แนะชาวสวนดูแลผลผลิตรับอากาศเปลี่ยน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429725

x

แนะชาวสวนดูแลผลผลิตรับอากาศเปลี่ยน

วันพุธ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า แม้ระยะนี้เข้าฤดูฝนแต่เกิดฝนทิ้งช่วงมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2562 ในหลายพื้นที่ของประเทศ ทำให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำมีเพียงร้อยละ 49 และน้ำมีไม่พอทำการเกษตร กรมจึงขอให้ชาวสวนผลไม้เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะช่วงอากาศร้อนจัดและมีฝนตกฉับพลันจะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของต้นไม้ผลมาก เพราะไม้ผลช่วงนี้ผลผลิตอยู่ในระยะเกิดตาดอก เป็นช่วงสำคัญที่จะพัฒนาเป็นช่อดอกอีก 15-20 วัน แต่หากระยะนี้มีฝนตกลงมากะทันหัน จะทำให้ต้นไม้ผลปรับตัวเปลี่ยนแปลงจากการเกิดตาดอกไปเป็นแทงใบอ่อนแทน

ดังนั้น เกษตรกรจึงจำเป็นต้องปรับตัวหลายมิติ ได้แก่ 1. กรณีลงทุนทำสวนใหม่ ควรวางแผนผลิตพืชให้เติบโตภายใต้สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง มีแหล่งน้ำสำรองกรณีกระทบแล้งควรมี wind break รองรับป้องกันลมพายุ มีทางระบายน้ำที่รวดเร็วกรณีฝนตกหนักน้ำท่วมฉับพลัน 2. เรียนรู้ปฏิทินรอบการผลิตพืชตลอดทั้งปีว่าต้องดูแลรักษาอย่างไร อีกทั้ง การดูแลช่วงวิกฤตเสี่ยงเกิดตาใบแทนตาดอก ต้องบำรุงต้นโดยใช้ ปุ๋ยฟอสฟอรัสสูง เช่น สูตร 0-52-34 ช่วงฝนตกชุก ก็เป็นวิธีช่วยยับยั้งการแตกใบอ่อนได้ดีมาก แต่ไม่ควรพ่นติดต่อกันเกิน 3 ครั้ง เพราะจะทำให้ตายอดของพืชแห้งและบอดได้ ซึ่งจะดึงให้เป็นช่อดอกได้ยาก ข้อควรระวัง ช่วงนี้อาจมีลมกระโชกแรงฝนตกหนักเกิดขึ้น บางครั้งยังมีลูกเห็บตกลงมาด้วย พายุฟ้าคะนองนี้เกิดขึ้นช่วงเวลาสั้น ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลไม้ที่อยู่ในระยะพัฒนาจากผลอ่อนใกล้จะเป็นผลแก่ พร้อมเก็บเกี่ยวต้องเสียหาย นอกจากนี้ บางช่วงอากาศจะแห้งมากเอื้อต่อการเกิดไฟป่า จึงขอให้ระวังการใช้เชื้อเพลิงทำกิจกรรมในระยะนี้

สำหรับการปรับตัวของเกษตรกรเพื่อบริหารจัดการผลผลิตให้มีคุณภาพดี กรณีตัวอย่างมังคุดปีนี้ผลผลิตมีแนวโน้มการผลิตสูงขึ้นมากกว่าปีที่แล้ว ตลาดมังคุดเปิดกว้าง เกษตรกรน่าจะขายได้ราคาดีแต่จากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงส่งผลต่อคุณภาพผลมังคุดและผลไม้ชนิดอื่น ซึ่งเกษตรกรควรเตรียมการดังนี้ 1. วางแผนผลิตและดูแลรักษาให้ถูกต้องและมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ 2. ตัดแต่งกิ่ง เพื่อให้ทรงพุ่มโปร่ง ไม่ต้านลม ทยอยเก็บผลผลิต เพื่อลดความเสียหาย 3. คัดแยกผลที่ไม่สมบูรณ์ตกเกรด เพื่อลดน้ำหนักบนกิ่งและต้นลง 4.ติดตามข่าวพยากรณ์อากาศ 5. คาดคะเนช่วงเวลาที่ผลผลิตจะออกสู่ตลาดล่วงหน้า หาตลาดล่วงหน้ารองรับ ซื้อขายผลผลิตในรูปแบบบกลุ่ม ทำให้มีอำนาจต่อรอง 6. มี packaging ที่เหมาะสม นอกจากนี้ ชาวสวนไม้ผลต้องเตรียมพร้อมรับมือภัยแล้งจากฝนทิ้งช่วงด้วย

เตือนระวังโรคต้นเน่าในข้าวโพด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429720

x

เตือนระวังโรคต้นเน่าในข้าวโพด

วันพุธ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระยะนี้จะมีฝนตกกระจายทั่วไป กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด ให้หมั่นสังเกตอาการโรคต้นเน่า มักพบแสดงอาการในระยะที่ต้นข้าวโพดเริ่มออกดอกจนถึงระยะต้นข้าวโพดติดฝัก ซึ่งระยะนี้ต้นข้าวโพดจะอ่อนแอต่อโรคนี้มาก โดยอาการของโรคจะพบใบข้าวโพดมีสีเขียวอมเทา ต่อมาใบจะเหี่ยวสลดและไหม้แห้งตาย ส่วนบริเวณลำต้นเหนือดินพบแผลสีน้ำตาลอ่อนถึงสีน้ำตาลเข้ม ต่อมาแผลจะแห้งยุบตัวลง ลำต้นจะแตกหรือฉีก เมื่อผ่าดูภายในลำต้นจะพบเนื้อเยื่อบริเวณที่เกิดอาการของโรคเป็นสีชมพูอมม่วง ลำต้นจะกลวงเพราะถูกเชื้อราย่อยสลาย ทำให้ต้นหักล้มได้ง่าย เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดควรหมั่นตรวจแปลงปลูก กรณีเริ่มพบการระบาดให้ถอนต้นข้าวโพดที่แสดงลักษณะอาการของโรคไปเผาทำลาย และควรหมั่นกำจัดวัชพืชภายในแปลงปลูก เพื่อลดความชื้นสะสมในแปลง รวมทั้งก่อนปลูกข้าวโพดในฤดูต่อไป เกษตรกรควรไถพรวนพลิกดินขึ้นมาตากแดด 2-3 แดด โดยไถให้ลึกจากผิวดินมากกว่า 20 เซนติเมตรขึ้นไป และตากดินให้นานกว่า 2 สัปดาห์ เพื่อฆ่าเชื้อโรคที่อาจตกค้างในดิน ลดปริมาณเชื้อในดินลงได้มาก จากนั้นให้ใส่ปูนขาวเพื่อปรับสภาพดิน และใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อเติมอินทรียวัตถุในแปลงปลูก

