รมว.เกษตรฯมอบนโยบายเร่งด่วนแก้ภัยแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/427831

x

รมว.เกษตรฯมอบนโยบายเร่งด่วนแก้ภัยแล้ง

วันจันทร์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

รัฐมนตรีเกษตรฯถือฤกษ์นำทีมรัฐมนตรีช่วยฯไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ พร้อมกับมอบนโยบายเร่งด่วนที่ต้องเร่งแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยถือฤกษ์ในเวลา 08.30 น. โดยเข้าสักการะพระภูมิชัยมงคล ท้าวเวสสุวรรณ ศาลตายาย พระพิรุณทรงนาค (หน้าอาคาร) และพระพิรุณทรงนาคในห้องพิพิธภัณฑ์ ก่อนจะร่วมถ่ายภาพหน้าอาคารกระทรวงเกษตรฯ

จากนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวต้อนรับและแสดงความยินดี พร้อมทั้งแนะนำผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก่อนจะนำเสนอภารกิจภาพรวมของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหารือร่วมกับผู้บริหารในประเด็นปัญหาด้านการเกษตร

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ภารกิจแรกที่ต้องเร่งแก้ไข คือเรื่องปัญหาฝนทิ้งช่วง และภัยแล้งในหลายพื้นที่ ตามที่นายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) มีความเป็นห่วง นอกจากนี้ยังต้องเร่งหามาตรการในการแก้ไขปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกร อาทิ โรคระบาดพืช โรคระบาดสัตว์ ตลอดจนเรื่องเร่งด่วนอื่นๆ เช่น ประมง ราคายางพารา รวมถึงการบริหารจัดการน้ำ ที่ต้องเร่งดำเนินซึ่งในปีนี้ที่คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณน้ำน้อยกว่าปีที่แล้ว จึงจำเป็นต้องสร้างความเข้าใจให้แก่เกษตรกรที่ทำการเกษตร ให้ชะลอการปลูกออกไปเพื่อลดความเสียหายที่จะเกิด อย่างไรก็ตามจะดำเนินการสานต่อโครงการเดิมโดยเฉพาะ การลดต้นทุน โดยพร้อมจะประสานกับกระทรวงพาณิชย์ในเรื่องการตลาดต่อไป

หนุนจว.ชายแดนใต้ปลูกไผ่แปรรูปส่งออกเกาหลี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/427835

x

หนุนจว.ชายแดนใต้ปลูกไผ่แปรรูปส่งออกเกาหลี

วันจันทร์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติ จัดโครงการให้ความรู้กับเกษตรกรเรื่องไผ่ เศรษฐกิจของไผ่ที่จังหวัดภาคใต้หลายจังหวัดและมีผู้นำกลุ่มเกษตรกรเดินทางไปดูงานที่ภาคเหนือโดยเมื่อ 3 ปีที่แล้วเกษตรกรจากภาคใต้ได้นำกล้าไผ่ ซางหม่นไปลองปลูกที่ จ.ยะลา ปรากฏว่าปีต่อปีไผ่เติบโตแตกกอเร็วมากกว่าที่ภาคเหนือ เกษตรกรที่ภาคใต้จึงสนใจว่าจะพัฒนาเศรษฐกิจไผ่ได้อย่างไร จึงเสนอเรื่องโมเดลการทำหัตถกรรมการทำประโยชน์จากไผ่อย่างง่าย เช่น แปรรูปไผ่เป็นตะเกียบ ไม้บาร์บีคิว ไม้จิ้มฟัน หรืออื่นๆ ซึ่งเกษตรกรสนใจกันมาก ต่อศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) แจ้งว่ามีบริษัทด้านพลังงานมาจากเกาหลีทราบว่าที่จ.ยะลาเกษตรกรสนใจปลูกไผ่ จึงไปเจรจา นำมาสู่ภารกิจศอบต.ร่วมกับสภาเกษตรกรจังหวัดยะลา ส่งเสริมปลูกไผ่เพื่อนำไปทำเป็นพลังงานชีวมวลส่งออกไปเกาหลี นำมาซึ่งบันทึกความร่วมมือเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยแนวทางการส่งเสริมเกษตรผสมผสานผ่าน “การปลูกไผ่เศรษฐกิจ” พืชแห่งอนาคต เป็นความร่วมมือกันระหว่างสภาเกษตรกรแห่งชาติ ศอ.บต. กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ภาคเอกชนจากเกาหลีใต้ 4 บริษัท ได้แก่ บริษัทดีเค เอเนอร์จี จำกัด, บริษัท วูแอม คอร์เปอเรชั่น, บริษัท จีบี เอเนอร์จี จำกัด, บริษัท วู้ดพลัส จำกัด  รวมทั้งมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งสภาเกษตรกรจังหวัดชายแดนภาคใต้ ครอบคลุมสภาเกษตรกรจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา สงขลา และสตูล ปฏิบัติภารกิจรวบรวม คัดกรองและคัดเลือกสมาชิกเกษตรกร องค์กรเกษตรและเครือข่ายสมาชิกองค์กรสภาเกษตรกรจังหวัดชายแดนภาคใต้เน้นเกษตรกรรายย่อยร่วมโครงการ ด้วยการเพิ่มพื้นที่การเพาะปลูกไผ่เศรษฐกิจควบคู่ไปกับทำเกษตรผสมผสานให้ได้พื้นที่การเพาะปลูกไผ่เศรษฐกิจและพืชพลังงานที่เหมาะสมกับสภาพของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่น้อยกว่า 300,000 ไร่ ในระยะเวลา 3 ปี และตามกรอบเวลาดำเนินโครงการ 21 ปีตามที่กำหนด โดยเกาหลีใต้ขอให้จัดหาเกษตรกรและพื้นที่ปลูกอย่างน้อย 300,000 ไร่ เพื่อปริมาณวัตถุดิบที่มากพอจะลงทุนได้ และกำหนดเงินลงทุนประมาณ 3 พันล้านบาท เพื่อตั้งโรงงานแปรรูปเบื้องต้น โดยให้เกษตรกรรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน นำไผ่มาสับ ป่น อัดแท่ง จัดส่งไปโรงงานใหญ่ที่กำลังตั้งขึ้นแล้วนำวัตถุดิบเหล่านี้ส่งออกไปทางเรือ เป้าหมายพื้นที่นำร่องปี 2562 คือ ต.กาบัง จ.ยะลา อย่างน้อย 3,000 ไร่ กับสายพันธุ์ “ซางหม่น” และ “บง” ด้วยเนื้อหนาตัน น่าจะได้ชีวมวลมาก ปริมาณมาก โดยสภาเกษตรกรจังหวัดลำปางทำหน้าที่จัดเตรียมกล้าไผ่ เอกสาร จัดเตรียมเกษตรกรร่วมกับท้องถิ่น โดย 4 บริษัทเอกชน จากเกาหลีใต้จะเป็นหน่วยรับซื้อกำหนดอัตราการซื้อขายที่ราคาระหว่าง 650-700 บาทต่อตัน เป็นระยะเวลา 21 ปี (พ.ศ. 2563-2583) ซึ่งการกำหนดราคาข้างต้นจะเป็นไปตามราคามาตรฐานอ้างอิงตลาดต่างประเทศและพิจารณาถึงประโยชน์และรายได้ของเกษตรกรเป็นสำคัญ

“มั่นใจว่าถ้าโครงการนี้เริ่มเดินหน้าภายใน 3 ปี 5 ปีพื้นที่ปลูกไผ่ที่ภาคใต้จะเป็นแปลงใหญ่มาก เกษตรกรร่วมปลูกเพราะ
รายได้ดี สร้างประโยชน์ให้เกษตรกรในพื้นที่มากและยั่งยืน” นายประพัฒน์ กล่าว

