รายงานพิเศษ : กระชายแปลงใหญ่เมืองกาญจน์ดึงราคาเพิ่ม3เท่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428508

รายงานพิเศษ : กระชายแปลงใหญ่เมืองกาญจน์ดึงราคาเพิ่ม3เท่า

รายงานพิเศษ : กระชายแปลงใหญ่เมืองกาญจน์ดึงราคาเพิ่ม3เท่า

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เกษตรกร อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี กว่า 80 ชีวิต รวมกลุ่มกันปลูกกระชายเป็น เกษตรแปลงใหญ่ โดยการส่งเสริมของกรมส่งเสริมการเกษตร วางแผนบริหารจัดการร่วมกันเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต พัฒนาคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐานและทำตลาดร่วมกัน สามารถรวบรวมผลผลิตส่งจำหน่ายตลาด ได้ราคาดีกว่าต่างคนต่างทำถึง 3 เท่าตัว

นายคำรน ยศสมบัติ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต สำนักงานเกษตรจังหวัดกาญจนบุรี เปิดเผยว่า จ.กาญจนบุรี ดำเนินโครงการส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่มาตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบันมีทั้งหมด 39 แปลง เป็นแปลงใหญ่ด้านพืช 36 แปลงและแปลงใหญ่ด้านปศุสัตว์ 3 แปลง สำหรับด้านพืชมีสมาชิกแปลงใหญ่ 2,270 ราย มีพื้นที่ดำเนินการทั้งหมด 31,429 ไร่ โดยหนึ่งในนั้นมีแปลงใหญ่กระชายอยู่ 1 แปลงที่อ.บ่อพลอย พื้นที่ดำเนินการ 488 ไร่ เกษตรกร 80 ราย ถือเป็นกลุ่มแปลงใหญ่ที่มีความเข้มแข็งและมีรูปแบบบริหารจัดการที่เป็นระบบทั้งด้านลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต รวมถึงพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตร และการตลาด จนผลิตกระชายคุณภาพป้อนตลาดทั้งในพื้นที่และตลาดใหญ่อย่างตลาดไทและตลาดสี่มุมเมือง

“การรวมตัวกันประกอบอาชีพในลักษณะเกษตรแปลงใหญ่ จะทำให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ และแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน ภายใต้การสนับสนุน ส่งเสริมของทุกหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เข้ามาบูรณาการทำงานร่วมกันเพื่อก่อให้เกิดผลสำเร็จตามเป้าหมาย 5 ด้านคือ ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต พัฒนาคุณภาพ/พัฒนาให้ได้มาตรฐาน การบริหารจัดการ และด้านการตลาด โดยเฉพาะในเรื่องของการพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพ ถือเป็นหัวใจสำคัญยุคในปัจจุบัน เนื่องจากผู้บริโภคต่างคำนึงถึงเรื่องของสุขภาพ หากเกษตรผลิตอาหารที่ดี ได้มาตรฐานและปลอดภัยตามระบบการเกษตรที่ดี (GAP) หรือผลิตตามแนวทางเกษตรอินทรีย์ ก็จะเป็นสินค้าที่ตลาดมีความต้องการสูงและจำหน่ายได้ราคาสูงขึ้นตามไปด้วย นี่จึงเป็นข้อดีของการทำเกษตรแบบแปลงใหญ่ ที่จะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น และมีความมั่นคง ยั่งยืน ในอาชีพต่อไป”

ด้าน นายประยุทธ จำนงกุล ประธานกลุ่มแปลงใหญ่กระชาย อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี เปิดเผยว่า เกษตรกรที่นี่ปลูกกระชายกันมานาน แต่ก่อนหน้านี้ต่างคนต่างปลูก ต่างคนต่างขาย ผลผลิตที่ได้มีทั้งมีคุณภาพและไม่มีคุณภาพ จึงมักถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง เกษตรกรจำหน่ายผลผลิตได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 12-25 บาทเท่านั้น แต่เมื่อรวมกลุ่มกันเป็นเกษตรแปลงใหญ่ ก็มีสำนักงานเกษตรจังหวัดกาญจนบุรี และสำนักงานเกษตรอำเภอบ่อพลอย เข้ามาให้คำแนะนำองค์ความรู้ในด้านต่างๆ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและเป็นที่ต้องการของตลาด รวมถึงให้คำแนะนำในการลดต้นทุนการผลิตด้วยการทำปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพจากวัสดุที่มีในท้องถิ่นไว้ใช้เอง ลดการใช้สารเคมี ทำให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรต่ำลง มีรายได้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังได้รับความรู้ในด้านการบริหารจัดการกลุ่ม เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งในการประกอบอาชีพในระยะยาวอีกด้วย ซึ่งหลังจากรวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่แล้วเกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้เฉลี่ย 85-90 บาทต่อกิโลกรัม เนื่องจากกระชายมีคุณภาพ มีขนาดใหญ่ สมบูรณ์

สำหรับกระชายที่ปลูกเป็นสายพันธุ์รากกล้วย ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีลักษณะรากยาว ตรงและอวบ เหมือนกับรากกล้วย ให้ผลผลิตค่อนข้างดี น้ำหนักมาก โดยผลผลิตที่ได้ ทางกลุ่มจะรวบรวมจากสมาชิกเพื่อส่งจำหน่ายให้กับตลาดโดยตรง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ซึ่งมีตลาดรับซื้อทั้งในจังหวัดราชบุรี นครปฐม รวมถึงตลาดสี่มุมเมืองและตลาดไท โดยกระชายคุณภาพของกลุ่มจะมี 2 เกรดคือ กระชายร่วง ซึ่งเป็นกระชายที่เกิดจากแง่งที่อาจจะไม่สวยงามทั้งหมด แต่เรามาตัดแต่งคัดเลือกเฉพาะแง่งที่สมบูรณ์ออกมาเท่านั้น ซึ่งกระชายเกรดนี้จะจำหน่ายได้ราคาดี เนื่องจากพ่อค้านำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาไปคัดเลือกใหม่ ส่วนอีกเกรดคือ กระชายติดกอ ซึ่งประเภทนี้หากจะทำไปใช้ประโยชน์จะต้องเสียเวลาแยกหัว และยังต้องสูญเสียน้ำหนักจากส่วนที่ตัดทิ้งไป กระชายประเภทนี้จึงจำหน่ายได้ราคาต่ำกว่า

