ส่องเกษตร : ว่าด้วยเกษตรอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428310

449007

ส่องเกษตร : ว่าด้วยเกษตรอินทรีย์

วันพุธ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

อันที่จริงแล้วเรื่องเกษตรอินทรีย์ เป็นประวัติศาสตร์ที่น่าจดจำทั้งในทางที่ดีและทางที่ร้ายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กว่า 40 ปีที่ผ่านมา แนวคิดเรื่องการส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีอยู่ในทุกยุคทุกสมัยไม่ว่าจะเป็นการเข้ามาบริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จากรัฐมนตรีท่านใดก็ตาม แต่ผลที่เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมที่สามารถกล่าวอ้างได้ว่าเป็นบทบาทของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังคงไม่ชัดเจน นอกจากเครื่องหมายรับรอง Organic Thailand และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ที่พัฒนาออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมและจับต้องได้ แต่เมื่อสืบลึกลงไปถึงเกษตรกรผู้อยู่ในระบบเกษตรอินทรีย์จริงๆ กลายเป็นว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ได้ทำเกษตรกรอินทรีย์เพราะการสนับสนุนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่เป็นเพราะเกษตรกรเหล่านั้น เล็งเห็นประโยชน์ของการทำเกษตรอินทรีย์ด้วยตนเองมากกว่า

ปัญหาของความเข้าใจต่อระบบการผลิตแบบอินทรีย์ในระดับนโยบาย จึงส่งผลให้การกำหนดนโยบายเกษตรอินทรีย์มีความบิดเบี้ยว เกิดอนุสาวรีย์จากนโยบายเกษตรอินทรีย์หลายอย่างที่สร้างตราบาปให้กับผู้เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ หรือการจัดซื้อปุ๋ยอินทรีย์ สิ่งต่างๆ เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าเกษตรอินทรีย์เป็นทางผ่านของความชอบธรรมในการกำหนดนโยบายเพื่อให้เกิดการจัดซื้อ จัดจ้าง จัดหา ที่ไม่ตอบโจทย์ข้อเท็จจริงของเกษตรอินทรีย์ แต่อาจตอบโจทย์ของผู้กำหนดนโยบายนั่นก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง

ในขณะที่ฝ่ายที่อยู่ด้านการตลาด มักจะให้ข้อมูลเสมอว่าตลาดของเกษตรอินทรีย์ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก มีความต้องการแน่นอน ผลิตมาเท่าใดก็ขายได้แน่นอน เป็นการตอกย้ำข้อมูลจนกลายเป็นความเชื่อที่ว่าทำเกษตรอินทรีย์เถอะขายได้ เมื่อมองกลับมายังฝ่ายผลิต จะพบว่ามีเกษตรกรที่อยู่ในระบบเกษตรกรอินทรีย์ไม่มาก ทั้งที่ๆ ทุกยุคทุกสมัยต่างเห็นว่าเป็นนโยบายสำคัญ และออกนโยบายมาสนับสนุนหลากหลายรูปแบบ การเพิ่มพื้นที่ทำการเกษตรอินทรีย์ของประเทศก็ยังไม่บรรลุเป้าหมาย มันมีความผิดพลาดใดในนโยบายเหล่านั้น

เมื่อเกษตรอินทรีย์ไม่คืบ สิ่งที่คืบหน้าชัดเจนคือการนำเข้าสารเคมีทางการเกษตรและปุ๋ยเคมีเข้ามาในประเทศ เป็นปริมาณเพิ่มขึ้นแทบทุกปี แสดงว่าแผนการตลาดของบริษัทขายปุ๋ย-ขายยาแรงกว่าแผนการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ของภาครัฐหรือไม่ หรือเป็นเพียงวาทกรรมทางการเมืองเพื่อจะทุบหัวใคร ประเด็นนี้ก็ไม่อาจทราบได้

มุมหนึ่งที่น่าคิดคือ เกษตรอินทรีย์มีหลายทฤษฎีหลายสำนัก แต่ละทฤษฎีแต่ละสำนักก็มีวิธีดำเนินการที่แตกต่างกันไป ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค บางครั้งความน่าเชื่อถือก็ถูกทำลายโดยบางองค์กร ที่ออกมาประโคมข่าวทางลบตลอดเวลา จริงบ้างเท็จบ้างก็ว่ากันไป เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมในการหางบประมาณมาดำเนินกิจกรรมขององค์กรตนเอง วนๆกันไป ในที่สุดแล้ว ผลการกระทำของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็กระทบลงที่ประเทศไทย ณ จุดเดียว ตกลงแล้วประเทศไทยจะยอมให้เกษตรอินทรีย์เป็นเพียงการสร้างภาพ สร้างความน่าเชื่อถือ แต่กลับซ่อนไว้ด้วยผลประโยชน์จำนวนมหาศาล ความล้มเหลว และปัญหาที่ต้องตามแก้กันไม่รู้จักจบสิ้น แต่ที่ต้องจบแน่ๆ คงหนีไม่พ้นเกษตรกรและการเกษตรของไทย

สมชาย ชาญณรงค์กุล

รายงานพิเศษ : ‘ปลานิลในกระชัง เขื่อนลำปาว’ ผลสำเร็จบูรณาการเครือข่ายแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428314

