เตือนหนอนกออ้อยระบาดช่วงแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432577

x

เตือนหนอนกออ้อยระบาดช่วงแล้ง

วันจันทร์ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงที่สภาพอากาศแห้งแล้งและฝนทิ้งช่วง อาจส่งผลกระทบต่ออ้อยในระยะแตกกอ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรชาวไร่อ้อยเฝ้าระวังการระบาดของหนอนกออ้อย มักพบการเข้าทำลายของหนอนกออ้อย 2 ชนิดคือ หนอนกอลายจุดเล็ก ตัวหนอนจะเจาะเข้าไปตรงส่วนโคนระดับผิวดิน และเข้าไปกัดกินส่วนที่กำลังเจริญเติบโตภายในหน่ออ้อย ทำให้ยอดอ้อยแห้งตาย ผลผลิตอ้อยลดลง 5-40% และยังพบหนอนเข้าทำลายอ้อยในระยะอ้อยย่างปล้อง โดยหนอนจะเจาะเข้าไปกัดกินอยู่ภายในลำต้นอ้อย ทำให้อ้อยแตกแขนงใหม่ และแตกยอดพุ่ม

ส่วน หนอนกอสีชมพู ตัวหนอนจะเจาะเข้าไปกัดกินตรงส่วนโคนของหน่ออ้อยระดับผิวดิน และเข้าไปกัดกินส่วนที่กำลังเจริญเติบโตภายในหน่ออ้อย ทำให้ยอดอ้อยแห้งตาย และแม้ว่าหน่ออ้อยที่ถูกทำลายจะสามารถแตกหน่อใหม่เพื่อชดเชยหน่ออ้อยที่เสียไปได้ แต่หน่ออ้อยที่แตกใหม่จะมีอายุสั้นลง ทำให้ผลผลิตและคุณภาพของอ้อยลดลงตามไปด้วย

สำหรับแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาหนอนกออ้อยทั้ง 2 ชนิด ให้เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยในแหล่งชลประทาน ควรให้น้ำเพื่อให้อ้อยแตกหน่อชดเชย และในช่วงที่พบกลุ่มไข่ของหนอนกออ้อย ให้ปล่อยแตนเบียนไข่ไตรโคแกรมมา อัตรา 30,000 ตัวต่อไร่ต่อครั้ง โดยให้ปล่อยติดต่อกัน 2-3 ครั้ง กรณีพบการระบาดหรืออ้อยแสดงอาการยอดเหี่ยวมากกว่า 10% ให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลงเดลทาเมทริน 3% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่น 2-3 ครั้ง ห่างกัน 14 วัน หรือสารอินดอกซาคาร์บ 15% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอแรนทรานิลิโพรล 5.17% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารลูเฟนนูรอน 5% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นโดยใช้น้ำในอัตราส่วน 60 ลิตรต่อไร่

ยึดศาสตร์พระราชาบริหารน้ำ เล็งใช้นวัตกรรมรับมืออากาศแปรปรวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432578

x

ยึดศาสตร์พระราชาบริหารน้ำ เล็งใช้นวัตกรรมรับมืออากาศแปรปรวน

วันจันทร์ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทานและเลขาธิการ Thai National Committee on Irrigation and Drainage : THAICID กล่าวในการประชุมวิชาการด้านการชลประทานและการระบายน้ำแห่งชาติ ครั้งที่ 12 ว่า การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของไทย ได้ดำเนินการสอดคล้องกับแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ซึ่งพระองค์ทรงส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่รอบตัว เพื่อมาสร้างพลังงานให้ฐานเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะเรื่องน้ำที่ทรงสนพระราชหฤทัยเป็นลำดับต้นๆ ทรงมีพระราชดำริให้ใช้ทรัพยากรน้ำอย่างฉลาด คุ้มค่า ไม่ใช้น้ำอย่างสิ้นเปลืองโดยไร้ประโยชน์ จนก่อเกิดแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่อันเป็นรากฐานสำคัญที่จะนำความเจริญให้ประเทศ จนมาถึงสมัยรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีพระราชปณิธานและมีความตั้งใจอันแน่วแน่ในการทรงงานเพื่อจะสืบสาน รักษา ต่อยอด โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 อันจะเกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชน

ทั้งนี้ กรมชลประทานน้อมนำแนวคิดของในหลวง รัชกาลที่ 9 มาใช้จัดทำยุทธศาสตร์กรมชลประ ทาน 20ปี ซึ่งจะสอดคลองกับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 และยุทธศาสตร์กระทรวงเกษตรฯ โดยให้ความสำคัญกับทรัพยากรน้ำที่เป็นอาวุธสำคัญในกระบวนการผลิตอาหารและพลังงาน ภายใต้นโยบายส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ทั้งแหล่งน้ำชุมชน รวมถึงทะเล นโยบายแก้ปัญหาก๊าซเรือนกระจก และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สร้างสังคมคาร์บอนต่ำ นโยบายพัฒนาจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ให้ใช้หมุนเวียนเพื่อให้การใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่า เป็นต้น เป้าหมายเพื่อให้ชาติมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า สภาพภูมิอากาศของโลกกำลังเปลี่ยนแปลง ในอีก 20-30 ปีข้างหน้า จะเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะประชากรเพิ่มขึ้น การใช้น้ำมากขึ้น ขณะที่น้ำเป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ภายในปี 2579 กรมชลประทานได้กำหนดทิศทางการทำงานด้านบริหารจัดการน้ำในประเทศครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ เพื่อจะเพิ่มผลผลิตของน้ำทั้งระบบให้ทัดเทียมระดับสากล การนำน้ำที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำและใช้น้ำทุกภาคส่วน เพิ่มการกักเก็บน้ำในพื้นที่การจัดทำข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) พร้อมทีมวิเคราะห์ข้อมูลที่ทรงประสิทธิภาพ การนำเทคโนโลยีที่ทันสมัย นวัตกรรมใหม่มาใช้บริหารจัดการน้ำ ลดความซ้ำซ้อน การพัฒนาความมั่นคงของน้ำ พลังงานและการเกษตร โดยเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การดำเนินยุทธศาสตร์ที่กล่าวมาทั้งหมด เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับปัญหาความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศให้มากที่สุด

