พด.อุดรฯย้ำความสำเร็จฟื้นฟูดินเค็ม สร้างรายได้เสริม8,460บาท/ไร่/ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/433011

พด.อุดรฯย้ำความสำเร็จฟื้นฟูดินเค็ม n สร้างรายได้เสริม8,460บาท/ไร่/ปี

พด.อุดรฯย้ำความสำเร็จฟื้นฟูดินเค็ม n สร้างรายได้เสริม8,460บาท/ไร่/ปี

วันพุธ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดอกมะลิ 105 พืชหลักของเกษตรกร พบว่าผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น ก่อนเข้าโครงการผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 286.8 กิโลกรัมต่อไร่ หลังพัฒนาพื้นที่ดินเค็มผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 341 กิโลกรัมต่อไร่ ขณะที่การปรับรูปแปลงนาทำคันดินให้ใหญ่ขึ้นปลูกไม้เศรษฐกิจบนคันนาได้นั้น มีการปลูกยูคาลิปตัส ในพื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้เฉลี่ย 188 ต้น น้ำหนักเฉลี่ย 47,000 กิโลกรัมต่อไร่ ราคาขายตันละประมาณ 900 บาท ทำให้เกษตรกรมีผลตอบแทนจากการปลูกไม้เศรษฐกิจบนคันนาในพื้นที่ดินเค็ม คิดเป็นรายได้ประมาณ 42,300 บาทต่อไร่ต่อ 5 ปี หรือ 8,460 บาทต่อไร่ต่อปี

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งด้านคุณสมบัติดินที่ดีขึ้นทำให้ปลูกข้าวได้ผลผลิตเพิ่ม ต้นทุนลด และมีรายได้เสริมจากการขายยูคาลิปตัส ส่งผลให้เกษตรกรในพื้นที่พึงพอใจมาก สถานีพัฒนาที่ดินอุดรธานี จึงใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นต้นแบบการฟื้นฟูแก้ปัญหาดินเค็มในจ.อุดรธานี โดยปีนี้ขยายพื้นที่ดำเนินการเพิ่มอีก 700 ไร่ เน้นแก้ปัญหาดินเค็มและป้องกันการแพร่กระจายดินเค็ม โดยใช้วิธีไม่ยุ่งยากซับซ้อนและลงทุนน้อย เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมีศักยภาพ ปลูกพืชเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม เพิ่มผลผลิตพืชและรายได้ของเกษตรกร นอกจากนี้ ยังศึกษาวิจัยนำอินทรียวัตถุ เช่น แกลบและขี้อ้อย มาใช้ปรับปรุงบำรุงดินก่อนปลูกข้าว เพื่อเป็นทางเลือกลดใช้ปุ๋ยเคมีและลดต้นทุนการผลิต เกษตรกรพึ่งตนเองได้ในอนาคต

เกษตรกรเฮ! กฟก.เจรจาแก้หนี้สำเร็จ ธนาคารฯยอมขายที่ดินคืนให้ในราคาต้นทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432977

เกษตรกรเฮ! กฟก.เจรจาแก้หนี้สำเร็จ ธนาคารฯยอมขายที่ดินคืนให้ในราคาต้นทุน

เกษตรกรเฮ! กฟก.เจรจาแก้หนี้สำเร็จ ธนาคารฯยอมขายที่ดินคืนให้ในราคาต้นทุน

วันอังคาร ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 16.08 น.

เกษตรกรเฮ! กฟก.เจรจาแก้หนี้สำเร็จ ธนาคารฯยอมขายที่ดินคืนให้ในราคาต้นทุน ที่ซื้อมาจากการขายทอดตลาด

13 สิงหาคม 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สำนักงานที่ดินสาขาอำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย นายนิยม สุวรรณประภา หัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดเชียงราย (กฟก.) ได้เป็นสักขีพยานในการดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามสัญญาซื้อขายที่ดิน ระหว่าง ธนาคารฯกสิกรไทย โดยนางสาวธันยรัตน์ เที่ยวประดิษฐา ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจาก ธนาคารฯกสิกรไทย กับนายทองคำ ยะแสง เกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร กลุ่มเกษตรกรทำนาเชียงเคี่ยน โดยเป็นการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามสัญญาซื้อขายที่ดิน จากธนาคารฯกสิกรไทย เป็นกรรมสิทธิ์ของนายทองคำ ยะแสง ที่ดินเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 30 ตารางวา รวมสิ่งปลูกสร้างเป็นบ้านพักอาศัยไม้ชั้นเดียว

โดยนายนิยม กล่าวภายหลังการโอนที่ดินว่า กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล โดยเกษตรกรรายนี้ได้มายื่นเรื่องขอความช่วยเหลือ กับ สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดเชียงราย เพื่อขอให้ช่วยเจรจาซื้อที่ดินคืนจากธนาคารฯ หลังจากเกษตรกรได้นำที่ดินไปค้ำประกันการกู้ยืมเงินกับทางธนาคารฯกสิกรไทย เมื่อปี พ.ศ.2535 และถูกธนาคารฯฟ้องร้องดำเนินคดี จนที่ดินถูกขายทอดตลาด และธนาคารฯกสิกรไทย เป็นผู้ซื้อที่ดินไว้ เมื่อปี 2550 โดยเกษตรกรมีความประสงค์ขอซื้อที่ดินคืนและชำระหนี้ด้วยตนเอง ตามแนวทางและหลักเกณฑ์การจัดการหนี้เกษตรกรของสมาคมธนาคารไทย ที่ได้ทำ MOU ไว้กับสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร โดยสมาคมธนาคารไทย ได้มีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมว.กษ.) เรื่องการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรเพื่อให้การจัดการแก้ไขปัญหาหนี้เกษตรกร ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับพระราชบัญญัติกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พ.ศ.2542  ซึ่งสมาคมธนาคารไทยได้กำหนดหลักเกณฑ์การขายที่ดินคืนให้กับเกษตรกร เท่ากับราคาที่สถาบันการเงินซื้อที่ดินมาจากการขายทอดตลาด

