ไทยสุดยอดคว้าแชมป์4ประเภท เวทีแข่งขันผ้าไหมอาเซียนปี’62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/430250

x

ไทยสุดยอดคว้าแชมป์4ประเภท เวทีแข่งขันผ้าไหมอาเซียนปี’62

วันศุกร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมหม่อนไหมประกวดผ้าไหมอาเซียน เพื่อเป็นการสืบทอดภูมิปัญญาการทอผ้าไหมของประเทศสมาชิกอาเซียน ตลอดจนสร้างเครือข่ายระหว่างนักออกแบบและผู้ผลิตผ้าไหมระหว่างประเทศ

นางสาวศิริพร บุญชู อธิบดีกรมหม่อนไหม ร่วมเป็นเกียรติในการประกาศผลประกวดผ้าไหมอาเซียน ประจำปี 2562 (ASEAN Silk Textile Contest 2019) ซึ่งกรมหม่อนไหมจัดขึ้น เพื่อเป็นเวทีแข่งขันระหว่างนักออกแบบและผู้ผลิตผ้าไหมในภูมิภาคอาเซียน เพิ่มศักยภาพและส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เป็นการสืบทอดภูมิปัญญาการทอผ้าไหมของประเทศสมาชิกอาเซียน ตลอดจนเป็นการสร้างเครือข่ายระหว่างนักออกแบบและผู้ผลิตผ้าไหมระหว่างประเทศ ซึ่งมีผู้สนใจส่งผ้าไหมเข้าประกวดกว่า 300 ผืน โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิในวงการผ้าไหมให้เกียรติเป็นคณะกรรมในการประกวดครั้งนี้

สำหรับการประกวดแบ่งออกเป็น 6 ประเภท โดยผลการประกวด ได้แก่ ประเทศไทย ชนะเลิศประเภทผ้าไหมยกดอก, ประเทศอินโดนีเชีย ชนะเลิศประเภทผ้าไหมบาติก, ประเทศไทย ชนะเลิศประเภทผ้าไหมมัดหมี่, ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ชนะเลิศประเภทผ้าไหมจก, ประเทศไทย ชนะเลิศประเภทผ้าไหมขิดไหม และประเทศไทย ชนะเลิศประเภทเทคนิคผสม ซึ่งหลังจากนี้จะได้ประชุมคณะทำงานส่งเสริมสินค้าหม่อนไหมอาเซียน ครั้งที่ 2 (The 2nd Meeting of the National FocalPoint Working Group on Sericulture)ในการสร้างเครือข่ายระหว่างประเทศร่วมกัน

ทั้งนี้ ผู้ที่ชนะการประกวดจะได้รับโล่พระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และนำไปจัดแสดงในงาน“ตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย ครั้งที่ 14 ประจำปี 2562”ระหว่าง วันที่ 30 กรกฎาคมถึง 4 สิงหาคม2562 ณ ฮอลล์ 6-7 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

สั่งเกษตรจังหวัดเกาะติดภัยแล้งฝนทิ้งช่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/430252

x

สั่งเกษตรจังหวัดเกาะติดภัยแล้งฝนทิ้งช่วง

วันศุกร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ได้เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ของกรมทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค เฝ้าติดตามสถานการณ์แล้งฝนทิ้งช่วง ปี 2562 ผ่านระบบ VDO Conference พร้อมย้ำสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1-6สำนักงานเกษตรจังหวัด ติดตามสถานการณ์แล้งฝนทิ้งช่วง ปี 2562 ใกล้ชิด เพื่อให้รับทราบสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน และเตรียมความพร้อมให้ความช่วยเหลือเกษตรกร โดยมีประเด็นข้อสั่งการดำเนินงานของกรม ดังนี้

1.ตั้งศูนย์เฉพาะกิจติดตามสถานการณ์แล้งฝนทิ้งช่วง ปี 2562(War Room) 3 ระดับคือ 1.1 ส่วนกลาง เป็นหน่วยหลักประสานงาน ได้แก่ ความร่วมมือกับหน่วยงานด้านแหล่งน้ำ เพื่อสนับสนุนแก้ปัญหาแล้งฝนทิ้งช่วง และประสานเตรียมจัดทำมาตรการระดับกระทรวงและกรม รวบรวม วิเคราะห์ จัดทำรายงานข้อมูล และส่งให้ผู้บริหารและหน่วยงานเกี่ยวข้องใช้ประโยชน์ ได้แก่ สถานการณ์น้ำและภูมิอากาศ เพาะปลูกพืชและพื้นที่ได้รับผลกระทบ ประชาสัมพันธ์ภาพรวมระดับประเทศ และข้อมูลคำแนะนำให้ War Room เขตและจังหวัดนำไปใช้ประโยชน์ 1.2 สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1-6 ประสานข้อมูลระหว่างพื้นที่และส่วนกลาง ติดตามเร่งรัด ตรวจสอบข้อมูล War Room จังหวัด 1.3 สำนักงานเกษตรจังหวัด (การจัดตั้งศูนย์ฯ ขอความเห็นชอบผู้ว่าราชการจังหวัด และแก้ปัญหาในพื้นที่ผ่านกลไกคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและแก้ปัญหาภาคเกษตรระดับจังหวัด (Chief ofOperation : CoO) และคณะทำงานปฏิบัติการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและแก้ปัญหาภาคเกษตรระดับอำเภอ (Operation Team : OT) เน้นจัดทำข้อมูล ติดตามสถานการณ์ สร้างการรับรู้แก่เกษตรกร และประสานการช่วยเหลือเกษตรกร

