ส.ป.ก.จัดกิจกรรมศิลปะบนนาข้าว เฉลิมพระเกียรติเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/427038

x

ส.ป.ก.จัดกิจกรรมศิลปะบนนาข้าว เฉลิมพระเกียรติเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ส.ป.ก.จัดกิจกรรมศิลปะบนนาข้าว(Rice of Art) เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พร้อมมอบโฉนดที่ดินและสัญญาเช่าให้เกษตรกร 42 ราย และยกให้แปลงโฉนดเลขที่ 1 ต.วัดยม อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นอีกหนึ่งต้นแบบการประกอบอาชีพเกษตรกรรมในพื้นที่ส.ป.ก.ที่เข้มแข็งและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กล่าวหลังเปิดโครงการและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โครงการผืนดินพระราชทานเพื่อการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม และโครงการศูนย์บริการประชาชนเคลื่อนที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ณ ที่ดินพระราชทาน แปลงโฉนดเลขที่ 1 ต.วัดยม อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ว่า เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวส.ป.ก. สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกร จึงจัด “โครงการและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โครงการผืนดินพระราชทานเพื่อการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม และโครงการศูนย์บริการประชาชนเคลื่อนที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ณ ที่ดินพระราชทาน แปลงโฉนดเลขที่ 1” ภายในงานมีกิจกรรม อาทิ “ศิลปะบนนาข้าว (Rice of Art)” เป็นการปลูกข้าวหลากหลายสายพันธุ์ สร้างสรรค์ผลงานเป็นรูปต่างๆ บนนาข้าว 4 แบบได้แก่ แบบที่ 1 ตัวอักษรเลข 10 (ไทย) พร้อมข้อความ “ทรงพระเจริญ” หมายถึง การถวายพระพรชัยมงคลแก่ในหลวงรัชกาลที่ 10 เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก แบบที่ 2 ภาพวาด ฝีพระหัตถ์ การ์ตูนจิตอาสา “เราทำความดีด้วยหัวใจ” สื่อถึงครอบครัวที่เป็นสัญลักษณ์ของโครงการพระราชดำริจิตอาสาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอย่างมีความสุข แบบที่ 3 พระพิรุณทรงนาค สื่อถึงสัญลักษณ์ของกระทรวงเกษตรฯ และแบบที่ 4 พญานาค สื่อถึงน้ำท่าและความอุดมสมบูรณ์ของผืนดินพระราชทาน โดยข้าวที่นำมาสร้างสรรค์เป็นรูปแบบต่างๆนั้น ประกอบด้วยข้าวเหนียวดำ หรือข้าวกล่ำ เป็นข้าวสีดำ ที่ใช้ให้เห็นเป็นเส้นและลวดลาย สีเขียวใช้ข้าวพันธุ์ กข41 และ กข77 สำหรับผู้สนใจเยี่ยมชมได้ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 30 กันยายน หรือจนกว่าจะเก็บเกี่ยว ภายในวันและเวลาราชการ

นอกจากนี้ ยังมีการจัดนิทรรศการจากหน่วยงานทั้งในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และภาคเอกชน อาทิ นิทรรศการพระพุทธเจ้าหลวงกับการเกษตร และพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จประพาสต้น ณ มณฑลกรุงเก่า นิทรรศการการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากหญ้าแฝก กิจกรรมฝึกอาชีพ ประดิษฐ์กระเป๋าสตางค์ เดคูพาท การจัดแสดงนวัตกรรมการแปรรูปในโครงการสร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ เป็นต้น

ดร.วิณะโรจน์กล่าวอีกว่า สำหรับพื้นที่ดินของแปลงโฉนดเลขที่ 1 ต.วัดยม อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นพื้นที่ดินแห่งแรกที่รัชกาลที่ 5 พระราชทานแก่ประชาชน ต่อมาในหลวง รัชกาลที่ 9 สานต่อการดำเนินงานโดยให้ส.ป.ก.เข้ามาจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรทำกิน รวมถึงสนับสนุนด้านต่างๆปัจจุบันเกษตรกรในพื้นที่มีอาชีพเกษตรกรรมมั่นคง เป็นอีกหนึ่งต้นแบบการประกอบอาชีพเกษตรกรรมในพื้นที่ ส.ป.ก.ที่เข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้ จากการที่ส.ป.ก.เข้ามาพัฒนาส่งเสริม ทำให้ปัจจุบันที่ดินแห่งนี้ผลิตข้าวคุณภาพ โดยอนาคต ส.ป.ก.จะพัฒนาพื้นที่งนี้ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว จัดกิจกรรมฝึกอาชีพ เป็นสถานที่ออกกำลังกาย เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชนมีกิจกรรมการสร้างรายได้ที่หลากหลายเพิ่มมากขึ้นต่อไป

เตือนเกษตรกรระวังโรคเหี่ยวบุกสวนกล้วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/427037

x

เตือนเกษตรกรระวังโรคเหี่ยวบุกสวนกล้วย

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สวนกล้วยในระยะที่มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40 ของพื้นที่ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยให้สังเกตอาการโรคเหี่ยว ที่พบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของต้นกล้วย มักพบแสดงอาการของโรคมากในระยะที่ต้นกล้วยสร้างปลีจนถึงระยะติดผล อาการเริ่มแรก พบใบกล้วยเหี่ยวเหลืองและลุกลามเหลืองจากขอบใบเข้ากลางใบ ก้านใบหักพับตรงรอยต่อกับลำต้น และทยอยหักพับตั้งแต่ใบด้านนอกเข้าสู่ใบด้านใน ซึ่งระยะแรกใบยอดยังเขียวตั้งตรง ต่อมาเปลี่ยนเป็นสีเหลือง และใบทั้งหมดจะเหี่ยวแห้ง หากตัดลำต้นกล้วยตามขวาง หรือ
ตามยาวจะพบเนื้อในของกาบใบบางส่วนเน่าเป็นสีน้ำตาล ต้นกล้วยชะงักการเจริญเติบโตและตายในที่สุด

เกษตรกรควรหมั่นตรวจและกำจัดวัชพืชในแปลงปลูก หากพบกล้วยแสดงอาการของโรค ให้ขุดต้นที่เป็นโรคไปเผาทำลาย จากนั้น โรยปูนขาวหรือโดโลไมท์ปรับสภาพดินไม่ให้เป็นกรดจัด ให้ทั่วหลุมที่ขุดต้นเป็นโรคออกไปหรือกอที่เป็นโรค อัตรา 1-2 กิโลกรัมต่อหลุม และควรทำความสะอาดอุปกรณ์การเกษตรที่ใช้กับต้นที่เป็นโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ รวมถึงสลับไปปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน  เพื่อตัดวงจรการระบาดของโรค