รายงานพิเศษ : ‘ปลานิลในกระชัง เขื่อนลำปาว’ ผลสำเร็จบูรณาการเครือข่ายแปลงใหญ่

รายงานพิเศษ : ‘ปลานิลในกระชัง เขื่อนลำปาว’ ผลสำเร็จบูรณาการเครือข่ายแปลงใหญ่

วันพุธ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรบูรณาการร่วมเครือข่ายแปลงใหญ่ ส่งเสริมการเลี้ยงปลานิลในกระชังเขื่อนลำปาว ต่อยอดพัฒนาไปสู่การจัดตั้งสหกรณ์ ร่วมกันบริหารจัดการตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทางอย่างเป็นระบบ สร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างมั่นคง

นายราชิตร์ แก่นทอง ผู้จัดการโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (เลี้ยงปลานิลในกระชัง) จังหวัดกาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า เดิมทีเกษตรกรรอบๆ พื้นที่บริเวณเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ มีอาชีพทำไร่ ทำนา แต่เนื่องจากราคาผลผลิตตกต่ำ เกษตรกรจึงหันมาเลี้ยงปลานิลในกระชัง จนกระทั่งกรมส่งเสริมการเกษตร เข้ามาสนับสนุนและส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการระบบเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพ เป็นที่ต้องการของตลาด มีต้นทุนการผลิตต่ำและผลผลิตเพิ่มขึ้น โดยยึดหลักการตลาดนำการผลิต จนสมาชิกเกิดความเข้มแข็ง มีลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัย พึ่งพาอาศัยกัน ปัจจุบันในกลุ่มมีสมาชิก 58 ราย มีจำนวนกระชังของสมาชิกกว่า 2,000 กระชัง และได้มีการรวมกลุ่มเกษตรกรให้อยู่ในรูปวิสาหกิจชุมชนและได้พัฒนามาเป็นสหกรณ์ในปัจจุบัน โดยเป็นการบูรณาการร่วมกันของเครือข่ายแปลงใหญ่ที่เข้ามาแนะนำ ส่งเสริม เช่น กรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง และกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นต้น ทำให้เกษตรกรได้รับการฝึกอบรมความรู้ทั้งในด้านการเพาะเลี้ยงที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ การรวมกลุ่มและการบริหารจัดการ การแปรรูป รวมถึงการพัฒนาเข้าสู่มาตรฐานฟาร์ม GAP ตลอดจนด้านการตลาด ซึ่งแตกต่างจากตอนที่เราเลี้ยงแบบต่างคนต่างเลี้ยง เพราะต้องประสบปัญหากับพ่อค้าคนกลางกดราคา

การบริหารจัดการของกลุ่มภายหลังจากที่กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ร่วมบูรณาการกับหน่วยงานอื่นๆ เข้ามาส่งเสริมให้เข้าสู่ระบบเกษตรแบบแปลงใหญ่ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้สนับสนุนให้ผู้จัดการแปลงเข้าอบรมเพื่อเพิ่มศักยภาพในการบริหารกลุ่มแปลงใหญ่เพื่อนำความรู้ที่ได้จากการเข้าอบรมมาใช้ในการบริหารจัดการแปลงให้มีความเข็มแข็งมากขึ้น มีการวางแผนการผลิตให้กับสมาชิกอย่างเป็นระบบตั้งแต่จัดหาพันธุ์ปลา การลงเลี้ยงลูกปลา การจัดหาอาหารปลาเพื่อลดต้นทุนการผลิต และจะบริหารลำดับการจับปลาเพื่อจำหน่ายให้กับสมาชิกเป็นระยะทุกๆ 5 เดือน โดยสหกรณ์จะประกันราคารับซื้อจากสมาชิกกิโลกรัมละ 55 บาท ทำให้สมาชิกมีกำไรและลดความเสี่ยงเรื่องตลาด โดยใน 1 ปี มีผลผลิตออกสู่ตลาด 2 ครั้ง เกษตรกรมีกำไรไม่น้อยกว่า 200,000 บาทต่อครั้ง ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่แน่นอน มั่นคง และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

“หลังจากเกษตรกรหันมารวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่ปลานิลในกระชังในรูปแบบของสหกรณ์แล้ว ทำให้สมาชิกแปลงใหญ่ปลานิลในกระชังมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีการตลาดรองรับผลผลิตที่แน่นอน จนกลายเป็นอาชีพหลักของเกษตรกรไปในที่สุด ซึ่งถือว่านโยบายเกษตรแบบแปลงใหญ่ เป็นนโยบายที่ดีที่เน้นการตลาดนำการผลิต และวางแผนการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตร่วมกัน ทำให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งในการประกอบอาชีพมากขึ้น”นายราชิตร์ กล่าว

แจ้งเกิดอ่างฯห้วยทรายขาวแก้วิกฤติขุนยวมขาดแคลนน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428313

x

แจ้งเกิดอ่างฯห้วยทรายขาวแก้วิกฤติขุนยวมขาดแคลนน้ำ

วันพุธ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายกตัญญู ใจชื้น ผู้อำนวยการโครงการชลประทานแม่ฮ่องสอน กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลฯเร่งดำเนินการก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขาว อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน เพื่อใช้เป็นแหล่งน้ำต้นทุนแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค ครอบคลุมพื้นที่บ้านใหม่พัฒนา บ้านขุนยวม บ้านโป่งศิลา บ้านหัวหนอง ต.แม่อู่คอ อ.ขุนยวม โดยเฉพาะที่บ้านใหม่พัฒนานั้น จะมีราษฎรได้รับประโยชน์ถึง 1,300 ครัวเรือนหรือประมาณ 3,700 คน รวมทั้งยังส่งให้ช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรได้อีกประมาณ 250 ไร่

