โคราชแล้งหนักนาข้าวยับทั้งจังหวัดกว่า 1.7 ล้านไร่ หลัง 15 ส.ค.นี้เตรียมประกาศภัยพิบัติวิกฤติรุนแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431115

โคราชแล้งหนักนาข้าวยับทั้งจังหวัดกว่า 1.7 ล้านไร่ หลัง 15 ส.ค.นี้เตรียมประกาศภัยพิบัติวิกฤติรุนแรง

โคราชแล้งหนักนาข้าวยับทั้งจังหวัดกว่า 1.7 ล้านไร่ หลัง 15 ส.ค.นี้เตรียมประกาศภัยพิบัติวิกฤติรุนแรง

วันจันทร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 14.17 น.

5 สิงหาคม 2562 นายกังสดาล สวัสดิ์ชัย เกษตรจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยถึง สถานการณ์ภัยแล้งของ จ.นครราชสีมาและการเยียวยาช่วยเหลือเกษตรนาข้าวว่า สถานภัยแล้งส่งผลกระทบพื้นที่การเกษตร โดยเฉพาะนาข้าวที่ จ.นครราชสีมา  มีพื้นที่ทั้งหมด 3.5 ล้านไร่ ขณะที่เกษตรกรปลูกข้าวไปแล้ว 3.2 ล้านไร่ ขณะนี้ได้รับผลบกระทบภัยแล้งจากฝนทิ้งช่วง ถ้าหากว่าฝนไม่ตกลงมาในช่วงเดือนสิงหาคมภายในเดือนนี้คาดว่าจะเสียหายไม่ต่ำกว่า 50% หรือประมาณ 1.7 ล้านไร่ ความเสียหายอย่างแบบไม่เคยเกิดย้อนหลังมาแล้วหลายปี

“ทางเกษตรจังหวัดฯได้มีการดำเนินการสำรวจเบื้องต้นเพื่อที่จะประกาศภัยแล้งไม่เกินวันที่ 15 ส.ค.นี้ ให้ทั้ง 32 อำเภอได้มีการสำรวจเบื้องต้นและนำเข้าสู่ที่ประชุมจังหวัดฯเพื่อที่จะประกาศการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ การช่วยเหลือสำหรับข้าวในอัตราไร่ละ 1,113 บาทต่อไร่ คนหนึ่งไม่เกิน 30 ไร่เป็นการดำเนินการตามระเบียบ ส่วนจะมีผลต่อการผลิตปีหน้าหรือไม่นั้น  ปีนี้คาดว่าผลผลิตจะลดลงมากกว่า 50% ถ้าหากฝนไม่มา” นายกังสดาล ระบุ

ด้าน นายเกียรติศักดิ์ หนูแก้ว ผอ.สำนักชลประทานที่ 8 กล่าวว่า  เขื่อนลำตะคอง ขณะนี้มีน้ำเพียง 140 ล้าน ลบม. หรือ 44.55 % จากความจุ 314 ล้าน ลบ.ม. ในช่วงหน้าฝนทางกรมชลประทานได้วางแผนจัดการน้ำสำหรับหน้าฝนใน 4 กิจกรรมหลัก อันดับแรกเพื่อการอุปโภค บริโภคทั้งหมด 31 ล้าน ลบ.ม. สองเพื่อรักษาระบบนิเวศน์และอื่นๆ 43 ล้าน ลบ.ม. สามเพื่อการอุตสาหกรรม 6 ล้าน ลบ.ม. และสี่เพื่อการเกษตร 63 ล้าน ลบ.ม.ที่ได้วางแผนเพาะปลูกไว้ 131,000 ไร่ ตอนนี้ปลูกข้าวไปแล้ว 71,000 ไร่หรือประมาณ 55% สภาพปัญหาจากฝนทิ้งช่วงในเขตชลประทานพบว่าเกษตรกรต้องมีการแย่งน้ำกันบ้าง แต่มีการประชุมคณะกรรมการผู้ใช้น้ำ หรือ JMC เราสามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยวิธีการส่งน้ำแบบรอบเวร

“ทางด้านสำนักงานป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครราชสีมาได้มีการนำเครื่องสูบน้ำระยะไกลไปติดตั้งไว้บริเวณคลองน้ำลำสะแทด อำเภอขามสะแสง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อดำเนินการสูบน้ำจากลำน้ำลำสะแทด ระยะทางยาวกว่า 1 กิโลเมตร สูบน้ำเข้าไปเก็บกักไว้ในสระน้ำบ้านโนนหญ้าคา หมู่ที่ 7 ตำบลขามสะแกแสง หลังจากปริมาณน้ำภายในสระน้ำของหมู่บ้านแห้งขอด จนไม่สามารถสูบน้ำขึ้นมาใช้ผลิตน้ำประปาได้ ทางสำนักงานป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครราชสีมาจึงได้นำเครื่องสูบน้ำไปติดตั้งเพื่อช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านในพื้นที่จำนวน 130หลังคาเรือน ให้สามารถมีน้ำใช้อุปโภคบริโภคได้ในระยะนี้”

นายแย้ม ชอบมะรัง สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลขามสะแกแสง เปิดเผยว่า การดำเนินการสูบน้ำเข้าสระน้ำในหมู่บ้านครั้งนี้เป็นการสูบน้ำครั้งที่สองแล้วในรอบปีนี้ ซึ่งการสูบน้ำครั้งนี้คาดว่าจะสามารถผลิตน้ำประปาให้ชาวบ้านได้ใช้อุปโภค บริโภคได้อีกเพียงแค่ 2-3 เดือนเท่านั้น ซึ่งหากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่มเติมชาวบ้านในพื้นที่ต้องขาดแคลนน้ำอย่างแน่นอน

ขณะที่ นายเสงี่ยม พันธุ์นอก ชาวบ้านโนนประดู่ หมู่ที่ 3 ต.บ้านเหลื่อม อ.บ้านเหลื่อม จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาหลายสิบปีไม่เคยเห็นน้ำในแม่น้ำชีแห้งขอดเช่นนี้มาก่อนในฤดูฝน ซึ่งทุกปีเมื่อถึงช่วงเข้าพรรษาปริมาณน้ำในแม่น้ำชีจะเกินครึ่งหรือเกือบเต็มตลิ่ง เกษตรกรสามารถสูบน้ำมาทำการเกษตรได้ไม่มีขาดแคลน แต่มาในปีนี้ฝนไม่ตกติดต่อกันมาหลายเดือน แม่น้ำชีก็แห้งขอด ทำให้ต้นข้าวต้องยืนต้นตายจนหมด ทั้งนี้ชาวบ้านได้แต่ภาวนาให้ฝนกลับมาตกอีกครั้งในช่วง 1-2 เดือนนี้ เพื่อจะได้พอมีน้ำไว้ใช้ช่วงเข้าสู่ฤดูเพาะปลูกปีหน้าอีกครั้ง ส่วนฤดูเพาะปลูกปีนี้คงหมดหวังจากการทำนาแล้ว

