‘เฉลิมชัย’ยันประกันรายได้ชาวสวนยาง60บาทต่อกก.รายละ25ไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432245

'เฉลิมชัย'ยันประกันรายได้ชาวสวนยาง60บาทต่อกก.รายละ25ไร่

‘เฉลิมชัย’ยันประกันรายได้ชาวสวนยาง60บาทต่อกก.รายละ25ไร่

วันศุกร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 17.45 น.

“เฉลิมชัย”ยันประกันรายได้เกษตรกรสวนยาง60บาทต่อกก.รายละ25ไร่ ส่งสัญญาณดีดันราคาตลาดขึ้นแน่ เริ่มเดือนนี้ ทำทันทีวงเงินผ่านครม.

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2562 ที่การยางแห่งประเทศไทย นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังให้นโยบายผู้บริหารการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) พร้อมกับแกนนำเกษตรกรชาวสวนยาง ว่า มาตรการแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำ 3 โลร้อย ซึ่งทุกฝ่ายเร่งประชุมในวันอังคารที่ 13 สิงหาคม เพื่อร่วมกันกำหนดมาตรการทุกขั้นตอน ระยะเวลา พร้อมกับให้ กยท.เข้ารับซื้อในตลาดผลักดันราคายางให้สูงขึ้นได้

“ผมส่งสัญญาณให้เกษตรกร ได้รับทราบว่าโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง รายละ 25 ไร่ ทำแน่นอนที่ราคายาง 60 บาทต่อ กก.จะสรุปมาตรการทั้งหมดภายในสองสัปดาห์นี้ โดยจะเหมือนกับประกันรายได้เกษตรผู้ปาล์ม เมื่อเสนอเข้า ครม.เห็นชอบผ่านกรอบวงเงิน สามารถเริ่มได้ทันที ซึ่งราคายางในตลาดไปถึง 60 บาทต่อ กก.เมื่อไหร่ ก็จะหยุดมาตรการประกันรายได้ เพราะจะทำควบคู่ไปกับมาตรการรักษาเสถียรภาพราคายางอย่างยั่งยืน มาตรการดูดซับน้ำยางออกจากตลาดไปใช้หน่วยงานรัฐ” นายเฉลิมชัย กล่าว

นายเฉลิมชัย กล่าวว่าวันนี้ได้พูดถึงสภาพปัญหาหลายปีมานี้มีผลราคายาง ทั้งพื้นที่ผลิต ปริมาณน้ำยาง สถานะภาพตลาดโลก ปัญหาอุปสรรค จะนำไปสู่การหารืออย่างเป็นทางการ ภาคเอกชน เกษตรกร โดยเริ่มนับหนึ่งโครงการประกันรายได้ จนทำให้ราคายาง และสามารถเติบโตได้ธรรมชาติ เพื่อให้เกิดความยั่งยืน สัปดาห์หน้า หารือทุกหน่วยงานเกี่ยวข้อง เพื่อทำให้ราคายางสูงขึ้น พร้อมประชุม3ฝ่าย กับพี่น้องเกษตรกผู้ปลูกยาง ผู้ประกอบกิจการแปรรูปยางทุกประเภท กยท.กระทรวงเกษตรฯ สรุปร่วมกัน กำหนดแนวทาง ระยะเวลา ประกันรายได้ ทั้งนี้ ไม่ได้หยุดเพียงแค่นี้ต้องสร้างความยั่งยืนในอนาคต ให้เกิดมั่นคง ขอให้เกษตรกรเชื่อมั่น วันนี้องค์กรของรัฐต่างๆจะเข้ามาดูแล พร้อมกับประสานกับภาคเอกชน ให้ราคามีมาตรฐานสุดท้ายไม่ต้องประกันราคา และพยายามเพิ่มนวตกรรมต่างๆมาแปรรูปยางมากกว่าส่งยางดิบออกต่างประเทศ

ด้าน นายสุนทร รักษ์รงค์ โฆษกคณะอนุกรรมมาธิการพิจารณาศึกษาปัญหาเรื่องปาล์ม และยางพารา สภาผู้แทนราษฏร กล่าวว่ามาตรการนี้จะครอบคลุมถึงกรณีเกษตรกรชาวสวนยางถือบัตรสีชมพู ได้ขึ้นข้อมูลไว้ใน กยท.ครอบคลุม 3 แสนราย พื้นที่ 5 ล้านไร่ ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ ซึ่งไม่เกี่ยวกับที่ดินในที่ทำกินแต่อย่างใด เพราะทุกคนที่ขายยางต้องจ่ายภาษีเซสค่าธรรมเนียมส่งออกเพราะแยกไม่ได้น้ำยางมาจากที่มีโฉนด หรือไม่มีโฉนด ดังนั้นการประกันรายได้ ราคา 60 บาท รายละ 25 ไร่ ต้องครอบคลุมถึงเกษตรกรผู้ปลูกยางทุกราย เพื่อเป็นตามมติคณะกรรมสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ วันที่ 25 กันยายน 2560 โดยเสนอให้ กยท.ออกวิธีการแก้ไขระเบียบการขึ้นทะเบียนว่าด้วยการขึ้นทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยาง ซึ่งเกษตรกรชาวสวนยางถือบัตรสีเขียว 1.4 ล้านราย ที่มีเกษตรกรขึ้นทะเบียนตามมาตรา 4 ในพื้นที่ 15 ล้านไร่

‘ประภัตร’เปิดช่องเกษตรกรเข้าถึงเมล็ดพันธุ์คุณภาพ เพิ่มผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432199

'ประภัตร'เปิดช่องเกษตรกรเข้าถึงเมล็ดพันธุ์คุณภาพ เพิ่มผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น

‘ประภัตร’เปิดช่องเกษตรกรเข้าถึงเมล็ดพันธุ์คุณภาพ เพิ่มผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น

วันศุกร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 16.14 น.