นอกจากนี้ ในการเพาะปลูกข้าวโพดครั้งถัดไป เกษตรกรควรเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดที่ต้านทานโรค และคลุกเมล็ดพันธุ์ก่อนปลูกด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเมทาแลกซิล 35% ดีเอส อัตรา 7-10 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม หรือสารเมทาแลกซิล-เอ็ม 35% อีเอส อัตรา 3.5 มิลลิลิตรต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม หรือสารไดเมโทมอร์ฟ 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม อีกทั้ง ควรปรับระยะปลูกให้เหมาะสม ไม่ปลูกชิดกันและไม่ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไป

สทนช.ระดมทีมปรับแผนระบายน้ำ รับมือเอลนีโญ-เน้นเก็บไว้กินใช้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429730

x

สทนช.ระดมทีมปรับแผนระบายน้ำ รับมือเอลนีโญ-เน้นเก็บไว้กินใช้

วันพุธ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์ฝนตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา พบปริมาณฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ย 30-40% บางพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคกลางและภาคอีสาน จากที่คาดการณ์ว่าฝนจะน้อยกว่าค่าเฉลี่ย 5-10% ทำให้ปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำหลายแห่งมีไม่ถึงครึ่งของที่กำหนดไว้ในแผน ขณะเดียวกับที่ต้องส่งน้ำเข้าช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรมากขึ้นไม่ให้พืชยืนต้นตาย ทำให้ปริมาณน้ำในอ่างฯลดลงเร็ว เหลือน้ำน้อยกว่าที่กำหนดไว้ แม้ตอนนี้จะมีฝนตกลงมาบ้างแต่ตกเป็นบางจุดไม่ต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าฝนจะตกอีกครั้งเดือนสิงหาคม พร้อมพายุพัดผ่านประเทศไทย 1-2 ลูก ก่อนจะซาลงในเดือนกันยายน

ดังนั้น น้ำต้นทุนที่คาดหวังจะเก็บกักได้คือ ภายในเดือนสิงหาคม เป็นส่วนใหญ่ โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตรวางแผนปฏิบัติการทำฝนเทียมบริเวณภาคเหนือ ภาคกลางและภาคอีสาน ทั้งพื้นที่เหนือเขื่อนและท้ายเขื่อน เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้อ่างเก็บน้ำและเติมน้ำต้นทุนให้พื้นที่การเกษตรให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ พื้นที่ 20 จังหวัด 83 อำเภอ ในภาคอีสาน และภาคเหนือ มีฝนตกน้อยเสี่ยงเป็นพื้นที่ขาดแคลนน้ำ ยืนยันว่าน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค การประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย เตรียมแผนสำรองขุดลอกทำท่อเชื่อมต่อ เพื่อให้ระบบประปาบริหารจัดการน้ำได้ไปถึงต้นเดือนกันยายน

“ถัดมาคือ ทบทวนแผนปรับลดปริมาณระบายน้ำจากเขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยาบางส่วน เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าฤดูแล้งหน้าจะมีน้ำกินน้ำใช้ รวมทั้งรักษาระบบนิเวศในลุ่มเจ้าพระยา ซึ่งต้องใช้น้ำ 3,200 ล้านลูกบาศก์เมตร และคาดว่าจะบริหารจัดการได้ตามแผนที่วางไว้ รวมทั้งยังดึงน้ำจากภาคตะวันตกเข้ามาให้กับลุ่มเจ้าพระยาแล้วเพื่อช่วยประหยัดการส่งน้ำของเขื่อนหลักทั้ง 4 อีกทางหนึ่งอีกด้วย” เลขาฯ สทนช. กล่าว

นายสมเกียรติกล่าวต่อว่า เมื่อถึงสิ้นเดือนสิงหาคม จะทบทวนน้ำต้นทุนของทั้งประเทศอีกครั้ง หากอ่างเก็บน้ำแห่งใดมีปริมาณน้ำที่เก็บไว้ไม่ถึงร้อยละ 30 ของปริมาณเก็บกัก อาจต้องประสานกรมชลประทานงดส่งน้ำเพื่อการเกษตร และสงวนน้ำไว้เพื่ออุปโภคบริโภคเป็นสำคัญ และขณะนี้ ถ้าเกษตรกรคนใดยังไม่ปลูกพืชให้ชะลอการปลูกพืชออกไป เพื่อป้องกันความเสียหายและต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการขาดแคลนน้ำ สำหรับพื้นที่เกษตรที่เสียหายแล้ว กรมส่งเสริมการเกษตรมีมาตรการประเมินเยียวยาความเสียหายตามความเหมาะสมต่อไป

“ปรากฏการณ์อุณหภูมิโลกสูงขึ้น หรือเอลนีโญ ยังส่งผลกระทบวงกว้างกับทุกภูมิภาคทั่วโลก สำหรับประเทศไทยที่เห็นชัดเจนคือ แม่น้ำโขง ที่ฝนตกลงลุ่มน้ำโขงตั้งแต่จีน พม่าและลาว ลดน้อยลงกว่า 50% ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่ไหลลงแม่น้ำโขงมีเพียง 11% ของปริมาณที่คาดการณ์เท่านั้น ที่น่าเป็นห่วงคือ ลุ่มน้ำสาขาของแม่น้ำโขงในประเทศไทยบางส่วน เช่น ทางลุ่มน้ำอูน ลุ่มน้ำสงคราม ปริมาณน้ำไหลเร็วเนื่องจากสถานการณ์น้ำโขงที่ลดลงรวดเร็ว จึงไม่สามารถเก็บน้ำไว้ได้ ทั้งนี้ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดส่งเครื่องจักรกล รถบรรทุกน้ำและเครื่องมือสนับสนุนจัดสรรน้ำให้ความช่วยเหลือ โดยเน้นส่งน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคก่อน นอกจากนี้ พื้นที่ลุ่มน้ำก่ำ ห้วยหลวง ห้วยโมง สถานการณ์ยังอยู่ในเกณฑ์พอใช้ เพราะมีประตูเก็บกักน้ำ ผลกระทบจากระดับน้ำในแม่น้ำโขงลดลงจึงมีไม่มาก แต่ต้องเตรียมพร้อมเครื่องมือเข้าช่วยเหลือทันทีหากเกิดกรณีฉุกเฉิน” นายสมเกียรติ กล่าว

เกษตรฯจัดปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติจ.สุราษฎร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429723

x

เกษตรฯจัดปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติจ.สุราษฎร์

วันพุธ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว 67 พรรษา กรมปศุสัตว์จัดโครงการปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ในเดือนมหามงคล โดยนายอำพันธุ์ เวฬุตันติ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานเปิดโครงการปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติ จ.สุราษฎร์ธานี รวมทั้งนายวิชวุทย์ จินโต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวต้อนรับ นายเดชา จิตรภิรมย์ ปศุสัตว์จังหวัดสุราษฎร์ธานีกล่าวรายงาน ในวันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม 2562 ณ ศาลาประชาคมอำเภอกาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี

นายอำพันธุ์ เวฬุตันติ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว กรมปศุสัตว์สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงมีน้ำพระราชหฤทัยต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์และสัตว์ที่ถูกทอดทิ้งทั่วประเทศ กรมจึงกำหนดจัดโครงการปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล และร่วมเทิดพระเกียรติที่จ.สุราษฎร์ธานี โครงการนี้จะเป็นประโยชน์แก่ประชาชน เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ และสัตว์ถูกทอดทิ้งในที่สาธารณะ ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและยั่งยืนตลอดไป

รองอธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินโครงการปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติจ.สุราษฎร์ธานี จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-26 กรกฎาคม 2562 มีพื้นที่เป้าหมายที่อ.กาญจนดิษฐ์ 13 ตำบล คาดว่าจะมีเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์มาขอรับบริการไม่น้อยกว่า 1,000 ราย จำนวนสัตว์ที่จะได้รับบริการ 19,000 ตัว และมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานสังกัดกรมปศุสัตว์ทั้งส่วนกลางและภูมิภาคร่วมปฏิบัติงาน โดยกิจกรรมต่างๆอาทิ การรักษาพยาบาลสัตว์ป่วยทั้งด้านอายุรกรรม สูติกรรม ศัลยกรรม การฉีดวัคซีนป้องกันโรคในสัตว์ การกำจัดพยาธิภายในและภายนอก เก็บตัวอย่างเพื่อตรวจชันสูตรโรคสัตว์ สำรวจสภาวะโรค ผ่าตัดทำหมันสุนัข แมว เพื่อควบคุมโรคพิษสุนัข คลินิกปศุสัตว์ คลินิกสุนัข-แมว เสวนาปัญหาปศุสัตว์ ให้ความรู้ แนะนำด้านสุขภาพสัตว์ การอบรมเกษตรกร อาสาปศุสัตว์ และนักเรียน เพื่อเฉลิมพระเกียรติในโอกาสมหามงคลครั้งนี้ด้วย ขอเชิญเกษตรกร ประชาชนและผู้สนใจเข้ารับบริการฟรี และร่วมกิจกรรมตามวัน เวลา และสถานที่ดังกล่าว ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมสอบถามได้ที่ กองสวัสดิภาพสัตว์และสัตวแพทย์บริการ โทร. 0-2653-4444 ต่อ 4191 หรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ส่องเกษตร : เมื่อศัตรูพืชไล่ล่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429727

449007

ส่องเกษตร : เมื่อศัตรูพืชไล่ล่า

วันพุธ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในช่วงปี 2558-2559 มีรายงานการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังที่เกิดจากเชื้อไวรัส SLCMV จากประเทศเพื่อนบ้าน ห่างจากพรมแดนไทยไปราว 400 กิโลเมตร ความรุนแรงของโรคนี้ถึงกับทำให้อุตสาหกรรมมันสำปะหลังล่มสลายกันได้เลยทีเดียว ผมจำได้ว่าเมื่อกรมวิชาการเกษตร ทราบข่าวก็ได้เร่งสร้างการรับรู้ให้กับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และประชาชนในพื้นที่ ตลอดจนเผยแพร่ข่าวไปยังสื่อต่างๆ รวมถึงตรึงแนวพรมแดนไม่ให้มีการนำท่อนพันธุ์มันสำปะหลังซึ่งเป็นพาหะของโรคเข้ามาในเขตแดนไทย ส่วนของแมลงหวี่ขาวยาสูบที่เป็นแมลงพาหะของโรคก็ต้องเฝ้าระวังเช่นกัน

ต่อมาผมได้รับทราบข่าวว่าพบการระบาดของโรคในพื้นที่อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี โดยตำแหน่งแล้วไม่น่าจะเกิดจากแมลงหวี่ขาวยาสูบนำเข้ามาแน่ น่าจะเกิดจากท่อนพันธุ์มากกว่า เห็นว่ากรมวิชาการเกษตรถึงขั้นต้องประกาศเป็นเขตควบคุมศัตรูพืช ท่ามกลางความไม่เข้าใจของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากดูด้วยสายตาต้นมันก็ดูสวยงามเป็นปกติดี แต่รัฐมาบังคับให้ทำลาย จึงเป็นเรื่องที่ทำใจกันไม่ได้ กว่าจะเคลียร์กันเรียบร้อยก็กินเวลาหลายเดือน ประเด็นที่น่าสนใจคือเกษตรกรไม่เชื่อว่าโรคดังกล่าวจะสร้างความเสียหายได้จริง และไม่เห็นว่ามีผลกับผลผลิตอย่างไร เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อธิบายยากสำหรับนักวิชาการกับเกษตรกร ยิ่งเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสด้วยแล้ว อาจจะต้องเทียบกับการเป็นหวัดของคนเรา ถ้าเราแข็งแรง หวัดก็ทำอะไรเราไม่ได้ แต่ถ้าเราอ่อนแอก็เตรียมกันให้ดี ดังนั้นความรุนแรงของโรคจึงขึ้นกับหลายปัจจัย ทั้งระยะการเข้าทำลาย ทั้งระยะการเจริญเติบโตของมันสำปะหลัง รวมไปถึงความสมบูรณ์ของต้นมันด้วย

