ก.เกษตรเดินสายรับฟังปัญหาชาวประมง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/426609

x

ก.เกษตรเดินสายรับฟังปัญหาชาวประมง

วันอังคาร ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายอรุณชัย พุทธเจริญ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยถึงการประชุมรับฟังความคิดเห็นปัญหาการฟื้นฟูอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ การส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ รวมถึงปัญหาประกอบอาชีพประมงจากตัวแทนกลุ่มชาวประมงทั้งพื้นบ้านและพาณิชย์ในพื้นที่ว่า ในที่ประชุมมีตัวแทนชาวประมงร่วมกันเสนอปัญหาการประกอบอาชีพประเด็นต่างๆ สรุปได้ ดังนี้ ด้านกฎหมายประมง ชาวประมงเสนอให้ปรับแก้กฎหมาย พ.ร.ก.ประมง 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2560 และขอให้ยกเลิกกฎหมายบางมาตรา เนื่องจากมองว่าการออกกฎหมายที่ผ่านมาไม่มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งในประเด็นดังกล่าวกระทรวงเกษตรฯได้ออกคำสั่งที่ 452/2561 แต่งตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อแก้กฎหมายอันส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบอาชีพทำการประมง และมีข้อสรุปในการแก้ พ.ร.ก.การประมง 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติมทั้งสิ้น 18 มาตรา แบ่งเป็นประมงพาณิชย์ 15 มาตรา และประมงพื้นบ้าน 3 มาตรา ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนยกร่างตัวบทกฎหมาย

ประเด็นขาดแคลนแรงงาน โดยชาวประมงให้ข้อมูลว่า แม้จะอยู่ใกล้เขตชายแดนแต่ก็ยังขาดแคลนแรงงาน อีกทั้ง มีความยุ่งยากในขั้นตอนจ้างแรงงานที่ซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายดำเนินการเข้าสู่ระบบสูง จึงขอให้ใช้แรงงานกลุ่มที่ถือบัตรสีชมพู (บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย) ต่อไป และให้ใช้มาตรา 83 แห่ง พ.ร.ก.การประมงตลอดทั้งปี ซึ่งในประเด็นนี้ได้ชี้แจงต่อชาวประมงว่า เดิมภาครัฐได้ใช้มาตรา 83 แห่ง พ.ร.ก. การประมง พ.ศ. 2558 กรณีเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน แต่ขณะนี้แก้ปัญหาโดยนำเข้าแรงงานต่างด้าวในเรือประมงด้วยวิธี MOU ซึ่งเป็นการปกป้องตัวแรงงานและเจ้าของเรือ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้ใช้แรงงานผิดกฎหมาย และตัวแรงงานได้รับค่าจ้างตามที่ตกลง โดยกระทรวงแรงงานได้ทำ MOU แล้ว 3 ประเทศ ได้แก่ พม่า กัมพูชา และลาว ส่วนการจัดตั้ง One stop service บริเวณพรมแดนเรื่องแรงงานต้องหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าดำเนินการได้หรือไม่

นอกจากนี้ ยังได้ชี้แจงประเด็นแจ้งเข้าแจ้งออก เรือประมงและเครื่องมือวีเอ็มเอส (VMS) ซึ่งได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการแจ้งเข้า-ออกเรือประมง และเงื่อนไขเอกสารที่ได้ปรับลดลงตามข้อเสนอของชาวประมงแล้ว พร้อมทั้งจะเร่งช่วยเหลือเรื่องการปิดสัญญาณ VMS กรณีเรือไม่ประสงค์ออกไปทำประมงเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย ประเด็นเรื่องอวนลากแมงกะพรุน ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนออกประกาศ เพื่อให้ทำประมงได้ตามข้อเสนอ ประเด็นการซื้อเรือคืน ล่าสุดได้จ่ายเงินชดเชยงวดที่หนึ่งเข้าบัญชีชาวประมง 250 รายเรียบร้อยแล้ว คงเหลือเพียง 2 ราย ที่ต้องรอคำสั่งแต่งตั้งผู้จัดการมรดก ปัญหาการประกอบอาชีพ บางประเด็นต้องรวบรวมข้อมูลจากจังหวัดต่างๆ มาพิจารณาดำเนินการแก้ปัญหาภาพรวมต่อไป ส่วนประเด็นอื่น ชาวประมงยังเสนอให้กำหนดมาตรการบริหารจัดการทรัพยากรประมง พื้นบ้าน พาณิชย์ และภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่องอย่างเหมาะสมเพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืนระดับจังหวัด ซึ่งมอบหมายให้ประมงจังหวัดไปขับเคลื่อนกิจกรรมต่อโดยใช้กลไกการทำงานของคณะกรรมการประมงประจำจังหวัด เพื่อนำปัญหาข้อเสนอแนะของชาวประมงพื้นบ้านและพาณิชย์มาพิจารณาหาแนวทางดำเนินงานที่เหมาะสมกับทุกฝ่ายภายใต้บริบทกฎหมาย และย้ำว่าทุกเสียงสะท้อนจะไม่ปล่อยผ่าน ขอให้ชาวประมงให้ความร่วมมือกับราชการ โดยคำนึงถึงการสร้างความยั่งยืนให้ทรัพยากรประมงเป็นสำคัญ

รายงานพิเศษ : หนุนแปรรูปปลาสลิดฯแดดเดียว สร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกรบ้านนาเกตุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/426611

รายงานพิเศษ : หนุนแปรรูปปลาสลิดฯแดดเดียว  สร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกรบ้านนาเกตุ

รายงานพิเศษ : หนุนแปรรูปปลาสลิดฯแดดเดียว สร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกรบ้านนาเกตุ

วันอังคาร ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

โครงการจุฬาภรณ์พัฒนา 6 ตั้งอยู่ที่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เดิมเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าดอนนา ที่กรมป่าไม้จัดถวายสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ตามพระดำริให้สร้างที่อยู่อาศัย และที่ทำกิน ให้เกษตรกรผู้ยากไร้ แต่เนื่องจากป่าเสม็ดมีน้ำท่วมขังประมาณ 3-4 เดือน ดินส่วนใหญ่เป็นดินเหนียวและดินร่วนปนทราย ความเป็นกรดของดินและน้ำสูงทำให้ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในทางการเกษตรได้ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์และกรมประมงได้พิจารณาคุณลักษณะทางกายภาพและพืชพรรณของพื้นที่มีความเป็นไปได้สูง ในการใช้ประโยชน์เพื่อการเพาะเลี้ยงปลาสลิด อันเป็นอาชีพที่มั่นคงแก่เกษตรกรผู้ยากไร้

ต่อมาเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2539 สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จทอดพระเนตรการจับปลาโครงการศึกษาวิจัยการเลี้ยงปลาสลิดในป่าเสม็ด ทรงมีพระหัตถเลขาให้ชื่อปลาสลิดในโครงการนี้ว่า “ปลาสลิดดอนนา”