“ประภัตร”เปิดช่องเกษตรกรเข้าถึงเมล็ดพันธุ์คุณภาพ เพิ่มผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น หนุนพัฒนาศักยภาพศูนย์ขยายพันธุ์พืชสุพรรณบุรี ชูโมเดลการตลาดนำการผลิตขยายฐานส่งออก

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2562 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการผลิตขยายพันธุ์พืชและเปิดบ้านศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 9 ตำบลพลับพลาไชย อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยกล่าวว่า ศูนย์แห่งนี้มีภารกิจด้านการผลิตและขยายพันธุ์พืชพันธุ์ดี มีกรรมวิธีด้านการเกษตรสมัยใหม่ เน้นสนับสนุนพันธุ์พืชพันธุ์ที่ดีจากศูนย์ฯ สู่เกษตรกร เมีพื้นที่รับผิดชอบ 13 จังหวัดได้แก่ สุพรรณบุรี นครปฐม กาญจนบุรี  สมุทรสงคราม สมุทรสาคร เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ราชบุรี และอุทัยธานี

“ปัจจุบันเกษตรกรยังไม่สามารถเข้าถึงพันธุ์พืชที่ดีเนื่องจากราคาแพง ทั้งนี้การคัดสรรพันธุ์ที่ดีจะทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและผลผลิตต่อไร่สูง เป็นการเพิ่มมูลค่าผลผลิตและทำให้มีศักยภาพในการส่งออก จึงต้องการส่งเสริมให้เกษตรกรมีพันธุ์พืชที่ดีใช้ โดยศูนย์ฯ จะผลิตต้นพันธุ์พืชชนิดต่างๆ ที่มีคุณภาพสูงซึ่งใช้เวลาประมาณ 3 เดือน จากนั้นจะจำหน่ายให้กับเกษตรกรที่ลงทะเบียนไว้กับศูนย์ฯ 500 ครัวเรือน ครัวเรือนละ 100 ต้น รวม 50,000 ต้น ได้แก่ ต้นกระเจียว และสับปะรดสี เป็นต้น ในราคาต้นละ 20 บาทเพื่อให้เกษตรกรได้นำไปเพาะเลี้ยงและจำหน่ายได้ในราคาที่สูงขึ้น” นายประภัตร กล่าว

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ให้กรมส่งเสริมการเกษตรขยายการดำเนินงานของศูนย์ขยายพันธุ์พืช 10 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชจังหวัดตรัง นครศรีธรรมราช ชลบุรี นครราชสีมา อุดรธานี บุรีรัมย์ มหาสารคาม ลำพูน พิษณุโลก และสุพรรณบุรี โดยมีเป้าหมายเพื่อรองรับการผลิตและขยายพันธุ์พืชในชั้นพันธุ์ขยายและพันธุ์จำหน่ายไปสู่กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน ศูนย์พันธุ์พืชชุมชน Young Smart Farmer สมาชิกแปลงใหญ่ ตลอดจนภาคีเครือข่ายที่มีความต้องการผ่านกลไกงานส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่และยังผลิตรองรับพืชเศรษฐกิจที่มีปัญหาโรคพืชแฝงติดไปกับต้นพันธุ์อย่างท่อนมันสำปะหลังซึ่งกำลังประสบปัญหาโรคใบด่างระบาดอยู่ในหลายจังหวัด

‘มนัญญา’กำชับสหกรณ์ เร่งแปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง ขายคมนาคม1ล้านตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432139

‘มนัญญา’กำชับสหกรณ์ เร่งแปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง ขายคมนาคม1ล้านตัน

‘มนัญญา’กำชับสหกรณ์ เร่งแปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง ขายคมนาคม1ล้านตัน

วันศุกร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 13.43 น.

“มนัญญา” ลุยแก้ราคายาง ประเดิมลงพื้นที่จ.สงขลา เร่งสหกรณ์แปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง ขายกระทรวงคมนาคม เป้าดูดซับยาง1ล้านตัน 

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2562 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงมาตรการแก้ปัญหาราคาตกต่ำ 3 โลร้อยว่า เร็วๆนี้จะลงพื้นที่ จ.สงขลา เร่งรัดสหกรณ์การเกษตร รัตภูมิจำกัด สหกรณ์การเกษตรจะนะ จ.สงขลา ดำเนินการก่อสร้างโรงงานแปรรูปยาง ให้แล้วเสร็จสามารถเดินเครื่องผลิตได้เร็วที่สุด ก่อนกำหนดเดิมจะเสร็จเดือน ม.ค.  เพื่อให้เข้ามาช่วยดูดซับน้ำยางดิบจากเกษตรกรในพื้นที่ให้มากขึ้น ซึ่งจะสามารถผลักดันราคาน้ำยางให้ขึ้นมาได้ ตามนโยบายรัฐบาลที่ประกันรายได้เกษตรกรสวนยาง ไว้ที่ 65บาทต่อกิโลกัรม แก้ปัญหาปากท้องเป็นเรื่องเร่งด่วนในราคาที่เกษตรกรไม่ขาดทุน

น.ส.มนัญญา กล่าวว่า นอกจากนี้จะเพิ่มบทบาทสหกรณ์ จะต้องเข้ามาแปรรูปเพิ่มมูลค่าให้กับยางพารา นำไปผลิตแบริเออร์ กรวยยาง อปุกรณ์ความปลอดภัยทางถนน ตามที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯจะลงนามกับกระทรวงคมนาคม รับซื้อผลิตภัณฑ์ยาง ตั้งเป้าดึงน้ำยางจากระบบ1ล้านตัน รวมถึงเพิ่มการแปรรูป พื้นปูสนามฟุตซอล รองเท้าบูธ โดยให้อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เตรียมเม็ดเงิน ไว้ปล่อยกู้ให้กับสหกรณ์ ที่มีศักยภาพนำไปซื้อเครื่องจักร เครื่องมือ ในการแปรรูปยาง  ซึ่งนโยบายของพรรคภูมิใจไทย  เน้นเรื่องกำไรคือ การแบ่งปัน ในทุกชุมชน