กรมชลฯเร่งพัฒนาลุ่มน้ำชี เพิ่มความจุแก้มลิงสร้างอ่างฯใหม่แก้แล้ง-ท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/430984

x

กรมชลฯเร่งพัฒนาลุ่มน้ำชี n เพิ่มความจุแก้มลิงสร้างอ่างฯใหม่แก้แล้ง-ท่วม

วันจันทร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายศักดิ์ศิริ อยู่สุข ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 6 กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมชลประทานแก้ปัญหาสภาพน้ำในลำน้ำชีตื้นเขิน เนื่องจากฝนทิ้งช่วงด้วยการปล่อยน้ำจากเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ เพิ่มเป็นวันละ 800,000 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) และเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่นอีกวันละ 500,000 ลบ.ม. พร้อมเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนมหาสารคามและเขื่อนร้อยเอ็ดรวมอีก 700,000 ลบ.ม. เพื่อให้สถานีสูบน้ำเพื่อการประปาที่อยู่ข้างตลอดลำน้ำชีนำน้ำไปใช้อุปโภคบริโภค ตลอดจนรักษาระบบนิเวศของลำน้ำ ที่สำคัญยังนำเครื่องจักรเข้าไปขุดลอกเปิดทางน้ำ พร้อมลงพื้นที่ชี้แจงสร้างความเข้าใจให้ประชาชน โดยขอความร่วมมือจากเกษตรกรให้ชะลอปลูกข้าวออกไป เพราะต้องสำรองไว้เพื่ออุปโภคบริโภค นอกจากนี้ ภายในเดือนกันยายน 2562 กรมชลประทานและหน่วยงานทหารพัฒนาจะพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำบริเวณ 2 ฝั่งลำน้ำชีเร่งด่วนให้แล้วเสร็จ 11 โครงการ เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บน้ำฝนระลอกใหม่ที่กำลังจะมาให้ได้มากที่สุด ซึ่งจะกักเก็บน้ำได้อีกประมาณ 1.34 ล้านลบ.ม. จะได้มีน้ำสำรองเก็บน้ำไว้ในฤดูแล้งถัดไป

ผอ.สำนักงานชลประทานที่ 6 กล่าวต่อว่า แหล่งใช้น้ำหลักของประชาชนและเกษตรกรในจ.ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด และยโสธรคือ ลำน้ำชีและหนองน้ำสาธารณะที่กระจายอยู่โดยรอบ ซึ่งมักประสบปัญหาน้ำล้นตลิ่งช่วงน้ำหลาก และน้ำแห้งขอดช่วงฤดูแล้งเป็นประจำ ดังนั้น การพัฒนาปรับปรุงเพิ่มความจุให้แก้มลิงหรือหนองน้ำสาธารณะจะช่วยแก้ปัญหาให้ราษฎร ที่ผ่านมากรมชลประทานจึงพัฒนาปรับปรุงแก้มลิงพร้อมอาคารประกอบ เพื่อเพิ่มปริมาณเก็บน้ำไปแล้ว 138 แห่งเก็บน้ำได้ 136 ล้านลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ถึง 113,236 ไร่ อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่สำรวจพบว่า ยังมีหนองน้ำสาธารณะและแก้มลิงกระจายอยู่สองฝั่งลำน้ำชีอีกมากกว่า 100 แห่ง ที่พัฒนาเพิ่มความจุให้เต็มศักยภาพ โดยภายในปี 2565 สำนักงานชลประทานที่ 6 และ 7 จะพัฒนาแก้มลิงพร้อมอาคารประกอบอีก 129 แห่ง เก็บน้ำได้เต็มศักยภาพรวม 257.96 ล้านลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 171,583 ไร่

“ปี 2562 ในพื้นที่สำนักงานชลประทานที่ 6 รับผิดชอบ ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ 3 แห่ง อยู่ในเขตจ.ชัยภูมิทั้งหมดคือ อ่างเก็บน้ำลำสะพุง อ.หนองบัวแดง อ่างเก็บลำน้ำชี อ.บ้านเขว้า และอ่างเก็บน้ำโปร่งขุนเพชร อ.หนองบัวระเหวกักเก็บน้ำได้รวมกันประมาณ 160 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 127,000ไร่ ขณะนี้มีผลงานความก้าวหน้าไปแล้วเฉลี่ยร้อยละ 50 นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2562-2565 จะก่อสร้างอ่างเก็บน้ำใน จ.ชัยภูมิอีก 3 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำพระอาจารย์จื่อ อ่างเก็บน้ำห้วยจอมแก้ว และอ่างเก็บน้ำลำเจียงความจุรวมกันประมาณ 74 ล้านลบ.ม. เพิ่มพื้นที่รับประโยชน์ได้ 49,000 ไร่” ผอ.สำนักงานชลประทานที่ 6 กล่าว

ทั้งนี้ สภาพลำน้ำชีตั้งแต่ต้นน้ำ จ.ชัยภูมิ ลงมามีความลาดชันสูง น้ำไหลแรงจนมาเข้าเขต จ.ขอนแก่น ไหลต่อลงไปที่ จ.มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ไปจนถึงยโสธร และบรรจบกับแม่น้ำมูลที่ จ.อุบลราชธานี ความยาวถึง 1,047 กิโลเมตร ตลอดลำน้ำมีแหล่งเก็บน้ำช่วยชะลอน้ำอยู่บ้าง แต่ไม่มากพอและหลายแห่งตื้นเขิน ทำให้เกิดภาวะวิกฤติทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งแทบทุกปี จึงต้องวางแผนพัฒนาตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อความมั่นคงในเรื่องน้ำให้ลุ่มน้ำชี

ชายคาพระพิรุณ : 5 สิงหาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/430983

586851

ชายคาพระพิรุณ : 5 สิงหาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ขณะนี้ภัยแล้งกำลังสร้างความเดือดร้อนในหลายพื้นที่ ทั้งรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยฯ มีความเป็นห่วงเกษตรกร ลงพื้นที่ด้วยตัวเองพร้อมสั่งการหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ วางมาตรการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเร่งด่วน สำหรับกรมส่งเสริมการเกษตรได้ตั้งศูนย์เฉพาะกิจในจังหวัดต่างๆ เพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่เพื่อรายงานให้กรมทราบทุกวันอังคาร และสั่งการให้เจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตรลงพื้นที่ให้บริการเกษตรกรในการปรับปรุง/ขึ้นทะเบียนเกษตรกรในพื้นที่ที่เหมาะสม โดยเฉพาะพืชสำคัญ 4 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และอ้อยโรงงาน ให้เร่งดำเนินการสำรวจผลกระทบที่เกิดขึ้น รวมถึงพื้นที่ที่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ โดยพื้นที่ที่เสียหายสิ้นเชิงจะได้รับการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลัง

หลังจากที่สหภาพยุโรปได้ประกาศปลดสถานะใบเหลืองให้กับประเทศไทย ทำให้เรือประมงขนาดใหญ่ของไทยที่ปฏิบัติตามระเบียบถูกต้องตามกฎหมาย สามารถออกทำการประมงนอกน่านน้ำได้ โดยเรือ “มณีเงิน 5” ถือเป็นเรือลำแรกที่ออกทำการประมงนอกน่านน้ำ จากจำนวนที่ขอไว้ทั้งสิ้น 3 ลำ และอีก 12 ลำ อยู่ระหว่างการตรวจสอบครั้งสุดท้ายและจะสามารถทำการประมงได้ในเร็วๆ นี้ โดยเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 31 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เรือมณีเงิน 5 ได้เดินทางกลับเข้าฝั่งและแจ้งกลับเข้าเทียบท่าเป็นที่เรียบร้อยแล้วเป็นที่เรียบร้อย หลังจากได้ออกทำการประมงนอกน่านน้ำไทยตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2562 ในบริเวณพื้นที่ Saya de Malha Bank ทางตอนใต้ของมหาสมุทรอินเดีย ทันทีที่เรือกลับเข้าฝั่งเทียบท่าตามระเบียบ นายอรุณชัย พุทธเจริญ รองอธิบดีกรมประมง ได้นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่จังหวัดตรัง เยี่ยมชมผลการออกทำประมงนอกน่านน้ำของ “เรือมณีเงิน 5” โดยกรมประมงได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจเรือ มาร่วมตรวจสอบข้อมูลตามมาตรฐานขั้นตอนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน และหลังจากที่ทุกหน่วยงานได้ตรวจสอบและเก็บข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ทางกองควบคุมการประมงนอกน่านน้ำและการขนถ่ายสัตว์น้ำ กรมประมง จะทำการปิดฝาระวางเพื่อทำการตรวจสอบข้อมูลจากระบบเฝ้าติดตามอิเล็กทรอนิกส์ โดยจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 24 ชม. เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนการตรวจสอบแล้วจึงจะอนุญาตให้นำสัตว์น้ำขึ้นท่าได้ โดยในระหว่างการออกทำประมงนอกน่านน้ำ กรมประมงได้เฝ้าติดตามพฤติกรรมการเดินเรือและพฤติกรรมการทำประมงตลอด 24 ชั่วโมง โดยใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ประกอบด้วย ระบบระบุตำแหน่งเรือประมง (VMS) ระบบการรายงานทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Recording and Reporting System : ERS) ซึ่งเป็นช่องทางในการรายงานผลการทำประมง และการขออนุญาตขนถ่ายสัตว์น้ำเพื่อป้องกันปัญหาการทำประมง IUU ในด้านของการขาดการรายงาน และระบบเฝ้าติดตามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic monitroing system : EM) โดยระบบดังกล่าวจะประกอบด้วยกล้องวงจรปิด (CCTV) ซึ่งบันทึกพฤติกรรมตั้งแต่เรือออกจากท่า จนกระทั่งกลับเข้าท่าและยังได้มีการติดตั้งระบบเซ็นเซอร์บนกว้านที่ใช้ทำการประมงและฝาระวางเก็บสัตว์น้ำ เมื่อมีกิจกรรมการทำประมง ระบบจะส่งสัญญาณการเริ่มและเลิกกิจกรรมเข้ามาในระบบเฝ้าระวังของกรมประมงโดยอัตโนมัติ อีกทั้งหากพบว่าเรือประมงมีพฤติกรรมต้องสงสัย กรมประมงสามารถร้องขอภาพเพื่อให้ระบบถ่ายภาพส่งเข้ามายังระบบเฝ้าระวังได้

นอกจากนี้ ยังได้จัดส่งผู้สังเกตการณ์บนเรือ (Observer on Board) ร่วมออกเดินเรือทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตการณ์บนเรือประมงตลอดเวลา 100% ตั้งแต่ออกเดินทางจากไทยจนกระทั่งกลับไทย ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดของ SIOFA สำหรับเรือประมงอวนลากที่จะต้องมีผู้สังเกตการณ์บนเรือตลอดเวลาที่ทำการประมง เพื่อทำหน้าที่เก็บข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และสังเกตุการณ์พฤติการณ์การทำประมงของเรืองนอกน่านน้ำ รวมถึงประเด็นอื่นที่น่าสนใจ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในการทำการประมง เช่น จำนวนเรือของประเทศอื่นๆ อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ เจ้าหน้าที่จะทำการถอดวิดีโอที่บันทึกภาพเหตุการณ์ตั้งแต่เรือออกจากท่าจนกระทั่งเรือกลับเข้าท่า นำไปวิเคราะห์พฤติกรรมการทำประมงอย่างละเอียดอีกครั้ง

รองอธิบดีกรมประมง ระบุอีกว่า การทำประมงในพื้นที่อยู่ภายใต้ความตกลงว่าด้วยการประมงในมหาสมุทรอินเดียตอนใต้ SIOFA จะทำการประเมินระดับการปฏิบัติตามของแต่ละภาคีสมาชิก โดยใช้ SIOFA Compliance Monitoring Scheme ซึ่งแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ Compliance, Non-compliance และ Critically Non-Compliance ซึ่งประเทศไทยสามารถปฏิบัติตามมาตรการอนุรักษ์และบริหารจัดการทรัพยากรของ SIOFA ได้ครบถ้วนทุกข้อและตามกำหนดกรอบเวลา จึงจัดอยู่ในประเทศ Compliance ซึ่งมีเพียงประเทศไทยและฝรั่งเศสเท่านั้น ที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากรมประมงได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ตามมาตรฐานสากลของเรือประมงที่จะออกทำการประมงนอกน่านน้ำ ได้อย่างสอดคล้องกับระเบียบและมาตรฐานขององค์การระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น การดำเนินการดังกล่าวนับเป็นการปฏิรูปและปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำประมงนอกน่านน้ำได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งผลที่ให้เห็นชัดเจนที่สุด นั่นก็คือ ขณะนี้เรือประมงนอกน่านน้ำของไทยสามารถออกไปทำการประมงนอกน่านน้ำได้อย่างมีศักดิ์ศรี ทำให้เห็นว่านานาประเทศมีความเชื่อมั่นในการทำการประมงของเรือประมงไทยว่ามีระบบการบริหารจัดการการทำประมงนอกน่านน้ำที่มีประสิทธิภาพได้มาตรฐาน ซึ่งถือเป็นโอกาสเริ่มต้นที่ดีของเรือประมงไทย ที่จะได้มีโอกาสแสวงหาแหล่งทำการประมงใหม่ๆ นอกน่านน้ำ
ไทย

ขุนเกษตรา

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : กล้วยน้ำว้าพลังแสงอาทิตย์ ผลิตภัณฑ์ต่อยอดเกษตรทฤษฎีใหม่สร้างรายได้งาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/430985

x

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : กล้วยน้ำว้าพลังแสงอาทิตย์ ผลิตภัณฑ์ต่อยอดเกษตรทฤษฎีใหม่สร้างรายได้งาม

วันจันทร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

อาชีพเกษตรกรรมในยุคใหม่ เกษตรกรต้องปรับตัวหลีกเลี่ยงการทำเกษตรเชิงเดี่ยว เพราะต้องอาศัยปัจจัยภายนอกแทบทุกอย่างในการผลิต อีกทั้งเกษตรกรยังไม่สามารถกำหนดต้นทุนและราคาจำหน่ายผลผลิตเองได้ ต้นทุนส่วนใหญ่จึงมักอยู่ที่วัตถุดิบที่ไม่สามารถผลิตได้เอง และราคาขึ้นอยู่กับกลไกทางตลาด การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ปลูกพืชผสมผสาน จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เกษตรกรนำมาปรับใช้ เพราะจะทำให้มีผลผลิตจำหน่ายได้ทั้งปี ลดความเสี่ยงของราคาที่ผันผวน อีกทั้งยังสามารถต่อยอดแปรรูปสินค้าเกษตรที่มีในสวนอย่างหลากหลายให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้เสริมอีกทางหนึ่งด้วย

 