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ร่วมกิจกรรมปล่อยลูกปลาสลิด ลงสระน้ำหมู่บ้านในตำบลบ้านเกตุ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานีว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดปัตตานี ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบโครงการส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรในจังหวัดชายแดนใต้ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรมีอาชีพที่ยั่งยืน โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดปัตตานี ทดลองเพาะเลี้ยงปลาสลิดในพื้นที่รับผิดชอบ 197 ไร่ ตั้งแต่ปี 2538 นำผลการทดลองไปส่งเสริมให้เกษตรกรเพาะเลี้ยงและแปรรูป แต่ผลงานยังอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากประสบปัญหาอุทกภัย และสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ต่อมาในปี 2560 จังหวัดปัตตานี ได้สนับสนุนงบพัฒนาจังหวัดส่งเสริมการเลี้ยงปลาสลิดดอนนาแบบพัฒนาเกษตรกร 40 ราย แต่ประสบปัญหาอุทกภัย มีเกษตรกรเพียง 1 ราย ที่สามารถผลิตปลาสลิดดอนนาครบวงจรได้ คือ เพาะพันธุ์ เลี้ยง แปรรูป และการตลาด นำไปสู่การตั้งกลุ่มเลี้ยงปลาสลิดดอนนาบ้านนาเกตุ ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิก 31 ราย และเป็นกลุ่มที่ได้รับการส่งเสริมอาชีพรูปแบบใหม่ มีการนำร่องทดลองเลี้ยงในนาข้าว รวมทั้งตั้งกลุ่มแปรรูปโดยใช้เครื่องอบแบบ Mobile dryer

สำหรับแผนการดำเนินงานของกลุ่มเลี้ยงปลาสลิดดอนนาบ้านนาเกตุ ในปี 2563-2565 นั้น ทางกลุ่มจะขอสนับสนุนงบประมาณจากกรมประมง จำนวน 636,200 บาท เพื่อดำเนินงานวิจัย รวมทั้งขอรับงบประมาณจากงบพัฒนาจังหวัด จำนวน 497,600 บาท เพื่อขยายผลการเลี้ยงปลาสลิดในกระชัง จำนวน 40 กระชัง ตลอดจนบูรณาการการทำงานร่วมกับ มทร.วิทยาเขตสุรินทร์ ผลิตเครื่องอบแห้ง (Mobile dryer) เพื่อผลิตเครื่องต้นแบบในการแปรรูปปลาสลิด และขึ้นทะเบียนเกษตรกรเป็นแปลงใหญ่ พร้อมผลิตให้ได้มาตรฐานอาหารปลอดภัย จำนวน 60 ราย จากนั้นในปี 2564-2565 จะมุ่งเน้นการตรวจสอบรับรองฟาร์มให้ได้มาตรฐานอาหารปลอดภัย และมาตรฐานอาหารฮาลาล จำนวน 90 ราย

ปัจจุบันตลาดในจังหวัดปัตตานี มีความต้องการปลาสลิดแดดเดียวปีละ 5,000 กิโลกรัม มูลค่า 1,500,000 บาทต่อปี (เดือนละ 400 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 300 บาท) ต้นทุนการผลิต 35-80 บาทต่อกิโลกรัม หากขายปลาสดได้มูลค่าเพียง 700,000 บาทต่อปี มูลค่าเพิ่มขึ้น 800,000 บาท หรือได้มูลค่าเพิ่มขึ้น 114.29 เปอร์เซ็นต์ ล่าสุดทางกลุ่มเลี้ยงปลาสลิดดอนนาบ้านนาเกตุ สามารถจับปลาสลิดได้ 645 กิโลกรัม ขายเป็นปลาสดได้ 51,600 บาท (กิโลกรัมละ 80 บาท) แปรรูปปลาตากแห้ง ได้เงิน 110,000 บาท (กิโลกรัมละ 300 บาท) ซึ่งใช้เวลาในการเลี้ยง 1 ปี พื้นที่ 1 งาน ต้นทุนค่าลูกปลา 2,500 บาท ค่าอาหาร 17,500 บาท รวมหากขายแบบแปรรูปจะได้กำไร 58,400 บาทเลยทีเดียว

นับว่าการดำเนินงานดังกล่าว สามารถช่วยเกษตรกร กลุ่มเลี้ยงปลาสลิดดอนนาบ้านนาเกตุ ลืมตาอ้าปากได้ มีอาชีพที่มั่นคง และมีรายได้ที่ยั่งยืน

รายงานพิเศษ : การันตีความสำเร็จระบบแปลงใหญ่ ปลานิล-กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์มาตรฐานGAP

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/426389

รายงานพิเศษ : การันตีความสำเร็จระบบแปลงใหญ่  ปลานิล-กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์มาตรฐานGAP

รายงานพิเศษ : การันตีความสำเร็จระบบแปลงใหญ่ ปลานิล-กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์มาตรฐานGAP

วันจันทร์ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมประมงขับเคลื่อน“โครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่” ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มการผลิตและการบริหารจัดการร่วมกัน เปิดโอกาสให้เกษตรกรรายย่อยได้รวมกลุ่มบริหารจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างครบวงจร พร้อมเชื่อมโยงสู่การตลาดเพื่อสร้างความยั่งยืนในการประกอบอาชีพ

นายวิชาญ อิงศรีสว่าง รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ปัจจุบันการผลิตสินค้าประมงมีการแข่งขันสูงทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ อีกทั้งยังมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทำให้เกษตรกรต้องประสบปัญหาจัดการผลผลิตและช่องทางจัดจำหน่าย รวมทั้งขาดโอกาสเข้าถึงข้อมูลแหล่งทุน ดังนั้น เพื่อเป็นการลดข้อจำกัดดังกล่าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงกำหนดแนวทางพัฒนาของกระทรวง (Road map) โดยมีโครงการที่สำคัญ คือ การปรับโครงสร้างการผลิตสินค้าเกษตร ด้านสินค้าพืช ปศุสัตว์ และประมง โดยเน้นให้ความสำคัญเรื่อง การลดต้นทุนการผลิตด้วยการรวมแปลงเป็นแปลงใหญ่ เพื่อก่อให้เกิดกิจกรรมลดต้นทุนการผลิต วัดผลสัมฤทธิ์ได้เป็นรูปธรรม ตอบโจทย์เพิ่มศักยภาพ พร้อมเชื่อมโยงสู่การตลาดเพื่อสร้างความยั่งยืนในการประกอบอาชีพได้

ในปัจจุบันมีเกษตรกรที่เข้าร่วมกลุ่มแปลงใหญ่ด้านการประมง ทั้งด้านการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด และด้านการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งรวม 111 แปลง มีเกษตรกร ภายใต้โครงการ 6,171 ราย พื้นที่ประมาณ 59,000 ไร่ ซึ่งมีชนิดสัตว์น้ำที่หลากหลายตามความเหมาะสมของพื้นที่และศักยภาพของเกษตรกร อาทิ ปลานิล ปลาตะเพียน ปลายี่สกเทศ ปลากะพงขาว ปลาดุก กบ ปลาหมอ ปลาแรด ปลาสลิด ปลาสวาย ปลาช่อน ปูทะเล กุ้งก้ามกราม กุ้งทะเล เป็นต้น โดยจำแนกเป็นกลุ่มแปลงใหญ่ ปี 2559 จำนวน 11 แปลง กลุ่มแปลงใหญ่ ปี 2560 จำนวน 16 แปลง กลุ่มแปลงใหญ่ ปี 2561 จำนวน 50 แปลงและกลุ่มแปลงใหญ่ ปี 2562 จำนวน 34 แปลง ซึ่งกรมประมงได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาแปลงใหญ่ด้านประมง ปี 2560 – 2564 ระยะเวลา 5 ปี มีเป้าหมายพัฒนาแปลงให้ได้จำนวน 300 แปลง