ชายคาพระพิรุณ : 22 กรกฎาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/427833

586851

ชายคาพระพิรุณ : 22 กรกฎาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

และแล้วเราก็ได้เสนาบดีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ชุดใหม่ที่มาจากประชาธิปไตยเข้ามาแทนรัฐบาลทหารที่หมดวาระไป ครานี้คงเป็นความโชคดี ของเกษตรกรไทย ที่เราจะมีเสนาบดีถึง 4 คน ประกอบด้วย นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยรัฐมนตรีช่วยว่าการฯ อีก 3 ท่าน คือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า, นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ และนายประภัตร โพธสุธน ที่อาสาเข้ามาช่วยดูแลปัญหาปากท้อง และแก้ปัญหาสินค้าเกษตรที่คาราคาซังมาหลายปี ซึ่งทั้ง 4 ท่าน ได้ถือฤกษ์เดินทางเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 18 กรกฎาคม ที่ผ่านมา และประกาศพร้อมปฏิบัติงานทันที ซึ่ง ขุนเกษตรา ขอเป็นกำลังใจให้ทั้ง 4 ท่าน ทำงานอย่างราบรื่น เพื่อปลดเปลื้องความทุกข์ยากของพี่น้องเกษตรกร แม้แต่ละท่านจะมาจาก 4 พรรค แต่ก็เชื่อว่าจะบูรณาการทำงานร่วมกันได้โดยมีจุดหมายเดียวกันคือเพื่อเกษตรกรและภาคเกษตรของไทย หากจะมีนโยบายใหม่ๆ ที่ดี ประเทศและเกษตรกรได้ประโยชน์ก็สนับสนุน ส่งเสริมกันไป แต่นโยบายเก่าที่ทำได้ดีอยู่แล้วหรือยังบกพร่องส่วนไหนก็อยากให้พิจารณาหาแนวทางแก้ไขแล้วสานต่อ เพื่อจะได้ไม่เสียเวลาเริ่มต้นกันใหม่ เกษตรกรจะได้ไม่เสียโอกาสและไม่เสียเวลาเปล่าที่ข้าราชการผู้ปฏิบัติงานได้ที่ทุ่มเททำกันมาอย่างเต็มกำลัง เป็นโอกาสดีที่ท่านรัฐมนตรีจาก 4 พรรคร่วม จะได้พิสูจน์ฝีมือแล้วนะครับ อย่าปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป เพราะโอกาสแบบนี้ไม่ได้มีง่ายๆ และไม่รู้ว่าจะมีโอกาสนานแค่ไหน เป็นกำลังใจให้นะครับ…

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้นำคณะเกษตรกร ผู้ประกอบการ และเจ้าหน้าที่ ร่วมศึกษาดูงานการจัดงานแสดงพืชสวนระหว่างประเทศ “ปักกิ่ง เอ็กซ์โป 2019” ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 3 รุ่น
รุ่นละไม่เกิน 25 คน 3 ครั้ง ครั้งละ 5 วัน ระหว่างเดือนพฤษภาคม-เดือนกันยายน 2562 ชมเทคโนโลยี
การผลิตพืชที่ทันสมัย พร้อมศึกษาแนวโน้มความต้องการสินค้าของผู้บริโภค และเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการของจีนและประเทศอื่นๆ โดย นายสำราญสาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร บอกว่า สำหรับกิจกรรมศึกษาดูงาน Beijing EXPO 2019 มีหลักเกณฑ์การคัดเลือกเกษตรกรเข้าร่วมศึกษาดูงานจะต้องเป็นผู้ประกอบอาชีพเกษตรด้านพืชสวนเป็นหลัก มีประสบการณ์ไม่น้อยกว่า 3 ปี โดยเป็นเกษตรกรที่จดทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร และเข้าร่วมกิจกรรมของกรมอย่างต่อเนื่อง เป็น Smart Farmer ต้นแบบ/Young Smart Farmer ต้นแบบ/เกษตรกรแปลงใหญ่/ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หรือเกษตรกร/องค์กรเกษตรกรผู้ได้รับรางวัลระดับจังหวัด/เขต/ประเทศ เป็นต้น และหากได้รับรางวัลชนะเลิศจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ รวมทั้งไม่เคยเข้าร่วมกิจกรรมในต่างประเทศของกรมมาก่อน ภายในระยะเวลา 2 ปี ซึ่งโปรแกรมที่กรมส่งเสริมการเกษตรนำคณะศึกษาดูงาน ในงาน Beijing EXPO 2019 ประกอบด้วย Thailand Pavilion (บ้านไทย) อาคารแสดงสินค้าและบริการข้อมูลประเทศไทย (บ้านไทย) สร้างขึ้นภายใต้แนวคิด The Green Way of Life, the Thai Way of Sufficiency พื้นที่ 1,600 ตารางเมตร แสดงให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับวิถีชีวิตของคนไทยและวัฒนธรรมไทย ผ่านบ้านไทยโบราณและสวนไทยด้วยแนวคิด “ซูเปอร์มาร์เก็ตรอบบ้าน” มีการเพาะปลูกพืชผัก ไม้ผล พืชสมุนไพร และไม้ดอกไม้ประดับที่หลากหลาย เพื่อการบริโภคในครัวเรือนและสร้างรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตสู่ตลาด โดยการจัดงาน Beijing EXPO 2019 มีจำนวนประเทศและองค์กรระหว่างประเทศเข้าร่วมงานทั้งสิ้น 110 ประเทศ/องค์กร ซึ่งจากการดำเนินงานที่ผ่านมาประเทศไทยได้รับความไว้วางใจและถูกนำเสนอให้ได้รับการคัดเลือกเป็น 1 ใน 4 ประเทศ สำหรับต้อนรับคณะผู้เยี่ยมชมระดับ VVIP หรือ Super VIP ประกอบด้วย เยอรมนี กาตาร์ ญี่ปุ่น และไทย มีผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมจากประเทศต่างๆ เช่น เอกอัครราชทูตประเทศอาเซอร์ไบจานประจำกรุงปักกิ่ง ผู้แทนจากประเทศเนเธอร์แลนด์ ผู้แทนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมทั้งได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนจากประเทศจีนอย่างต่อเนื่องจากสื่อต่างๆ เป็นต้น อธิบดีสำราญ ระบุว่า จากการประมาณการโดยใช้หลักสถิติ คาดว่าตลอดระยะเวลา 6 เดือน นับตั้งแต่จัดงาน จะมีผู้เข้าเยี่ยมชม Thailand Pavilion (บ้านไทย) ไม่ต่ำกว่า 800,000 คน ซึ่งการเข้าร่วมงาน Beijing EXPO 2019 ครั้งนี้จะเป็นการสร้างการรับรู้ให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาท่องเที่ยวในจีนอีก 16 ล้านคน ได้รู้จักสินค้าเกษตรไทยและแสดงศักยภาพสินค้าเกษตรของไทยที่มีคุณภาพ ที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติทั่วโลกมากขึ้น

เมื่อเร็วๆ นี้ นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มอบหมายให้สำนักมาตรฐานการบัญชีและการสอบบัญชี ร่วมเป็นวิทยากรในการอบรมให้ความรู้ ด้านการจัดทำบัญชีและงบการเงินแก่สหกรณ์ หลักสูตรการจัดทำบัญชีของสหกรณ์ขั้นพื้นฐาน เพื่อพัฒนาศักยภาพในการจัดทำบัญชีของสหกรณ์มุ่งสู่เป้าหมาย ตามโครงการสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์จัดทำบัญชีและงบการเงินได้ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง 7 หน่วยงาน ประกอบด้วย กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย จำกัด ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด ชุมนุมสหกรณ์บริการเดินรถแห่งประเทศไทย จำกัด และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์จัดทำบัญชีและงบการเงินได้ โดยมีสหกรณ์เข้ารับการอบรม จำนวน 80 สหกรณ์ มีผู้เข้ารับการอบรม 131 ราย ซึ่งนับเป็นกิจกรรมที่ช่วยสร้างความเข้มแข็งทางบัญชีให้กับสหกรณ์ที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์มีนโยบายดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง

ขุนเกษตรา

‘อุทัย’จี้’รักษาการผู้ว่าการ กยท. คนใหม่’ ทวงเงินขายยาง 94 ล.คืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/427612

'อุทัย'จี้'รักษาการผู้ว่าการ กยท. คนใหม่' ทวงเงินขายยาง 94 ล.คืน

‘อุทัย’จี้’รักษาการผู้ว่าการ กยท. คนใหม่’ ทวงเงินขายยาง 94 ล.คืน

วันเสาร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 14.49 น.