เช่นเดียวกับพี่กันยา คำแผง เกษตรกรในพื้นที่อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นผู้เข้าร่วมโครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ศพก. เครือข่าย) ที่มีรายได้หาเลี้ยงครอบครัวได้ตลอดทั้งปี โดยไม่ต้องรอรายได้จากการขายผลผลิตเพียงอย่างเดียว ด้วยการน้อมนำการทำเกษตรแบบทฤษฎีใหม่มาบริหารจัดการในแปลง ส.ป.ก. พื้นที่ 5 ไร่ ของตนเอง ปลูกพืชหลายอย่าง ทั้งพืชผัก พืชสวน ไม้ผล เลี้ยงปลา และเพาะเห็ด โดยมีจุดเริ่มต้นจากการเข้าร่วมโครงการ 5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง เมื่อปี พ.ศ.2560 ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงที่ดินของตนเองจากเกษตรเชิงเดี่ยวมาเป็นแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่มีความยั่งยืนและปลอดภัยต่อทั้งคนในครอบครัวเองและคนในชุมชน โดยอาศัยปรัชญาในการใช้ชีวิตคือการ รู้จักพอใจในงานและสิ่งที่ตนมีอยู่ ประกอบกสิกรรมในพื้นที่ของตนเองโดยอาศัยกำลังคนจากภายในครอบครัวเอง ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจ้างแรงงาน

สำหรับรายได้เสริมของพี่กันยานั้นก็ไม่ได้ห่างไกลไปจากแปลงเกษตรเสียทีเดียว เป็นรายได้ที่มาจากการแปรรูปผลผลิตภายในแปลงเกษตร นั่นคือ กล้วยน้ำว้า โดยใช้ภูมิปัญญาการถนอมอาหารให้เก็บไว้ได้นาน สู่ของทานเล่นรสหวานที่ถูกปากผู้บริโภคนั่นคือ กล้วยตาก ที่ใช้ตู้อบพลังแสงอาทิตย์ ซึ่งพี่กันยานำความรู้ในการแปรรูปมาแบ่งปันกับพวกเราได้ลองนำไปทดลองทำกัน

 

 

สำหรับการทำกล้วยตากตู้อบพลังแสงอาทิตย์ ขั้นตอนแรกต้องเตรียมอุปกรณ์ในการทำ ประกอบไปด้วยเกลือ น้ำเปล่า และสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือกล้วยน้ำว้า ขั้นตอนแรกตัดกล้วยออกเป็นหวีๆ แล้วนำวางลงบนใบตอง ปิดทับด้วยใบตองและกระสอบ หรือนำใส่โอ่ง / ถังก็ได้ จากนั้นบ่มทิ้งไว้จนกล้วยสุกดี (บ่มจนผลกลมมน ไม่มีรอยเหลี่ยม และเปลือกตกกระสีดำ) ปอกเปลือกกล้วยออก เรียงลงบนตะแกรง นำไปตากแดดโดยใช้ตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ จนกล้วยเกือบแห้งสนิท นานประมาณ 5 วัน ระหว่างนั้นหมั่นคอยพลิกกลับด้านอยู่เสมอ จากนั้นก่อนนำกล้วยไปตากแดดในวันที่ 6 ให้ละลายน้ำกับเกลือให้เข้ากัน นำขึ้นตั้งไฟต้มจนเดือด ทิ้งไว้จนเย็น จากนั้นใช้ขวดน้ำคลึงหรือกดกล้วยให้แบน แล้วนำกล้วยลงไปล้างในน้ำเกลือที่เตรียมไว้ จากนั้นนำกล้วยวางเรียงบนตะแกรง นำไปตากแดดอีก 1-2 วัน จนกล้วยแห้งได้ที่ เมื่อกล้วยแห้งได้ที่แล้ว ใส่กล้วยลงในหม้อ ปิดฝาให้สนิท วางทิ้งไว้ 1 คืน เพื่อให้น้ำตาลจากกล้วยซึมออกมา (กล้วยจะเงาและไม่แห้ง) จากนั้นเก็บใส่ภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด สามารถนำมารับประทานได้ทันทีหรือบรรจุภัณฑ์เพื่อจำหน่าย โดยผลผลิตที่ผ่านการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามแล้วจะนำไปจำหน่ายผ่านทางออนไลน์ทางเฟสบุ๊ค และจำหน่ายตลาดเกษตรในชุมชน ซึ่งตลาดให้การตอบรับดีมาก สามารถสร้างรายได้ที่งดงาม

นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์กล้วยตากที่แปรรูปจากกล้วยน้ำว้าแล้ว ยังมีพืชชนิดอื่นๆ อีกที่พี่กันยาปลูกไว้ ทั้งผักปลอดสารพิษ เห็ดฟางและเห็ดนางฟ้า ไม้ผลอย่างฝรั่งและขนุน ไผ่หวาน ผักหวาน และอื่นๆ อีกมากมาย บางส่วนเก็บไว้สำหรับทานเอง เผื่อแผ่เพื่อนบ้าน และที่เหลือนำไปจำหน่ายให้เกิดรายได้และช่วยลดรายจ่ายตลอดทั้งปี จะเห็นได้ว่าการนำเกษตรทฤษฎีใหม่มาปรับใช้ในการทำการเกษตรช่วยให้พี่กันยามีชีวิตที่ดีขึ้นและมีความสุข สามารถอยู่ได้ อยู่ดี อยู่อย่างยั่งยืน นอกจากจะสุขในครอบครัวแล้ว ยังเผื่อแผ่ความสุขด้วยการเป็นเป็นอาสาสมัครปฏิรูปที่ดิน (อสปก.) และเปิดแปลงของตนเองเป็นศูนย์เรียนรู้ให้บุคคลที่สนใจสามารถเข้าไปศึกษาหาความรู้ได้อีกด้วย

กยท.หนุนงานวิจัยภูมิปัญญาท้องถิ่น ดินผสมน้ำยางสร้างบ้านคว้ารางวัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/430982

x

กยท.หนุนงานวิจัยภูมิปัญญาท้องถิ่น ดินผสมน้ำยางสร้างบ้านคว้ารางวัล

วันจันทร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางณพรัตน์ วิชิตชลชัย รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ด้านอุตสาหกรรมและผลิตยาง เปิดเผยว่า กยท.จัดกิจกรรมโครงการประกวดกรอบแนวคิดวิจัยด้านยางพารา เพื่อสร้างงานวิจัยต่อยอดเชิงพาณิชย์ ทำให้ได้เห็นการนำยางพาราไปใช้หลากหลายรูปแบบจากภาคประชาชน โดย กยท.มอบเงินรางวัลเป็นกำลังใจต่อยอดผลงาน ให้แต่ละชิ้นงานรวม 270,000 บาท มีทั้งหมด 25 รางวัล

นายประชุม คำพุฒ วิศวกรก่อสร้างและอาจารย์มหาวิทยาลัยราชมงคลธัญบุรี ผู้ได้รับรางวัลระดับภูมิปัญญาท้องถิ่น ในการร่วมประดิษฐ์อิฐดินดิบที่ใช้ยางพาราเป็นส่วนผสม กล่าวว่า ตนและทีมงานมองว่าที่ผ่านมามีการนำคุณสมบัติข้อดีของน้ำยางไปใช้ประโยชน์ในงานก่อสร้าง จึงเกิดความคิดว่า น่าจะนำน้ำยางพารามาใช้ในงานก่อสร้างระดับภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น สร้างบ้านดิน นอกจากเพิ่มมูลค่าให้ยางพาราแล้ว ยังส่งเสริมสนับสนุนผู้ปลูกบ้านดินให้คงอยู่ต่อไป และช่วยอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