ประเด็นดังกล่าวเป็นประเด็นที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ควรจะนำไปศึกษาอย่างยิ่ง เพราะงานลักษณะเช่นนี้ โดยกรมวิชาการเกษตรหน่วยงานเดียวไม่สามารถเอาอยู่แน่นอน และผมคิดเองว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์พ่วงกับกระทรวงพาณิชย์คงไม่กล้าเอาอุตสาหกรรมมันสำปะหลังที่มีมูลค่านับหมื่นล้านมาแลกกับต้นทุนในการควบคุมและกำจัดโรคดังกล่าวอย่างแน่นอน ในส่วนของเกษตรกรเองหากยังไม่ตระหนัก และยังคงมองเพียงผลประโยชน์เฉพาะหน้า ท่อนพันธุ์ที่เห็นว่าสวยๆ อาจทำให้การปลูกมันสำปะหลังที่เห็นว่าเป็นเรื่องง่ายๆ กลายเป็นเรื่องยากจนเกินเยียวยา กฎหมายกักพืชของกรมวิชาการเกษตรเองก็ไม่ได้มีบทลงโทษรุนแรงและไม่ได้ครอบคลุมการเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์ ถึงเวลาที่ทุกฝ่ายต้องคุยกันให้ชัด จะใช้เครื่องมือใดในการควบคุมการเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์ เมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะดำเนินการอย่างไรก็ขอให้ลงมือทำกันจริงๆ ไม่ใช่แค่ออกมาให้ข่าวตีปี๊บ เพราะอย่าลืมว่ากฎหมายที่ไม่มีสภาพบังคับไม่อาจถือว่าเป็นกฎหมายได้

ผมไม่อยากให้เป็นเหมือนกรณีหนอนหัวดำหรือแมลงดำหนามที่เห็นว่าแมลงเข้ามาในประเทศเพียงตัวสองตัวไม่เห็นจะเป็นอะไร แต่เมื่อแมลงดังกล่าวเข้ามาตั้งรกรากได้ ทำลายสวนมะพร้าวในประเทศเป็นจำนวนมาก ภาครัฐต้องลงทุนในการจำกัดที่เห็นเป็นตัวเงินชัดๆ ก็ไม่น่าต่ำกว่า 500 กว่าล้านบาท แต่ใช่ว่าแมลงตัวนี้หมดสิ้นไป เพียงแต่สามารถควบคุมประชากรไม่ให้สร้างความเสียหายได้ เหตุที่ตามมาจากการระบาดของหนอนหัวดำและแมลงดำหนาม คือ ต้องนำเข้ามะพร้าวมาใช้ในอุตสาหกรรมแปรรูปมะพร้าว กลายเป็นประเด็นให้ถกเถียงกันได้อีกว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้นำเข้ามะพร้าวจนราคามะพร้าวในประเทศตกต่ำ เป็นการแก้ปัญหาที่นำมาซึ่งปัญหาอีกปัญหาหนึ่ง สาเหตุจากแมลงเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น

คงถึงเวลาแล้วที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องจริงจังกับการจัดการศัตรูพืชต่างถิ่นที่แว่วว่าทยอยเข้ามาเป็นลำดับ ไม่ว่าจะเป็นหนอนกระทู้ลายจุดในข้าวโพด หรือโรคตายพรายในกล้วย ผมไม่อยากเห็นการรอตั้งรับแต่เพียงอย่างเดียว คงต้องหาแนวทางป้องกันที่เป็นรูปธรรม มีระบบการเฝ้าระวังที่ชัดเจน มีข้อมูลของศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงอยู่ในมือพร้อมใช้ได้ทันที ไม่ใช่ยืนงงลองผิดลองถูกกันไป และที่สำคัญที่สุดคือคนไทยทุกคนต้องตระหนักเสมอว่าหากรักประเทศจริง รักสิ่งแวดล้อมจริง รักระบบนิเวศของไทย จงอย่าหยิบอย่าแอบนำพืชทุกชนิด ดิน หรือแม้แต่แมลง สัตว์ต่างๆ เข้ามาในประเทศเลย เพราะเมื่อไม่สามารถจัดการได้ ท่านจะเป็นผู้ทำลายชาติด้วยมือของท่านเอง

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ร่วมสืบสานศาสตร์พระราชา เชิญชมงานสีสรรพรรณไม้เทิดไท้บรมราชินีนาถ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429728

x

ร่วมสืบสานศาสตร์พระราชา l เชิญชมงานสีสรรพรรณไม้เทิดไท้บรมราชินีนาถ

วันพุธ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงข่าวจัดงาน “สีสรรพรรณไม้เทิดไท้บรมราชินีนาถ”ครั้งที่ 13 เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 87 พรรษา 12 สิงหาคม 2562 ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ว่า กระทรวงเกษตรฯร่วมกับมูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯและหน่วยงานภาคี 25 องค์กรและสมาคมไม้ประดับแห่งประเทศไทยจัดกิจกรรมในงาน “สีสรรพรรณไม้เทิดไท้บรมราชินีนาถ” ครั้งที่ 13 ภายใต้แนวคิด “ต่อยอดพระราชปณิธานสืบสานความหลากหลายทางชีวภาพ” โดยในส่วนกระทรวงเกษตรฯจัดกิจกรรมและนิทรรศการภายใต้แนวคิด “สืบสานรักษาและต่อยอดศาสตร์พระราชาพัฒนาการเกษตรไทย เทิดไท้สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง”เพื่อเผยแพร่งานพระราชดำริที่กระทรวงเกษตรฯร่วมดำเนินการ รวมทั้งให้ประชาชนน้อมนำแนวพระราชดำริไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