“สำหรับเกษตรกรรายนี้ธนาคารฯกสิกรไทย ตกลงขายที่ดินคืนให้ในราคา 166,116 บาท ซึ่งเป็นราคาเท่ากับที่ธนาคารฯกสิกรไทย ได้ซื้อที่ดินมาจากการขายทอดตลาด ทำให้เกษตรกรสามารถลดภาระในการชำระหนี้สินเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากธนาคารฯขายที่ดินคืนในราคาที่ธนาคารฯกำหนด เกษตรกรต้องแบกรับภาระหนี้สินเป็นจำนวนเงินที่สูงมากกว่านี้อย่างแน่นอน” นายนิยม กล่าว

ร้อง’บิ๊กตู่’เอาผิดขรก.การยางฯ เอื้อประโยชน์เอกชนผูกขาดน้ำยาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432939

ร้อง'บิ๊กตู่'เอาผิดขรก.การยางฯ  เอื้อประโยชน์เอกชนผูกขาดน้ำยาง

ร้อง’บิ๊กตู่’เอาผิดขรก.การยางฯ เอื้อประโยชน์เอกชนผูกขาดน้ำยาง

วันอังคาร ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 14.39 น.

นายกรัฐมนตรี สั่ง กยท. ทบทวนประกาศให้ผู้รับเหมาทั่วประเทศซื้อน้ำยางพาราสำหรับทำถนนจาก 3 บริษัท หลังมีผู้ประกอบการยางพารา ,ผู้รับเหมาก่อสร้าง และเกษตรกรชาวสวนยาง ออกมาเรียกร้องว่าได้รับผลกระทบ และกล่าวหาว่ามีข้าราชการกยท. ได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้ 

นายบุญชู ประสังสิต ตัวแทนผู้รับเหมาทำถนนจากยางพารา พร้อมตัวแทนเกษตรกรชาวสวนยางรวม 15 คน เข้ายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมกับนายกรัฐมนตรี ที่ศูนย์บริการประชาชนทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้ดำเนินการกับข้าราชการทุจริตบางคนของการยางแห่งประเทศไทยและผู้เกี่ยวข้องที่ร่วมมือกับกลุ่มทุนบริษัทผลิตน้ำยางฯ นำนโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ ในโครงการก่อสร้างถนนดินซีเมนต์ปรับปรุงคุณภาพด้วยยางธรรมชาติ (พาราซอยล์ซีเมนต์) มาหากิน โดยร่วมกันกระทำการอันมิชอบ  ไม่ปฏิบัติระเบียบ หลักเกณฑ์ข้อกำหนด ในการทดสอบคุณสมบัติของน้ำยางพาราผสมสารผสมเพิ่มฯ ที่ใช้ในการทำถนนดินซีเมนต์ปรับปรุงคุณภาพด้วยน้ำยางธรรมชาติ

โดยออกใบรับรองมาตรฐานน้ำยางฯ อย่างเร่งรีบให้แก่ กลุ่มนายทุนเพียง 3 บริษัทดัง ซึ่งตามหลักฐานการจดทะเบียนของกระทรวงพาณิชย์ ที่มีเจ้าของและผู้บริหารเป็นคนกลุ่มเดียวกัน  สำนักงานใหญ่ หรือสำนักงานสาขาก็ตั้งอยู่ที่เดียวกัน โดยกีดกันผู้ผลิตน้ำยางฯ รายอื่นว่าไม่ผ่านการทดสอบ  ซึ่งมีผู้ประกอบการค้าน้ำยางฯ ที่ได้รับความเสียหาย ยื่นฟ้องคณะกรรมการพิจารการรับรองมาตรฐานวัสดุน้ำยางพาราผสมสารผสมเพิ่มฯ  ต่อศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง  ในคดีอาญาฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ฯ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2562 คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล

ตัวแทนผู้รับเหมาทำถนนจากยางพารา กล่าวด้วยว่า หน่วยงานราชการบางหน่วยงาน  ได้ออกประกาศประกวดราคาจ้างเหมาโครงการก่อสร้างถนนผิวจราจรดินซีเมนต์ปรับปรุงคุณภาพด้วยยางธรรมชาติ โดยกำหนดคุณสมบัติผู้เสนอราคาและร่างขอบเขตงาน (TOR) ที่จะต้องแนบเอกสารรับรองมาตรฐานวัสดุและคุณสมบัติน้ำยางฯ ที่ผูกขาดเพียง3บริษัท ส่งผลให้ราคาน้ำยางฯ ที่ใช้ในโครงการ ปรับราคาขึ้นสูงกว่าที่ขายอยู่เดิมมาก จากลิตรละ 45-50 บาท  (รวมค่าขนส่ง)  เป็น 85 บาท (ไม่รวมค่าขนส่ง) ทำให้ผู้รับเหมาที่ได้รับงานจะต้องหาทางลดราคาวัตถุดิบหรือค่าใช้จ่ายอื่นลงที่จะทำให้คุณภาพของถนนอาจต่ำลงด้วย หรือผลักภาระไปที่หน่วยงานรัฐที่ว่าจ้าง ทำให้เพิ่มภาระงบประมาณ  แต่กลับไม่เกิดประโยชน์แก่เกษตรกรชาวสวนยาง เพราะเมื่อเกิดการผูกขาด ผู้ผลิตก็ไม่จำเป็นต้องซื้อผลผลิตยางพาราจากท้องถิ่น สามารถเลือกและกดราคาน้ำยางฯ ได้โดยเด็ดขาด นโยบายรัฐที่ได้จ่ายเงินลงไปไม่เกิดประโยชน์ตามวัตถุประสงค์   จึงร้องเรียนขอให้ทาง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี  เข้ามาช่วยเหลือ ดูแล เกษตรกรสวนยางพารา  และให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ  ดำเนินการกับผู้กระทำความผิดตามอำนาจหน้าที่ด้วย