“บ้านดินมีอยู่มากแถบภาคกลางฝั่งตะวันตก แต่มีข้อกำจัดเวลาฝนตกมากๆ บ้านดินจะถูกกัดเซาะง่ายต้องซ่อมแซมบ่อย ทำให้ปลวกกิน เกิดเชื้อราได้ง่าย ผมและทีมงานจึงมีแนวคิดที่จะนำน้ำยางมาใช้แก้ปัญหาดังกล่าว โดยใช้ส่วนผสมในอัตราส่วนน้ำยางพาราสด 10% ต่อ 1 ชิ้นงาน เพื่อผลิตอิฐดินดิบในการก่อสร้างบ้านดินหรือผสมในดินฉาบ อาศัยคุณสมบัติเด่นด้านการทึบน้ำของน้ำยางพารา” นายประชุมกล่าว

สำหรับผลการทดสอบพบว่า อิฐดินดิบที่ผสมน้ำยางพารา ช่วยทำให้บ้านทนการกัดเซาะและชะล้างสูงมากเทียบเท่าปูนซีเมนต์ น้ำยางสดทำให้เกิดปฏิกิริยามีฟิล์มบางๆ มาเคลือบพื้นผิว ปลวกไม่สามารถกัดกินได้ ไม่เกิดเชื้อรา นอกจากนี้ ยังพัฒนาต่อยอดนำข้อดีของน้ำยางพารามาเป็นส่วนผสมใส่เครื่องอัดอิฐบล็อก เกิดเป็นแผ่นผนังดินอัด สีสันสวยงาม เป็นฉนวนกันความร้อน และได้จุดเด่นสูงสุดที่ทนการชะล้างเป็นอย่างดี ที่สำคัญราคาถูกกว่าก้อนดินแบบเดิมตอบสนองความต้องการของชุมชน เฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจท่องเที่ยวและผู้มีรายได้น้อย

“ปัจจุบันมีการนำแผ่นผนังดินอัดสำเร็จรูปไปสร้างเป็นรีสอร์ท บ้านพักใน จ.ราชบุรี รวมทั้งอาคารพาณิชย์ หมู่บ้านจัดสรร โดยนวัตกรรมชิ้นนี้จดสิทธิบัตรกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาเรียบร้อยแล้ว ผู้ใดสนใจติดต่อได้ที่ มหาวิทยาลัยราชมงคลธัญบุรี ถ.รังสิต-นครนายก ต.รังสิต อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี โทรศัพท์ 08-1665-4755 หรือที่สถาบันวิจัยยาง กยท. โทรศัพท์ 0-2579-1576” นายประชุมกล่าว

แล้งหนัก!!เกษตรกรเดือดร้อนไม่มีน้ำหล่อเลี้ยงเผือกหอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/430787

แล้งหนัก!!เกษตรกรเดือดร้อนไม่มีน้ำหล่อเลี้ยงเผือกหอม

แล้งหนัก!!เกษตรกรเดือดร้อนไม่มีน้ำหล่อเลี้ยงเผือกหอม

วันเสาร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 16.22 น.

สระบุรีเกษตรกรปลูกเผือกหอม อำเภอบ้านหมอเดือดร้อนหนักน้ำในคลองแห้งขอดฝนทิ้งช่วง ชลประทานไม่เปิดน้ำลงมาหล่อเลี้ยงเผือกหอม

นายประเวศ  เพ็งรุ่ง อายุ 57 ปี เกษตรกรปลูกเผือกหอมและทำนาปีได้ว่าจ้างแรงงานมาปลูกเผือกหอมของตนซึ่งปลูกไว้กว่า 20 ไร่นายประเวศ ได้นำผู้สื่อข่าวไปดูน้ำในคลองน้ำทิ้ง – บ้านหมอดอนพุดซึ่งมีระดับน้ำในคลองแห้งขอด เพราะเกษตรกรใช้น้ำจากคลองแห่งนี้เป็นจำนวนมาก  ซึ่งจะใช้ได้อีกประมาณ 7-8 วัน ทำให้เกษตรกรที่ทำนาเผือกหอมได้รับผลกระทบจากภัยแล้งกันทั่วหน้าเพราะฝนทิ้งช่วง  อีกทั้งทางชลประทานก็ยังไม่เปิดน้ำลงคลองด้วยเหตุน้ำน้อย

“ถ้าเกษตรกรไม่ได้ปลูกเผือกหอม ก็ไม่รู้ว่าจะเอาเงินที่ไหนใช้หนี้ ธ.ก.ส.ทั้งต้นและดอก เกษตรกรที่ปลูกเผือกก็อยากจะฝากถึงภาครัฐช่วยผ่อนผันขยายเวลาใช้หนี้ ธ.ก.ส. เพราะว่าเกษตรกรมีอาชีพ ทำนาเผือกหอม – และทำนาปีถ้าไม่มีน้ำทำนาและปลูกเผือก เกษตรกรก็ไม่ทราบว่าจะหาเงินที่ไหนไปใช้หนี้ ธ.ก.ส.ได้”

ด้าน นายจำเนียน ปัญญาวงศ์ อายุ 48 ปีมีอาชีพปลูกเผือกหอม กล่าวว่า ตนเองได้ว่าจ้างให้รถไถมาไถดินเพื่อเตรียมแปลงปลูกเผือกหอมไว้ในช่วงที่ฝนตก น้ำในคลองก็ยังพอมีอยู่บ้าง เวลาผ่าน 6 -7 วันเกิดภัยแล้วน้ำในคลองแห้งขอดลงตนก็เลยไม่ได้ปลูกเผือกเลย ได้ติดต่อสอบถามไปที่ชลประทานก็ทราบว่าไม่สามารถเปิดน้ำให้เกษตรกรปลูกเผือกหอมได้ นายจำเนียนฯ กล่าวว่าอยากจะให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ลงพื้นที่มาตรวจสอบว่าเกษตรกรปลูกเผือกหอม และเกษตรกรทำนาปีประสบปัญหาความเดือดร้อนระดับไหน ตนเองก็เหนื่อยใจเพราะว่ามีหนี้สินอยู่กับเขาด้วย วันๆ ต้องดูแลครอบครัวให้ลูกใช้จ่าย เมื่อมาประสบปัญหาแบบนี้จะทำอย่างไร

รมว.เกษตรฯเปิดงานคลินิกเกษตรเคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติ ปศุสัตว์แจกอาหารสัตว์-ทำหมันฉีดวัคซีนหมาแมวฟรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/430569

รมว.เกษตรฯเปิดงานคลินิกเกษตรเคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติ ปศุสัตว์แจกอาหารสัตว์-ทำหมันฉีดวัคซีนหมาแมวฟรี

รมว.เกษตรฯเปิดงานคลินิกเกษตรเคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติ ปศุสัตว์แจกอาหารสัตว์-ทำหมันฉีดวัคซีนหมาแมวฟรี

วันศุกร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 16.15 น.