สำหรับการส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ในจ.กาฬสินธุ์ ภายใต้การดำเนินโครงการของสำนักงานประมงจังหวัดกาฬสินธุ์และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดกาฬสินธุ์ ซึ่งเริ่มต้นโครงการในส่วนของปลานิลกระชังในปี 2559 ต่อมาปี 2560 ได้ดำเนินกาต่อในส่วนกุ้งก้ามกราม โดยมีกิจกรรมประกอบด้วย การรวมกลุ่มเกษตรกรให้อยู่ในรูปวิสาหกิจชุมชนและพัฒนาเป็นสหกรณ์ ฝึกอบรมให้ความรู้ทั้งด้านการเพาะเลี้ยงที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ การรวมกลุ่ม การแปรรูป การพัฒนาเข้าสู่มาตรฐานฟาร์ม GAP และการตลาด ซึ่งจากผลการดำเนินตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน มีพื้นที่ดำเนินการ 4 แปลง ประกอบด้วย ปี 2559 กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงปลาในกระชัง,กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงปลาในกระชังท่าเรือภูสิงห์ พื้นที่ 67 ไร่ เกษตรกร 230 ราย ปี 2560 กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม ตำบลลำคลอง พื้นที่ 318 ไร่ เกษตรกร 30 ราย ปี 2561 วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเลี้ยงกุ้งก้ามกรามตำบลบัวบาน พื้นที่ 370 ไร่ เกษตรกร 50 ราย และ ปี 2561 กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงปลาในกระชัง,กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงปลาในกระชังท่าเรือภูสิงห์ พื้นที่ 370 ไร่ เกษตรกร 155 ราย

ในส่วนกุ้งก้ามกราม จ.กาฬสินธุ์ มีการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามมาตั้งแต่ปี 2520 และถือว่าเป็นแหล่งผลิตกุ้งก้ามกรามแห่งใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากมีต้นทุนแหล่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2560 กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด กำหนดให้สำนักงานประมงจังหวัดกาฬสินธุ์เสนอพื้นที่เพิ่มเติมในการส่งเสริมการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามเข้าระบบแบบแปลงใหญ่ โดยได้นำเกษตรกรกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามต.ลำคลอง อ.เมืองกาฬสินธุ์ เข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ในปี 2560 เกษตรกร 30 ราย และ ในปี 2561 นำเกษตรกรกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามต.บัวบาน อ.ยางตลาด เข้าร่วมโครงการ 50 ราย ปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการในระบบแปลงใหญ่ทั้ง 2 กลุ่ม รวม 80 ราย เนื้อที่รวม 688 ไร่ ผลดำเนินการในปี 2561 ผลผลิตเพิ่มขึ้นจาก 187.55 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 203.88 กิโลกรัมต่อไร่ เพิ่มขึ้น 8.71% ในขณะที่ ต้นทุนการเลี้ยงต่อกิโลกรัมลดลงจาก 137.61 บาท เหลือเพียง 126.20 บาท ลดลง 8.29%

สำหรับตัวอย่างความสำเร็จของกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามต.บัวบาน อ.ยางตลาด เกษตรกรได้รวมกลุ่มดำเนินกิจกรรมการเลี้ยงกุ้งและการขายกุ้ง รวมทั้งจัดหาปัจจัยการผลิต เช่น พันธุ์กุ้ง อาหารกุ้ง จำหน่ายแก่สมาชิก รวมทั้งเชื่อมโยงกับตลาดโดยตรง และจำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์แปลงใหญ่ พ่อค้าที่เข้ามารับซื้อต้องติดต่อซื้อขายผ่านกลุ่มเท่านั้น และจัดเรียงลำดับการจับกุ้งหมุนเวียนกันไปแต่ละฟาร์ม การบริหารจัดการด้วยวิธีนี้ พบว่าเกษตรกรได้รับราคาหน้าฟาร์มสูงขึ้น ขายกุ้งคละไซส์ได้ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 250 บาท ซึ่งจุดเด่นของกุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์คือ เนื้อแน่น รสหวาน ได้มาตรฐาน GAP

ส่วนการส่งเสริมการเลี้ยงปลานิลในกระชังในเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างแห่งความสำเร็จจากการรวมกลุ่มกันของเกษตรกร ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ที่ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2560 ครอบคลุมพื้นที่ 5 อำเภอ ประกอบด้วยอำเภอยางตลาด อำเภอสหัสขันธ์ อำเภอเมือง อำเภอห้วยเม็ก และอำเภอ หนองกุงศรี โดยปัจจุบัน มีเกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิลในกระชังในเขื่อนลำปาว 522 ราย 13,587 กระชัง ปริมาณการผลิตปีละ 17,504 ตัน มูลค่าประมาณ 1,050 ล้านบาทต่อปี โดยการเลี้ยงปลานิลในกระชัง ในเขื่อนลำปาว ได้กำหนดขอบเขตพื้นที่ที่ใช้เลี้ยงปลาในกระชังชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และกรมประมงยังได้ให้คำแนะนำและตรวจรับรองผลผลิตปลานิลให้เป็นไปตามมาตรฐานการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (GAP) อีกด้วย และปัจจุบันเกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิลแปลงใหญ่ในกระชังเขื่อนลำปาว ยังได้ต่อยอดสร้างความเข้มแข็งด้วยกันร่วมบริหารจัดการในรูปสหกรณ์ เพื่อบริหารจัดการภายในกลุ่มแปลงใหญ่ตั้งแต่ต้นทางไปถึงปลายทาง ซึ่งใน 1 ปี เกษตรกรเลี้ยงปลาได้ 2 ครั้ง มีตลาดรองรับที่ชัดเจน เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยต่อปีกว่า 200,000 บาท ถือเป็นความสำเร็จของการรวมกลุ่มในรูปแบบแปลงใหญ่ที่ในอนาคตมีโอกาสพัฒนาไปสู่การผลิตปลานิลที่มีคุณภาพป้อนของตลาดทั้งในและต่างประเทศ

ชายคาพระพิรุณ : 15 กรกฎาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/426387