จากนั้นกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้รับเหมายางพาราก่อสร้างถนน เดินทางมาที่การยางแห่งประเทศไทย เพื่อวางพวงหรีดไว้อาลัยการทำงานที่ล้มเหลวของผู้บริหาร กยท.ที่ปล่อยให้มีการล็อกสเป็กน้ำยางผสมและสารผสมเพิ่มในโครงการถนนยางพารา 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร ทั่วประเทศ และเห็นว่า หากมีการแข่งขันซื้อขายอย่างเสรี เชื่อว่า น้ำยางดิบจะราคาดีและเกิดประโยชน์แก่เกษตรโดยตรง

ด้านพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ได้มอบนโยบายไปแล้วว่าให้มีการทบทวนเรื่องนี้ พร้อมย้ำว่าการพิจารณาใหม่ต้องทำให้เกิดความเป็นธรรมและทั่วถึง ดังนั้นอย่ากังวลเรื่องนี้ เพราะรัฐบาลดูแลอยู่แล้ว หากมีข้อร้องเรียนว่ามีการเรียกรับผลประโยชน์เข้าตัวเองก็ต้องรีบแก้ไข หากพบว่ามีการทุจริตก็จะดำเนินการหาคนทำผิดทันที

ได้ฤกษ์สร้างที่ทำการสทนช.ถาวร รองรับภารกิจจัดการน้ำของปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432803

x

ได้ฤกษ์สร้างที่ทำการสทนช.ถาวร รองรับภารกิจจัดการน้ำของปท.

วันอังคาร ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินทางมาเป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารที่ทำการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ณ ถนนติวานนท์ ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี โดยมีแขกผู้มีเกียรติ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมงานอย่างคับคั่ง

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า อาคารที่ทำการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ นอกจากใช้เป็นที่อาคารที่ทำการของสทนช.แล้ว ยังใช้เป็นศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ ศูนย์กลางการบริหารงานด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ รวมทั้งเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงข้อมูลด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นศูนย์วิจัยนวัตกรรมและฝึกอบรมด้านทรัพยากรน้ำ ตลอดจนใช้เป็นศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจกรณีเกิดปัญหาวิกฤติน้ำมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน อีกทั้ง ในอาคารยังออกแบบห้องศาสตร์พระราชาเพื่อเฉลิมพระเกียรติในหลวง รัชกาลที่ 9 ใช้เสริมสร้างการเรียนรู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำสู่ภาคประชาชน ตลอดจนสืบสาน ต่อยอดพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 อีกด้วย

เลขาธิการ สทนช. กล่าวต่อว่า สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ก่อตั้งขึ้นปลายปี 2560 โดยใช้สำนักงานชั่วคราวในพื้นที่บางส่วนของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ถนนพิษณุโลก คิดเป็นพื้นที่ไม่เกิน 2,000 ตารางเมตร ต่อมาเมื่อจำนวนบุคลากรและภารกิจงานขยายขึ้นเรื่อยๆ ทำให้พื้นที่ใช้สอยไม่เพียงพอ จึงย้ายมาเช่าอาคารจุฑามาศ ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ พื้นที่ใช้สอยประมาณ 5,000 ตารางเมตร (รวมพื้นที่
จอดรถ) เป็นที่ทำการ สทนช. เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2561

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาถึงภารกิจและหน้าที่ของ สทนช. ซึ่งต้องขยายโครงสร้างและภารกิจด้านการบริหารจัดการน้ำตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 และกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ.2562 ที่ขยายภารกิจและบทบาทหน้าที่ของ สทนช. ใหม่ ทำให้จำเป็นต้องสร้างอาคารที่ทำการ สทนช. ถาวร รองรับภารกิจเป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการน้ำของประเทศ

นอกจากนี้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ยังมีหน่วยงานในส่วนภูมิภาคที่เรียกว่า สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค (สทนช.ภาค) ประจำ 4 ภูมิภาค ครอบคลุม 22 ลุ่มน้ำหลักใหม่ 353 ลุ่มน้ำสาขาทั่วประเทศ แบ่งเป็น สทนช.ภาค 1 รับผิดชอบพื้นที่ภาคเหนือ สำนักงานตั้งอยู่ที่จังหวัดลำปาง สทนช.ภาค 2 รับผิดชอบพื้นที่ภาคกลาง สำนักงานตั้งอยู่ที่จังหวัดสระบุรี สทนช.ภาค 3 รับผิดชอบพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สำนักงานตั้งอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น และ สทนช.ภาค 4 รับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้ สำนักงานตั้งอยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีที่ทำการชั่วคราว และบุคลากรที่เริ่มดำเนินการตามภารกิจในพื้นที่ร่วมกับคณะกรรมการลุ่มน้ำ องค์กรผู้ใช้น้ำในพื้นที่และจังหวัดบูรณาการข้อมูลทำแผนปฏิบัติการแก้ปัญหาน้ำของลุ่มน้ำ รวมถึงการบริหารจัดการน้ำให้เป็นรูปธรรมต่อไป

รักษ์เกษตร : ปุ๋ยอินทรีย์ คุณค่าเหลือหลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432807

x

รักษ์เกษตร : ปุ๋ยอินทรีย์ คุณค่าเหลือหลาย

วันอังคาร ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม อยากเรียนถามว่า ปุ๋ยอินทรีย์มีข้อดีและข้อเสีย อย่างไรบ้างครับ