รมว.เกษตรฯ เปิดงานคลินิกเกษตรเคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล อธิบดีกรมปศุสัตว์ออกหน่วย แจกเสบียงหญ้าอาหารสัตว์-บริการทำหมันฉีดวัคซีนสุนัขและแมวฟรี พร้อมแจกเวชภัณฑ์ให้บริการความรู้เกษตรกร

2 สิงหาคม 2562 ที่จ.ประจวบคีรีขันธ์ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงานคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 67 พรรษา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง กระทรวงเกษตรฯและนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์, น.สพ.ชุมพล บุญรอด ปศุสัตว์เขต7, น.สพ.ยุษฐิระ บัณฑุกุล ปศุสัตว์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, สพ.ญ.ขนิษฐา ธิติดิลกรัตน์ ปศุสัตว์จังหวัดเพชรบุรี และเจ้าหน้าที่ผู้ปฎิบัติงานที่เกี่ยวข้องในการจัดตั้งคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ เป็นวิธีหนึ่งที่สามารถให้การบริการทางวิชาการและถ่ายทอดเทคโนโลยีบรรลุผลสำเร็จตามที่มุ่งหวังเร็วขึ้น ซึ่งการดำเนินงานในรูปแบบนี้จะเป็นการบูรณาการนักวิชาการแต่ละสาขาทั้งด้านพืช ปศุสัตว์ ประมง พัฒนาที่ดิน ฯลฯ

โดยอาศัยเครื่องมืออุปกรณ์ เข้าช่วยในการปฏิบัติงาน ซึ่งสามารถเคลื่อนที่เข้าไปได้ทุกจุด สร้างแรงดึงดูดใจจากเกษตรกรส่วนใหญ่ในพื้นที่เป้าหมาย เป็นการกระตุ้นเกษตรกรให้เกิดการตื่นตัว และยอมรับนวัตกรรมใหม่ๆ ได้เป็นอย่างดี

“การใช้เทคโนโลยีการเกษตรหรือนวัตกรรมที่เหมาะสมเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการพัฒนาการเกษตร ที่จะช่วยเพิ่มผลผลิตและสร้างแรงจูงใจในการกระตุ้นเศรษฐกิจการผลิตภาคการเกษตร โดยจำเป็นต้องมีการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างองค์กรวิจัยและพัฒนาภาคการเกษตร ที่เป็นแหล่งบริการความรู้เฉพาะด้านกับเกษตรกรเป้าหมายที่จะต้องนำความรู้วิทยาการใหม่ และบริการทางวิชาการโดยอาศัยช่องทาง ต่างๆ ที่สามารถให้บริการตรงความต้องการและทันต่อเหตุการณ์ส่งเสริมให้อาชีพเกษตรกร มีความมั่นคงและสามารถยกระดับชีวิตความเป็นอยู่และสามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น” นายเฉลิมชัย กล่าว

นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวว่ากรมปศุสัตว์ร่วมจัดกิจกรรมภายในงานคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ จัดเตรียมแผนช่วยเหลือการแก้ปัญหาฝนทิ้งช่วง ฝนตกหนัก ดินโคลนถล่มรับภัยแล้ง และภัยพิบัติอื่นๆ ด้านปศุสัตว์, ข้อมูลจำนวนปศุสัตว์, ข้อมูลพื้นที่แล้งซ้ำซาก น้ำท่วมซ้ำซาก, stock หญ้าแห้ง, การขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ นำเสนอในรูปแบบของการจัดนิทรรศการ แผ่นภาพ แผนที่พื้นที่เป้าหมาย, การส่งมอบหญ้าแห้งคลังเสบียงอาหารสัตว์ และการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ กิจกรรมการทำฟางปรุงแต่ง การสาธิตการทำฟางปรุงแต่ง กิจกรรมหน่วย HHU ; คลินิกโคนม หน่วยบริการสุขภาพสัตว์เคลื่อนที่เร็ว กิจกรรมกลุ่มพัฒนาสุขภาพสัตว์ ; ให้บริการฟรีทำหมัน และฉีดวัคซีนสุนัขและแมว กิจกรรมส่วนสุขภาพสัตว์ ความก้าวหน้าการเตรียมความพร้อมรับมือโรค ASF (ข้อมูลพื้นฐานฟาร์มสุกร โรงฆ่า ห้องเย็น โรงอาหารสุกร , จุดพ่นยาฆ่าเชื้อโรค, เครื่องมือ อุปกรณ์ ของศูนย์/สถานี, การขึ้นทะเบียน การประเมินความเสี่ยง ASF ในระบบ e-smart plus กิจกรรมด่านกักกันสัตว์ประจวบฯ สาธิตการพ่นยาฆ่าเชื้อแบบโฟม

ทั้งนี้เพื่อให้บริการแก่เกษตรกร ในการแก้ไขปัญหาด้านการผลิตทางการเกษตรได้อย่างรวดเร็วและทันเหตุการณ์ บูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิชาการ หน่วยงานส่งเสริมและศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรในการพัฒนาฟื้นฟูเกษตรกร ให้สามารถทำการผลิตทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถสร้างความมั่นคงในอาชีพเกษตรกรให้มีความ มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป

หนุนถอดบทเรียนแก้ดินเค็ม นำร่องพื้นที่เกษตรอีสานลดต้นทุนเพิ่มรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/430255

x

หนุนถอดบทเรียนแก้ดินเค็ม นำร่องพื้นที่เกษตรอีสานลดต้นทุนเพิ่มรายได้

วันศุกร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 14.56 น.

นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยถึงการประชุมวิชาการดินเค็มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครั้งที่ 7 ที่จ.ขอนแก่น ว่า สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 จัดประชุมวิชาการดินเค็มภาคตะวันออกเฉียงเหนือขึ้น เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์และงานวิจัยดินเค็มภาคตะวันออกเฉียงเหนือระหว่างนักวิชาการทางดิน นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยขอนแก่นภาคเอกชน (SCG) ผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้านและเปิดเวทีเสวนาของเกษตรกรจากหลายจังหวัดที่เป็นต้นแบบความสำเร็จในการพัฒนาพื้นที่ดินเค็มของสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดในภาคอีสาน พื้นที่เกษตรของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิคุณภาพดีส่งออกต่างประเทศแต่เกษตรกรประสบปัญหาดินเค็มและขาดแคลนน้ำ ขอให้เจ้าหน้าที่สถานีพัฒนาที่ดินเร่งแก้ปัญหาและดูแลใกล้ชิดโดยนำผลการศึกษาวิจัยของกรมพัฒนาที่ดินไปใช้แก้ปัญหาดินเค็มจนเกษตรกรใช้ประโยชน์ที่ดินในการทำเกษตรได้และเกิดการยอมรับ

อย่างไรก็ตาม การประชุมวิชาการดินเค็มครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และเกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะการเปิดเวทีเสวนามุมมองของเกษตรกรผู้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาพื้นที่ดินเค็ม ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจัดการและใช้ประโยชน์พื้นที่ดินเค็ม ทั้งด้านปลูกผัก ปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์เลี้ยงไก่งวง ประมงน้ำจืด ทำเกษตรผสมผสานและการแปรรูป ซึ่งมอบให้คณะผู้จัดงานถอดบทเรียนจากเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการใช้พื้นที่ดินเค็มเหล่านี้ เพื่อสกัดหาจุดแข็งและโอกาส นำไปขยายผลสู่เกษตรกรในพื้นที่ดินเค็มอื่นๆ พร้อมกันนี้ ยังต้องจัดทำเป็นแผนแม่บทการพัฒนาพื้นที่ดินเค็มทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อเป็นกรอบพัฒนาพื้นที่แบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมหาดไทยต่อไป

“งานด้านพัฒนาที่ดินที่กรมพัฒนาที่ดินทำอยู่นั้น ต้องตอบโจทย์ให้เกษตรกรได้ผลผลิตสูง ผลตอบแทนสูง ลงทุนต่ำความเสี่ยงน้อย หรือเหนื่อยน้อยได้มาก ข้าราชการต้องนำสิ่งที่ดีที่สุดไปสู่เกษตรกร ต้องเลือกวิธีการที่ดีที่สุด เกษตรกรทำแล้วสร้างความมั่นใจและความเชื่อมั่นให้กับองค์กร ที่สำคัญคือเกษตรกรมีที่ดินเป็นมรดกที่ส่งต่อให้ลูกหลานได้ใช้ประกอบอาชีพเกษตรต่อไป” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าว

