กรมชลฯเร่งฟื้นฟูแม่น้ำพิจิตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429544

x

กรมชลฯเร่งฟื้นฟูแม่น้ำพิจิตร

วันอังคาร ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมชลประทานได้สำรวจสภาพแม่น้ำพิจิตรและคลองข้าวตอก ลำน้ำสาขาครอบคลุมพื้นที่ อ.เมือง อ.โพธิ์ประทับช้าง อ.ตะพานหิน และ อ.โพทะเล จ.พิจิตรว่า มีสิ่งกีดขวางทางน้ำบริเวณใดบ้าง พร้อมสอบถามความต้องการประชาชนในพื้นที่เพื่อนำไปวางแผนพัฒนาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินโครงการฟื้นฟูแม่น้ำพิจิตรคาดว่าจะสำรวจเสร็จปี 2563

สำหรับสภาพของแม่น้ำพิจิตรปัจจุบันสภาพแห้ง ตื้นเขิน เกิดปัญหาน้ำเสียและยังประสบปัญหาผักตบชวาระบาด ปัญหาสิ่งกีดขวางตลอดลำน้ำ 83 แห่ง เช่น ฝายน้ำล้น ถนน สะพาน ทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่สองฝั่งแม่น้ำเดือดร้อน ซึ่งการแก้ปัญหาที่ผ่านมากรมใช้ระบบส่งน้ำและระบบระบายน้ำของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาทั้ง 2 โครงการดังกล่าว 12 แห่ง ที่อยู่ตามแนวคลองส่งน้ำ C.1 ที่วิ่งคู่ขนานมากับแม่น้ำน่าน และ คลองส่งน้ำสาขา C.40 ซึ่งรับน้ำมาจากเขื่อนสิริกิติ์ผ่านเขื่อนนเรศวร มาเติมน้ำให้แม่น้ำพิจิตรช่วงแล้ง แต่การเติมน้ำต้องจำกัดให้เพียงปีละ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร เท่านั้น อย่างไรก็ตาม น้ำที่เติมลงไป ไม่สามารถกระจายออกไปทั่วเพราะมีสิ่งกีดขวางทางน้ำ ฤดูแล้งตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-เมษายน ของทุกปีน้ำจะน้อยมาก บางแห่งแห้งขอด ส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตรของแม่น้ำพิจิตรซึ่งมีประมาณ 45,000 ไร่ และของคลองข้าวตอกอีก 15,000 ไร่ รวมกว่า 60,000 ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่ทำสวนส้มโอพันธุ์ขาวแตงกวา และกระทบประชาชนที่อาศัยอยู่รอบแม่น้ำกว่า 5,000 ครัวเรือน ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ และน้ำเน่าเสียมาต่อเนื่องส่วนฤดูฝนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-ตุลาคม แม่น้ำพิจิตรทำหน้าที่รับน้ำส่วนเกินจากฝนตกหนักเกิดความเสียหายแก่คันคลองชลประทานของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาทั้ง 2 แห่งดังกล่าว อีกด้วย บางปีเกิดภาวะน้ำท่วม

รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า สำหรับโครงการฟื้นฟูแม่น้ำพิจิตรระยะเร่งด่วนนั้น กรมก่อสร้างอาคารระบายน้ำลงแม่น้ำพิจิตรเพิ่ม 10 แห่ง โดยดำเนินการปี 2562 จำนวน 7 แห่ง และอีก 3 แห่งดำเนินการปีถัดไป จะช่วยยกระดับน้ำใต้ดินให้สูงขึ้น ชาวบ้านที่ใช้น้ำจากบ่อตอกริมแม่น้ำพิจิตรมีน้ำกินน้ำใช้ช่วงฤดูแล้ง รวมถึงวางแผนขุดลอกแม่น้ำพิจิตรและคลองข้าวตอกที่ตื้นเขิน การขยายคลอง C.1 และปรับปรุงอาคารบังคับน้ำ ซึ่งอยู่ระหว่างเสนอแผนเพื่อพิจารณาจัดสรรงบประมาณต่อไป ทั้งนี้ คาดว่าโครงการฟื้นฟูแม่น้ำพิจิตร จะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 5 ปี เสร็จแล้วจะช่วยบรรเทาปัญหาเรื่องน้ำให้พื้นที่เกษตรกว่า 60,000 ไร่ และประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่กว่า 5,000 ครัวเรือน อย่างยั่งยืน รวมทั้งยังช่วยรักษาระบบนิเวศด้วย

รวยแน่! นักธุรกิจสหรัฐฯสนใจใช้ไทยเป็นฐานปลูกกัญชาผลิตยา ป้อนคนไข้20ล้านคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429541

รวยแน่! นักธุรกิจสหรัฐฯสนใจใช้ไทยเป็นฐานปลูกกัญชาผลิตยา ป้อนคนไข้20ล้านคน

รวยแน่! นักธุรกิจสหรัฐฯสนใจใช้ไทยเป็นฐานปลูกกัญชาผลิตยา ป้อนคนไข้20ล้านคน

วันจันทร์ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 18.07 น.

“เกษตรกรไทย”รวยแน่! กลุ่มนักธุรกิจผลิตยาจากกัญชามากว่า30ปีของสหรัฐฯสนใจใช้ไทยร่วมเป็นฐานการปลูกกัญชาสายพันธุ์ดีที่สุดในโลกเพื่อผลิตยา ป้อนคนไข้20ล้านคน “ประภัตร”พาเข้าพบ”หมอหนู”พรุ่งนี้

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2562 นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กลุ่มนักธุรกิจชาวสหรัฐอเมริกา ประมาณ 10 ราย มาพบกับตน เพราะมีความสนใจที่จะมาร่วมพัฒนาในการปลูกกัญชา โดยเล็งเห็นว่าประเทศไทยสามารถปลูกสายพันธุ์ที่ดีที่สุดในโลก และทางนักธุรกิจสหรัฐฯ มีขั้นตอนการควบคุมคุณภาพ การเพาะปลูกอย่างเข้มงวด เพื่อให้ได้สารที่มีสรรพคุณทางยาที่แม่นยำ มีศักยภาพที่นำไปใช้สำหรับผลิตยารักษาโรคเท่านั้น ซึ่งใช้กับคนไข้ราว 20 ล้านคน

