กษ.ลุยสแกนแปลงปลูกมันสำปะหลัง8.9ล้านไร่ คุมโรคใบด่างป้องเชื้อลามแหล่งใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425481

กษ.ลุยสแกนแปลงปลูกมันสำปะหลัง8.9ล้านไร่ คุมโรคใบด่างป้องเชื้อลามแหล่งใหญ่

กษ.ลุยสแกนแปลงปลูกมันสำปะหลัง8.9ล้านไร่ คุมโรคใบด่างป้องเชื้อลามแหล่งใหญ่

วันพุธ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 14.03 น.

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2562 นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า หลังพบการรายงานการพบโรคใบด่างมันสำปะหลัง (CMD)กำลังระบาดในขณะนี้ได้สั่งการให้ เกษตรจังหวัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง ที่อยู่แนวชายแดน เช่น สระแก้ว นครราชสีมา ฉะเชิงเทรา อุบลราชธานี บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ จันทบุรี ปราจีนบุรี จัดทีมเจ้าหน้าที่เกษตร และร่วมกับเกษตรกร ลงพื้นที่ตรวจสอบแปลงปลูกมันสำปะหลัง ทั่วประเทศทุกต้นมีอยู่ประมาณ 8.9 ล้านไร่ และรายงานให้กรมฯทราบภายใน 15 ก.ค.62 เพื่อควบคุมการระบาดไม่ให้กระจายไปยังพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังในจังหวัดอื่นๆ

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ขอความร่วมมือให้เกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลัง ตรวจสอบแปลงของตัวเอง หากพบลักษณะอาการหากพบอาการ ใบเป็นด่างเหลือง เสียรูปทรง ลดรูป และยอดที่แตกใหม่จะแสดงอาหารด่างเหลือง ลำต้นแคระแกร็น เบื้องต้นให้แจ้งเจ้าหน้าที่เกษตรในพื้นที่เข้าไปทำลายทันที นอกจากนี้กำชับให้ทุกจังหวัด เตือนเกษตรกรห้ามเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์ ที่ไม่ทราบแหล่งที่มาชัดเจน

สำหรับ โรคใบด่างมันสำปะหลัง เป็นโรคที่เพิ่งพบการระบาดในประเทศไทย มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความเสียหาย 80-100 เปอร์เซ็นต์ สำหรับ การป้องกันโรคใบด่างมันสำปะหลัง

1. เกษตรกรควรใช้ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังจากต้นที่ไม่เป็นโรคใบด่างมาปลูก ควรใช้ท่อนพันธุ์ภายในประเทศ ไม่นำท่อนพันธุ์จากต่างประเทศเข้ามาปลูก เพราะอาจเสี่ยงต่อการนำเอาท่อนพันธุ์ที่ติดเชื้อไวรัสเข้ามาปลูก

2. เกษตรกรควรหมั่นเดินตรวจแปลงตั้งแต่เริ่มปลูกทุกๆ 2 สัปดาห์ หากพบอาการที่ผิดปกติสงสัยว่าจะเป็นโรคใบด่าง เช่น ใบหงิก ใบด่าง ให้แจ้งเจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตร หรือกรมส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ให้มาตรวจสอบและทำลาย หลังจากนั้นเกษตรกรควรฉีด พ่นสารเคมีต้นที่เหลือในแปลงและแปลงข้างเคียงเพื่อทำลายแมลงหวี่ขาวยาสูบที่เป็นพาหะของโรค ติดตามการเกิดโรคใบด่างในแปลงอย่างต่อเนื่องทุก 2 สัปดาห์

3. หากเกษตรกรมีข้อสงสัยหรือพบอาการโรคใบด่างมันสำปะหลัง ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น สามารถแจ้งได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านท่าน

‘ป.ปั้นสยาม’เผยโมเดลธุรกิจ’ขนมปั้นขลิบทอด’ เน้นระบบค้าส่งสร้างอาชีพเสริมให้กับสมาชิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425436

'ป.ปั้นสยาม'เผยโมเดลธุรกิจ'ขนมปั้นขลิบทอด' เน้นระบบค้าส่งสร้างอาชีพเสริมให้กับสมาชิก

‘ป.ปั้นสยาม’เผยโมเดลธุรกิจ’ขนมปั้นขลิบทอด’ เน้นระบบค้าส่งสร้างอาชีพเสริมให้กับสมาชิก

วันพุธ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 11.00 น.

“ป.ปั้นสยาม” ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย “ขนมปั้นขลิบทอด” ขนมไทยโบราณ รสชาติดั้งเดิม สูตรต้นตำรับ แบรนด์คนไทย  รุกตลาดระบบค้าส่ง เน้นสร้างอาชีพให้กับผู้ต้องการรายได้เสริม ด้วยระบบสมาชิก  พร้อมสิทธิพิเศษมากมาย เผยกลยุทธ์บุกตลาดขนมไทยด้วยรสชาติความอร่อย และวัตถุดิบเกรดคุณภาพ ข้าวสังข์หยดและปลาตาโต หรือปลาตาหวาน อุดมไปด้วยโอเมก้า มากกว่า1500 มิลลิกรัม ผสานเทคนิคการทอดเฉพาะของ “ป.ปั้นสยาม” และเทคนิคการผัดไส้ไม่อมน้ำมัน พร้อมเนื้อปลาเน้นๆ ปรุงรสด้วยสูตรต้นตำรับของ  “ป.ปั้นสยาม” ผ่านการรับรองจากสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. โดยมีรสชาติความอร่อยให้เลือกสรรถึง 5 รสชาติ ได้แก่ ไส้ปลา, ไส้ปลาและเห็ดนางฟ้าทอด, ไส้กุ้ง, ไส้ไก่หยอง และไส้มังสวิรัติ (ไส้เห็ดแครง) ซึ่งทุกไส้ผ่านการปรุงรสด้วยความพิถีพิถัน เพื่อให้ได้รสชาติความกลมกล่อมส่งถึงมือผู้บริโภค

 

 