รายงานพิเศษ : เผยผลสำรวจใช้กระเทียมไทย-จีน ผ่านมุมมองผู้ประกอบการ3จว.เหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/430256

รายงานพิเศษ : เผยผลสำรวจใช้กระเทียมไทย-จีน ผ่านมุมมองผู้ประกอบการ3จว.เหนือ

รายงานพิเศษ : เผยผลสำรวจใช้กระเทียมไทย-จีน ผ่านมุมมองผู้ประกอบการ3จว.เหนือ

วันศุกร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) ศึกษาความต้องการใช้กระเทียมของผู้ประกอบการภาคเหนือ เพื่อหาแนวทางบริหารจัดการกระเทียมที่เหมาะสม ให้ผลผลิตและคุณภาพสอดคล้องความต้องการใช้

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1จังหวัดเชียงใหม่ (สศท.1) ได้ศึกษาเรื่อง “ความต้องการใช้ระหว่างกระเทียมไทยและกระเทียมจีน ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และลำพูน” โดยการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการ 3 จังหวัด 16 ราย พบว่า ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการในภาคเหนือ 94% จะรับซื้อกระเทียมไทย และผู้ประกอบการ 6% รับซื้อกระเทียมจีน โดยการรับซื้อกระเทียมไทย จะรับซื้อเป็นกระเทียมแห้ง 55% เพื่อนำมาแกะกลีบ และส่งต่อไปยังผู้รวบรวมรายใหญ่ทางภาคกลาง ศูนย์กระจายสินค้าของห้างสรรพสินค้า ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง สำหรับจำหน่ายให้กับผู้บริโภค และโรงงานอุตสาหกรรมอาหารเพื่อแปรรูปต่อไป อีก 45%รับซื้อเป็นกระเทียมสดเพื่อจำหน่ายต่อ และบางส่วนนำไปทำพันธุ์รวมทั้งส่งอุตสาหกรรมกระเทียมดอง

ขณะที่กระเทียมจีน ผู้ประกอบการในภาคเหนือ จะรับซื้อและจำหน่ายเป็นกระเทียมแห้งอย่างเดียวทั้งหมด โดยผ่านตัวแทนผู้ค้าชาวจีนซึ่งจะส่งกระเทียมมาจากภาคกลาง อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามความคิดเห็น ผู้ประกอบการภาคเหนือมีความเห็นว่าผู้บริโภคและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมมีแนวโน้มเลือกซื้อกระเทียมจีนมากขึ้น เนื่องจากกระเทียมจีนมีการนำเข้ามาในรูปแบบตัดลอน หรือหัวเดี่ยว แกะกลีบง่าย ส่วนกระเทียมไทยจะนำมาขายในลักษณะมัดจุกแบบไม่ได้ตัดแต่ง ผู้ใช้ต้องจ้างแรงงานตัดลอนและแกะกลีบ ส่งผลให้ต้นทุนของกิจการสูงขึ้น และก่อเกิดขยะในสถานประกอบการเพิ่ม

ด้านนายธวัชชัย เดชาเชษฐ์ ผู้อำนวยการ สศท.1 กล่าวเสริมว่า จากการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการถึงความต้องการใช้ระหว่างกระเทียมไทยและกระเทียมจีนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และลำพูน โดยร่วมกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องประมาณ 40 ราย ประกอบด้วย ตัวแทนเกษตรจังหวัด และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในจังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และลำพูน ตัวแทนผู้ค้าและวิสาหกิจชุมชนผู้รวบรวมกระเทียมในพื้นที่ ตัวแทนร้านอาหาร/ภัตตาคาร และอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระเทียมจากคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ที่ผ่านมา ณ โรงแรมเดอะวินเพลส จังหวัดเชียงใหม่ ได้ร่วมหาแนวทางการบริหารจัดการกระเทียมที่เหมาะสมเพื่อพัฒนาผลผลิตกระเทียมให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการไทย

ที่ประชุมมีข้อเสนอแนะการบริหารจัดการในด้านต่างๆ ดังนี้ ด้านคุณภาพผลผลิต เกษตรกรควรพัฒนาคุณภาพผลผลิตเพื่อแก้ปัญหากลีบฝ่อและให้สามารถเก็บไว้ใช้ได้นาน โดยใช้ปุ๋ยเคมี ในปริมาณที่เหมาะสมและเก็บเกี่ยวในระยะเวลาที่ถูกต้อง เพื่อให้เกิดความมั่นใจในคุณภาพกระเทียม ส่วนในระยะต่อไปควรปรับเปลี่ยนมาผลิตกระเทียม GAP และพัฒนาไปสู่กระเทียมอินทรีย์ เนื่องจากมีตลาดรองรับแน่นอนและมีราคาสูงอีกทั้งผู้ประกอบการร้านอาหาร ยินดีสนับสนุนเพิ่มปริมาณการรับซื้อกระเทียมไทยมากขึ้น หากผลผลิตกระเทียมมีคุณภาพดี ด้านความต้องการ ควรสำรวจความต้องการใช้กระเทียมแต่ละประเภทของผู้ประกอบการ พร้อมกับสำรวจพื้นที่เพาะปลูกที่เหมาะสมกับการปลูกกระเทียมในแต่ละประเภท และอาจมีการทำข้อตกลงระหว่างผู้ประกอบการกับเกษตรกร ให้เกิดความเป็นธรรมต่อทั้งสองฝ่ายพร้อมประชาสัมพันธ์ข้อดีกระเทียมไทยควบคู่กับการท่องเที่ยวโดยเฉพาะโรงแรมและร้านอาหารต่างๆ และ ด้านการนำเข้าภาครัฐต้องควบคุมการนำเข้าทั้งกระเทียมพันธุ์และกระเทียมบริโภคอย่างจริงจัง และเข้มงวดการส่งออกกระเทียมพันธุ์ของไทยเพื่ออนุรักษ์กระเทียมไทยให้เป็นเอกลักษณ์

ทั้งนี้ ปัจจุบัน กระเทียมไทย มีแหล่งปลูกสำคัญในพื้นที่ภาคเหนือ โดยในปี 2561 พื้นที่เพาะปลูก 3 จังหวัด (เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน) รวม 61,183 ไร่ (71% ของพื้นที่ปลูกกระเทียมทั้งประเทศ) ให้ผลผลิตรวม 71,547 ตัน (79% ของผลผลิตทั้งประเทศ)โดยผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม นอกจากกระเทียมจะเป็นพืชอาหารที่สำคัญและมีคุณประโยชน์ด้านยารักษาโรคแล้ว ยังเป็นพืชเศรษฐกิจท้องถิ่นที่สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรมาโดยตลอด ดังนั้น ภาครัฐ ควรส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนาตนเองเป็นผู้ประกอบการ นอกเหนือจากบทบาทผู้ปลูก เพื่อจะได้วางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการตลาดได้ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตโดยขายแบบมัดจุกตัดแต่งแทนการขายเหมายกสวน และสร้างความตระหนักให้แก่เกษตรกร ได้เข้าใจถึงความต้องการของผู้ใช้และพฤติกรรมของผู้บริโภค เป็นต้น ทั้งนี้ ท่านที่สนใจข้อมูลการผลิตการตลาดของกระเทียมในพื้นที่ภาคเหนือ สามารถสอบถามได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ โทร.0-5312-1318-19 หรือ อีเมล zone1@oae.go.th