นอกจากนี้ เกษตรกรควรทำแปลงปลูกให้มีการระบายน้ำที่ดี และควรระมัดระวังการให้น้ำ โดยไม่ให้น้ำไหลผ่าน จากต้นที่เป็นโรคไปสู่ต้นปกติ หากเกษตรกรต้องการปลูกกล้วยในพื้นที่ใหม่ หลีกเลี่ยง การปลูกในพื้นที่ที่เคยมีการระบาดของโรคนี้มาก่อน และไม่นำหน่อพันธุ์จากต้นตอที่เป็นโรคไปปลูก ให้เลือกใช้หน่อกล้วยที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค หรือชุบหน่อพันธุ์กล้วยด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชอีไตรไดอะโซล+ควินโตซีน 6%+24% อีซี หรือสารคาร์เบนดาซิม50% เอสซี หรือสารทีบูโคนาโซล 43% เอสซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

ซอกแซกอาเซียน : 18 กรกฎาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/427036

566101

ซอกแซกอาเซียน : 18 กรกฎาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คณะของเราประมาณ 10 คน เดินทางต่อจากเมืองปากซองสักพัก ถนนก็เริ่มจะเล็กลง ขณะที่ทัศนียภาพข้างทางก็เริ่มจะห่างหายบ้านเรือนไร่นา แต่กลายเป็นภูเขาและป่าไม้เสียเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะภูเขาที่มีมากและสูงตระหง่านกว่าที่เราเห็นกันอยู่ในประเทศไทย ผมจึงเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า เหตุที่ สปป.ลาวสามารถกำหนดวิสัยทัศน์ประเทศให้เป็นผู้ผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำเพื่อส่งขายต่างประเทศ หรือที่เรียกว่า แบตเตอรีแห่งเอเชีย ก็เพราะมีทรัพยากรที่เอื้ออำนวยนี่เอง การที่มีเทือกเขาสูงและป่าไม้ ทำให้เกิดแม่น้ำลำธาร อันเกิดจากฟ้าฝนที่ตกลงมามากมาย แม้จะเป็นดินแดนที่ไม่กว้างมากนัก คิดจากเขตชายแดนทิศตะวันออกไปยังชายแดนตะวันตก ระยะทางตรงๆ น่าจะราวๆ 200 กิโลเมตรเศษ แต่ด้วยความที่ตอนกลางของประเทศเป็นสภาพภูเขาดังได้กล่าวมาแล้ว จึงกลายเป็นแม่น้ำไหลลดเลี้ยวไปออกทางแม่น้ำโขง หรือลงแม่น้ำหลักสายอื่น ตั้งแต่ดินแดนตอนเหนือของประเทศ จรดยาวผ่ากลางลงไปถึงตอนใต้ติดประเทศกัมพูชา สภาพเช่นนี้ ทำให้ สปป.ลาว สามารถที่จะสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำลำธารที่มีตามธรรมชาติได้เป็นจำนวนนับไม่ถ้วน ทั้งนี้ สปป.ลาว มีเป้าหมายจะสร้างเขื่อนพลังน้ำรวมทั้งสิ้น 100 เขื่อน ปัจจุบันสร้างเสร็จแล้วเป็นจำนวน 53 เขื่อน ก็นับว่าเป็นความโชคดีของประเทศ สปป.ลาว ครับ ในความโชคร้ายที่เป็นประเทศค่อนข้างขาดแคลน แต่ก็มีความโชคดี ที่พระเจ้าก็ดลบันดาลให้สปป.ลาวมีทรัพยากรอย่างที่ว่า เหมือนที่พระเจ้าได้บันดาลให้ดินแดนแห้งแล้งทะเลทรายในตะวันออกกลางมีแหล่งน้ำมันที่มีมูลค่ามหาศาล สร้างความร่ำรวยให้แก่คนแถบนั้นอย่างไม่น่าเชื่อ

อย่างไรก็ดี พระเจ้าคงมองไม่ทะลุถึงว่าทรัพยากรที่กำหนดไว้ชดเชยสิ่งขาดเหล่านี้มนุษย์อาจมีการใช้ที่ไม่ระมัดระวัง หรือดัดแปลงเพื่อตักตวงประโยชน์มากเกินไป จนกระทั่งสุ่มเสี่ยงต่อการอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อมนุษย์ด้วยกันเอง หรือไม่พระเจ้าอาจมองเห็นแล้ว แต่อยากจะลงโทษมนุษย์ผู้โง่เขลาเบาปัญญาเหล่านั้นให้เข็ดหลาบ จึงดลบันดาลให้เกิดข้อผิดพลาดกับสิ่งก่อสร้างเหล่านั้น ในที่นี้ คือ เขื่อนพลังงานไฟฟ้าที่สร้างไว้นั้นแตกเสียหาย พังทลาย มวลน้ำขนาดมหึมาไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนไร่นาชาวบ้านแขวงอัตตะปือ ซึ่งเป็นที่มาทำให้ผมและคณะได้มีโอกาสเดินทางเข้ามาสัมผัสบรรยากาศอยู่ในขณะนี้

ระหว่างเส้นทางเข้าไปแขวงอัตตะปือ เราจะไม่เห็นร่องรอยความเสียหายน้ำท่วมเท่าใดนักเพราะสภาพป่าเขาที่ว่า เส้นทางเริ่มเล็กลงและลัดเลาะไปตามภูเขา ใช้เวลาราว 4 ชั่วโมง คณะเราก็ถึงเมืองอัตตะปือ ถึงตรงนี้ขอทำความเข้าใจกับผู้อ่านเล็กน้อยนะครับว่า ระบบการเรียกชื่อเมืองของลาวบางแห่งไม่เหมือนไทย คือของไทยเราชื่อจังหวัด กับชื่อเมืองหลักในจังหวัดนั้นจะเป็นชื่อเดียวกัน เช่น จังหวัดลพบุรี ที่มีอาณาเขตหลายๆ อำเภอ ก็มีเมืองหลัก (ที่ตั้งศาลากลาง) ชื่อลพบุรีเหมือนกัน แต่ของลาว ชื่อแขวงกับชื่อเมืองหลักจะไม่เหมือนกัน (ในยุโรป หรืออเมริกาส่วนมากก็จะเป็นแบบลาว) ตัวอย่าง เช่น แขวงจำปาสัก ชื่อเมืองหลัก คือปากเซ แขวงคำม่วน เมืองหลัก คือ ท่าแขก เป็นต้น แต่ก็มีบ้างที่ชื่อเหมือนกันกับไทย เช่น แขวงหลวงพระบาง แขวงสุวรรณเขต ที่ชื่อเดียวกัน ส่วนที่อัตตะปือ ชื่ออัตตะปือคือชื่อแขวง แต่เมืองหลักเขากลับชื่อสามัคคีชัยซึ่งจะว่าไปแล้วแทบไม่เคยได้ยิน แม้กระทั่งเพื่อนผมคนลาวแท้ๆ ยังไม่รู้ชื่อเมืองดังกล่าวด้วยซ้ำ แต่เอาสั้นๆ ง่ายๆ ผมก็จะเรียกว่าเมืองนี้ว่าอัตตะปือต่อไปก็แล้วกันนะครับ