“ประธานสยยท.จี้ รักษาการผู้ว่าฯกยท.คนใหม่ ทวงเงินขายยาง 94 ล้านบาท จาก ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าฯกยท.ยังไม่นำมาคืน กยท.หลังขายยางให้พ่อค้าในโครงการรักษาเสถียรภาพราคายาง”

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเครือข่ายเกษตรกรสวนยางแห่งประเทศไทย(สยยท.)เปิดเผยว่าล่าสุดได้มีการประชุมคณะกรรมการบริหารการยางแห่งประเทศไทย(บอร์ดกยท.)โดยมีนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯเป็นประธานในที่ประชุมมีมติแต่งตั้ง นายศิริกุล จุลกะรัตน์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นรักษาการผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย(กยท.)แทนนายเยี่ยมถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าฯกยท.ที่ลาออกไป

ทั้งนี้ตนในฐานะตัวแทนเกษตรกรมีความเห็นด้วย แต่อยากสอบถามว่าในฐานะที่นายศิริกุล ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานสอบสวนในการที่นายธีธัส สุขสะอาด ผู้ว่าฯกยท.ใด้นำเงินเซส(ค่าธรรมเนียมส่งออกยาง)จำนวน94ล้านบาทไปซื้อยางในการรักษาเสถียรภาพราคาตามมาตรา49(3)และขายให้พ่อค้าโดยไม่ยอมชำระเงินให้กยท.มา2ปีแล้วผลสรุปในการสอบว่าอย่างไร เกษตรกรอยากทราบ

ส่วนนโยบายในการแก้ปัญหาราคายางในปัจุบันนี้ต้องเป็นที่ยอมรับว่าราคายางในตลาดล่วงหน้าราคาต่ำกว่าต้นทุนการผลิตของเกษตรกรที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.)กำหนดต้นทุนผลิตยาง อยู่ที่ 63.65บาท/กก. สำหรับสถานการณ์ตลาดค้ายางปัจจุบัน ได้ตกอยู่ภายใต้กลุ่มพ่อค้าจากจีน เข้ามาเทคโอเวอร์บริษัทคนไทยส่งออกยาง 5รายใหญ่ หรือ 5เสือ ไปเกือบหมดแล้วและมาจ้างโรงงานผลิตยางแท่ง STR20ในภาคอีสาน รับค่าผลิต5บาท/กก.นำไปขายตลาดล่วงหน้าไป42-45บาท/กก.แล้วมากำหนดราคารับซื้อจากเกษตรกร จึงทำให้เกษตรกรต้องขายยางตำกว่าต้นทุนการผลิตดังนั้นสยยท.ขอเสนอทางออกโดยเปลี่ยนแนวความคิดใหม่โดยการพึ่งพาตนเอง ดังนี้

1.ควรน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ร.9 มาแก้ปัญหาโดยการปลูกแทนยางตามมาตรา2.ให้เกษตรกรลดจำนวนต้นยางจาก70ต้นเหลือ40ต้น/ไร่และใน2ปีแรกให้ปลูกพืชแซมยาง เช่น ต้นเหลียง กาแฟ เมื่อเข้าปีที่3ให้ปลูกไผ่ร่วมยาง และขุดสระน้ำเพื่อใช้รดพืชแซม ส่วนในสระเลี้ยงปลา บนสระเลี้ยงไก่รอบสวนเลี้ยงหมูหลุมเพี่อผลิตปุ๋ยหมัก ถ้าราคายางตกต่ำเกษตรกรพึ่งตนเองได้

2.ศิริกุล จุลกะรัตน์ เป็นรองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ที่รับผิดชอบกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมควรจับมือร่วมกันทำอาชีพเสริมให้เกษตรกรเป็นเกษตรกรอุตสาหกรรมโดยการเพิ่มมูลค่าทำผลิตภัณฑ์ยางเป็นสนามเด็กเล่น สนามฟุตซอล หมอนยาง รองเท้ายาง

4เขื่อนหลักวิกฤต! เหลือน้ำใช้40กว่าวันระดมเครื่องบินทุกเหล่าทัพร่วมทำฝนหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/427411

4เขื่อนหลักวิกฤต! เหลือน้ำใช้40กว่าวันระดมเครื่องบินทุกเหล่าทัพร่วมทำฝนหลวง

4เขื่อนหลักวิกฤต! เหลือน้ำใช้40กว่าวันระดมเครื่องบินทุกเหล่าทัพร่วมทำฝนหลวง

วันศุกร์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 14.51 น.

“ระทึก ประภัตร ระบุ น้ำ4เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา เหลือใช้ได้อีก40กว่าวัน สั่งสถานีสูบน้ำกว่า400 สถานีตอนบนหยุดสูบน้ำ3วันต่อสัปดาห์ ปล่อยน้ำให้เจ้าพระยาตอนล่างมีน้ำเลี้ยงนาข้าว6ล้านไร่ได้เก็บเกี่ยว ลดระบายน้ำเขื่อนจาก45ล้านลบ.ม.ลง40ล้านลบ.ม.ด้าน ร.อ.ธรรมนัส ระดมเครื่องบินจากทุกเหล่าทัพ ร่วมทำฝนหลวงทั่วประเทศ”

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ที่เขื่อนภูมิพล จ.ตาก นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรฯ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ ได้มาประชุมเร่งด่วนเพื่อแก้ไขสถานการณ์ภัยแล้งจากฝนทิ้งช่วง ตามที่นายกรัฐมนตรี สั่งการให้ร่วมมือกับทุกหน่วยงาน ทั้งนี้มีแกนนำชาวนา ชาวไร่ กว่า 500 คนจาก 22 จังหวัด ได้มาร่วมเสนอข้อร้องเรียนให้รัฐบาล ช่วยมาตรการเยียวยาต้นทุนทำเกษตรที่ผลผลิตจะเสียหาย จากฝนทิ้งช่วงกำลังประความเดือดร้อนอย่างหนัก นาข้าว ไร่อ้อย มันสำปะหลัง และพืชอื่นใกล้ยืนต้นตาย บางรายถึงกลับร้องไห้กลางห้องประชุม เพราะอยู่ปลายน้ำ ขอให้เพิ่มพื้นที่แก้มลิงขนาดใหญ่ เช่น บึงบอระเพ็ด และขอกรมชลประทาน ช่วยสูบน้ำจากแหล่งน้ำในพื้นที่มาช่วย อาทิ