สุรินทร์ วิเชียรชัย

อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี

คำตอบ

ปุ๋ยอินทรีย์ ตามนิยามของวิกิพีเดีย (สาราณุกรมเสรี) ระบุว่า ปุ๋ยอินทรีย์ เป็นปุ๋ยที่ทำจากวัสดุอินทรีย์ มีธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์สำหรับการเจริญเติบโตของพืช ผลิตจากวัสดุอินทรีย์ ของเสียจากโรงงาน (บางประเภท) มูลวัว มูลไก่ มูลค้างคาว ซากต้นไม้ ใบไม้ กรดอะมิโน โดโลไมท์ และแร่ธาตุต่าง ๆ นำมาบด เติมจุลินทรีย์ บ่มหมัก กลับกอง จนย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ย

ข้อดีของการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ มีดังนี้

1) ปุ๋ยอินทรีย์ มีลักษณะทางกายภาพได้หลายแบบ เช่น ปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยผง และปุ๋ยน้ำ แต่ที่นิยมจำหน่ายในท้องตลาดส่วนใหญ่เป็นปุ๋ยเม็ด เนื่องจากสะดวกกับเกษตรกรในการนำไปใช้ ทั้งจากการหว่านด้วยมือ หรือใช้กับเครื่องพ่นเม็ดปุ๋ย

2) ปุ๋ยอินทรีย์ มีอินทรียวัตถุ มีธาตุอาหารรอง ธาตุอาหารเสริมที่ปุ๋ยเคมีไม่มี และจุลธาตุที่จำเป็นต่อจุลินทรีย์ดินและพืช ที่ปุ๋ยเคมีไม่มี ธาตุทั้งสองกลุ่มนี้ ถึงแม้ว่าพืชจะมีความต้องการน้อย แต่ก็ไม่สามารถขาดได้อย่างเด็ดขาด

3) ปุ๋ยอินทรีย์ ช่วยเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อพื้นดินให้มากขึ้นจากเดิม

4) ปุ๋ยอินทรีย์ มีแร่ธาตุที่หลากหลายดีต่อต่อการเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ของพืช อาจจะมองไม่เห็นชัดนักในระยะแรกที่ใช้งาน แต่มีผลในระยะยาวอย่างมาก พืชจะค่อยๆ แข็งแรง และเพิ่มผลผลิตมากขึ้น

5) ปุ๋ยอินทรีย์ ไม่ทำร้ายผิวหน้าดิน ช่วยทำให้ดินมีสภาพเป็นกลางและเสถียรอยู่เสมอ ช่วยปรับระดับความเป็นกรด-ด่างของดินให้เหมาะสมต่อการเติบโตของพืช ทั้งยังปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างให้ดินในขณะที่มีการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างยาวนาน เช่น อาจมีมีการละลายแร่ธาตุบางอย่างที่ไม่พึงประสงค์ออกมาให้แก่รากพืช เช่น อะลูมิเนียม ทำให้พืชมีลักษณะแคระแกร็น และเป็นโรคง่าย

6) ปุ๋ยอินทรีย์ ช่วยปรับโครงสร้างของดินเสียใหม่ ด้วยการทำให้เม็ดดินร่วนซุย ช่วยปรับให้หน้าดินร่วนซุย โดยไม่ต้องไถพรวนกันมากนัก ช่วยเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ และสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติในดิน ทำให้ดินมีโครงสร้างโปร่ง ร่วนซุย อ่อนนุ่ม อุ้มน้ำ ซึ่งจะส่งผลดีต่อพืชที่ปลูกอย่างมาก

ข้อเสียของการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ มีดังนี้

1) ปุ๋ยอินทรีย์ มีปริมาณธาตุอาหารหลักในปริมาณที่น้อยกว่าปุ๋ยเคมีมาก ปุ๋ยเคมีนั้น ผลิตจากการผสมปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีเข้าด้วยกัน เพราะปุ๋ยเคมีสามารถเพิ่มปริมาณระดับแร่ธาตุอาหารได้อย่างเต็มที่

2) ปุ๋ยอินทรีย์ มีต้นทุนการผลิตสูงกว่า เพราะต้องใช้ในปริมาณที่มาก เพื่อให้ได้ปริมาณธาตุอาหารเพียงพอต่อความต้องการของพืช

3) ปุ๋ยอินทรีย์ ไม่สามารถบังคับได้ชัดเจนและทันกับช่วงเวลาที่พืชต้องการ เช่น จะเร่งใบ เร่งดอก หรือเร่งผลผลิต

แต่อย่างไรก็ตาม การนำปุ๋ยอินทรีย์เข้ามาใช้นั้น ไม่อาจนำมาใช้เพียงอย่างเดียวได้ตลอด จำเป็นที่จะต้องใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี จะช่วยให้ได้ผลผลิตและคุณภาพที่ดีกว่าการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพียงอย่างเดียว ทั้งยังลดต้นทุนการผลิตจากการใช้ปุ๋ยชนิดหนึ่งชนิดใดเพียงอย่างเดียว นะครับ

นาย รัตวิ

กรมชลฯต่อยอดศาสตร์พระราชา สร้างฝาย-สระน้ำซอยล์ซีเมนต์นำร่องลุ่มชี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432805

x

กรมชลฯต่อยอดศาสตร์พระราชา สร้างฝาย-สระน้ำซอยล์ซีเมนต์นำร่องลุ่มชี

วันอังคาร ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายภัทรพล ณ หนองคาย ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 6 กองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง กรมชลประทาน เปิดเผยว่ากรมชลประทานโดยศูนย์ปฏิบัติการบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำ ประสบผลสำเร็จในการน้อมนำศาสตร์พระราชาเกี่ยวกับการสร้างฝายชะลอน้ำมาประยุกต์ใช้กับหลักวิศวกรรมชลประทานในการสร้างฝายซอยล์ซีเมนต์ (Soil Cement) ทดแทนฝายหินทิ้งแบบเดิม ซึ่งช่วยลดอัตรารั่วซึม เพิ่มปริมาณน้ำที่เก็บกักในตัวฝาย ราคาถูกกว่าฝายคอนกรีต ก่อสร้างไม่ยุ่งยากชาวบ้านทำเองได้ ที่สำคัญอายุใช้งานยืนยาว โดยนำไปทดลองใช้ในพื้นที่ลุ่มน้ำชีแล้วตั้งแต่ปี 2558