‘มนัญญา’ปิ้งไอเดีย!ผันตัวเป็นแม่ค้า เล็งส่งออกผ้าปูละมาดตีตลาดโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432135

‘มนัญญา’ปิ้งไอเดีย!ผันตัวเป็นแม่ค้า เล็งส่งออกผ้าปูละมาดตีตลาดโลก

‘มนัญญา’ปิ้งไอเดีย!ผันตัวเป็นแม่ค้า เล็งส่งออกผ้าปูละมาดตีตลาดโลก

วันศุกร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 13.27 น.

“รมช.มนัญญา” ออกตัวแรง ผันตัวเป็นแม่ค้า ขายของให้สหกรณ์ เดินสายโชว์พรมปูละมาด คุณภาพส่งออก ตีตลาดโลก 

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2562 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังประชุมมอบนโยบายให้กับผู้บริหารกรมส่งเสริมสหกรณ์  และสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ ว่า ได้เร่งนโยบายในการหารายได้สร้างอาชีพให้กับสหกรณ์ และสมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศ เพราะมีสินค้าที่ดีมีคุณภาพ ได้รับการรับรองมาตรฐาน แต่ขายไม่เป็น จากนี้ตนจะเป็นแม่ค้าขายของให้กับสหกรณ์ เช่น พรมปูละมาด ซึ่งเป็นสินค้าที่คนมุสลิมใช้กันทั่วโลก แม้กระทั่งตนเองยังต้องไปซื้อจากตะวันออกมาใช้ เพราะคนส่วนใหญ่ไม่รู้ ในประเทศไทยมีสหกรณ์ที่ผลิตพรมสำหรับทำละมาด ที่สวยงามมากและเมดอินไทยแลนด์ ซึ่งจะหาได้ยากที่ติดป้ายไทยแลนด์ เพราะในงานต่างๆจะขายที่มาจากเมดอินไชน่า

“นี่คือตัวอย่างเป็นพรมละมาด ที่ทำจากกลุ่มอาชีพสหกรณ์บ้านพังดาน อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ได้ทำพรมละมาด โดยมียางพาราเป็นตัวเบาะ มีน้ำหนักเบาและมีความนุ่ม ทำให้สะดวดสบายในการปฏิบัติทางศาสนา ราคาก็ถูกแค่ 900 บาทต่อผืน ราคาส่ง780บาท  มีความคงทน สามารถถอดซักได้ ส่งออกประเทศอิหร่าน และซาอุดิอาราเบีย โดยจะขยายตลาดในประเทศไทยให้มากขึ้นด้วยเพราะมีชาวมุสลิมในไทยจำนวนมาก หากหันมาซื้อสินค้าไทยทำจากเกษตรกรจะสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้โดยตรง อนาคตจะไปหาตลาดตะวันออกเพิ่มขึ้น ซึ่งดิฉันมีไอเดีย อยากให้เกษตรกรทำเบาะละมาด สำหรับผกพาได้ด้วยเพื่อจะนำไปได้ทุกแห่ง และจะประสานให้สินค้าสหกรณ์ไปขายในงานเมาลิดกลาง ทั้งนี้สถานทูตประเทศมุสลิม ในไทยจะเชิญไปร่วมรับประทานอาหาร พูดคุยหารือ ร่วมมือค้าขายสินค้าฮาลาล กับหลายประเทศซึ่งเขาภูมิใจที่ไทยมีรัฐมนตรีเป็นอิสลาม จะนำพรมปูละมาดไปโชว์ด้วย” น.ส.มนัญญา กล่าว

รมช.เกษตรฯ กล่าวว่าสินค้าสหกรณ์มีหลายชนิด ที่จะเปิดตลาดให้กว้างขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาราคา และเพิ่มรายได้สมาชิกสหกรณ์ เช่น ข้าว ยาง อ้อย  ที่เป็นมีจุดเด่นของเราแต่การขายสินค้าเปิดตัวไม่ดี แม้สินค้าเราดี อย่างพันธุ์ข้าวปลูกคุณภาพ  เกษตรกรไม่เข้าใจ ไปซื้อพันธุ์ข้าวปลอม ตนมาปรับเคาะสนิมสร้างกำลังใจ ใส่ชุดข้าราชการ ทุกคนมาทำงานเพื่อไปถึงเกษตรกรได้ประโยชน์ ตนจะไปขอความร่วมมือห้างต่างๆ ให้ข้าวสารสหกรณ์ไว้วางข้างหน้า อย่าไปไว้ข้างหลัง ซึ่งสหกรณ์ต้องรู้หน้าที่ทำอย่างไรให้ทุกคนรู้สินค้า ผู้บริโภครู้ว่าแหล่งผลิตจากเกษตรกรโดยตรง ทำให้สร้างอาชีพ สร้างรายได้ในชุมชนอย่างยั่งยืน