บ่อทราย ทำฝายในลำน้ำ และเร่งทำฝนหลวง โดยนายประภัตร ได้สั่งการกรมชลฯให้ไปช่วยทันที จดชื่อเบอร์โทรเกษตรกรเพื่อช่วยเหลือได้ทั่วถึง ส่วนการเพิ่มปฏิบัติการทำฝนหลวง ร.อ.ธรรมนัส จะประสานทุกเหล่าทัพ ร่วมบูรณาการนำเครื่องบินมาช่วยระดมทำฝนหลวง ให้มีประสิทธิภาพเกิดผลสำเร็จได้ปริมาณฝนตกมากยิ่งขึ้น เพื่อเร่งช่วยเหลือพื้นที่เกษตร โดยจะนำเรียนต่อนายกรัฐมนตรี ในฐานะรมว.กลาโหม ให้สั่งการนำเครื่องบินมาร่วมทำฝนหลวงทั่วประเทศ ภายในสัปดาห์หน้า

นายประภัตร กล่าว่าขณะนี้ถือว่าปัญหาน้ำเข้าขั้นวิกฤติแล้ว ปริมาณน้ำใช้การ4เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา เช่น เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อย เขื่อนป่าสัก มีน้ำเหลือรวมกันเพียง1.5 พันล้านลบ.ม.ระบายวันละ45ล้านลบ.ม. ก็จะมีน้ำใช้อีก40กว่าวัน ดังนั้นจะลดการระบายน้ำลงเหลือ40ล้านลบ.ม.พร้อมกับต้องมีแผนจัดสรรน้ำอย่างเข้มข้นจะสามารถยืดเวลาการใช้น้ำออกไป จนกว่าฝนจะมาเดือนส.ค.นี้ซึ่งจากการคาดการณ์กรมอุตุนิยมวิทยา ปีนี้ปริมาณฝนเฉลี่ยน้อยกว่าปกติ10%และที่น่าเป็น ห่วงมากที่ตอนนี้ยังไม่มีฝนลงมา ข้าวปลูกไปแล้วจะอันตรายเสียหาย ดังนั้นการจัดการน้ำครั้งนี้ ทุกภาคส่วนร่วมมือกันบริหารน้ำตามรอบเวร โดยให้กรมชลฯทำแผนใช้น้ำ หยุดเครื่องสูบน้ำไฟฟ้า 400กว่าเครื่อง ในลุ่มน้ำตอนบนขอหยุดไว้ก่อน เช่นหยุดสูบ3วันเพื่อให้น้ำไปถึงลุ่มเจ้าพระยา พร้อมกับชี้แจงชาวนา ถ้าไม่มีน้ำฝนมาเติม ห้ามทำนาปรังรอบสอง

“จะวางแผนจัดสรรน้ำกับทุกหน่วยงาน แบ่งการส่งน้ำเข้าแม่น้ำน้อย ท่าจีน มโนรมย์ มหาราช สลับกันใช้ต้องประหยัดมีวินัย อาจขอกำลังทหาร มาร่วมด้วยตอนนี้เริ่มเกิดปัญหาแย่งน้ำในพื้นที่ ซึ่งพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ ต้องหยุดสูบน้ำ แถวจ.กำแพงเพชร นครสวรรค์ ให้น้ำไปถึง

ลุ่มเจ้าพระยา เราเคยทำมาแล้วสำเร็จไม่นำเป็นต้องใช้แผนงดส่งน้ำให้พื้นที่เกษตร เหมือนปี58 ซึ่งยืนยันกับเกษตรกร จะหาน้ำให้จนกว่าข้าวนาปี6ล้านไร่ เก็บเกี่ยวเสร็จและห้ามทำนารอบสอง เชื่อว่าชาวนารู้สถานการณ์ว่าไม่มีน้ำก็จะไม่ทำนาต่อเนื่อง”นายประภัตร กล่าว

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่าปัญหาฝนทิ้งช่วง ภัยแล้งเกิดขึ้นทั่วประเทศเป็นเรื่องที่กำลังเผญิชวิกฤติระดับชาติ ดังนั้นให้ทุกฝ่ายเอาจริงเอาจัง บูรณาการช่วยเหลือประชาชนเหมือนน้ำท่วมปี54 ต้องหาทางเติมฝนลงมาจะขอเครื่องบินมาทุกเหล่าทัพ อาศัยน้ำที่มีอยู่ในเขื่อนแก้ไม่ได้

“นายกฯให้นโยบายเร่งด่วน ว่ารัฐบาลนี้ให้ความสำคัญคือปัญหาภัยแล้ง ปัญหาเกษตรกร โดยให้รัฐมนตรีแต่ละกระทรวง ต้องแก้ไขทันที ผมนำปัญหาที่รับฟังวันนี้ที่เกษตรกรกำลังเผญิช เข้าสู่ครม.ให้นายกฯรับทราบ มีมาตราการแก้ภัยแล้ง มุ่งหวังกรมชลฯกรมเดียวไม่ได้ จะต้องบูรณาการ โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการทุกจังหวัด ควรมาประชุมด้วยตนเอง ไม่ใช่ส่งแต่ตัวแทน เพราะไม่เห็นปัญหาเกษตรกร แต่พอปลัดมหาดไทย ลงมาผู้ว่าฯมารับกันเต็ม

ซี่งผมจะนำเรื่องนี้เรียนต่อนายกฯที่ต้องแก้ปัญหาระยะยาว โดยเฉพาะเรื่องปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ฟังทุกครั้งก็เป็นหนังวนซ้ำๆ ถึงเวลาแล้วต้องมาร่วมแก้วิกฤติภัยของชาติ และจำเป็นต้องเพิ่มความถี่ทำฝนหลวง ที่จะตอบโจทย์ เพราะน้ำในเขื่อนน้อยวิกฤต รวมทั้งจะเพิ่มพื้นที่แก้มลิงกักเก็บน้ำ เช่น บึงบอระเพ็ด กว้านพะเยา มีปัญหาน้ำแห้งลงตลอด ซึ่งติดปัญหาเป็นที่ราชพัสดุ ที่ผ่านมามีปัญหารื้อรังต้องแก้กฏหมาย จะเร่งขุดลอก ผมเห็นตรงกับท่านประภัตร หาที่เก็บปริมาณน้ำให้ได้มากๆช่วงต้นน้ำ สามารถส่งมาช่วยพื้นที่ปลายน้ำได้ “ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ด้านผู้บริหารเขื่อนภูมิพล กล่าวว่า เขื่อนมีน้ำ 4.6 พันล้านลบ.ม.หักน้ำนอนเขื่อนที่ระบายไม่ได้ 3.8พันล้านลบ.ม. เหลือเป็นน้ำใช้การได้ 891ล้านลบ.ม.คิดเป็น9.23% ซึ่งการบริหารจัดการน้ำทำในรูปแบบคณะกรรมการร่วม โดยมีสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.)เป็นแกนหลักในการตัดสินใจ โดยเขื่อนภูมิพล ปีนี้น้ำน้อยกว่าปกติถึง 2 พันล้านลบ.ม.ระบายวันละ13ล้านลบ.ม.ระบายออกมากกว่าไหลเข้าเฉลี่ย20ล้านลบ.ม.ต่อวัน ในปี56-59 มีน้ำใช้การวิกฤติสุด ได้งดส่งน้ำทำนาปรังลุ่มเจ้าพระยา22จังหวัด ปีนี้สถานการณ์น้ำเขื่อนภูมิพล อาจมีน้ำน้อยสุดตั้งแต่สร้างเขื่อนมา เช่นเดียวกับ4ปี56-59 แต่ น่ากังวลมากกว่าเพราะมีการใช้น้ำเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งมีน้ำน้อยกว่าปีที่ผ่านมา5พันล้านลบ.ม.สถานการณ์น่าเป็นห่วงทั้งเขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์ ที่อาจแล้งรุนแรงเหมือนปี58ที่เขื่อนภูมิพล มีน้ำเหลือใช้การ200ล้านลบ.ม. น้อยที่สุดตั้งแต่สร้างเขื่อนมา

ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจริยะ กรมชลประทานรายงานสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำลุ่มเจ้าพระยา ใน 4 เขื่อนหลักได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์  มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 8,293 ล้านลูกบาศก์เมตร( ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 33 (ปริมาณน้ำใช้การได้ 1,597 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 9) ปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ จำนวน 2.71 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำระบายจำนวน 44.91 ล้าน ลบ.ม. สามารถรับน้ำได้อีก 16,578 ล้าน ลบ.ม.