นายประยุทธบอกว่า กว่าจะรวบรวมเกษตรกรให้มาดำเนินการในลักษณะแปลงใหญ่ได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นต้องสร้างความเข้าใจและทำตัวอย่างให้เกษตรกรเห็น ซึ่งโชคดีที่ตนมีประสบการณ์จากที่เคยสร้างกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหน่อไม้ฝรั่งส่งออกประสบความสำเร็จมาแล้ว จึงได้นำมาประยุกต์ใช้ในการรวบรวมเกษตรกรผู้ปลูกกระชายให้เข้าสู่ระบบเกษตรแปลงใหญ่ โดยมีสำนักงานเกษตรจังหวัดกาญจนบุรี และสำนักงานเกษตรอำเภอบ่อพลอยคอยเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำ ซึ่งเมื่อได้รวมกลุ่มแปลงใหญ่แล้ว เกษตรกรสามารถลดต้นทุนได้เป็นอย่างดี จำหน่ายผลผลิตได้ราคาสูงขึ้น ส่งผลให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นตามลำดับ

กางแผนดันทุเรียนใต้เข้าระบบGAPลดกีดกันการค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428504

x

กางแผนดันทุเรียนใต้เข้าระบบGAPลดกีดกันการค้า

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวถึงสถานการณ์ไม้ผลแปลงใหญ่ภาคใต้ฤดูกาลปี 2562 โดยเฉพาะทุเรียน จัดเป็นไม้ผลที่ส่งออกลำดับต้นๆ ปีนี้คาดการณ์ ผลผลิตอยู่ที่ 445,220 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา 304,267 ตัน เพิ่มขึ้นถึง 46.33% เนื่องจากเนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้น ราคาดี จูงใจให้เกษตรกรบำรุงรักษาดูแลผลผลิตดีขึ้น ทำให้ต้นสมบูรณ์ ออกดอกติดผลมากขึ้น โดยช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) อยู่ช่วงเดือนสิงหาคม จากแนวโน้มราคาทุเรียนที่ดีขึ้นต่อเนื่องส่งผลให้มีการขยายพื้นที่ทั้งประเทศเพิ่มขึ้นในรอบ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2557-2561 เพิ่มขึ้นจาก 655,505 ไร่ เป็น 839,725 ไร่ ประกอบกับช่วง 4 ปี ที่ผ่านมา ประเทศไทยส่งออกทุเรียนเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน โดยมีจีนเป็นตลาดหลัก

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรมองว่าการที่ไทยส่งออกทุเรียนไปจีนจำนวนมาก ในอนาคตหากจีนมีมาตรการขึ้นมากีดกันทางการค้ามากขึ้น เกษตรกรอาจเสียเปรียบด้านการตลาด เนื่องจากขณะนี้จีนแจ้งในเบื้องต้นมาแล้วผลผลิตทุเรียนที่ไม่ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP จะไม่สามารถส่งออกได้ในปีถัดไป ด้วยเหตุนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงเร่งผลักดันให้เกษตรกรได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP รวมทั้งเกษตรกรแปลงใหญ่และชาวสวนทุเรียนได้รวมตัวกันตั้งสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยขึ้นมา ก็หวังว่าองค์กรภาคเกษตรกร โดยศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หรือ ศพก. จะเป็นตัวขับเคลื่อนการดำเนินงานดังกล่าว เพื่อช่วยผลักดันให้ทุเรียนแปลงใหญ่ผลิตภายใต้มาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงในการพึ่งพาตลาดส่งออกรายใหญ่ เพียงรายเดียว และเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจส่งผลกระทบต่อทุเรียนไทยเป็นวงกว้างต่อไปในอนาคตได้

นอกจากทุเรียนแล้วไม้ผลชนิดอื่น ได้เร่งบริหารจัดการให้มีมาตรฐานการผลิตเป็นไปในทิศทางเดียวกัน อาทิ มังคุด มีปริมาณผลผลิต 156,118 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา 110,364 ตัน เพิ่มขึ้น 41.46% เนื่องจากเนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้น ต้นสมบูรณ์ออกดอกและติดผลมากขึ้น ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) เดือนกรกฎาคม – เดือนสิงหาคม เงาะ มีปริมาณผลผลิต 69,371 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา 71,884 ตัน ลดลง 3.5% สาเหตุจากอากาศร้อนจัดและน้ำไม่เพียงพอช่วงเดือนเมษายน ส่งผลให้ดอกร่วง ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) เดือนสิงหาคม – เดือนกันยายน และลองกอง มีปริมาณผลผลิต 67,687 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา 42,870 ตัน เพิ่มขึ้น 57.89% เนื่องจากมีช่วงแล้งเหมาะสมกับการออกดอก และต้นสมบูรณ์ออกดอกเพิ่มขึ้น ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) เดือนกันยายน – เดือนตุลาคม

สำหรับแผนบริหารจัดการผลไม้ของภาคใต้ในฤดูกาลผลผลิตปี 2562 นี้ มีผลผลิตในฤดูรวม 580,401 ตัน แบ่งเป็น ทุเรียน 366,938 ตัน มังคุด 145,025 ตัน เงาะ 68,438 ตัน โดยการบริหารจัดการเชิงปริมาณ ได้แก่ การกระจายผลผลิตในประเทศ ด้วยวิธีกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตผ่านผู้ประกอบการ (ล้ง) วิสาหกิจชุมชน ศูนย์คัดแยกผลไม้ชุมชน สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร Modern Trade ไปรษณีย์/ตลาดออนไลน์ ตลาดค้าผลไม้ภายในจังหวัด การจำหน่ายตรงผู้บริโภค การจัดงานประชาสัมพันธ์ เป็นต้น การแปรรูป ด้วยวิธีการแช่แข็ง อบแห้ง กวน ทอด และการส่งออก (ผลสด) ซึ่งในอนาคตผลไม้แปลงใหญ่ทุกชนิด กรมจะผลักดันให้เข้าสู่ระบบ GAP ทั้งหมด เพื่อรองรับตลาดส่งออกไปยังทุกประเทศต่อไป

