั้งพระราชวังของจักรพรรดิผู้ปกครองประเทศเวียดนาม ราชวงศ์เหงียน ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง มาเป็นแบบสาธารณรัฐในภายหลัง นอกจากนี้ เนื่องจากเป็นพระราชวังที่สวยงามและมีประวัตฺศาสตร์ที่สำคัญ ยูเนสโกยังได้ประกาศให้พระราชวังแห่งนี้ เป็นมรดกโลกด้วย เมืองเว้ตั้งอยู่บนฝั่งของแม่น้ำหอม (Perfume river) เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า Hue ยังสงสัยว่าทำไมอ่านว่า เว้ ผมลองเอาชื่อเมืองภาษาอังกฤษให้เพื่อนคนอีสานลองอ่าน ปรากฏว่าเขาอ่านว่า “ห้วย” ฟังแล้ว คนที่ไม่รู้จักมาก่อน คงเดินทางไปหาเมืองนี้ไม่ถูกแน่นอน แต่ถึงจะเป็นถึงอดีตเมืองหลวงของเวียดนาม แต่ความเจริญต่างๆ กลับไปอยู่ที่เมืองดานังที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนัก อาจเป็นพราะเมืองดานังเป็นเมืองขนส่งสินค้าทางทะเลที่สำคัญมากสำหรับเวียดนามตอนกลาง สนามบินเมืองเว้ จึงไม่ใหญ่เท่าสนามบินเมืองดานัง ถ้าโดยสารเครื่องบินไปจากไทยจะไม่มีไฟลท์ตรงเหมือนดานัง

เพราะฉะนั้นผู้อาวุโสต่างๆ ของอาเซียนที่มาประชุมจึงต้องต่อเครื่องบินอย่างน้อยก็ 2-3 ต่อด้วยกัน คือ บ้างก็บินลงที่กรุงฮานอย ทางทิศเหนือแล้วต่อมาเมืองเว้หรือบ้างก็บินไปลงที่เมืองโฮจิมินห์ หรือเดิมชื่อไซ่ง่อน ทางทิศใต้ ก่อนที่จะบินต่อไปเมืองเว้คณะทีมงานแอปเตอร์ของผม ตอนแรกก็ตั้งใจจะโดยสารเครื่องบินเพื่อไปลงดานัง เพราะมีสายการบินตรงจากกรุงเทพฯ แต่ลำบากตรงที่ทางการเวียดนามเขาไม่มารับที่สนามบินดานังทั้งนี้อาจเพราะไกลกันเป็นร้อยกิโลเมตร เขามีรถยนต์มารับเฉพาะที่สนามบินเมืองเว้เท่านั้น ตกลงพวกเราเลยต้องบินไปลงที่โฮจิมินห์และจึงต่อเครื่องภายในประเทศจากโฮจิมินห์ไปเว้อีกที ซึ่งก็เป็นเส้นทางเดียวกับคณะผู้อาวุโสจากกระทรวงเกษตรฯไทยบินไปเช่นเดียวกัน เลยกลายเป็นคณะใหญ่เกือบยี่สิบคนได้ รวมทั้งท่านรองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะของฝ่ายไทย

เรื่องที่น่าตื่นเต้นที่กระผมอยากจะเล่าก่อนที่จะเข้าสู่การประชุมจริงๆ ก็เกิดขึ้นตอนช่วงการเดินทางนี้แหละ เรื่องของเรื่อง คือ ทั้งหมดพวกเราเดินทางโดยสายการบินไทย รักคุณเท่าฟ้า จากกรุงเทพฯถึงโฮจิมินห์และไปต่อด้วยสายการบินเวียดนามเพื่อต่อไปยังเมืองเว้ ดังที่บอกไปแล้ว เรามีเวลาต่อเครื่องประมาณ 2 ชั่วโมง คิดคำนวณแล้วน่าจะทัน เพราะได้ศึกษาคร่าวๆ โดยน้องเจ้าหน้าที่ว่า อาคารผู้โดยสารต่างประเทศกับภายในประเทศของโฮจิมินห์ห่างกันไม่มาก ใช้เวลาเดินทางประมาณ5 นาที เท่านั้น ระยะเวลา 2 ชั่วโมง ที่ว่า โดยหลักของการเดินทางต่อเครื่องบินแล้วถือว่าฉิวเฉียดมาก แต่เราก็เชื่อมั่นว่าจะต่อเครื่องได้ทัน ยิ่งมาเจอคนไทยกลุ่มใหญ่ที่เดินทางไปเที่ยวบินเดียวกันแล้ว เราก็ยิ่งอุ่นใจ

แต่ทว่า ความมั่นใจและอุ่นใจของพวกเรากลับค่อยๆ ลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ เมื่อคณะทั้งหมดถูกเรียกขึ้นไปนั่งบนเครื่องบินการบินไทย รักคุณเท่าฟ้า ที่สนามบินสุวรรณภูมิครับ ตอนเรียกขึ้นเครื่องเวลาออกก็ตรงดีอยู่หรอก คือ ประมาณ 07.35 น. แต่พวกเราใช้เวลานั่งรอในเครื่องนานขึ้นๆ จนผ่านไปประมาณเกือบครึ่งชั่วโมง เจ้าหน้าที่สายการบินจึงประกาศแจ้งว่า เครื่องจะต้องรอคิวบินขึ้น ใช้เวลาประมาณ 40 นาที ถึงตอนนี้ทุกคนก็เริ่มประหวั่นพรั่นพึงแล้วว่า แล้วจะทันเครื่องบินไฟลท์ต่อไปไหม สักพักการประกาศที่กระผมเพิ่งเคยพบหลังจากที่เคยมีประสบการณ์นั่งเครื่องบินมานาน คือ เครื่องบินจำเป็นที่จะต้องจอดรอต่อไป เพราะว่าจะมีการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงอีก ผมและเพื่อนๆ ที่นั่งด้วยกันงงมากๆ ครับ เพราะอย่างที่บอก เพิ่งเคยพบเห็นว่าจะต้องมีการเติมน้ำมันในระหว่างนี้ ถึงตอนนี้เวลาล่วงเลยเวลาออกเดิมมา 1 ชั่วโมงเต็ม เท่ากับว่าพวกเรามีเวลาเปลี่ยนเครื่อง ซึ่งรวมทั้งการเข้าคิวตรวจพาสปอร์ตคนเข้าเมือง ไปรอรับกระเป๋า แล้วพากระเป๋าไปเช็คอินที่สายการบินภายในเวียดนามสนุกครับ มันส์มากๆ สำหรับการเดินทาง ทริปนี้ ทันหรือไม่ทันไฟลท์ต่อไป เดี๋ยวมาเล่าต่อครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org