2.จัดทำข้อมูลพื้นที่เพาะปลูกพืชและพื้นที่ได้รับผลกระทบ 2.1 สำรวจ ประเมิน ให้ถูกต้องมากที่สุด 2.2รายงานข้อมูลทุกวันอังคารของสัปดาห์ 3.ประเด็นที่ต้องเร่งดำเนินการ3.1 สร้างการรับรู้ เกี่ยวกับสถานการณ์แล้งฝนทิ้งช่วง สภาพภูมิอากาศ พื้นที่ฝนตกและสถานการณ์น้ำ ให้เกษตรกรรับทราบ และเตรียมปรับตัวรับสถานการณ์ 3.2 สำรวจแหล่งน้ำในพื้นที่ดูว่าเกษตรกรดูแลเรื่องน้ำในพื้นที่ไร่นาตัวเองได้มากน้อยเพียงใด 3.3 เฝ้าระวังสถานการณ์ ได้แก่ น้ำเค็มรุกล้ำพื้นที่ปลูกไม้ดอก พื้นที่ที่อาจเกิดปัญหาแย่งน้ำ 3.4 เร่งขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรเน้นลงพื้นที่เชิงรุก 3.5 หากมีประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฯ ให้เร่งดำเนินการตามระเบียบฯให้เสร็จภายใน 15 วัน

4. มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในภาวะแล้งฝนทิ้งช่วง ปี 2562 ในพื้นที่ที่ยังไม่ได้เพาะปลูกข้าว 4.1 มีแนวทางเพื่อให้ชุมชนมีรายได้ เช่น ปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย การเลี้ยงสัตว์ ทำประมง แปรรูปและทำผลิตภัณฑ์ ฟาร์มชุมชน (เกษตรผสมผสาน)และผลิตปุ๋ยอินทรีย์ 4.2 ให้เกษตรกรและชุมชนมีแหล่งน้ำในไร่นา ความร่วมมือกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล นำร่องแก้ปัญหาภัยแล้ง และพัฒนาศักยภาพน้ำบาดาลเพื่อการเกษตร และจัดทำข้อมูลพื้นฐานเชิงพื้นที่

ส่องสหกรณ์ : ยางรองลดแรงกระแทกบริเวณส้นเท้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/430058

ส่องสหกรณ์ : ยางรองลดแรงกระแทกบริเวณส้นเท้า

ส่องสหกรณ์ : ยางรองลดแรงกระแทกบริเวณส้นเท้า

วันพฤหัสบดี ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ยางรองลดแรงกระแทกบริเวณส้นเท้าผลิตจากยางธรรมชาติ 100% พัฒนาคุณสมบัติจนใกล้เคียงกับเนื้อเยื่อส้นเท้าของมนุษย์ มีลายตารางสองชั้นด้านล่าง เพื่อลด และกระจายแรงกระแทกบริเวณส้นเท้าด้านใน ซึ่งสามารถสัมผัสกับผิวหนังได้โดยตรงปราศจากการระคายเคือง ออกแบบตามสรีระเท้าในแต่ละข้าง ให้ใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวก และสามารถถอดเปลี่ยนรองเท้าคู่หนึ่งไปใช้กับอีกคู่ได้อย่างสบาย ไร้กลิ่นอับ เพราะมีสารกำจัดเชื้อราและแบคทีเรีย โดยมีหลายขนาดให้เลือก ไม่ว่าจะเป็น ไซส์ S 35-38 เซนติเมตร ไซส์ M 38-42 เซนติเมตร และไซส์ L 42-46 เซนติเมตร

ผลิตภัณฑ์ยางรองลดแรงกระแทกบริเวณส้นเท้าเป็นอีกผลิตภัณฑ์หนึ่งของสหกรณ์การเกษตรรัตภูมิ จำกัด ที่ผลิตขึ้นเพื่อช่วยลดอาการปวดส้นเท้าและอาการอื่นๆ ที่เกิดจากแรงกระแทกบริเวณส้นเท้า หากใครกำลังประสบกับปัญหาดังกล่าวอยู่ และสนใจต้องการเลือกซื้อไว้ใช้ หรือซื้อฝากคนที่คุณรักสามารถติดต่อได้ที่ สหกรณ์การเกษตรรัตภูมิ จำกัด เลขที่ 2หมู่ 1 ถนนยนตรการกำธร ต.กำแพงเพชร อ.รัตภูมิ จ.สงขลา 90180 โทร. 0-7438-8541 หรือสั่งซื้อที่ https://www.co-opclick.com

กยท.เร่งส่งเสริมแปรรูปยางเพื่อการค้า ตั้งเป้านำไทยก้าวสู่อุตสาหกรรมระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/430063

กยท.เร่งส่งเสริมแปรรูปยางเพื่อการค้า ตั้งเป้านำไทยก้าวสู่อุตสาหกรรมระดับโลก

กยท.เร่งส่งเสริมแปรรูปยางเพื่อการค้า ตั้งเป้านำไทยก้าวสู่อุตสาหกรรมระดับโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวเปิดงานในโอกาส กยท.ก้าวขึ้นสู่ปีที่ 5 ว่า ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไปการทำงานของกยท. จะมุ่งส่งเสริมแปรรูปยางพาราเชิงพาณิชย์มากขึ้นโดยเข้าร่วมส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรหรือสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่ต้องการพัฒนาตนเองมาเป็นผู้ประกอบการตั้งแต่ผลิต แปรรูปขั้นต้น แปรรูประดับอุตสาหกรรม ส่งเสริมการตลาด เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ยางพารา โดยเฉพาะแปรรูปขั้นต้นเป็นยางแผ่นรมควันของเกษตรกรชาวสวนยางไทยในขณะนี้นั้น ถือว่า เป็นยางแผ่นรมควันดีที่สุดในโลก