586851

ชายคาพระพิรุณ : 15 กรกฎาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากปริมาณการนำเข้าสัตว์น้ำของประเทศไทยที่เพิ่มสูงขึ้นในรอบ 5 เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากปริมาณความต้องการวัตถุดิบเพื่อนำไปผลิต
ส่งออก และความต้องการในการบริโภคในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นและยังมีการลักลอบนำเข้าสัตว์น้ำโดยไม่ถูกต้อง ทำให้เกิดกระแสการร้องเรียนจากสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย สมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาไทย ถึงความเดือดร้อนของผู้ประกอบการไทยที่มีต้นทุนในการผลิตที่สูงกว่าวัตถุดิบที่นำเข้า เนื่องจากประเทศไทยมีการควบคุมและรับรองมาตรฐานการเลี้ยง และการจับสัตว์น้ำที่มีคุณภาพปลอดจากการประมง IUU ทำให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมได้ ตลอดจนการร้องเรียนของผู้บริโภคถึงความปลอดภัยของสัตว์น้ำที่นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศว่ามีความปลอดภัยตามเกณฑ์มาตรการที่กำหนดหรือไม่

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง บอกว่า ภายใต้นโยบาย IUU Free THAILAND และ Food Safety ของประเทศไทยที่ได้มีการประกาศและแสดงเจตนารมณ์ไว้ เพื่อให้การประมงไทยทั้งจากการจับจากธรรมชาติและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมุ่งสู่ความยั่งยืนซึ่งเป็นที่ยอมรับของประชาคมโลกแล้ว หลักสำคัญอีกประการหนึ่งคือการสร้างความเป็นธรรมและโปร่งใสทางธุรกิจ ซึ่งจะคุ้มครองผู้ประกอบการในการแข่งขันทางธุรกิจ และผู้บริโภคที่มีสินค้าที่บริโภคได้อย่างปลอดภัยในราคาที่เป็นธรรม ช่วงที่ผ่านมากรมประมงได้เพิ่มประสิทธิภาพระบบการนำเข้าสัตว์น้ำของไทย โดยเริ่มจากสัตว์น้ำที่มีการนำเข้ามาในประเทศไทยทางเรือ โดยใช้ “เรือขนถ่ายสัตว์น้ำ” เนื่องจากสามารถบรรทุกได้ในปริมาณมากและมีค่าใช้จ่ายถูกกว่าการขนส่งประเภทอื่น ทำให้มีการขนถ่ายในช่องทางนี้เป็นจำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ทูน่า” ซึ่งประเทศไทยเป็น “ตลาดนำเข้าทูน่า” ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ภายใต้มาตรการ PSMA กรมประมงได้มีการตรวจสอบสัตว์น้ำที่มากับเรือขนถ่ายทุกลำว่ามีการขนสัตว์น้ำจากเรือจับลำใด มีการทำประมงในช่วงไหน แหล่งใด ทำการประมงผิดกฎหมายหรือไม่ โดยมีการประสานงานกับรัฐเจ้าของธง รัฐชายฝั่ง หรือ RFMO อย่างใกล้ชิด เพื่อขอ “หลักฐาน” ที่จะสามารถยืนยันความถูกต้องของสัตว์น้ำเหล่านั้น อาทิ ข้อกฎหมาย พิกัดสัญญาณ VMS/AIS ใบอนุญาตการจับสัตว์น้ำ

ตลอดจนกรมประมงยังได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่จำเป็นกับองค์กรต่างๆ ที่เฝ้าจับตามการประมง IUU ในน่านน้ำต่างๆ เช่น FFA ที่ดำเนินการอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก หรือ Fish-I- Afarica ที่ดูแลในพื้นที่บริเวณชายฝั่งแอฟริกา เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสัตว์น้ำที่เข้าสู่ประเทศไทยเป็นสัตว์น้ำที่ปลอดจากการทำประมง IUU ผลการดำเนินงานประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมาได้มีการจับเรือประมงต่างชาติที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นเรือ IUU ถึง 5 ลำ และมีการปฏิเสธการนำเข้าสินค้าประมงที่ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนพอที่จะให้เชื่อมั่นได้ว่าไม่ได้มาจากการทำประมง IUU ไปแล้วประมาณ 400 ตัน สิ่งเหล่านี้ทำให้ได้รับการยอมรับว่าประเทศไทยมีการปฏิบัติตามพันธกรณี ภายใต้ PSMA ที่ได้มีการลงนามให้สัตยาบันไว้ และทำให้ประเทศไทยหลุดจากข้อกล่าวหาว่าเป็น“แหล่งฟอกปลา IUU ของโลก” ซึ่งส่งผลเสียหายต่อประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง และนอกจากนี้จากความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการที่ช่วยควบคุมเรือประมง หรือเรือขนถ่ายสัตว์น้ำ ทั้งประเทศมาเลเชีย เวียดนาม พม่า ที่จะเข้ามาเทียบท่าโดยไม่ได้รับอนุญาต ทำให้ประเทศไทยมีภาพลักษณ์ที่ดีทางการควบคุมการทำประมงและส่งผลต่อการเจรจาความร่วมมืออื่นๆ ต่อไปในอนาคต

อธิบดีกรมประมง ยังกล่าวอย่างมั่นใจว่าภายใต้มาตรการต่างๆ ที่ดำเนินการจะช่วยให้การประมงของไทยและของโลกมุ่งไปสู่ความยั่งยืนและเป็นธรรมกับทุกภาคส่วนที่ทำอย่างถูกต้อง เพราะเป็นที่ยอมรับทั่วโลกว่าการทำประมง IUU ก่อให้เกิดการล่มสลายของการประมง ตลอดจนสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคทั้งภายในและภายนอกประเทศถึงความปลอดภัยในการบริโภคที่ได้รับและการมีส่วนช่วยในการผลักดันให้การประมงของโลกมุ่งไปสู่ความยั่งยืนและเป็นสมบัติของลูกหลานในอนาคต และคงต้องเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องช่วยกันทำให้คนกลุ่มดังกล่าวไม่สามารถเอาเปรียบสังคมได้ เพราะสิ่งเหล่านั้นเองจะทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม เพราะฉะนั้นเราทุกคนคงต้องช่วยกันเพื่อให้สังคมของไทย และความยั่งยืนของทรัพยากรในอนาคต

กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกร! อย่าหลงเชื่อซื้อยาปลอมกำจัด “หนอนกระทู้” ช่วงนี้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดกำลังพบปัญหาการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพด กัดกินใบและยอดอ่อนข้าวโพด ทำให้ผลผลิตเสียหาย จึงเป็นเหตุให้กลุ่มมิจฉาชีพฉวยโอกาสทำผลิตภัณฑ์ยาปลอมขึ้นมา โดยอ้างสรรพคุณสามารถกำจัดหนอนกระทู้และมาหลอกขายให้เกษตรกร ซึ่งเป็นตัวยาที่ไม่ตรงกับที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำ ดังนั้น
จึงขอแจ้งเตือนเกษตรกร อย่าหลงเชื่อโฆษณาและซื้อยาดังกล่าวมาใช้ เพราะนอกจากเสียค่าใช้จ่ายในการซื้อสารเคมีมาใช้แล้วไม่ได้ผล รวมถึงใช้อย่างไม่ถูกวิธีอาจทำให้มีการระบาดเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย สำหรับวิธีการซื้อสารเคมีนั้น ควรสังเกตบนฉลากต้องระบุข้อมูลครบถ้วน เช่น ชื่อการค้า ชื่อสามัญ ทะเบียนวัตถุอันตราย ข้อบ่งใช้ บริษัทผู้ผลิต/นำเข้า เป็นต้น หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โทร. 0-2579-0151-8