ทั้งนี้ บริษัทของนักธุรกิจสหรัฐฯ มีใบอนุญาตผลิตยาจากกัญชาใช้รักษาโรคมาแล้วกว่า 30 ปี ตนจะนำไปพบเพื่อหารือกับ นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ที่กระทรวงสาธารณสุข ในวันพรุ่งนี้ (30 กรกฎาคม)

นายประภัตร กล่าวว่า จะนำหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ เช่น กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร ไปร่วมรับฟังบรรยายจากกลุ่มนักธุรกิจชาวสหรัฐฯ ด้วย
โดยในการไปบรรยายที่กระทรวงสาธารณสุข จะให้เห็นภาพรวมของกัญชาสายพันธุ์ดีที่สุดของโลกใช้ในการผลิตยา ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งปลูกและผลิต เกิดมาอย่างไร การดูแลควบคุม ทำอย่างไร มีโปรแกรมอย่างเคร่งครัดทั้งหมด

“กลุ่มนักธุรกิจสหรัฐฯ สนใจเข้ามาลงทุน จะนำเทคโนโลยีชั้นสูงมาพัฒนาร่วมกับไทย จะยกระดับทำให้กัญชาไทยได้สายพันธุ์ที่ดี ได้รับการเชื่อถือระดับโลก รวมทั้งสหรัฐฯ ผลิตไม่พอใช้ทำยา ยังมีความต้องการอีกมาก ถ้ามาใช้ไทยเป็นฐานร่วมกันปลูกกัญชาเพื่อผลิตยา สามารถเพิ่มรายได้ช่วยประชาชน เกษตรกรไทยได้ เป็นโอกาสของเกษตรกรมีรายได้มากขึ้น ซึ่งการปลูกกัญชาของสหรัฐฯ จะมีบาร์โค้ดคุมการในปลูกทุกต้น จนไปถึงการผลิตยา มีระบบป้องกันอย่างรัดกุม ไม่ให้มีการแพร่กระจายไปใช้ด้านอื่น และผู้เชี่ยวชาญของสหรัฐฯ ได้ศึกษาพบว่าสามารถปลูกกัญชาในพื้นที่นาได้ด้วย นอกจากนี้ ได้นำคนที่เชี่ยวชาญด้านกัญชาที่สุดของโลกมาชี้แจงให้ฟังในครั้งนี้ด้วย ทั้งการควบคุมการปลูก ทำให้ได้เป็นพันธุ์ที่ดีที่สุดในโลก โดยเกษตรกรไทยอาจปลูกได้ผ่านวิสาหกิจชุมชน หรือดูแลครัวเรือนละ 6 ต้น” นายประภัตร กล่าว

เร่งรับรองGAP-GMPผลไม้ภาคใต้-โรงคัดบรรจุ7จว. ขยายตลาดส่งออกแก้ราคาต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429481

เร่งรับรองGAP-GMPผลไม้ภาคใต้-โรงคัดบรรจุ7จว. ขยายตลาดส่งออกแก้ราคาต่ำ

เร่งรับรองGAP-GMPผลไม้ภาคใต้-โรงคัดบรรจุ7จว. ขยายตลาดส่งออกแก้ราคาต่ำ

วันจันทร์ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 14.01 น.

29 กรกฎาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมวิชาการเกษตร เร่งเร่งตรวจประเมินให้การรับรองผลไม้ภาคใต้ ตามมาตรฐานการผลิตทางการเกษตรที่ดี (GAP)และมาตรฐานโรงคัดบรรจุผลไม้ทั้งเปลือก (GMP)ให้ทันฤดูการส่งออกปี 2562

ขณะนี้เตรียมให้การรับรองมาตรฐาน GAPและ GMP ใน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบนได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ระนอง กระบี่ พังงา ภูเก็ต โดยคณะกรรมการจะพิจารณารับรอง GAP แปลงทุเรียนในวันที่ 30 กรกฎาคม จำนวน 3,263 แปลง และวันที่ 2 สิงหาคม รับรองเพิ่มอีก 3,550 แปลง มังคุด 3,055 แปลง ส่วนการรับรองมาตรฐาน GMP ของโรงคัดบรรจุดำเนินการแล้ว 419 โรง เหลืออีก 93 โรงจะเร่งพิจารณาในต้นสัปดาห์หน้า

ทั้งนี้จากรายงานของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ระบุว่า ผลผลิตไม้ผล 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบนจะมี 542,797 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มี 396,168 ตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 37.01 เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยตั้งแต่ต้นปี ประกอบกับราคาไม้ผลที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2560 โดยเฉพาะทุเรียน เกษตรกรจึงเอาใจใส่ดูแลสวนผลไม้มากขึ้น ทำให้ผลผลิตต่อไร่ของไม้ผลเพิ่มขึ้น เพราะสภาพต้นสมบูรณ์

โดยทุเรียนมีเนื้อที่ปลูก 369,913 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ร้อยละ 6.37 เนื้อที่ให้ผล 283,395 ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.26 ผลผลิตรวม 338,270 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 41.94 ผลผลิตเฉลี่ย 1,194 กก./ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 28.80 มังคุดมีเนื้อที่ปลูก 190,621 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ร้อยละ 0.23 เนื้อที่ให้ผล 181,681 ไร่ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 5.71 ผลผลิตรวม 129,022 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 52.61 ผลผลิตเฉลี่ย 710 กก./ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 44.31 เงาะมีเนื้อที่ปลูก 47,973 ไร่ ลดลงจากปี 2561 ร้อยละ 9.53 เนื้อที่ให้ผล 46,667 ไร่ ลดลงร้อยละ 10.27 ผลผลิตรวม 50,360 ตัน ลดลงร้อยละ 1.95 ผลผลิตเฉลี่ย 1,079 กก./ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.21