ทั้งนี้ หลังประสบผลสำเร็จในการสร้างฝายซอยล์ซีเมนต์ดังกล่าว ได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำขึ้นเมื่อปี 2559 ที่จ.ขอนแก่น ช่วยเกษตรกรลุ่มน้ำชีใน 5 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น ชัยภูมิ กาฬสินธุ์ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด ที่ประสบปัญหาน้ำเป็นประจำ ซึ่งได้มีการพัฒนาสร้างนวัตกรรมช่วยเหลือเกษตรกรให้มีน้ำใช้เพื่อการเกษตรมาต่อเนื่อง ล่าสุดพัฒนาสร้างชุดสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกระจายน้ำแบบน้ำหยด พร้อมสร้างสระแบบซอยล์ซีเมนต์ช่วยเหลือเกษตรที่อยู่ในพื้นที่สูงกว่าฝายให้มีน้ำใช้ ผลที่ได้คือ สระแบบซอยซีเมนต์เก็บน้ำ ใช้น้ำได้เต็มประสิทธิภาพ เกษตรกรมีน้ำเพียงพอดูแลพืชสวนพืชไร่ตลอดปี ทำให้ภาวะฝนทิ้งช่วงปีนี้เกษตรกรในพื้นที่ไม่ได้รับผลกระทบใดๆเลย

ด้านนายสุภัทรดิศ ราชธา ที่ปรึกษาศูนย์ปฏิบัติการบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำ เปิดเผยว่า ชุดสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมระบบกระจายน้ำแบบน้ำหยด ช่วยเกษตรกรประหยัดไฟและน้ำซึ่งการสูบน้ำจากที่ต่ำขึ้นที่สูง โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์นั้นประหยัดค่าไฟฟ้าได้ปีละประมาณ 30,000บาท แผงโซลาร์เซลล์ขนาด 1 นิ้ว สูบน้ำได้คราวละ 5 ลูกบาศก์เมตร ตัวแผงออกแบบมาเพื่อใช้กับระบบกระจายน้ำแบบน้ำหยดช่วยให้เกษตรกรใช้น้ำน้อยกว่าการปลูกพืชแบบน้ำท่วมแปลงประมาณ 80% โดยใน 1 วัน ใช้น้ำเพียง 1 ลูกบาศก์เมตร ดูแลพื้นที่ปลูก 1 ไร่ แผงโซลาร์เซลล์อายุใช้งานประมาณ 25 ปี ราคาไม่แพง เกษตรกรประกอบ บำรุงรักษาได้เอง

“อยากให้เกษตรกรลองหันมาใช้พลังงานทดแทน เพราะราคาถูก เปรียบเทียบพื้นที่ทั่วไปใช้งบลงทุนต่อไร่ประมาณ 10,000 บาท แต่หากใช้นวัตกรรมที่กล่าวมาจะใช้งบลงทุน 2,500-6,000 บาทเท่านั้น ช่วยลดการแย่งชิงน้ำ ช่วยเหลือตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาภาครัฐทั้งหมด หากเกษตรกรสนใจ ติดต่อได้ที่ Facebook ชื่อ ศูนย์ปฏิบัติการบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำ หรือ โทรศัพท์ 08-1260-0794 หรือที่สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 6 อ.เมือง จ.ขอนแก่น โทรศัพท์ 0-4322-7340” นายสุภัทรดิศ กล่าว

เปิดศูนย์ขยายพันธุ์พืชสุพรรณฯ กระจายให้เกษตรกร13จังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432802

x

เปิดศูนย์ขยายพันธุ์พืชสุพรรณฯ กระจายให้เกษตรกร13จังหวัด

วันอังคาร ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการผลิตขยายพันธุ์พืชและเปิดบ้านศูนย์ขยายพันธุ์พืช ณ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 9 ต.พลับพลาไชย อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ว่า ศูนย์แห่งนี้มีภารกิจด้านการผลิตและขยายพันธุ์พืชพันธุ์ดี โดยกรรมวิธีด้านการเกษตรสมัยใหม่ เน้นส่งต่อพืชพันธุ์ดีจากศูนย์ฯสู่เกษตรกร เพื่อลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรในเขตพื้นที่รับผิดชอบ 13 จังหวัด ได้แก่สุพรรณบุรี นครปฐม กาญจนบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ราชบุรี และอุทัยธานี ซึ่งการดำเนินการจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการผลิตขยายพันธุ์พืชวันนี้ เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการทำการเกษตรแบบสมัยใหม่ เน้นพันธุ์พืชพันธุ์ดีจากศูนย์ฯสู่เกษตรกร เป็นการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