แยกได้ดังนี้คือ  เขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำ 4,710 ล้าน ลบ.ม. (35% ของความจุอ่างฯ) เป็นน้ำใช้การได้ 891 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ 0.00 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำระบาย 23.00 ล้าน ลบ.ม. สามารถรับน้ำได้อีก 8,752 ล้าน ลบ.ม. , เขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณน้ำ 3,388 ล้านลบ.ม. (36% ของความจุอ่างฯ) เป็นน้ำใช้การได้ 538 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ  2.71 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำระบาย 19.05 ล้าน ลบ.ม. สามารถรับน้ำได้อีก 6,122 ล้าน ลบ.ม.,  เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีปริมาณน้ำ 147 ล้าน ลบ.ม. (16% ของความจุอ่างฯ) เป็นน้ำใช้การ ได้ 104 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ 0.00 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำระบาย 2.16 ล้าน ลบ.ม. สามารถรับน้ำได้อีก 792 ล้าน ลบ.ม.  และ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำ 48 ล้าน ลบ.ม. (5% ของความจุอ่างฯ) เป็นน้ำใช้การได้ 45 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ 0.00 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำระบาย 0.70 ล้าน ลบ.ม. สามารถรับน้ำได้อีก 912 ล้าน ลบ.ม.

ด้านสภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง  (447 แห่งทั่วประเทศ)ล่าสุดปริมาตรน้ำในอ่างฯ รวม 36,429 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 48 (ปริมาตรน้ำใช้การได้ 12,300ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 24) ปริมาตรน้ำในอ่างฯ เทียบกับปี 2561 (46,970 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 62) น้อยกว่าปี 2561 จํานวน 10,541 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ 53.03 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำระบาย  124.01 ล้าน ลบ.ม. สามารถรับน้ำได้อีก 39,639 ล้าน ลบ.ม.

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : เตือนซื้อขายที่ดินส.ป.ก.โมฆะ เจอโทษอาญาทั้งปรับ-จำคุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/427209

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : เตือนซื้อขายที่ดินส.ป.ก.โมฆะ  เจอโทษอาญาทั้งปรับ-จำคุก

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : เตือนซื้อขายที่ดินส.ป.ก.โมฆะ เจอโทษอาญาทั้งปรับ-จำคุก

วันศุกร์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ช่วงก่อนที่จะประกาศใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนั้น เกษตรกรไทยประสบปัญหาไร้ที่ดินทำกินมานาน และทวีความรุนแรงจนประชาชนเรียกร้องให้แก้ไข หลังเดินขบวนขอให้รัฐบาลแก้ปัญหาการสูญเสียที่ดิน หรือการถูกบีบบังคับให้ต้องจ่ายค่าเช่าที่นาในราคาสูงมาแล้ว ในวันที่ 24 มิถุนายน 2517 ชาวนาก็ได้เดินขบวนเข้ามาในกรุงเทพฯอีกครั้ง โดยยื่นข้อเสนอแก้ปัญหาต่อนายกรัฐมนตรี (นายสัญญา ธรรมศักดิ์) 7 ข้อ ซึ่งหนึ่งในข้อเสนอดังกล่าวคือ ขอให้รัฐบาลปฏิรูปที่ดินโดยด่วน (1) จากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมในช่วงดังกล่าว รัฐบาลจึงนำวิธีปฏิรูปที่ดินมาแก้ปัญหาการไร้ที่ดินทำกินและสภาผู้แทนราษฎร ลงมติให้ประกาศใช้พ.ร.บ.ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518พระบาทสมเด็จพระชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรทรงสนับสนุนให้โครงการปฏิรูปที่ดินดำเนินไปโดยสัมฤทธิผล โดยพระราชทานที่ดินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จำนวนกว่า 50,000 ไร่ ให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จัดตั้งเป็นโครงการปฏิรูปที่ดินสำเร็จรูปต่อไป โดยพระองค์มีพระราชดำริไม่ให้กรรมสิทธิ์เป็นของชาวไร่ส่วนบุคคล แต่จะให้ทำมาหากินสืบไปด้วยการจัดแบ่งให้ตามความเหมาะสมและความจำเป็นของแต่ละครอบครัว(2)

นอกจากนี้ พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมดังกล่าวยังบัญญัติให้ส.ป.ก. นำที่ดินของรัฐ และให้ซื้อที่ดินของเอกชน มาจัดให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์ด้วย ที่ดินพระราชทาน ที่ดินรัฐและที่ดินที่ส.ป.ก.จัดซื้อดังกล่าวเป็นที่รู้จักในชื่อ “ที่ดิน ส.ป.ก.” ซึ่งมาตรา ๓๙ แห่งพ.ร.บ.ดังกล่าวบัญญัติห้ามมิให้แบ่งแยกหรือโอนที่ดินที่ได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ที่ดินที่จัดให้เกษตรกรตกไปอยู่ในมือของผู้ที่ไม่ได้ประกอบอาชีพเกษตรกรรรม เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว กฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจึงกำหนดมาตรการหรือโทษตามกฎหมายซื้อขายเปลี่ยนมือที่ดินส.ป.ก. โดยผู้ขายต้องเสียสิทธิทำกินในที่ดินที่ได้รับอนุญาต ขณะที่ผู้ซื้อก็ไม่อาจอ้างการซื้อขายเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินส.ป.ก. ได้ และนอกจากโทษตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแล้ว ผู้ซื้อและผู้ขายอาจต้องรับโทษอาญาถึงจำคุกด้วย

ผู้ขายเสียสิทธิที่จะทำกินหรืออยู่อาศัยในที่ดิน ส.ป.ก.

ผู้ที่ได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม มีหน้าที่ปฏิบัติตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมว่าด้วยการให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ผู้ได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมปฏิบัติเกี่ยวกับการเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน พ.ศ. 2535 (ระเบียบเข้าทำประโยชน์) โดยข้อ 7 ของระเบียบดังกล่าวกำหนดให้เกษตรกรต้องทำประโยชน์ในที่ดินที่ได้รับด้วยตนเอง และห้ามแบ่งแยกหรือโอนสิทธิไปยังบุคคลอื่น ไม่ว่าจะด้วยวิธีซื้อขาย ยกที่ดินที่ได้รับให้บุคคลอื่น หรือโดยพฤติกรรมใดๆ ซึ่งศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่า การส่งมอบที่ดินให้บุคคลอื่นครอบครอง และยังส่งมอบเอกสารส.ป.ก.4-01 ให้บุคคลอื่นยึดถือไว้ตลอดมาพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่า ผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์สละสิทธิทำกินในที่ดินพิพาทและโอนสิทธิทำกินให้บุคคลอื่นแล้ว (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5211/2560) การกระทำการที่ฝ่าฝืนข้อห้ามดังกล่าวเป็นเหตุให้เกษตรกรสิ้นสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินตามข้อ 11 ของระเบียบเข้าทำประโยชน์ อันการเสียสิทธิเข้าทำกินในที่ดิน และต้องออกจากที่ดินที่ได้รับอนุญาต หากไม่ยินยอมออกถือเป็นการทำผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 362 ต้องโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

อีกทั้ง ที่ดินส.ป.ก. ถือเป็นที่ดินของรัฐซึ่งตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 9 ห้ามมิให้บุคคลใดที่ไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่เข้าไปยึดถือหรือครอบครอง ซึ่งเกษตรกรผู้สิ้นสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ส.ป.ก. แล้ว แต่ไม่ยอมออกจากที่ดินถือเป็นผู้ที่เข้าไปยึดถือหรือครอบครองที่ดินของรัฐโดยไม่ได้รับอนุญาตต้องโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินห้าพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ ตามมาตรา 108 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินอีกด้วย

ผู้ซื้อเสียเงินฟรีโดยไม่อาจได้รับสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ส.ป.ก.