ทั้งนี้สาเหตุที่เนื้อที่ให้ผลเงาะลดลงเนื่องจากเกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น เช่น ทุเรียน มังคุด ส่งผลให้ผลผลิตลดลง และลองกองมีเนื้อที่ปลูก 57,443 ไร่ ลดลงจากปี 2561 ร้อยละ 22.77 เนื้อที่ให้ผล 56,121 ไร่ ลดลง ร้อยละ 22.33 ผลผลิตรวม 25,145 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.61 ผลผลิต 448 กก./ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 47.37 สำหรับลองกองแม้เนื้อที่ให้ผลลดลง เนื่องจากเกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น แต่ผลผลิตกลับเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีช่วงแล้งที่เหมาะสม ให้ลองกองออกดอกมากกว่าปีที่ผ่านมา จึงส่งผลให้ผลผลิตปีนี้เพิ่มมากขึ้น

สำหรับผลผลิตภาคใต้ตอนล่างประมาณการณ์ว่าจะมี 169,205 ตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 23.76 ของผลผลิตทั้งภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัด ซึ่งคาดว่า จะมีผลผลิตรวมประมาณ 712,002 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มีผลผลิต 529,385 ตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 35.20

ทั้งนี้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 จ.สุราษฎร์ธานี (สศท.8) รายงานว่า ผลไม้ภาคใต้จะออกมากสุดในเดือนสิงหาคม ซึ่งแนวทางบริหารจัดการผลไม้ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ปีนี้ยังคงเน้นเรื่องคุณภาพเป็นสำคัญเพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจ โดยเฉพาะการส่งออกไปยังต่างประเทศซึ่งต้องมีการรับรองทั้งมาตรฐาน GAP และ GMP ซึ่งหากขยายการส่งออกได้มากขึ้นจะสามารถทำให้ผลผลิตของผลไม้ภาคใต้ที่เพิ่มขึ้นนี้ยังคงรักษาเสถียรภาพราคาไว้ได้ โดยไม่ประสบปัญหาราคาตกต่ำ

ชาวนาเฮ! กรมชลฯสูบน้ำเขื่อนป่าสักฯช่วยพื้นที่ท้ายน้ำ ชะลอปลูกข้าวรอบสอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429478

ชาวนาเฮ! กรมชลฯสูบน้ำเขื่อนป่าสักฯช่วยพื้นที่ท้ายน้ำ ชะลอปลูกข้าวรอบสอง

ชาวนาเฮ! กรมชลฯสูบน้ำเขื่อนป่าสักฯช่วยพื้นที่ท้ายน้ำ ชะลอปลูกข้าวรอบสอง

วันจันทร์ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 13.34 น.

29 กรกฎาคม 2562 นายศุภชัย มโนการ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาป่าสักชลสิทธิ์ กรมชลประทาน กล่าวว่า เขื่อนป่าสักฯ ระบายน้ำท้ายเขื่อนวันละ 440,000 ลูกบาศก์เมตร เพื่อการอุปโภค-บริโภคและรักษาระบบนิเวศแก่พื้นที่ใช้น้ำของโครงการฯ เกือบ 20,000 ไร่ ซึ่งครอบคลุมอำเภอแก่งคอย เสาไห้ เฉลิมพระเกียรติ บ้านหมอ วิหารแดง หนองแซง และอำเภอเมืองสระบุรี ต่อเนื่องจนถึงเขื่อนพระราม 6 อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ขณะนี้ทุกพื้นที่ได้รับน้ำอย่างทั่วถึง แต่การระบายดังกล่าวนั้นงดเว้นน้ำเพื่อการเกษตรซึ่งจากการประชุมร่วมกับกลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่โครงการ เกษตรกรให้ความร่วมมือในการชะลอการปลูกข้าวเพื่อรอฝนซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่า จะตกอีกครั้งในต้นเดือนสิงหาคมนี้ มีบางพื้นที่ซึ่งเพาะปลูกไปแล้ว แต่เกษตรกรใช้วิธีหว่านแห้ง เมื่อฝนทิ้งช่วง เมล็ดที่หว่านไว้ไม่ได้รับความเสียหาย หากฝนตกต่อเนื่อง ต้นข้าวจะเติบโตตามปกติ

สำหรับพื้นที่เหนือเขื่อนได้แก่ อำเภอโคกเจริญ โคกสำโรง และสระโบสถ์ จังหวัดลพบุรีรวม 7,145 ไร่ ซึ่งก่อนหน้านี้ข้าวที่ปลูกไปแล้วประสบภัยแล้งจนเสี่ยงจะเสียหาย อีกทั้งปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนมีน้อยทำให้ไหลเข้าระบบชลประทานไปหล่อเลี้ยงได้น้อยนั้น ขณะนี้ทางโครงการได้ขุดคลองชักน้ำแล้วเร่งสูบน้ำด้วยเครื่องสูบน้ำขนาด 8 นิ้ว 4 เครื่อง ส่งน้ำวันละ 48,000 ลูกบาศก์เมตรลงไปยังสระพักน้ำ 6 ลูกใน 3 อำเภอ จากนั้นเกษตรกรจะทอยสูบน้ำเป็นทอดๆ ต่อไปยังแปลงนา ขณะนี้ได้รับน้ำแล้วกว่า 5,000 ไร่ คาดว่า ภายใน 2 วันนี้จะได้รับน้ำครบทุกพื้นที่ ช่วยให้ข้าวฟื้นตัวได้