สำหรับกิจกรรมในงานในส่วนกระทรวงเกษตรฯ ประกอบด้วย นิทรรศการด้านบริหารทรัพยากรน้ำดินและการปฏิรูปที่ดิน โดยแสดงโมเดลจำลองการบริหารทรัพยากรป่าต้นน้ำและการทำการเกษตรที่เหมาะสมกับภูมินิเวศน์ (งานศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้) นิทรรศการการปฏิบัติการฝนหลวงและนิทรรศการKing Bhumibol World Soil Day award และ นิทรรศการด้านการผลิตต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อขยายผลด้านการตลาด อาทิ การแสดงพันธุ์ข้าวใหม่เฉลิมพระเกียรติ 5 สายพันธุ์ นิทรรศการพันธุ์ดาหลาคือต้นดาหลาและดอกดาหลา และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเส้นใยดาหลา การเลี้ยงผึ้งโพรงผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผึ้งโพรงจากโครงการฟาร์มตัวอย่าง การเลี้ยงไหมและผลิตภัณฑ์จากไหมรวมถึงผ้าไหมที่ได้รับการรับรองมาตรฐานตรานกยูงพระราชทาน การแสดงตู้ปลาทะเลปลาสวยงาม รวมถึงนิทรรศการงานสหกรณ์และตรวจบัญชีสหกรณ์ ตลอดจนมีร้านกาแฟ Pang Muang co – op coffee ผลิตภัณฑ์ชุมชนชาวเขาเผ่ามูเซอบ้านปางม่วงจ.เชียงรายที่ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์จนเกิดเป็นแบรนด์ของชุมชนและงานศิลปะหัตถกรรมของศูนย์ศิลปาชีพบางไทร

นอกจากนี้ ยังมีการสาธิตและฝึกอาชีพระหว่างวันที่ 8 – 14 สิงหาคม มีกิจกรรมไถ่ชีวิตโคกระบือในวันที่ 11 สิงหาคม ประชาชนร่วมบริจาคเงินทำบุญเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สำหรับโคกระบือที่ไถ่ชีวิตจะนำไปเป็นพ่อแม่พันธุ์และนำลูกไปส่งเสริมอาชีพให้เกษตรกรที่ยากจนต่อไป

“ขอเชิญชวนประชาชนร่วมชมนิทรรศการและรับของที่ระลึกจากบูธของกระทรวงเกษตรฯในงานดังกล่าว ซึ่งหลายหน่วยงานร่วมใจแสดงความจงรักภักดีต่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผ่านการจัดงานนิทรรศการที่หลากหลายให้ได้รับชม”นายระพีภัทร์กล่าว

ราคา’มังคุดทิพย์’เริ่มขยับดีขึ้น หลังหลายหน่วยงานเข้าช่วยซื้อช่วยขาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429774

ราคา'มังคุดทิพย์'เริ่มขยับดีขึ้น หลังหลายหน่วยงานเข้าช่วยซื้อช่วยขาย

ราคา’มังคุดทิพย์’เริ่มขยับดีขึ้น หลังหลายหน่วยงานเข้าช่วยซื้อช่วยขาย

วันอังคาร ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 17.01 น.

ราคามังคุดทิพย์ จ.พังงา เริ่มขยับดีขึ้น หลังหลายหน่วยงานเข้าช่วยซื้อช่วยขาย

30 กรกฎาคม 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีราคามังคุดตกต่ำลงจนส่งผลให้เกษตรกรชาวสวนมังคุดในจังหวัดพังงา ได้รับความเดือดร้อนจากราคาขายไม่คุ้มกับต้นทุนการผลิต ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมาได้เกิดฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องจนเกิดน้ำท่วมในพื้นที่ ทำให้มีผลผลิตที่ไม่ได้คุณภาพเข้าสู่ตลาด จนพ่อค้าคนกลางถือโอกาสกดราคาและหยุดรับซื้อไปช่วงหนึ่งนั้น ซึ่งปริมาณมังคุดในฤดูกาลผลิตปี 2562 มีจำนวนกว่า 8,000 ตัน ขณะนี้สามารถจำหน่ายออกสู่ตลาดแล้วมากกว่าครึ่งหนึ่งแล้ว และล่าสุดมีหลายหน่วยงานได้เข้าช่วยซื้อเพื่อนำไปขายต่อจนทำให้ราคารับซื้อมังคุดคุณภาพในพื้นที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นและมีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้นเรื่อยๆ

 

 

นายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา กล่าวว่า “มังคุด” นับเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญอีกประเภทหนึ่งของจังหวัดพังงา ลักษณะเด่นของมังคุดพังงาคือ มี “ผิวสีน้ำตาลอมแดง รสชาติหวานอมเปรี้ยว”กลายเป็นอัตลักษณ์สำคัญของจังหวัดพังงา ทาง ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ได้ตั้งชื่อมังคุดพังงาว่า “ทิพย์พังงา” ซึ่งหมายถึง ผลไม้ที่เป็นของเทวดามีรสเลิศจากจังหวัดพังงา ซึ่งขณะนี้ราคามังคุดคัดคุณภาพในพื้นที่เริ่มขยับขึ้นในระดับราคามากกว่า 20 บาทแล้ว ส่วนมังคุดคละ 13-15 บาท ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน โดยบางหน่วยงานเข้าช่วยซื้อเพื่อนำไปขายต่อ บางหน่วยงานก็ช่วยประสานหาผู้ซื้อรายใหญ่ให้และมีการให้ความรู้ในการแปรรูปเพิ่มมูลค่า ทำให้ราคาสูงขึ้นตามลำดับ

ด้านนายเฉลิมชาติ เจนเจนประเสริฐ กรรมการผู้จัดการบริษัทประชารัฐรักสามัคคีพังงา (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯได้ประสานขอพื้นที่ขายในศูนย์แสดงสินค้าที่กรุงเทพฯ โดยจะรับซื้อมังคุดคัดคุณภาพจากเกษตรกรชาวจังหวัดพังงา และให้ราคามากกว่าที่พ่อค้าคนกลางเข้ามารับซื้อ ตั้งเป้าว่าจะสามารถซื้อไปจำหน่ายได้ไม่น้อยกว่า 6,000 กิโลกรัม หวังว่าจะช่วยทำให้ราคาจำหน่ายในท้องตลาดขยับตัวสูงขึ้นและช่วยให้เกษตรกรมีช่องทางในการระบายมังคุดเพิ่มขึ้นอีกด้วย

พบทุเรียนด้อยคุณภาพจากประเทศเพื่อนบ้าน สวมชื่อทุเรียนไทยส่งไปจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429684

พบทุเรียนด้อยคุณภาพจากประเทศเพื่อนบ้าน สวมชื่อทุเรียนไทยส่งไปจีน

พบทุเรียนด้อยคุณภาพจากประเทศเพื่อนบ้าน สวมชื่อทุเรียนไทยส่งไปจีน

วันอังคาร ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 13.32 น.