ทั้งนี้ ในอดีตบ้านใหม่พัฒนา เป็นชุมชนเล็กๆ ใช้น้ำจากลำห้วยทรายขาวเพียงพอ แต่ต่อมาราษฎรเข้ามาอาศัยมากขึ้นความต้องการใช้น้ำมากขึ้น กรมชลประทานจึงสร้างฝายขุนยวมพร้อมระบบส่งน้ำเพื่อกักเก็บและส่งน้ำระยะทาง 10.5 กิโลเมตร มายังสระรัชดาในเมืองขุนยวม ไว้ให้การประปาท้องถิ่นใช้ผลิตน้ำประปาใช้ในพื้นที่ดังกล่าว แต่ปัญหาคือ ตลอดระยะทางส่งน้ำ 10.5 กม.เดิมเป็นป่า ปัจจุบันบางแห่งถูกเพิกถอนเพื่อรองรับการขยายตัวของชุมชนเมือง รวมทั้งพื้นที่บางส่วนพัฒนาเป็นพื้นที่เกษตรกรรม มีการนำน้ำไปใช้ทำเกษตรและเลี้ยงสัตว์มากขึ้น ปริมาณน้ำที่มาถึงสระรัชดามีน้อยลง ประกอบกับฤดูแล้งปริมาณน้ำในลำห้วยทรายขาวน้อยลง จน 10 ปีหลังชาวอ.ขุนยวม เริ่มขาดแคลนน้ำในหน้าแล้ง ล่าสุดขาดแคลนน้ำประปาถึงขั้นวิกฤติ จนต้องใช้มาตรการเปิด-ปิดน้ำประปาตามรอบเวร นอกจากนี้ ในอนาคตจะยกระดับจุดผ่อนปรนห้วยต้นนุ่นให้เป็นจุดผ่านแดนถาวรด่านห้วยต้นนุ่นซึ่ง ปริมาณใช้น้ำเพิ่มขึ้น กรมชลฯจำเป็นต้องเร่งสร้างอ่างฯห้วยทรายขาวเป็นแหล่งน้ำต้นทุน รองรับการใช้น้ำที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต

“อ่างฯห้วยทรายขาว เป็นหนึ่งในโครงการตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ภายในโครงการจัดหาน้ำอุปโภคบริโภคให้ครบ 169 หมู่บ้าน ภายในปีงบประมาณ 2562 ของรัฐบาล ซึ่งนอกจากจะสร้างความมั่นคงด้านน้ำเพื่อบริโภคอุปโภคตามแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปีแล้ว ยังระบายน้ำลงไปยังคลองขุนยวม เพื่อช่วยพื้นที่เกษตรกรรมได้อีกด้วย” ผอ.โครงการชลประทานแม่ฮ่องสอนกล่าว

นายสิทธิโชค พิรุณรัตน์ วิศวกรรมชลประทานชำนาญการพิเศษ หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรมโครงการก่อสร้างสำนักงานชลประทานที่ 1 กรมชลประทานกล่าวว่า อ่างเก็บน้ำห้วยทรายขาว เป็นอ่างฯขนาดเล็กความจุ 500,000 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ตัวเขื่อนจะเป็นเขื่อนดิน สร้างปิดลำห้วยทรายขาว ซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำยวม ขณะนี้เริ่มสร้างทำนบดินกั้นหัวงานเพื่อให้การก่อสร้างดำเนินไปได้ช่วงฤดูฝน สำหรับกรณีพื้นที่สร้างอ่างเก็บน้ำ ที่ทับเขตป่าสงวนโซน C ประมาณ 48 ไร่ 3 งานนั้น อยู่ใน
ขั้นตอนขออนุญาตกรมป่าไม้คาดว่าจะเสร็จเดือนกรกฎาคม และคาดว่าอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขาว พร้อมระบบส่งน้ำจะแล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2563

‘บ้านหนองศาลาโมเดล’มาตรฐานGAP ต้นแบบศูนย์เรียนรู้ผลิตพืชผักปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428312

x

‘บ้านหนองศาลาโมเดล’มาตรฐานGAP ต้นแบบศูนย์เรียนรู้ผลิตพืชผักปลอดภัย

วันพุธ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กลุ่มผลิตผักปลอดสารพิษบ้านหนองศาลา จ.ราชบุรี โชว์กระบวนการผลิตพืชผักด้วยระบบมาตรฐาน GAP ของกลุ่มผลิตผักปลอดสารพิษบ้านหนองศาลา จ.ราชบุรี
อีกหนึ่งต้นแบบศูนย์เรียนรู้ด้านการผลิตพืชผักปลอดสารพิษ และแหล่งศึกษาดูงานด้านการผลิตพืชผักปลอดภัย ผลิตปัจจัยการผลิตใช้เอง มีตลาดรับซื้อมั่นคง