“ผู้แทนหลายประเทศที่เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ไม่ว่าจะเป็น ผู้แทนองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (Deutsche Gesellschaft fur Internationale Zusammenarbeit : GIZ) ผู้แทนจากโครงการความร่วมมือไทย-ออสเตรเลีย รวมทั้งผู้แทนจากประเทศไทย เห็นตรงกันว่าจะใช้น้ำให้เกิดคุณค่าสูงสุดได้อย่างไร รวมทั้งการใช้นวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ต่างๆ เตรียมรับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก เช่น ฝนไม่ตกในฤดูฝน จะรับมือกับภาวะวิกฤตินี้ได้อย่างไร ซึ่งเป็นโจทย์เดียวกับประเทศไทย อย่างไรก็ดี การประชุมวิชาการฯครั้งนี้ทำให้ได้รับความรู้ ความเข้าใจในการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการบริหารจัดการน้ำ ได้รับองค์ความรู้ที่หลากหลายผสมผสานจากหลายภูมิภาค โดยมีเป้าหมายสำคัญเดียวกันคือ ส่งเสริมความสัมพันธ์ของน้ำ พลังงาน และอาหาร” นายเฉลิมเกียรติกล่าว

ทุเรียน3จชต.พร้อมออกตลาด สศก.เผยผลผลิตเพิ่มขึ้น14%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432581

ทุเรียน3จชต.พร้อมออกตลาด สศก.เผยผลผลิตเพิ่มขึ้น14%

ทุเรียน3จชต.พร้อมออกตลาด สศก.เผยผลผลิตเพิ่มขึ้น14%

วันจันทร์ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสุธรรม ธรรมปาโล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 จังหวัดสงขลา (สศท.9) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงปริมาณผลผลิตทุเรียนของ 3 จังหวัดชายแดนใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) ปี 2562 พบว่า เนื้อที่ยืนต้นรวม 3 จังหวัด มี 107,685 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 14% เนื้อที่ให้ผลมี 80,786 ไร่ เพิ่มขึ้น 0.3% ปริมาณผลผลิตรวม62,980 ตัน เพิ่มขึ้น 21% โดยผลผลิตต่อเนื้อที่ให้ผล อยู่ที่ 780 กิโลกรัม/ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 20%

สำหรับเนื้อที่ยืนต้นเพิ่มขึ้นเนื่องจากราคาของทุเรียนช่วง 3 ปีที่ผ่านมาอยู่ในเกณฑ์ดี จากความต้องการของตลาดในและต่างประเทศ โดยเฉพาะผู้บริโภคจากจีนต้องการทุเรียนจากไทย ส่งผลให้เกษตรกรปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้นโดยปลูกแทนพืชอื่น ดูแลรักษาดีเพื่อให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ทุเรียนที่ปลูกในปี 2557 เริ่มให้ผล ปริมาณผลผลิตรวมจึงเพิ่มขึ้น

หากพิจารณาปริมาณผลผลิตทุเรียนทั้ง 3 จังหวัด พบว่า ยะลาให้ผลผลิตมากที่สุดรวม 41,507 ตัน เพิ่มขึ้น 28% นราธิวาส 17,371 ตัน เพิ่มขึ้น 9% และปัตตานี 4,102 ตัน เพิ่มขึ้น 8% โดยผลผลิตในฤดูเริ่มออกตลาดมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม และจะออกสู่ตลาดมากช่วงเดือนสิงหาคม – กันยายน 2562 (คิดเป็น 79% ของผลผลิต 3 จังหวัดภาคใต้) ทั้งนี้ จากการติดตามราคาทุเรียนที่เกษตรกรขายได้ ณ ราคาไร่นา ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งทุเรียนเริ่มออกสู่ตลาด พบว่า ราคาเคลื่อนไหวอยู่ที่ 70 – 80 บาท/กิโลกรัม เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา 24%

สำหรับการบริหารจัดการผลไม้ปี 2562 กระทรวงเกษตรฯมีนโยบายวางแนวทางบริหารจัดการผลไม้ให้แต่ละจังหวัดรับผิดชอบในพื้นที่แบบเบ็ดเสร็จด้วยตัวเอง โดยมีคณะกรรมการแก้ปัญหาอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน อย่างไรก็ตาม เกษตรกรควรต้องเน้นรักษาคุณภาพและมาตรฐานที่กำหนดของทุเรียน เนื่องจากคู่แข่งอย่างมาเลเซียจะเข้ามามีส่วนแบ่งตลาดของประเทศไทยที่ส่งออกไปจีน ซึ่งตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 ได้บังคับใช้กฎระเบียบการส่งออกไม้ผลของไทยไปต่างประเทศอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะทุเรียนและมังคุดไปจีน ซึ่งโรงคัดบรรจุ (ล้ง) ต้องผ่านการรับรองมาตรฐานหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิต (GMP) ขณะที่สวนผลไม้ที่ปลูกต้องผ่านการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) ดังนั้น เกษตรกรและผู้ประกอบการจึงต้องรักษาคุณภาพผลผลิต ปฏิบัติตามกฎระเบียบมาตรฐานของประเทศคู่ค้าอย่างเคร่งครัด ไม่จำหน่ายทุเรียนด้อยคุณภาพ และระมัดระวังการตัดทุเรียนอ่อน ซึ่งนอกจากผิดกฎหมายผู้บริโภค เข้าข่ายหลอกลวง มีโทษทั้งจำทั้งปรับแล้ว ยังส่งผลต่อเสถียรภาพราคาและความเชื่อมั่นทุเรียนไทยระยะยาวด้วย ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจข้อมูลการผลิตและการตลาดสถานการณ์ทุเรียนใน 3 จังหวัดภาคใต้ สอบถามได้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 จังหวัดสงขลา โทร.0-7431-2996 หรือ อีเมล zone9@oae.go.th