ในส่วนผู้ซื้อที่ดินนั้น เมื่อที่ดินส.ป.ก.ต้องห้ามมิให้โอน ซื้อขายเปลี่ยนมือการทำสัญญาซื้อขายหรือสัญญาอื่นใดในลักษณะที่มีพฤติการณ์ให้มีผลเป็นการโอนหรือซื้อขายที่ดิน ส.ป.ก. ถือเป็นการทำนิติกรรมที่ขัดกฎหมายและตกเป็นโมฆะตาม มาตรา 150 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๐๖๖๙/๒๕๔๖ และ ๑๘๗๖/๒๕๔๖) ความเป็นโมฆะของสัญญาดังกล่าวมีผลให้ความผูกพันตามสัญญาของคู่สัญญาเสียเปล่าไปด้วย ผู้ซื้อที่ดิน ส.ป.ก. จึงไม่ได้รับสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว และเมื่อการซื้อที่ดิน ส.ป.ก.เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงถือไม่ได้ว่าผู้ซื้อได้เข้าครอบครองที่ดินของส.ป.ก. โดยสุจริต จะทำให้เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติได้รับการจัดที่ดินจาก ส.ป.ก. ได้ ผู้ซื้อหรือผู้รับโอนที่ดิน ส.ป.ก. โดยมิชอบด้วยกฎหมายจึงไม่อาจได้รับสิทธิให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ส.ป.ก. ได้

นอกจากนี้ กฎหมายยังถือว่าการที่ผู้ซื้อที่ดินได้ชำระเงินค่าที่ดินส.ป.ก.ทั้งที่รู้ว่าเป็นที่ดินซึ่งต้องห้ามซื้อขายเปลี่ยนมือ เป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 411ผู้ซื้อไม่อาจเรียกคืนเงินที่ชำระไปได้ ดังนี้ จึงพอสรุปได้ว่าผู้ซื้อที่ดินส.ป.ก. นอกจากจะไม่ได้รับสิทธิใดๆ จากการซื้อที่ดินส.ป.ก. แล้ว ยังต้องเสียเงินจากการซื้อที่ดินโดยไม่อาจเรียกคืนจากผู้ขายได้ด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ซื้อที่ดินส.ป.ก. ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินและต้องออกจากที่ดิน ส.ป.ก. กรณีไม่ยอมออกจากแปลงที่ดินถือว่าผู้ซื้ออยู่ในที่ดินโดยไม่มีสิทธิ และเป็นการทำผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 362 ต้องโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

จึงอาจกล่าวโดยสรุปว่า การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม แก้ปัญหาผู้ไร้ที่ดินทำกิน โดยมีมาตรการป้องกันมิให้ที่ดินตกอยู่ในมือบุคคลที่ไม่ได้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและเกษตรกรกลายเป็นผู้เช่าที่ดินหรือผู้ไร้ที่ดินทำกิน ดังนั้น การซื้อขายที่ดิน ส.ป.ก. จึงเป็นการกระทำขัดวัตถุประสงค์ของกฎหมาย มีโทษตามกฎหมาย “ผู้ขายเสียสิทธิ ผู้ซื้อเสียเงินฟรี ทั้งคู่อาจต้องรับโทษจำคุก

ขอบคุณข้อมูลสำนักกฎหมาย ส.ป.ก. (1)ดร.ไชยยงค์ ชูชาติ ขอเสนอโครงการปฏิรูปที่ดินเพื่อกระจายความมั่งคั่งไปสู่เกษตรกรไทยผู้ยากจน (เอกสารปฏิรูปที่ดินฉบับที่ ๘, ๒๕๑๘) (2)สํานักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม, ความเป็นมาของการปฏิรูปที่ดินในประเทศไทย มีนาคม ๒๕๕๔ หน้า ๒๙-๓๐

เลาะรั้วเกษตร : เริ่มต้น ก็เห็นอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/427208

281225166

เลาะรั้วเกษตร : เริ่มต้น ก็เห็นอนาคต

วันศุกร์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในที่สุดคณะรัฐมนตรีที่ประชาชนรอคอยก็ปรากฏโฉม ส่วนใหญ่เป็นไปตามโผที่สื่อมวลชนนำเสนอมาโดยตลอด จะมีผิดหวังและกังวลอยู่บ้างก็กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นี่แหละ

กังวลเพราะรัฐมนตรีว่าการ และช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รวม 4 ท่าน มาจาก 4 พรรคการเมือง รัฐมนตรีว่าการฯ เฉลิมชัย ศรีอ่อน มาจากพรรคประชาธิปัตย์ เคยเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานสมัยรัฐบาลที่มีนายกรัฐมนตรีชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อปี 2553 รัฐมนตรีช่วยว่าการฯประภัตร โพธสุธน จากพรรคชาติไทยพัฒนา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อปี 2543

รัฐมนตรีช่วยว่าการ อีก 2 ท่านที่ออกจะผิดหวัง คือ มนัญญา ไทยเศรษฐ มาจากพรรคภูมิใจไทย อดีตนายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี ที่ยังมีปัญหาเรื่องโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียราคาหลายร้อยล้านบาท และร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จากพรรคพลังประชารัฐที่มีประวัติและวีรกรรมที่เลื่องลือซึ่งเชื่อกันว่าเป็นมือประสานสิบทิศของพรรคที่สามารถสยบปัญหาที่ว่ายากแสนยากได้ชั่วข้ามคืน

แต่ละพรรคการเมืองล้วนชูนโยบายด้านการเกษตรตอนหาเสียงเลือกตั้งแตกต่างกัน และ 3 ใน 4 ท่าน ไม่เคยมีประสบการณ์ หรือเกี่ยวข้องกับการเกษตรมาก่อน ส่วนคนที่มีประสบการณ์เคยเป็นถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ในระยะเวลาสั้น ๆ เพียง 8 เดือน อย่าง ประภัตร โพธสุธน ก็ยังไม่สามารถสร้างผลงานที่โดดเด่นฝากไว้ในอดีตให้จดจำแต่อย่างใด

ย้อนกลับไปดูนโยบายด้านการเกษตรของ4 พรรค ที่หาเสียงไว้ก่อนวันที่ 24 มีนาคม 2562…

พรรคประชาธิปัตย์ ชูเรื่อง ประกันรายได้เกษตรกรให้ครอบคลุมทุกพืช เพื่อสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้กับเกษตรกร ข้าว ไม่ต่ำกว่าเกวียนละ 10,000 บาท ยางพาราไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 60 บาท และปาล์มน้ำมันไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 10 บาท นอกจากนี้ยังมี การจัดตั้งกองทุนน้ำชุมชน ให้เกษตรกรมีน้ำใช้ตลอดปี และโครงการโฉนดสีฟ้า โดยการออก พ.ร.บ. โฉนดชุมชน เพื่อให้สิทธิในการจัดการชุมชน และยกระดับ ส.ป.ก. ให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนของรัฐ โดยการกู้ผ่านธนาคาร และให้ที่ดิน ส.ป.ก. ตกทอดถึงลูกหลานได้