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร พัฒนาตลาดเกษตรกรที่มีอยู่ทั่วประเทศ ให้เกิดเป็นศูนย์เรียนรู้การบริหารจัดการสินค้าเกษตร หรือ ตลาดเกษตรกรถาวร 7 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย ลำปาง พิจิตร ชัยภูมิ กาญจนบุรี กระบี่ และราชบุรี สำหรับจ.ราชบุรี จัดเป็นจังหวัดที่มีการดำเนินงานจัดตั้งตลาดเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จจังหวัดหนึ่ง สามารถเพิ่มช่องทางการตลาดสินค้าเกษตรปลอดภัยและได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP ให้เข้ามาจำหน่ายเป็นเกษตรกรตัวจริง เพื่อให้เกษตรกรได้เรียนรู้การหาช่องทางการตลาดสินค้าเกษตรที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด มีเจ้าหน้าที่เกษตรเป็นที่ปรึกษาส่งเสริมสนับสนุนผลักดันและขับเคลื่อนทุกมิติ สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการพัฒนาการเกษตรและเกษตรกร โดยเน้นใน 4 ประเด็นหลัก คือ การลดต้นทุนการผลิต เพิ่มคุณภาพและผลผลิตต่อหน่วย การบริหารจัดการ และการวางแผนการผลิตและเพิ่มช่องทางการตลาด อีกทั้งเป็นการเชื่อมโยงผลผลิตที่มีคุณภาพและได้รับการรับรองมาตรฐานจากกิจกรรมแปลงใหญ่เข้าสู่ตลาดเกษตรกร อาทิ ตลาดสู่โรงพยาบาล และตลาดในระดับที่สูงขึ้น

โดยกลุ่มผลิตผักปลอดสารพิษบ้านหนองศาลา จ.ราชบุรี ถือเป็นอีกหนึ่งต้นแบบศูนย์เรียนรู้ด้านการผลิตพืชผักปลอดสารพิษ และเป็นแหล่งศึกษาดูงานด้านการผลิตพืชผักปลอดภัย การผลิตและขยายสารชีวภัณฑ์ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช ปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 30 คน มีการผลิตผักต่อเนื่องตลอดทั้งปี ได้แก่ คะน้า กวางตุ้ง บวบ มะระ ถั่วฝักยาว มะเขือเทศ ฯลฯ เกษตรกรสมาชิกมีการจัดตั้งกองทุนบริหารจัดการปัจจัยการผลิตบริการสมาชิกอย่างต่อเนื่อง กลุ่มมีโรงผลิตปุ๋ยอินทรีย์และสถานที่จัดประชุมของกลุ่ม มีการจัดทำแปลงเรียนรู้การผลิตพืชปลอดภัยตามระบบ GAP และมีระบบการผลิต และการบริหารจัดการกลุ่มที่ดี โดยเฉพาะระบบการกระจายสินค้าซึ่งมีจุดรวบรวมผลผลิตจากสมาชิกคัดคุณภาพ มีการใช้บรรจุภัณฑ์เพื่อรักษาคุณภาพของสินค้า และพัฒนาระบบการกระจายสินค้าให้ถึงผู้บริโภคในหลายช่องทาง

“สำหรับกลุ่มผลิตผักปลอดสารพิษบ้านหนองศาลา จ.ราชบุรี นับเป็นอีกหนึ่งต้นแบบการรวมกลุ่มกันผลิต รวมกลุ่มกันขาย และนำผลผลิตที่ได้ทั้งจากแปลงใหญ่และอื่นๆ ออกสู่ตลาดที่มีหน้าร้านเป็นของตนเองจากการสนับสนุนจากภาครัฐ ทำให้ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค โดยทั้งหมดนี้เป็นการขับเคลื่อนด้วยกลไกของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ส่งผลให้เกษตรกรมีตลาดขายสินค้าที่มั่นคงและยั่งยืน ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวถือเป็นการตอบโจทย์นโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในเรื่องของการใช้ตลาดนำการผลิตได้อย่างเห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง”

‘รมต.ปาทังกา’! ‘มนัญญา’บุกไร่อ้อยจับตั๊กแตนทอดกรอบ แก้เผ็ดหลังระบาดหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428371

'รมต.ปาทังกา'! 'มนัญญา'บุกไร่อ้อยจับตั๊กแตนทอดกรอบ แก้เผ็ดหลังระบาดหนัก

‘รมต.ปาทังกา’! ‘มนัญญา’บุกไร่อ้อยจับตั๊กแตนทอดกรอบ แก้เผ็ดหลังระบาดหนัก

วันอังคาร ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 23.07 น.

เมื่อเวลา 18.20 น.วันที่ 23 กรกฎาคม 2562 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เป็นประธานในพิธี “วันรณรงค์ป้องกันกำจัดตั๊กแตนในแปลงอ้อย  โดยมีนายนายรังสรรค์ วัฒนาพานิช นายอำเภอบ้านไร่ กล่าวต้อนรับ ร้อยโททศพล ไชยโกมินทร์  รองผู้ว่าฯอุทัยธานี กล่าวรายงาน  โดยมีประชาชน พร้อมกำนัน ผู้ใหญ่ ประชาชนให้การต้อนรับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.มนัญญา ได้ลงมือออกจับตั๊กแตนตามไร่อ้อยร่วมกับเกษตรกร พร้อมทั้งนำมาทอดรับประทาน และให้ชาวบ้านนำไปขายให้กับผู้ที่นิยมรับประทานตั๊กแตนทอดในราคากิโลกรัมละ 100-150 บาท อันเป็นการเสริมรายได้อีกทางหนึ่ง

ก่อนหน้านี้นายชนม์สวัสดิ์ ทองโพธิ์งาม รักษาราชการแทนเกษตร จ.อุทัยธานี ได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้าน ที่ ต.วังหิน และ ต.บ้านใหม่คลองเคียน อ.บ้านไร่  ที่ประกอบทำไร่อ้อยได้ประปัญหา ถูกฝูงตัวตั๊กแตน ปาทังกา ระบาดกัดกินใบอ้อย  มีลักษณะแหวางเว้า ได้รับความเสียเป็นจำนวนหลายพันไร่  โดยฝูงตั๊กแตนเริ่มออกอาละวาดตั้งแต่เวลาพลบค่ำเป็นต้นไป หากไม่รับหาทางแก้ไขจะยิ่งตีวงกว้างสร้างความเสียหายในไร่อ้อยไปมากกว่านี้