สหกรณ์วัดจันทร์สั่งตรงมังคุดยะลา3ตัน ช่วยระบายผลผลิตเกษตรกรใต้แก้ราคาตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432576

x

สหกรณ์วัดจันทร์สั่งตรงมังคุดยะลา3ตัน ช่วยระบายผลผลิตเกษตรกรใต้แก้ราคาตก

วันจันทร์ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สหกรณ์วัดจันทร์ จำกัด สั่งผลผลิตมังคุดจากเกษตรกรภาคใต้มาจำหน่ายในพื้นที่ หวังช่วยระบายผลผลิต แก้ปัญหาราคาตกต่ำ

นายสมศักดิ์ แสนศิริ สหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยว่า สหกรณ์วัดจันทร์ จำกัด สหกรณ์แห่งแรกของประเทศไทย เปิดช่องทางการสั่งซื้อและจำหน่ายผลผลิตมังคุด (Mangosteen) ราชินีแห่งผลไม้จากจังหวัดยะลา เพื่อนำมาจำหน่ายให้กับผู้บริโภคในจังหวัดพิษณุโลก เป็นการเร่งระบายผลผลิตและช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหามังคุดล้นตลาด ส่งผลให้ราคารับซื้ออยู่ในเกณฑ์ต่ำ ส่งผลให้เกษตรกรในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ สหกรณ์วัดจันทร์ จำกัด ได้ประสานความร่วมมือผ่านเครือข่ายชุมนุมสหกรณ์การเกษตรจังหวัดยะลา สั่งผลไม้สดใหม่จากสวนของเกษตรกรภาคใต้โดยตรง เพื่อนำมาจัดจำหน่าย โดยคัดสรรผลผลิตมังคุดคุณภาพ เกรด A กว่า 3,000 กิโลกรัม นำมาจำหน่ายในลอตแรกให้แก่เครือข่ายสหกรณ์ หน่วยงานราชการ และประชาชนทั่วไป จำหน่ายในราคาย่อมเยา 3 กิโลกรัม 100 บาท

นอกจากนี้ ยังมีผลผลิตทุเรียนหมอนทอง เกรดพรีเมียม จำหน่ายให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อ 100 ลูก ราคากิโลกรัมละ 130 บาท สำหรับผู้สนใจสั่งซื้อหรือสั่งจองเพิ่ม เพื่อช่วยกันอุดหนุนผลไม้คุณภาพจากภาคใต้ ได้ที่คุณกัญญา งามสงวน ผู้จัดการสหกรณ์วัดจันทร์ จำกัด อ.เมือง จ.พิษณุโลก โทร. 0-5525-9581

กยท.ดิ้น! งัดสต๊อกยางกว่า1แสนตันแปรรูป ดึงราคาตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432649

กยท.ดิ้น! งัดสต๊อกยางกว่า1แสนตันแปรรูป ดึงราคาตลาด

กยท.ดิ้น! งัดสต๊อกยางกว่า1แสนตันแปรรูป ดึงราคาตลาด

วันอาทิตย์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 21.27 น.

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2562 นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านบริหาร เปิดเผยหลังประชุมรับนโยบายจาก นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมว.กษ.) ว่า ได้รายงานข้อมูลการดำเนินงานตามภารกิจ และพูดคุยถึงปัญหาอุปสรรคที่ส่งผลต่อการดำเนินโครงการสำคัญของ กยท.ซึ่ง รมว.กษ.เน้นย้ำให้ กยท.สานต่อโครงการต่างๆ ที่ทำให้ส่งยางออกนอกระบบได้ พร้อมกำชับให้มีการวางแผนระยะยาว เพื่อป้องกันไม่ให้ยางพาราล้นตลาด แนะการเอาเงินของรัฐมาใช้พยุงราคายางต้องมีระบบหรือกระบวนการชัดเจน

ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจาก 3 ภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคเกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อหาแนวทางและข้อตกลงร่วมกัน ประเดิมโครงการแรกประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ที่ราคากิโลกรัมละ 60 บาท โดยมอบหมายให้ กยท.เตรียมข้อมูล เพื่อร่วมประชุมวางแผนกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการดำเนินงานโครงการในวันอังคารที่ 13 สิงหาคม นี้ คาดใช้เวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

“สำหรับยางพาราในสต๊อกรัฐ จากโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางและโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง รวมกว่า 1.1 แสนตัน ได้หารือถึงวิธีการจัดการไปทำพลังงานหรือนำไปทำผลิตภัณฑ์ เช่น เสาหลักนำทาง เสาแบ่งเลน ยางชะลอความเร็ว อุปกรณ์งานทาง พื้นสนาม ฯลฯ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์เพราะวัตถุดิบยางมีอยู่แล้ว ซึ่งจะส่งผลบวกต่อราคายาง อย่างไรก็ตาม ต้องขึ้นอยู่กับมติคณะรัฐมนตรี”