ขุนเกษตรา

แผนปรับสมดุลไข่ไก่ฉลุยดันราคาพุ่งต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/426388

x

แผนปรับสมดุลไข่ไก่ฉลุยดันราคาพุ่งต่อเนื่อง

วันจันทร์ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงทิศทางราคาไข่ไก่ว่า จากผลผลิตไข่ไก่ที่เกินความต้องการบริโภคปี 2561 และภาครัฐดำเนินการมาตรการปรับสมดุลปริมาณไข่ไก่ให้สอดคล้องความต้องการของตลาด โดยได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนที่ปรับลดการนำเข้าพ่อ-แม่ ปู่-ย่าพันธุ์ และส่งออกไข่ไก่ส่วนเกินไปจำหน่ายยังต่างประเทศ พร้อมทั้งปลดแม่ไก่ไข่ยืนกรงเพื่อให้ปริมาณในระบบอยู่ในภาวะสมดุล ส่งผลให้สถานการณ์ราคาไข่ไก่ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ปรับตัวสูงขึ้น โดยราคาไข่ไก่คละปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายน ที่ราคาเฉลี่ยฟองละ 2.64 เดือนพฤษภาคม ราคาฟองละ 2.74 บาท เดือนมิถุนายน ราคาฟองละ 2.80 บาท และสัปดาห์แรกเดือนกรกฎาคม 2562 เฉลี่ยที่ฟองละ 2.83 บาท ทั้งนี้ ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ (รวมต้นทุนทั้งที่เป็นเงินสดและต้นทุนที่ไม่เป็นเงินสด) เฉลี่ยอยู่ที่ฟองละ 2.62 บาท

สำหรับผลผลิตปี 2562 กรมปศุสัตว์คาดว่าจะมีปริมาณผลผลิตไข่ไก่ 14,810 ล้านฟอง ลดลงจากปี 2561 ประมาณ 8% ซึ่งคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) รักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ด้วยการปรับสมดุลการผลิตให้เหมาะสมกับความต้องการบริโภคในประเทศ โดยมีมติให้ปรับลดแผนนำเข้าในปี 2562 ของปู่-ย่าพันธุ์ (G.P.)ให้เหลือ 3,800 ตัว และปรับลดนำเข้าพ่อ-แม่พันธุ์ (P.S.)เหลือ 460,000 ตัว พร้อมลดจำนวนแม่ไก่ไข่ยืนกรงให้อยู่ 50 ล้านตัวต่อวันหรือ 40 ล้านฟองต่อวัน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน ผู้ประกอบการและเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ เพื่อรักษาสมดุลผลผลิตในระบบ และเร่งรณรงค์บริโภคไข่ไก่ให้ได้ตามเป้าหมาย 300 ฟอง/คน/ปี นอกจากนี้ ยังผลักดันส่งออกไข่ไก่เพื่อลดปริมาณผลผลิตส่วนเกิน โดยช่วงเดือน ม.ค.-พ.ค.2562 รวบรวมไข่ไก่ส่งออกไปต่างประเทศได้ 167.65 ล้านฟอง เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา 65.64%

หลังจากนี้จะดำเนินมาตรการต่อเนื่องเพื่อให้ราคาไข่ไก่มีเสถียรภาพโดยแนวโน้มราคาอาจขยับขึ้นได้อีก ตลอดจนสนับสนุนให้เกษตรกรผู้ผลิตเชื่อมโยงกับผู้ซื้อโดยตรง โดยใช้หลักการตลาดนำการผลิต เพื่อให้ปริมาณการผลิตและความต้องการบริโภคสมดุล ก็จะช่วยไม่ให้เกิดปัญหาราคาผลผลิตไข่ไก่ตกต่ำอีก

สภาเกษตรฯชงเป็นวาระแห่งชาติ เร่งแก้‘หนอนกระทู้ข้าวโพดฯ’ระบาดหนัก40จว.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/426386

x

สภาเกษตรฯชงเป็นวาระแห่งชาติ เร่งแก้‘หนอนกระทู้ข้าวโพดฯ’ระบาดหนัก40จว.

วันจันทร์ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเติมศักดิ์ บุญชื่น ประธานคณะกรรมการด้านพืชไร่ สภาเกษตรกรแห่งชาติเปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการพืชไร่ ครั้งที่ 2/2562 มีเรื่องสำคัญต้องพิจารณากรณีระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดที่ทำให้เกษตรกรเดือดร้อน ในประเทศไทยสำรวจพบพื้นที่ปลูกข้าวโพดระบาดเกินกว่า 60% มากกว่า 40 จังหวัดแล้ว อาทิ นครราชสีมา กาญจนบุรี พิษณุโลก เชียงใหม่ พิจิตร น่าน ลำพูน ฯลฯ ความเสียหายมีการตรวจสอบข้อมูลกันอยู่ เนื่องจากหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดสามารถบินได้ไกลเฉลี่ย 100 กิโลเมตรและหากมีลมพายุ จะไปได้ไกลและเร็วตามแรงลม พายุ และด้วยมีอายุตั้งแต่ 30 – 45 วัน มีวัยในการเจริญพันธุ์อยู่ประมาณ 5 ช่วงวัย เข้าทำลายตั้งแต่รากถึงยอดแตกต่างตามช่วงวัย ช่วงวัยที่ 3 จะทำลายและระบาดรุนแรงสุดด้วยวัยนี้จะเข้าไปอยู่ในซอกใบแล้วกัดกินทะลุยอด ช่วงอ่อนแอและควรทำลายเป็นช่วงระยะไข่ เนื่องจากหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด ทำลายข้าวโพดแต่ละช่วงวัยไม่เหมือนกัน ความเสียหายที่เกิดขึ้นขณะนี้ไม่ใช่ความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยสิ้นเชิง จึงไม่สามารถประกาศเป็นภัยพิบัติควบคุมโรคได้ จึงขอให้รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งงานวิจัยที่ะพัฒนาต่อยอดเอามาป้องกัน เช่น พันธุ์ข้าวโพดต้านทานที่ไม่ใช่ GMO สารฟีโรโมนล่อตัวเต็มวัยซึ่งทำลายต้นเหตุโดยในประเทศไทยยังไม่มีการทดลอง และสั่งนำเข้ามาใช้ องค์ความรู้ที่ต้องเร่งสร้างให้เกษตรกรใช้สารชีวภัณฑ์/สารเคมีที่มีประสิทธิภาพควรใช้ระยะไหนช่วงเวลาใดด้วยสารเคมีหลายชนิดที่ใช้ในประเทศไทยฉีดเกิน 3 ครั้ง หนอนจะดื้อยา การใช้วิธีผสมผสานกำจัดและทำลาย ควรทำเป็นระบบและเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องช่วยกันทุกภาคส่วน