เกษตรกรชาวไร่อ้อย รายหนึ่งกล่าวว่า ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก นอกจากจะประสบปัญหาภัยแล้งแล้ว ยังประสบปัญหาตัวตั๊กแตน ปาทังกา กันกินใบจนได้รับความเสียหาย  ส่วนการกำจัดตั๊กแตนก็ทำค่อนข้างยาก เพราะในช่วงกลางวันตั๊กแตน หลบความร้อนลงไปซ่อนตัวที่โคนอ้อย และในกอหญ้า  ซึ่งทุกวันนี้ก็แย่กันพออยู่แล้ว ที่ฝนไม่ตก ไหนจะมาโดนตัวตั๊กแตนกินใบอีก

ต่อมาเจ้าหน้าที่จึง ได้ประสานนายวินัย  คำครองแก้ว ผช.ผ.ญ.บ.หมู่.12  ต.หนองจอก หัวหน้าทีมมือปราบตั๊กแตนบ้านจัน ต.หนองจอก อ.บ้านไร่ พร้อมชาวบ้านที่บ้านจัน ม.12 ต.หนอกจอก อ.บ้านไร่ จำนวนหลายสิบคนเข้าทำการจับตัวตั๊นแตน ที่กำลังระบาดในไร่อ้อยของเกษตรกร ที่ต.วังหิน และต.บ้านใหม่คลองเคียน อ.บ้านไร่ ตั้งแต่วันที่ 12 ก.ค 62 ที่ผ่านมา สามารถจับได้ทั้งหมด 346 กิโลกรัม รวมตั๊กแตนทั้งหมด 429,404 ตัว มีมูลค่าการจำหน่าย 34,600 บาทเลยทีเดียว

 

 

นักวิชาการชี้ปีนี้อากาศผันผวน! น้ำไหลลงเขื่อนน้อย เกิดปัญหาซ้ำซาก’แย่งน้ำทำนา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428231

นักวิชาการชี้ปีนี้อากาศผันผวน! น้ำไหลลงเขื่อนน้อย เกิดปัญหาซ้ำซาก'แย่งน้ำทำนา'

นักวิชาการชี้ปีนี้อากาศผันผวน! น้ำไหลลงเขื่อนน้อย เกิดปัญหาซ้ำซาก’แย่งน้ำทำนา’

วันอังคาร ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 15.59 น.

23 กรกฎาคม 2562 ผศ.ณัฐ มาแจ้ง ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ปีนี้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำหลายเขื่อนอยู่ในเกณฑ์น้อย แต่ไม่ได้วิกฤตที่สุดอย่างที่หลายฝ่ายกังวล จากสถิติรอบ 10 ปีพบว่า ในช่วงเวลาเดียวกันมีหลายปีที่น้ำในเขื่อนหลักน้อยกว่าปีนี้เช่น เขื่อนภูมิพลในปี 2553 2556 2557 2558 และ 2559 ส่วนเขื่อนสิริกิติ์ในปี 2556 2557 และ 2558

สำหรับปีนี้สาเหตุที่ทำให้ปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนน้อย และมีภาวะฝนน้อยตั้งแต่ต้นฤดู ยังทิ้งช่วงยาวนานเกิดจากความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ แต่ที่สำคัญภาครัฐควบคุมพื้นที่เพาะปลูกไม่ได้ ให้สมดุลกับแผนบริหารจัดการน้ำที่วางไว้ ถือเป็นปัญหาซ้ำซากแย่งใช้น้ำ โดยต้องแก้ปัญหาชัดเจนว่า ถ้าเกษตรกรฝืนเพาะปลูกเกินกว่าแผน แจ้งเตือนไม่ให้ทำนาต่อเนื่อง เมื่อชาวนาไม่ฟังยังทำนาต่อ จะไม่ระบายน้ำให้ หากได้รับความเสียหาย รัฐจะไม่ชดเชยใดๆทั้งสิ้น

ผศ.ณัฐ กล่าวต่อว่า ปัญหาที่กรมชลประทานทำงานลำบากในช่วงฝนตกชุก เมื่อระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนสูงขึ้นทางระบายน้ำล้น (Spillway) ประชาชนได้เกิดความตื่นตระหนก ซึ่งต้องออกมาความเข้าใจว่า การที่ระดับน้ำสูงถึงทางระบายน้ำล้นเป็นสิ่งปกติของการเก็บกักน้ำในเขื่อน เขื่อนได้ออกแบบให้มีทางระบายน้ำล้น เพื่อเป็นช่องทางระบายน้ำออกไว้​อยู่แล้ว ไม่ใช่น้ำล้นเขื่อนหรือเขื่อนจะแตก

ผศ.ณัฐ กล่าวว่า สถานการณ์น้ำปีนี้ที่ดูวิกฤต ยังเป็นเพราะมีปัญหาระดับน้ำแม่น้ำโขงลดลง จากการเตรียมทดสอบเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำที่เขื่อนไซยะบุรีในลาว​ อีกทั้งจีนได้สร้างเขื่อนกั้นลำน้ำโขงไว้หลายเขื่อน จึงส่งผลให้ระดับน้ำจังหวัดที่ติดลำน้ำโขงลดต่ำลงไปด้วย เมื่อดูจากแผนภูมิการขึ้นลงของลำน้ำโขงปีนี้ที่อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนมและอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย พบว่าลดลงเป็นขั้นบันไดจากกักน้ำของเขื่อนต่างๆ ซึ่งจะเป็นปัญหาเช่นนี้ทุกปีจากนี้ไป ดังนั้นไทยต้องหาแนวทางรับสถานการณ์เช่น เขื่อนปากมูล จังหวัดอุบลราชธานี ได้เปิดบานประตูระบายน้ำไว้ตามข้อเรียกร้องของชาวบ้าน ดังนั้นเมื่อน้ำโขงต่ำ ต้องลดบานประตู​ลง