ส่วนการดำเนินงานตามนโยบายส่งเสริมการใช้ยางพาราในประเทศ มีนโยบายให้ทบทวนโครงการ ที่ประสบปัญหาอุปสรรค โดยให้เสนอแนวทางการดำเนินงานใหม่ เพื่อสร้างประโยชน์ให้เกษตรกรชาวสวนยางและผู้ประกอบกิจการยางอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมให้วางแผนกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหายางพาราเพิ่ม หวังให้ประกาศแนวทางที่ชัดเจนภายในเดือนสิงหาคมนี้ โดย รมว.กษ. จะรับผิดชอบดูแลบริหารงาน ด้านยางพาราด้วยตนเอง ซึ่งวันนี้ได้เริ่มต้นขับเคลื่อนแล้ว

นอกจากนี้ รมว.เกษตรฯ ได้เน้นให้ กยท.ปรับบทบาทพัฒนาองค์กรให้ทันสมัย ปฏิรูปการทำงานเชิงรุก ยกระดับฐานข้อมูลให้เป็นศูนย์กลางด้านยางพารา โดยเฉพาะงานด้านการส่งเสริม การผลิต การวิจัย และการแปรรูปยางพารา เร่งวางแนวทางบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความพร้อมสามารถรับมือและแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรชาวสวนยางได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพ

กยท.รุกหนัก! งัดสต๊อกยางแปรรูปผลิตภัณฑ์ หวังหนีราคาดิ่งเหว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432570

กยท.รุกหนัก! งัดสต๊อกยางแปรรูปผลิตภัณฑ์ หวังหนีราคาดิ่งเหว

กยท.รุกหนัก! งัดสต๊อกยางแปรรูปผลิตภัณฑ์ หวังหนีราคาดิ่งเหว

วันอาทิตย์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 15.29 น.

11 สิงหาคม 2562 นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยด้านบริหาร เผยหลังประชุมรับนโยบายจากนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมว.กษ.)

โดยกล่าวว่า วันนี้ได้รายงานข้อมูลการดำเนินงานตามภารกิจ และพูดคุยถึงปัญหาอุปสรรคที่ส่งผลต่อการดำเนินโครงการสำคัญของ กยท. ซึ่ง รมว.กษ. เน้นย้ำให้ กยท.สานต่อโครงการต่างๆ ที่ทำให้ส่งยางออกนอกระบบได้ พร้อมกำชับให้มีการวางแผนระยะยาว เพื่อป้องกันไม่ให้ยางพาราล้นตลาด แนะการเอาเงินของรัฐมาใช้พยุงราคายางต้องมีระบบหรือกระบวนการชัดเจน

ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจาก 3 ภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคเกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อหาแนวทางและข้อตกลงร่วมกัน ประเดิมโครงการแรกประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง โดยมอบหมายให้ กยท.เตรียมข้อมูล เพื่อร่วมประชุมวางแผนกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการดำเนินงานโครงการในวันอังคารที่ 13 สิงหาคม นี้ คาดใช้เวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

“สำหรับยางพาราในสต๊อกจากโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางและโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง ได้มีการหารือถึงวิธีการจัดการ โดยเอาไปทำพลังงานหรือนำไปทำผลิตภัณฑ์ เช่น เสาหลักนำทาง เสาแบ่งเลน ยางชะลอความเร็ว อุปกรณ์งานทาง พื้นสนาม ฯลฯ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์เพราะวัตถุดิบยางมีอยู่แล้ว ซึ่งจะส่งผลบวกต่อราคายาง อย่างไรก็ตาม ต้องขึ้นอยู่กับมติคณะรัฐมนตรี”

ส่วนการดำเนินงานตามนโยบายส่งเสริมการใช้ยางพาราในประเทศ มีนโยบายให้ทบทวนโครงการ ที่ประสบปัญหาอุปสรรค โดยให้เสนอแนวทางการดำเนินงานใหม่ เพื่อสร้างประโยชน์ให้เกษตรกรชาวสวนยางและผู้ประกอบกิจการยางอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมให้วางแผนกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหายางพาราเพิ่ม หวังให้ประกาศแนวทางที่ชัดเจนภายในเดือนสิงหาคมนี้ โดย รมว.กษ. จะรับผิดชอบดูแลบริหารงาน ด้านยางพาราด้วยตนเอง ซึ่งวันนี้ได้เริ่มต้นขับเคลื่อนแล้ว

นอกจากนี้ ได้ฝากให้กยท. พัฒนาองค์กร ให้ทันสมัย ปฏิรูปการทำงานเชิงรุก ยกระดับฐานข้อมูลให้เป็นศูนย์กลางด้านยางพารา เน้นงานด้านการส่งเสริม การผลิต การวิจัย และการแปรรูปยางพารา โดยบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความพร้อมสามารถรับมือและแก้ไขปัญหาต่างๆได้

ปฏิบัติการฝนหลวงบินช่วย2จังหวัด พื้นที่กว่า3แสนไร่เสียหายจากภัยแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432496

ปฏิบัติการฝนหลวงบินช่วย2จังหวัด พื้นที่กว่า3แสนไร่เสียหายจากภัยแล้ง

ปฏิบัติการฝนหลวงบินช่วย2จังหวัด พื้นที่กว่า3แสนไร่เสียหายจากภัยแล้ง

วันอาทิตย์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 09.32 น.