นายศุภชัย กล่าวว่า ปีนี้เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีน้ำไหลลงอ่างน้อยโดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 29 กรกฎาคม62 มีปริมาตร 760,000 ลูกบาศก์เมตร เมื่อเปรียบเทียบกับปี 58 ซึ่งเป็นปีที่ฝนน้อย ปีนั้นยังมีน้ำไหลลงอ่างมากกว่าคือ 89.26 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ปริมาตรน้ำเก็บกักในปี 58 ในช่วงเวลาเดียวกันนี้มี 34.91 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ปี 62 มี 36.78 ล้านลูกบาศก์เมตรเนื่องจากกรมชลประทานวางแผนบริหารจัดการน้ำ เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ อีกทั้งได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการใช้น้ำอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ส.ป.ก.รวมพลังขับเคลื่อนสร้างป่า-เกษตรกรรมยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429377

x

ส.ป.ก.รวมพลังขับเคลื่อนสร้างป่า-เกษตรกรรมยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายมีศักดิ์ ภักดีคง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการจัดงาน “รวมพลังขับเคลื่อนการสร้างป่าและเกษตรกรรมยั่งยืนในพื้นที่ ส.ป.ก.” ภายใต้โครงการสืบสานระบบวนเกษตร สร้างสรรค์ความยั่งยืนแก่ชุมชน ส.ป.ก. เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ณ วัดโป่งเกตุ ตำบลขุนราม อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ว่า สำหรับโครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในการสืบสาน รักษา และต่อยอดศาสตร์พระราชา สร้างการรับรู้ ขยายผลองค์ความรู้ แนวทางการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน

ซึ่งภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจคือ การขยายผลองค์ความรู้ด้วยกลุ่มฐานต่างๆ จำนวน 11 ฐาน ภายใต้ 3 กลุ่มหลักคือ กลุ่มฐานคนรักษ์ดิน กลุ่มฐานคนรักษ์น้ำ กลุ่มฐานคนรักษ์ป่า กิจกรรมปลูกต้นไม้บริเวณรอบฝายโป่งเกตุเพื่อสร้างความชุ่มชื้นและการรักษาหน้าดิน การปาฐกถาพิเศษ “ศักยภาพและโอกาสในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและพื้นที่ป่าในเขต ส.ป.ก.” อีกทั้งยังมีเวทีเสวนา “เพิ่มพื้นที่สีเขียวและพื้นที่ป่าในเขต ส.ป.ก. ทำอย่างไร” เพื่อหาแนวทางการสร้างป่าและเกษตรกรรมยั่งยืนในพื้นที่ ส.ป.ก. ก่อให้เกิดความร่วมมือและเครือข่ายต่อไปในอนาคตได้ ซึ่งการจัดงานครั้งนี้ ใช้รูปแบบการดำเนินงานโดยสร้าง Growth mindset ในการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ควบคู่จิตสำนึกเชิงอนุรักษ์ บนหลักความร่วมมือจากทุกภาคส่วนโดยอาศัยกลไกของ “จิตอาสาพระราชทาน 904 วปร.” และจิตอาสาทั่วไปในการขับเคลื่อนกระบวนงานให้บรรลุเป้าหมาย

ทั้งนี้ กิจกรรมที่จัดขึ้นจะช่วยพัฒนาศักยภาพเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินที่ประสบความสำเร็จให้เป็นที่รับรู้และเป็นต้นแบบให้กับเกษตรกรรายอื่นๆ อีกทั้งยังช่วยให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางการสร้างป่าและเกษตรกรรมยั่งยืนในพื้นที่ ส.ป.ก. ให้เกษตรกรที่ทำกินอยู่ในพื้นที่มีชีวิตที่อยู่ดีมีสุข และอยู่ร่วมกันกับป่าได้ดั่งคำที่ว่า “ดิน น้ำ ป่าต้องมาพร้อม แต่บูรณาการต้องมาก่อน”

รายงานพิเศษ : สศก.-กยท.ระดมพลลงพื้นที่ทั่วปท. เคาะปริมาณ-ต้นทุนการผลิตยางพาราไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429380

รายงานพิเศษ : สศก.-กยท.ระดมพลลงพื้นที่ทั่วปท.  เคาะปริมาณ-ต้นทุนการผลิตยางพาราไทย

รายงานพิเศษ : สศก.-กยท.ระดมพลลงพื้นที่ทั่วปท. เคาะปริมาณ-ต้นทุนการผลิตยางพาราไทย

วันจันทร์ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ร่วมมือกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ทำโครงการศึกษาวิจัยต้นทุนการผลิตยางของเกษตรกรไทย ปี 2562 เพื่อสำรวจข้อมูลด้านปริมาณการผลิตและต้นทุนการผลิตยางพาราของเกษตรกรไทยทั่วประเทศ

 

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า โครงการศึกษาวิจัยต้นทุนการผลิตยางของเกษตรกรไทย ปี 2562 ได้กำหนดเป้าหมายพื้นที่สำรวจตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ครอบคลุมพื้นที่ปลูกยางทั่วประเทศ โดย สศก. จะเป็นผู้สนับสนุนงานด้านวิชาการ อาทิ การจัดทำกรอบบัญชีตัวอย่างเพื่อการสำรวจ กำหนดระเบียบวิธีการสำรวจ ตลอดจนการประมวลผลปริมาณการผลิตและต้นทุนการผลิต ในขณะที่ กยท. จะสนับสนุนงานด้านกำลังพล เพื่อลงพื้นที่ โดยการสำรวจทาง กยท. จะรับผิดชอบตามพื้นที่ตั้งสาขาของการยางแห่งประเทศไทย
เพื่อสำรวจปริมาณการผลิตประมาณ 10,920 ครัวเรือนตัวอย่าง (จาก 1,820 หมู่บ้าน) และ สศก. จะสำรวจอีกประมาณ 8,970 ครัวเรือนตัวอย่าง (จาก 1,495 หมู่บ้าน) รวมทั้งสิ้นประมาณ 19,890 ครัวเรือนตัวอย่าง (จาก 3,315 หมู่บ้าน) สำหรับการสำรวจต้นทุนการผลิตยางพาราจะดำเนินการทั้งหมดโดยการยางแห่งประเทศไทย ซึ่งจะสำรวจประมาณ 5,460 ครัวเรือนตัวอย่าง ครอบคลุมพื้นที่ปลูกยางของไทย

 