ขันนอตขรก.เร่งช่วยเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431970

x

ขันนอตขรก.เร่งช่วยเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานประชุมมอบนโยบาย แนวทางทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 โดยมีร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ และนายประภัตรโพธสุธน รมช.เกษตรฯพร้อมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯว่า ขอให้ข้าราชการกระทรวงเกษตรฯยึดมั่นหลักการทำงาน 4 ข้อ ประกอบด้วย 1. ให้ทุกหน่วยงานบูรณาการทำงานร่วมกัน สื่อสาร เชื่อมโยงข้อมูลที่สำคัญ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ 2. มุ่งเน้นระบบการตลาดนำการผลิต โดยให้ประสานงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ทูตพาณิชย์ ทูตเกษตร ใช้เทคโนโลยีนวัตกรรม และบุคคลากรในการเข้ามาช่วยบริหารงานด้านการเกษตร โดยตั้งเป้าหมายว่า จะทำให้เกษตรกรรู้ว่าควรปลูกพืชชนิดใด โดยมีตลาดส่งออกที่แน่นอน 3. ส่งเสริมสนับสนุนเกษตรอินทรีย์ โดยมอบให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ไปศึกษาดูว่าจะบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรื่องนี้ได้อย่างไร ทั้งการลดต้นทุนการผลิต ลดใช้สารเคมี เพิ่มมูลค่าผลผลิต โดยนำนวัตกรรม งานวิจัย เทคโนโลยีเข้ามาช่วย และ 4.ขอให้ทำงานเชิงรุก โดยวางแผนงานที่ชัดเจนและรอบคอบ ทั้งนี้ ให้ยึดประโยชน์แก่ประชาชนเป็นหลัก

“เรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการเป็นอันดับแรกคือ 1.บริหารจัดการน้ำ ซึ่งต้องทำทันที เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของประชาชนและเกษตรกร การเพิ่มพื้นที่แหล่งกักเก็บน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค การสร้างฝาย สร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง ในส่วนปัญหาอุทกภัยต้องวางแผนดำเนินการล่วงหน้า 2.การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรด้านต่างๆ อาทิ แก้ปัญหาโรคระบาดในพืชและสัตว์ การแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ และแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย เป็นต้น” รัฐมนตรีเกษตรฯ กล่าว

รายงานพิเศษ : ‘แปลงใหญ่รวมพลังสร้างเครือข่ายเข้มแข็ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431974

รายงานพิเศษ : ‘แปลงใหญ่รวมพลังสร้างเครือข่ายเข้มแข็ง’

รายงานพิเศษ : ‘แปลงใหญ่รวมพลังสร้างเครือข่ายเข้มแข็ง’

วันศุกร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเวทีเสวนาร่วมกรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมหม่อนไหม กรมการข้าว มุ่งเดินหน้าคุยเกษตรแปลงใหญ่ ในงาน Meet the Press “รวมพลังแปลงใหญ่ สร้างเครือข่ายเข้มแข็ง” เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2562 พร้อมปรับกลยุทธ์รับแผนยุทธศาสตร์ มั่นใจสำเร็จ ตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ พร้อมเปิดตัวระบบฐานข้อมูลแปลงใหญ่ http://co-farm.doae.go.thร่วมพูดคุยถึงผลสำเร็จและถอดบทเรียนการทำงานร่วมกัน มุ่งเป้าการพัฒนาปรับกลยุทธ์มุ่งผลลัพธ์เดียวกัน

สำหรับการขับเคลื่อนเกษตรแปลงใหญ่ เป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งเป้าหมายที่จะเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นแนวทางหนึ่งในการปฏิรูปภาคการเกษตร“เกษตรแปลงใหญ่” จึงตอบโจทย์ ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวในระยะยาว เพราะส่งเสริมให้เกิดการรวมกันของพื้นที่เกษตรกรรายย่อย และมาบริหารจัดการการผลิตร่วมกัน มีแผนการผลิต แผนการแปรรูป ใช้วิธีการและเทคโนโลยีการผลิตที่เหมือนกัน ตลอดห่วงโซ่อุปทาน จะส่งผลให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต

การเปลี่ยนแปลงที่เห็นผลได้ชัดคือ ทุกแปลงมีต้นทุนการผลิตที่ลดลงมีสัดส่วนของผลผลิตที่เพิ่มขึ้น

สามารถสร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจฐานรากอย่างชัดเจน คือ เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น จากการปรับเปลี่ยนวิธีการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต จากสถิติการสนับสนุนระบบพัฒนาแปลงใหญ่ เช่น กลุ่มข้าว มีรายได้สุทธิทางการเกษตรเฉลี่ย 1,383 บาท/ไร่ เพิ่มขึ้น 115 บาท/ไร่ ไม้ผล มีรายได้สุทธิทางการเกษตรเฉลี่ย 34,491 บาท/ไร่ เพิ่มขึ้น 2,091 บาท/ไร่ ประมง มีรายได้สุทธิทางการเกษตรเฉลี่ย 8,028 บาท/ไร่ เพิ่มขึ้น 2,138 บาท/ไร่ปศุสัตว์ มีรายได้สุทธิทางการเกษตรเฉลี่ย 37,126 บาท/ไร่ เพิ่มขึ้น 25,442 บาท/ไร่ นอกจากนี้ ยังเกิดการเปลี่ยนแปลงในมิติสิงแวดล้อม สังคม สุขภาพ

การทำงานแปลงใหญ่จำเป็นที่จะต้องทำงานเป็นเครือข่าย โดยบูรณาการทำงานร่วมกัน ปัจจุบันเครือข่ายแปลงใหญ่ ประกอบด้วย 3 เครือข่าย ได้แก่ 1. เครือข่ายเกษตรกร: มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงการขับเคลื่อนและพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรแบบแปลงใหญ่ และเพื่อให้เกษตรกรสมาชิกแปลงใหญ่ทั่วประเทศมีส่วนร่วมกับภาครัฐในการขับเคลื่อนดังกล่าว โดยใช้กลไกการขับเคลื่อนในรูปแบบของคณะกรรมการเครือข่ายแปลงใหญ่ซึ่งได้แบ่งเป็น 4 ระดับ คือ ระดับประเทศ ระดับเขต ระดับจังหวัด และระดับอำเภอ 2. เครือข่ายบูรณาการของหน่วยงานภาครัฐ มีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือของหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดูแลและให้การสนับสนุนการดำเนินงานแปลงใหญ่ของเกษตรกร

3.เครือข่ายความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ-ภาคเอกชน-เกษตรกร มีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือของทุกภาคส่วนเพื่อให้เกิดการพัฒนาสินค้าเกษตรแบบแปลงใหญ่ให้เกิดความยั่งยืน โดยหน่วยงานภาครัฐสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรในการพัฒนาการผลิตสินค้า ภาคเอกชนเชื่อมโยงกับเกษตรกรในการซื้อขายสินค้า ส่วนเกษตรกรร่วมกันบริหารจัดการการผลิต การตลาด และกระบวนการกลุ่ม

เกษตรแปลงใหญ่ จะเดินหน้าไม่ได้ ถ้าเครือข่ายไม่สามารถทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ การเสวนาเพื่อร่วมกันถอดบทเรียนความสำเร็จจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะใช้ในการปรับแผนงานในอนาคต เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น รวมทั้งการมีระบบฐานข้อมูล co-farm.doae.go.th เพื่อรองรับแผนการผลิตให้ผู้ประกอบการเข้ามาวางแผนและบริหารจัดการสินค้าเกษตร และติดต่อกลุ่มเกษตรกรได้เองในอนาคต

อ.ส.ค.จัด‘Khon Kean DPO Field Day’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431973

อ.ส.ค.จัด‘Khon Kean DPO Field Day’

อ.ส.ค.จัด‘Khon Kean DPO Field Day’

วันศุกร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ส่งเสริมพัฒนาด้านการเลี้ยงโคนมให้เป็นอาชีพที่สร้างความยั่งยืนให้แก่เกษตรกรไทย โดยการอบรมให้ความรู้ช่วยเหลือแนะนำด้านการเลี้ยงโคนมแก่สหกรณ์โคนม และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ซึ่งอ.ส.ค.ได้จัดงาน “Khon Kean DPO Field Day” ขึ้นภายใต้กิจกรรม “อาหารสัตว์คุณภาพสูง เพื่อตอบโจทย์เพิ่มเนื้อนม (FAT,SNF,TS)” เพื่อส่งเสริมให้ความรู้ด้านกิจการโคนมแก่เกษตรกรกว่า 200 ราย ที่เข้าร่วมกิจกรรม ณ สำนักงานองค์การส่งเสริมกิจการโคนม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวว่า อีกหนึ่งภารกิจที่ อ.ส.ค. มีส่วนรับผิดชอบและตระหนักเห็นความสำคัญของอาชีพการเลี้ยงโคนมเป็นอย่างยิ่ง การจัดกิจกรรม “Khon Kean DPO Field Day” ขึ้นภายใต้กิจกรรม“อาหารสัตว์คุณภาพสูง เพื่อตอบโจทย์เพิ่มเนื้อนม (FAT,SNF,TS)” ที่จัดขึ้นโดยสำนักงาน อ.ส.ค. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นรูปแบบการส่งเสริมการเลี้ยงโคนม เพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม รวมทั้งส่วนงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องตลอดจนเจ้าหน้าที่ได้มีการพบปะแลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ประสบการณ์ต่างๆระหว่างภูมิภาค ด้านการเลี้ยงโคนมทั้งระบบแก่เกษตรกรที่อยู่ ในเขตการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมของ อ.ส.ค. และมุ่งหวังให้เกษตรกรได้นำเอาองค์ความรู้ที่ได้ ไปปรับใช้ในการประกอบอาชีพการเลี้ยงโคนมให้ประสบผลสำเร็จอย่างยั่งยืนต่อไป

นอกจากนี้ ภายในงาน “Khon Kean DPO Field Day” ยังจัดนิทรรศการให้ความรู้แก่เกษตรกร และสหกรณ์โคนมทั่วทุกภูมิภาคที่เข้าร่วมงาน เพื่อเป็นแนวทางสำหรับเกษตรกรด้านการบริหารจัดการกิจการโคนม ทั้งนี้ ก็เพื่อยกระดับกิจการโคนมและเพิ่มผลผลิตน้ำนมคุณภาพให้แก่เกษตรกรโคนม องค์ความรู้ต่างๆที่ อ.ส.ค. จัดอบรมแก่เกษตรกรมีเป้าหมายเพื่อยกระดับอาชีพเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไทย พัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็นแผนแม่บทส่งเสริมการเลี้ยงโคนม มีระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี (2560-2564) ที่อ.ส.ค. ยังขับเคลื่อนภารกิจอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี’60 โดยมีเป้าหมายในการก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมของประเทศภายในปี 2564 และสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พัฒนาโคนมและผลิตภัณฑ์นม ปี 2560-2569 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อไป

เลาะรั้วเกษตร : แบ่งงานกันทำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431969

281225166

เลาะรั้วเกษตร : แบ่งงานกันทำ

วันศุกร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นกระทรวงที่มีงานหลากหลายด้าน จึงมีรัฐมนตรีมากที่สุดถึง 4 คน 3 ใน 4 ไม่เคยสัมผัสงานด้านการเกษตรมาก่อน ที่เคยสัมผัสมาก่อนก็ไม่ได้ลงลึกในเรื่องต่างๆ อย่างรอบด้าน จึงเป็นเรื่องที่น่าห่วงใย โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ที่ทิ้งกระทรวงเกษตรฯ ไปนานกว่า 10 ปี จะยังคงปะติดปะต่อเรื่องราวได้หรือไม่

ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรี 4 คน ไปไหนไปกัน ลงพื้นที่ด้วยกัน ไปร่วมงานต่างๆ ด้วยกัน หรือไม่ไปด้วยกันก็จะลงไปสั่งการอะไรต่างๆ ให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ปฏิบัติกันอย่างสับสน เพราะยังไม่ทราบว่าใครมีหน้าที่หรือรับผิดชอบกำกับดูแลภารกิจใดของกระทรวง เพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ยังไม่ได้แบ่งงานให้ทำมาวันนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ แบ่งงานให้รัฐมนตรีช่วยว่าการ ทั้ง 3 ท่านดูแลแล้ว ความรับผิดชอบของแต่ละท่านคงชัดเจนขึ้น

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เฉลิมชัย ศรีอ่อน รับผิดชอบดูแลหน่วยงานต่างๆ มากที่สุดถึง 10 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ กรมชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมหม่อนไหม กรมประมง สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร การยางแห่งประเทศไทย สถาบันวิจัยพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) สำนักพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) สำนักงานพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)

จะว่าไปถ้าท่านดูแลกรมชลประทาน ท่านควรดูแลกรมฝนหลวงและการบินเกษตรด้วย ถ้าท่านจะดูเรื่องของน้ำ แต่ถ้าท่านสนใจจะกำกับดูแลเฉพาะงบประมาณที่มากมายของกรมชลประทานก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนการดึงกรมส่งเสริมการเกษตรมาดูแลเองนั้น ถูกต้องแล้ว เพราะกำลังพลสำหรับปฏิบัติงานของท่านอยู่ที่กรมนี้ ส่วนกรมประมงมีเรื่องที่เป็นประเด็นติดตาม คือ เรื่องของ IUU และการประมงเชิงพาณิชย์ที่เชื่อมโยงกับแรงงานผิดกฎหมาย และการใช้เครื่องมือประมงที่ไม่ถูกต้อง ส่งผลถึงปริมาณสัตว์น้ำที่ลดลง ส่วนกรมหม่อนไหม เป็นกรมที่ว่าด้วยความสวยงาม ไม่หวือหวา จะมีเพียงเรื่องของงานวิจัยที่ต้องสนับสนุน และเรื่องที่ควรระวัง คือ เส้นไหมลักลอบนำเข้า กรมนี้น่าจะให้รัฐมนตรีหญิง มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ไปดูแล

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เป็นแหล่งสถิติ ข้อมูลด้านการเกษตร และเป็นเสนาธิการของกระทรวง ในการทำแผนงาน โครงการ งบประมาณ ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ นับว่าถูกต้องแล้ว ส่วนการยางแห่งประเทศไทย ถ้าท่านไม่ได้มาจากพรรคประชาธิปัตย์ ที่ชูนโยบายหาเสียงเรื่องการทำให้ราคายางสูงขึ้น ท่านไม่น่าเอามาดูแลเอง การยางแห่งประเทศไทย น่าจะให้รัฐมนตรีช่วยว่าการ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ไปกำกับดูแล เพราะเชื่อว่าท่านธรรมนัส มีทักษะในการเจรจาต่อรองเป็นเยี่ยม…. ม็อบยาง..ท่านต้องเจอแน่ๆ

ส่วนบรรดาองค์การมหาชนทั้งหลาย ที่ท่านรับมาดูแลนั้น ล้วนแต่เป็นหน่วยงานที่ต้องการการพัฒนาให้ทันสมัยทั้งสิ้น โดยเฉพาะพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ถ้าท่านได้ไปดูพิพิธภัณฑ์การเกษตรของต่างประเทศ หรือพิพิธภัณฑ์ของหน่วยงานอื่นในประเทศไทย ท่านคงได้แนวคิดว่าจะพัฒนาพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ อย่างไร

รัฐมนตรีช่วยว่าการ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า กำกับดูแล 4 หน่วยงาน ได้แก่ กรมพัฒนาที่ดิน กรมฝนหลวงและการบินเกษตร สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทในการสนับสนุนการดำเนินงานเป็นส่วนใหญ่ จะมีที่ต้องเผชิญกับมวลชนมากหน่อยเห็นจะเป็น สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่อาจจะต้องเกี่ยวข้องกับหน่วยงานข้ามกระทรวง อย่างกรมอุทยานฯ หรือ กรมป่าไม้ แต่เชื่อว่าไม่ครณามือ รัฐมนตรีช่วย ธรรมนัส แต่อย่างใด

รัฐมนตรีช่วยว่าการ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีหญิงของกระทรวง กำกับดูแล 4 หน่วยงาน คือ กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย 3 หน่วยงานหลัง เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจเฉพาะด้าน ไม่ซับซ้อน ไม่ต้องใช้กำลังภายในมากนัก เหมาะสำหรับผู้หญิง แต่งานของกรมวิชาการเกษตร เป็นงานที่หลากหลาย แค่เรื่องสารเคมีเรื่องเดียวคงทำให้ท่านปวดหัวไปหลายวัน อันที่จริง งานของกรมวิชาการเกษตรน่าจะให้ รัฐมนตรีช่วยฯ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า มาดูแลพวกด้านสารเคมีทั้งหลายจะได้รู้ว่าจ่า หรือหมวด

รัฐมนตรีช่วยว่าการ ประภัตร โพธสุธน กำกับดูแล 4 หน่วยงาน คือ กรมปศุสัตว์ กรมการข้าว สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) และ องค์การสะพานปลา ท่านประภัตร คงสมใจที่ได้ดูแลกรมการข้าว เพราะน่าจะเป็นเรื่องที่ท่านถนัด ส่วน มกอช. ท่านที่ดูแลน่าจะเป็นคนเดียวกับท่านที่ดูแล กรมวิชาการเกษตร เพราะ 2 หน่วยงานนี้ทำงานเกี่ยวข้องกันเป็นส่วนใหญ่ในเรื่องของอาหารปลอดภัย

ที่ว่ามานี้ เป็นความเห็นส่วนตัวล้วนๆ ถูกใจก็ขอบคุณ ไม่ถูกใจใครก็ขออภัย

แว่นขยาย

ชูแปลงนำร่องปลูกข้าวนุ่มพิษณุโลก พันธุ์ใหม่‘กข79’ส่งเจาะตลาดตปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431971

x

ชูแปลงนำร่องปลูกข้าวนุ่มพิษณุโลก พันธุ์ใหม่‘กข79’ส่งเจาะตลาดตปท.

วันศุกร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าวเปิดเผยว่า ในฐานะประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวสำคัญของโลกต้อง เข้าใจพฤติกรรม รสนิยมของกลุ่มผู้บริโภคในตลาดข้าวโลก รวมไปถึงกลุ่มผู้บริโภคข้าวประเภทพื้นนุ่มที่กำลังได้รับความนิยมจากผู้บริโภค โดยเฉพาะตลาดจีน ฮ่องกงและตลาดอาเซียน รวมถึงกลุ่มผู้บริโภคชาวมุสลิมในประเทศต่างๆ เนื่องจากเป็นข้าวที่นุ่ม ราคาถูกกว่าข้าวหอมมะลิ และคาดว่าในอนาคตมีแนวโน้มความต้องการข้าวนุ่มเพิ่มขึ้น รวมไปถึงกลุ่มผู้บริโภคข้าวเจ้าพื้นนุ่ม ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีศักยภาพซื้อและตลาดมีโอกาสขยายตัวได้สูง

ขณะนี้พันธุ์ข้าวนุ่มที่ได้รับความสนใจและเป็นที่ต้องการของตลาดใช้แข่งขันในตลาด ต่างประเทศคือ พันธุ์ข้าว กข79 ซึ่งกรมการข้าวรับรองพันธุ์เมื่อต้นปี 2562 และจากการประเมินโดยผู้ประกอบการค้าข้าวและผู้ประกอบการเมล็ดพันธุ์ข้าวเห็นว่า เป็นพันธุ์ที่ตรงความต้องการตลาด ปลูกได้ตลอดปี ให้ผลผลิตสูง ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและโรคไหม้ คุณภาพการสีดีมาก

ด้านน.ส.นนทิชา วรรณสว่าง รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวเสริมว่า กรมจัดทำโครงการนำร่องส่งเสริมการผลิตข้าวนุ่มครบวงจร (กข79) ปี 2562 เพื่อส่งเสริมการผลิตข้าวนุ่มให้สอดคล้องความต้องการของตลาด เป็นการทดลองตลาดข้าวนุ่ม เพื่อเพิ่มโอกาสและความสามารถแข่งขันข้าวพื้นนุ่มในตลาดต่างประเทศ โดยโครงการนำร่องผลิตข้าวพันธุ์ กข79 มีพื้นที่เป้าหมาย 10,115 ไร่ ขณะนี้มีพื้นที่เข้าร่วมโครงการแล้ว 9,074.6 ไร่ เกษตรกร 416 ราย ครอบคลุม 7 จังหวัด 18 อำเภอ 33 ตำบล

นายสมพงษ์ อ้นชาวนา ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้างบางกระน้อย ต.นครป่าหมาก อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก กล่าวว่า กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้างบางกระน้อย เป็น 1 ในกลุ่มนำร่องผลิตข้าว กข79 ซึ่งเริ่มดำเนินการปีนี้เป็นปีแรก เนื่องจากพอรัฐสนับสนุนข้าวพันธุ์ กข79 เป็นข้าวพื้นนุ่มพันธุ์ใหม่ที่กำลังได้รับความนิยม จึงเห็นว่าน่าเป็นโอกาสเพิ่มช่องทางตลาดให้สมาชิกกลุ่มได้ โดยขณะนี้ปลูกข้าวพันธุ์ กข79 เป็นแปลงสาธิต 14 ไร่ เป็นตัวอย่างให้สมาชิกแปลงใหญ่ ตั้งเป้าว่าฤดูหน้าจะส่งเสริมให้สมาชิกกลุ่มนาแปลงใหญ่ปลูกข้าวพันธุ์ กข79 เพิ่มขึ้นประมาณ 70-80% ของพื้นที่

สำหรับวิธีปลูกข้าว กข79 จะใช้เครื่องหย่อนกล้า ช่วยลดต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์ลงได้มาก จากเดิมทำนาหว่านใช้เมล็ดพันธุ์เฉลี่ย 20 กิโลกรัมต่อไร่ แต่ใช้เครื่องหย่อนกล้าใช้เมล็ดพันธุ์อัตรา 6 กิโลกรัมต่อไร่ หลังปลูก 1 เดือน พบว่าข้าวเจริญเติบโตแตกกอดีมาก ไม่ต้องใส่ปุ๋ยบำรุง เพราะดินอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างดี ทั้งนี้ จะติดตามผลแปลงสาธิตนี้ เก็บข้อมูลประกอบการตัดสินใจของสมาชิกกลุ่มนาแปลงใหญ่ต่อไป

เกษตรกรนครพนมสุดเจ๋ง! ปลูกไม้ผลผสมผสานสร้างรายได้สู่วิถีที่มั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431919

เกษตรกรนครพนมสุดเจ๋ง! ปลูกไม้ผลผสมผสานสร้างรายได้สู่วิถีที่มั่นคง

เกษตรกรนครพนมสุดเจ๋ง! ปลูกไม้ผลผสมผสานสร้างรายได้สู่วิถีที่มั่นคง

วันพฤหัสบดี ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 15.51 น.

เกษตรกรนครพนมสุดเจ๋ง! ปลูกไม้ผลผสมผสานสร้างรายได้สู่วิถีที่มั่นคง “ทุเรียน” ราชาผลไม้ เป็นพืชเศรษฐกิจที่นิยมปลูก

ผู้สื่อข่าวได้รับการแจ้งจากสำนักงานเกษตรจังหวัดนครพนมว่า การปรับเปลี่ยนจาการปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาเป็นการปลูกพืชที่หลากหลาย เป็นวิธีที่จะช่วยกระจายความเสี่ยงในช่วงราคาผลผลิตตกต่ำและจากการเข้าทำลายของศัตรูพืช ดังนั้น การปลูกพืชแบบผสมผสานถือเป็นแนวทางที่จะช่วยให้การประกอบอาชีพของเกษตรกรยุคใหม่มีโอกาสประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

นายเอนก รัตน์รองใต้ เกษตรจังหวัดนครพนม เปิดเผยว่า จังหวัดนครพนมเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการปลูกไม้ผลหลากหลายชนิด เช่น ทุเรียน เงาะ มังคุด และส้มโอ เป็นต้น ซึ่งที่ผ่านมาได้มีเกษตรกรในพื้นที่ทดลองปลูกและสร้างเป็นสวนไม้ผลเชิงการค้าจนประสบความสำเร็จหลายราย สำนักงานเกษตรจังหวัดนครพนมเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาและยกระดับสินค้าเกษตรของจังหวัดนครพนมให้สามารถแข่งขันได้ในระดับอาเซี่ยน จากการขับเคลื่อนโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ซึ่งมีกิจกรรมในการถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการพร้อมมอบต้นพันธุ์ไม้ผลให้กับเกษตรกรนำไปปลูกในพื้นที่ของตนเอง

สำหรับไม้ผลที่เกษตรกรให้ความนิยมนำไปปลูกส่วนมากเป็นทุเรียน เพราะทุเรียนเป็นพืชเศรษฐกิจที่ตลาดมีความต้องการมาก อีกทั้งราคาจำหน่ายก็ค่อนข้างสูงจึงทำให้เกษตรกรเกิดความสนใจที่จะปลูกมากขึ้น ในการปลูกทุเรียนในช่วงแรก ต้นทุเรียนจะต้องการร่มเงา ซึ่งพืชที่อยู่ร่วมกับทุเรียนได้ดี คือ กล้วย เพราะจะช่วยให้ร่มเงาและความชุ่มชื้นกับต้นทุเรียนในช่วงฤดูแล้งและในพื้นที่ว่างระหว่างต้นเกษตรกรสามารถนำพืชผัก หรือไม้ผลต่างๆมาปลูกแซมได้ แต่จะต้องคำนึงถึงชนิดและประเภทของพืชที่จะปลูกร่วมกันด้วย

โดยพิจารณาจาก ระบบราก ลักษณะทรงพุ่ม ความต้องการธาตุอาหาร น้ำ แสงแดด ความทนทานต่อความแห้งแล้งของพืชแต่ละชนิดที่จะนำมาปลูกจะต้องมีการศึกษาทำความเข้าใจให้ดี เพราะผลกระทบของพืชแต่ละชนิดสามารถที่จะมีต่อกันและกันได้ และเพื่อเป็นการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เกิดความคุ้มค่า

เกษตรจังหวัดนครพนม กล่าวเพิ่มเติมว่า ประโยชน์ของการปลูกพืชที่หลากหลายชนิดภายในสวนไม้ผล จะมีผลในด้านของการสร้างความสมดุลทางธรรมชาติให้เกิดขึ้น เมื่อมีความหลากหลายของชนิดพืชจะทำให้เกิดความหลากหลายของชนิดแมลงศัตรูพืชและศัตรูธรรมชาติที่ควบคุมศัตรูพืชให้อยู่ในระดับที่ไม่เกิดการระบาดได้เช่นเดียวกับความสมดุลที่เกิดขึ้นในสภาพป่าธรรมชาติ ทำให้มีการใช้ที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นจากเดิมที่เคยมีการปลูกพืชเพียงอย่างเดียว ช่วยลดปัญหาในเรื่องของวัชพืช และที่สำคัญก็คือช่วยลดความเสี่ยงในเรื่องของผลผลิตและราคาที่ตกต่ำเมื่อมีการปลูกพืชเพียงอย่างเดียว

สิ่งที่เกษตรกรจะต้องเจอและคงจะหลีกไม่พ้นในการปลูกไม้ผล นั่นก็คือ  ปัญหาเรื่องของโรคและการเข้าทำลายของแมลง เช่น ทุเรียน ซึ่งมีปัญหาในเรื่องของโรครากเน่า โคนเน่า เกษตรกรสามารถป้องกันและกำจัดได้ด้วยการปลูกพืชสมุนไพรล้อมโคนต้นสมุนไพรไม่ว่าจะเป็น กระวาน, หน่อแดง, เร่วหอม, ว่านสาวหลง, ชะพลู เป็นพืชจำพวก รากสะสมน้ำมันหอมระเหยที่ช่วยป้องกันและยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราไฟทอฟธอร่า

สาเหตุของการเกิดโรครากเน่า-โคนเน่าทุเรียน ที่มีการสะสมอยู่ในดินได้ดี ด้วยการนำสมุนไพรดังกล่าวมาปลูกใต้ต้นทุเรียนโดยปลูกให้ห่างจะโคนต้น 60 – 80 เซนติเมตร รอบๆ ทรงพุ่ม ดังนั้นในการปลูกไม้ผลให้ประสบความสำเร็จเกษตรกรจะต้องมีการปลูกพืชอื่นร่วมด้วย และมีการบริหารจัดการสวนที่ดี เพื่อให้ไม้ผลเจริญเติบโตและให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