กว่าจะถึงอัตตะปือ เกือบบ่ายสอง เมื่อเช้ากินอาหารบนเครื่องการบินไทยมีแค่สแน็คชิ้นเล็กๆ จากนั้นก็ไม่ได้กินอะไรอีกเลย เขาถามว่าหิวไหม ก็บอกว่าไม่หิวๆ จนผ่านปากซองมาแล้ว มารู้สึกหิวก็ตอนที่มีแต่ป่าเขา นึกถึงสมัยหนึ่งผมอยู่กรมการข้าวไปเป็นวิทยากรที่ประเทศแซมเบีย แอฟริกาโน่นวันหนึ่งเขาพาไปดูงานห่างจากเมืองหลวงที่ชื่อ ลูซากา ไปประมาณ 50 กิโลเมตร ออกจากเมืองหลวงไปสักสิบกิโลเท่านั้นหาร้านอาหารไม่มีเลย คนท้องถิ่นที่พาไปก็ไม่บอก จะได้เตรียมไปสำรอง จะมีเพียงเพิงข้างทางใช้ถังน้ำมัน 200 ลิตร ผ่าซีกเป็นเตาย่างแพะเป็นชิ้นเล็กๆ พวกคนท้องถิ่นซื้อกินกันอย่างเอร็ดอร่อย แต่ผมและคณะไม่คุ้นกับกลิ่นแพะ โชคดีมีกล้วยสุกขายด้วย เลยมือกลางวันนั้นกินได้แต่กล้วย หมดไปเกือบ 2 หวี

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

รายงานพิเศษ : แปลงใหญ่สับปะรดผลสดอนาคตรุ่งดันโกอินเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/427039

รายงานพิเศษ : แปลงใหญ่สับปะรดผลสดอนาคตรุ่งดันโกอินเตอร์

รายงานพิเศษ : แปลงใหญ่สับปะรดผลสดอนาคตรุ่งดันโกอินเตอร์

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สถานการณ์สับปะรดปีการผลิต 2562 มีแนวโน้มสดใส เกษตรกรปรับตัวแก้ปัญหาผลผลิตล้น ด้วยการเพิ่มช่องทางจำหน่ายสับปะรดผลสดมากขึ้น แทนการปลูกส่งโรงงานอย่างเดียว ที่สำคัญมีการรวมกลุ่มแปลงใหญ่ส่งผลผลิตสับปะรด GAP และสับปะรด GI เจาะตลาดทั้งไทยและต่างประเทศ

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)กล่าวว่า สืบเนื่องจากปี 2557-2559 ผลผลิตสับปะรดออกมาน้อยมากจากปัญหาสภาพดินฟ้าอากาศไม่เอื้ออำนวย ทำให้เป็นที่ต้องการของผู้ประกอบการ ราคารับซื้อสูงถึง 10 บาทต่อกก. ส่งผลให้ปี 2560-2561 เกษตรกรรายเดิมและรายใหม่ขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นทั้งในจังหวัดแหล่งปลูกและจังหวัดที่ไม่เคยปลูกสับปะรดมาก่อน ทำให้ผลผลิตเกินความต้องการของตลาดโดยเฉพาะโรงงานแปรรูปสับปะรด ราคารับซื้ออยู่ที่ประมาณ 3 บาทต่อกก. เกษตรกรจึงไม่ขยายเนื้อที่ปลูก และเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นเช่น มันสำปะหลังโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ บางส่วนปล่อยทิ้งไม่ดูแล ยกเลิกพื้นที่เคยเช่าปลูกสับปะรดและลดการใช้ปุ๋ยฮอร์โมนต่างๆสารเร่งให้ออกผล รวมทั้งอากาศที่แห้งแล้ง ส่งผลให้ต้นไม่สมบูรณ์ บางส่วนไม่ออกดอก ผลแคระแกร็นไม่มีน้ำหนัก และไม่สามารถใช้สารเร่งการออกดอกในช่วงปลายปีได้

สศก.คาดการณ์ว่าปี 2562 จะมีเนื้อที่เก็บเกี่ยวสับปะรดอยู่ที่ 480,464 ไร่ ผลผลิต 1.78 ล้านตัน เมื่อเทียบกับปีที่แล้วผลผลิตอยู่ที่ 2.36 ล้านตัน ถือว่าผลผลิตลดลงประมาณ 5-6 แสนตัน
จากพื้นที่ที่ลดลงเกือบแสนไร่ ขณะที่ความต้องการของโรงงานมีประมาณ1.4-1.5 ล้านตัน โดยผลผลิตอีกประมาณ 3 แสนกว่าตันเป็นการผลิตสับปะรดเพื่อบริโภคผลสด ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาเนื่องจากราคาสับปะรดผลสดขายได้ราคาดีกว่าสับปะรดโรงงานโดยเฉลี่ยราคาประมาณ 10 บาทต่อกก. เกษตรกรปรับเปลี่ยนพื้นที่จากการปลูกสับปะรดโรงงานเป็นปลูกเพื่อบริโภคสดเพิ่มขึ้น เช่นพันธุ์ภูเก็ต ตราดสีทอง ภูแล ห้วยมุ่น สับปะรด GI บ้านคาราชบุรี หรือปลูกพันธุ์เดิมที่เคยส่งโรงงานแปรรูป ก็เปลี่ยนมาขายแบบบริโภคผลสดแทน นอกจากเปลี่ยนพื้นที่ เปลี่ยนพันธุ์แล้ว ยังเปลี่ยนตลาดจากส่งโรงงานแปรรูปมาเป็นตลาดบริโภคสดในท้องถิ่น หรือส่งโมเดิร์นเทรดมากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสดีเกษตรกรรู้ช่องทางตลาดและเลือกช่องทางที่มีรายได้มากที่สุด

ทั้งนี้ สศก.จัดทำข้อมูล เช่น ปัจจัยการผลิต กระบวนการผลิต การบริหารจัดการเพิ่มมูลค่าผลผลิต การตลาด อีกทั้ง มีแอพพลิเคชั่นฟาร์ม D จัดการฟาร์มของตนเอง เพื่อให้เกษตรกรถวางแผนตัดสินใจผลิตสินค้าเกษตรได้เหมาะสม นอกจากนี้ ยังมีแหล่งความรู้จากศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) โดยเฉพาะการรวมกลุ่มทำเกษตรแปลงใหญ่ที่ช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตของเกษตรกรอีกช่องทางหนึ่ง ปัจจุบันสับปะรดผลสดเข้าสู่ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ 35 แปลงเกษตรกรเข้าร่วม 1,842 ราย พื้นที่ 32,555 ไร่ ดำเนินการ 15 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ชลบุรี ชัยภูมิ เชียงราย นครพนม ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ภูเก็ต ระยอง ราชบุรี ลำปาง เลย หนองคาย อุตรดิตถ์ อุทัยธานี มุ่งเน้นการรวมกลุ่มและบริหารจัดการ ผลิตและจำหน่าย สามารถลดต้นทุนการผลิต และมีผลผลิตต่อหน่วยเพิ่มขึ้น