“ข้าวโพดเป็นอาหารที่หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดชอบที่สุด หากไม่ปลูกข้าวโพดใช่ว่าจะหยุดวงจรมันได้ เพราะมันยังหาพืชชนิดอื่นกินได้อีกกว่า 80 ชนิด เช่น ข้าว ข้าวฟ่าง กะหล่ำ ไม้ดอกไม้ประดับ พืชตระกูลแตง ตระกูลถั่ว หากควบคุมไม่อยู่จนมันเป็นศัตรูพืชประจำถิ่นหายนะจะเกิดทุกวงการไม่ว่าข้าว พืชสวน พืชไร่” นายเติมศักดิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมคณะกรรมการพืชไร่ ครั้งที่ 2/2562 มีมติในที่ประชุมให้นำข้อเสนอ ได้แก่ 1.ให้ภาครัฐจัดหางบประมาณกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด2.จัดหางบประมาณให้ความรู้ในการผลิตสารชีวภัณฑ์ควบคุมการระบาดของหนอนกระทู้ ข้าวโพดลายจุด ในระยะไข่และระยะตัวอ่อน 3.ให้หน่วยงานภาครัฐเร่งสร้างองค์ความรู้ให้เกษตรกรในการป้องกันการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด 4.ให้กระทรวงเกษตรฯผลิตตัวห้ำ – ตัวเบียน นำปล่อยในพื้นที่ที่ระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด 5.ขอให้นำเข้าหรือผลิตสารฟีโรโมน เพื่อนำไปควบคุมตัวเต็มวัยของหนอนกระทู้ฯ 6.เร่งศึกษางานวิจัยผลิตสายพันธุ์ข้าวโพดที่ต้านทานต่อหนอนกระทู้ฯ 7.ให้กรมวิชาการเกษตรเร่งออกใบอนุญาตให้ภาคเอกชนนำเข้าสารเคมีที่ใช้กำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดได้โดยตรง

อ.ส.ค.เซ็นMOUเสริมแกร่งสหกรณ์โคนม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/426385

x

อ.ส.ค.เซ็นMOUเสริมแกร่งสหกรณ์โคนม

วันจันทร์ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

 

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (ผอ.อ.ส.ค.)เปิดเผยว่า ภารกิจด้านการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมถือเป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์ของ อ.ส.ค. ในการส่งเสริมสนับสนุนการเลี้ยงโคนมให้เป็นอาชีพที่สร้างรายได้แก่เกษตรกรไทย ให้เกิดความมั่นคงในอาชีพและสร้างความยั่งยืนแก่ผู้ประกอบการกิจการโคนม ทั้งนี้ อ.ส.ค.ร่วมกับสหกรณ์โคนมต่างๆ ทั่วทุกภูมิภาคด้านการส่งเสริมธุรกิจอุตสาหกรรมโคนมไทย นอกจากนี้ อ.ส.ค.ยังให้ความร่วมมือร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงกับ 2 สหกรณ์โคนม ได้แก่ สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด อ.วังสมบูรณ์ จ.สระแก้ว และสหกรณ์โคนมไทยมิลค์ จำกัด อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี โดยอ.ส.ค.สนับสนุนถ่ายทอดความรู้ด้านวิชาการ การผลิตและการตลาด ตลอดจนการเลี้ยงโคนมแก่เกษตรกรที่เป็นสมาชิก เพื่อร่วมส่งเสริมศักยภาพให้สหกรณ์โคนม

นอกจากนี้ สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น และสหกรณ์โคนมไทยมิลค์ จะให้ความร่วมมือสนับสนุนด้านบุคลากรตลอดจนสมาชิกเกษตรกรผู้ลี้ยงโคนมในการแลกเปลี่ยนความรู้ การฝึกเลี้ยงโคนม และด้านอื่นที่เกี่ยวข้องของงานกิจการโคนมให้อ.ส.ค. ในฐานะที่อ.ส.ค.เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค โดยจะพิจารณาให้ทั้ง 2 สหกรณ์ เป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์นมให้อ.ส.ค. ในกรณีที่มีปริมาณน้ำนมดิบมากเกินกว่ากำลังการผลิตของ อ.ส.ค. หรือให้รับซื้อผลิตภัณฑ์นมจาก อ.ส.ค. โดย อ.ส.ค. จะเป็นผู้พิจารณากำหนดปริมาณการผลิต เกณฑ์ราคา เกณฑ์คุณภาพและเงื่อนไข ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิตปกติของ อ.ส.ค. ซึ่งการร่วมมือระหว่างกันนี้ถือเป็นประโยชน์สูงสุดแก่สหกรณ์โคนมและสมาชิกเกษตรกรโคนม เพื่อเพิ่มโอกาส เพิ่มช่องทาง เพิ่มรายได้ขยายไปยังกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมทั่วประเทศ

เพิ่มความมั่นคง! กรมชลฯลุยพัฒนาระบบจัดการน้ำภาคตะวันออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/426376

เพิ่มความมั่นคง! กรมชลฯลุยพัฒนาระบบจัดการน้ำภาคตะวันออก

เพิ่มความมั่นคง! กรมชลฯลุยพัฒนาระบบจัดการน้ำภาคตะวันออก

วันอาทิตย์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 15.35 น.

“กรมชลประทาน”เดินหน้าพัฒนาระบบการจัดการน้ำภาคตะวันออก เพิ่มความมั่นคงด้านน้ำ พร้อมเสริมศักยภาพการใช้น้ำให้ทุกภาคส่วนอย่างเพียงพอและเป็นธรรม เตรียมพร้อมรับEECสร้างเสถียรภาพการใช้น้ำในพื้นที่

เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2562 ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้กำหนดนโยบายในการพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออก โดยจัดทำโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งจะก่อให้เกิดการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคตะวันออก ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง รวมไปถึงภาคการเกษตรและภาคบริการ ซึ่งส่งผลต่อความต้องการใช้น้ำที่จะเพิ่มมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กรมชลประทาน ได้วางแนวทางในการดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อรองรับการขยายตัวของทุกภาคส่วนในพื้นที่ภาคตะวันออก ด้วยการกำหนดแผนงานพัฒนาและปรับปรุงแหล่งน้ำ เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำในระยะเวลา 10 ปี อาทิ การปรับปรุงแหล่งน้ำเดิม 7 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล จ.ระยอง อ่างเก็บน้ำหนองค้อ อ่างเก็บน้ำบ้านบึง อ่างเก็บน้ำมาบประชัน อ่างเก็บน้ำคลองหลวงฯ จ.ชลบุรี และอ่างเก็บน้ำคลองสียัด จ.ฉะเชิงเทรา การปรับปรุงแหล่งน้ำทั้ง 7 แห่งนี้ สามารถเพิ่มความจุอ่างฯได้รวมกันประมาณ 102 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) จากความจุเดิมรวมกัน 770 ล้าน ลบ.ม.เป็น 872 ล้าน ลบ.ม.