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมลงพื้นที่สำรวจ สศก. เตรียมจัดอบรมเชิงปฏิบัติการรวม 7 ครั้ง ครั้งละ 3 วัน ให้เจ้าหน้าที่ของ สศก. และ กยท.ประมาณ 300 คน เพื่อซักซ้อมความเข้าใจก่อนสำรวจข้อมูลปริมาณการผลิตและต้นทุนการผลิตยางพารา โดยกำหนดแผนการอบรมตั้งแต่เดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2562 ณ สำนักงานการยางแห่งประเทศไทยสาขาต่างๆ ได้แก่ จังหวัดตรัง สงขลา สุราษฎร์ธานี พิษณุโลก ระยอง อุดรธานี และ บุรีรัมย์

“ภายหลังการสำรวจเสร็จสิ้น สศก. จะวิเคราะห์และประมวลข้อมูลตามหลักวิชาการทางสถิติและเศรษฐศาสตร์ เพื่อให้ได้ข้อมูลปริมาณการผลิตและต้นทุนการผลิตยางพาราที่ตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2562 และจะนำข้อมูลดังกล่าวเสนอต่อคณะทำงานจัดทำต้นทุนการผลิตยางฯ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต่อไป ซึ่งข้อมูลที่ได้จาการสำรวจร่วมกันในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบาย รวมถึงมาตรการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราของไทย เช่น การกำหนดราคารับซื้อยางพาราที่เป็นธรรมและสอดคล้องกับต้นทุนการผลิต หรือการช่วยเหลือเยียวยาต่างๆ เป็นต้น” รองเลขาธิการ สศก.กล่าว

โอกาสนี้ สศก. จึงขอความร่วมมือเกษตรกรในพื้นที่ให้ความร่วมมือในการสำรวจครั้งนี้ด้วย และหากเกษตรกร
หรือผู้สนใจรายละเอียดการดำเนินโครงการ หรือข้อมูลสถานการณ์ การผลิตและราคา สอบถามรายละเอียด
เพิ่มเติมได้ที่ ส่วนสารสนเทศการผลิตพืชสวน ศูนย์สารสนเทศการเกษตร โทรศัพท์ 0-2940-5407 หรือ อีเมล cai-info1@oae.go.th

กรมชลฯเฝ้าระวังภัยแล้ง22จว. เน้นจัดเวรส่งน้ำรับมือฝนทิ้งช่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429376

x

กรมชลฯเฝ้าระวังภัยแล้ง22จว. เน้นจัดเวรส่งน้ำรับมือฝนทิ้งช่วง

วันจันทร์ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงความพร้อมรับมือภาวะฝนน้อยปีนี้ว่า กรมจะบริหารจัดการโดยใช้น้ำจากน้ำท่าให้มากที่สุด และเก็บกักน้ำไว้ในเขื่อนเป็นหลัก ขณะนี้มีน้ำที่ต้องจัดสรรอีก 23,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) โดยวางแผนใช้น้ำจากเขื่อน 10,000 ล้านลบ.ม. และใช้น้ำฝน 13,000 ล้านลบ.ม. แต่ถ้าปริมาณฝนไม่พอจึงจะดึงน้ำจากเขื่อนมาใช้ทดแทน นอกจากนี้ ยังวางแผนปลูกพืชให้เหมาะกับพื้นที่ พร้อมปรับการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลจากวันละ 24 ล้านลบ.ม.เหลือ 22 ล้านลบ.ม. จากเขื่อนสิริกิติ์วันละ 20 ล้านลบ.ม. เหลือ 18 ล้านลบ.ม. ตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม เป็นต้นมา ทั้งนี้ กรมชลประทานยืนยันว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ ในเขตชลประทานยังมีน้ำเพียงพอสำหรับการเกษตร อุปโภคบริโภค อุตสาหกรรม และรักษาระบบนิเวศ แต่ต้องใช้ประหยัดคุ้มค่า เน้นใช้น้ำแบบรอบเวร โดยเฉพาะเดือนสิงหาคม-กันยายน พร้อมสนับสนุนปลูกพืชเแบบเปียกสลับแห้งที่ช่วยลดปริมาณใช้น้ำได้ถึง 20-30% และเตรียมเครื่องสูบน้ำ 1,935 เครื่อง และรถส่งน้ำกระจายทุกภาค

สำหรับการเตรียมการรับมือภัยแล้งของกรม สั่งการเฝ้าระวังใน 22 จังหวัด ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออก ส่วนภาคเหนือนั้น ใช้วิธีจัดรอบเวรส่งน้ำให้เกษตรกรผู้ปลูกลำไยและส้ม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จ.บุรีรัมย์ ใช้น้ำจากเขื่อนลำปลายมาศ และเขื่อนลำจังหันโรยลงมาที่สถานีสูบน้ำลำปลายมาศเพื่อสูบเก็บไว้ที่อ่างฯจระเข้มาก จ.ขอนแก่น ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น

ส่วนภาคตะวันออก ผันน้ำจากอ่างฯประแสร์มาเก็บที่อ่างฯคลองใหญ่ อีกจุดคือ สูบจากคลองพระองค์ไชยานุชิตมาเติมอ่างบางพระประมาณ 2 ล้านลบ.ม. และภาคกลาง อ.ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี ปลายคลองมะขามเฒ่า-อู่ทอง กรมใช้วิธีสูบน้ำจาก
บ่อเก็บน้ำชลประทานที่อยู่ตลอดริมสองฝั่งคลองเข้าไปเติมพร้อมย้ำใช้น้ำเป็นรอบเวร อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์ภาพรวมปีนี้ยังมีน้ำใช้มากกว่าปี 2558 แต่การประหยัดน้ำจะป้องกันวิกฤติที่อาจเกิดขึ้นได้

ชายคาพระพิรุณ : 29 กรกฎาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429379