ผลการเข้าระบบสับปะรดผลสดแปลงใหญ่ ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพ มีตลาดรองรับแน่นอน เกษตรกรไม่ต้องพึ่งแต่โรงงานทั้งหมด อย่างในอดีตสับปะรดที่ปลูกในประเทศส่งโรงงาน 100% ปัจจุบันสับปะรดบริโภคผลสดตลาดเติบโตต่อเนื่อง เป็นทางเลือกคู่ขนานกับปลูกเพื่อส่งโรงงาน สัดส่วนเปลี่ยนเป็นส่งโรงงาน 85% อีก 15% ส่งไปตลาดบริโภคผลสด ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
โดยเฉพาะพันธุ์ MD2 เป็นพันธุ์ที่นิยมส่งออกขณะนี้ คาดว่าสับปะรดผลสดจากกลุ่มแปลงใหญ่ที่มีมาตรฐาน GAP หรือได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ GI จะเติบโตในตลาดเฉพาะ (Niche Market)มากขึ้น แต่ต้องบริหารจัดการควบคุมคุณภาพผลผลิตให้ดี โดยเฉพาะเรื่องห้ามใช้สารความหวาน เนื่องจากบางประเทศหากตรวจเจอผลผลิตที่ส่งออกไปใช้สารความหวานจะตีคืนสินค้ากลับทั้งหมด เกษตรกรต้องตระหนักถึงคุณภาพและความปลอดภัย รวมถึงข้อปฏิบัติในการส่งออกอย่างเคร่งครัด เพื่อประโยชน์และโอกาสของเกษตรกร

อย่างไรก็ตาม คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาและแก้ปัญหาการผลิตสับปะรด ภายใต้คณะกรรมการนโยบายและพัฒนาสับปะรดแห่งชาติ ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายและแนวทางส่งเสริมการปลูกสับปะรดออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 กลุ่มจังหวัดที่ปลูกสับปะรดโรงงานรอบรัศมีกลุ่มโรงงาน 100 กิโลเมตร ส่งเสริมปลูกสับปะรดเน้นเข้าโรงงานแปรรูป 11 จังหวัด ได้แก่ อุทัยธานี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราดส่งเสริมการผลิตสับปะรดโรงงานและบริโภคสดในพื้นที่ที่เหมาะสมตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารเชิงรุก (Agri – Map)กลุ่มที่ 2 จังหวัด ที่ปลูกสับปะรดโรงงานแต่อยู่ห่างไกลที่ตั้งโรงงานแปรรูปฯ นอกเหนือจาก 11 จังหวัด ส่งเสริมการปลูกสับปะรดเน้นบริโภคผลสด ทั้งนี้ เพื่อจัดการอุปสงค์ อุปทานให้สมดุลจึงขอให้เกษตรกรเข้าร่วมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่มากขึ้นเพื่อบริหารจัดการสินค้าเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เกษตรฯเตรียมจัดงานยิ่งใหญ่ ‘สีสรรพรรณไม้ เทิดไท้บรมราชินีนาถ’ครั้งที่13

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/426809

x

เกษตรฯเตรียมจัดงานยิ่งใหญ่ ‘สีสรรพรรณไม้ เทิดไท้บรมราชินีนาถ’ครั้งที่13

วันพุธ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯร่วมกับ มูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯเตรียมจัดงาน “สีสรรพรรณไม้ เทิดไท้บรมราชินีนาถ” ครั้งที่ 13 เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2562 ซึ่งการจัดงานดังกล่าวจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 8-14 สิงหาคม 2562 ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

สำหรับกิจกรรมภายในงานในส่วนกระทรวงเกษตรฯ ประกอบด้วย การจัดนิทรรศการภายใต้แนวคิด “สืบสาน รักษา ต่อยอดศาสตร์พระราชา พัฒนาการเกษตรไทย เทิดไท้สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” เป็นการจัดแสดงโมเดลจำลองการบริหารทรัพยากรต้นน้ำ ดิน และการปฏิรูปที่ดิน การแสดงแบบจำลอง ป่าต้นน้ำ และการทำการเกษตรที่เหมาะสมกับภูมินิเวศน์ (งานศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้) และนิทรรศการปฏิบัติการฝนหลวง และนิทรรศการ King Bhumibol World soil Day award ซึ่งเป็นรางวัลระดับโลกที่ประเทศไทยร่วมกับองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติจัดตั้งขึ้น เพื่อมอบแก่ประเทศองค์กรหรือบุคคล ที่จัดกิจกรรมวันดินโลกที่สร้างความตระหนักถึงความสำคัญของดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญพระนามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เป็นชื่อรางวัลและพระบรมฉายาลักษณ์ประดิษฐานลงในเหรียญรางวัล ตลอดจนการจัดแสดงนิทรรศการหลากหลายที่น่าสนใจ อาทิ การแสดงพันธุ์ข้าวพันธุ์ใหม่เฉลิมพระเกียรติ 5 สายพันธุ์ ข้าวสี 4 ภาค และการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าวสี 4 ภาค นิทรรศการพันธุ์ดาหลา-ต้นพันธุ์และดอกดาหลา รวมทั้ง ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเส้นใยดาหลา การเลี้ยงผึ้งโพรง-ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผึ้งโพรงจากโครงการฟาร์มตัวอย่าง การเลี้ยงไหมและผลิตภัณฑ์จากไหม ผ้าไหมที่ได้รับการรับรองมาตรฐานตรานกยูงพระราชทาน การแสดงตู้ปลาทะเล ปลาสวยงาม รวมถึงนิทรรศการด้านงานสหกรณ์และตรวจบัญชีสหกรณ์

นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างสินค้าและผลิตภัณฑ์จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้เลือกชิมและเลือกซื้อ อาทิ ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว-ข้าวสี 4 ภาค ผลิตภัณฑ์จากผึ้งโพรงจากโครงการฟาร์มตัวอย่าง ร้านกาแฟซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของชุมชนชาวเขาเผ่ามูเซอ บ้านปางม่วง จ.เชียงราย ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมสวยงาม และผลิตภัณฑ์ งานศิลปหัตถกรรมของศูนย์ศิลปาชีพบางไทร รวมถึงยังมีเวทีสาธิต และฝึกอาชีพ ทั้งนี้ วันที่ 25 กรกฎาคม 2562 จะมีการจัดงานแถลงข่าว “สีสรรพรรณไม้ เทิดไท้บรมราชินีนาถ” ครั้งที่ 13 ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เขตจตุจักร กรุงเทพฯ จึงขอเชิญชวนสื่อมวลชนร่วมทำข่าวในวันและเวลาดังกล่าว

เตือนชาวสวนฝนชุกระวัง2โรคทุเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/426810

x

เตือนชาวสวนฝนชุกระวัง2โรคทุเรียน

วันพุธ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงฝนตกชุก กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรสวนทุเรียนเฝ้าระวัง โรครากเน่าโคนเน่า และ โรคผลเน่า  ที่พบได้ในระยะติดผลและหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต อาการที่ราก เริ่มแรกเห็นใบที่ปลายกิ่งมีสีซีดไม่เป็นมันเงา ใบเหี่ยวลู่ลง กรณีโรครุนแรง ใบจะเหลืองและหลุดร่วง หากขุดดูที่ราก จะพบรากฝอยมีเปลือกล่อนเปื่อยยุ่ยเป็นสีน้ำตาล และมีอาการเน่าลามไปยังรากแขนงและโคนต้น ทำให้ต้นโทรมและยืนต้นตาย อาการที่กิ่ง ลำต้น และโคนต้น ระยะแรกพบต้นมีใบเหลืองบางกิ่ง สังเกตเห็นรอยคล้ายคราบน้ำบนผิวเปลือกของกิ่งหรือต้น ในช่วงเช้าที่อากาศชื้นจะเห็นหยดของเหลวสีน้ำตาลแดงออกมาจากแผล และจะแห้งไปช่วงแดดจัด ทำให้เห็นเป็นคราบ เมื่อใช้มีดถากบริเวณคราบนั้น จะพบเนื้อเยื่อเปลือกและเนื้อไม้เป็นแผลสีนํ้าตาล ถ้าแผลขยายใหญ่จะลุกลามจนรอบโคนต้น จะทำให้ใบร่วงจนหมดต้นและยืนต้นแห้งตาย