สำหรับโมเดลธุรกิจ “ขนมปั้นขลิบทอด” แบรนด์ ป.ปั้นสยาม เน้นเข้าถึงกลุ่มคนทุกกลุ่มด้วยค่าสมัครสมาชิกเพียง 200 บาท ตลอดชีพ ซึ่งสมาชิกจะได้รับสิทธิประโยชน์มากมาย อาทิ ได้กำไรค้าปลีกในราคาสมาชิก ตั้งแต่ครั้งแรกที่สมัครผ่านระบบ, รับคะแนนสะสมเพื่อแลกใช้เป็นส่วนลด หรือเก็บสะสมเพื่อแลกของรางวัล, สิทธิ์ลุ้นรางวัลทุกเดือน กับกิจกรรมโปรโมชั่น, สิทธิรับเงินจากการบอกต่อสมาชิก และรับโบนัสสิ้นปีจากคะแนนสะสมรวมทั้งปี ตามเงื่อนไขที่กำหนด เป็นต้น นอกจากนี้สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก “ขนมปั้นขลิบทอด” แบรนด์ ป.ปั้นสยาม จะได้รับเงินคืนตามลำดับขั้นของคะแนนสะสม เป็นจำนวน 2% จากคะแนนสะสมตลอดทั้งปี ตั้งแต่ 600-1,800,000 บาท ทั้งนี้รายละเอียดต่างๆ อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ระบบการตลาดกำหนด

 

 

สำหรับผู้สนใจสร้างอาชีพ และรายได้ จาก “ขนมปั้นขลิบทอด” แบรนด์ ป.ปั้นสยาม แบรนด์ขนมคนไทย พร้อมส่งเสริมผู้ประกอบการไทยเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยธุรกิจ SME  ให้ถูกขับเคลื่อนไปอย่างยั่งยืน โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 097-945-0999 FB: https://www.facebook.com/ปปั้นสยาม-ขนมปั้นขลิบ-ทุกคำอร่อยซ้ำ-รับเงินคืน-457771421701683/  หรือ Line: @por.pansiam

คลอดแผนจัดการผลไม้ศก.ปี’62 คาดราคาดีจูงใจชาวสวนเข้มคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425257

x

คลอดแผนจัดการผลไม้ศก.ปี’62 คาดราคาดีจูงใจชาวสวนเข้มคุณภาพ

วันพุธ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ว่าที่ร้อยตรี สมสวย ปัญญาสิทธิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ เห็นชอบแผนบริหารจัดการผลไม้ ปี 2562 เพื่อให้จังหวัดใช้เป็นแนวทางปฏิบัติบริหารจัดการผลไม้ในฤดูกาลผลิต ปี 2562 แบบเบ็ดเสร็จด้วยตัวเอง โดยผ่านกลไกคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาอันเนื่องมาจากผลผลิตการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) ให้เป็นไปตามกลไกตลาดปกติ ในเชิงปริมาณเน้นจัดสมดุลอุปสงค์และอุปทาน ในเชิงคุณภาพสอดคล้องตามยุทธศาสตร์พัฒนาผลไม้ไทย พ.ศ. 2558 – 2564 โดยผลไม้ภาคเหนือ ได้แก่ ลำไย เน้นบริหารจัดการลำไยในฤดู ปริมาณ 341,028 ตัน แผนบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้เน้นผลผลิตในฤดู รวม 580,401 ตัน แบ่งเป็น ทุเรียน 366,938 ตัน มังคุด145,025 ตัน เงาะ 68,438 ตัน โดยการบริหารจัดการเชิงปริมาณ ได้แก่ การกระจายผลผลิตในประเทศ ด้วยวิธีการกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตผ่านผู้ประกอบการ(ล้ง) วิสาหกิจชุมชน ศูนย์คัดแยกผลไม้ชุมชน สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร Modern Trade ไปรษณีย์/ตลาดออนไลน์ ตลาดค้าผลไม้ภายในจังหวัด การจำหน่ายตรงผู้บริโภค เป็นต้น การแปรรูป ด้วยวิธีการแช่แข็ง อบแห้ง กวน ทอด และการส่งออก (ผลสด)

ส่วนการบริหารจัดการเชิงคุณภาพ ส่งเสริมให้เกษตรกรดูแลผลผลิตแต่ละระยะ ตั้งแต่ก่อนเก็บเกี่ยว โดยถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีการพัฒนาคุณภาพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไม้ผล การส่งเสริมการผลิตตามมาตรฐานและยกระดับสู่การรับรอง (GAP) ระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต รณรงค์ส่งเสริมการบริโภค มุ่งเน้นการรวมกลุ่มผู้ผลิตไม้ผลคุณภาพ โดยเฉพาะทุเรียนต้องเร่งป้องปรามผลผลิตทุเรียนด้อยคุณภาพ กำหนดมาตรการควบคุมทุเรียนอ่อน การพัฒนาล้ง/จุดรับซื้อให้ได้มาตรฐาน GMP ให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรร่วมกับตำรวจจัดชุดเฉพาะกิจออกสุ่มตรวจที่ล้ง/จุดรับซื้อ/จุดจำหน่าย และใช้กฎหมายอาญาเป็นบทลงโทษผู้กระทำผิด และระยะหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต เน้นติดตามสถานการณ์ภัยธรรมชาติ ศัตรูพืช ทั้งนี้ มั่นใจว่าปีนี้ราคาจะอยู่ในเกณฑ์ดี เป็นที่น่าพอใจของเกษตรกร เพราะเกษตรกรนำเทคโนโลยีมาพัฒนาคุณภาพผลผลิตให้ดีขึ้น

ส่องเกษตร : ปฏิรูปภาคเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425259

449007

ส่องเกษตร : ปฏิรูปภาคเกษตร

วันพุธ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาของการปรับเปลี่ยนหลายๆอย่าง ผมเองได้มีโอกาสศึกษายุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี อย่างจริงจัง พร้อมกับได้อ่านเรื่องราวแผนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งในนั้นมีประเด็นของการปฏิรูปภาคการเกษตร ในมุมมองของผม การจะปฏิรูปใดๆก็ตามจะต้องทำให้ดีขึ้น เกิดประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่ ไม่ใช่ปฏิรูปแล้วดีสำหรับคนเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง นอกจากนี้การดำเนินการตามเป้าหมายของการปฏิรูปจะต้องมีแผนปฏิบัติการ แผนติดตามและประเมินผลที่ชัดเจน มีเกณฑ์วัดที่ตรวจสอบได้ ประเด็นที่เป็นจุดอ่อนของการดำเนินการเห็นจะเป็นการขาดการมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ขาดความเป็นเจ้าของร่วมกันในแผนปฏิรูปดังกล่าว นับรวมถึงการขาดการสร้างการรับรู้ทำความเข้าใจกับทุกภาคส่วน ซึ่งจะเป็นฐานสำคัญในการสร้างความร่วมมือระหว่างกัน