พรรคภูมิใจไทย ชูนโยบายทวงคืนกำไรให้ชาวนาโดยเสนอกฎหมายตั้งกองทุนข้าวระบบกำไรแบ่งปัน เพิ่มรายได้ให้ชาวนา ยุติความไม่เป็นธรรม ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว โดยนำตัวอย่างจากอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล มาเป็นต้นแบบตั้ง “กองทุนข้าว” ขึ้นมาทำหน้าที่บริหาร กำหนดโควตาการส่งออก จัดทำประกันภัยความเสี่ยง และบริหารแบ่งปันกำไร กับผู้ที่อยู่ในระบบ คือ ชาวนา โรงสี ผู้ค้าข้าว ทั้งในและต่างประเทศ ดังนั้นชาวนาจะได้รายได้จากระบบ “กำไรแบ่งปัน” เพิ่มขึ้นมา และจะนำระบบนี้ไปใช้กับพืชชนิดอื่นๆ ด้วย ได้แก่ ยางพารา มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน

พรรคชาติไทยพัฒนา ชูนโยบาย ใช้ตลาดนำการผลิต ส่งเสริมปลูกพืชที่ทำรายได้ดีลดต้นทุนการผลิต และจัดหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมทันสมัย ส่งเสริมการทำงานของอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้านหรือ อกม.โดยจะมีงบประมาณสนับสนุนคนละ 1,000 บาทต่อเดือน จะพัฒนาแหล่งน้ำและสนับสนุนระบบไฟฟ้าเพื่อการเกษตร ฟื้นฟูการประมง รวมทั้งให้ทุนเรียนฟรีระดับปริญญาตรีด้านการเกษตร

พรรคพลังประชารัฐ ชูนโยบาย เกษตรประชารัฐ เหมือนอย่างที่พยายามจะทำในสมัยรัฐบาล คสช. โดยประกาศก้าวสู่เกษตรประชารัฐ 4.0 โดยการปรับโครงสร้างภาคเกษตร ด้วยนโยบาย “3 เพิ่ม 3 ลด” คือ เพิ่มรายได้ เพิ่มนวัตกรรม เพิ่มทางเลือก และ ลดภาระหนี้ ลดความเสี่ยง ลดต้นทุนการผลิต

นโยบายของ 4 พรรค จะนำมาผสมผสานกัน คงไม่ใช่เรื่องยาก อาจจะถกเถียงกันบ้างเรื่องเป้าหมาย โดยเฉพาะการประกันรายได้เกษตรกร และการผลักดันให้ราคาพืชที่มีปัญหาสู่ราคาเป้าหมายที่ตั้งไว้ ยางพาราจะถึงกิโลกรัมละ 60-70 บาทได้ คงหืดขึ้นคอ มันสำปะหลังกิโลกรัมละ 5 บาท และ ปาล์มน้ำมันจะถึงกิโลกรัมละ 10 บาทได้ คงเป็นเพียงความฝัน

ส่วนนโยบายตลาดนำการผลิต ลดต้นทุนการผลิต อาหารปลอดภัย ที่ดินทำกิน แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย ไม่ใช่ของใหม่ เป็นงานประจำของกระทรวงเกษตรฯ ที่ต้องทำอยู่แล้ว อยู่ที่นักการเมืองที่มาบริหารกระทรวงฯ จะหยิบยกเรื่องใดมาทำอย่างจริงๆ จัง แบบเน้นๆ ก่อน-หลังและตั้งชื่อโครงการให้แปลกออกไปเท่านั้น

งานที่รอรัฐมนตรีทั้ง 4 ท่านอยู่เบื้องหน้าก็มิใช่เบา แม้ว่าอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กฤษฎา บุญราช จะพยายามเคลียร์ปัญหาต่าง ๆ แต่ก็ยังไม่สามารถเคลียร์ได้เสร็จสิ้นนั่นคือ ปัญหา สารเคมีกำจัดวัชพืช และศัตรูพืชพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพรีฟอส ที่กำลังดำเนินมาตรการจำกัดการใช้ แต่ฝ่ายคัดค้านยังไม่พอใจพยายามจะยกเลิกให้ได้ และล่าสุดก็อาศัยศิลปินอย่าง แอ๊ด คาราบาว มาแต่งเพลงให้ร้ายสารเคมี 3 ชนิดนั้นแบบไม่สนใจเสียงของเกษตรกร ปัญหาการระบาดของศัตรูพืชและโรคสัตว์หลายชนิด ปัญหาประมงเชิงพาณิชย์ปัญหาราคาพืชผลตกต่ำก็ยังคงอยู่ ปัญหาภัยธรรมชาติที่เกษตรกรต้องการค่าชดเชยความเสียหาย เหล่านี้…รอทั้ง 4 ท่านมาดูแล

เคลียร์ปัญหาห้องทำงานได้แล้ว แต่งานที่เป็นนโยบายของทั้ง 4 พรรคและปัญหาเร่งด่วนที่รออยู่จะทำให้ผสมกลมกลืนกันอย่างไรนี่สิ..เคลียร์กันหรือยัง….

แว่นขยาย

หนุนเกษตรกรผลิตชีวภัณฑ์พิฆาตโรคกุ้งแห้งพริก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/427207

x

หนุนเกษตรกรผลิตชีวภัณฑ์พิฆาตโรคกุ้งแห้งพริก

วันศุกร์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า โรคแอนแทรคโนสหรือโรคกุ้งแห้งพริก เป็นโรคที่สำคัญทางเศรษฐกิจอันดับ 1 ทำความเสียหายให้พริกเกือบทุกชนิดและในแหล่งปลูกทุกพื้นที่  หากระบาดของโรครุนแรงจะทำให้ผลผลิตพริกลดลงมากกว่า 50% ความเสียหายไม่น้อยกว่า 15,000 บาท/ไร่ มูลค่าเสียหายมากกว่า 100 ล้านบาท/ปี การควบคุมโรคพืชโดยใช้สารชีวภัณฑ์ที่ผลิตจากจุลินทรีย์ เป็นทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรที่ช่วยลดปัญหาใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชแบบยั่งยืน ตลอดจนเพิ่มผลผลิตและรายได้ สนองนโยบายรัฐบาลที่มุ่งลดใช้สารเคมีทางการเกษตรของประเทศ สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร จึงวิจัยพัฒนาแบคทีเรียกลุ่ม Bacillus ซึ่งพบทั่วไป และเป็นจุลินทรีย์ที่เพาะเลี้ยงได้ง่าย นำมาใช้ควบคุมโรคพืชโดยผลิตเป็นชีวภัณฑ์ Bs เพื่อนำไปใช้ควบคุมโรคกุ้งแห้งพริกในระดับแปลงปลูก จากการนำผลงานวิจัยไปขยายผลในแปลงที่มีการระบาดของโรคกุ้งแห้งรุนแรง โดยพ่นครั้งแรกตั้งแต่เมื่อกล้าเริ่มตั้งตัว
หลังย้ายปลูก พ่นครั้งที่ 2 เมื่อพริกเริ่มออกดอก จากนั้นพ่นทุก 5-7 วัน อัตรา 40-50 กรัม/หรือเพิ่มถึง 70 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ในแปลงที่พบระบาดรุนแรงทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น  ทั้งนี้จากแปลงเปรียบเทียบผลผลิตพบว่าแปลงที่ใช้ชีวภัณฑ์ Bs ผลผลิตเพิ่มขึ้นถึง 1,555 กิโลกรัม  จากพื้นที่ 1.5 ไร่  ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 68,044 บาท โดยต้นทุนการใช้สารชีวภัณฑ์ Bs เฉลี่ย 250-300 บาท/ไร่