ส่วนอาการที่ใบ ใบช้ำ ดำ มีรอยตายนึ่งคล้ายถูกน้ำร้อนลวก และจะไหม้แห้งคาต้นอย่างรวดเร็ว พบระบาดมากช่วงฝนตกหนักติดต่อกัน อาการที่ผล เริ่มแรกพบเปลือกผลเกิดจุดแผลขนาดเล็กสีน้ำตาลดำ ต่อมาจุดแผลจะลุกลามขยายใหญ่ขึ้นตามการสุกของผล กรณีความชื้นสูง จะพบเส้นใยสีขาวของเชื้อราบริเวณแผล ซึ่งพบได้ตั้งแต่ผลยังอยู่บนต้น หากรุนแรงมาก ผลทุเรียนจะเน่าและร่วงหล่นก่อนกำหนด พบได้ตั้งแต่ระยะผลอ่อน หรือในช่วง 1 เดือนก่อนที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิต หรือในระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต และหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว

เกษตรกรควรตรวจแปลงปลูกสม่ำเสมอ เมื่อพบส่วนกิ่ง ใบ ดอกและผลที่เป็นโรค ให้นำไปเผาทำลายและพ่นให้ทั่วทรงพุ่มด้วยสารเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พ่น 1-2 ครั้ง ทุก 7-10 วัน และควรหยุดพ่นสารก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตอย่างน้อย 15 วัน

กรณีพบบนกิ่งหรือที่โคนต้น ให้เกษตรกรถากหรือขูดผิวเปลือกที่เป็นโรคออก จากนั้นทาแผลด้วยสารฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 80-100 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร หรือสารเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50-60 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร ทุก 7 วัน จนกว่าแผลจะแห้ง หากพบต้นที่ใบเริ่มมีสีซีด ไม่เป็นมันเงา หรือใบเหลืองหลุดร่วง ให้ใช้สารฟอสโฟนิก แอซิด 40% เอสแอล ผสมน้ำสะอาด อัตรา 1:1 ใส่กระบอกฉีดยาฉีดเข้าลำต้นหรือกิ่งตรงข้ามอาการของโรค หรือส่วนที่เป็นเนื้อไม้ดีใกล้บริเวณที่เป็นโรค อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อต้น หรือราดดินด้วยสารฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ใช้สลับกับสารเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อ น้ำ 20 ลิตร

เกษตรกรควรหลีกเลี่ยง การทำให้รากหรือลำต้นเกิดแผล ที่เป็นช่องทางให้เชื้อราเข้าทำลายพืชได้ง่ายขึ้น ส่วนต้นที่เป็นโรครุนแรงมากหรือยืนต้นตายควรขุดไปเผาทำลาย และราดดินด้วยสารฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยให้ตากดินไว้ระยะหนึ่งแล้วจึงปลูกทดแทน ส่วนการเก็บผลทุเรียนต้องระวังไม่ให้ผลสัมผัสพื้นดินโดยตรง ลดโอกาสผลสัมผัสพื้นดินที่มีเชื้อสาเหตุโรค และให้ระวังการขนย้ายไม่ให้เกิดแผลขึ้นกับผลทุเรียน

ส่องเกษตร : คือต้นไม้ ต้นเดียวกัน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/426811

449007

ส่องเกษตร : คือต้นไม้ ต้นเดียวกัน?

วันพุธ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากประสบการณ์ของผม เกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการทำการเกษตร ส่วนใหญ่ไม่ได้ทำการเกษตรเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ในฟาร์มของเกษตรกรจะประกอบด้วยหลายกิจกรรมรวมกัน ไม่ได้แยกกิจกรรมออกจากกันโดยเด็ดขาด เกษตรกรที่เก่งๆ ระดับผู้นำหลายๆ ราย จึงมีป้ายของแทบทุกหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ติดแทบจะไม่มีที่จะให้ติด ยังไม่รวมถึงป้ายจากกระทรวงอื่นๆ อีก ซึ่งชี้ให้เห็นว่างานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นงานที่มีความหลากหลาย แต่มีเป้าหมายเดียวกัน

จะว่าไปแล้วก็เหมือนกับการปลูกต้นไม้ให้เจริญงอกงามติดดอกออกผลได้ ผู้ปลูกก็ต้องเข้าใจว่าต้นไม้ที่ปลูกนั้นเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมอย่างไร ช่วงเวลาไหนจะให้ผล สภาพดินจะต้องมีแร่ธาตุอาหารแบบไหน ชอบดินร่วน ดินทราย หรือดินเหนียว ปริมาณน้ำจะต้องประมาณไหน ช่วงไหนต้องการน้ำมาก ช่วงไหนต้องการน้ำน้อย ช่วงไหนไม่ต้องการน้ำเลย หากมีโรคแมลงศัตรูพืชจะต้องจัดการดูแลต้นไม้ต้นนี้อย่างไร เมื่อให้ผลผลิตออกมาแล้ว ถ้าปลูกไว้กินเอง จะต้องมีการจัดการอย่างไรให้เก็บไว้ได้นาน หรือถ้าผลผลิตออกมามากจะนำไปจำหน่ายที่ไหนอย่างไร ซึ่งก็ต้องมีระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ทุกกระบวนการของต้นไม้ต้นนี้จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องและสัมพันธ์กันไปทั้งหมด ไม่สามารถแยกส่วนออกจากกันได้

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็เช่นกัน ผ่านการออกแบบระบบการบริหารงานให้เป็นหน่วยงานในระดับกอง/สำนักที่สอดคล้องเกี่ยวเนื่องกันไป เป้าหมายการพัฒนาการเกษตรไม่สามารถเบ็ดเสร็จในหน่วยงานเดียว ดังนั้น การบูรณาการทำงานร่วมกันของหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงมีความชัดเจนในตนเอง เป็นความชัดเจนที่ไม่สามารถทดแทนกันได้ และเป็นความชัดเจนบนสายสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นระหว่างกัน ภาษาชาวบ้านก็คือ มีกรมดิน กรมพืช กรมสัตว์ กรมปลา กรมน้ำ กรมฝน ซึ่งเป็นกรมทางเทคนิค แล้วมีกรมที่ทำการตลาดมาสนับสนุนให้การทำการเกษตรของเกษตรกรบรรลุเป้าหมาย ร่วมมือร่วมแรงกันพัฒนาเกษตรกร จะมีปัญหาทับซ้อนกันในการดำเนินการร่วมกันไม่มาก หากทุกหน่วยงานเข้าใจในบทบาทและหน้าที่ของตนเอง ไม่ใช่ให้กรมน้ำไปเลี้ยงสัตว์ ให้กรมสัตว์ไปปลูกพืช ก็คงวุ่นวายกันพอสมควร