การปฏิรูปภาคการเกษตรมีการกล่าวถึงการปรับปรุงคุณภาพของสินค้าเกษตรในลักษณะต่างๆ ซึ่งนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในความคิดของผม อันที่จริงแล้วเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการมาเป็นเวลายาวนานกว่า 20 ปีได้ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการด้านมาตรฐานการผลิตทางการเกษตรเกษียณอายุไปหลายท่าน ซึ่งก็รวมตัวผมเองด้วย คำถามที่มักจะถูกถามเมื่อนำมาตรฐานการผลิตไปจับกับระบบการผลิตใดๆ คือ ทำแล้วได้อะไร ยุ่งยาก เสียเวลา แถมพอจะขายราคาก็ไม่แตกต่างจากคนอื่น สู้ทำไปแบบเดิมๆ สบายๆ ทำตามที่เคยทำก็ยังขายได้ คำถามเหล่านี้ผมเชื่อว่าต้องผ่านหูของเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แทบทุกคน มาตรการส่งเสริมต่างๆ จากภาครัฐถูกนำมาใช้หลายๆ รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐาน GAP GMP Organic ทั้งหมดนี้ ในรายที่ประสบความสำเร็จเกิดจากความต้องการของผู้ประสงค์จะขอการรับรองเอง อาจจะด้วยเล็งเห็นประโยชน์ที่ได้จากการรับรองระบบด้งกล่าว ซึ่งนับเป็นส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนทั้งหมด

คำพูดที่ว่า หากเราไม่เปลี่ยนแปลงตัวเราเอง ก็ต้องมีอะไรมาบังคับให้เราเปลี่ยนเสมอ การถูกบังคับกับการเปลี่ยนแปลงด้วยตนเอง เป็นวิถีที่แตกต่างกันมาก เช่นเดียวกับประเด็นคุณภาพ เมื่อลูกค้าต้องการสินค้าคุณภาพที่ผ่านการรับรองตามมาตรฐานของภาครัฐ จากที่เคยสบายๆ ก็ถึงคราวลำบากเหมือนเช่น กรณีการส่งออกทุเรียนไปจีน หลังจากที่จีนกำหนดให้ต้องขึ้นทะเบียนสวน GAP และบรรจุในโรงคัดบรรจุที่ได้มาตรฐาน GMP โดยระบุในฉลากให้ชัดเจน บรรดาโรงคัดบรรจุก็ไปกดดันเจ้าหน้าที่ให้เร่งดำเนินการตรวจสอบรับรองโรงคัดบรรจุให้ได้การรับรอง GMP โดยอ้างว่าจะไม่รับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร กดราคารับซื้อ และสร้างกระแสการรับซื้อผลผลิตจากแปลงที่ผ่านการรับรอง GAP ในราคาที่สูงกว่าราคาทั่วไป ทำให้เกษตรกรเร่งให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจรับรอง ทั้งที่จริงแล้ว GAP และ GMP เป็นการตรวจสอบรับรองระบบการผลิต ไม่ใช่การรับรองผลผลิต จึงมีความจำเป็นที่จะต้องตรวจสอบรับรองในระบบงาน เพื่อมั่นใจได้ว่ามีมาตรฐานความปลอดภัยเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด หากการดำเนินการตรวจสอบรับรองไม่รอบคอบ และตรวจพบปัญหาตามมา ผลที่เกิดขึ้นจะกระทบกับคนส่วนใหญ่ทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงรายใดรายหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายมาก โดยเฉพาะประเด็นความน่าเชื่อถือในระบบตรวจสอบรับรองของรัฐบาลไทย

เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าการปฏิรูปที่ต้องยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร แต่ทุกภาคส่วนขาดการมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง มองประโยชน์เฉพาะหน้าของตนเองเป็นสำคัญ ทำให้เกิดปัญหาได้ ดังนั้น ทุกคนทุกภาคส่วนในระบบที่เกี่ยวข้อง ต้องเข้าใจและให้ความร่วมมือกันตลอดทุกขั้นตอน จึงจะทำให้การปฏิรูปเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง

กรมชลฯเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำภาคใต้ จับมือท้องถิ่นแก้วิกฤติภูเก็ตฝนทิ้งช่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425261

x

กรมชลฯเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำภาคใต้ จับมือท้องถิ่นแก้วิกฤติภูเก็ตฝนทิ้งช่วง

วันพุธ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมชลประทาน แจงสถานการณ์น้ำ 5 จังหวัดภาคใต้ตอนกลาง สั่งเฝ้าระวัง เตรียมความพร้อมรับมือฝนระลอกใหม่ พร้อมบูรณาการแก้ปัญหาฝนทิ้งช่วงที่ จ.ภูเก็ต อ่างฯ 3 แห่ง น้ำน้อย เร่งสูบน้ำจากขุมเหมืองมาใช้อุปโภคบริโภค มั่นใจมีปริมาณน้ำเพียงพอกับความต้องการ

นายปริญญา สัคคะนายก ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 15 กรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำใน 5 จังหวัดภาคใต้คือ จ.กระบี่ พังงา ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราชว่า พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ คือ ชายฝั่งทะเลฝั่งตะวันตกจ.พังงา เนื่องจากมีฝนมากช่วงที่ผ่านมา แต่สภาพลำน้ำในพังงาเป็นสายสั้นจึงระบายออกเร็ว ประกอบกับขณะนี้ฝนทิ้งช่วงทำให้สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ แต่ยังเฝ้าระวังระดับน้ำ 24 ชั่วโมง

ส่วนที่ จ.ภูเก็ต ปริมาณน้ำยังไหลเข้าอ่างเก็บน้ำต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย ทำให้อ่างเก็บน้ำบางวาด มีปริมาณเก็บกักเพียงร้อยละ 10 อ่างเก็บน้ำบางเหนียวดำ มีปริมาณเก็บกักเพียงร้อยละ 9 และอ่างเก็บน้ำคลองกระทะ มีปริมาณเก็บกักเพียงร้อยละ 28 ของความจุอ่างฯ เท่านั้น ถือว่าค่อนข้างต่ำ เพื่อไม่ไห้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำ กรมชลประทานร่วมกับการประปาส่วนท้องถิ่นนำน้ำจากขุมเหมืองของแต่ละพื้นที่ในภูเก็ตสูบเข้ามาใช้เพื่ออุปโภคบริโภค คาดว่าประชาชนจะมีน้ำใช้พอไปจนฝนระลอกใหม่มาช่วงปลายเดือนกรกฎาคม สำหรับ จ.กระบี่ มีแหล่งเก็บน้ำ 5 แห่ง มีปริมาณน้ำเก็บกักเฉลี่ยร้อยละ 50 ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ ราษฎรมีน้ำพอใช้

“กรมชลประทาน เตรียมพร้อมรับมือฝนระลอกใหม่ ที่จะตกช่วงปลายกรกฎาคมต่อสิงหาคม โดยตรวจอาคารชลประทานให้อยู่ในสภาพใช้การได้ดี พร้อมปรับเกณฑ์ Rule Curve ของอ่างเก็บน้ำแต่ละแห่ง เนื่องจากอ่างเก็บน้ำในจ.กระบี่ พังงา ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช มีหน้าที่แตกต่างกัน เบื้องต้นตรวจสอบแล้วพบระดับน้ำเก็บกักยังอยู่ในเกณฑ์เหมาะสม พร้อมตรวจเช็คสถานีเฝ้าระวัง สถานีโทรมาตรทุกแห่ง จึงมั่นใจในการคาดการณ์สถานการณ์ล่วงหน้า และจะเตือนภัยประชาชนในพื้นที่ทันต่อสถานการณ์”นายปริญญาฯกล่าว และว่า นอกจากนี้ ยังเตรียมจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการน้ำในพื้นที่ เตรียมเครื่องจักร เครื่องมือให้พร้อมเผชิญเหตุ

ผอ.สำนักงานชลประทานที่ 15 กล่าวต่อว่า สำหรับสถานการณ์น้ำในจ.สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ยังปกติจะเริ่มมีฝนบวกกับพายุจรช่วงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งกรมลงพื้นที่สร้างความเข้าใจกับประชาชนต่อสภาพลุ่มน้ำตาปี และลุ่มน้ำคลองท่าดี ถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง เพื่อประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณลุ่มน้ำได้ช่วยเหลือกัน ลดผลกระทบที่จะเกิดจากภัยพิบัติ ทั้งนี้ กรมเร่งดำเนินการ โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริให้เสร็จภายในปี 2565 จะช่วยลดพื้นที่น้ำท่วมในเขตเมืองนครศรีธรรมราชได้เกือบทั้งหมด

2สหกรณ์พิษณุโลกใช้งบพัฒนาแก้มลิงคุ้มค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425258

x

2สหกรณ์พิษณุโลกใช้งบพัฒนาแก้มลิงคุ้มค่า

วันพุธ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์  เปิดเผยหลังลงพื้นที่จ.พิษณุโลก ติดตามผลดำเนินงานตามโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแก่สถาบันเกษตรกรจัดเก็บพืชผลทางการเกษตร (แก้มลิง) ภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืนว่า ปี 2561 จ.พิษณุโลก ได้รับงบประมาณจากกรมส่งเสริมสหกรณ์  ตามโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแก่สถาบันเกษตรกรจัดเก็บพืชผลทางการเกษตร (แก้มลิง) ภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน  ให้สหกรณ์  6 แห่ง  รวม 12 รายการ เพื่อสนับสนุนให้สหกรณ์ดำเนินการก่อสร้างอุปกรณ์การตลาด และจัดซื้อครุภัณฑ์การเกษตรที่จำเป็นต่อธุรกิจรวบรวมและแปรรูปผลิตผลการเกษตร สร้างระบบกลไกการกักเก็บผลผลิตทางการเกษตร และช่วยรักษาเสถียรภาพราคาผลผลิตเกษตรไม่ให้ตกต่ำ

นอกจากนี้ จากการติดตามผลการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรนิคมฯ บางระกำ จำกัด และสหกรณ์วัดจันทร์ จำกัด เพื่อตรวจประเมินขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง  การจัดหาครุภัณฑ์  การดำเนินการก่อสร้างซึ่งพบว่า ดำเนินการแล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อยดี สหกรณ์ใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์การตลาดและครุภัณฑ์ที่ได้รับอย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยปรากฏผลการรวบรวมผลผลิตทางการเกษตรจากเกษตรกรสมาชิกและเกษตรกรทั่วไป ตั้งแต่ ตุลาคม 2561 – พฤษภาคม 2562 ดังนี้ 1.ปริมาณการรวบรวมข้าวเปลือก 19,846.46 ตัน  มูลค่า 118,674,443 บาท  2. ปริมาณการรวบรวมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 4,270.68 ตัน มูลค่า 9,448,687 บาท ปริมาณ และ3.ปริมาณการรวบรวมมันสำปะหลัง 802.72 ตัน มูลค่า 1,760,579 บาท อย่างไรก็ตาม อยากเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก ติดตามและกำชับการใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์การตลาดและครุภัณฑ์ที่ได้รับให้ตรงวัตถุประสงค์โครงการ และเป็นไปตามแผนธุรกิจที่สหกรณ์ได้กำหนดไว้อย่างเคร่งครัดต่อไป

รายงานพิเศษ : ไทยนิยม ยั่งยืน หนุน…สหกรณ์ มั่นคง ฟาร์มพิมายยิ้มยกมาตรฐานน้ำนมดิบสู่ผู้บริโภค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425263

รายงานพิเศษ : ไทยนิยม ยั่งยืน หนุน...สหกรณ์ มั่นคง  ฟาร์มพิมายยิ้มยกมาตรฐานน้ำนมดิบสู่ผู้บริโภค

รายงานพิเศษ : ไทยนิยม ยั่งยืน หนุน…สหกรณ์ มั่นคง ฟาร์มพิมายยิ้มยกมาตรฐานน้ำนมดิบสู่ผู้บริโภค

วันพุธ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นับตั้งแต่พ.ศ. 2505 ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้เสด็จฯไปทรงเปิดฟาร์มโคนมและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมแห่งแรกในประเทศไทย ณ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ชาวไทยก็ได้เริ่มรู้จักกับอาชีพการเลี้ยงโคนม ในฐานะเป็นแหล่งสารอาหารที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย เกิดความต้องการบริโภคน้ำนมโคอย่างแพร่หลาย การทำฟาร์มโคนมขยายตัวไปหลายพื้นที่

สหกรณ์โคนมพิมาย จำกัด อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา เป็นหนึ่งในสหกรณ์ของผู้เลี้ยงโคนมที่ดำเนินงานมานานถึง 28 ปี ปัจจุบันสหกรณ์มีบทบาทรวบรวมน้ำนมดิบจากสมาชิก เพื่อนำส่งให้บริษัทคู่ค้า ดำเนินการแปรรูปอาหารโคนมจำหน่ายให้สมาชิกในราคาต่ำกว่าท้องตลาด จัดหาสินค้า วัสดุ อุปกรณ์ ทำฟาร์ม ยาต่างๆ สำหรับโคนมมาจำหน่าย ให้บริการสินเชื่อส่งเสริมอาชีพ รวมถึงให้บริการดูแลสุขภาพโคนมแก่สมาชิก

นอกจากนั้น ยังทำ “ฟาร์มกลาง” ที่บริหารจัดการโดยสหกรณ์เอง มีการเลี้ยงโคนม รีดน้ำนมส่งเข้าสหกรณ์ และมีบริการให้สมาชิกนำโครุ่นมาขายฝาก ในรูปแบบธนาคารโคนมทดแทนฝูง โดยสหกรณ์จะนำโครุ่นจากสมาชิกมารวมกันที่ฟาร์มกลาง เลี้ยงดูตามหลักวิชาการ ให้อาหารเหมาะสม เมื่อถึงกำหนดเวลาไถ่ถอนคืน สมาชิกจะได้แม่โคที่สุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรง ผลิตน้ำนมได้ปริมาณมากมีคุณภาพกลับคืนสู่ฟาร์ม

สำหรับธุรกิจหลักของสหกรณ์คือ ธุรกิจรับซื้อน้ำนมดิบนั้น สหกรณ์เน้นควบคุมคุณภาพน้ำนมดิบที่รับเข้ามา นางเกศรินทร์ นันทพิสิฐ ผู้จัดการสหกรณ์โคนมพิมาย จำกัด เล่าให้ฟังว่า การควบคุมคุณภาพน้ำนมดิบของสหกรณ์ เริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ คือฟาร์มของสมาชิกผู้เลี้ยงโคนม เกษตรกรจะได้รับการอบรมเรื่องการเข้าสู่มาตรฐาน GAP ของกรมปศุสัตว์ เพื่อให้ต้นน้ำผลิตน้ำนมดิบที่ได้มาตรฐานเรื่องไขมันและองค์ประกอบต่างๆ พอมาถึงกลางน้ำ สหกรณ์จะตรวจเข้มเรื่องคุณภาพ องค์ประกอบของน้ำนมให้เป็นไปตามระเบียบการรับซื้อน้ำนมของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) โดยสหกรณ์จะให้ราคาน้ำนมดิบที่สมาชิกแต่ละคนนำมาขายตามคุณภาพ

นางสาวสมฤทัย ยอดทองหลาง สมาชิกสหกรณ์โคนมพิมาย จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ได้ดูแลเรื่องความสะอาดของแม่โคที่ให้น้ำนมอย่างเข้มงวด และต้องตรวจสอบโรคเต้านมอักเสบเบื้องต้น ด้วยน้ำยา CMT จากตัวอย่างน้ำนมดิบทุกครั้ง เมื่อพบว่าน้ำนมสะอาด ปลอดภัย จึงเข้าสู่กระบวนการรีดและรวบรวมน้ำนมดิบส่งให้สหกรณ์ โดยฟาร์มของตนเองจะนำถังนมไปแช่น้ำ เพื่อป้องกันการเพิ่มขยายของจุลินทรีย์ ระหว่างรอการขนส่งจากฟาร์มสู่ศูนย์รับน้ำนมดิบที่สหกรณ์

ด้วยการดำเนินงานที่ใส่ใจเรื่องมาตรฐานคุณภาพของน้ำนมมาเป็นอันดับหนึ่ง ประกอบกับสหกรณ์เปิดดำเนินการมานาน ทำให้เครื่องจักร อุปกรณ์ที่ใช้รวบรวมน้ำนมดิบซ่อมบำรุงบ่อยครั้ง ให้บริการสมาชิกได้ไม่เต็มที่ สหกรณ์จึงขอรับงบประมาณอุดหนุน จากงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 (งบกลางปี) ตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ของรัฐบาล ผ่านกรมส่งเสริมสหกรณ์ สนับสนุนอุปกรณ์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร โดยรัฐอุดหนุนให้สหกรณ์ 16,240,000 บาท และสหกรณ์สมทบ 6,960,000 บาท งบประมาณดำเนินการทั้งสิ้น 23,200,000 บาท

สหกรณ์โคนมพิมาย จำกัด จึงได้อาคารศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ ขนาด 60 ตันต่อวัน ประกอบไปด้วยเครื่องจักรรวบรวมน้ำนมดิบ ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์พร้อมอุปกรณ์ตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำนม อุปกรณ์ต่าง ๆสำหรับรับน้ำนมดิบจากสมาชิกให้เป็นไปอย่างมีมาตรฐาน รวมถึงเครื่องล้างถังนมอัตโนมัติ ที่ช่วยลดเชื้อจุลินทรีย์ปนเปื้อนในถังนม ก่อนนำมาบรรจุน้ำนมดิบส่งขายรอบต่อไป ซึ่งนับจากวันที่อาคารศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบเริ่มดำเนินการมารองรับน้ำนมดิบได้ตามความต้องการของสมาชิก เครื่องมือทันสมัย น้ำนมที่ได้ผ่านศูนย์รวบรวมนี้ จึงมีมาตรฐาน สะอาด ปลอดภัย เป็นที่ไว้วางใจของผู้บริโภค

สำหรับการพัฒนา ต่อยอด การดำเนินงานของสหกรณ์ นายสมพร ช่างไม้ ประธานคณะกรรมการสหกรณ์โคนมพิมาย จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันมีสมาชิกส่งน้ำนมให้สหกรณ์ 157 ราย ในอนาคตมีแผนรับสมาชิกเพิ่ม เพื่อขยายปริมาณน้ำนมดิบที่รับเข้ามาแต่ละวันให้อยู่ที่ 40 ตัน จากปัจจุบันที่ได้รับมาวันละประมาณ 37 ตันเศษ และมุ่งเน้นเรื่องยกระดับคุณภาพน้ำนมดิบอย่างต่อเนื่อง

“อยากให้สมาชิกทุกท่านตระหนักเรื่องคุณภาพ การจัดการในฟาร์มให้ดีที่สุด เพื่ออนาคต เพื่อความรุ่งเรืองของสมาชิกโคนมพิมาย”

และนี่คืออีกหนึ่งตัวอย่างของสหกรณ์ที่ให้บริการสมาชิกครบวงจร ทำให้สมาชิกมีพร้อมทั้งความรู้ และเงินทุนประกอบอาชีพ เกิดความร่วมมือ ร่วมใจ ช่วยเหลือกันอย่างเข้มแข็ง อันเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดการสร้างสรรค์ความก้าวหน้าขึ้นแก่สหกรณ์ และอาชีพเลี้ยงโคนม ซึ่งเป็นอาชีพที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานให้คนไทย

รักษ์เกษตร : เรื่องควรรู้ ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425016

รักษ์เกษตร : เรื่องควรรู้ ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ

รักษ์เกษตร : เรื่องควรรู้ ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ

วันอังคาร ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบวิธีปลูกไม้ดอกไม้ประดับให้ได้ดี ทำอย่างไรครับ ขอบคุณครับ

รังสิต อุทัยธรรม

อ.เมือง จ.อุทัยธานี

คำตอบ

ไม้ดอกไม้ประดับ สามารถนำมาปลูกได้หลากหลายรูปแบบ อาจปลูกลงดินเป็นต้นเดียว เป็นกอ เป็นแถว ปลูกลงในแปลง หรืออาจจะการปลูกลงในกระถาง เพื่อตกแต่งอาคาร โดยต้องพิจารณาดูว่า ควรจะใช้กระถางรูปทรงแบบใด ขนาดใด จึงจะสวยงาม เหมาะสมกับต้นไม้และอาคารสถานที่นั้นๆ ในการปลูกต้นไม้ประดับชนิดไม้ใบ อาจจะปลูกรวมกันหลายชนิด ในกระถางเดียวกันก็ได้ โดยเลือกความสูงของต้น สีของต้น และใบให้ต่างกัน ก็จะแลดูสวยงามยิ่งขึ้น ถ้าเป็นต้นไม้สำหรับตกแต่งอาคาร เช่น นำมาปลูกไว้ภายในบ้าน ต้องเลือกกระถาง ที่สวยงามพอสมควร หรือนำต้นไม้ที่ปลูกไว้ ในกระถางแล้วมารวมลงในกระถางที่สวยงามนั้นก็ได้ การวางกระถาง ต้องมีจานสำหรับรองน้ำ เพื่อกันไม่ให้น้ำไหลออกมาภายนอกเมื่อเวลารดน้ำ สำหรับต้นไม้ที่นำมาไว้ในอาคาร บางชนิดจะต้องเปลี่ยนอยู่เสมอ ต้องนำมารับแดดไว้สัก 1 สัปดาห์ แล้วต้องเปลี่ยนออกเอาต้นอื่นมาแทน ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้ต้นไม้ทรุดโทรม

การปลูกไม้ดอกไม้ประดับลงกระถาง  มีวิธีปลูกดังนี้

1) การเตรียมกระถาง จะต้องเลือกกระถางให้มีขนาดพอเหมาะกับต้นไม้ จากนั้น นำกระเบื้องแตก ประมาณ 2-3 ชิ้น มาวางปิดรูก้นกระถาง และทุบอิฐมอญเป็นก้อนเล็กๆ ใส่ลงก้นกระถางสูงประมาณ 1 นิ้ว เพื่อช่วยในการระบายน้ำได้ดีขึ้น

2) การเตรียมดิน ให้ผสมดินสำหรับปลูกต้นไม้ ในอัตรา ดินร่วน 1 ส่วน ใบไม้ผุ 1 ส่วน ปุ๋ยอินทรีย์ 1 ส่วน ผสมคลุกเค้าให้เข้ากัน

3) การปลูก นำดินที่เตรียมไว้ ใส่ลงไปประมาณครึ่งกระถาง จากนั้น นำเอาต้นไม้วางลง ใส่ดินที่ผสมไว้ใส่ลงเกือบเต็มกระถาง เหลือไว้ประมาณ 1 นิ้ว แล้วกดดินให้แน่น เพื่อไม่ให้ต้นไม้ล้ม รดน้ำให้ชุ่มแล้วยกวางในที่ร่ม หรือที่ร่มรำไร หรือพักไว้ในเรือนต้นไม้ ประมาณ 1 สัปดาห์ จนกว่าต้นไม้จะแข็งแรงและทรงตัวได้ แล้วจึงออกวางเป็นไม้ประดับได้ตามความต้องการ

การปลูกต้นไม้ลงในหลุม มีวิธีปลูกดังนี้

1) การเตรียมสถานที่ ก่อนที่จะปลูกต้นไม้ลงในหลุม จะต้องพิจารณาดูเสียก่อนว่า ต้นไม้ที่จะนำมาปลูก เป็นเป็นต้นไม้ที่ชอบดินลักษณะอย่างไร เช่น ต้นไม้ที่ชอบที่ลุ่มมีน้ำขัง ถ้าเอาต้นไม้ที่ไม่ชอบน้ำชื้นแฉะมาปลูกแล้ว ต้นไม้นั้นก็ไม่เจริญเติบโต หรืออาจตายได้ และถ้าเป็นพื้นที่ดินเลนน้ำกร่อย หากเอาต้นไม้ที่ไม่ชอบน้ำเค็มไปปลูกแล้ว ต้นไม้ก็อาจตาย หรือไม่เจริญเติบโต ไม่ออกดอกออกผล เป็นต้น หากพื้นที่นั้น เป็นพื้นที่ลุ่ม ควรมีการพูนโคนไว้ด้วย

2) การเตรียมดิน ให้ขุดหลุมตามขนาดของต้นไม้ ถ้าเป็นต้นไม้เล็กก็ขุดหลุมขนาดเล็ก ถ้าเป็นต้นไม้ใหญ่ ควรขุดหลุมกว้างและลึก ไม่ต่ำกว่า 50 ซม. หรือลึกเท่ากับความยาวของรากแก้ว เมื่อขุดดินแล้ว ต้องตากดินนั้นไว้ที่ปากหลุม ประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อฆ่าวัชพืชที่ไม่ต้องการ จากนั้น นำผสมกับปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์ 1 ส่วน ปูนขาวที่ทำจากเปลือกหอย 1 ส่วน ผสมกับดินให้เข้ากัน หากบริเวณที่ปลูกเป็นที่จัดสรร ดินบริเวณนั้น อาจเป็นดินที่ผสมวัสดุที่เหลือจากการก่อสร้าง ควรขุดทิ้งไปถมเป็นทางเดิน เพราะเป็นดินที่ไม่เหมาะสมแก่การปลูกพืช

3) การปลูก นำดินที่เตรียมไว้ใส่ก้นหลุม วางต้นไม้ที่เตรียมไว้ลงบนดิน ต้องปักหลักแล้วผูกต้นไม้ไม่ให้ล้ม ถ้าเป็นต้นไม้ที่มีลำต้นแข็งแรง อาจจะไม่ต้องปักหลักก็ได้ ต้องกดดินให้แน่น เพื่อมิให้ต้นไม้เอนไปมา หาวัสดุพวกหญ้าแห้ง ฟาง แกลบ มาคลุมดิน เพื่อรักษาความชิ้นไว้ เสร็จแล้วรดน้ำให้ชุ่ม

การปลูกต้นไม้ในแปลง มีวิธีปลูกดังนี้

1) การเตรียมสถานที่ ต้องทำแปลงขนาดกว้างยาวตามพื้นที่ แต่ความกว้างไม่ควรเกิน 1 เมตร ถ้าแปลงกว้างเกิน 1 เมตร ทำให้ดูแลรักษายาก เก็บวัชพืชที่อยู่ในดินออก แล้วตากไว้ให้ดินแห้ง ประมาณ 1 สัปดาห์ ต้องพิจารณาดูว่า จะทำเป็นรูปแปลงปลูกอย่างไร ต้นไม้ที่จะนำมาปลูกนั้น จะปลูกเป็นแถวติดกัน หรือห่างกัน ถ้าจะปลูกห่างกัน ต้องขุดดินเป็นหลุมเล็กๆ ตามระยะที่เห็นสมควร ถ้าจะปลูกเป็นแถว ก็ต้องทำแนวดินให้เป็นรางติดต่อกัน เพื่อเตรียมที่จะปลูกต้นไม้ต่อไป

2) การเตรียมดิน ผสมดินปลูกในอัตรา ปุ๋ยคอก 1 ส่วน ปูนขาว 1 ส่วน และปุ๋ยอินทรีย์ 1 ส่วน ผสมให้เข้ากันดี จากนั้น ทำการถอนกล้ามาปลูก ให้ใช้ที่ขุด โดยขุดให้มีดินติดมาด้วย อย่าให้รากขาด ถ้ารากขาดจะทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตช้า เมื่อถอนกล้ามาแล้ว ก็นำมาปลูกลงในแปลงนั้น การถอนย้ายกล้ามาปลูก ให้ตั้งต้นกล้าลงในหลุมให้ต้นตรง เอาดินกลบ แล้วกดดินให้แน่น เพื่อให้รากเกาะกับดิน หาหญ้าหรือฟางคลุมดิน แล้วรดน้ำให้ชุ่ม

ที่สำคัญ ถ้าต้นไม้นั้น ยังเล็ก ไม่แข็งแรง ต้องทำร่มให้ต้นไม้จนกว่าต้นไม้จะทรงตัวได้ ถ้าหากต้นไม้นั้น เป็นต้นไม้ที่ถอนกล้าต้นเล็กมาปลูก ก็ต้องทำที่กำบังแดด จนกว่าต้นไม้จะทรงตัวดีแล้ว จึงเอาออกได้ การปลูกควรจะปลูกในตอนเย็น นะครับ

นาย รัตวิ

รายงานพิเศษ : 4 เสาหลัก…ปฏิรูปการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425017

รายงานพิเศษ : 4 เสาหลัก…ปฏิรูปการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

รายงานพิเศษ : 4 เสาหลัก…ปฏิรูปการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

วันอังคาร ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการบริหารจัดการน้ำมาโดยตลอด ซึ่งได้จัดตั้ง 3 เสาหลักขึ้นมาบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ทำให้รัฐบาลสามารถจัดสรรงบประมาณเพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวกับน้ำทั้งระบบและการจัดหาแหล่งน้ำต้นทุน ให้สอดคล้องกับความต้องการใช้น้ำทั้งในปัจจุบัน และในอนาคตที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในแต่ละปี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในโอกาสเป็นประธานเปิดงาน สร้างรู้ สื่อสาร การบริหารจัดการน้ำฤดูฝน ปี 2562 ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เมื่อเร็วๆนี้

อย่างไรก็ตาม ต่อมาได้ปรับปรุงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ โดยเพิ่มเสาหลักที่ี่สี่คือ การพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จะขับเคลื่อนแผนแม่บท

ทั้งนี้ ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ รัฐบาลได้จัดตั้ง 4 เสาหลักขึ้นมา เพื่อบริหารจัดการน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด มีความมั่นคงยั่งยืน ประกอบด้วย เสาหลักแรกพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2562 เสาหลักที่สอง แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบไปเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา มีทั้ง 6 ด้าน ประกอบด้วย 1.การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค 2.การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิตน้ำเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม 3.การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย 4.การจัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ 5. การอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมและการป้องกันการพังทลายของดิน และ6. การบริหารจัดการ

สำหรับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ตั้งเป้าหมายให้ทุกหมู่บ้านเข้าถึงดื่มสะอาดได้มาตรฐานและราคาที่เหมาะสม 75,032 หมู่บ้าน ภายในปี 2573 พัฒนาน้ำต้นทุน 27,299 ล้าน ลบ.ม. ทั้งแหล่งน้ำใหม่และพื้นที่เกษตรน้ำฝน เพิ่มพื้นที่กระจายน้ำ 31 ล้านไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ชลประทาน 18 ล้านไร่ และพื้นที่เกษตรน้ำฝน 13 ล้านไร่ พัฒนาแหล่งน้ำชุมชนเพื่อการเกษตร 10,000 แห่ง ได้ปริมาณน้ำ 6,000 ล้าน ลบ.ม. ป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ 764 แห่ง ลดผลกระทบจากอุทกภัย 15 ล้านไร่ พัฒนาระบบบำบัดน้ำเสีย 741 แห่ง ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ 3.5 ล้านไร่ ก่อสร้างฝายชะลอน้ำ541,894 แห่ง

ส่วนเสาหลักที่สาม รัฐบาลตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ขึ้นมาให้เป็นหน่วยงานหลักด้านนโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานด้านน้ำที่มีอยู่กว่า 40 หน่วยงานใน 7 กระทรวง และเสาหลักที่สี่ การพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จะขับเคลื่อนแผนแม่บทนั้น รัฐบาลเห็นความสำคัญของการนำรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับน้ำทั้งหมดมารวมไว้ในที่เดียว และจัดทำนวัตกรรมการบริหารจัดการน้ำในรูปแบบ Nearly Real time Analytic ช่วยให้การเข้าถึงข้อมูลและการใช้งานสะดวก รวดเร็วทันท่วงที การตัดสินใจบริหารจัดการน้ำแม่นยำขึ้น เรียกนวัตกรรมนี้ว่า “One Map” และยังพัฒนา Application และงานวิจัยนำความรู้ใหม่ผสมผสานกับศาสตร์พระราชา และปราชญ์ชาวบ้านมาใช้บริหารจัดการน้ำในรูปแบบปัญหาและความต้องการที่แตกต่างกัน