“เฉลิมชัย เต้นพบทุเรียนด้อยคุณภาพจากประเทศเพื่อนบ้านสวมชื่อทุเรียนไทยส่งไปจีน สั่งล้อมคอกป้องชื่อทุเรียนไทยเน้นคุณภาพส่งออก เร่งใช้มาตรการรักษามาตรฐานคุณภาพผลผลิตและการบรรจุ หลังศุลกากรจีนเพิ่มการตรวจเข้ม หากไม่มีระบบตรวจสอบย้อนกลับที่มาได้จะไม่อนุญาตให้เข้าประเทศ”

30 กรกฎาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าชาวจีนยังคงมีความต้องการบริโภคทุเรียนไทยต่อเนื่อง ทุเรียนที่นิยมบริโภคในตลาดจีนได้แก่ พัน​ธุ์หมอนทอง ก้านยาวและพวงมณี ซึ่งทุเรียนที่เข้าตลาดจีนจะจำหน่ายผ่านห้างสรรพสินค้าและผ่านตลาดค้าส่งเจียงหนาน เมืองกว่างโจวเพื่อกระจายต่อไปยังเมืองต่างๆ โดยเฉพาะเมืองที่มีประชากรอาศัยอยู่มาก ซึ่งเป็นเมืองเศรษฐกิจและมีค่าครองชีพสูงทำให้ได้ราคาดี เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้และเจียซิงในมณฑลเจ้อเจียง เป็นต้น ในเดือนสิงหาคมนี้ผลผลิตทุเรียนภาคใต้ออกมากที่สุด แต่ทุเรียนของประเทศเพื่อนบ้านเข้าสู่ตลาดจีนมากเช่นกัน เนื่องจากราคาถูกกว่าทุเรียนไทย ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ จึงเน้นย้ำเรื่องการรักษาคุณภาพและมาตรฐานเพื่อรักษาตลาดให้ยั่งยืนในอนาคต

ทั้งนี้ สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตรรายงานว่า กระทรวงศุลกากรของจีนแจ้งว่า ผลไม้จากไทยที่ส่งไปจีนได้แก่ ทุเรียน มังคุด ลำไย ลิ้นจี่ และมะม่วงทุกกล่องจะต้องระบุรหัสการขึ้นทะเบียนสวนและรหัสโรงคัดบรรจุกล่องเพื่อให้ตรวจสอบย้อนกลับถึงที่มาได้ ไม่เช่นนั้นจะถูกปฏิเสธการนำเข้าจากด่านนำเข้าทันที อีกทั้งก่อนหน้านี้ได้ให้ไทยส่งรายชื่อโรงคัดบรรจุ (ล้ง) ที่ได้มาตรฐานหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิต (GMP) ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตรไปให้จีนตรวจสอบ สำหรับเหตุที่ศุลกากรจีนเข้มงวดการนำเข้าเพิ่มขึ้นเนื่องจากเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2562 ศุลกากรด่านโย่วอี้กวน มณฑลกว่างซีพบความผิดปกติของการส่งทุเรียนไทยเข้าจีนซึ่งส่งไป 51 ตู้ ซึ่งขณะนั้นผลผลิตทุเรียนในภาคตะวันออกเริ่มมีปริมาณลดลงแล้ว ทางการจีนคาดว่า ปริมาณการส่งออกจากไทยไม่น่าจะมากถึงเพียงนั้น เมื่อมีการตรวจสอบพบข้อมูลว่า พ่อค้าไทยร่วมมือกับพ่อค้าต่างชาตินำทุเรียนกัมพูชาและเวียดนามสวมสิทธิ์ทุเรียนไทยส่งออกไปขายในตลาดเจียงหนาน มณฑลกว่างโจว โดยลดราคาขายลงต่ำมากแค่กล่องละ 600 กว่าหยวน (น้ำหนัก 18 กก./กล่อง) เทียบกับต้นทุนส่งออกทุเรียนไทยที่ 740-750 หยวน/กล่อง นอกจากนี้เคยตรวจพบพ่อค้าเวียดนามนำทุเรียนหมอนทองของเวียดนามและกัมพูชาบรรจุกล่องที่ระบุเป็นทุเรียนไทยส่งไปขายในจีน

นอกจากนี้ มีข้อมูลจากด่านตรวจพืชจันทบุรีรายงานว่า เมื่อเดือนมิถุนายนได้ตรวจพบการนำเข้าทุเรียนกัมพูชา 20 ตันมาบรรจุกล่องที่ล้งแห่งหนึ่งบริเวณเนินสูง จังหวัดจันทบุรี กรมวิชาการเกษตรจึงส่งทุเรียนชุดนี้กลับไปกัมพูชา แม้ตามปกติการนำผลทุเรียนผลจากเวียดนามและกัมพูชา​เข้ามาประเทศไทยสามารถทำได้ แต่ต้องผ่านพิธีการศุลกากร รวมถึง​การตรวจสอบโรคเพื่อออกใบรับรองสุขอนามัยพืช (Phytosanitary Certificate : PC) และต้องนำเข้าตามช่องทางที่ถูกต้องคือ จุดผ่านด่านถาวรบ้านผักกาด และบ้านแหลม อีกสาเหตุที่ทำให้มีการสวมสิทธิ์ทุเรียนไทยเนื่องจากปีนี้จีนไม่อนุญาตให้นำเข้าทุเรียนเวียดนาม พ่อค้าจึงลักลอบนำมาบรรจุในไทยจำนวนมาก โดยลักลอบนำเข้าผ่านจุดผ่อนปรนที่ไม่มีหน่วยงานศุลกากรและหน่วยตรวจสอบพืชประจำอยู่ รวมทั้งผ่านพรมแดนตามช่องทางธรรมชาติ ซึ่งเป็นการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.กักพืช พ.ศ. 2507 และฉบับแก้ไข พ.ศ. 2551 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 4,000 บาทและมีความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 ผู้ใดนำเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของ รวมอากร หรือทั้งจำทั้งปรับและให้ริบของนั้น ไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ ทั้งนี้ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจันทบุรี (สวพ. 6) กรมวิชาการเกษตรระบุว่า การลักลอบนำเข้าโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากรและไม่ผ่านการตรวจสอบโรคและแมลงทำให้ไม่มีใบรับรอง PC ทำให้เกิดข้อกังวลเป็นห่วงเรื่องโรคพืชและแมลง เมื่อล้งส่งออกโดยสวมสิทธิ์เป็นทุเรียนไทยแล้วหากจีนสุ่มตรวจพบว่า ไม่ได้มาตรฐาน ทุเรียนไทยอาจเสี่ยงถูกห้ามนำเข้าจีนได้