586851

ชายคาพระพิรุณ : 29 กรกฎาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การดำเนินงานโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เป็นนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีเป้าหมายในการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2559 และมีความก้าวหน้าในการดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเครือข่ายแปลงใหญ่จากหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมบูรณาการขับเคลื่อน ปัจจุบันมีสินค้าเกษตรแปลงใหญ่กว่า 70 ชนิด มีจำนวนแปลงใหญ่ 5,521 แปลง พื้นที่รวม 5,581,317 ไร่ เกษตรกรร่วมโครงการ 337,570 ราย สำหรับในส่วนของกรมประมง ปัจจุบันมีเกษตรกรที่เข้าร่วมกลุ่มแปลงใหญ่ด้านการประมง ทั้งด้านการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด และด้านการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งรวมจำนวน 111 แปลง มีเกษตรกร ภายใต้โครงการ จำนวน 6,171 ราย พื้นที่ประมาณ 59,000 ไร่ ซึ่งมีชนิดสัตว์น้ำที่หลากหลายตามความเหมาะสมของพื้นที่และศักยภาพของเกษตรกร อาทิ ปลานิล ปลาตะเพียน ปลายี่สกเทศ ปลากะพงขาว ปลาดุก กบ ปลาหมอ ปลาแรด ปลาสลิด ปลาสวาย ปลาช่อน ปูทะเล กุ้งก้ามกราม กุ้งทะเล เป็นต้น โดยจำแนกเป็นกลุ่มแปลงใหญ่ ปี 2559 จำนวน 11 แปลง กลุ่มแปลงใหญ่ ปี 2560 จำนวน 16 แปลง กลุ่มแปลงใหญ่ ปี 2561 จำนวน 50 แปลง และกลุ่มแปลงใหญ่ ปี 2562 จำนวน 34 แปลง ซึ่งกรมประมงได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาแปลงใหญ่ด้านประมง ปี 2560 – 2564 ระยะเวลา 5 ปี มีเป้าหมายพัฒนาแปลงให้ได้จำนวน 300 แปลง โดยเมื่อเร็วๆ นี้ นายวิชาญ อิงศรีสว่าง รองอธิบดีกรมประมง ได้นำสื่อมวลชน ลงพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อชมความสำเร็จของการส่งเสริมการเลี้ยงปลานิลในกระชังในเขื่อนลำปาวและการเลี้ยงกุ้งกราม ซึ่งเป็นอีกตัวอย่างแห่งความสำเร็จจากการรวมกลุ่มกันของเกษตรกรภายใต้โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ โดยการเลี้ยงปลานิลในกระชังในเขื่อนลำปาวได้มีการกำหนดขอบเขตพื้นที่ที่ใช้ในการเลี้ยงปลาในกระชังอย่างชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และกรมประมงยังได้ให้คำแนะนำและตรวจรับรองผลผลิตปลานิลให้เป็นไปตามมาตรฐานการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (GAP) อีกด้วย ซึ่งปัจจุบัน มีเกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิลในกระชังในเขื่อนลำปาว 522 ราย จำนวน 13,587 กระชัง ปริมาณการผลิตปีละ 17,504 ตัน มูลค่าประมาณ 1,050 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ เกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิลแปลงใหญ่ในกระชังเขื่อนลำปาว ยังได้ต่อยอดสร้างความเข้มแข็งด้วยกันร่วมบริหารจัดการในรูปของสหกรณ์ เพื่อบริหารจัดการภายในกลุ่มแปลงใหญ่ตั้งแต่ต้นทางไปถึงปลายทาง ซึ่งใน 1 ปี เกษตรกรสามารถเลี้ยงปลาได้ 2 ครั้ง มีตลาดรองรับที่ชัดเจน เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยต่อปีกว่า 200,000 บาท ถือเป็นความสำเร็จของการรวมกลุ่มในรูปแบบแปลงใหญ่ที่ในอนาคตมีโอกาสพัฒนาไปสู่การผลิตปลานิลที่มีคุณภาพป้อนตลาดทั้งในและต่างประเทศ

นอกจากการเลี้ยงปลานิลในกระชังแล้ว จังหวัดกาฬสินธุ์ ยังถือว่าเป็นแหล่งผลิตกุ้งก้ามกรามที่ใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน ซึ่งเกษตรกรได้เลี้ยงกันมายาวนานตั้งแต่ปี 2520 โดยมีต้นทุนแหล่งน้ำจากเขื่อนลำปาว ทำให้สามารถเลี้ยงกุ้งได้ตลอดทั้งปี ซึ่งในอดีตเกษตรกรต่างคนต่างเลี้ยง ต่างคนต่างขาย ทำให้บางครั้งถูกกดราคา แต่หลังจากกรมประมงได้เข้ามาส่งเสริมให้เกษตรกรกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามเข้าร่วมโครงการเกษตรแบบแปลงใหญ่ในปี 2560 โดยเริ่มจากกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามตำบลลำคลอง จำนวน 30 ราย พื้นที่ 318 ไร่ ทำให้เกษตรกรได้รับองค์ความรู้ด้านการเลี้ยงกุ้ง การบริหารจัดการกลุ่มที่เป็นระบบมากขึ้น ในปี 2561 จึงได้มีเกษตรกรกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามตำบลบัวบาน อำเภอยางตลาด เข้าร่วมโครงการเพิ่มเติมอีกจำนวน 50 ราย ส่งผลให้ในปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการในระบบแปลงใหญ่ทั้ง 2 กลุ่ม รวม 80 ราย เนื้อที่รวม 688 ไร่ ซึ่งผลการดำเนินการในปี 2561 พบว่าเกษตรกรได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจาก 187.55 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 203.88 กิโลกรัมต่อไร่ เพิ่มขึ้น 8.71% ในขณะที่ ต้นทุนการเลี้ยงต่อกิโลกรัมลดลงจาก 137.61 บาท เหลือเพียง 126.20 บาท ลดลง 8.29% ซึ่งจุดเด่นของกุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์คือ เนื้อแน่น รสหวาน ได้มาตรฐาน GAP และมีให้กินได้ตลอดทั้งปีในราคาที่จับต้องได้ โดยได้รับคำบอกเล่าจาก นายวีรชาติ ภูโปร่ง เลขานุการกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามบัวบาน 1 ว่า เมื่อเกษตรกรได้มีการรวมกลุ่มกันในลักษณะเกษตรแปลงใหญ่เพื่อดำเนินกิจกรรมการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามอย่างเป็นระบบ และได้มีการเชื่อมโยงกับตลาดโดยตรงเพื่อจำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์แปลงใหญ่แล้ว ช่วยตัดปัญหาเรื่องพ่อค้าคนกลางกดราคาได้เป็นอย่างดี พ่อค้าที่เข้ามารับซื้อจะต้องติดต่อซื้อขายผ่านกลุ่มเท่านั้น โดยกลุ่มจะทำตารางการเลี้ยงกุ้งของสมาชิกแต่ละราย เพื่อไม่ให้ผลผลิตออกในช่วงเดียวกันมากเกินไป และจะมีการจัดเรียงลำดับการจับกุ้งหมุนเวียนกันไปในแต่ละฟาร์ม ส่งผลให้ราคาหน้าฟาร์มสูงขึ้น เกษตรกรสามารถขายกุ้งคละไซส์ได้ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 250 บาท ทำให้มีรายได้ที่มั่นคง มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี…จากตัวอย่างของทั้ง 2 กลุ่มที่กล่าวมานี้ นับเป็นผลสำเร็จที่สามารถวัดผลสัมฤทธิ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ตอบโจทย์ในการเพิ่มศักยภาพของเกษตรกรเมื่อเกิดการรวมกลุ่มกันบริหารจัดการอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นทางการผลิตไปจนถึงการเชื่อมโยงสู่การตลาด ทำให้เกิดความยั่งยืนในการประกอบอาชีพได้…