ผมทราบข่าวมาว่า การแบ่งงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งกลายเป็นกระทรวงเกรด A ในใจของนักการเมืองยุคนี้ เป็นกระทรวงที่หลายพรรคแย่งชิงเก้าอี้กันเข้ามา เพื่อจะได้มีโอกาสดูแลเกษตรกร ซึ่งเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ของประเทศ ผมจึงรู้สึกยินดีมากที่เกษตรกรเป็นที่รักของนักการเมืองถึงกับต้องชิงกันเข้ามาบริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมกับนโยบายของพรรคตนเองที่หาเสียงไว้ และได้มีจัดแบ่งการบริหารและกำกับดูแลกรมต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้เป็นไปตามนโยบายที่พรรคตนเองรับผิดชอบ ผมยังนึกไม่ออกว่าการแยกส่วนของการทำการเกษตรออกจากกัน จะสามารถพัฒนาการเกษตรให้ประสบความสำเร็จได้อย่างไร เหมือนการดูแลต้นไม้ให้ออกดอกติดผล โดยไม่ได้สนใจความสัมพันธ์ของดิน ปุ๋ย น้ำ โรคแมลง และการบริหารจัดการต่างๆ ในที่สุดแล้วแทนที่ต้นไม้จะออกดอกติดผล ต้นไม้ต้นนี้อาจเหี่ยวแห้งและตายไปในที่สุด เหลือเพียงซากพังๆ เป็นอนุสาวรีย์ให้กล่าวถามถึงก็เป็นได้

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : ‘ธนาคารน้ำใต้ดิน’แก้แล้งในพื้นที่ส.ป.ก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/426814

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : ‘ธนาคารน้ำใต้ดิน’แก้แล้งในพื้นที่ส.ป.ก.

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : ‘ธนาคารน้ำใต้ดิน’แก้แล้งในพื้นที่ส.ป.ก.

วันพุธ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม ถือเป็นภัยธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ทำการเกษตรของเกษตรกรเป็นอย่างมาก จากข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า โดยปกติประเทศไทยมีปริมาณฝนรวมตลอดปีเฉลี่ยทั่วประเทศมีค่าประมาณ 1,572.5 มิลลิเมตร ปริมาณฝนแต่ละพื้นที่ เปลี่ยนแปลงไปตามลักษณะภูมิประเทศแต่เนื่องจากในปี 2562 ฤดูร้อนมาเร็วอุณหภูมิสูงกว่าค่าปกติ ซึ่งเกิดจากปรากฏการณ์เอลนีโญ จึงคาดการณ์ว่าปริมาณฝนน้อยลงต่ำกว่าค่าปกติเฉลี่ยรอบ 30 ปี ร้อยละ 5 อาทิ ภาคเหนือ ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยรวม 30 ปี เดิม 1,230.9 มิลลิเมตร ในปีนี้ลดลงเหลือ 1,000 มิลลิเมตร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยรวม 30 ปี เดิม 1,400 มิลลิเมตร ปีนี้ลดลงเหลือ 1,100 มิลลิเมตร ภาคกลาง ค่าปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยรวม 30 ปี เดิม 1,275 มิลลิเมตร ในปีนี้ลดลงเหลือ 1,000 มิลลิเมตร

ในขณะที่รายงานของกรมชลประทานเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2562 ระบุว่า สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง มีปริมาตรน้ำในอ่างฯ รวม 37,376 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 49 ของความจุอ่างและสำหรับปริมาตรน้ำใช้การได้มีเพียง 13,452 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็นร้อยละ 26 ของความจุใช้งานได้โดยปริมาตรน้ำในอ่างเมื่อเทียบกับปี 2561 (46,003 ล้าน ลบ.ม.) พบว่าปี 2562 มีปริมาตรน้ำน้อยกว่าปี 2561 จำนวน 8,627 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเพียง 98.46 ล้าน ลบ.ม แต่มีปริมาณน้ำระบายมากถึง 103.82 ล้าน ลบ.ม. จึงต้องระวังเรื่องภัยแล้งใกล้ชิดและจำเป็นต้องบริหารจัดการน้ำ เพื่อให้มีน้ำใช้ช่วงหน้าแล้ง ซึ่งการทำ “ธนาคารน้ำใต้ดิน”เป็นทางเลือกหนึ่งในการแก้ปัญหาภัยแล้ง แก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำขัง

โดยการขุดหลุมที่มีลักษณะก้นครก เพื่อกักเก็บน้ำฝนที่ตกลงมาช่วงฤดูฝนลงสู่ใต้ดิน เป็นการกักเก็บน้ำ รักษาความชุ่มชื้นให้ผิวดินที่แห้งแล้ง ทำให้ต้นไม้บริเวณนั้นอุดมสมบูรณ์ เมื่อมีฝนตกหนักก็มีแหล่งกักเก็บน้ำไว้ใต้ดิน เหมือนเป็นการฝากน้ำไว้แล้วค่อยถอน(สูบ) เอามาใช้หน้าแล้ง ซึ่งจากการทดสอบในหลายๆ พื้นที่ พบว่า ธนาคารน้ำใต้ดินที่มีขนาดกว้างเพียง 1.5 เมตร ยาว 1.5 เมตร ลึก 1.5 เมตร สามารถเติมน้ำลงเข้าใต้ดินได้ไม่น้อยกว่า 5 ลูกบาศก์เมตร/ชั่วโมงหรือประมาณ 5,000 ลิตร/ชั่วโมง ซึ่งสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ได้ตลอดทั้งปี สำหรับการทำธนาคารน้ำใต้ดินทำได้หลายขนาด ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และความจำเป็นในการใช้น้ำเพื่อการเกษตรหากเป็นหลุมขนาดใหญ่ที่เกษตรกรนิยมทำคือ บ่อขนาดกว้าง 20 เมตร ยาว 40 เมตร ลึก 7 เมตร มีความลาดชัน 45 องศา ไม่มีขอบบ่อสามารถเก็บน้ำได้ถึง3,300 ลูกบาศก์เมตร โดยต้องขุดให้ผ่านชั้นดินเหนียวไปจนถึงชั้นหินอุ้มน้ำ และที่ตั้งของบ่อให้อยู่ในทิศทางที่รับน้ำฝนที่ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำได้ ซึ่งจากหลักการไหลของน้ำที่ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ และการเคลื่อนที่ของโลก ทำให้น้ำใต้ดินไหลลงไปรวมกันและเก็บไว้ในชั้นใต้ดินกลายเป็นน้ำใต้ดินหรือน้ำบาดาล