ด้านนายภานุวัฒน์ ไหมแก้ว นายกสมาคมประกอบการส่งออกทุเรียนและมังคุดกล่าวว่า ปัญหาการนำทุเรียนกัมพูชาและเวียดนามาสวมสิทธิ์ทุเรียนไทย ส่วนหนึ่งมาจากความแตกต่างของราคา โดยทุเรียนไทยอยู่ที่ 140-150 บาท/กก. ขณะที่ทุเรียนเพื่อนบ้านกิโลกรัมละ 80-90 บาท/กก. ในขณะที่ตลาดจีนมีความต้องการสูง จึงขอความร่วมมือสมาชิก 200 กว่ารายให้ตระหนักถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมา หากทางการจีนตรวจพบโรคและแมลงจากทุเรียนสวมสิทธิ์ การสั่งให้ตรวจเข้มทุเรียนไทยหรือระงับการนำเข้าได้นอกจากนี้ได้ขอให้เพิ่มบทลงโทษกรณีตรวจพบผู้ส่งออกหรือล้งที่ได้ขึ้นทะเบียนได้รับ GMP แต่กลับส่งออกทุเรียนที่ไม่ได้มาตรฐาน และระบุแหล่งกำเนิดสินค้าไม่ตรงตามจริงเนื่องจากปัจจุบันมีขั้นตอนการลงโทษ 3 ขั้นตอนคือ การแจ้งเตือน การพักใบอนุญาต และยกเลิกใบอนุญาต แต่เป็นมาตรการที่เป็นข้อตกลงโดยความสมัครใจ ไม่ใช่การบังคับใช้ตามกฎหมาย หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เอาจริงเอาจังจะกระทบชื่อเสียงภาพลักษณ์และการส่งออกทุเรียนไทยทั้งระบบ

เกษตรฯโชว์เทคโนโลยี ผลิตหัวพันธุ์ปทุมมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429543

x

เกษตรฯโชว์เทคโนโลยี ผลิตหัวพันธุ์ปทุมมา

วันอังคาร ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตรกำหนดจัดงาน “ทุ่งทิวลิปสยามบาน หลากสีสันพรรณไม้หัว” ระหว่างวันที่ 25 กรกฎาคม-15 สิงหาคมที่ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย ต.ป่าอ้อดอนชัย อ.เมือง จ.เชียงราย โดยจัดแสดงพันธุ์ปทุมมาพันธุ์รับรองของกรมวิชาการเกษตร 4 พันธุ์ ได้แก่ เชียงราย1 เชียงราย2 เชียงราย3 และเชียงราย4 พืชสกุลกระเจียว ปทุมมา และพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับประเภทหัวที่ได้รวบรวมเชื้อพันธุกรรมไว้ของศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย ชมสาธิต การทำสบู่พฤกษาโฮมเมด และการทำน้ำดอกปทุมมา ร่วมเสวนา เทคโนโลยีการผลิตปทุมมาและพืชหัวโดยไม่ใช้ดิน (Substrate Culture) เรียนรู้ ระบบการผลิตพืชไฮโดรโพนิกส์ (Hydroponics) และแอโรโพนิกส์ (Aeroponics) การผลิตหัวพันธุ์ปทุมมาและขมิ้นชันปลอดโรคในระบบวัสดุปลูก (Substrate Culture) การผลิตเห็ดถั่งเช่าสีทอง เกษตรทฤษฎีใหม่และการผลิตสารชีวภัณฑ์ทดแทนสารเคมี

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยมีความหลากหลายของไม้ดอกไม้ประดับประเภทหัวที่เจริญเติบโตได้ดีในสภาพภูมิอากาศของประเทศ มีความสวยงามทั้งรูปทรงและสีสัน แต่การส่งเสริมการปลูกและใช้ประโยชน์ไม้หัวยังไม่แพร่หลาย ดังนั้น กรมจึงรวบรวมและปรับปรุงพันธุ์พืชในกลุ่มปทุมมาและกระเจียวไว้กว่า 300 สายพันธุ์ เพื่อพัฒนาพันธุ์และใช้ประโยชน์ให้เกษตรกรเห็นความหลากหลายของไม้ดอกประเภทหัว แนวโน้มความต้องการของตลาด การส่งออก ส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ประชาชนที่สนใจมาชมพันธุ์ไม้หัวเมืองร้อนและเลือกซื้อผลผลิตทางการเกษตรคุณภาพดีได้ในงานดังกล่าว

รักษ์เกษตร : การเพิ่มคุณค่าให้กับพื้นที่รกร้างว่างเปล่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429542

x

รักษ์เกษตร : การเพิ่มคุณค่าให้กับพื้นที่รกร้างว่างเปล่า

วันอังคาร ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถามผมมีพื้นที่รกร้างว่างเปล่า จะทำอย่างไรได้บ้างที่ไม่ยุ่งยากมากนัก ขอบคุณครับ