ขุนเกษตรา

เกษตรฯโชว์ผลสำเร็จแปลงใหญ่‘พริกชัยภูมิ’ บริหารจัดการดีช่องทางส่งออกตลาดญี่ปุ่นสดใส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429375

x

เกษตรฯโชว์ผลสำเร็จแปลงใหญ่‘พริกชัยภูมิ’ บริหารจัดการดีช่องทางส่งออกตลาดญี่ปุ่นสดใส

วันจันทร์ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

แปลงใหญ่พริก จังหวัดชัยภูมิ อีกหนึ่งผลสำเร็จโครงการส่งเสริมระบบการเกษตรแปลงใหญ่ ผลิตพริกคุณภาพภายใต้มาตรฐาน GAP ญี่ปุ่นสนใจลงพื้นที่ศึกษาการผลิตพริก พร้อมเจรจาถึงความเป็นไปได้ในการรับซื้อผลผลิตพริกเพื่อนำไปแปรรูปและส่งไปยังประเทศญี่ปุ่นต่อไปในอนาคต

นางมาลินี ยุวนานนท์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร กล่าวว่า พริก จัดเป็นพืชเศรษฐกิจของจังหวัดชัยภูมิ แต่เนื่องจากที่ผ่านมากลุ่มเกษตรกรยังขาดความเข้มแข็งในการบริหารจัดการกลุ่ม ทำให้ไม่สามารถกำหนดและควบคุมราคาพริกได้ หลังจากมีการใช้ระบบส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ เกษตรกรได้รวมกลุ่มกัน มีการบริหารจัดการกลุ่มในด้านผลผลิต รวมกันซื้อ รวมกันขาย และขอรับรองมาตรฐาน GAP ก็ทำให้แปลงใหญ่พริก จ.ชัยภูมิ มีความเข้มแข็งมากขึ้น จนทำให้นักธุรกิจชาวญี่ปุ่น สนใจเข้ามาเจรจาการซื้อขายพริก กับกลุ่มแปลงใหญ่พริกของจังหวัดชัยภูมิ

ปัจจุบัน จ.ชัยภูมิ มีพื้นที่ปลูกพริกรวม 16,815 ไร่ มีแปลงใหญ่พริก 1 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรปลูกพริกตำบลหนองบัวใหญ่ อำเภอจัตุรัส เป็นสมาชิกกลุ่มแปลงใหญ่พริกตำบลหนองบัวใหญ่ อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ เริ่มเข้าสู่ระบบแปลงใหญ่ ตั้งแต่ปี 2560 นอกจากนี้ ยังมีแปลงพริกของกลุ่มเกษตรกร ตำบลกุดเราะ อำเภอเกษตรสมบูรณ์ เป็นแปลงเตรียมความพร้อมสู่การเป็นแปลงใหญ่ในปี 2563 ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ กรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกับตัวแทนบริษัทซื้อขายที่ส่งออกไปประเทศญี่ปุ่น ได้นำเจ้าหน้าที่บริษัทลงพื้นที่แปลงใหญ่พริกของตำบลหนองบัวใหญ่ อำเภอจัตุรัส และตำบล
กุดเราะ อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ เพื่อศึกษาการผลิตพริก รวมทั้งเจรจาถึงความเป็นไปได้ในการรับซื้อผลผลิตพริกเพื่อนำไปแปรรูปและส่งไปยังประเทศญี่ปุ่นในอนาคต ปัจจุบันบริษัทรับซื้อผลผลิตจากจังหวัดอุบลราชธานี เป็นระยะเวลายาวนานมากกว่า 10 ปี แต่เนื่องด้วยสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงส่งผลให้ผลผลิตไม่ต่อเนื่องตลอดทั้งปี บริษัทจึงมองเรื่องการขยายพื้นที่ในการรับซื้อผลผลิตพริกเพื่อลดความเสี่ยง ประกอบกับกลุ่มแปลงใหญ่พริกที่จังหวัดชัยภูมิมีความพร้อมและมีศักยภาพในการผลิต ผลผลิตได้มาตรฐาน GAP และผลผลิตที่ออกเป็นคนละช่วงกับที่จังหวัดอุบลราชธานี จึงทำให้บริษัทมีความสนใจและมีแนวโน้มที่รับซื้อผลผลิตจากกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่พริกจังหวัดชัยภูมิในอนาคตต่อไป

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ให้คำแนะนำและส่งเสริมโดยใช้หลักตลาดนำการผลิต เป็นแนวทางให้เกษตรกรผลิตพริกให้มีศักยภาพให้สามารถส่งออกได้ตลอด ให้กลุ่มเกษตรกรมีรายได้และสามารถบริหารจัดการกลุ่ม บริหารจัดการผลผลิต ได้อย่างมีศักยภาพต่อไป” นางมาลินี กล่าว

ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงปฏิบัติภารกิจเติมน้ำให้อ่างเก็บน้ำช่วยเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429259

ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงปฏิบัติภารกิจเติมน้ำให้อ่างเก็บน้ำช่วยเกษตรกร

ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงปฏิบัติภารกิจเติมน้ำให้อ่างเก็บน้ำช่วยเกษตรกร

วันเสาร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 18.12 น.