รวมทั้งแม่น้ำเลย ที่ไหลไปลงสู่น้ำโขงที่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย และแม่น้ำสงคราม ไหลลงสู่น้ำโขงที่อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ต้องทำเร่งด่วน สร้างประตูระบายน้ำบริเวณ​ปากแม่น้ำ ปิดเปิดบานระบายให้สมดุล เพื่อเก็บกักน้ำไว้ในประเทศ

กรมประมงรุก!อบรมเกษตรกรทั่วปท. ผลิตอาหารปลอดภัย-รักษ์สิ่งแวดล้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/427973

x

กรมประมงรุก!อบรมเกษตรกรทั่วปท. ผลิตอาหารปลอดภัย-รักษ์สิ่งแวดล้อม

วันอังคาร ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

 

ปัจจุบันผู้บริโภคทั่วโลกสนใจบริโภคอาหารสด สะอาด ปลอดภัยไร้สารตกค้างมากขึ้น ดังนั้น ประเทศไทย ผู้เป็นหนึ่งฐานการผลิตสินค้า วัตถุดิบสำหรับทำอาหาร ซึ่งเปรียบเสมือนครัวโลก จึงต้องหันมาใส่ใจให้ความสำคัญกับเรื่องการผลิตอาหารปลอดภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคด้วยเช่นกัน

นายอดิศร  พร้อมเทพ  อธิบดีกรมประมง ให้นโยบายวางแนวทางเรื่องนี้ว่า กรมในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและดูแลตรวจสอบรับรองสินค้าสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน จึงต้องเผยแพร่ความรู้แก่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและผู้ประกอบการตลอดสายการผลิต ถึงแนวทางวิธีผลิตสัตว์น้ำปลอดภัยต่อการบริโภค ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่กรมลงพื้นที่ทั่วประเทศ ให้ความรู้สถานการณ์เกิดโรคในสัตว์น้ำ เพื่อให้รู้ทัน รู้จักและเข้าใจแต่ละโรคมากขึ้น รวมถึงประเมินวิเคราะห์ความเสี่ยงเกิดโรค เฝ้าระวังโรคในฟาร์ม ตรวจติดตามการเกิดโรค รวมทั้งหลักการจัดการความปลอดภัยทางชีวภาพ ลดปัญหาเกิดโรคระบาด และใช้ยาไม่สมเหตุสมผล รวมถึงสร้างความตระหนักรู้เรื่องการใช้ประโยชน์ทรัพยากรน้ำอย่างมีความรับผิดชอบ ซึ่งเรื่องต่างๆ เหล่านี้ เป็นทิศทางและกระแสผลิตสัตว์น้ำของโลกด้วย นอกจากนี้ ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม – ต้นเดือนมิถุนายน ยังร่วมกับเครือข่ายผู้เลี้ยงกุ้งไทย จัดสัมมนา “ชูกุ้งไทยสู่ความยั่งยืน ยกมาตรฐานกุ้งไทย สด สะอาด รสชาติดี ปลอดสารพิษ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” ในภาคตะวันออกและภาคใต้ 11 จังหวัดได้แก่ จันทบุรี นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ปัตตานี สตูล ตรัง กระบี่ พังงา และระนอง โดยมีเกษตรกรจากชมรมผู้เลี้ยงกุ้ง 16 ชมรม รวม 900 คน สนใจร่วมฟัง นอกจากนี้ ในงานดังกล่าว ผู้เข้าร่วมงานยังแสดงเจตจำนงของความตั้งใจลดใช้ยาต้านจุลชีพที่ไม่สมเหตุสมผล ทำให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาสารตกค้างในกุ้ง และเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมระยะยาว ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่ออุตสาหกรรมกุ้งไทย

จากการติดตามผลหลังเกษตรกรได้รับความรู้ไป พบว่าเกษตรกรกระตือรือร้น ตอบรับนโยบายและมุ่งมั่นผลิตสัตว์น้ำให้สด สะอาด ไร้สารตกค้าง เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคมากขึ้น ดังนั้น แนวทางดำเนินการดังที่ผ่านมา เป็นการทำงานเชิงรุก เพราะเจ้าหน้าที่กรมลงพื้นที่เคาะประตูบ้านส่งเสริมความรู้ เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ให้เป็นเกษตรกรอัจฉริยะ (Smart Farmer) ในการผลิตสินค้าสัตว์น้ำมีคุณภาพได้มาตรฐานสากล ปลอดภัยต่อผู้บริโภคเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ถือเป็นการสร้างจุดแข็งของไทยช่วยเพิ่มขีดการแข่งขันส่งออกสินค้าสัตว์น้ำของไทยกับประเทศคู่ค้าได้มาก

คนรักเห็ดจัดถกใหญ่ ‘สานสัมพันธ์40ปีฯ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/427970

x

คนรักเห็ดจัดถกใหญ่ ‘สานสัมพันธ์40ปีฯ’