ทั้งนี้ ขนาดความกว้าง ความยาวของบ่อขึ้นอยู่กับพื้นที่ แต่ต้องขุดให้ลึกเลยชั้นหินอุ้มน้ำที่มีรูพรุน จึงจะกักเก็บน้ำและไหลผ่านรูพรุนเพื่อสูบขึ้นมาใช้ได้ โดยการขุดบ่อเพื่อทำธนาคารน้ำใต้ดินนั้น เพียง 1 ปีสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ได้ตลอดหลายปี เพราะน้ำยังซึมลงไปเป็นน้ำใต้ดินได้ตลอดเวลา ส่วนน้ำบาดาลจะเกิดอยู่ในชั้นหินที่อิ่มตัว จึงกักเก็บน้ำได้ โดยหินที่จะเก็บน้ำบาดาลได้ดีต้องมีจำนวนช่องว่างมากและมีขนาดใหญ่ติดต่อถึงกัน เพื่อให้น้ำบาดาลไหลถ่ายเทได้ดี หากเป็นหินที่มีช่องว่างขนาดใหญ่ แต่ไม่ติดต่อถึงกัน ถึงแม้เก็บน้ำไว้ได้มากก็ไม่มีประโยชน์ในการเป็นแหล่งน้ำบาดาล

สำหรับในพื้นที่ส.ป.ก.ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรนำระบบธนาคารน้ำใต้ดินมาใช้แก้ปัญหาภัยแล้งหลายพื้นที่ ซึ่งช่วยแก้ภัยแล้งในพื้นที่ ส.ป.ก.ได้ดี ยกตัวอย่าง คุณกุหลาบทิพย์ แก่นลา ผู้นำเกษตรกรรุ่นใหม่ในพื้นที่ คทช.อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี ซึ่งสมัครเข้าร่วมโครงการเกษตรกรรุ่นใหม่เพื่อเข้าฝึกอบรมเป็นเวลา 6 เดือน และได้รับการจัดสรรที่ดินให้เข้ามาทำกินเมื่อปี 2561 โดยมีสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดชลบุรี เข้ามาดูแลให้คำแนะนำ แต่ช่วงแรกที่เข้ามาทำกินในพื้นที่ประสบปัญหาเรื่องขาดแคลนน้ำใช้เพื่ออุปโภค บริโภคและทำการเกษตร เนื่องจากพื้นที่เดิมไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำ แม้ทดลองขุดบ่อน้ำเพื่อกักเก็บน้ำ แต่เก็บได้ไม่นาน เมื่อหมดฤดูฝน ก็ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเหมือนเดิม กระทั่งได้รับองค์ความรู้เรื่องการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรจากการเข้าอบรมที่ศูนย์กสิกรรมมาบเอื้องและหาข้อมูลเพิ่มจากอินเตอร์เนต ทำให้ทราบว่าโดยธรรมชาติ เมื่อมีฝนตกลงมาน้ำจะซึมลงไปใต้ดินอยู่แล้ว และเมื่อขุดเจาะน้ำบาดาลมาใช้จำนวนมาก ทำให้น้ำบาดาลลดน้อยลงจนเกิดภาวะภัยแล้ง

ดังนั้น วิธีแก้ก็คือ ต้องเติมน้ำลงไปทดแทนด้วยการขุดบ่อลงไปเพื่อเติมน้ำหรือฝากน้ำไว้ในดินหรือที่เรียกว่าธนาคารน้ำใต้ดิน จึงนำมาปรับใช้ในพื้นที่ภายใต้การส่งเสริมและสนับสนุนทั้งสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จากส่วนกลางและสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดชลบุรี ผลจากการจัดทำธนาคารน้ำใต้ดิน ทำให้มีน้ำใช้เพียงพอตลอดทั้งปี ปัจจุบันคุณกุหลาบทิพย์ สามารถทำการเกษตรได้โดยไม่มีปัญหาขาดแคลนน้ำ พื้นดินชุ่มชื้น เน้นทำเกษตรแบบผสมผสาน ทำกินในพื้นที่ที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจัดสรรให้ได้อย่างยั่งยืน

รักษ์เกษตร : ถั่วพร้า ปุ๋ยพืชสดชั้นดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/426610

x

รักษ์เกษตร : ถั่วพร้า ปุ๋ยพืชสดชั้นดี

วันอังคาร ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำตอบ

ถั่วพร้า เป็นพืชตระกูลถั่ว มีลักษณะลำต้นเป็นเถา สามารถเลื้อยสูงได้ถึง 10 เมตร ลำต้นมีเนื้อไม้แข็งเป็นแกน จึงสามารถปลูกในลักษณะไม้พุ่ม ลักษณะของใบ มีรูปร่างมนค่อนข้างกลมคล้ายรูปไข่ ยาวประมาณ 7-12 เซนติเมตร ดอกเป็นกลุ่ม มีสองชนิดคือ ถั่วพร้าเมล็ดขาว และถั่วพร้าเมล็ดแดง เมื่อฝักสุกจะมีสีเหลืองคล้ายฟางข้าว เมล็ดถั่วพร้าจะยาว มีขนาดฝักกว้างประมาณ 3-3.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 15-35 เซนติเมตร เมล็ดมีสีขาวคล้ายงาช้าง มีขนาด 1.5-2 เซนติเมตร

วิธีการเพาะปลูก มี 3 วิธี คือ

1.ปลูกแบบหว่าน เป็นวิธีที่สะดวก ประหยัดเวลา และแรงงานที่สุด ทำโดยการนำเอาเมล็ดพันธุ์ที่เตรียมไว้หว่านลงไปในแปลงให้ทั่ว ในอัตรา 8-10 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วพรวนดินกลบเมล็ด

2.ปลูกแบบโรยเป็นแถว เป็นวิธีที่ได้ผลช้า และสิ้นเปลืองแรงงาน เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีแรก แต่จะทำให้ได้ต้นถั่วพร้าที่ขึ้นเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบ ทำโดยใช้เมล็ดโรยลงในแถว ซึ่งมีระยะระหว่างแถว 75-100 เซนติเมตร เมื่อโรยเมล็ดลงในแถว แล้วกลบเมล็ดด้วยดินบางๆ โดยใช้เมล็ดในอัตรา 5-8 กิโลกรัมต่อไร่

3.ปลูกแบบหยอดเป็นหลุม เป็นวิธีที่ได้ผลช้า สิ้นเปลืองแรงงาน และไม่สะดวกในทางปฏิบัติที่สุด ใช้วิธีนี้ในกรณีที่มีปริมาณเมล็ดพันธุ์จำกัด ทำโดยการขุดหลุดเล็กๆ ลึกประมาณ 5-7.5 เซนติเมตร ให้ระยะระหว่างแถวของหลุมประมาณ 75-90 เซนติเมตร และระยะระหว่างหลุมในแถวเดียวกันประมาณ 45-60 เซนติเมตร หยอดเมล็ด 2-3 เมล็ดต่อหลุม แล้วกลบเมล็ดด้วยดินบางๆ โดยใช้เมล็ดในอัตรา 3-5 กิโลกรัมต่อไร่

การดูแลรักษา การปลูกในช่วงฤดูฝน ไม่จำเป็นต้องมีการดูแลรักษามากนัก แต่หากไม่มีฝน ก็ควรให้น้ำ เพื่อช่วยให้ถั่วพร้าเจริญเติบโตได้ดี