มกอช.เจรจาเวทีโลกเพิ่มโอกาสส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428502

x

มกอช.เจรจาเวทีโลกเพิ่มโอกาสส่งออก

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า มกอช. และผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประจำคณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการด้านมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (Committee on Sanitary and Phytosanitary measures) ครั้งที่ 75 ระหว่างวันที่ 17 – 19 กรกฎาคมที่องค์การการค้าโลก นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส มีสมาชิก 164 ประเทศร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับกฎระเบียบและหารือประเด็นข้อกังวลทางการค้า จากการบังคับใช้มาตรการ (SPS) ของประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลก ซึ่งอาจก่อให้เกิดอุปสรรคทางการค้าที่มากเกินความจำเป็น

เนื่องจากปัจจุบันประเทศต่างๆ ออกกฎระเบียบ SPS ที่เข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะการออกมาตรการควบคุมจำกัดการใช้สารกำจัดศัตรูพืช ผู้แทนมกอช.ใช้โอกาสนี้ร่วมกับประเทศสมาชิกอีกกว่า 20 ประเทศแสดงข้อกังวลต่อการจัดทำกฎระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์จำแนกสารกำจัดศัตรูพืชที่เป็นสารขัดขวางการทำงานของต่อมไร้ท่อ (Endocrine Disruptors) ซึ่งจัดทำขึ้นบนพื้นฐานความเป็นพิษของสาร ที่จะมีผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าผักและผลไม้ไปสหภาพยุโรป ไทยจึงเรียกร้องให้สหภาพยุโรปกำหนดมาตรการที่สอดคล้องกับความตกลง SPS และมาตรฐานสากล โดยพิจารณากำหนดปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด (Maximum Residue Limits : MRLs) บนพื้นฐานการประเมินความเสี่ยงและนำค่า Codex MRLs ที่มีอยู่มากำหนดใช้ เพื่อลดการกีดกันทางการค้าที่มากเกินความจำเป็น

นอกจากนี้ ไทยยังร่วมกับสมาชิกอีกกว่า 10 ประเทศ เรียกร้องให้สหภาพยุโรปขยายระยะเปลี่ยนผ่านสำหรับการปรับตัวต่อการปรับลดค่า MRLs ของสารกำจัดศัตรูพืชจากเดิม 6 เดือน โดยผู้แทนไทยยังหารือทวิภาคีกับประเทศคู่ค้า ผลักดันเปิดตลาดสินค้าเกษตรและแก้ปัญหาด้านมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชที่เป็นอุปสรรคต่อการส่งออกสินค้าเกษตรของไทย อาทิ เจรจาให้รัสเซียขึ้นทะเบียนโรงงานแปรรูปสัตว์น้ำส่งออกของไทยเพิ่มเติม ทำให้ไทยส่งออกสินค้าสัตว์น้ำไปรัสเซียเพิ่มขึ้นถึงปีละ 600 ล้านบาท

ส่องสหกรณ์ : หมอนยางพาราเพื่อสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428507

ส่องสหกรณ์ : หมอนยางพาราเพื่อสุขภาพ

ส่องสหกรณ์ : หมอนยางพาราเพื่อสุขภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

 

หมอนยางพาราเพื่อสุขภาพ ผลิตจากน้ำยางธรรมชาติ 100% ด้วยคุณสมบัติเฉพาะตัวของยางพาราที่มีความยืดหยุ่นดี สามารถขึ้นรูปให้เป็นรูปทรงที่เหมาะสม รองรับน้ำหนักได้ดี มีการออกแบบเพื่อรองรับศีรษะ ลำคอ บ่า ไหล่ จึงช่วยลดอาการปวดคอเนื่องจากการนอนได้เป็นอย่างดี ทั้งยังกระจายแรงกดทับและคืนสภาพได้อย่างรวดเร็ว ทำให้นอนหลับได้สนิทยิ่งขึ้น สามารถซักล้างได้ตามความต้องการ ไม่ก่อให้เกิดความอับชื้น ป้องกันการเกิดเชื้อรา รักษาสิ่งแวดล้อมสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ

ผลิตภัณฑ์หมอนยางพาราเพื่อสุขภาพ เหมาะสำหรับเป็นของขวัญ ของฝาก ทั้งแก่ญาติสนิท มิตรสหาย หรือจะซื้อไว้ใช้เองก็ยิ่งดี หากสนใจสามารถติดต่อไปได้ที่ สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านหนองครก จำกัด เลขที่ 169 หมู่ที่ 8 ตำบลหนองปรือ อำเภอรัษฎา จังหวัดตรัง 92130 หรือติดต่อ คุณมนัส หมวดเมือง โทร.08-6940-2165 หรือสามารถสั่งซื้อได้ที่ https://www.co-opclick.com

ซอกแซกอาเซียน : 25 กรกฎาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428505

566101

ซอกแซกอาเซียน : 25 กรกฎาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ที่เมืองอัตตะปือ เป็นเมืองเล็กๆ สงบเงียบแต่ก็ดูน่าอยู่ หากรักธรรมชาติ หลังจากเรากินข้าวเหนียวส้มตำลาวแล้วก็ต้องไปพบกับท่านเจ้าแขวงที่ศาลากลาง (ภาษาลาวเรียก ห้องการ) เพื่อพบปะสนทนา แต่ทว่า ครานี้ท่านเจ้าแขวงยุ่งมาก ต้องเป็นประธานการประชุมตลอด ก็เรื่องฟื้นฟูช่วยเหลือประชาชนผู้ต้องทิ้งเรือกสวนไร่นาจากเขื่อนแตกน้ำท่วมนี้แหละ นี่ก็ผ่านไปได้ 7-8 เดือนแล้ว แขวงนี้ก็ยังยุ่งอยู่กับกิจกรรมนี้ไม่เลิก ได้ข่าวว่าเมื่อเช้าท่านรองนายกรัฐมนตรีมาเป็นประธานการประชุมเองจากเวียงจันทน์ ตอนนี้กลับไปแล้ว ท่านเจ้าแขวงจึงต้องประชุมต่อ ตกลงจึงได้พบกับตัวแทนท่านเจ้าแขวง โดยคณะเราก็ได้เล่าที่มาวัตถุประสงค์ต่างๆ ซึ่งความจริงก็เป็นเพียงพิธีการเท่านั้น เพราะจริงแล้ว เห็นว่ามีหน่วยงานช่วยเหลือจากหลายแห่งหลายที่เข้ามาช่วยเหลือไม่ขาดสาย ผมว่าเจ้าแขวงคงจะต้อนรับเสียจนไม่มีเวลา หลังๆ เลยให้ตัวแทนมาจัดการแทน