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2562 ที่หอประชุมโรงเรียนอนุบาลยางชุมน้อย อ.ยางชุมน้อย จ.ศรีสะเกษ น.ส.วาสนา วงษ์รัตน์ ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เดินทางมาพบปะและบรรยายให้ความรู้ในเรื่องปฏิบัติการฝนหลวงให้เกษตรกรและประชาชนชาวอำเภอยางชุมน้อย ก่อนที่จะนำเครื่องบินมาปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อช่วยแก้ปัญหาให้เกษตรกร ชาวนาที่ประสบปัญหาฝนทิ้งช่วง นาข้าวที่หว่านดำไว้เกิดความแห้งแล้ง จนข้าวใกล้ยืนต้นตาย

โดยมี น.ส.พจนา เสมา เกษตรและสหกรณ์จังหวัดศรีสะเกษ พร้อมด้วย ดร.ฐิตารีย์ ไตรสรณปัญญา ทีมงานคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และนโยบาย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  พรรคประชาธิปัตย์ และนายนวนใจ บุษบงก์ นายกเทศมนตรีตำบลยางชุมน้อย ให้การต้อนรับ หลังพบปะ กับเกษตรกรแล้ว ได้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์บินดูพื้นที่ทำการเกษตรของอำเภอยางชุมน้อยด้วย

เนื่องจาก ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาพื้นที่ของจังหวัดศรีสะเกษ เกิดภาวะฝนทิ้งช่วง นำในห้วยหนองคลองบึง ในอ่างเก็บน้ำต่างๆ น้ำแห้งขอด ไม่มีน้ำอุปโภคบริโภค ข้าวในนานอกเขตเทศบาลขาดน้ำใกล้ยืนต้นตาย ดร.ฐิตารีย์ ไตรสรณปัญญา พร้อมคณะ จึงได้ติดต่อประสานงานกับศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จนกระทั่งได้นำเครื่องบินมาปฏิบัติการฝนหลวงในวันนี้

น.ส.วาสนา วงษ์รัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงเรามีแผนที่ซึ่งจะประเมินพื้นที่ที่ประสบความแห้งแล้ง ตรงไหนมีความต้องการน้ำอยู่แล้ว ประกอบกับการที่มีการร้องขอมาด้วย เราจะนำมาประกอบกัน ถ้ามีการร้องขอเข้ามาก็แสดงว่าจุดนั้นชัดเจนว่าเขามีความต้องการน้ำสูง ซึ่งการร้องขอก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร ประชาชนเกษตรกรเองที่มีความเดือดร้อนประสบกับปัญหาความแห้งแล้งก็สามารถร้องขอเข้าได้โดยการโทรศัพท์มาที่ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งมีที่ทำการอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น แต่มีภารกิจหน้าที่รับผิดชอบภาคอีสานทั้งหมด หมายเลขโทรศัพท์ของศูนย์ คือ 043 468217, และหมายเลข 043 468223 โทรมาได้

“ปีนี้ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงเรา เริ่มทำฝนช่วยเหลือเกษตรกร ช่วยพื้นที่แห้งแล้งตั้งแต่ วันที่ 1 มีนาคม 2562 เป็นต้นมา จนถึงวันนี้ ช่วงที่ทำแล้วมีฝนน้อย ก็คือ เดือนมิถุนายน กรกฎาคม เพราะเป็นเวลาฝนทิ้งช่วงโอกาสฝนตกมีน้อยลง ฝนหลวงก็มีเมฆที่จะปฏิบัติการน้อย ดึงน้ำฝนลงจากฟ้ามาได้น้อยไปด้วย จากนี้ไปโอกาสที่จะทำฝนจะดีขึ้นเป็นไปตามฤดูกาล หลังจากภารกิจช่วยพื้นที่เกษตรให้รอดพ้นจากวิกฤตไปแล้ว ภารกิจหลักจะเป็นการเติมน้ำให้กับอ่างเก็บน้ำต่างๆ ในพื้นที่ทั่วภาคอีสาน ซึ่งทั้งภาคอีสานนี้ มีอ่างเก็บน้ำหลักขนาดใหญ่อยู่ 12 อ่าง นอกนั้นก็เป็นอ่างขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งจำนวนมากเป็น 100 อ่าง ในช่วงหลังจากนี้ สภาพอากาศดี ทางศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงเราจะเริ่มภารกิจเติมน้ำให้กับอ่าง เติมไปจนถึงสิ้นสุดฤดูฝนจึงจะหยุด” น.ส.วาสนา กล่าว

ทางด้านนายบุญร่วม สีหะวงษ์ อายุ 64 ปี ตัวแทนเกษตรกรชาวอำเภอยางชุมน้อย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ฝนทิ้งช่วง พื้นที่ทำการเกษตรในเขตอำเภอยางชุมน้อยประสบกับความแห้งแล้งมาก หลายตำบลหลายหมู่บ้านต้นข้าวใกล้แห้งเหี่ยวตาย นี่ดีที่มีฝนตกลงมาเมื่อสองสามวันที่ผ่านมาและฝนทำท่าจะลดลงแล้ว เป็นการที่ดีมากที่ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงได้มาภารกิจในพื้นที่อำเภอยางชุมน้อย เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรให้รอดพ้นวิกฤติไปได้ต้องขอบคุณทุกท่านที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้ประสานงานและผู้ที่มาปฏิบัติหน้าที่ด้วย