การเก็บผลผลิต สามารถเก็บฝักอ่อนไปใช้เป็นอาหารได้ เมื่อถั่วพร้าอายุได้ 3-4 เดือน และเก็บเกี่ยวเมล็ดที่โตเต็มที่ เพื่อนำไปทำเป็นเมล็ดแห้ง เมื่อถั่วพร้าอายุได้ 5-10 เดือน

การใช้เป็นปุ๋ยพืชสด โดยการไถกลบ กระทำเมื่อถั่วพร้าอายุได้ 65 วัน ให้ทำการไถกลบ ในขณะที่ไถกลบดิน ควรมีความชื้นพอเพียง เพื่อลดการสูญเสียธาตุไนโตรเจน ซึ่งในช่วงนี้ จะเป็นช่วงที่ถั่วพร้ากำลังออกดอก ต้นจะมีความสมบูรณ์ และมีธาตุอาหารสูงสุด หลังจากไถกลบไปแล้ว ควรทิ้งให้ถั่วพร้าย่อยสลายประมาณ 10-14 วัน แล้วจึงปลูกพืชที่ต้องการ ในการไถกลบถั่วพร้าพื้นที่ 1 ไร่ จะให้น้ำหนักสดประมาณ 2.5-4 ตัน ซึ่งจะได้ธาตุไนโตรเจนประมาณ 10-20 กิโลกรัม

ถั่วพร้า เป็นพืชปุ๋ยสด ที่ได้รับการยอมรับจากเกษตรกรจำนวนมาก ทำให้ดินดำ และปลูกพืชงามดี ถั่วพร้าให้น้ำหนักสดที่เป็นปุ๋ยอินทรีย์ถึง 2-3 ตันต่อไร่ เท่ากับเป็นการใส่ปุ๋ยอินทรีย์จำนวนมากให้แก่พืช โดยเสียค่าใช้จ่ายน้อยมาก และยังให้ปุ๋ยไนโตรเจน คิดเทียบเป็นปุ๋ยยูเรียได้ถึง 30-39 กิโลกรัมต่อไร่ จึงทำให้ลดการใช้ปุ๋ยเคมี โดยเฉพาะปุ๋ยไนโตรเจนลงได้มาก และทำให้พืชมีผลผลิตและคุณภาพดีขึ้นด้วย

เกษตรกรและผู้สนใจ สามารถติดต่อขอความรู้ และเมล็ดพันธุ์ตั้งต้น จากหน่วยงานของกรมพัฒนาที่ดิน ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดของท่าน นะครับ

นาย รัตวิ

‘3พอ’พลิกชีวิตก้าวตามศาสตร์พระราชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/426608

x

‘3พอ’พลิกชีวิตก้าวตามศาสตร์พระราชา

วันอังคาร ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์มุ่งมั่นพัฒนาสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรและเกษตรกร ให้มีระบบบริหารจัดการด้านการเงิน การบัญชีที่มีคุณภาพ เชื่อถือได้ ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยมุ่งให้นำ“องค์ความรู้ด้านบัญชี” ไปแก้จุดอ่อนเสริมจุดแข็ง ให้เอื้อต่อการพัฒนาภาคการเกษตรได้เหมาะสม สมดุลและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตามกรอบแนวคิด 3 พอ พลิกชีวิต : น้ำพอดี ดินพอเหมาะ คนพอเพียง โดยเชื่อมโยง “ข้อมูลทางบัญชี” ในมิติต่างๆ ไปสู่การบริหารจัดการดินและน้ำในระดับครัวเรือน เพื่อพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ด้วยการยึดแนวคิด ประหยัด เรียบง่ายและประโยชน์สูงสุด

น้ำพอดี : มีเป้าหมายให้เกษตรกรรู้จักดูทางน้ำและสร้างแหล่งน้ำ เพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ตลอดปี ด้วยการขุดหนองน้ำ ให้มีขอบคดเคี้ยวและทำลดหลั่นตามลำดับความสูง และกระจายบ่อน้ำในพื้นที่ รู้จักการคำนวณน้ำให้พอใช้ประกอบอาชีพและใช้ในครัวเรือน รวมถึงบำรุงรักษาแหล่งน้ำธรรมชาติให้อุดมสมบูรณ์ไม่ให้เน่าเสีย

ดินพอเหมาะ : มีเป้าหมายด้านการเรียนรู้ ดูดินและสร้างคุณภาพดิน “เลี้ยงดิน ให้ดินเลี้ยงพืช” ด้วยการแกล้งดินและห่มดิน ปรับปรุงดินเพื่อการเกษตรกรรม ลดต้นทุนการผลิตโดยใช้หลักกสิกรรมธรรมชาติ วางแผนอนุรักษ์ดินให้อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก เพิ่มโอกาสสร้างรายได้ด้วยการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่างคือ พอกิน : ป่าไม้กินได้ พอใช้ : ป่าไม้ใช้สอย พออยู่ : ป่าไม้เศรษฐกิจ และพอร่มเย็น : ระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์

คนพอเพียง : มีเป้าหมายให้เกษตรกรดำเนินชีวิตตามกำลังฐานะและกำลังครัวเรือน คิดวิเคราะห์และใช้องค์ความรู้ด้านบัญชีให้เอื้อต่อการพัฒนาอาชีพ แบ่งเป็น 5 แนวทาง ประกอบด้วย รู้จักพอประมาณ ส่งเสริมให้เกษตรกรจัดการตัวเองภายในต้นทุนทางสังคม ทั้งในระบบครัวเรือนและชุมชน จัดการค่าใช้จ่ายตามกำลังของตนเอง มีเหตุผล ส่งเสริมให้เกษตรกรรู้จักคิดวิเคราะห์เป็นระบบ ด้วยการคำนึงถึงเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นองค์รวมด้วยตนเองและแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากผู้อื่น มีคุณธรรม ส่งเสริมให้เกษตรกรดำรงชีวิตบนพื้นฐานคุณธรรมด้วยการทำความดี ช่วยเหลือผู้อื่นและชุมชนด้วยการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มีความรู้ พร้อมเรียนรู้ผ่านสื่อการเรียนรู้ต่างๆ สร้างความเข้าใจแลกเปลี่ยนข้อมูล ศึกษา และทำแผนปฏิบัติการ โดยศึกษาสภาพแวดล้อมดิน น้ำ อากาศ ในการวางแผนเพาะปลูก สร้างภูมิคุ้มกัน ด้วยการคิดวิเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นด้วยการพึ่งตนเองเป็นหลักและพึ่งพาช่วยเหลือกันในชุมชน

ซึ่งการดำเนินการตามกรอบแนวคิด 3 พอ พลิกชีวิตฯให้บรรลุตามเป้าหมายสร้างวิถีสู่ความพอเพียงที่มุ่งหวังไว้ ล้วนมีปัจจัยความสำเร็จที่ได้จากการทำบัญชีและการบันทึกข้อมูลทั้งสิ้น หากทุกฝ่ายเข้าใจกรอบแนวคิด คุณลักษณะ คำนิยามของเศรษฐกิจพอเพียงแจ่มชัด ก็จะง่ายในการนำไปประยุกต์เป็นแนวทางปฏิบัติ นำไปสู่ผลที่คาดว่าจะได้รับคือ การพัฒนาที่สมดุลยั่งยืน พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความรู้และเทคโนโลยี