นอกจากนี้ กยท. ยังนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ค้นคว้าวิจัยจนประสบผลสำเร็จ เผยแพร่ออกสู่สาธารณชนมากขึ้นเพื่อให้ต่อยอดนำไปผลิตเพื่อการพาณิชย์ ปัจจุบันประเทศไทยมีผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางพาราที่ผ่านมาตรฐานอุตสาหกรรมแล้วมากกว่า 170 ชิ้นซึ่งเป็นผลจากความพยายามสนับสนุนทุกภาคส่วนให้แปรรูปยางพารา ทำให้ได้สิ่งประดิษฐ์สร้างสรรค์หลากหลายรูปแบบ ที่ไม่เพียงแต่ใช้ยางพาราเป็นส่วนประกอบ แต่ยังใช้งานได้ดี คุ้มค่าคุ้มราคา อาทิ แผ่นกำบังอนุภาคนิวตรอนและรังสีแกมมา สารสกัดใบยางพารากำจัดกลิ่นในรูปแบบสบู่ เป็นต้น

นายเยี่ยมกล่าวต่อว่า กยท. มีเป้าหมายให้ไทยเป็นประเทศอุตสาหกรรมยางระดับโลก เน้นทำงานทุกมิติพร้อมกันทั้งการปลูกที่ถูกต้อง ค้นคว้า วิจัย นวัตกรรมให้เป็นรูปธรรม แปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ผลักดันสถาบันเกษตรกรไปสู่ภาคอุตสาหกรรม การดูแลมาตรฐานคุณภาพยางพารา การแก้กฎหมาย กยท. ปี 2558 ให้สังคมยางพาราอันเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศมั่นคงยั่งยืนยิ่งขึ้น รวมถึงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่น ราคายางในโครงการ ทั้งนี้ การที่กยท. ทำหน้าที่เป็นองค์กรกลางดูแลบริหารจัดการยางพาราทั้งระบบครบวงจรในประเทศพบว่า การส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรชาวสวนยางให้เรียนรู้วิธีเพาะปลูกที่ใช้ต้นทุนต่ำ แต่ได้ผลผลิตสูงและคุณภาพดีเป็นหลักสำคัญ ซึ่งปัจจุบันเกษตรกรชาวสวนยางของไทยมีต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูง ส่วนหนึ่งมาจากใช้พื้นที่เพาะปลูกที่ไม่เหมาะสม ซึ่งมีอยู่ประมาณ 4-5 ล้านไร่ ดังนั้น การลดต้นทุนการผลิตจำเป็นต้องลดพื้นที่ปลูกที่ไม่เหมาะสมลงพร้อมปรับเปลี่ยนใช้พันธุ์ยางคุณภาพดีให้ผลผลิตสูง ต้านทานศัตรูพืชได้ดี การใช้ปุ๋ย และสารบำรุงที่เหมาะสมทำเกษตรแบบผสมผสานในสวนยาง เพื่อเพิ่มรายได้ รวมไปถึงกระบวนการกรีดยางต้องถูกต้องเพื่อได้น้ำยางมากและต้นยางอายุยืนยาว

เฉลิมพระเกียรติ‘ร.10’ ออกหน่วยปศุสัตว์เคลื่อนที่อยุธยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/430061

x

เฉลิมพระเกียรติ‘ร.10’ ออกหน่วยปศุสัตว์เคลื่อนที่อยุธยา

วันพฤหัสบดี ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว 67 พรรษา กรมปศุสัตว์จัดโครงการปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติฯ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ในเดือนมหามงคล โดยนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานเปิดโครงการ พร้อมด้วย ดร.สุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และนายจาตุรนต์ พลราช ปศุสัตว์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ร่วมเป็นเกียรติ ในพิธีเปิด “โครงการปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว 67 พรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2562” ในวันที่ 23กรกฎาคม 2562 ณ เทศบาลตำบลบ้านสร้าง ตำบลบ้านสร้างอำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2562 กรมปศุสัตว์ได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่ทรงมีน้ำพระราชหฤทัยต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์และสัตว์ที่ถูกทอดทิ้งทั่วประเทศ ดังนั้นเพื่อเป็นการถวายเป็นพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และร่วมเทิดพระเกียรติ ในเดือนมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาในปีนี้ กรมปศุสัตว์จึงได้จัดโครงการปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติฯ ขึ้น ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเป็นประโยชน์แก่ประชาชน เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ และสัตว์ที่ถูกทอดทิ้งในที่สาธารณะ ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและยั่งยืนตลอดไป

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินงานโครงการปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 – 24 กรกฎาคม 2562 มีพื้นที่เป้าหมาย 16 อำเภอ ได้แก่ อำเภอท่าเรือ อำเภอนครหลวง อำเภอบางซ้าย อำเภอบางไทร อำเภอบางบาล อำเภอบางปะหัน อำเภอบางปะอิน อำเภอบ้านแพรก อำเภอผักไห่ อำเภอพระนครศรีอยุธยา อำเภอภาชี อำเภอมหาราช อำเภอลาดบัวหลวง อำเภอวังน้อย อำเภอเสนา และอำเภออุทัย คาดว่าจะมีเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์มาขอรับบริการไม่น้อยกว่า 2,000 ราย จำนวนสัตว์ที่จะได้รับบริการ 20,000 ตัว และมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานในสังกัดกรมปศุสัตว์ทั้งส่วนกลางและภูมิภาคในพื้นที่ปศุสัตว์เขต 1 ร่วมปฏิบัติงาน โดยกิจกรรมประกอบด้วย การตรวจรักษาพยาบาลสัตว์ทั้งด้านอายุรกรรม สูติกรรม ศัลยกรรม การฉีดวัคซีนป้องกันโรค การกำจัดพยาธิภายในและภายนอก การเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจชันสูตรโรคสัตว์ การสำรวจสภาวะโรค การเสวนาปัญหาด้านปศุสัตว์ และการให้ความรู้คำแนะนำ กรมปศุสัตว์ขอเชิญชวนเกษตรกร ประชาชนและผู้ที่สนใจเข้ารับบริการฟรี และร่วมกิจกรรมตามวัน เวลา และสถานที่ดังกล่าว หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมสอบถามได้ที่ กองสวัสดิภาพสัตว์และสัตวแพทย์บริการ โทร. 0–2653 –4444 ต่อ 4191 หรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ซอกแซกอาเซียน : 1 สิงหาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/430062