คนที่เป็นแม่งานจริงๆ เกี่ยวกับการช่วยเหลือประชาชนครั้งนี้ก็คือ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ซึ่งระดับแขวงก็มีสำนักงานประจำอยู่ ซึ่งหัวหน้าสำนักงาน เป็นผู้หญิง ตำแหน่งเทียบเท่ารองอธิบดี ดังที่เคยอธิบายระบบของลาวไปแล้วในฉบับก่อนๆ ดังนั้นท่านรองเจ้ากรมที่นั่งรถไปกับผมจึงดูไม่ค่อยใหญ่โตนัก พวกเจ้าหน้าที่อยู่แขวงก็ดูไม่ค่อยให้ความสำคัญ หรืออาจเป็นเพราะเขาดูง่ายๆ ไม่ค่อยศักดินาเท่าไหร่ อันนี้ต่างจากเมียนมามาก เพราะรองอธิบดีที่นำผมไปตามภาค/รัฐต่างๆ ดูใหญ่มาก คล้ายๆ กับของไทยเรา ตอนเย็นทางสำนักงานแรงงานฯ โดยหัวหน้าผู้หญิงก็เป็นเจ้าภาพเลี้ยงข้าวเย็นคณะเรา ตกลงทริปนี้ กระทรวงกสิกรรมฯ ไม่ใช่เป็นพระเอก กลายเป็นผู้เข้าร่วม เพราะแม้แต่สำนักงานกสิกรรมจังหวัดก็ไม่ได้ไปเยี่ยมพบแต่ประการใด อีกทั้งถามตัวแทนที่เดินทางมาจากกระทรวง ก็ไม่ทราบว่าตั้งอยู่ที่ไหน การรับประทานอาหารเย็นในเมืองอัตตะปือมื้อนี้ ผมรู้สึกถูกปากมาก อาหารลาวน่าจะจัดว่าเป็นอาหารสุขภาพได้ระดับหนึ่ง เพราะหลักๆ ก็จะเป็นต้มไก่บ้าน (ที่ไม่ใช่ต้มยำ) ผักดิบผักต้มถาดใหญ่ จิ้มกับน้ำพริกแสนอร่อยที่เขาเรียกว่า ป่นปลา ผัดเห็ดและอีกสองสามอย่าง ที่ค่อนข้างจะมีไขมันน้อยมาก ผมว่าถ้ากินแบบนี้สุขภาพคงดีแน่ๆ เลย เรากินกันไม่ดึก เพราะหัวหน้าเป็นสุภาพสตรี ไม่ได้สั่งแอลกอฮอล์มาดื่มด้วย (แต่ก่อนที่หัวหน้าจะมา พวกเราไปถึงก่อน รองเจ้ากรมได้จัดการสั่งมาดื่มไปพลางแล้ว) กลับไปพักที่โรงแรมเล็กๆ ราคา 500 บาท ริมแม่น้ำชื่อ เซกอง เพื่อรอวันรุ่งขึ้นที่จะเดินทางไปแจกจ่ายข้าวที่ศูนย์อพยพ เมืองไชยะบุรี

แม้เวลาที่กำหนดพิธีการจะเป็นประมาณสิบโมงเช้า แต่คณะเราต้องออกเดินทางแต่เช้า หลังจากไปกินก๋วยเตี๋ยวคนญวนขายแล้ว ก็เดินทางไปทันที เหตุที่ต้องออกแต่เช้าทั้งที่มาทราบภายหลังว่าระยะทางเพียงประมาณ 50 กิโลเมตร ก็เพราะทางที่รถวิ่งไปนั้นไม่ได้ลาดยางครับ ผมนึกถึงสมัยผมเรียนมัธยมที่โรงเรียนประจำจังหวัด ปิดเทอมที่นั่งรถโดยสารสภาพถนนแบบเดียวกัน กว่าจะถึงบ้านหัวแดงเพราะฝุ่นทั้งไปและกลับ อันนี้ก็แบบเดียวกัน อาศัยว่าเป็นรถตู้ติดแอร์ปิดทึบ ฝุ่นเกือบเข้าไม่ได้ เลยหัวไม่แดงเหมือนตอนเด็กๆ

การส่งมอบข้าวก็เป็นพิธีคล้ายๆ กับที่เคยทำมา เจ้าหน้าที่จากสถานทูตเกาหลีใต้ก็บินจากเวียงจันทน์ มาร่วมด้วย เพราะข้าวบริจาคโดยเขา และประสานโดยแอปเตอร์ ศูนย์พักพิงชาวลาวนี่ค่อนข้างโชคดี เพราะทางบริษัทสร้างเขื่อนเกาหลีใต้มาสร้างสงเคราะห์ให้ ทำเป็นบ้านน็อกดาวน์มีสัดส่วนน่าอยู่ทีเดียว เห็นว่าผู้คนอพยพส่วนมากกลับไปอยู่บ้านเดิมไม่ได้ เพราะถูกโคลนตมทับถมเสียหายทำอะไรก็ไม่ได้แล้ว ทางการลาวกำลังเคลียร์พื้นที่อื่นที่เหมาะสมเพื่อสร้างชุมชนใหม่พร้อมที่ทำกินให้ ดูพวกเขาก็มีความสุขดีครับ เพราะเห็นว่ารัฐบาลลาวจ่ายเบี้ยยังชีพให้คนละ 1,000 บาท ต่อคนต่อเดือน ข้าวก็ได้ฟรี ผักหญ้าเห็นบางบ้านก็ปลูกกินกัน คนที่นั่นถามว่าวันๆ ทำอะไรกันบ้าง เขาตอบว่าบางคนก็ออกไปรับจ้างรายวัน ได้เงินมาพออยู่ได้ เสียดายที่บริเวณเขื่อนแตกและที่ประสบภัยน้ำท่วมจริงๆ เขาไม่พาไปดู เหมือนตอนที่พวกเราไปเมืองมาราวี ฟิลิปปินส์ เขาก็ไม่ให้ไปเข้าใกล้ เรื่องแบบนี้องค์กรนอกๆ เข้าไปคงยาก ที่รัฐยะไข่ เมียนมายิ่งห้ามเลย ใครฝ่าฝืนอาจติดคุกได้ด้วย ซึ่งพวกเราก็เข้าใจครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

โดนแน่! อุทยานทับลานจ่อประกาศม.22 รื้อ’88การ์มองเต้’รุกป่าวังน้ำเขียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428618

โดนแน่! อุทยานทับลานจ่อประกาศม.22 รื้อ'88การ์มองเต้'รุกป่าวังน้ำเขียว

โดนแน่! อุทยานทับลานจ่อประกาศม.22 รื้อ’88การ์มองเต้’รุกป่าวังน้ำเขียว

วันพุธ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 20.05 น.