เลาะรั้วเกษตร : ยังไม่ติดกระดุมเสื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/430249

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ยังไม่ติดกระดุมเสื้อ

วันศุกร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา ส่วนจะผ่านด้วยบรรยากาศแบบไหนท่านที่ติดตามการอภิปรายคงทราบดี อาจจะสะใจ อาจจะเบื่อหน่าย อาจจะชื่นชม ขึ้นอยู่กับว่าท่านเชียร์ฝ่ายไหน พรรคไหน สส. สว. หรือ รัฐมนตรีท่านใด

แม้ สส. ฝ่ายค้าน หลายท่านจะออกมาวิจารณ์ว่า เป็นนโยบายที่เลื่อนลอย ไม่เป็นรูปธรรม จับต้องไม่ได้ แต่ดูๆ แล้วก็ไม่ได้ต่างจากรัฐบาลที่ผ่านมา คือเป็นนโยบายในภาพรวมส่วนรายละเอียดวิธีการดำเนินงาน หรือการขับเคลื่อนในแต่ละนโยบายให้เป็นไปตามที่แถลงไว้ ก็ต้องให้แต่ละกระทรวงไปว่ากันเอง

การแถลงนโยบายคงไม่ต้องกำหนดรายละเอียดไปจนถึงเม็ดเงินที่จะใช้ในแต่ละนโยบาย เหมือนอย่างที่รัฐบาลในอดีตเมื่อปี 2554 เคยแถลงไว้ เช่น ระบุว่า “นำระบบรับจำนำสินค้าเกษตรมาใช้ในการสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้แก่เกษตรกร เริ่มต้นจากการรับจำนำข้าวเปลือกเจ้า และข้าวเปลือกหอมมะลิ ความชื้นไม่เกินร้อยละ 15 ที่ราคาเกวียนละ 15,000 บาท และ 20,000 บาท ตามลำดับ….” แล้วรัฐบาลก็ถือเป็นคำภีร์ว่าจะต้องดำเนินการตามนี้ แม้จะมีการทักท้วงจากหลายฝ่าย รัฐบาลก็ยืนยันว่าต้องทำแบบนี้ เพราะเป็นนโยบายที่ได้แถลงไว้แล้วต่อรัฐสภาจนเกิดความเสียหายมากมายมหาศาลต่อประเทศชาติ

ย้อนกลับไปปี 2551 หรือกว่า 10 ปีมาแล้ว รัฐบาลในอดีตได้แถลงนโยบายไว้ว่า จะรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรผ่านกลไกและเครื่องมือของรัฐ สร้างระบบประกันความเสี่ยงราคาพืชผลผ่านกลไกตลาดซื้อขายล่วงหน้า และประกันภัยพืชผลจากภัยธรรมชาติ พัฒนาตลาดและระบบกระจายสินค้า จัดตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติ เพื่อให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการเสนอนโยบายและวางแผนพัฒนาการเกษตร พัฒนาระบบโลจิสติกส์ทางการเกษตร จัดหาปัจจัยการผลิตและโครงสร้างพื้นฐานการผลิตที่มีคุณภาพ จัดการพื้นที่ผลิตพืชอาหารและพืชพลังงานให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ และ จัดหาแหล่งน้ำให้ทั่วถึงและเพียงพอ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรน้ำเพื่อการผลิตทางการเกษตร

มีการประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบายดังกล่าวหรือไม่ไม่ยืนยัน แต่ผ่านมากว่า 10 ปี ราคาสินค้าเกษตรยังตกต่ำ ประกันภัยพืชผลยังไม่ได้รับความสนใจเท่าไรนัก ตลาดและการกระจายสินค้ายังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง สภาเกษตรกรแห่งชาติไม่ได้เป็นปากเป็นเสียงแทนเกษตรกรอย่างที่คาดหวัง ระบบโลจิสติกส์อาจจะดีขึ้นแต่ไม่ได้มาจากนโยบายเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ส่วนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะถนนหนทาง ระบบไฟฟ้า น้ำประปา หรือชลประทานในพื้นที่ห่างไกลยังขาดแคลนอยู่มาก

มาถึง พ.ศ.นี้ นโยบายของรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่แถลงไว้ต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ประกอบด้วยนโยบายหลัก 12 ด้าน นโยบายเร่งด่วนอีก 12 ด้านสำหรับการพัฒนาภาคการเกษตร อยู่ในนโยบายหลักด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของไทย ประกอบด้วยการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรและรายได้ให้กับเกษตรกรในสินค้าเกษตรที่สำคัญ เช่น ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน อ้อย และข้าวโพด โดยจะใช้ระบบประกันภัยสินค้าเกษตร พัฒนาระบบตลาด รวมทั้งพัฒนาระบบโลจิสติกส์สำหรับการเกษตร

เหมือนรถติดหล่ม แผ่นเสียงตกร่อง สาระสำคัญเหมือนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว อาจจะใช้ถ้อยคำ ข้อความตกแต่งให้ดูต่างเล็กๆ น้อยๆ

นอกจากนี้มีเรื่องของการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยจะปรับโครงสร้างต้นทุนการผลิตด้านเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย เครื่องจักรกลเกษตร แหล่งน้ำ และระบบไฟฟ้า จะนำระบบข้อมูลสารสนเทศและแผนที่เกษตร (Agri Map)มาจัดพื้นที่เพาะปลูก หรือ โซนนิ่ง พัฒนาองค์กรเกษตรกรรุ่นใหม่ ส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร ดูแลเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยให้เข้าถึงและใช้ประโยชน์ในที่ดินทำกิน แหล่งเงินทุน โครงสร้างพื้นฐานและปัจจัยการผลิตต่างๆ ส่งเสริมการทำปศุสัตว์ ฟื้นฟูและสนับสนุนอาชีพประมงให้ยั่งยืนบนพื้นฐานของการรักษาทรัพยากรทางการประมงและทรัพยากรทางทะเลให้มีความสมบูรณ์อย่างต่อเนื่อง

ข้างต้นนี้ คือ นโยบายหลักที่ 4 รัฐมนตรีของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะต้องมานั่งวางแนวทางการดำเนินงานให้ไปถึงเป้าหมายตามนโยบายให้สำเร็จภายใน 4 ปี (ถ้าอยู่ครบวาระ) อย่ามัวไปลงพื้นที่จับตั๊กแตนมาทอด หรือไปดูพื้นที่ระบาดศัตรูพืชที่มีอยู่เล็กๆ น้อยๆ เลย นั่นเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ที่เขาต้องทำอยู่แล้ว รัฐมนตรีควรทำเรื่องใหญ่ๆ ที่เป็นนโยบายหลัก ควบคู่ไปกับนโยบายเร่งด่วนในเรื่องของการรับมือภัยแล้ง และการจัดการสารเคมีให้เป็นระบบตามมาตรฐานสากล

มาถึงวันนี้ รัฐมนตรีทุกท่านควรจะตั้งหลักทำงานด้านนโยบายได้แล้ว…….เห็นด้วยกับ สส. ดาวดวงใหม่ของสภาฯ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ว่าต้องจัดลำดับความสำคัญของการแก้ปัญหาภาคการเกษตรให้เหมือนการติดกระดุมเสื้อ ถ้าติดกระดุมเม็ดแรกถูก กระดุมเม็ดต่อๆ ไปก็ติดได้เรียบร้อยไม่ผิด

แต่วันนี้กระทรวงเกษตรฯ ยังไม่เริ่มติดกระดุมเสื้อเลย…….

แว่นขยาย