นอกจากนี้ ยังได้มีการพัฒนาแหล่งน้ำใหม่เพิ่มขึ้นอีก 4 แห่ง ในลุ่มน้ำคลองวังโตนด จ.จันทบุรี ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำคลองประแกด อ่างเก็บน้ำคลองพะวาใหญ่ อ่างเก็บน้ำคลองหางแมว และอ่างเก็บน้ำวังโตนด ทำให้มีปริมาณน้ำต้นทุนเพิ่มมากขึ้นรวม 308.50 ล้าน ลบ.ม. สำหรับใช้ในภาคการเกษตรในลุ่มน้ำวังโตนดอย่างเพียงพอและผันน้ำส่วนเกิน ปีละประมาณ 47 ล้าน ลบ.ม.มาช่วยพื้นที่ EEC รวมไปถึงการสูบผันน้ำจากคลองสะพานไปเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำประแสร์ ซึ่งจะทำให้ได้น้ำใช้การได้อีกปีละประมาณ 80 ล้าน ลบ.ม.ในส่วนของการเชื่อมโยงแหล่งน้ำและระบบผันน้ำจะดำเนินการเพิ่มเติมอีก 2 แห่ง คือการปรับปรุงคลองพานทอง เพื่อผันน้ำไปลงอ่างเก็บน้ำบางพระ ได้น้ำประมาณ 20 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี และโครงการผันน้ำประแสร์-หนองค้อ-บางพระ เพื่อใช้รองรับการบริหารจัดการน้ำร่วมกันจากระบบผันน้ำจากคลองวังโตนด และน้ำที่ได้จากคลองสะพาน ซึ่งจะสามารถผันน้ำส่วนเกินไปเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำอื่นๆ ในการกระจายไปสู่พื้นที่ใช้น้ำต่อไป ทั้งนี้ ในปี 2562 นี้ กรมอุตุนิยมวิทยา ได้พยากรณ์ว่าฝนจะน้อยกว่าค่าปกติ

ทั้งนี้กรมชลประทาน จึงได้เตรียมความพร้อม โดยการดำเนินการสูบผันน้ำโครงการต่างๆ ได้แก่ โครงการสูบผันน้ำท่อส่งน้ำเชื่อมโยงอ่างเก็บน้ำประแสร์-อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ วางแผนสูบน้ำประมาณ 80 ล้าน ลบ.ม./ปี หรือประมาณ 275,000ลบ.ม./วัน ปัจจุบันสูบสะสมไปแล้วประมาณ 49.75 ล้าน ลบ.ม.และโครงการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่-อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล วางแผนผันน้ำประมาณ 80 ล้าน ลบ.ม./ปี หรือประมาณ 500,000 ลบ.ม./วัน ปัจจุบันผันน้ำสะสมไปแล้วประมาณ 27.70 ล้าน ลบ.ม.

สำหรับโครงการสูบผันน้ำผ่านท่อส่งน้ำเชื่อมโยงคลองพระองค์ไชยานุชิต – อ่างเก็บน้ำบางพระ จ.ชลบุรี ปัจจุบันได้เริ่มเดินเครื่องสูบน้ำตามแผนที่ได้วางไว้ตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคมเป็นต้นมา โดยจะทยอยสูบน้ำตามแผนไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน 2562 ในอัตราประมาณวันละ 500,000 ลบ.ม.หรือเดือนละ 14 ล้าน ลบ.ม.คาดว่าจะสามารถสูบผันน้ำมาลงอ่างเก็บน้ำบางพระ ได้ประมาณ 70 ล้าน ลบ.ม.ขณะนี้สูบน้ำสะสมไปแล้วประมาณ 2 ล้าน ลบ.ม.และระบบสูบผันน้ำแม่น้ำบางปะกง – อ่างเก็บน้ำบางพระ ของบริษัท อีสวอเตอร์ จำกัด (มหาชน) สูบผันน้ำได้วันละ ประมาณ 100,000 ลบ.ม.หรือเดือนละ 3 ล้าน ลบ.ม.คาดว่าจะสามารถสูบผันน้ำมาลงอ่างบางพระได้ประมาณ 15 ล้าน ลบ.ม.ช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำให้กับทุกกิจกรรมการใช้น้ำในเขตจังหวัดชลบุรีได้เป็นอย่างมาก

โดยล่าสุด กรมชลประทาน ยังคงเดินหน้าหาแนวทางในการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกอย่างต่อเนื่อง โดยให้สอดคล้องกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคตะวันออก รวมไปถึงภาคการเกษตรและการท่องเที่ยวด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความมั่นคงและสร้างเสถียรภาพด้านการใช้น้ำอย่างทั่วถึง เพียงพอ และเป็นธรรมกับทุกภาคส่วน

นายกสมาคมฯวอนรัฐผลักดันส่งออกไก่ไปจีน พร้อมปล่อยสินเชื่อช่วยเกษตรลืมตาอ้าปาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/426355

นายกสมาคมฯวอนรัฐผลักดันส่งออกไก่ไปจีน พร้อมปล่อยสินเชื่อช่วยเกษตรลืมตาอ้าปาก

นายกสมาคมฯวอนรัฐผลักดันส่งออกไก่ไปจีน พร้อมปล่อยสินเชื่อช่วยเกษตรลืมตาอ้าปาก

วันอาทิตย์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 14.43 น.

นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทย วอนรัฐบาลป้ายแดง ช่วยผลักดันการส่งออกไก่ไปประเทศจีน และการปล่อยสินเชื่อให้กับทางผู้ประกอบการทางการเกษตร

14 กรกฎาคม 2562 ดร.ฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการ เลี้ยงไก่ แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และประธานบริหารกลุ่มฉวีวรรณกรุ๊ปได้เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2561 ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทแข็งตัวมาตลอด การส่งออกไปยังต่างประเทศ ก็ต้องมีระบบมาตรฐานมีความเข้มงวด เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยทางประเทศไทยเองก็ได้เตรียมพร้อมและทำได้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับเรื่องมาตราฐานต่างๆเรื่องการผลิต

‘เราก็ผลิตเพื่อการส่งออก ไปยังสหภาพยุโรป ไปอังกฤษ ไปญี่ปุ่น หรือไปเกาหลี แต่มีอยู่แห่งเดียวที่ทำให้เราสงสัยมาก คือที่ประเทศจีน ไม่สามารถส่งออกได้ ทุกวันนี้พ่อค้าชาวจีน ต้องเดินทางมาที่ประเทศไทย เพื่อจะมาหาซื้อไก่และส่งกลับไปประเทศจีน เราจึงมีความสงสัยว่า ทำไมบางโรงงานส่งได้ แต่กลับบางโรงงานส่งไม่ได้ ทั้งที่ทางความต้องการของประเทศจีนเอง มีความต้องการสูงมากที่อยากจะได้สินค้าประเภทไก่จากประเทศไทยเรา แต่มันติดอยู่ตรงไหนเราก็สงสัยอยู่ ตลอดเวลาเลย จะว่ามาตรฐานของเราก็ระดับโลกอยู่แล้ว ความปลอดภัยก็อยู่ระดับโลกอยู่แล้ว อีกทั้งทางพ่อค้าประเทศจีนเค้ามาเค้าก็มาเทสของเค้าหมดเลย แต่มันติดอยู่ที่ว่าทางรัฐบาลจีน ยังไม่อนุมัติลายเส้นที่จะให้อีก 19-20 โรงงาน เพื่อจะส่งออกไก่ได้ มันเป็นเพราะอะไรเรายังสงสัยอยู่ แต่ถ้ามีการส่งออกได้เนี่ย จะทำให้การผลิตไก่ เพื่อการส่งออกส่งออกได้มากเพราะความต้องการของเขาเยอะมาก’  ดร.ฉวีวรรณ กล่าว