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. กล่าวเพิ่มเติมว่า การรบริหารจัดการน้ำของประเทศภายใต้ 4 เสาหลักดังกล่าว มีสทนช.ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางกำกับขับเคลื่อนแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี รวมทั้งติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของหน่วยงานให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ ล่าสุด สทนช.ยังนำเสาหลักที่สี่ นวัตกรรมและเทคโนโลยีของหน่วยงานต่างๆมาที่เกี่ยวข้องมาบูรณาการใช้รับมือสถานการณ์ฤดูฝน ปี 2562 อีกด้วย โดยเฉพาะการวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม แนวทาง เงื่อนไข การแจ้งเตือนและกำหนดเกณฑ์ปฏิบัติงานของศูนย์ปฏิบัติการรับมือสถานการณ์น้ำในฤดูฝนตามระดับความรุนแรง และผลกระทบที่จะเกิดขึ้น มีทั้งหมด 3 ศูนย์ปฏิบัติการ ได้แก่

1. ระดับที่ 1 ระดับสีเขียว เมื่อกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเข้าสู่ฤดูฝน “ศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ” ของ สทนช. จะเป็นหน่วยงานหลักในการประสาน ติดตาม ข้อมูลจากหน่วยงานด้านน้ำเพื่อวิเคราะห์และติดตามสถานการณ์ประจำวัน 2. ระดับที่ 2/3 หรือ ระดับสีเหลือง/ส้ม เมื่อมีพายุก่อตัวและคาดว่าจะมีผลกระทบต่อประเทศไทย หรือความกดอากาศต่ำพาดผ่าน มีปริมาณฝนตกชุกหนาแน่นครอบคลุมหลายจังหวัด คิดเป็นปริมาณฝนสะสม 3 วัน มากกว่า 200 มม. ปริมาณน้ำในลำน้ำมากกว่า 60% ของความจุลำน้ำ และมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำมากกว่า 60% และมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรือสูงกว่าเส้นควบคุมบนของ Rule Curve “ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ” จะเริ่มปฏิบัติงานทันทีคาดว่าภายในกลางเดือนกรกฏาคมนี้ และ3. ระดับ 4 ระดับสีแดง ซึ่งเป็นระดับสูงสุด เมื่อมีสถานการณ์รุนแรงและมีผลกระทบในวงกว้าง การดำเนินการจะถูกยกระดับเป็น “ศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ” มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บัญชาการศูนย์ฯ ตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 โดยทุกหน่วยงานต้องรายงานข้อมูลต่อ สทนช. ทุก 3 ชั่วโมง ส่วนในพื้นที่วิกฤติต้องรายงานความเคลื่อนไหวทุกชั่วโมง โดยข้อมูลดังกล่าวจะส่งต่อไปยังกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลางของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนต่อไป

การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น มีเอกภาพ ไม่ซ้ำซ้อน สามารถวางแผนพัฒนา ป้องกัน และแก้ไขปัญหาน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลสูงสุด และยั่งยืน

เสาหลักทั้ง 4 เสา จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญสำหรับการปฏิรูปการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศให้มีความสมบูรณ์แบบตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

เกษตรฯพร้อมจัดงานชุมนุมยุวเกษตรกรปี’62 เกษตร-และสิ่งแวดล้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425015

x

เกษตรฯพร้อมจัดงานชุมนุมยุวเกษตรกรปี’62 เกษตร-และสิ่งแวดล้อม

วันอังคาร ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กลุ่มยุวเกษตรกร หรือ 4-H Clubจัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาความรู้และทักษะอาชีพการเกษตรให้เยาวชน โดยเน้นวิธีการเรียนรู้จากประสบการณ์และการปฏิบัติจริง ให้ยุวเกษตรกรมีความสามารถและพร้อมสืบทอดอาชีพการเกษตร โดยให้จัดงานชุมนุมยุวเกษตรกรระดับจังหวัด ระดับเขตและระดับประเทศ เพื่อให้สมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกรและที่ปรึกษากลุ่มยุวเกษตรกรได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานนำไปพัฒนา สร้างแรงจูงใจ รวมถึงสร้างเครือข่ายให้ยุวเกษตรกรและที่ปรึกษายุวเกษตรกรที่เข้มแข็งและขับเคลื่อนการพัฒนางานยุวเกษตรกรให้มีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ การส่งเสริมยุวเกษตรกรไทยเริ่มขึ้นเมื่อปี 2495 โดยผู้เชี่ยวชาญองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations หรือ FAO) ได้เสนอโครงการให้มีการฝึกอบรมและฝึกปฏิบัติสำหรับเกษตรกรผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวและเกษตรกรวัยรุ่น และปี 2496 ได้ดำเนินโครงการทดลองส่งเสริมการปลูกพืช ทำสวนครัว และเลี้ยงสัตว์แก่เยาวชนที่โรงเรียนพรหมานุเคราะห์ จังหวัดฉะเชิงเทราเป็นครั้งแรก และตั้ง 4-H Club ขึ้นในประเทศไทย โดยนำรูปแบบมาจากสหรัฐฯ รวมถึงมอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯเป็นหน่วยงานรับผิดชอบส่งเสริมและจัดตั้งหน่วยยุวกสิกร ต่อมาโอนมาเป็นภารกิจกรมส่งเสริมการเกษตรเมื่อปี 2510 และเปลี่ยนชื่อเป็น “กลุ่มยุวเกษตรกร” ในปี 2518

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวต่อว่า ในปี 2562 กรมกำหนดจัดงานชุมนุมยุวเกษตรกรและที่ปรึกษายุวเกษตรกรระดับประเทศ ประจำปี 2562 ระหว่างวันที่ 22-26 กรกฎาคม 2562 ณ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จ.นครนายก ภายใต้แนวคิด “จิตวิญญาณของกลุ่มยุวเกษตรกรคือ พลังที่ไม่สิ้นสุดในการขับเคลื่อน สร้าง และพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศไทย (Infinite Power The Spirit of 4-H club)” โดยกราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯเป็นองค์ประธานเปิดงานและทอดพระเนตรนิทรรศการ ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2562 สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การจัดแสดงนิทรรศการ กิจกรรมด้านวิชาการ กิจกรรมประกวดและแข่งขันและกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์/นันทนาการ ซึ่งจะเน้นส่งเสริมกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกลุ่มยุวเกษตรกรทั่วประเทศ ให้มีใจรักอาชีพเกษตรกรรม พร้อมสืบทอดทายาทเกษตรอาชีพหลักคนไทย