566101

ซอกแซกอาเซียน : 1 สิงหาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผมขอสลับฉากด้วยการคุยกับท่านผู้อ่านในเรื่องของการประชุมระหว่างชาติต่างๆ อันเกี่ยวเนื่องกับแอปเตอร์ตามที่ได้ติดค้างไว้ กล่าวคือ ในการปฏิบัติงานของสำนักเลขานุการแอปเตอร์ แม้ว่าจะดำเนินการภายใต้ความตกลงเฉพาะที่ลงนามรับรองโดย 13 ประเทศสมาชิกอาเซียนบวกสาม แต่ก็จำเป็นจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับกิจการความร่วมมือทั้งหลายของอาเซียนด้วย รวมทั้งหากรวมประเทศบวกสาม คือ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ก็จะต้องอยู่ภายใต้แผนความร่วมมือครอบคลุมไปทั้งหมดอีกเช่นกัน นั่นหมายถึงอาเซียนหรืออาเซียนบวกสามจะกำหนดให้มีการประชุมระดับต่างๆ เป็นประจำทุกปี ทั้งนี้ เพื่อเป็นเวทีให้ฝ่ายปฏิบัติการได้รายงานผลการดำเนินงานและตอบข้อซักถามที่เกิดจากบรรดาสมาชิก ท่านผู้อ่านคงทราบมาอยู่แล้วบ้างนะครับว่า อาเซียนเราแบ่งออกเป็น 3 เสา (pillar) คือ (1) เสาการเมืองและความมั่นคง (2) เสาเศรษฐกิจ และ (3) เสาสังคมและวัฒนธรรมโดยการประชุมด้านการเกษตร ประมง และป่าไม้ ทั้งหลาย จะอยู่ภายใต้เสาเศรษฐกิจ

การประชุมที่ว่านี้ นอกเหนือจากการประชุมหารือในระดับปฏิบัติการสาขาต่างๆ แล้ว ที่เป็นทางการและมีการประชุมกันปีละครั้ง คือเริ่มตั้งแต่ การประชุมระดับล่างสุด ได้แก่ (1) การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโส หรือ Senior Officials Meeting เรียกย่อๆ ว่า SOM Meeting หรือบางกรณีอาจเรียกว่า SSOM หรือ Special Senior Officials Meeting ซึ่งในระดับนี้ ผู้เข้าร่วมคือเจ้าหน้าที่อาวุโสของกระทรวงเกษตรและป่าไม้โดยทั่วไป คือ ปลัดกระทรวง เพราะเป็นเจ้าหน้าที่ประจำลำดับรองลงมาจากรัฐมนตรี ซึ่งเป็นฝ่ายการเมือง การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสนี้ครั้งหลังสุดคือช่วงเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว หมุนเวียนมาจัดที่ประเทศไทยพอดี โดยไปจัดกันที่เมืองท่องเที่ยวพัทยา ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 39 ส่วนครั้งต่อไป คือ ครั้งที่ 40 จะไปจัดกันที่ประเทศเวียดนาม เพราะลำดับตามตัวอักษรรองจากไทย การประชุมระดับสูงขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง หรือ (2) คือการประชุมรัฐมนตรีด้านเกษตรและป่าไม้ หรือ AMAF Meeting โดยคำว่า AMAF คือ ASEAN Ministers on Agriculture and Forestry ซึ่งครั้งล่าสุดคือเดือนกันยายน ปีที่แล้วจัดประชุมที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม นับเป็นครั้งที่ 40 และปีนี้เจ้าภาพที่จะจัดก็กลับไปตั้งต้นใหม่ที่ประเทศบรูไน ดารุสซาลาม

อนึ่ง ในการจัดประชุมทั้ง SOM Meetingและ AMAF Meeting ทุกครั้งจะมีการจัดควบด้วยการจัดประชุมร่วมกับประเทศบวกสาม โดยกำหนดจัดคนละวันกัน เท่าที่ปฏิบัติวันแรกหรือวันที่ 1 หลังจากลงทะเบียนและพิธีเปิดประชุมแล้ว ก็จะเป็นการประชุมเฉพาะผู้แทนอาเซียนทั้ง 10 ประเทศก่อน ว่ากันตามระเบียบวาระที่กำหนด ซึ่งอาจกินเวลาเลยไปอีกวันหนึ่ง เป็น 2 วันก็ได้ ส่วนวันต่อไปก็จะเป็นการประชุมที่มีประเทศบวกสาม คือ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เข้าร่วมประชุมด้วย ซึ่งการประชุมบวกสามนี้ อาจกินเวลาไม่เกิน 1 วัน ทั้งนี้เพราะอาจมีระเบียบวาระที่เกี่ยวข้องกับสามประเทศน้อยลง

การประชุมระดับสูงสุด หรือระดับที่ (3) คือระดับผู้นำประเทศ เรียกว่า ASEAN SUMMIT ระดับนี้ผู้แทนประเทศคงไม่พ้นนายกรัฐมนตรี และประธานาธิบดี โดยระดับนี้เนื้อหาสาระในการประชุมก็จะน้อยลงไปจากสองระดับที่ผ่านมา เอาเฉพาะวาระที่สำคัญจริงๆ มาพูดกัน ซึ่งเป็นการตัดสินใจขั้นสูงสุด