ดร.ฉวีวรรณ กล่าวต่อว่า ในฐานะที่ตนเป็น นายกสมาคมส่งเสริมการ เลี้ยงไก่ แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สิ่งที่จะชี้แนะให้คณะรัฐมนตรี ว่าประเทศไทย มีสินค้าการเกษตรจำนวนมา ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นครัวของโลก เราสามารถจะส่งสินค้าไปทั่วโลก ที่ประเทศปลายทางนั้นๆ ต้องการและมีสนธิสัญญาทางการค้า อย่างที่เรียนให้ทราบว่าติดอยู่ที่ประเทศจีน ประเทศเดียว ซึ่งอยากจะวอนขอให้คณะรัฐมนตรี ช่วยผลักดัน กาส่งออกไก่ไปประเทศจีนกัน

นอกจากนี้ตนก็อยากจะให้ ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ช่วยดูแลในเรื่องของการปล่อยสินเชื่อ ให้กับทางภาคเกษตรปศุสัตว์ เนื่องจากการเพาะปลูกต้องใช้เวลา เงินที่จะปล่อยสินเชื่อออกมาให้ก็ต้องให้สมเหตุสมผลให้มีเหตุผล เพราะกลุ่มเกษตร ก็ต้องการลืมตาอ้าปากได้บ้าง

สนองนโยบายแปลงใหญ่ เร่งเติมความรู้ทางบัญชีให้เกษตรกรพื้นที่เป้าหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425883

x

สนองนโยบายแปลงใหญ่ เร่งเติมความรู้ทางบัญชีให้เกษตรกรพื้นที่เป้าหมาย

วันศุกร์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินนโยบายโครงการบริหารจัดการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ (Mega Farm Enterprise) เพื่อเพิ่มพูนรายได้ให้เกษตรกร โดยเริ่มตั้งแต่การผลิตและจำหน่ายออกสู่ตลาดให้มีศักยภาพ สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ตามนโยบาย “การตลาดนำการผลิต” ภายใต้แนวทาง “การจัดทำแผนการผลิตภาคการเกษตร” (Agricultural Production Plan) และ“โครงการเกษตรแปลงใหญ่” (Mega Farm Project) ซึ่งมีเกษตรกรและภาครัฐ รวมทั้งภาคเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการเกษตรแปลงใหญ่ วัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้มีการพัฒนาระบบเกษตรกรรมของไทย ลดต้นทุนการผลิตและมีผลผลิตต่อหน่วยเพิ่มขึ้นมีคุณภาพได้มาตรฐาน โดยมีเป้าหมายแปลงใหญ่ไม่น้อยกว่า 1 แปลงใหญ่ ต่อ 1 ภูมิภาค พื้นที่ติดกันรวมกันไม่น้อยกว่า 1,000 ไร่ ขึ้นไป เพื่อก่อให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) จากการผลิต ทำให้ต้นทุนทำเกษตรกรรมลดลง โดยคัดเลือกจากพื้นที่ อาทิ พื้นที่ สปก.ที่มอบให้เกษตรกร พื้นที่ตามโครงการจัดทำที่ดินทำกินแห่งชาติ (คทช.) พื้นที่ซึ่งเกษตรกรได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็นสหกรณ์การเกษตรหรือวิสาหกิจชุมชน พื้นที่ที่ทำการเกษตรแปลงใหญ่อยู่แล้วรวมกันอยู่หลายๆ แปลง ในพื้นที่อำเภอเดียวกัน

ทั้งนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ร่วมเป็นหน่วยงานสนับสนุนตามสนองนโยบายดังกล่าว โดยร่วมบูรณาการขับเคลื่อนการนำระบบบัญชีไปวางรากฐานในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร เพื่อเพิ่มพูนรายได้เกษตรกรในระดับพื้นที่ เกษตรกรสามารถจัดทำบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน และบัญชีต้นทุนอาชีพ และนำข้อมูลทางบัญชีไปใช้วิเคราะห์เป็นระบบ วางแผนการผลิตและการตลาดให้ตรงช่วงเวลาที่เหมาะสม ผลผลิตมีปริมาณและคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้นำองค์ความรู้ด้านบัญชีเผยแพร่แก่เกษตรกรให้มีความรู้ความเข้าใจในการจัดทำบัญชี นำข้อมูลทางบัญชีและหลักวิชาการมาใช้วางแผนการประกอบอาชีพ วางแผนกิจกรรมทางการเกษตร มีความรู้และเข้าใจในการนำระบบบัญชีไปใช้ในการบริหารจัดการภาคการเกษตรได้ รู้รายรับ รายจ่าย รู้เวลาที่เหมาะสม สนับสนุนให้เกิดกลไกการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อจำหน่ายผลผลิตออกสู่ตลาด สร้างเสริมให้เกษตรกรไทยพร้อมก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลง และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ทั้งนี้ เกษตรกรจำเป็นต้องรู้จักจุดแข็ง จุดอ่อน รู้ถึงขีดความสามารถของตนเอง ซึ่งหากเกษตรกรมีการบันทึกบัญชีเป็นประจำจะรู้ว่าสิ่งใดมีความจำเป็นหรือไม่จำเป็น วิเคราะห์ได้ว่าอาชีพที่ทำอยู่นั้น มีโอกาสยั่งยืนหรือไม่ มีต้นทุนที่คุ้มค่ากับผลตอบแทนที่ได้รับและมีความเสี่ยงด้านการตลาดเพียงใด สิ่งเหล่านี้ถ้าไม่มีการจดบันทึก ก็เป็นการทำแบบเลื่อนลอยโดยไม่มีข้อมูลเปรียบเทียบ

“บัญชีครัวเรือน หรือ บัญชีต้นทุนอาชีพ เป็นเพียงปัจจัยสนับสนุนที่ใช้ประกอบในการตัดสินใจของพี่น้องเกษตรกรเท่านั้น แต่การที่จะทำให้เกษตรกรประสบความสำเร็จได้ ต้องมีความรู้ด้านวิชาการอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย เพราะทุกอย่างคือต้นทุน ถ้าผลตอบแทนไม่คุ้มค่าก็ควรปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม ซึ่งสิ่งเหล่านี้การบันทึกข้อมูลทางบัญชีจะช่วยได้ ซึ่งกรมจะสนับสนุนองค์ความรู้ทางบัญชีแก่เกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายสนองตามนโยบาย Mega Farm Enterprise ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดไว้ รวมถึงทุกโครงการของกระทรวงเกษตรฯ” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว