ร้อนปนฝนระวังโรคใบไหม้ในทุเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431681

x

ร้อนปนฝนระวังโรคใบไหม้ในทุเรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาพอากาศร้อนชื้น เวลากลางวันมีแดดจัด และมีฝนตกบางพื้นที่ช่วงนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรชาวสวนทุเรียนเฝ้าระวังการระบาดของโรคใบไหม้ หรือโรคใบติด สามารถพบได้ในระยะการเจริญเติบโตทางลำต้น อาการเริ่มแรกจะพบบนใบมีแผลคล้ายถูกน้ำร้อนลวก ต่อมาแผลจะขยายตัวและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล มีขนาดและรูปร่างไม่แน่นอน จากนั้นจะลุกลามไปยังใบปกติข้างเคียง กรณีมีความชื้นสูงเชื้อราสาเหตุโรคจะสร้างเส้นใยคล้ายใยแมงมุมยึดใบให้ติดกัน ใบที่เป็นโรคจะแห้งติดอยู่กับกิ่งก่อนหลุดร่วงไปสัมผัสกับใบที่อยู่ด้านล่าง ทำให้โรคระบาดลุกลามจนใบไหม้เห็นเป็นหย่อมๆ ใบแห้งติดกันเป็นกระจุกแขวนค้างตามกิ่ง ต่อมาใบจะร่วงจนเหลือแต่กิ่ง และกิ่งแห้งในที่สุด ทำให้ต้นทุเรียนเสียรูปทรง

สำหรับแนวทางป้องกันโรคใบไหม้ เกษตรกรควรตรวจแปลงปลูกสม่ำเสมอ หากพบการระบาดของโรคใบไหม้ ให้เกษตรกรตัดส่วนที่เป็นโรคและเก็บเศษพืชที่เป็นโรคและใบที่ร่วงหล่นนำไปเผาทำลาย เพื่อลดปริมาณเชื้อสะสมในแปลง จากนั้นให้พ่นที่ใบให้ทั่วทั้งต้นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชทีบูโคนาโซล + ไตรฟลอกซีสโตรบิน 50% + 25% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเพนทิโอไพแรด 20% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟลูไตรอะฟอล 12.5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเฮกซะโคนาโซล 5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ 65.2% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ 77% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคิวปรัสออกไซด์ 86.2% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 10-20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 7-10 วัน

ส่วนในแปลงปลูกที่ความชื้นสูง และมีการระบาดของโรคเป็นประจำ หลีกเลี่ยง การใส่ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง เพื่อลดการแตกใบของต้นทุเรียน จากนั้น ให้เกษตรกรตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่งและกำจัดวัชพืชในแปลงปลูก เพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวก และช่วยลดความชื้นสะสมในแปลงปลูก

‘ปิดทองหลังพระฯ’ระยะ3 ยกระดับแก้ปัญหาความมั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431679

x

‘ปิดทองหลังพระฯ’ระยะ3 ยกระดับแก้ปัญหาความมั่นคง

วันพฤหัสบดี ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

หม่อมราชวงศ์ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯเปิดเผยว่า ได้ร่วมหารือกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อกำหนดทิศทางการทำงานให้ตอบความต้องการของประเทศ  หลังร่วมทำงานได้พัฒนาเป็นแผนงานของมูลนิธิและสถาบันปิดทองหลังพระฯระยะที่สาม (2564-2568) และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการของสถาบัน มีสาระสำคัญคือ นำแนวพระราชดำริไปช่วยแก้ปัญหาความมั่นคง ประกอบด้วยชายแดนภาคเหนือด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อแก้ปัญหายาเสพติดและชายแดนภาคใต้ด้านการพัฒนาอาชีพอย่างยั่งยืน

“ปัญหาความมั่นคงชายแดนใต้มีมานาน ประชาชนได้รับความทุกข์ เราพบว่าประชาชนต้องการพัฒนาการทำมาหากินมาก ขณะที่ภาคเหนือเป็นทางผ่านของยาเสพติดเข้าประเทศ ถ้าประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีจะไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เป็นการช่วยลดด้านอุปสงค์”

หม่อมราชวงศ์ดิศนัดดากล่าวว่า จากการทำงานที่ผ่านมาทั้งในภาคเหนือและภาคใต้ ประชาชนตอบรับดี กล่าวคือปิดทองหลังพระฯร่วมกับชุมชนวิเคราะห์ปัญหา วางแนวทางแก้ไขพัฒนา นำมาสู่การทำเกษตรแนวใหม่ ส่งเสริมการท่องเที่ยว พัฒนางานหัตถกรรม ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นตามลำดับ

“ตัวอย่างเช่นในภาคใต้ สามจังหวัดชายแดน มีทั้งเรื่องสินค้าเกษตรราคาต่ำ พื้นที่แห้งแล้ง ซึ่งสิ่งที่ชาวบ้านขาดแคลนมีอย่างเดียวคือ ความรู้แก้ปัญหาการบริหารจัดการ พอชักชวนสร้างฝาย ก็ทำให้มีน้ำมาทำเกษตรเพียงพอ หรือทุเรียนต้นเก่าพอชวนไปฝึกอบรมทางภาคตะวันออก ก็ทำให้คุณภาพทุเรียนดีขึ้น จากที่เคยขายได้กิโลกรัมละ 60 บาท มาขายคัดเกรด ราคาเฉลี่ยดีสุดอยู่ที่ประมาณ 90 บาท”

ปัจจุบันปิดทองหลังพระฯ มีโครงการและกิจกรรมในสามจังหวัดชายแดนใต้รวม 7 หมู่บ้าน ครอบคลุมด้านแหล่งน้ำ เกษตรและหัตถกรรม ขณะที่ชายแดนภาคเหนือเน้นอบรมผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามแนวชายแดน ส่งเสริมให้พัฒนาพื้นที่ตามแนวพระราชดำริ โดยอบรมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปแล้ว 83 แห่ง

ส่องสหกรณ์ : น้ำผึ้งหลอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431684

ส่องสหกรณ์ : น้ำผึ้งหลอด

ส่องสหกรณ์ : น้ำผึ้งหลอด

วันพฤหัสบดี ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

น้ำผึ้งหลอด PURE HONEY เป็นผลิตภัณฑ์ของสหกรณ์ผู้เลี้ยงผึ้งจังหวัดแพร่ จำกัด ที่ผลิตจากน้ำผึ้งแท้ ที่มาจากธรรมชาติ (ดอกลำไย) 100% เหมาะสำหรับใส่ในของหวาน น้ำดื่มต่างๆ เพื่อเพิ่มรสชาติ อีกทั้งยังมีสรรพคุณทางยาอีกมากมาย ได้แก่ แก้ไอ แก้เจ็บคอ แก้ท้องผูก รักษาโรคกระเพาะอาหาร รักษาเชื้อราแก้โรคนอนไม่หลับ บรรเทาอาการโรคภูมิแพ้ รักษาแผลและล้างแผลได้ นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกาย มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอวัย ลดและป้องกันการเกิดริ้วรอยแห่งวัย บำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส ดูมีน้ำมีนวลเป็นธรรมชาติผลิตภัณฑ์น้ำผึ้งหลอด PURE HONEY เหมาะสำหรับเป็นของขวัญ ของฝาก ในทุกเทศกาล หรือจะซื้อเพื่อนำไปรับประทานเองก็ยิ่งดี หากใครสนใจผลิตภัณฑ์ดังกล่าว สามารถติดต่อสั่งซื้อได้ที่ https://www.co-opclick.com

ซอกแซกอาเซียน : 11 กรกฎาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431686

566101

ซอกแซกอาเซียน : 11 กรกฎาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การประชุมระดับอาเซียนอีกหนึ่งรายการที่แอปเตอร์ต้องเข้าไปร่วมรายงานผลการดำเนินงานด้วย คือ การประชุม ASEAN Food Security Reserve Board หรือที่เรียกตัวย่อว่า AFSRB ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่ประชาคมอาเซียนจัดตั้งขึ้นเพื่อดูแลแผนความมั่นคงทางอาหารภายใต้กรอบนโยบายบูรณาการความมั่นคงด้านอาหารของอาเซียน หรือ ASEAN Integrated Food Security: AFIS Framework และแผนกลยุทธ์ด้านความมั่นคงด้านอาหารของอาเซียน หรือ Strategic Plan of Action-Food Security: SPA-FS ที่มีกระทรวงพาณิชย์ของประเทศไทย ได้รับมอบหมายให้เป็นฝ่ายเลขานุการ การประชุมรายการนี้ไม่มีประเทศบวกสามมาเข้าร่วม เป็นการว่ากันเฉพาะสมาชิกประเทศอาเซียนล้วนๆ ก็ผลัดกันเป็นเจ้าภาพตามลำดับตัวอักษรเช่นเดียวกัน ปีที่แล้วสิงคโปร์เป็นเจ้าภาพ ปีนี้หมุนมาจัดที่ประเทศไทยเราเอง ตอนนี้เข้าใจว่าฝ่ายเลขานุการ ทางกระทรวงพาณิชย์คงจะเตรียมดำเนินการอย่างขะมักเขม้น เพราะการประชุมกำลังจะมีขึ้นที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 15-16 สิงหาคมนี้ ณ โรงแรมรอยัล ออร์คิด เชอราตัน

พูดถึงเรื่องเป็นเจ้าภาพจัดประชุม บางทีก็ถือเป็นหน้าเป็นตาของประเทศผู้จัดด้วย และก็ต้องฟังเสียงเรียกร้องจากประเทศสมาชิกด้วยเช่นกัน เพราะในความเป็นจริงก็ไม่ได้ยุ่งยากสิ้นเปลืองสร้างปัญหาแก่เจ้าภาพเท่าใดนัก เนื่องจากตามประเพณี เจ้าภาพจะรับผิดชอบเฉพาะค่าจัด เช่น ค่าห้องประชุม ค่าอาหารกลางวัน ค่าจัดเลี้ยงรับรอง(ถ้ามี) ค่าพิธีเปิด ค่าดูงาน การรับส่งสนามบินกับที่พัก ส่วนที่สิ้นเปลืองมากๆ เช่น ค่าเครื่องบินกับค่าที่พักโรงแรม แต่ละประเทศที่มาประชุมจะต้องออกกันเอง เว้นแต่หากเจ้าภาพอยากโชว์หน้าโชว์ตา จัดให้เป็นที่ประทับใจแขก ก็อาจทุ่มเงินด้านพิธีการอันยิ่งใหญ่ หรือจัดเลี้ยงประเภทหรูหรา ก็ไม่มีใครว่าแต่ประการใด ส่วนใหญ่เบื้องแรกเจ้าภาพก็มักจะเอาใจแขก โดยหาสถานที่จัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ เช่น ครั้งหนึ่งประเทศฟิลิปปินส์เป็นเจ้าภาพจัดประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสของอาเซียน ก็ได้เลือกเอาเกาะปาละวัน เป็นสถานที่จัด นับว่าโชคดีสำหรับผมครับที่หากไม่ได้ทำงานที่แอปเตอร์ ชาตินี้คงไม่มีโอกาสไปเยี่ยมชมที่นั่นเป็นแน่แท้ อินโดนีเซียตอนเป็นเจ้าภาพจัดประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์ ก็ไม่พ้นที่จะเลือกเอาเมืองบาหลี อันโด่งดังเป็นสถานที่จัด หรือตอนกัมพูชาเป็นเจ้าภาพก็เลือกเอาเมืองเสียมราฐ หรือเสียมเรียบ ที่มีปราสาทหินนครวัดตั้งอยู่เป็นสถานที่จัดประชุม

อย่างไรก็ดี บางประเทศหาตัวเลือกยาก เช่น สิงคโปร์ เพราะมีอยู่เมืองเดียว จัดทีไรก็เกาะเดียวกัน แต่กระนั้นผู้คนก็อยากไปกันไม่เบื่อ เพราะสิงคโปร์มีอะไรๆ หลายอย่างที่คนอยากไป ต่างจากที่เมียนมา เพราะนโยบายรัฐเขาอยากให้ช่วยกันโปรโมทเมืองหลวงใหม่เนปิดอว์ ความจริงเมียนมาก็เป็นประเทศใหญ่ มีแหล่งท่องเที่ยวสวยงาม เช่น เมืองย่างกุ้ง เมืองมัณฑะเลย์ เมืองพุกาม แต่พวกเราต้องจำกัดอยู่กันเพียงที่กรุงเนปิดอว์ เมืองที่มีแต่โรงแรม และสถานที่ราชการ ล้อมรอบด้วยถนนและท้องทุ่ง (อย่างเดียว) ก็เลยสนิทชิดเชื้อกับผู้เข้าประชุม เพราะวันๆ ก็จะเจอกันเห็นหน้ากันเฉพาะที่โรงแรมเท่านั้น ไปไหนไม่ได้

ประเทศไทยเราเมื่อสองปีก่อน ได้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับรัฐมนตรีเกษตรและป่าไม้อาเซียน ต่อจากประเทศสิงคโปร์ ได้เลือกเอาจังหวัดเชียงใหม่ เป็นสถานที่จัดประชุม นับว่าถูกใจบรรดาสมาชิกอาเซียนกันอย่างมาก รวมทั้งประเทศบวกสามด้วย เพราะเพียงเสนอชื่อเมืองจัดงานในวาระท้ายๆ ในที่ประชุมที่สิงคโปร์ สมาชิกก็ปรบมือถูกใจกันอื้ออึง ก็แน่ละ ขึ้นชื่อว่าเชียงใหม่ ไทยแลนด์ ใครๆ ทั่วโลกก็อยากจะมาเที่ยวเยี่ยมชม

ช่วงจัดประชุมที่เชียงใหม่นั้นตรงกับการจัดงานนิทรรศการเกี่ยวกับพืชสวนไม้ดอกไม้ประดับ หรืออะไรสักอย่างที่เชิงดอยแม่เหียะที่เดิมกับที่เคยจัดงานพืชสวนโลก ยิ่งช่วยสร้างสีสันบรรยากาศให้ชาวอาเซียนบวกสามมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดพิธีเปิดงานการประชุมที่ยิ่งใหญ่ น่าประทับใจ อีกทั้งมีการจัดนิทรรศการของหน่วยงานกระทรวงเกษตรฯกันอย่างเลิศหรู มีโมเดลของจริงมาตั้งแสดง ก็เลยเป็นที่ประทับใจแขกเหรื่อกันมากโข คุณโทอิดะผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่นประจำแอปเตอร์ซึ่งไปเข้าประชุมด้วย เพราะมีผู้ใหญ่จากประเทศญี่ปุ่น มายังออกปากชมความยิ่งใหญ่ในพิธีเปิด พร้อมทั้งยกหัวแม่มือซูฮกบอกกับผมว่า ถ้าเป็นญี่ปุ่นละก็ ทำแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด ยอมพี่ไทยเราครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

‘เทิดไท้บรมราชินีนาถ’ เกษตรฯจัดงานสีสรรพรรณไม้ครั้งที่13

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431678

x

‘เทิดไท้บรมราชินีนาถ’ เกษตรฯจัดงานสีสรรพรรณไม้ครั้งที่13

วันพฤหัสบดี ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรร่วมจัดงาน สีสรรพรรณไม้เทิดไท้บรมราชินีนาถ ครั้งที่ 13 นำเสนอฟาร์มตัวอย่างเพื่อความยั่งยืน

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ภายในงาน สีสรรพรรณไม้เทิดไท้บรมราชินีนาถ ครั้งที่ 13 นี้ กรมส่งเสริมการเกษตรจะนำเสนอนิทรรศการในหัวข้อ “ส่งเสริม สืบสาน ปณิธานฟาร์มตัวอย่าง พัฒนาเกษตรไทย อย่างยั่งยืน” ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับผลการส่งเสริมการเลี้ยงผึ้งโพรงและชันโรงจากโครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา และผลสำเร็จจากการขยายผลการดำเนินงานโครงการฟาร์มตัวอย่าง สู่เกษตรกรในชุมชนจนเกิดกลุ่มแปลงใหญ่การเลี้ยงผึ้งโพรง จำนวน 1 กลุ่ม คือ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงผึ้งโพรงป่าชิง ตลอดทั้งมีกลุ่มเครือข่ายเกิดขึ้นหลายกลุ่ม พร้อมจัดแสดงผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผึ้ง รวมถึงกิจกรรมสาธิตการทำโลชั่นบำรุงผิวและลิปสติกโดยใช้ผลิตภัณฑ์จากผึ้ง

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรจะนำเสนอนิทรรศการโครงการ “ค่ายเยาวชน…รักษ์พงไพร เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ซึ่งเป็นโครงการที่มูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯดำเนินการขึ้นเพื่อสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนดูแลอนุรักษ์พืชพรรณต่างๆ โดยการบูรณาการทำงานร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ รวม 12 หน่วยงาน ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้ร่วมดำเนินการในหน้าที่วิทยากร หัวข้อ “พืชในท้องถิ่นของหนู” เพื่อให้เยาวชนเกิดความตระหนักและมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและพืชในท้องถิ่น

งาน “สีสรรพรรณไม้เทิดไท้บรมราชินีนาถ” ครั้งที่ 13 เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 87 พรรษา 12 สิงหาคม 2562 มีกำหนดจัดในวันที่ 8 – 14 สิงหาคม 2562 ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เขตจตุจักร กรุงเทพฯ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เตรียมการจัดการสาธิตและการฝึกอาชีพให้แก่ผู้ที่สนใจ

‘ศูนย์สร้างสรรค์ธุรกิจนวัตกรรมการเกษตร’ ประกาศผลสุดยอดสตาร์ทอัพโดนใจนักลงทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431670

‘ศูนย์สร้างสรรค์ธุรกิจนวัตกรรมการเกษตร’  ประกาศผลสุดยอดสตาร์ทอัพโดนใจนักลงทุน

‘ศูนย์สร้างสรรค์ธุรกิจนวัตกรรมการเกษตร’ ประกาศผลสุดยอดสตาร์ทอัพโดนใจนักลงทุน

วันพฤหัสบดี ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ศูนย์สร้างสรรค์ธุรกิจนวัตกรรมการเกษตร (ABC center) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เผยผลประชันหาสุดยอดสตาร์ทอัพเกษตรที่สามารถพิชิตใจนักลงทุน จากกิจกรรม AgTech Battle : It’s Time to Rise up & fight ในงาน Startup Thailand 2019 ณ ทรูไอดีปาร์ค เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2562ที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างศักยภาพวิสาหกิจเริ่มต้นการเกษตร ให้เติบโตและสร้างโอกาสลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยทีมชนะเลิศคว้ารางวัล The Best Growth Agtech Startup ได้แก่ ทีม Eden Agritech จากด้านการปรับปรุงประสิทธิภาพ

โดยเสนอนวัตกรรมช่วยลดการสูญเสียของผักและผลไม้ด้วยการยืดอายุ ผักและผลไม้ตัดแต่งสด ด้วยคุณสมบัติที่เป็นธรรมชาติ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน สามารถรับประทานได้โดยไม่ต้องล้างออก ขณะที่ทีม Taladapp คว้ารางวัลด้านช่องทางการตลาดแบบใหม่(New Maket) เป็นแอพพลิเคชั่นช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิตทางการเกษตรในประเทศไทยแก่เกษตรกรและผู้รับเหมามีจุดเด่นให้ ใช้งานฟรี ลดต้นทุน เพิ่มรายได้มุ่งเน้นเพื่อเพิ่มฐานลูกค้า ช่องทางการซื้อขายสินค้าทางการเกษตร

รมว.เกษตรลุยตรวจภัยแล้งสุรินทร์ สั่งเร่งแก้ปัญหาลดเสี่ยงพื้นที่ปลูกข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431683

x

รมว.เกษตรลุยตรวจภัยแล้งสุรินทร์ สั่งเร่งแก้ปัญหาลดเสี่ยงพื้นที่ปลูกข้าว

วันพฤหัสบดี ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการแก้ปัญหาภัยแล้ง ที่โครงการชลประทานสุรินทร์ (ห้วยเสนง) จ.สุรินทร์ ว่า ในพื้นที่อีสานตอนบน ซึ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูกข้าวหอมมะลิในทุ่งกุลาร้องไห้ เกษตรกรเดือดร้อนจากฝนทิ้งช่วง ทำให้นาข้าวเสียหายจำนวนมาก จึงต้องมารับฟังและย้ำแนวทางแก้ปัญหาเร่งด่วน ปัจจุบันการเพาะปลูกข้าวในจ.สุรินทร์ มีความเสี่ยง เนื่องจากฝนตกค่อนข้างน้อย คาดว่าจะมีพื้นที่เสียหาย 438,997 ไร่ เกษตรกรได้รับผลกระทบ 200,251 ครัวเรือน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ มีแนวทางแก้ปัญหาคือ 1) สำนักงานเกษตรอำเภอทุกอำเภอลงพื้นที่สร้างการรับรู้ให้เกษตรกรถึงสาเหตุภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้น 2) ขอรับการสนับสนุนในพื้นที่ร้องขอเร่งด่วน 3) ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรมาขึ้นทะเบียน/ปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร โดยอธิบายหลักเกณฑ์ให้ความช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลัง (ฝนทิ้งช่วง) โดยในพื้นที่ประสบภัยต้องมีปริมาณฝนตกไม่เกินวันละ 1 มิลลิเมตรติดต่อกันเกิน 15 วัน จึงจะรายงานสถานการณ์ภัยที่เกิดจากฝนทิ้งช่วง ตามขั้นตอนการเป็นพื้นที่ประกาศภัยฯ และ 4) หน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯในจ.สุรินทร์ ร่วมบูรณาการติดตามแก้ปัญหาภัยแล้ง/ฝนทิ้งช่วง ที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรม และทำความเข้าใจกับเกษตรกร

สำหรับจ.สุรินทร์ ข้อมูล ณ วันที่ 30 กรกฎาคม 2562 มีปริมาณน้ำเก็บกักจากอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 26 แห่ง และอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก 346 แห่ง รวมกัน 66 ล้าน ลบ.ม. เป็นน้ำใช้การได้ 25 ล้าน ลบ.ม. อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 2 แห่ง มีปริมาณน้ำรวมกัน 1.067 ล้าน ลบ.ม.ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยเสนง ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 0.806 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 4 ของความจุอ่าง และอ่างเก็บน้ำห้วยอำปึล ปัจจุบันมีปริมาตรน้ำ 0.261 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 0.94 ซึ่งสาเหตุเกิดภัยแล้งเนื่องจากมีฝนน้อยในพื้นที่ตั้งแต่ปี 2561 ที่ผ่านมา มีปริมาณฝนตกเพียง 900 มม. ส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำ 17 แห่งเพียง 131 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 22 ของค่าเฉลี่ย จนถึงปัจจุบันมีปริมาณฝนสะสม 399 มม. มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ เพียง 13 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 2 ของค่าเฉลี่ย ซึ่งกรมชลประทานเร่งช่วยเหลือ โดยผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำอำปึล ปริมาณ 0.50 ล้าน ลบ.ม. พร้อมขุดร่องชักน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยเสนงเข้าสู่จุดสูบน้ำการประปาและสูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำราชมงคลลงห้วยเสนง ปริมาณ 0.25 ล้าน ลบ.ม. รวมทั้งผันน้ำจากบ่อหิน ปริมาณ 20 ล้าน ลบ.ม. รวมปริมาณน้ำช่วยเหลือได้ 21 ล้านลบ.ม.ทั้ง 2 อ่างเป็นอ่างเก็บน้ำสำหรับผลิตน้ำประปาเลี้ยงอ.เมืองสุรินทร์

นอกจากนี้ ยังประสานกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เจาะน้ำบาดาลเติมน้ำสู่อ่างฯ สำหรับพื้นที่ที่เพาะปลูกแล้ว ขอให้เกษตรกรใช้น้ำตามรอบเวรตัวเองเคร่งครัด เพื่อให้มีน้ำใช้ทั่วถึง อย่างไรก็ตาม มีพื้นที่เฝ้าระวังภัยแล้งในเขตชลประทานทั่วประเทศ 25 จังหวัด 144 อำเภอ โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีพื้นที่เฝ้าระวัง 8 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา ขอนแก่น ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ มหาสารคาม และสุรินทร์

ด้านกรมฝนหลวงและการบินเกษตรยังมีแผนปฏิบัติการฝนหลวง ประจำปี 2562 ผลปฏิบัติการระหว่างวันที่ 1 มีนาคม-29 กรกฎาคม 2562 จากการตั้งหน่วย 151 วัน ขึ้นปฏิบัติการฝนหลวง 143 วัน มีวันฝนตก 138 วัน คิดเป็นร้อยละ 88.16 มีจังหวัดที่มีรายงานฝนตกรวม 58 จังหวัด และมีฝนตกในพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนและอ่างเก็บน้ำรวม 69 เขื่อนและอ่างเก็บน้ำ โดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดสุรินทร์ขึ้นปฏิบัติการฝนหลวง 32 วัน มีวันฝนตกจากการปฏิบัติการฝนหลวง 27 วัน คิดเป็นร้อยละ 84.38 มีจังหวัดที่มีรายงานฝนตกรวม 6 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา บุรีรัมย์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ และสุรินทร์ อีกทั้ง ยังปฏิบัติการฝนหลวงช่วยอ่างเก็บน้ำห้วยเสนง 3 วัน มีฝนตก 3 วัน ทำให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำสะสมรวม 0.017 ล้าน ลบ.ม.

‘เฉลิมชัย’เตรียมตั้งบอร์ดกยท.ชุดใหม่ เร่งแก้ยางราคาตก3โลร้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431706

‘เฉลิมชัย’เตรียมตั้งบอร์ดกยท.ชุดใหม่ เร่งแก้ยางราคาตก3โลร้อย

‘เฉลิมชัย’เตรียมตั้งบอร์ดกยท.ชุดใหม่ เร่งแก้ยางราคาตก3โลร้อย

วันพุธ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 16.33 น.

“เฉลิมชัย”เตรียมตั้งบอร์ดกยท.ชุดใหม่ เร่งแก้ราคายางพาราตก 3โลร้อย ด้าน“ศิริรุจน์”ยื่นหนังสือลาออก ไม่รับตำแหน่งรักษาการผู้ว่าการ กยท.

7 สิงหาคม 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า นายศิริรุจน์ จุลกะรัตน์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กรรมการการยางแห่งประเทศไทย(บอร์ด กยท.) ได้ทำหนังสือบอร์ด กยท. เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ที่ผ่านมา เรื่องขอไม่รับหน้าที่รักษาการผู้ว่าการ กยท.

หนังสือดังกล่าว ระบุว่า ตามที่บอร์ด กยท.มีมติเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2562 แต่งตั้งตนเป็นรักษาการผู้ว่าการ กยท.นั้น ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 หมวด 6 มาตรา 83(2) ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องไม่ปฏิบัติราชการอันเป็นการกระทำการข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตน และมาตรา 83(6) ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องไม่เป็นกรรมการผู้จัดการ หรือผู้จัดการ หรือดำรงตำแหน่งอื่นใดที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันนั้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือบริษัท ซึ่งรักษาการผู้ว่าการ กยท.จะต้องบริหารจัดการหน่วยธุรกิจของ กยท.ด้วย จึงเห็นว่าไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้

ประกอบกับตนเองนั้นมีตำแหน่งเป็นข้าราชการประจำ ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติราชการให้ กยท.ได้เต็มเวลา ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อ กยท. ได้ จึงขอไม่รับหน้าที่รักษาการผู้ว่า กยท.

ทั้งนี้ ตามระเบียบบริหารงานของ กยท. การไม่รับตำแหน่งของนายศิริรุจน์ จะต้องนำเสนอต่อที่ประชุมบอร์ดรักษาการ ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 13 สิงหาคม นี้ เพื่อจะพิจารณาเห็นชอบตามหนังสือที่ส่งมาหรือไม่ โดยปัจจุบันนายศิริรุจน์ ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ซึ่งมาเป็นบอร์ด กยท.โดยตำแหน่งในฐานะผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรม

สำหรับการลาออกของนายศิริรุจน์ เกิดขึ้นหลังจากที่นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่ประธานบอร์ด กยท.ลงนามเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม เรื่องแต่งตั้งนายศิริรุจน์ เป็นผู้รักษาการผู้ว่า กยท. แทนนายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ ที่ลาออกจากตำแหน่งและบอร์ด กยท. มีมติวันที่ 19 กรกฎาคม 2562 ให้นายศิริรุจน์ดำรงตำแหน่งดังกล่าว มีผลตั้งแต่วันที่บอร์ดมีมติ

ทั้งนี้ หนังสือแต่งตั้งจากนายอนันต์ ส่งถึง กยท. วันที่ 3 สิงหาคม ซึ่งในวันที่ 4 สิงหาคม 2562 นายศิริรุจน์ได้แจ้งแก่ผู้บริหาร กยท.ด้วยวาจาว่าจะไม่รับตำแหน่ง แล้วทำหนังสือถึงบอร์ดว่าไม่รับตำแหน่งผู้รักษาการผู้ว่าการ กยท.ในวันถัดมา โดยนายศิริรุจน์ จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2562 หากดำรงตำแหน่งรักษาการผู้ว่าการ กยท.อยู่ จะต้องหมดวาระไปด้วย

ส่วนการแต่งตั้งบอร์ด กยท.ชุดใหม่ เพื่อทำหน้าที่แทนบอร์ดชุดเดิมซึ่งหมดวาระลงแล้วตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2562 ขณะนี้จึงทำหน้าที่บอร์ดรักษาการ โดย กยท.ได้เสนอรายชื่อผู้จะดำรงตำแหน่งบอร์ด กยท.ชุดใหม่ไปยังนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งกำกับดูแล กยท. เพื่อพิจารณาแล้ว นำเข้าเห็นชอบจาก ครม.เพื่อเร่งเดินหน้ามาตรการแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำ 3 กิโลกรัม 100 บาท โดยใช้นโยบายประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ให้ได้ในราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 60 บาท และดูดซับปริมาณยางออกจากตลาด นำไปทำถนนพาราซอยส์ซีเมนท์ อุปกรณ์ความปลอดภัยทางถนน ทั่วประเทศ ตั้งเป้าดึงน้ำยางออกจากระบบได้กว่า 1 ล้านตัน ในโครงการใช้ยางภาครัฐ

ส่งมอบเสบียงช่วยผู้เลี้ยงสัตว์ประสบภัยแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431427

x

ส่งมอบเสบียงช่วยผู้เลี้ยงสัตว์ประสบภัยแล้ง

วันพุธ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดสุรินทร์ของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ณ อ่างเก็บน้ำ-ลำพอก อำเภอศีขรภูมิ และโครงการชลประทานสุรินทร์ (ห้วยเสนง) ต.เฉนียง อ.เมือง จ.สุรินทร์ ในส่วนภาคปศุสัตว์มีการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ประสบภัยพิบัติ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นครั้งนี้ โดยมอบเสบียงสัตว์ (หญ้าแห้ง) กว่า 20 ตัน ช่วยเกษตรกรใน จ.สุรินทร์ ซึ่งที่ผ่านมากรมปศุสัตว์ได้ให้ความช่วยเหลือในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น 2 อำเภอ คือ อ.ชนบท และ อ.โนนศิลา 2 ตำบล 6 หมู่บ้าน เกษตรกร 203  ราย โค–กระบือ 1,500 ตัว ช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยแล้งโดยมอบเสบียงสัตว์ (หญ้าแห้ง) ในจ.นครราชสีมา อ.โนนสูง 1 ตำบล 1 หมู่บ้าน เกษตรกร 13 ราย

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของการเตรียมความพร้อม กรมปศุสัตว์ ได้เตรียมการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ที่ประสบภัยแล้งประจำปี 2562 โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ โดยมีการเตรียมเสบียงสำรอง ไว้ที่คลังเสบียง ศอส. 32 แห่ง จำนวน 6,587.32 ตัน แบ่งเป็นหญ้าแห้ง 5,180.82 ตัน หญ้าหมัก 738.03 ตัน หญ้าสด 619.47 ตัน อาหาร TMR 49 ตัน คลังเสบียงสัตว์ประจำตำบล 60 แห่ง เป็นหญ้าแห้ง 300 ตัน เสบียงเกษตรกร 482 ราย รวม 324,230.7 ตัน แบ่งเป็นหญ้าแห้ง 6,067.7 ตัน หญ้าหมัก 229,116 ตัน และหญ้าสด 89,046 ตัน นอกจากนี้ มีการเตรียมยานพาหนะ ไว้กว่า 201 คัน ถุงยังชีพ 3,000 ชุด หน่วยงานสัตวแพทย์เคลื่อนที่ 18 หน่วย โดยมีหน่วยอพยพสัตว์ และหน่วยเคลื่อนที่เร็ว 9 หน่วย 278 คน เตรียมเวชภัณฑ์ดูแลสุขภาพสัตว์ ประจำปศุสัตว์เขตทั้ง 9  เขต หากพบเห็นหรือได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ติดต่อขอความช่วยเหลือจากปศุสัตว์ผ่าน ไลน์ ID : DLD Disaster center, E-mail : didaster@dld.go.th หรือ โทร. 0-2653-4553, 0-2653-4444 ต่อ 3315

เปิดงานวันถ่ายทอดความรู้ขยายพันธุ์พืชพันธุ์ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431424

x

เปิดงานวันถ่ายทอดความรู้ขยายพันธุ์พืชพันธุ์ดี

วันพุธ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ว่าที่ร้อยตรีสมสวย ปัญญาสิทธิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิดงานวันถ่ายทอดความรู้การผลิตขยายพันธุ์พืชพันธุ์ดี ณ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 7 จังหวัดมหาสารคาม ว่า ศูนย์ฯ มีบทบาท ภารกิจ หน้าที่รับผิดชอบในการศึกษา พัฒนา วิจัย ทดสอบ ประยุกต์และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตพืชพันธุ์ดี วางแผนการผลิตพืชพันธุ์ดี ให้เป็นไปตามนโยบายยุทธศาสตร์และสอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกร ผลิตพืชพันธุ์ดี ให้มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการผลิตและขยายกระจายพันธุ์พืช เพื่อใช้ในงานส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร ฝึกอาชีพด้านการผลิตและขยายพันธุ์พืชแก่เกษตรกรทั่วไปและผู้สนใจ ให้บริการข้อมูลข่าวสารวิชาการด้านการผลิตขยายพันธุ์พืช และสนับสนุนปัจจัยการผลิตที่จำเป็น รวมทั้งให้บริการทางการเกษตรอื่นๆ ตามศักยภาพของศูนย์ มีพื้นที่รับผิดชอบ 5 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น มหาสารคาม มุกดาหาร และร้อยเอ็ด

สำหรับการจัดงานครั้งนี้ เพื่อเผยแพร่และประชาสัมพันธ์การผลิตและขยายพันธุ์พืชพันธุ์ให้เป็นที่ประจักษ์แก่หน่วยงานภาครัฐ เอกชน เกษตรกรและประชาชนทั่วไป โดยมีกิจกรรม การนิทรรศการแสดงผลงานของหน่วยงานภาคี ได้แก่ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 3 นครราชสีมา ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 10 จังหวัดอุดรธานี, ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกาฬสินธุ์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรมหาสารคาม ศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชขอนแก่น ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดหนองคาย ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดเลย ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีด้านอารักขาพืช จังหวัดขอนแก่น ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีด้านวิศวกรรมเกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด, Young Smart Farmer มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ขอนแก่น กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรจังหวัดขอนแก่น และสหกรณ์เศรษฐกิจพอเพียง และกิจกรรมการสาธิตการขยายพันธุ์พืช ได้แก่ การขยายพันธุ์มะนาวโดยการตอน การขยายพันธุ์กล้วยโดยวิธีการผ่าหน่อ การขยายพันธุ์ไม้ผลโดยวิธีทาบกิ่งและต่อยอด

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาการผลิตพืชเศรษฐกิจหลายชนิดเกษตรกรยังไม่สามารถเข้าถึงพันธุ์ดี โดยเฉพาะพันธุ์พืชที่ได้มาจากการวิจัยและพัฒนาของหน่วยราชการและยังไม่มีหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบโดยตรงในการผลิตและขยายพันธุ์พืชในชั้นพันธุ์ขยายและพันธุ์จำหน่ายไปสู่เกษตรกร ทำให้พันธุ์ดีเหล่านั้นมีไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ เกษตรกรต้องใช้พันธุ์พืชที่ไม่มีคุณภาพหรือต้องซื้อหาจากภาคเอกชนที่มีราคาแพง จากสถานการณ์ดังกล่าว เป็นสาเหตุทำให้การผลิตพืชของเกษตรกร ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ส่งผลให้ผลผลิตพืชเศรษฐกิจบางชนิดของประเทศไทย ผลิตได้ไม่พอกับความต้องการใช้ภายในประเทศ ต้องนำเข้าผลผลิตหรือวัตถุดิบอื่นทดแทนจากต่างประเทศ คิดเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทต่อปีและมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี ทั้งนี้ คาดว่าความต้องการใช้พันธุ์พืชพันธุ์ดีในอีก 10 ปีข้างหน้า จะมีความต้องการพันธุ์พืชพันธุ์ดี เช่น พันธุ์พืชตระกูลถั่ว ประมาณ 22,468 ตัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ประมาณ 25,500 ตัน และพืชผัก ประมาณ 5 ตัน นอกจากนี้ ยังมีความต้องการพันธุ์หน่อไม้ฝรั่ง ที่ต้องรองรับพื้นที่ 20,000 ไร่ ท่อนพันธุ์ มันสำปะหลังสะอาด รองรับ พื้นที่ จำนวน 8 ล้านไร่ และท่อนพันธุ์อ้อยสะอาด รองรับพื้นที่ 11 ล้านไร่