คมกฤษ สรสิน

อ.เมือง จ.มุกดาหาร

คำตอบ

พื้นที่ว่าง ที่มีวัชพืชปกคลุมรกรุงรัง สามารถปรับเปลี่ยน และเพิ่มคุณค่าของดิน ได้อย่างไม่ยากนัก จากแนวทางที่นักวิชาการการเกษตรได้เคยเสนอแนวทางในที่ต่างๆ พอสรุปเป็นแนวทางเลือก ได้แก่การเลือกปลูกพืชต่างๆ เบื้องต้น ได้ดังนี้

1) ใบต่างเหรียญ เป็นไม้ล้มลุกที่มีอายุหลายปี ลำต้นมีลักษณะนอนทอดไปตามพื้นดิน มีรากตามข้อ กิ่งมีขนยาวหยาบ ใบเป็นใบเดี่ยวทรงกลม เป็นรูปรีโคนหรือรูปหัวใจ เรียงสลับกันในระนาบเดียว ดอกรูปถ้วย เป็นช่อดอกสีขาวแบบช่อกระจุก ช่อดอกมี 1-2 ดอก ก้านช่อสั้น ก้านดอกยาวประมาณ 3 มม. ออกเป็นดอกตามซอกใบ ใบต่างเหรียญ จะต่างกว่าการปลูกหญ้าในสนาม ใบต่างเหรียญนั้น เป็นพืชคลุมดินที่ปลูกแล้วปลูกเลยค่ะ ลำต้นจะราบเตี้ยไปกับพื้นดิน ไม่เป็นภาระที่จะต้องตัดไม่ต้องดูแลตัดแต่งความสูงให้สวยงามเหมือนการปลูกหญ้า สามารถลดภาระในการที่ต้องตัดหญ้า เนื่องจากลำต้นมันจะราบไปกับพื้น เดินแล้วนุ่มเท้า ทนต่อการเหยียบย่ำ ปลูกง่าย เลี้ยงง่าย ปลูกได้ทั้งในที่ร่มและกลางแจ้ง เป็นต้นไม้ที่มีดอกสีขาวน่ารักมาก จะบานในตอนเช้า พอแดดแรงก็จะหุบ มีใบเขียวเข้มที่ให้ความสดชื่นอย่างมาก เมื่อใช้ปลูกคลุมหน้าดินแทนหญ้าใบจะช่วยปกป้องไม่ให้น้ำฝนปะทะผิวดินโดยตรง และป้องกันการชะล้างดินได้ดี

2)ถั่วบราซิลหรือถั่วลิสงเถา เป็นพืชเลื้อยคลุมดินตระกูลถั่ว ลำต้นเตี้ย สูงเพียงแค่ 5 นิ้ว ออกดอกเป็นสีเหลืองสวยตลอดปี ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ปลูกง่าย โตได้ดีและเร็วในดินแทบทุกชนิดและทุกสภาพอากาศ ไม่ว่าจะมีน้ำท่วมขัง หรืออากาศแห้งแล้งก็ปลูกได้ มีความทนต่อการเหยียบย่ำได้ดี จึงนิยมปลูกเป็นพืชคลุมดินแทนหญ้ากันมาก และให้ความสวยอย่างมาก นอกจากนี้ ถั่วบราซิลยังช่วยตรึงไนโตรเจน ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น คงความชุ่มชื้น และป้องกันวัชพืชไปได้ในตัวอีกด้วย

3) หญ้าซีรูเลียม เพอราเรีย เป็นพืชคลุมดินตระกูลถั่ว อายุข้ามปีและเป็นพืชวันสั้น รากจะมีปมตรึงไนโตรเจนจากอากาศ ลำต้นเป็นเถาเลื้อยแข็งแรง ใบมีสีเขียวเข้มเป็นมันคล้ายใบโพธิ์ ใบค่อนข้างหนา ดอกเป็นช่อสีม่วง จะออกดอกในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน จนถึงเดือนกุมภาพันธ์เป็นพืชที่สามารถควบคุมวัชพืชได้ดีนิยมใช้ปลูกในสวนยางและสวนผลไม้ เมื่อซีรูเลียมเจริญเติบโตเต็มที่ จะคลุมดินได้หนาแน่นจนวัชพืชอื่นไม่สามารถเจริญเติบโตได้ จะควบคุมวัชพืชในระหว่างแถวยาง และไม้ผลได้อย่างถาวรมีความทนทานต่อสภาพแห้งแล้ง และร่มเงา มีอายุยืนยาว และการที่ปมรากจะช่วยตรึงไนโตรเจนจากอากาศ และช่วยย่อยสลายตัวของเศษซากพืชอีกด้วย

4) กนกนารีเลื้อย หรือกนกนารีสีฟ้าเป็นหญ้าที่เลื้อยไปตามหน้าดิน โดยเลื้อยทับกันไปมา จะหนา และนุ่มมาก ถ้าได้รับแสงแดดจัดยอดจะเปลี่ยนเป็นสีส้ม ถ้าอยู่ในที่ร่มยอดจะเป็นสีฟ้า

5) หญ้าเกล็ดหอย จัดเป็นพรรณไม้ หรือวัชพืชล้มลุก ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ รูปค่อนข้างกลม หรือรูปไต โคนใบเรียวแหลมเป็นรูปสามเหลี่ยม ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1-2.5 เซนติเมตร ก้านใบสั้น ลำต้นทอดเลื้อยแผ่ไปตามพื้นดิน แตกแขนงมาก บริเวณที่สัมผัสดิน หรือข้อต่อจะออกราก มีความสูงได้ประมาณ 15-30 เซนติเมตร ลำต้นมีลักษณะเรียวยาว ผิวลำต้นเรียบ ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด พบได้ในทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และทางภาคใต้ของประเทศไทย ชอบสภาพชุ่มชื้นในไร่ชา กาแฟ และสวนผลไม้

การปลูกหญ้าสนาม อาจจะทำให้ดูแลรักษายุ่งยากนัก ดังนั้น ทางเลือกใหม่อีกทางหนึ่งคือ การปลูกพืชคลุมดิน แทนการปลูกหญ้าทั้งยังเป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับดิน เพราะพืชเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นพืชตระกูลถั่วที่ช่วยบำรุงดิน

นาย รัตวิ