ผมมาทำงานที่แอปเตอร์ต้องเตรียมผลการดำเนินงานต่างๆ ที่มีในแต่ละปีนำเสนอในระดับการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเป็นประจำทุกปี ส่วนการประชุมระดับรัฐมนตรีนั้นไม่ได้เป็นผู้นำเสนอเอง แต่จะสรุปให้ทาง ASEAN Secretariat หรือฝ่ายสำนักเลขาธิการอาเซียน ที่ตั้งอยู่กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย เป็นผู้นำเสนออีกที เพราะการประชุม SOM หรือ AMAF หรือ SUMMIT ทั้งหมดที่ผ่านมานั้น ฝ่ายสำนักเลขาธิการอาเซียนจะทำหน้าที่เป็นแม่งานในการจัดประชุมร่วมกับประเทศเจ้าภาพและการส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมประชุมของฝ่ายสำนักเลขาธิการอาเซียนโดยพิธีการก็จะจัดลำดับลดหลั่นกันไปตามความสำคัญ เช่น ถ้าระดับการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโส ฝ่ายสำนักเลขาธิการอาเซียนก็จะส่งเจ้าหน้าที่ระดับผู้อำนวยการมา ถ้าเป็นการประชุมระดับรัฐมนตรี ก็จะส่งรองเลขาธิการอาเซียน แต่ถ้าเป็นการประชุมสุดยอดอาเซียนตัวเลขาธิการอาเซียนจะต้องมาเข้าร่วมด้วยตนเองครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

เกษตรตั้งวอร์รูมแก้แล้ง-ฝนทิ้งช่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/430059

x

เกษตรตั้งวอร์รูมแก้แล้ง-ฝนทิ้งช่วง

วันพฤหัสบดี ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรเร่งสำรวจพื้นที่การเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งและภาวะฝนทิ้งช่วง โดยตั้งศูนย์เฉพาะกิจติดตามสถานการณ์แล้งและฝนทิ้งช่วง (War Room) ปี 2562 ขึ้น เพื่อสำรวจสถานการณ์ภัยแล้งในจังหวัดต่างๆ และวางแผนเตรียมมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรไว้แล้ว ซึ่งได้รับรายงานข้อมูลสถานการณ์พื้นที่เพาะปลูกและพื้นที่เสียหายเบื้องต้น ปรากฏว่า มีพื้นที่เพาะปลูก 71.41 ล้านไร่ พื้นที่เสียหายเบื้องต้น 838,981 ไร่ แยกเป็นข้าว 411,549 ไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 157,943 ไร่ มันสำปะหลัง 119,957 ไร่และอ้อยโรงงาน 149,532 ไร่ ขณะนี้จังหวัดที่รายงานพื้นที่การเกษตรเสียหายเบื้องต้นยังไม่ได้ประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน

ทั้งนี้ เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือแล้วต้องสำรวจความเสียหายเป็นรายบุคคล โดยคณะกรรมการระดับหมู่บ้าน แล้วนำเสนอคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอำเภอ (ก.ช.ภ.อ.) วงเงินช่วยเหลือไม่เกิน 500,000 บาท ถ้าไม่เพียงพอนำเสนอคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด (ก.ช.ภ.จ.) ขอสนับสนุนเงินทดรองราชการในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัด วงเงิน 20 ล้านบาท หากไม่พอให้ขอสนับสนุนเงินทดรองราชการในอำนาจปลัดกระทรวงเกษตรฯวงเงิน 50 ล้านบาท มีหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือ ดังนี้ เกษตรกรที่ได้รับ
ผลกระทบต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรก่อนเกิดภัย และช่วยเหลือตามจำนวนพื้นที่เสียหายจริง ไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่ มีอัตราช่วยเหลือคือ ข้าว 1,113 บาท/ไร่ พืชไร่ 1,148 บาท/ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 1,690 บาท/ไร่ สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่เข้าร่วมโครงการประกันภัยกับธ.ก.ส.เมื่อเกิดความเสียหายและได้รับการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ เกษตรกรจะได้รับการช่วยเหลือเพิ่มเติม ดังนี้ ประกันภัยข้าวนาปี เบี้ยประกัน 85 บาท/ไร่ ค่าสินไหมทดแทน 1,260 บาท/ไร่
สำหรับประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เบี้ยประกัน 59 บาท/ไร่ สินไหมทดแทน 1,500 บาท/ไร่

เกษตรกรทุ่มเงิน 2 แสนซื้อโดรนบินพ่นยา‘แก้ปัญหาขาดแรงงาน-ลดต้นทุน-ลดเสี่ยงสารพิษ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429973

เกษตรกรทุ่มเงิน 2 แสนซื้อโดรนบินพ่นยา‘แก้ปัญหาขาดแรงงาน-ลดต้นทุน-ลดเสี่ยงสารพิษ’

เกษตรกรทุ่มเงิน 2 แสนซื้อโดรนบินพ่นยา‘แก้ปัญหาขาดแรงงาน-ลดต้นทุน-ลดเสี่ยงสารพิษ’

วันพุธ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 14.10 น.

31 ก.ค. 62 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.สุโขทัย ขณะนี้มีเกษตรกรจำนวนมากหันมาให้ความสนใจการใช้อากาศยานเพื่อการเกษตร หรือโดรน (Drone) ในการบินฉีดพ่นสารเคมีและยาฆ่าแมลง เพราะมีข้อดีหลายอย่าง ทั้งช่วยลดต้นทุนค่าแรง ประหยัดเวลา ทำงานรวดเร็ว ช่วยให้ปลอดภัยจากสารพิษ และเข้าถึงพื้นที่การเกษตรที่ยากลำบากได้ง่ายขึ้นด้วย

นายอิทธิชัย  ปาสาจัง อายุ 57 ปี เปิดเผยว่า ที่บ้านปลูกข้าวโพด 20 ไร่ และทำนาข้าว 70 ไร่ ตลอดชีวิตสู้กับสารเคมีมามาก พอมีทางเลือกที่ดีกว่าจึงตัดสินใจซื้อโดรนลำละ 200,000 กว่าบาท ซึ่งคำนวณดูแล้วจะช่วยประหยัดต้นทุนค่าจ้างแรงงานได้จำนวนมาก และเมื่อเว้นว่างจากงานของเรา ก็สามารถไปรับจ้างได้อีก ปีเดียวก็คุ้มแล้ว แต่ถ้าซื้อมาใช้งานเอง 2 ปีก็คุ้มค่า