ปัจจุบันขยายผลงานวิจัยโดยถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตชีวภัณฑ์ Bs ไปในส่วนภูมิภาคของกรมผลิตเป็นชีวภัณฑ์มอบให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ และถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาผลิตพืชอินทรีย์หรือพืชปลอดภัย ตลอดจนเกษตรแปลงใหญ่ โดยเกษตรกรสามารถนำชีวภัณฑ์ Bs ไปใช้ผลิตพริกในแปลงพริกอินทรีย์ หรือแปลงเกษตรปลอดภัยได้

โชว์ผลสำเร็จแปลงคทช.ปากช่อง ปลูกดาวเรืองใช้น้ำหมักเพิ่มรายได้50เท่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/427210

โชว์ผลสำเร็จแปลงคทช.ปากช่อง ปลูกดาวเรืองใช้น้ำหมักเพิ่มรายได้50เท่า

โชว์ผลสำเร็จแปลงคทช.ปากช่อง ปลูกดาวเรืองใช้น้ำหมักเพิ่มรายได้50เท่า

วันศุกร์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เผยผลสำเร็จเกษตรกรในแปลง คทช.อ.ปางช่อง จ.นครราชสีมา เปลี่ยนพื้นที่จากมันสำปะหลังมาปลูกดาวเรืองตัดดอกพร้อมกับลดการใช้ปัจจัยการผลิตเคมีแล้วหันมาเน้นใช้น้ำหมักและปุ๋ยชีวภาพและมูลสัตว์ ทำให้สร้างรายได้มากกว่าปลูกมันสำปะหลังถึง 50 เท่า

คุณชมพูนุท แวนวิชัยรัมย์ อายุ 33 ปี อยู่บ้านเลขที่ 229/81 หมู่ 15 บ้านเหนือตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เป็นเกษตรกรสมาชิกสหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินปากช่อง (คทช.) จำกัด ซึ่งได้รับการจัดสรรที่ดินทำกินจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา 6 ไร่ เป็นแปลงเกษตรกรรม 5 ไร่ และแปลงที่อยู่อาศัย 1ไร่ มีแรงงานการเกษตร 4 คนจากจำนวนในครอบครัวทั้งหมด 6 คน

จุดเริ่มต้นของแปลงดาวเรืองสีเหลืองบานสะพรั่งในแปลง คทช.ปากช่อง คุณชมพูนุท เล่าว่า เริ่มแรกเมื่อได้รับที่ดินทำกินมาแล้ว จะทำอย่างไรให้มีรายได้จากการทำเกษตรให้เร็วที่สุดที่จะสามารถอยู่ได้ในผืนดินแห่งนี้ ตนจึงได้ปลูกพืชผสมผสานแบบเกษตรอินทรีย์ในแปลงที่อยู่อาศัย และคิดว่าจะปลูกพืชตัวไหนดีในแปลงเกษตรกรรม ตนเห็นว่าการปลูกดาวเรืองเป็นพืชอายุสั้นได้เงินเร็วไม่เหมือนข้าวโพดและมันสำปะหลังที่เป็นพืชระยะยาวเป็นพืชรายปีและต้นทุนสูง จึงได้เริ่มศึกษาข้อมูลการปลูกดาวเรืองและขอคำปรึกษาแนะนำจากคนที่เคยปลูกดาวเรือง ซึ่งตนจะได้ปลูกดาวเรืองพันธุ์ทองเจริญ โดยใช้น้ำหมักชีวภาพปุ๋ยชีวภาพ ขี้วัวเป็นหลัก แต่ยังมีการใช้ปุ๋ยและยาตามท้องตลาดอยู่บ้างเล็กน้อยเท่าที่จำเป็น สามารถจะเก็บดอกได้นานถึง 2 เดือน

ปัจจุบันการปลูกดอกดาวเรืองของคุณชมพูนุทยังเป็นช่วงเริ่มต้นทดลองปลูกในแปลงเกษตรกรรมเนื้อที่ประมาณ 3 งานโดยใช้น้ำจากบ่อน้ำ ส.ป.ก. เห็นผลไปในทิศทางที่ดีเพราะว่าเพิ่งจะเริ่มปลูกเมื่อวันที่ 23เมษายน2562 นำไปส่งขายที่ปากคลองตลาดในราคาดอกละ0.50 – 1.20 บาท ตามขนาดที่ตลาดรับซื้อตอนนี้เริ่มต้นได้ผลผลิตเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2562 จำนวน 769 ดอก ได้เงิน 650 บาทครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2562 จำนวน5,479 ดอก ได้เงิน 4,802 บาท และครั้งที่สามเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2562 จำนวน 5,685 ดอก ได้เงิน 4,438 บาท มีรายได้แล้วรวมจำนวน 9,890 บาท คาดว่าจะมีรายได้ทั้งสิ้นจำนวน 160,000 – 200,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 16,500 บาท คาดว่าจะได้กำไร 143,500-183,500 บาท เมื่อเปรียบเทียบกับการปลูกมันสำปะหลังเมื่อปีที่แล้วมีรายได้ 5,550 บาทค่าใช้จ่าย 2,550 บาท คงเหลือเงินเพียง 3,000 บาท การเปลี่ยนมาปลูกดาวเรืองทำให้มีเงินเพิ่มขึ้นมากกว่า 50 เท่า ซึ่งถือได้ว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งโดยแรงงานก็จะเป็นคนในครอบครัว ทุกคนได้ช่วยกันและอยู่ร่วมกันทุกวัน ทำให้มีครอบครัวที่มีความสุขอย่างพออยู่พอกินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงในที่ดินของ ส.ป.ก. ซึ่งเป็นนโยบายหน่วยงานที่จะพัฒนาและส่งเสริมอาชีพเกษตรกรให้มีความผาสุก

‘มท.1’เผย’กษ.’เตรียมออกมาตรการ งดเพาะปลูกบางพื้นที่-ดึงเกษตรกรดูสถานการณ์น้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/427121

'มท.1'เผย'กษ.'เตรียมออกมาตรการ งดเพาะปลูกบางพื้นที่-ดึงเกษตรกรดูสถานการณ์น้ำ

‘มท.1’เผย’กษ.’เตรียมออกมาตรการ งดเพาะปลูกบางพื้นที่-ดึงเกษตรกรดูสถานการณ์น้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 09.25 น.

18 ก.ค.62 ที่กระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงมาตรการในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งว่า ปีนี้น้ำฝนไม่มาก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะของดปลูกในบางลุ่มน้ำ ซึ่งวันที่ 19 ก.ค.รัฐมนตรีทั้ง 4 คนจะลงพื้นที่ไปตรวจสอบน้ำในเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ พร้อมทั้งพาตัวแทนเกษตรกรตามลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลงพื้นที่เพื่อให้เห็นของจริงว่าจะปลูกพืชที่ใช้น้ำมากไม่ได้

จึงจะต้องมีการปลูกพืชชนิดอื่นให้เหมาะสม ซึ่งกระทรวงเกษตรกรมีมาตรการในแต่ละปีอยู่แล้วว่าเกษตรกรแต่ละพื้นที่ควรจะปลูกพืชใดเมื่อไหร่ ส่วนการประกาศพื้นที่ภัยพิบัติจากภาวะภัยแล้งจะเป็นเฉพาะพื้นที่ แต่ก่อนจะประกาศก็จะเริ่มตั้งแต่แจ้งเตือน ป้องกัน เก็บน้ำได้ก็จะทำก่อน