“ปัจจุบันเกษตรกรยังไม่สามารถเข้าถึงพันธุ์ดี เนื่องจากราคาแพงในตลาด ซึ่งการคัดสรรพันธุ์ที่ดีจะช่วยลดต้นทุนเพิ่มมูลค่า เพิ่มศักยภาพส่งออกให้มากขึ้น และส่งเสริมให้เกษตรกรมีพันธุ์พืชที่ดีใช้ตลอดฤดูกาล สิ่งสำคัญคือ ต้องหาตลาดรองรับหรือใช้แนวทางตลาดนำการผลิต โดยศูนย์ฯจะผลิตต้นพันธุ์ดีซึ่งใช้เวลาประมาณ 3  เดือน จากนั้นจะจำหน่ายให้เกษตรกรที่ลงทะเบียนไว้กับศูนย์ฯจำนวน 500 ครัวเรือน ครัวเรือน ละ 100 ต้น รวม 50,000 ต้น ในราคา 20 บาท สำหรับพันธุ์ไม้ที่จะนำมาจำหน่าย อาทิ ดอกกระเจียว และสับปะรดสี เป็นต้น เพื่อให้เกษตรกรได้นำไปเพาะเลี้ยงต่อจนสมบูรณ์ต่อไป” นายประภัตร กล่าว

ทั้งนี้ การตั้งศูนย์ขยายพันธุ์พืชทั้ง 10 แห่งทั่วประเทศได้แก่ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชจังหวัดตรัง นครศรีธรรมราช ชลบุรี นครราชสีมา อุดรธานี บุรีรัมย์ มหาสารคาม ลำพูน พิษณุโลก และสุพรรณบุรี เพื่อรองรับการผลิตและขยายพันธุ์พืชในชั้นพันธุ์ขยายและพันธุ์จำหน่ายไปสู่กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน ศูนย์พันธุ์พืชชุมชน Young Smart Farmer แปลงใหญ่ ผ่านกลไกงานส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ และยังผลิตรองรับพืชเศรษฐกิจที่มีปัญหาโรคพืชแฝงติดไปกับต้นพันธุ์ เช่น ท่อนมันสำปะหลัง

สั่งทุกจังหวัดตั้งวอร์รูมเร่งแก้ภัยแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432806

x

สั่งทุกจังหวัดตั้งวอร์รูมเร่งแก้ภัยแล้ง

วันอังคาร ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนทิ้งช่วงและจากมติที่ประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เกี่ยวกับการกำหนดมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ป้องกันความเสียหายจากปัญหาขาดแคลนน้ำที่จะเกิดขึ้น กรมสั่งการให้สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรอำเภอ ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด พร้อมทำความเข้าใจกับเกษตรกรให้ทราบปริมาณสถานการณ์น้ำ โดยเร่งสำรวจข้อมูลพื้นที่การเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง พร้อมตั้งศูนย์เฉพาะกิจ (War Room) จังหวัด ติดตามสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ และวางแผนช่วยเหลือเกษตรกร รวมถึงประสานแก้ปัญหาน้ำเพื่อการเกษตรให้เกษตรกร ผ่านกลไกของคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและแก้ปัญหาภาคเกษตรระดับจังหวัด (Chief of Operation : CoO) และคณะทำงานปฏิบัติการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและแก้ไขปัญหาภาคเกษตรระดับอำเภอ (Operation Team : OT) พร้อมวางแผนช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยแล้ง และเตรียมแผนระบบการปลูกพืชให้เหมาะสมกับสภาวะแต่ละพื้นที่ โดยแนะนำวิธีการดูแลรักษาพืชในภาวะแห้งแล้งฝนทิ้งช่วงประกอบกับแนะนำให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อยทดแทนการเพาะปลูกข้าวในช่วงเดือนสิงหาคม – กันยายน 2562

นอกจากนี้ กรมยังแจ้งเตือนเกษตรกรที่เพาะปลูกพืช ให้มาปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร หรือหากเป็นเกษตรกรรายใหม่ให้มาขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ปลูก หรือศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) หรือสถานที่อื่นที่เหมาะสมด่วนที่สุด อย่างไรก็ตาม เกษตรกรรายเดิมสามารถปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรได้ด้วยตนเองผ่านแอพพลิเคชั่น Farmbook ส่วนการจัดทำข้อมูลสถานการณ์เนื้อที่เพาะปลูกและเนื้อที่เสียหายผ่านระบบสารสนเทศการผลิตด้านการเกษตร (รต.) ได้เร่งรัดให้จัดส่งกรมส่งเสริมการเกษตรทราบ ภายในวันที่ 23 กรกฎาคม 2562 และปรับปรุงข้อมูลทุกวันอังคารของสัปดาห์

ในกรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ให้ประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือประชาชนตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2561 โดยเร็ว และกรอบระยะเวลาการให้ความช่วยเหลือ (เร่งด่วน) ที่กรมส่งเสริมการเกษตรกำหนดให้แล้วเสร็จภายใน 15 วันต่อไป ทั้งนี้ การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ มีหลักเกณฑ์คือ ต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร ก่อนเกิดภัย และช่วยเกษตรกรตามจำนวนพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจริง ทั้งนี้ ไม่เกิน 30 ไร่ อัตราการช่วยเหลือด้านพืช แบ่งเป็น ข้าว อัตราไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ อัตราไร่ละ 1,148 บาท พืชสวนและอื่นๆอัตราไร่ละ 1,690 บาท

‘กรมชลฯ’ น้อมนำศาสตร์พระราชารับมืออีก20ปี คนทั่วโลกอดน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432681

‘กรมชลฯ’ น้อมนำศาสตร์พระราชารับมืออีก20ปี คนทั่วโลกอดน้ำ

‘กรมชลฯ’ น้อมนำศาสตร์พระราชารับมืออีก20ปี คนทั่วโลกอดน้ำ

วันจันทร์ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 12.09 น.