“40-50 ไร่ ใช้โดรนบินพ่นยาเช้าเดียวก็เสร็จ แต่ถ้าจ้างคนใช้เวลา 2 วัน และคนงานก็หายาก ขณะที่โดรนนั้นบินง่าย ลูก-เมียก็บินได้ จะคนแก่หรือเด็กบินได้ทั้งนั้น ขออย่างเดียวอย่าตาบอดเป็นพอ” นายอิทธิชัย กล่าว

น้องลิ้นจี่ อายุ 17 ปี บุตรสาวคนเดียวของนายอิทธิชัย กล่าวว่า พ่อสอนให้ขับรถไถนาและขับรถเกี่ยวข้าวเป็นตั้งแต่อายุ 14 ปี จึงช่วยพ่อขับรถทำงานในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เรื่อยมาถึงปัจจุบัน ตอนนี้พ่ออายุเยอะแล้ว ร่างกายเริ่มไม่ค่อยไหว จึงตัดสินใจซื้อโดรนเกษตรมาใช้งานแทน เพื่อหลีกเลี่ยงสารเคมีที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยตนเองจะช่วยพ่อบินโดรนพ่นยาด้วยอีกแรง

นางสุรัตน์  เจริญสุข เกษตรกร อ.สวรรคโลก กล่าวว่า ที่บ้านปลูกข้าวโพด 55 ไร่ ปกติใช้คนฉีดยาฆ่าแมลง มันไม่ปลอดภัยก็เลยหันมาใช้บริการของโดรนแทน เพราะนอกจากช่วยประหยัดเวลา ทำให้เห็นผลเร็ว คุมหนอนได้ทันที ก็ยังช่วยให้คนปลอดภัยไม่ต้องสัมผัสสารเคมี และค่าจ้างโดรนก็ไม่แพง แค่ไร่ละ 60 บาท แต่ทำงานได้อย่างคุ้มค่า ทั่วถึงทุกพื้นที่ มีเวลาไปทำงานอื่นๆต่อ ไม่ต้องเสียเวลานั่งรอเฝ้าคนฉีดทั้งวันเหมือนแต่ก่อนแล้ว

นายรณภูมิ  พัฒนจันทร์ เจ้าของร้านต่ายพืชไร่ อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย ตัวแทนจำหน่าย NAC Drone โดรนเพื่อการเกษตร เปิดเผยว่า ที่ร้านมีลูกค้าอยู่หลายจังหวัด ทั้งจากเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน พะเยา แพร่ อุตรดิตถ์ พิจิตร พิษณุโลก กำแพงเพชร และสุโขทัย ต่างสนใจซื้อโดรนไปใช้กันแล้วหลายสิบลำ

ล่าสุดก็มีเกษตรกรสุโขทัยและอุตรดิตถ์มาซื้อกันอีก 10 ลำ เพราะเห็นว่าคุ้มค่า ใช้งานได้จริง และบินก็ง่าย เป็นระบบอัตโนมัติ หลบหลีกสิ่งกีดขวางเองได้ จดจำการทำงานกลับมาบินต่อวันหลังได้ แล้วยังทำงานรวดเร็ว 20 นาทีบินฉีดพ่นได้ 10 ไร่ ฯลฯ ส่วนราคามีเริ่มต้นตั้งแต่ 149,000 บาท ขนาด 5 ลิตร , 215,000 บาท ขนาด 10 ลิตร และราคา 295,000 บาท ขนาด 16 ลิตร อุปกรณ์ครบพร้อมบิน และใบอนุญาต ขึ้นทะเบียนกรมการบินพลเรือน แถมประกันภัยวงเงิน 1,000,000 บาท สอบถามได้ที่เบอร์ 081-4488668

“อนาคตโดรนเกษตรจะมีการแข่งขันสูง ราคาโครนจะลดลงมาอีกเยอะ ทำให้ทุกคนจับต้องได้ง่ายขึ้น ส่วนจุดคุ้มทุนในการใช้โดรน คุ้มแรกคือส่งผลให้ชีวิตยืนยาวขึ้น ห่างไกลสารเคมีและโรคภัยไข้เจ็บ คุ้มที่สองประหยัดค่าจ้างแรงงานได้ปีละหลายหมื่นหลายแสนบาท และคุ้มที่สามสามารถทำเป็นอาชีพรับจ้างฉีดพ่นยาได้ด้วย” นายรณภูมิ กล่าว

ด่วน! สั่งเด้งนิติกร-จนท.สปก.โคราชยกกะบิ เซ่นปมรีสอร์ทดังรุกป่าวังน้ำเขียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429949

ด่วน! สั่งเด้งนิติกร-จนท.สปก.โคราชยกกะบิ เซ่นปมรีสอร์ทดังรุกป่าวังน้ำเขียว

ด่วน! สั่งเด้งนิติกร-จนท.สปก.โคราชยกกะบิ เซ่นปมรีสอร์ทดังรุกป่าวังน้ำเขียว

วันพุธ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 12.43 น.