เมื่อวันที่ 24 กรกฏาคม 2562 ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งการให้นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ ทีมงาน รมว.ทรัพยากรฯ เรียกนายประวัติศาสตร์ จันทร์เทพ หัวหน้าอุทยานทับลาน เข้าให้ข้อมูลกรณี 88 การ์มองเต้ รีสอร์ทบุกรุกอุทยานฯทับลาน

นายประวัติศาสตร์ กล่าวยืนยันว่า 88 การ์มองเต้ รีสอร์ท บุกรุกอุทยานฯ ทับลาน ชัดเจน ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ ส.ป.ก. นอกจากนี้ได้รายงานผลการดำเนินคดีรีสอร์ทบ้านพักตากอากาศที่บุกรุกพื้นที่อุทยานฯทับลานว่ามีประมาณ 200 กว่าแห่ง ซึ่งเดิมจะประกาศมาตรา 22 พ.ร.บ.อุทยานฯทั้งหมด แต่เกรงว่าจะเกิดปะทะและผู้ประกอบการก็จะไปร้องต่อศาลปกครองให้คุ้มครองชั่วคราว ดังนั้นจึงทยอยประกาศเริ่มจากในพื้นที่ที่ล่อแหลมก่อน

ขณะเดียวกันในระหว่างดำเนินการก็มีแนวทางแก้ไขปัญหาตามมติ ครม. เดือน พ.ย.ปี 2561 เรื่องกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทุกกินในพื้นที่ป่าไม้ (ทุกประเภท) และพ.ร.บ.อุทยานฯ ปี 2562 ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วพบว่าในส่วนของรีสอร์ท บ้านพักตากอากาศ ที่บุกรุกพื้นที่อุทยานฯ ไม่สามารถที่จะยอมความได้ โดยที่ผ่านมาได้มีการวางแนวทางในการประกาศมาตรา 22 กับรีสอร์ต และบ้านพักตากอากาศทั้งหมดไว้แล้ว โดยทยอยประกาศ รวมทั้งในรายของ 88 การ์มองเต้ รีสอร์ตด้วย ซึ่งทั้งหมดยังไม่มีการระบุวันว่าจะเข้าไปปิดประกาศวันไหน เพราะมันเป็นเรื่องของความลับ

“ส่วนการต่อสู้คดีของผู้ประกอบการ เช่น การอ้างว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตส.ป.ก.นั้น มีเจ้าหน้าที่ของส.ป.ก.ให้การเท็จต่อศาล และให้ประโยชน์ต่อผู้กระทำผิด อัยการจึงไม่สั่งฟ้องเพราะเห็นว่าผู้ประกอบการขาดเจตนาในการบุกรุก อย่างไรก็ตามในการต่อสู้ทางคดีกรมอุทยานฯมีความพร้อมในเรื่องข้อมูลและหลักฐานต่างๆ มั่นใจว่าจะต่อสู้ในชั้นศาลได้ และยืนยันว่ากรมอุทยานฯ เตรียมจะประกาศมาตรา 22 เพื่อทำการรื้อถอนอย่างแน่นอน”นายประวัติศาสตร์ กล่าว

ชาวไร่ยาสูบขอบคุณ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้าน อภิปรายภาษียาสูบ วอน กมธ. ปัญหาพืชผลฯ ช่วยแก้ปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428579

ชาวไร่ยาสูบขอบคุณ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้าน อภิปรายภาษียาสูบ วอน กมธ. ปัญหาพืชผลฯ ช่วยแก้ปัญหา

ชาวไร่ยาสูบขอบคุณ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้าน อภิปรายภาษียาสูบ วอน กมธ. ปัญหาพืชผลฯ ช่วยแก้ปัญหา

วันพุธ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 18.04 น.

ชาวไร่ยาสูบเหนือ อีสาน เพชรบูรณ์ และสุโขทัย ยกขบวนขอบคุณ ส.ส. ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านที่อภิปรายความเดือดร้อนของชาวไร่ยาสูบจากพิษการขึ้นภาษีบุหรี่ วอนกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ บรรจุปัญหาของพืชยาสูบไว้ในการพิจารณา โดยมี ส.ส. จังหวัดพื้นที่ยาสูบพรรคพลังประชารัฐ พรรคเพื่อไทย และพรรคอนาคตใหม่ เป็นตัวแทนรับหนังสือ

ในวันที่ 24 ก.ค. 2562 ชาวไร่ยาสูบราว 50 คน จากสมาคมชาวไร่ยาสูบเบอร์เล่ย์จังหวัดสุโขทัย ชมรมชาวไร่ยาสูบเบอร์เล่ย์จังหวัดสุโขทัย สมาคมชาวไร่ยาสูบเบอร์เลย์จังหวัดเพชรบูรณ์ เครือข่ายชาวไร่ยาสูบภาคอีสาน และกลุ่มชาวไร่ยาสูบเวอร์จิเนียจากภาคเหนือเดินทางมายื่นหนังสือให้กับ ส.ส. ในพื้นที่ยาสูบ และกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ขอให้มีการบรรจุปัญหาของพืชยาสูบไว้ในการพิจารณาของกรรมาธิการฯ โดยเร่งด่วน เนื่องจากจะมีการประกาศโควตารับซื้อครั้งต่อไปของการยาสูบแห่งประเทศไทยในอีก 1-2 เดือนข้างหน้าซึ่งคาดว่าจะเกิดปัญหาซ้ำรอยปี 2561 วอนรัฐแก้ปัญหาแบบยั่งยืน