จ.อุทัยธานี พร้อมศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงบินช่วยเกษตรกร จ.อุทัยธานี และ จ.นครสวรรค์ พื้นที่นับล้านไร่ ไร่นาเสียหายกับภัยแล้ง

อุทัยธานีเร่งทำฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรนับล้านไร่ โดยมีพื้นที่เริ่มขาดแคลนน้ำ เนื่องจากฝนทิ้งช่วงกว่า 3 แสนไร่แล้ว รวมทั้งเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อนทับเสลา ที่มีเหลือเพียง 19 เปอร์เซ็นต์ โดยบินโปรยสารที่บริเวณอำเภอห้วยคต ที่บริเวณอำเภอลานสัก เหนือเขื่อนทับเสลา เนื่องจากมีกลุ่มเมฆฝนก่อตัว 50 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ จึงสั่งให้นักบินเข้าไปในกลุ่มเมฆ เพื่อโปรยสารฝนหลวงทันที เพื่อให้ฝนตกในพื้นที่ 4-5 อำเภอ ล่าสุดมีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลางในบางพื้นที่ อีกทั้งในระหว่างที่บินโปรยสารยังได้เกิดฝนตกทำให้เม็ดฝนตกมาปะทะกับกระจกในห้องนักบินตลอดเวลา

11 สิงหาคม 2562 ที่ จ.อุทัยธานี ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคกลาง จ.นครสวรรค์ โดยนายขวัญชัย เพ็ชรกลับ นักวิทยาศาสตร์ปฏิบัติการและนายชนม์สวัสดิ์ ทองโพธิ์งาม รักษาราชการแทนเกษตรจังหวัดอุทัยธานี ได้นำเครื่องบินกาซ่า(Casa) ขึ้นปฏิบัติงานทำฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรจำนวนนับล้านไร่ที่ยืนต้น ทั้ง นาข้าว พืชไร่  ไม้ผล แต่มีพื้นที่การเกษตรที่ประสบภัยฝนทิ้งช่วง คาดจะได้รับความเสียหาย ในหลายอำเภอของจังหวัดอุทัยธานี ประมาณ 3 แสนไร่ หากมีฝนตกลงมาก็จะทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นลดลง รวมทั้งช่วยเติมน้ำในเขื่อนทับเสลา อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี ซึ่งมีปริมาณน้ำใช้การเพียง 19.68 ล้าน.ลบ.เมตรหรือ 13.76 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

 

 

สำหรับการบินทำฝนหลวงในวันนี้ ได้บินโปรยสารฝนหลวงในกลุ่มเมฆที่ชั้นความสูง 7,000-8,000 ฟิต เนื่องจากมีเมฆก่อตัวเป็นจำนวนมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ในเขตอำเภอห้วยคต  และเขตอำเภอลานสัก  นักวิทยาศาสตร์ ประจำศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง จึงสั่งให้นักบินๆเข้าไปในกลุ่มเมฆทันที พร้อมกับโปรยสารฝนหลวงโจมตีกลุ่มเมฆ เพื่อเร่งทำให้เกิดฝนตก โดยหลังจากโปรยสารฝนหลวงทั้งปุ๋ย ยูเรีย และเกลือแกง ได้ไม่นาน ได้เกิดฝนตกทำให้เม็ดฝนตกมาปะทะกับกระจกในห้องนักบินตลอดเวลา รวมทั้งยังเกิดฝนตกในบางพื้นที่ของอำเภอห้วยคต และอำเภอลานสัก ในปริมาณเล็กน้อยถึงปานกลาง ส่งผลดีต่อพื้นที่การเกษตรและเขื่อนทับเสลา ซึ่งมีปริมาณน้ำใช้การเพียง 19.68 ล้าน.ลบ.เมตรหรือ 13.76 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

สำหรับการทำฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรและเติมน้ำในเขื่อนทับเสลาและเขื่อนห้วยขุนแก้ว ของ จ.อุทัยธานี นั้นได้ปฏิบัติการมาอย่างต่อเนื่องทั้งนี้ตั้งแต่ต้นเดือนเป็นต้นมาจนกระทั่งถึงวันนี้ เนื่องจากสภาพอากาศมีความเหมาะสม ประกอบกับมีร่องความกดอากาศต่ำพาดผ่านภาคกลางตอนบน จึงต้องรีบชิงสภาพอากาศเร่งทำฝนหลวงช่วยเหลือทันที โดยได้บินขึ้นโปรยสารฝนหลวงมาแล้ว รวม 5 วัน ได้เกิดฝนตกในพื้นที่เป็นบริเวณกว้างในหลายอำเภอ มีปริมาณเล็กน้อยถึงปานกลาง ส่วนพื้นที่บางแห่งตกมากถึงกับน้ำท่วมขังในแปลงไร่นา ส่งผลให้พืชไร่ดินเกิดความชุ่มชื้นขึ้นมาอีกครั้ง

ไม่ต้องเศร้ากับภัยแล้ง!เกษตร’โนนสวรรค์’ ปลูกแตงโมแซมนาข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432491

ไม่ต้องเศร้ากับภัยแล้ง!เกษตร'โนนสวรรค์' ปลูกแตงโมแซมนาข้าว

ไม่ต้องเศร้ากับภัยแล้ง!เกษตร’โนนสวรรค์’ ปลูกแตงโมแซมนาข้าว

วันอาทิตย์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 08.44 น.

จ.ร้อยเอ็ด เกษตรกรนาข้าวชาวโนนสวรรค์ อำเภอปทุมรัตต์ ปลูกแตงโมแซมนาข้าว ไม่ต้องเศร้ากับภาวะแล้ง

จากภาวะฝนทิ้งช่วงยาวนานอย่างต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด ส่งผลให้ต้นข้าวในทุ่งนาเปลี่ยนจากสีเขียวกลายเป็นสีเหลือง ทำให้เกษตรกรหลายคนวิตกกังวลกับปัญหาข้าวอาจยืนต้นตายหรืออาจได้ผลผลิตลดลง แต่สำหรับนายศักดา อาจเดช เกษตรกรหมู่ที่ 7 ตำบลโนนสวรรค์ อำเภอปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด มองเห็นโอกาสในภาวะวิกฤต ปลูกแตงโมแซมนาข้าวสร้างรายได้เพิ่ม ลดการขาดทุน สร้างภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี แทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ตามศาสตร์พระราชา หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