เซ่นพิษ”พปชร.”ประชุมรีสอร์ท 88 การ์มองเต้วังน้ำเขียวโคราช เลขาฯสปก.สั่งย้ายนิติกร-จนท.ส.ป.ก.โคราชยกกะบิ เผยคำสั่งย้ายก็ต้องย้ายก่อน ระบุเป็นเรื่องภายในของทางราชการ

เมื่อวันที่ 31 กรกฏาคม 2562 จากกรณีข้อพิพาทระหว่างเจ้าหน้าที่สำนักการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(สปก.) จังหวัดนครราชสีมากับอุทยานแห่งชาติทับลานที่มีการให้ข่าวตอบโต้กันไปมาจนสร้างความสับสนในกรณีการบุกรุกพื้นที่ป่าของรีสอร์ท 88 การ์มองเต้ อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งรีสอร์ทดังกล่าวเป็นสถานที่จัดประชุมสัมมนาของพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)เมื่อไม่นานที่ผ่านมา

ล่าสุด นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ได้ออกหนังสือคำสั่งสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ 821/2562 มอบหมายให้ข้าราชการไปช่วยปฏิบัติราชการจำนวน 4 นาย ประกอบด้วย

1.นายนิสิทธิ์ จันทโชติ ตำแหน่งนิติกรชำนาญการพิเศษ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ไปช่วยปฏิบัติราชการสำนักกฎหมาย

2.นายฉัตรชัย จันทร์เต็มดวง ตำแหน่งนิติกรชำนาญการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ช่วยปฏิบัติราชการสำนักงานกฎหมาย

3.นายปรีชา ประภานุกูล นายช่างสำรวจอาวุโส สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ช่วยปฏิบัติราชการสำนักจัดการแผนที่และสารบบที่ดิน

4.นายประจวบ ร่มสุข นายช่างสำรวจชำนาญงาน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ช่วยปฏิบัติราชการสำนักจัดการแผนที่และสารบบที่ดิน

โดยให้ข้าราชการทั้ง 4 นายไปปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งดังกล่าวภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2562

ทั้งนี้ คาดว่าการโยกย้ายข้าราชการ สปก.นครราชสีมาดังกล่าว เกิดจากการที่มีการกล่าวหาเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ สปก.ว่าให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง จนเป็นเหตุให้อัยการเจ้าของสำนวนคดีมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาคดีบุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน และพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติในพื้นที่อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา

ต่อมาผู้สื่อข่าวสอบถามไปยังนายสุรชัย ยุทธชนะ ปฏิรูปที่ดิน จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า ทางเราทราบเรื่องแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องภายในของทางราชการ ส่วนจะเกี่ยวข้องกับรีสอร์ท การ์มองเต้ หรือไม่นั้น ตนไม่ทราบไม่สามารถจะให้ข่าวได้ ส่วนเมื่อมีคำสั่งย้ายก็ต้องทำตามคำสั่ง เพราะอธิบดีสั่งย้ายมันก็ต้องย้ายไปก่อน และจากนี้ไปก็ไม่ทราบในรายละเอียดและคงไม่ขอให้ความคิดเห็น

 

รมว.เกษตรฯเร่งแก้ปัญหา สถานการณ์ภัยแล้งที่สุรินทร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429924

รมว.เกษตรฯเร่งแก้ปัญหา  สถานการณ์ภัยแล้งที่สุรินทร์

รมว.เกษตรฯเร่งแก้ปัญหา สถานการณ์ภัยแล้งที่สุรินทร์

วันพุธ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 10.59 น.

รัฐมนตรีเกษตรฯ เร่งแก้ปัญหาสถานการณ์ภัยแล้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะที่จังหวัดสุรินทร์ซึ่งปีนี้อ่างเก็บน้ำที่เก็บน้ำต้นทุนสำหรับผลิตน้ำประปาของอำเภอเมืองแห้งขอด ด้านกรมชลประทานแก้ปัญหาโดยการขุดร่องชักน้ำมาเติม ส่วนกรมฝนหลวงฯ ปฎิบัติการทำฝนต่อเนื่องเพื่อเติมน้ำในอ่าง

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำคณะผู้บริหารของกระทรวงเกษตรฯ ไปยังอ่างเก็บน้ำลำพอก อำเภอศรีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์เพื่อติดตามสถานการณ์ภัยแล้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและเร่งแก้ปัญหา โดยกล่าวว่า ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ กรมชลประทาน กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร และกรมการข้าวบูรณาการช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชน ทั้งนี้เรื่องที่จำเป็นเร่งด่วนที่สุดคือ การจัดหาแหล่งน้ำเสริมให้แก่อ่างเก็บน้ำหลายแห่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีน้ำไหลลงอ่างฯ น้อย เนื่องจากฝนตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 29% ซึ่งกรมชลประทานรายงานว่า แผนบริหารจัดการน้ำฤดูฝนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น ปริมาตรน้ำเก็บกัก 1 พฤษภาคมถึง 30 กรกฎาคม 62 มีทั้งสิ้น 2,565 ล้านลบ.ม. เป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 1,394 ล้านลบ.ม. ความต้องการใช้น้ำตลอดฤดูฝนปี 62 รวม 4,106 ล้านลบ.ม. เป็นน้ำชลประทาน 2,258 ล้านลบ.ม. และน้ำฝน 1,848 ล้านลบ.ม. จัดสรรไปแล้ว 914 ล้าน​ลูกบาศก์​เมตร​ คิด​เป็น​ 22% คงเหลือปริมาตรน้ำที่ต้องจัดสรรจากแผน 3,192 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 78% เป็นน้ำชลประทาน 1,436 ล้านลบ.ม. และน้ำฝน 1,756 ล้านลบ.ม. สำหรับแผนเพาะปลูกข้าวฤดูฝนกำหนดไว้​ 3.41 ล้าน​ไร่ เพาะปลูกไปแล้ว 3.14 ล้านไร่ คิดเป็น 92% ซึ่งการบริหารจัดการตามแผนที่วางไว้คือ การปลูกพืชให้ใช้น้ำฝนเป็นหลัก ใช้น้ำชลประทานเสริมเพื่อให้น้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำมีเพียงพอใช้ตลอดฤดูฝนและเก็บกักไว้ใช้ในฤดูแล้งที่จะมาถึง โดยพื้นที่เฝ้าระวังภัยแล้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 8 จังหวัดได้แก่ นครราชสีมา ขอนแก่น ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ มหาสารคาม และสุรินทร์