นายสุครีพ บุญชุ่ม นายกสมาคมชาวไร่ยาสูบเบอร์เล่ย์จังหวัดสุโขทัย กล่าวว่า “เราขอขอบคุณท่าน ส.ส. จากพื้นที่ยาสูบหลายท่านที่ได้กรุณาเล่าปัญหาของพวกเราให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้รับทราบ และเราอยากให้กรรมาธิการฯ เข้ามาช่วยเร่งแก้ปัญหาให้พืชยาสูบโดยด่วน ปีนี้พวกเราจะต้องเจอกับภัยแล้งรุนแรงที่สุด ปลูกข้าวหรือทำไร่อื่นๆ ก็ไม่รู้จะขายไดได้เงินพอใช้หนี้หรือไม่ ปกติหมดฤดูทำนาพวกเราก็มักจะได้ปลูกยาสูบต่อ ซึ่งพอจะช่วยสร้างรายได้เสริมที่นำมาใช้จ่ายในครัวเรือนและใช้หนี้ได้บ้าง ถ้ารัฐบาลไม่เร่งเข้ามาดูแลก่อนที่การยาสูบฯ จะประกาศโควตารับซื้อในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ กลัวว่าพวกเราจะโดนตัดโควตาไปเพิ่มอีก”

ด้านนายสงกรานต์ ภักดีจิตร นายกสมาคมชาวไร่ยาสูบเบอร์เลย์จังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวเสริมว่า “ชาวไร่ยาสูบขอบคุณรัฐบาลชุดที่แล้วที่กรุณาประกาศเลื่อนการขึ้นภาษีบุหรี่ออกไป 1 ปี แต่การเลื่อนออกไปเฉยๆ แบบนี้ทำให้อนาคตของชาวไร่ยาสูบเหมือนถูกวางระเบิดเวลา เราได้แต่นับวันรอความหายนะที่จะมาถึงในเดือน ต.ค. 2563 ซึ่งภาษีบุหรี่จะเพิ่มขึ้นอีก 50% ถ้า สส. ไม่ช่วยกันผลักดันให้เกิดการพิจารณาระบบภาษียาสูบให้เหมาะสมอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน พวกเราชาวไร่ยาสูบคงหมดอาชีพในไม่ช้า”

ผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษียาสูบเดือนกันยายน 2560 ทำให้ชาวไร่ยาสูบสายพันธุ์เวอร์จิเนีย เบอร์เลย์ และเตอร์กิช (โอเรลทอล) กว่า 5 หมื่นครอบครัวถูกลดโควตาการปลูกใบยาสูบฤดูกาล 2561/2562 จาก ยสท. ไปเกือบร้อยละ 50 หรือประมาณ 11.8 ล้านกิโลกรัม รวมเป็นมูลค่ากว่า 228 ล้านบาท ทั้งยังส่งผลให้รายได้ของ ยสท. ลดลงเกือบร้อยละ 90 เหลือเพียง 800 กว่าล้านบาท จากที่เคยมีรายได้เฉลี่ย 9,000 ล้านบาทต่อปีก่อนการปรับขึ้นอัตราภาษี ก่อนหน้านี้การยาสูบฯ เคยคาดการณ์ว่าหากมีการขึ้นภาษีบุหรี่อีกครั้งเป็น 40% ยอดขายอุตสาหกรรมยาสูบจะหายไปอย่างน้อยอีกครึ่งหนึ่ง ทำให้อาจต้องลดโควตาการรับซื้อใบยาจากชาวไร่ลงอีกครั้ง

นายสัน หารสุโพธิ์ ประธานเครือข่ายชาวไร่ยาสูบภาคอีสาน กล่าวเพิ่มเติมว่า “พวกเรามารวมตัวยื่นหนังสือในวันนี้อยากขอให้ ส.ส. ที่เป็นตัวแทนของพวกเราและเข้าใจปัญหาในพื้นที่ปลูกยาสูบช่วยสะท้อนความเดือดร้อนของพวกเราไปยังกระทรวงการคลัง และกรมสรรพสามิตให้ยกเลิกการขึ้นภาษีบุหรี่อัตรา 40% จัดทำแผนการขึ้นภาษีบุหรี่แบบค่อยเป็นค่อยไป และให้มีการตั้งกองทุนหรืองบประมาณเพื่อช่วยเหลือชาวไร่ยาสูบที่ได้รับความเดือดร้อนจากกรณีภัยธรรมชาติหรือนโยบายของภาครัฐให้เป็นรูปธรรม รวมถึงส่งเสริมการปลูกพืชทดแทนและการพัฒนาพันธุ์ใบยาให้สามารถนำไปสร้างมูลค่า เช่น สกัดเป็นนิโคตินเหลวด้วย”

แม่น้ำยมตอนกลางแห้งต่อเนื่องพืชผลการเกษตรเสี่ยงเสียหาย กว่า 8 แสนไร่ จากฝนแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428465

แม่น้ำยมตอนกลางแห้งต่อเนื่องพืชผลการเกษตรเสี่ยงเสียหาย กว่า 8 แสนไร่ จากฝนแล้ง

แม่น้ำยมตอนกลางแห้งต่อเนื่องพืชผลการเกษตรเสี่ยงเสียหาย กว่า 8 แสนไร่ จากฝนแล้ง

วันพุธ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 14.55 น.