นายประยงค์ ภูดินทราย เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวว่า ได้ลงพื้นที่เยี่ยมติดตามการทำนาของเกษตรกรนาข้าวในฤดูกาลผลิต  2562 นี้ จากเหตุการณ์ภาวะฝนทิ้งช่วงนาน และปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาเติมเต็มในท้องนา และแหล่งเก็บน้ำต่างๆไม่เพียงพอต่อการทำการเกษตรเท่าใดนัก แต่พบว่า มีเกษตรกรหมู่ที่ 7 ตำบลโนนสวรรค์ อำเภอปทุมรัตต์ คือ นายศักดา อาจเดช เกษตรกรเครือข่ายศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอปทุมรัตต์ ที่มีมุมมองที่แตกต่าง ในภาวะฝนทิ้งช่วงนี้ มองภาพวิกฤตนาข้าวที่ขาดน้ำในช่วงต้นฤดูกาล หันมาปลูกแตงโมพืชใช้น้ำน้อยแซมในนาข้าว ในฤดูทำนาปีปกติ โดยการโรยเมล็ดพันธุ์แตงโมเป็นระยะ ในขั้นตอนการปั่นดินกลบเมล็ดพันธุ์ข้าวที่หว่าน ประมาณช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนของทุกปี สามารถเก็บผลิตขายได้

 

 

นายศักดา เล่าให้ฟังว่า เมล็ดพันธุ์แตงโมที่ใช้ คือ ตอปิโด,จินตหรา ลงทุนแค่ค่าเมล็ดพันธุ์ 1 กระป๋อง 180 บาท ใช้กับพื้นที่นา 32 ไร่ โดยโรยเป็นจุดห่างๆ เพื่อไม่ให้เป็นปัญหากับต้นข้าว จากการสังเกตแตงโมจะเกิดได้ดีในนาดินทราย ซึ่งเป็นพื้นที่ประมาณ 15 ไร่ จากพื้นที่ทั้งหมด อายุการเก็บแตงโมจะอยู่ประมาณ 60-65 วัน ระยะเก็บแตงโมจำหน่ายประมาณช่วงเดือนกรกฎาคม – เดือนสิงหาคม หากน้ำไม่มาเร็วจนท่วมขัง ก็จะเก็บแตงโมได้ประมาณ 3 รุ่น ซึ่งจะจำหน่ายภายในชุมชนเป็นหลัก เฉลี่ยกิโลกรัมละ 10 บาท สำหรับปีนี้แตงโมรุ่นแรก สามารถสร้างรายได้กว่า 6,000 บาท นับได้ว่าเป็นการสร้างรายได้เพิ่ม และยังเป็นการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงลดการขาดทุน หากนาข้าวได้รับผลกระทบจากภาวะแล้งเสียหายในปีนี้

จากการที่ นายศักดา อาจเดช ได้มีประสบการณ์ในการทำการเกษตรและการปลูกข้าวนาปี มาอย่างยาวนาน จนสามารถมองเห็นโอกาสการสร้างรายได้ด้วยการปลูกแตงโมแซมนาข้าวเพื่อสร้างรายได้เสริมในพื้นที่นาข้าวของตนเองที่มีความเหมาะสม สามารถปลูกได้ในระหว่างรอน้ำฝน นับเป็นการนำศาสตร์พระราชา มาใช้ให้เกิดประโยชน์เป็นที่ประจักษ์ สามารถเป็นแบบอย่างให้กับเกษตรกรผู้สนใจ ได้นำไปปรับใช้พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส สร้างรายได้ตามความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ ลดความเสี่ยงที่จะเสียหายโดยสิ้นเชิงจากภาวะฝนแล้ง อีกต่อไป

รมช.เกษตรฯลั่นให้ยกเลิก ใช้’พาราควอต ไกลโฟรเซต’ให้เร็วที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432382

รมช.เกษตรฯลั่นให้ยกเลิก ใช้'พาราควอต ไกลโฟรเซต'ให้เร็วที่สุด

รมช.เกษตรฯลั่นให้ยกเลิก ใช้’พาราควอต ไกลโฟรเซต’ให้เร็วที่สุด

วันเสาร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 15.15 น.

“นับถอยหลังอีก4เดือนถึงกาลอวสาน3สารอันตราย จริงหรือ  “รมช.มนัญญา” ออกโรงยกเลิกใช้ พาราควอต ไกลโฟรเซต คลอร์ไพริฟอส เร็วที่สุดปีนี้ลั่นต้องหายไปจากประเทศไทย แต่ฉากหลังยังสวนทาง เผยอนุญาตให้นำเข้าปี62กว่า7.1หมื่นตัน”

เมื่อวันที่10 สิงหาคม น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงแนวทางการเลิกใช้สารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตร กำจัดแมลงศัตรูและวัชพืช 3ชนิดคือ พาราควอต ไกลโฟรเซต คลอร์ไพริฟอส ว่าได้สั่งการให้กรมวิชาการเกษตร ทบทวนการใช้สารเคมีอันตรายที่มีความเสี่ยงสูง ทั้ง3ชนิด และปุ๋ย ยา หรือสารเคมีชนิดอื่น ๆ ที่อยู่ระหว่างจะออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ในการอนุญาตนำเข้า ให้ชะลอไว้ก่อนโดยตนมีเป้าหมายว่าจะยกเลิกการใช้สารเคมีเกษตรทั้ง 3 ชนิดดังกล่าวให้เร็วที่สุดภายในปี 2562 จะต้องหายไปจากประเทศไทย

“ช่วงนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเดินหน้าเร่งรณรงค์ให้เกษตรกรลดละเลิกการใช้สารเคมีทางการเกษตร และหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อความปลอดภัยของเกษตรกรและผู้บริโภคต้องมาก่อน และขอให้ดำเนินการอย่างเคร่งครัดป้องปรามปุ๋ยปลอมด้วยการระบุบาร์โค้ด เพื่อให้ผู้ซื้อสามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นปุ๋ยจริงหรือไม่ ซึ่งเกษตรกรต้องได้ปุ๋ยที่มีคุณภาพ และผู้บริโภคมีความปลอดภัยจากสารเคมี ทั้งนี้ ฉลากยาอันตรายที่กำกับบนผลิตภัณฑ์สารเคมีเกษตรจะต้องมีตัวหนังสือที่ชัดเจน อ่านง่าย ไม่ตัวเล็กจนเกินไป โดยเจ้าหน้าที่ของกรมฯ จะต้องสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่เกษตรกรในการเลือกใช้ปุ๋ยเพื่อการเกษตรอย่างปลอดภัยด้วย”น.ส.มนัญญา กล่าว

น.ส.มนัญญา กล่าวว่าพร้อมกันนี้สั่งให้กรมวิชาการเกษตร ดำเนินการศึกษาวิจัยเมล็ดพันธุ์กัญชาที่จะปลูกให้ได้คุณภาพ เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ และกระทรวงสาธารณสุขให้การรับรอง พร้อมทั้งจะส่งเสริมให้กลุ่มสหกรณ์เป็นผู้ปลูกและรับซื้อผลผลิตอย่างถูกต้อง โดยผลการวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตร จะต้องสร้างความรู้ความเข้าใจให้เกษตรกรได้รับประโยชน์ ทั้งกรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จะต้องบูรณาการทำงานร่วมกัน รวม 3 อย่างให้เป็นหนึ่งเดียว อย่าต่างคนต่างทำ โดยกรมวิชาการเกษตรควรมีข้อมูลว่า ขณะนี้ทางสมาชิกสหกรณ์ต้องการทำอะไร หรือปลูกพืชชนิดไหน แล้วจึงทำการวิเคราะห์วิจัยพันธุ์พืชชนิดนั้นเพื่อตอบสนองกับความต้องการของตลาดได้ตรงจุด สามารถยกระดับราคาสินค้าเกษตร จะแก้ไขปัญหาปากท้องเกษตรกรได้ยั่งยืน

ทั้งนี้ให้เพิ่มความเข้มงวดการตรวจสอบสินค้าเกษตรนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อป้องกันโรคพืชและแมลงที่จะเข้ามาแพร่ระบาดในไทย รวมทั้งให้กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ บูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยการวิจัยพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชต่างๆ ขอให้คำนึงถึงความต้องการของตลาด พร้อมทั้งใช้กลไกสหกรณ์ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มผลิตสินค้าเกษตรให้ตรงกับความต้องการของตลาด

รายงานข่าวเปิดเผยว่าก่อนหน้านี้นโยบายการจำกัดการใช้3สารเคมี ในสมัยของนายกฤษฏา บุญราช อดีตรมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่เร่งรัดแผนจำกัดการใช้ และให้ลดการนำเข้า 3 สารเคมีอันตรายลงครึ่งหนึ่ง จากเดิมปีละ6-7หมื่นตัน พร้อมกับตรวจสต็อกเอกชนทุก15วัน ประกอบด้วย 1.พาราควอต 2.ไกลโฟเซต และ 3.คลอร์ไพริฟอส รวมทั้งมีเป้าหมายให้เลิกใช้ภายในปี63 แต่ปรากฏว่าสวนทางกับการอนุญาตของหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่ให้เอกชนยื่นขออนุญาตนำเข้า โดยพบว่าปริมาณนำเข้าสารเคมีวัตถุอันตรายยังเพิ่มขึ้น เช่น พาราควอต ปี 62 อยู่ที่จำนวน 21,709 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 61 ที่มีจำนวน 21,412 ตัน , ไกลโฟเซต ปี 62 จำนวน 48,501 ตัน รวมนำเข้า3สาร 71,142 ตัน และที่ผ่านมาทั้งยังมีนโยบายการยกเว้นภาษีนำเข้า ประมาณ 5,600 ล้านบาทต่อปี ทั้งยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ประมาณ 5,900 ล้านบาทต่อปี แก่บริษัทสารพิษ ซึ่งมีมูลค่าภาษีที่รัฐต้องสูญเสียรวมกันมากกว่า 10,000 ล้านบาท/ปี อ้างว่าเป็นการลดการผลักภาระต้นทุนแก่เกษตรกร และกระทรวงเกษตรฯ ยังของบเกือบร้อยล้านจัดอบรมการใช้สารเคมีดังกล่าวให้แก่เกษตรกรกว่า 1.5 ล้านครอบครัว

รมช.เกษตรฯสั่งฝนหลวงช่วยภัยแล้ง’ขอนแก่น-ชัยภูมิ-ยโสธร’ด่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432257

รมช.เกษตรฯสั่งฝนหลวงช่วยภัยแล้ง'ขอนแก่น-ชัยภูมิ-ยโสธร'ด่วน

รมช.เกษตรฯสั่งฝนหลวงช่วยภัยแล้ง’ขอนแก่น-ชัยภูมิ-ยโสธร’ด่วน

วันศุกร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 18.50 น.