อีก20ปี คนทั่วโลกจะอดน้ำ กรมชลฯเตรียมรับมือน้อมนำศาสตร์พระราชาไว้ในยุทธศาสตร์น้ำ20ปี ตามแนวพระราชดำริใช้ทรัพยากรน้ำอย่างฉลาด คุ้มค่าไม่สิ้นเปลือง 

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2562 นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทานและเลขาธิการ Thai National Committee on Irrigation and Drainage : THAICID เปิดเผยภายหลังการประชุมวิชาการด้านการชลประทานและการระบายน้ำแห่งชาติ ครั้งที่ 12 ว่า การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของไทย ได้ดำเนินการสอดคล้องกับแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ซึ่งพระองค์ทรงส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่รอบตัว เพื่อมาสร้างพลังงานให้ฐานเศรษฐกิจของประเทศ

โดยเฉพาะเรื่องน้ำที่ทรงสนพระราชหฤทัยเป็นลำดับต้นๆ ทรงมีพระราชดำริให้ใช้ทรัพยากรน้ำอย่างฉลาด คุ้มค่า ไม่ใช้น้ำอย่างสิ้นเปลืองโดยไร้ประโยชน์ จนก่อเกิดแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่อันเป็นรากฐานสำคัญที่จะนำความเจริญให้ประเทศ จนมาถึงสมัยรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีพระราชปณิธานและมีความตั้งใจอันแน่วแน่ในการทรงงานเพื่อจะสืบสาน รักษา ต่อยอด โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 อันจะเกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชน

“กรมชลประทานน้อมนำแนวคิดของในหลวง รัชกาลที่ 9 มาใช้จัดทำยุทธศาสตร์กรมชลประ ทาน 20ปี ซึ่งจะสอดคลองกับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 และยุทธศาสตร์กระทรวงเกษตรฯ โดยให้ความสำคัญกับทรัพยากรน้ำที่เป็นอาวุธสำคัญในกระบวนการผลิตอาหารและพลังงาน ภายใต้นโยบายส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ทั้งแหล่งน้ำชุมชน รวมถึงทะเล นโยบายแก้ปัญหาก๊าซเรือนกระจก และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สร้างสังคมคาร์บอนต่ำ นโยบายพัฒนาจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ให้ใช้หมุนเวียนเพื่อให้การใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่า เป็นต้น เป้าหมายเพื่อให้ชาติมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าว

รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวต่อว่า สภาพภูมิอากาศของโลกกำลังเปลี่ยนแปลง ในอีก 20-30 ปีข้างหน้า จะเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะประชากรเพิ่มขึ้น การใช้น้ำมากขึ้น ขณะที่น้ำเป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ภายในปี 2579 กรมชลประทานได้กำหนดทิศทางการทำงานด้านบริหารจัดการน้ำในประเทศครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ เพื่อจะเพิ่มผลผลิตของน้ำทั้งระบบให้ทัดเทียมระดับสากล การนำน้ำที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำและใช้น้ำทุกภาคส่วน เพิ่มการกักเก็บน้ำในพื้นที่การจัดทำข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) พร้อมทีมวิเคราะห์ข้อมูลที่ทรงประสิทธิภาพ การนำเทคโนโลยีที่ทันสมัย นวัตกรรมใหม่มาใช้บริหารจัดการน้ำ ลดความซ้ำซ้อน การพัฒนาความมั่นคงของน้ำ พลังงานและการเกษตร โดยเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การดำเนินยุทธศาสตร์ที่กล่าวมาทั้งหมด เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับปัญหาความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศให้มากที่สุด

“ผู้แทนหลายประเทศที่เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ไม่ว่าจะเป็น ผู้แทนองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (Deutsche Gesellschaft fur Internationale Zusammenarbeit : GIZ) ผู้แทนจากโครงการความร่วมมือไทย-ออสเตรเลีย รวมทั้งผู้แทนจากประเทศไทย เห็นตรงกันว่าจะใช้น้ำให้เกิดคุณค่าสูงสุดได้อย่างไร รวมทั้งการใช้นวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ต่างๆ เตรียมรับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก เช่น ฝนไม่ตกในฤดูฝน จะรับมือกับภาวะวิกฤตินี้ได้อย่างไร ซึ่งเป็นโจทย์เดียวกับประเทศไทย อย่างไรก็ดี การประชุมวิชาการฯครั้งนี้ทำให้ได้รับความรู้ ความเข้าใจในการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการบริหารจัดการน้ำ ได้รับองค์ความรู้ที่หลากหลายผสมผสานจากหลายภูมิภาค โดยมีเป้าหมายสำคัญเดียวกันคือ ส่งเสริมความสัมพันธ์ของน้ำ พลังงาน และอาหาร” นายเฉลิมเกียรติกล่าว

ชายคาพระพิรุณ : 12 สิงหาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432580

586851

ชายคาพระพิรุณ : 12 สิงหาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมาเห็นข่าว พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจราชการโครงการทุเรียนคุณภาพและการบริหารจัดการทุเรียนคุณภาพของเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร ณ บริเวณตลาดกลางยางพารา ต.สะเตง อ.เมืองยะลา จ.ยะลา ซึ่งหลายคนอาจไม่รู้ว่า จ.ยะลา เป็นพื้นที่ปลูกทุเรียนที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการเกษตร ระบุว่า ยะลามีพื้นที่ปลูกทุเรียนกว่า 67,000 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยวประมาณ 48,000 ไร่ และมีแนวโน้มการปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้น ให้ผลผลิตรวมกว่า 41,000 ตันต่อปี สร้างรายได้ 1,600 ล้านบาทต่อปี จังหวัดยะลาจึงนับเป็นแหล่งปลูกทุเรียนแหล่งใหญ่ที่สุดในภาคใต้ตอนล่าง จุดเด่นของทุเรียนยะลา คือ สภาพภูมิอากาศ และพื้นที่ปลูกที่มีลักษณะเป็นพื้นที่ลาดเทมีผืนป่า “ฮาลาบาลา” โอบล้อม ทำให้ไม่มีปัญหาน้ำแช่ขัง ทุเรียนจึงมีคุณภาพดี เนื้อแห้ง เนียนนุ่ม รสชาติหอมหวานมันส์ จนได้รับฉายาว่า “ทุเรียนสะเด็ดน้ำยะลา” ซึ่งถือเป็นทุเรียนที่มีคุณภาพ รสชาติดี เป็นที่ต้องการของตลาดผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ

นอกจากนี้ จ.ยะลายังได้กำหนดให้ทุเรียนเป็น 1 ในวาระของจังหวัด “ยะลาเมืองทุเรียน (Yala Durian City) “ ตั้งเป้าหมายให้จังหวัดยะลาเป็นเมืองทุเรียนแห่งภาคใต้ตอนล่าง เน้นการผลิตทุเรียนคุณภาพ ตามระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่เป็นหลัก ด้วยการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มคุณภาพผลผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มจากการแปรรูป และที่สำคัญคือให้เป็นศูนย์กลางตลาดค้าส่ง และธุรกิจแปรรูปทุเรียนในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ที่ต้องการยกระดับศักยภาพการแข่งขัน และการหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลางสู่รายได้สูง ส่งเสริมผู้ประกอบการที่เข้มแข็งและพาณิชย์ดิจิทัล พัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการให้มีความยืดหยุ่น สามารถปรับตัวและดำเนินธุรกิจเพิ่มสัดส่วนความเป็นเจ้าของของคนไทยและสนับสนุนให้มีการขยายตลาดที่มีแบรนด์สินค้าและช่องทางการตลาดที่เป็นของตนเองมากขึ้น ตลอดจนพัฒนาต่อยอดอุตสาหกรรม และมอบหมายให้สำนักงานเกษตรจังหวัดยะลา เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนวาระจังหวัดยะลา ยะลาเมืองทุเรียน (Yala Durian City) มีส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมบูรณาการเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและแก้ไขปัญหาให้แก่เกษตรกรชาวสวนทุเรียน ผ่านกระบวนการเรียนรู้จากศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ที่มีอยู่ทุกอำเภอ ซึ่งมีฐานการเรียนรู้ตามประเด็นต่าง ๆ เช่น การลดต้นทุนการผลิต การป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูทุเรียน การพัฒนาคุณภาพผลผลิต การจัดการน้ำในสวนทุเรียน การตลาดนำการผลิตและการเพิ่มมูลค่าจากผลผลิตทุเรียน

สำหรับทุเรียนยะลาในปีนี้ ได้เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตและส่งออกสู่ท้องตลาดผ่านพ่อค้าคนกลาง หรือ ล้ง รับซื้อทุเรียนไปแล้วกว่า 15% ซึ่งราคารับซื้อขณะนี้ ทุเรียนเกรด AB อยู่ที่ราคา 86 บาทต่อกิโลกรัม เกรด C ราคา 67 บาทต่อกิโลกรัม และตกไซต์ประมาณ 40 บาทต่อกิโลกรัม โดยราคาดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ทำให้ชาวสวนทุเรียนมีความพึงพอใจกับราคาเป็นอย่างมาก มีรายได้เพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากทุเรียนมีคุณภาพจากการเข้าไปส่งเสริมพัฒนาให้ชาวสวนได้รับใบรับรอง GAP และโดยเฉพาะการคัดเลือกเกษตรกรแปลงใหญ่เข้าร่วมกับโครงการทุเรียนคุณภาพของสถาบันปิดทองหลังพระฯ เพื่อเชื่อมโยงด้านการตลาด ช่องทางการจำหน่าย รวมถึงความร่วมมือต่างๆ ซึ่งได้เข้ามาส่งเสริมตั้งแต่เริ่มฤดูการผลิต เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการผลิตทุเรียนคุณภาพ

อย่างไรก็ดี ว่าที่ร้อยตรีสมสวย ปัญญาสิทธิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมากรมส่งเสริมการเกษตรให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไม้ผล โดยส่งเสริมให้เกษตรกรดำเนินการผลิตตามมาตรฐานและยกระดับสู่การรับรอง (GAP) การพัฒนาคุณภาพผลผลิตสู่การส่งออก การรวมกลุ่มทำตลาดล่วงหน้า การยกระดับสินค้าเกษตรที่เป็นอัตลักษณ์และเหมาะสมกับพื้นที่เพื่อเพิ่มมูลค่า นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดในการจัดตั้งสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ วางแผนพัฒนาการผลิตและการตลาดร่วมกัน สร้างความเข้มแข็งองค์กรเกษตรกรเพื่อการพัฒนาและบริหารจัดการทุเรียนระดับประเทศ โดยเชื่อมโยงกลุ่มชาวสวนทุเรียนทั้ง 6 ภูมิภาค มาร่วมกันวางแผนกำหนดแนวทางพัฒนาและบริหารจัดการทุเรียนทั้งระบบ ซึ่งในเบื้องต้นได้คัดเลือกจากเกษตรกรแปลงใหญ่ระดับอำเภอใน 22 จังหวัด ได้แก่ จังหวัด นนทบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด นครนายก ชลบุรี ศรีสะเกษ อุบลราชธานี บุรีรัมย์ นครศรีธรรมราช ชุมพร สุราษฎร์ธานี ยะลา ปัตตานี ระนอง กระบี่ สงขลา นราธิวาส สตูล และตาก โดยเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนจังหวัดยะลาได้รวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่มากที่สุดในประเทศ จำนวน 16 แปลง เกษตรกรสมาชิก 951 ราย พื้นที่รวม 6,495.50 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 900 กก./ไร่ เป็นผลผลิตจากแปลงใหญ่รวม 5,845.95 ตัน สร้างรายได้ 320 ล้านบาทต่อปี…

ขุนเกษตรา