24 กรกฎาคม 2562  ผู้สื่อข่าวรายงาน สถานการณ์ฝนแล้งในพื้นที่จังหวัดพิจิตร ยังส่งผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะที่ หมู่ที่6 บ้านใหม่คงคาราม  ตำบลรังนก อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร ที่แม่น้ำยมไหลผ่านปริมาณน้ำยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องหลังจากฝนแล้งที่หยุดตกทิ้งช่วงเป็นเวลานาน  ส่งผลทำให้ปริมาณระดับน้ำแม่น้ำยมซึ่งไหลผ่านหมู่บ้านได้ลดระดับลงอย่างต่อเนื่อง มองเห็นท้องแม่น้ำเป็นเห็นผืนทรายทอดยาวตลอดทั้งลำน้ำ ส่งผลให้ประชาชนและเกษตรกรไม่สามารถนำน้ำที่เหลือเพียงเล็กน้อย ขึ้นมาทำการเกษตรได้

ขณะที่ นายวรพันธุ์ สุวัณณุสส์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร  ได้รับรายงาน จากสำนักงานเกษตรพิจิตร ซึ่งทางจังหวัดพิจิตร มีพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด 2,173,823 ไร่ ด้วยสถานการณ์น้ำมีน้อยและฝนแล้งเป็นระยะเวลานาน จึงทำให้เกษตรกรที่ทำการเกษตรในฤดูฝนเริ่มทำการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจหลัก เพียง 1,473,052 ไร่ ประกอบด้วย ข้าว ข้าวโพดลี้ยงสัตว์ อ้อย มันสำปะหลัง พืชผัก และส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของข้าว พืชไร่ พืชผัก ของจังหวัดพิจิตร  ทั้ง 12 อำเภอที่เสี่ยงได้รับผลกระทบจากฝนแล้งนอกเขตชลประทาน จำนวน 838,130 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 64 ของพื้นที่ปลูกพืช ดังนี้

โดยแบ่ง เป็นการเกษตร ข้าว พื้นที่ปลูก 1,326,229 ไร่  พื้นที่ได้รับผลกระทบฝนแล้ง 795,930 ไร่คิดเป็นร้อยละ 60 ของข้าวจำนวนที่ปลูก พืชไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อย มันสำปะหลัง พื้นที่ปลูก 96,575 ไร่  พื้นที่ได้รับผลกระทบฝนแล้ง 37,930 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 40 ของพื้นที่พืชไร่  และไม้ผล มะม่วง มะยงชิด พื้นที่ปลูก 53,461 ไร่ พื้นที่ได้รับผลกระทบฝนแล้ง 4,270 ไร่คิดเป็นร้อยละ 8 ของพื้นที่ไม้ผล

นายวรพันธุ์ สุวัณณุสส์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร   กล่าวว่า “ สิ่งที่น่าเป็นห่วง พืชผลการเกษตร คือ ข้าว หากว่าไม่มีฝนตกลงมาในพื้นที่ปลูกภายใน 1-2 สัปดาห์ นับจากวันนี้  จะทำให้ข้าวที่เกษตรกรปลูกไว้ยืนต้นตาย โดยเฉพาะในอำเภอทับคล้อ วังทรายพูน ดงเจริญ บางมูลนาก  ซึ่งเป็นพื้นที่สูง อยู่นอกเขตชลประทาน จะได้รับผลกระทบจากฝนแล้ง

นายวรพันธุ์ สุวัณณุสส์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร   กล่าวต่อว่า สำหรับอำเภอสากเหล็ก ตำบลวังทับไทร พื้นที่ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ ซึ่งเป็นมะม่วงส่งออกต่างประเทศ  ซึ่งเมื่อช่วงฤดูแล้ง เมื่อเดือนพฤษภาคม ได้รับผลกระทบและยืนต้นตายแล้วบางส่วนที่อยู่บนพื้นที่ดอนและพื้นที่เนินสูง ซึ่งทางจังหวัดพิจิตร ได้ประกาศภัยแล้ง เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2562  ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยแล้ง  และเห็นชอบให้ความช่วยเหลือ เกษตรกร 79 ราย พืชสวนมะม่วง เสียหาย จำนวน 200.75 ไร่  เป็นเงิน 339,267.50 บาท  แล้วเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2562 พร้อมหาแนวทาง ช่วยเหลือผักดันน้ำ เข้าช่วยเหลือเกษตรกรชาวพิจิตรต่อไป

10ล้านไร่เสียหายยับ! สั่งแจกเมล็ดพันธุ์ข้าวหมื่นตันช่วยชาวนาสู้วิกฤติภัยแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428449

10ล้านไร่เสียหายยับ! สั่งแจกเมล็ดพันธุ์ข้าวหมื่นตันช่วยชาวนาสู้วิกฤติภัยแล้ง

10ล้านไร่เสียหายยับ! สั่งแจกเมล็ดพันธุ์ข้าวหมื่นตันช่วยชาวนาสู้วิกฤติภัยแล้ง

วันพุธ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 14.15 น.

เตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าว 10 สายพันธุ์ 10,000 ตันช่วยชาวนาผู้ประสบภัยแล้งกรมการข้าวพร้อมแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ชาวนาที่ประสบภัยแล้ง แนะปลูกให้เสร็จสิ้นภายในเดือนสิงหาคม ไม่เช่นนั้นจะสิ้นสุดฤดูฝนก่อนข้าวออกรวง

เมื่อวันที่ 24 กรกฏาคม 2562 นายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ภาวะฝนทิ้งช่วงทำให้พื้นที่เพาะปลูกข้าวขาดน้ำระมาณ 10 ล้านไร่ ใน 20 จังหวัด ได้แก่ จ.แม่ฮ่องสอน เชียงราย พะเยา เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน สกลนคร ขอนแก่น มุกดาหาร มหาสารคาม ชัยภูมิ ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี นครราชสีมา สุรินทร์ บุรีรัมย์ นครสวรรค์ และลพบุรี   ซึ่งร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้เตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีไว้มอบให้ชาวนาที่ต้นข้าวเสียหายเพื่อปลูกใหม่  10,000 ตัน หากระยะต่อไปมีน้ำเพียงพอต่อการเพาะปลูกข้าวได้โดยเมล็ดพันธุ์ข้าวที่เตรียมไว้เป็นพันธุ์ข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง อายุ 95-120 วัน ได้แก่ พันธุ์ข้าว กข29 กข31 กข41 กข49 กข57 กข71 ชัยนาท1 พิษณุโลก2 สุพรรณบุรี1 และปทุมธานี 1