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางไปยัง จ.ขอนแก่น เพื่อตรวจสถานการณ์พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง โดย จ.ขอนแก่น ประกาศเขตภัยพิบัติแล้ง ถึง 24 อำเภอ จากทั้งหมด 26 อำเภอ ซึ่งที่แรกได้ไปเยี่ยมเยียนประชาชน อ.ชุมแพ อ.อุบลรัตน์ และ อ.ซำสูง และให้นโยบายว่า สิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนที่สุดตอนนี้คือ การจัดหาแหล่งน้ำเสริมและการเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ซึ่งสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมชลประทาน กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร และกรมการข้าว บูรณาการช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนอย่างเร่งด่วน

ด้าน นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า จ.ขอนแก่น มีพื้นที่ทั้งหมด 6,803,744 ไร่ เป็นพื้นที่เกษตร 4,873,125 ไร่ พื้นที่ชลประทาน 195,771 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 2.87 ของพื้นที่ทั้งหมด อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่มี 1 แห่ง คือ เขื่อนอุบลรัตน์ ความจุเก็บกัก 2,431.30 ล้าน ลบ.ม.ปัจจุบัน (9 ส.ค.62) มีปริมาณน้ำ 541.41 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 22.27 ของความจุเก็บกัก น้ำใช้การได้ -40.26 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ -2.18 อยู่ในเกณฑ์น้ำน้อย โดยระบายน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคและรักษาระบบนิเวศวันละ 0.50 ล้าน ลบ.ม.มีอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 14 แห่ง ความจุรวม 105.88 ล้าน ลบ.ม.มีน้ำ 28.61 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 27.02 ของความจุทั้งหมด มีน้ำใช้การได้ 13.28 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 14.96 อ่างขนากกลางที่มีความจุน้อยกว่าร้อยละ 30 มี 10 แห่ง

ส่วนสถานการณ์น้ำท่าแม่น้ำชีตอนบน และแม่น้ำชีตอนกลาง อยู่ในเกณฑ์น้ำน้อย สำหรับแม่น้ำลีตอนล่างอยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง เพราะน้ำค่อนข้างน้อย สำหรับสาเหตุที่อ่างขนาดใหญ่และขนาดกลางมีน้ำน้อย เนื่องจากฝนตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ย โดยเฉพาะใน จ.ขอนแก่น มีฝนตกสะสม (1 ม.ค. – 9 ส.ค.62) วัดได้ 507.8 มิลลิเมตร ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยถึงร้อยละ 59.54

ขณะที่ นายศักดิ์ศิริ อยู่สุข ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 6 รายงานว่า ได้ช่วยเหลือราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากสภาพน้ำในลำน้ำชีตื้นเขิน ด้วยการระบายน้ำจากเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ , เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น พร้อมทั้งได้เพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนมหาสารคาม และเขื่อนร้อยเอ็ด เพื่อให้สถานีสูบน้ำเพื่อการประปาที่อยู่ตลอดสองฝั่งลำน้ำชี นำน้ำไปใช้เพื่อการอุปโภค-บริโภค ตลอดจนยังเป็นการรักษาระบบนิเวศน์ของลำน้ำ อีกทั้งนำเครื่องจักรเข้าไปขุดลอกเปิดทางน้ำ ส่งเครื่องสูบน้ำเข้าไปช่วยเหลือ พร้อมลงพื้นที่ชี้แจงสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน โดยได้ขอความร่วมมือจากเกษตรกรให้ชะลอการปลูกข้าวออกไป ส่งผลให้ในปัจจุบันสถานการณ์น้ำในแม่น้ำชีดีขึ้นในปัจจุบัน จึงได้พิจารณาปรับลดการระบายน้ำจากเขื่อนลำปาว ลงลำน้ำชี เพื่อสำรองน้ำไว้สำหรับการอุปโภค-บริโภค ซึ่งมีความสำคัญมากที่สุด ยืนยันว่า ปัจจุบันไม่มีพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่อการประปา และจะมีน้ำเพียงพอตลอดถึงฤดูแล้ง 2562/63

สำหรับการให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ จ.ขอนแก่น โครงการส่งน้ำฯ หนองหวาย ได้ส่งน้ำหน้าฝายหนองหวายกว่า 10 ล้าน ลบ.ม.ไปช่วยนาข้าวใน อ.น้ำพอง กว่า 160,000 ไร่ ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำช่วยเหลือนาข้าว 4,200 ไร่ ที่ ต.ท่ากระเสริม อ.น้ำพอง และติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อสูบน้ำจากอ่างทุ่งพังพืด เข้าสู่บ่อพักน้ำดิบเพื่อผลิตประปาช่วยเหลือราษฎร ต.หัวทุ่ง อ.พล 430 ครัวเรือน นอกจากนั้น โครงการส่งน้ำฯ ชีกลาง เพิ่มน้ำเหนือเขื่อนมหาสารคาม เพื่อให้สถานีผลิตน้ำประปาท่าพระ (หนองบัวดีหมี) ต.ท่าพระ อ.เมือง มีน้ำดิบใช้ผลิตน้ำประปาด้วย

ส่วนที่ จ.ชัยภูมิ ประกาศเขตภัยพิบัติแล้ง 7 ตำบล ใน อ.บำเหน็จณรงค์ ได้สูบน้ำจากแหล่งน้ำต่างๆ เข้าช่วยเหลือชาวบ้านแล้ว ส่วนที่ จ.ยโสธร นั้น โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชีกลาง ขุดเปิดสันตะกอนทรายท้ายเขื่อนร้อยเอ็ด เพื่อให้การระบายน้ำลงสู่พื้นที่ตอนล่างเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยวันนี้ปรับเพิ่มการระบายน้ำเขื่อนร้อยเอ็ด จากเดิมวันละ 420,000 ลบ.ม.เป็นวันละ 1.80 ล้าน ลบ.ม.เพื่อช่วยเติมน้ำชีตอนล่างหน้าเขื่อนยโสธร จ.ยโสธร เพื่อสนับสนุนน้ำในการการผลิตน้ำประปาของการประปาส่วนภูมิภาคสาขา จ.ยโสธร