วันอังคาร ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมนักวิจัยและเพาะเห็ดแห่งประเทศไทย จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2561 “สานสัมพันธ์ 40 ปี ชีวีมั่นคงด้วยเห็ดไทย” เปิดโอกาสให้ภาครัฐเอกชน เกษตรกรผู้เพาะเห็ดและผู้สนใจ ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการพัฒนาระบบการผลิตเห็ดอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน โดยต้องสอดคล้องกับความต้องการของตลาดและผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

การเพาะเห็ด เป็นอาชีพเกษตรกรรมที่สร้างรายได้ได้หลายช่องทาง ทั้งจำหน่ายเห็ด แปรรูป และนำสารสกัดบางชนิดจากเห็ดมาผลิตเป็นอาหารสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย เพราะเห็ดมีคุณค่าทางโภชนาการ มีสรรพคุณเป็นสมุนไพร ปัจจุบันเทคโนโลยีการผลิตเห็ดพัฒนาจนผลิตได้แพร่หลาย อย่างไรก็ตาม การขยายการผลิตเห็ดที่สอดคล้องกับความต้องการตลาด ผู้บริโภคและเกษตรกร ผู้เพาะเห็ดจำเป็นต้องมีข้อมูลประกอบการพิจารณาทั้งในและต่างประเทศ มิฉะนั้นสินค้าเห็ดอาจได้รับผลกระทบด้านบวกและลบ ทั้งทางตรง และทางอ้อม

จากแนวคิดดังกล่าวในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี พ.ศ. 2561 เป็นโอกาสที่สมาคมนักวิจัยและเพาะเห็ดแห่งประเทศไทยได้ก่อตั้งมา 40 ปี จึงให้ชื่อการประชุมใหญ่ครั้งนี้ว่า “สานสัมพันธ์ 40 ปี ชีวีมั่นคงด้วยเห็ดไทย” เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน เกษตรกรผู้เพาะเห็ด และผู้สนใจ โดยการจัดงานครั้งนี้ เพื่อเป็นเวทีระดมสมอง เครือข่ายผู้เพาะเห็ด นักวิชาการด้านเห็ด นำเสนอข้อคิดเห็นข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์นำสู่การพัฒนาวงการเห็ดในอนาคต พร้อมมีกิจกรรมพบปะเชื่อมโยง แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ ทัศนคติเกี่ยวกับเห็ด เช่น การเสวนาเรื่อง กลยุทธ์เพาะเห็ดฟางสร้างเงินล้าน มหัศจรรย์เห็ดเพาะถุง พร้อมชมนิทรรศการ การออกร้านสินค้าจากเห็ดมากมาย การจัดงานครั้งนี้ยังถือเป็นโอกาสที่สมาคมนักวิจัยและเพาะเห็ดแห่งประเทศไทยได้ก่อตั้งมาครบรอบ 40 ปี และเชิดชูเกียรติผู้ทำคุณประโยชน์แก่วงการเห็ด

ผู้สนใจเข้าร่วมประชุม สำหรับสมาชิกสมาคมฯและบุคคลทั่วไป อัตราค่าลงทะเบียน 1,500 บาท นิสิต นักศึกษา ผู้เกษียณอายุ (แสดงบัตรนักศึกษาและบัตรประชาชน) อัตราค่าลงทะเบียน 1,000 บาท ลงทะเบียนได้ภายในวันที่ 25 สิงหาคม 2562 โดยงานจะจัดขึ้นวันที่ 31 สิงหาคม 2562 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 08-4448-2411 หรือ 09-0959-7692

หมอนทอง3จว.ใต้ลู่ทางสดใส คุณภาพโดนใจผู้นำเข้ารายใหญ่ของจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/427969

x

หมอนทอง3จว.ใต้ลู่ทางสดใส คุณภาพโดนใจผู้นำเข้ารายใหญ่ของจีน

วันอังคาร ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คณะนักธุรกิจจีน นำโดย นายเฉิน เว่ยปิน ผู้อำนวยการด้านการตลาด บริษัทกวางโจว ยูฝู จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทรับซื้อผลไม้จากทั่วโลกไปจำหน่ายในประเทศจีนรายใหญ่อันดับต้นๆ ร่วมกับผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด เดินทางเยี่ยมชมและตรวจสอบคุณภาพการปลูกทุเรียนบาตามัส (ทุเรียนหมอนทอง) ภายใต้โครงการทุเรียนคุณภาพ ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ดำเนินการร่วมกับภาคราชการและเกษตรกร

หลังศึกษาพื้นที่และพูดคุยกับเกษตรกรชาวสวนทุเรียนของโครงการ นายเฉิน เว่ยปิน กล่าวว่า ปีที่ผ่านมา สัดส่วนนำเข้าทุเรียนผลสดจากไทยอยู่ที่ร้อยละ 90-95 อีกร้อยละ 5-10 เป็นผลผลิตจากเวียดนามและมาเลเซีย ซึ่งจากการที่รัฐบาลจีนเข้มงวดคุณภาพ  ขณะที่มาเลเซียและเวียดนามกำลังพยายามขอโอกาสจากรัฐบาลจีนส่งออกทุเรียนเพิ่มขึ้น ฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำคือ สร้างมาตรฐานทุเรียนไทยให้เข้มแข็ง