ทางด้านทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า สำหรับสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปัจจุบัน​(30 ก.ค.62) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 12 แห่ง มีปริมาตรน้ำเก็บกัก 2,565 ล้าน ลบ.ม. อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 218 แห่ง มีปริมาตรน้ำเก็บกัก 549 ล้าน ลบ.ม. และอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก 246 แห่ง มีปริมาตรน้ำเก็บกัก 44 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน 1,394 ล้าน ลบ.ม

สำหรับจังหวัดสุรินทร์ (ข้อมูลวันที่ 30 ก.ค.62) มีปริมาณน้ำเก็บกักจากอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและแหล่ง​น้ำอื่นๆ​ รวม 26 แห่ง และอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก 346 แห่งรวมกัน 66 ล้าน ลบ.ม. เป็นน้ำใช้การได้ 25 ล้าน ลบ.ม. อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 2 แห่ง มีปริมาณน้ำรวมกัน 1.067 ล้าน ลบ.ม. ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยเสนง ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 0.806 ล้าย ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 4  ของความจุอ่าง และอ่างเก็บน้ำห้วยอำปึล ปัจจุบันมีปริมาตรน้ำ 0.261 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 0.94  ซึ่งสาเหตุการเกิดภัยแล้งสืบเนื่องจากมีปริมาณฝนน้อยในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ตั้งแต่ปี 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งมีปริมาณฝนตกเพียง 1,158 มิลลิเมตร​ส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำ 17 แห่ง มีเพียง 131 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 22 ของค่าเฉลี่ย จนถึงปัจจุบันมีปริมาณฝนสะสม 399 มิลลิเมตร​ มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯเพียง 13 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 2 ของค่าเฉลี่ย ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้เร่งดำเนินการช่วยเหลือ โดยทำการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำอำปึล ปริมาณ 0.50 ล้าน ลบ.ม. พร้อมขุดร่องชักน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยเสนงเข้าสู่จุดสูบน้ำการประปาและสูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำราชมงคลลงห้วยเสนง ปริมาณ 0.25 ล้าน ลบ.ม. รวมทั้งผันน้ำจากบ่อหิน ปริมาณ 20 ล้าน ลบ.ม. รวมปริมาณน้ำช่วยเหลือได้ 21 ล้าน ลบ.ม. ทั้ง 2 อ่างเป็นอ่างเก็บน้ำสำหรับผลิตน้ำประปาเลี้ยงอำเภอเมืองสุรินทร์ นอกจากนี้ยังประสานกรมทรัพยากรน้ำบาดลเพื่อเจาะน้ำบาดาลเติมน้ำสู่อ่างฯ รวมถึงจะขุดลอกแก้มลิงเกาะแก้วและป่าเวย อำเภอสำโรงทาบเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักของจังหวัดสุรินทร์อีกทางหนึ่งด้วย แม้ว่าบางพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีปริมาณฝนเพิ่มแล้วก็ตาม แต่ขอให้ประชาชนใช้น้ำอย่างประหยัด และขอความร่วมมือเกษตรงดทำการเพาะปลูกต่อเนื่อง หรือทำการเพาะปลูกตามปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่ เพื่อลดความเสี่ยงในการสูญเสียผลผลิตทางการเกษตร  สำหรับพื้นที่ที่เพาะปลูกแล้ว ขอให้เกษตรในพื้นที่ใช้น้ำตามรอบเวรตัวเองอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ผู้ใช้น้ำร่วมกันได้มีน้ำใช้อย่างทั่วถึง

ส่วนนายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรกล่าว พื้นที่เกษตรส่วนใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นพื้นที่เกษตรน้ำฝนรอรับน้ำฝน ที่ผ่านมาการทำฝนมีอุปสรรคเพราะมีปัญหาลมแรง ความชื้นอากาศไม่เอื้ออำนวยต่อปฏิบัติการฝนหลวง  ทั้งนี้ได้บินปฏิบัติการทำฝนให้ตกลงสู่อ่างฯ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปแล้ว 19 เขื่อน จากจำนวนอ่างทั้งขนาดใหญ๋และขนาดกลางที่มีน้ำน้อยกว่า 30% ของความจุเก็บกัก 100 กว่าแห่ง แต่จากอิทธิพลของพายุดีเปรสชันบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบนซึ่งจะส่งผลให้วันที่ 1 – 2 สิงหาคมนี้จะมีฝนเพิ่มมากขึ้นและฝนตกหนักบางแห่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือนั้น คาดว่า ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศจะสูงขึ้นและดัชนีค่าการยกตัวของเมฆดีขึ้น มีโอกาสให้การบินปฏิบัติการทำให้ฝนตกลงในพื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือได้ผลดีขึ้นตามไปด้วยเพื่อให้มีปริมาณน้ำสำรองไว้ใช้อย่างเพียงพอจนถึงฤดูแล้งหน้า กรมฝนหลวงฯ จะเร่งปฏิบัติการฝนหลวงตามที่กรมชลประทานขอรับการสนับสนุนมา สำหรับในจังหวัดสุรินทร์จะทำฝนเพื่อเติมน้ำในอ่างห้วยเสนองและอ่างอำปึลเพื่อให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภค-บริโภค

ในวันนี้รัฐมนตรีเกษตรฯ ได้ปล่อยขบวนคราวานรถบรรทุกน้ำขนาด 6,000 ลิตร 17 คัน รถบรรทุกน้ำขนาด 12,000 ลิตร อีก 3 คัน พร้อมรถขุดจำนวน 1 คัน เครื่องสูบน้ำอีกจำนวน 13 เครื่องเพื่อใช้ในการช่วยเหลือประชาชนที่ขาดแคลนน้ำ