สำหรับสาเหตุที่แนะนำให้ปลูกข้าว 10 พันธุ์นี้เนื่องจากยังมีช่วงระยะเวลาเจริญเติบโตของลำต้นและใบเพียงพอต่อการออกรวงให้ผลผลิตได้ ทั้งนี้การเพาะปลูกควรทำให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 เดือนสิงหาคม 2562 เพราะจะสามารถเก็บเกี่ยวได้ประมาณเดือนธันวาคม 2562 หากปลูกล่าช้าออกไปมากกว่านี้ จะมีน้ำไม่เพียงพอ เนื่องจากหมดฤดูฝนแล้ว ทำให้ต้นข้าวที่อยู่ในช่วงตั้งท้อง ออกรวงจะขาดน้ำ ทำให้ผลผลิตลดลงมากกว่าร้อยละ 50

ส่วนวิธีการปลูกนั้น แนะนำให้ปลูกโดยวิธีหยอด โรยเป็นแถว หรือหว่าน ไม่แนะนำให้ปลูกด้วยวิธีตกกล้าปักดำเนื่องจากจะทำให้ต้นข้าวสามารถตั้งตัวและเจริญเติบโตได้เร็ว อัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ปลูกที่เหมาะสมคือ ไร่ละ 10 – 15 กิโลกรัม กรณีต้นข้าวในระยะต้นกล้าหรือระยะแตกกอขาดน้ำประสบภาวะขาดน้ำเป็นระยะเวลาไม่นาน เริ่มมีอาการเหี่ยว หากต่อมาได้รับน้ำอย่างเพียงพอจะสามารถกลับมาเจริญเติบโตได้ต่อไปจึงขอให้เกษตรกรเพิ่มการดูแลรักษา ควรเร่งหาน้ำให้ปล่อยแปลงนาโดยเร็ว และใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินให้ถูกสูตร ถูกอัตรา และถูกเวลาเพื่อให้ต้นข้าวเจริญเติบโตได้เร็วยิ่งขึ้น กำจัดวัชพืชและข้าวเรื้อในแปลงนา พร้อมทั้งติดตามเฝ้าระวังการระบาดของโรคและแมลงศัตรูข้าวอย่างใกล้ชิด

นายประสงค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า พื้นที่ปลูกข้าวที่ประสบภาวะฝนทิ้งช่วงปี 2562 ส่วนใหญ่อยู่ในเขตภาคเหนือตอนบ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยเฉพาะบริเวณทุ่งกุลาร้องไห้ 5 จังหวัดได้แก่ จังหวัดมหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร สุรินทร์ และจังหวัดศรีสะเกษ ซึงเป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิคุณภาพดีที่สำคัญของประเทศ อาจส่งผลให้เกษตรกรไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ไม่มีเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีและปริมาณเมล็ดพันธุ์ยังไม่เพียงพอที่จะเก็บไว้ใช้เองเพื่อปลูกในปีต่อไป รวมทั้งเกษตรกรบางรายขาดแคลนเงินทุนเพื่อจัดซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าว ซึ่งอาจทำให้ผลผลิตข้าวหอมมะลิมีคุณภาพต่ำลง และเกิดปัญหาต่อตลาดข้าวหอมมะลิที่ไทยส่งออก

ดังนั้น ในปีการผลิต 2563/64 รอบที่ 1 (นาปี)     กรมการข้าวจะเตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิคุณภาพดีให้ปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรเพื่อใช้ในการเพาะปลูกข้าวหอมมะลิให้มีประสิทธิภาพ ผลผลิตมีคุณภาพสูง รักษาระดับปริมาณและคงความเป็นเอกลักษณ์ของข้าวหอมมะลิไทยจากการใช้เมล็ดพันธุ์ที่ได้มาตรฐานไปปลูกและไม่มีผลกระทบต่อการค้า-การตลาดของประเทศไทยต่อไป

สหกรณ์ลำพูนสืบสานพระราชปณิธาน‘ร.10’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428311

x

สหกรณ์ลำพูนสืบสานพระราชปณิธาน‘ร.10’

วันพุธ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสุมิตรา อภิชัย สหกรณ์จังหวัดลำพูน เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว กรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดทำ “โครงการสหกรณ์รวมใจภักดิ์ พัฒนารักษาสิ่งแวดล้อม น้อมนำพระราชปณิธานความดี เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก” ขึ้นเพื่อปลูกจิตสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อขบวนการสหกรณ์ แก่บุคลากรของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ตลอดจนสมาชิกสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร รวมทั้งปลูกจิตสำนึกอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม นำไปสู่การพัฒนายั่งยืน โดยน้อมนำแนวทางจิตอาสาในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มาขยายผล สร้างจิตสำนึกสาธารณะ สืบสานพระราชปณิธานบำเพ็ญตนเป็นผู้ให้ และแสดงความจงรักภักดี ความกตัญญูกตเวที ในวาระมหามงคลสมัยพิเศษยิ่งนี้

สำหรับสำนักงานสหกรณ์จังหวัดลำพูน จัดกิจกรรมในโครงการร่วมปลูกต้นไม้ในพื้นที่สหกรณ์และบ้านเรือนสมาชิก โดยมีสหกรณ์เข้าร่วมโครงการได้แก่ 1.สหกรณ์โคนมบ้านโฮ่ง จำกัด จัดกิจกรรมปลูกป่าในพื้นที่สหกรณ์และแจกกล้าไม้ให้แก่สมาชิกเพื่อนำไปปลูกในพื้นที่ชุมชน 1,500 ต้น สมาชิกเข้าร่วมโครงการ 75 คน 2.สหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินลำพูน จำกัด จัดกิจกรรมปลูกต้นไม้ ในพื้นที่สหกรณ์ 200 ต้น สมาชิกเข้าร่วมโครงการ 50 คน และ 3.สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงพระบาทห้วยต้ม จำกัด จัดกิจกรรมบวชป่า ซึ่งเป็นพิธีกรรมโบราณ เพื่อรณรงค์ ส่งเสริมให้คนในชุมชนเคารพรักธรรมชาติ เห็นความสำคัญของป่าต้นน้ำ ร่วมกันดูแลรักษาา ณ ป่าชุมชนหมู่ที่ 14 ต.นาทราย อ.ลี้ จ.ลำพูน สมาชิกเข้าร่วมโครงการ 150 คน

การจัดกิจกรรมดังกล่าว นอกจากเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว ยังเป็นการสานพลังประชาชนร่วมกับหน่วยราชการร่วมทำความดี มีจิตอาสาอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยั่งยืน ตามพระราชปณิธานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 สืบไป