“คนจีนนิยมทานทุเรียนมาก ที่นิยม เป็นทุเรียนเนื้อละเอียด สีเหลืองทองออกเข้ม เต็มพู รสชาติหวาน เมื่อพูดถึงทุเรียนไทย ชาวจีนจะรับรู้ว่า เป็นทุเรียนจากจันทบุรี ดังนั้น การขายทุเรียนจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จึงเป็นเรื่องใหม่ที่จะสร้างการรับรู้ว่า ที่นี่ก็เป็นแหล่งผลิตทุเรียนคุณภาพอีกแห่งของไทย นอกจากนี้ ยังจะมองหาทุเรียนพันธุ์อื่นนอกจาก“หมอนทอง”ที่รสชาติดีมีคุณภาพไปเป็นตัวเลือกใหม่ให้ผู้บริโภคอีกด้วย

นายเฉินกล่าวย้ำว่า มั่นใจในคุณภาพทุเรียนที่ผลิตจากพื้นที่นี้ เพราะในโครงการมีคู่มือผลิตทุเรียนคุณภาพและสมุดตรวจแปลง ซึ่งเป็นเรื่องพิเศษมาก ถ้าทำตามคู่มือผลิตและบันทึกติดตามการผลิตอย่างเข้มงวด ผลทุเรียนที่ได้จะมีคุณภาพดีมาก เป็นจุดเด่นในการสร้างมาตรฐานที่พิเศษ ต่างจากแหล่งอื่นที่บริษัทเคยรับซื้อมา

นายการัณย์ ศุภกิจวิเลขการ ผู้อำนวยการสถาบันปิดทองหลังพระฯกล่าวว่า “โครงการทุเรียนคุณภาพปีนี้ ดำเนินการเป็นปีที่สองแล้ว เพื่อแก้ปัญหาให้เกษตรกร
ผู้ปลูกทุเรียนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งขาดโอกาส ความรู้ และทุนผลิตและจำหน่ายทุเรียน ปิดทองหลังพระฯจึงบูรณาการทำงานกับหน่วยงานภาคีภาครัฐ เอกชนและประชาชน สนับสนุนองค์ความรู้ในการบำรุงดูแลต้น สนับสนุนระบบน้ำเข้าแปลง  และปัจจัยการผลิต ในรูปแบบยืมก่อนจ่ายทีหลัง รวมทั้งคัดเลือก“อาสาทุเรียน” 91 คน จากเกษตรกรในพื้นที่ไปอบรมเชิงปฏิบัติการ ณ ศูนย์การเรียนรู้เกษตรพอเพียง ต.วังหว้า อ.แกลง จ.ระยอง ตั้งแต่บำรุงดูแลต้น ป้องกันโรคและศัตรูพืช ไปจนถึงการเก็บเกี่ยว เพื่อนำความรู้กลับมาแนะนำเกษตรกรรายอื่นต่อไป

“ปีนี้ขยายผลดำเนินการไปยังสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้น 664 ราย พื้นที่ 1,125 ไร่ ทุเรียนรวม 22,508 ต้น จะเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตรอบแรกได้กลางเดือนกรกฎาคม คาดการณ์ผลผลิตว่าจะมีประมาณ 2,500 ตัน สร้างรายได้ให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ รวมกันไม่น้อยกว่า 160 ล้านบาท”  นายการัณย์กล่าว

กยท.จับมือสภาอุตฯดันสวนยาง สู่มาตรฐานPEFCนำร่อง7จว.ใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/427968

x

กยท.จับมือสภาอุตฯดันสวนยาง สู่มาตรฐานPEFCนำร่อง7จว.ใต้

วันอังคาร ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยด้านธุรกิจและปฏิบัติการ กล่าวว่า ยางพาราเป็นหนึ่งในพืชมีค่าทางเศรษฐกิจของไทย เนื่องจากให้ผลผลิตที่เป็นน้ำยางส่งออกขายหรือแปรรูปได้แล้ว ไม้ยางพาราก็เป็นที่ต้องการในแวดวงอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ และอุตสาหกรรมพลังงาน ที่ผ่านมา กยท.ได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรชาวสวนยางของ กยท.จัดการสวนยางพาราอย่างยั่งยืน ยกระดับสู่มาตรฐานสากลมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด เมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เปิดตัวระบบรับรองการจัดการป่าไม้ของไทย (TFCS) อย่างเป็นทางการ ให้บริการด้านการออกใบรับรองการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนแห่งเดียวในประเทศไทย ซึ่งเทียบเท่ามาตรฐานสากล (The Programme for the Endorsement of Forest Certification : PEFC) กยท. จึงร่วมกับสอท. ขับเคลื่อนสวนยางพาราให้เข้าสู่มาตรฐานดังกล่าว เพื่อยกระดับสวนยางพาราไทยสู่มาตรฐานสากล ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตยางพาราและไม้ยางพารา

“กยท.มีบทบาทส่งเสริมให้เกษตรกรได้รับการรับรองมาตรฐานสากล (PEFC) โดยมีงบประมาณสนับสนุนตามพ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 49 (3) เป็นค่าใช้จ่ายส่งเสริม สนับสนุน และช่วยเหลือเกษตรกร สถาบันเกษตรชาวสวนยางและผู้ประกอบกิจการยาง กำหนดเป้าหมายนำร่องพื้นที่สวนยาง 200,000 ไร่ ใน 7 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ จ.นครศรีธรรมราช จ.สุราษฎร์ธานี จ.สงขลา จ.กระบี่ จ.ตรัง จ.พัทลุง และจ.สตูล เนื่องจากเป็นพื้นที่ซึ่งมีสวนยางหนาแน่น รวมถึงมีบริษัทรับซื้อน้ำยางและไม้ยางพาราในพื้นที่จำนวนมาก หลังจากนี้จะขยายพื้นที่สวนยางเป้าหมายให้ได้รับมาตรฐานสากลทั่วประเทศ” นายณกรณ์กล่าว