เจรจาส่งออกข้าว-ผลไม้ไทยไปจีนฉลุย ป้องตลาดสำคัญมูลค่า2หมื่นล้านสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425009

x

เจรจาส่งออกข้าว-ผลไม้ไทยไปจีนฉลุย ป้องตลาดสำคัญมูลค่า2หมื่นล้านสำเร็จ

วันอังคาร ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยหลังหารือร่วมกับกระทรวงศุลกากรของจีน ประเด็นการนำเข้าส่งออกสินค้าพืช ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ว่า ผลประชุมครั้งนี้ไทยได้ประโยชน์ต่อการส่งออกสินค้าเกษตรไปจีนหลายด้าน ได้แก่ การขึ้นทะเบียนผู้ผลิตและแปรรูปข้าวส่งออกไปจีน   ซึ่งที่ผ่านมาจีนกำหนดให้ผู้ผลิตและแปรรูปข้าวเพื่อการส่งออกไปจีนต้องได้รับขึ้นทะเบียนจากกระทรวงศุลกากรของจีน โดยให้กรมวิชาการเกษตรตรวจประเมินตามมาตรฐานที่จีนกำหนด แล้วเสนอรายชื่อผู้ผลิตและแปรรูปข้าวให้จีนพิจารณาก่อนที่จีนจะเดินทางมาตรวจประเมินที่ประเทศไทย โดยในชุดแรกมีผู้ผลิตฯผ่านการตรวจประเมินและได้รับขึ้นทะเบียนจากกระทรวงศุลกากรของจีนแล้ว 49 ราย ผู้ผลิตฯ ชุดที่ 2 อยู่ระหว่างรอจีนพิจารณา

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวต่อว่า จีนยังแจ้งว่าจะปรับปรุงรูปแบบการตรวจประเมินใหม่ โดยจะอำนวยความสะดวกให้ผู้ผลิตและแปรรูปข้าวของไทยขึ้นทะเบียนได้เร็วขึ้น ซึ่งจีนจะรับขึ้นทะเบียนและประกาศรายชื่อผู้ผลิตและแปรรูปข้าวของไทยเฉพาะรายที่ปฏิบัติตามกฎระเบียบและเกณฑ์การตรวจประเมินที่จีนกำหนดเท่านั้น จึงนับเป็นข่าวดีของไทย เพราะจีนเป็นตลาดส่งออกข้าวของไทยที่สำคัญอันดับ 2  ด้วยมูลค่าการส่งออกกว่า 14,000 ล้านบาทต่อปี

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังหารือประเด็นส่งออกผลไม้สดจากไทยไปจีน มูลค่าปีละไม่ต่ำ 10,000 ล้านบาท  โดยทั้ง 2 ประเทศ เห็นชอบให้แลกเปลี่ยนข้อมูลรายชื่อสวนและโรงคัดบรรจุผลไม้สด โดยผลไม้ที่ไทยส่งออกไปจีนตามพิธีสารที่ลงนามร่วมกันมี 5 ชนิด ได้แก่ มะม่วง  ทุเรียน ลำไย ลิ้นจี่ และมังคุด เพื่อช่วยตรวจสอบย้อนกลับ กรณีพบปัญหาไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด จะระงับนำเข้าเฉพาะโรงคัดบรรจุที่เกี่ยวข้องชั่วคราวแทนที่จะระงับการส่งออกทั้งประเทศ

ปัจจุบันจีนประกาศรายชื่อสวนและโรงคัดบรรจุของไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้วในเว็บไซต์ โดยตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม  2562 เป็นต้นไป การส่งออกผลไม้ไทยไปจีนทั้ง 5 ชนิดดังกล่าวต้องระบุหมายเลขทะเบียนโรงคัดบรรจุในใบรับรองสุขอนามัยพืช (PC) และระบุหมายเลขทะเบียนสวนและโรงคัดบรรจุในบรรจุภัณฑ์ทุกชิ้น ถ้าไม่เป็นไปตามข้อกำหนดนี้สินค้าผลไม้จะถูกส่งกลับหรือนำไปทำลาย หรือกรณีพบปัญหาร้ายแรง จะแจ้งเตือนมายังกรมวิชาการเกษตร และจีนจะระงับการส่งออกจากโรงคัดบรรจุที่เกี่ยวข้องชั่วคราว

นอกจากนี้ ไทยยังประสบความสำเร็จในการให้จีนอัพเดทข้อมูลรายชื่อสวนและโรงคัดบรรจุให้บ่อยขึ้น จึงขอให้เกษตรกร และผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุผลไม้ส่งออกไปจีน เร่งขอเข้ารับการตรวจรับรองดังกล่าวกับสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร กรมวิชาการเกษตรในพื้นที่เร็วที่สุด เพื่อมิให้เสียโอกาสส่งออกผลไม้ของไทย

‘ไบโอไท’ชี้อำนาจห้ามใช้-ยกเลิกนำเข้าอยู่ที่รมว.เกษตรฯ จี้แบน3สารพิษทันที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425111

'ไบโอไท'ชี้อำนาจห้ามใช้-ยกเลิกนำเข้าอยู่ที่รมว.เกษตรฯ  จี้แบน3สารพิษทันที

‘ไบโอไท’ชี้อำนาจห้ามใช้-ยกเลิกนำเข้าอยู่ที่รมว.เกษตรฯ จี้แบน3สารพิษทันที

วันจันทร์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 19.38 น.

“วิฑูรย์ ชี้อำนาจห้ามใช้ -ยกเลิกนำเข้า อยู่ที่ รมว.เกษตรฯมีอำนาจเต็ม จี้แบน3สารพิษทันที เผยมติลับคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีตัวแทนกระทรวงเกษตรอยู่ในฝ่าย15:6 ไม่แบนทำให้เด็กไทยทุก 1 ใน 2 คนมีโอกาสเกิดมาพร้อมพาราควอตปนเปื้อน

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม นายวิฑูรย์​ เลี่ยน​จำ​​รู​ญ​ ผู้​อำนวยการ​มูลนิธิชีววิถี​ (ไบโอไท) กล่าว​ถึงข้อสั่งการ​ของ นายกฤษฎา​ บุญ​ราช​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้หน่วยราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรตอบว่า รัฐมนตรี​เกษตร​ฯ​ มีอำนาจห้ามการใช้สารเคมีทางการเกษตรหรือไม่
โดยระบุ​ถึงการลงมติแบบไม่เปิดเผยของคณะกรรมการ​วัตถุ​อันตราย​ก่อนหน้านี้​ที่ไม่แบน​3 สารพิษ ด้วยคะแนน 16:5 ซึ่ง​จะทำให้เด็กไทยทุก 1 ใน 2 คนมีโอกาสเกิดมาพร้อมพาราควอตปนเปื้อน จึงเรียกร้องให้แบนพาราควอตโดยทันที ที่ผ่านมาผู้มีอำนาจปัดความรับผิดชอบว่า​ การยกเลิกการใช้สารพิษนั้นไม่ใช่อำนาจของตน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ มีบทบาทเต็มตามกฎหมาย และบทบาทหน้าที่ในการยกเลิกการใช้พาราควอต แต่ก็ไม่ดำเนินการ​ อีก​ทั้งชี้ว่า​ ​กระทรวง​เกษตร​ฯ​ สามารถ​ดำเนินการ​ได้ดังนี้​

1. เมื่อเห็นว่าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชใดมีอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรสามารถเสนอต่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย เพื่อพิจารณาให้เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ก็ทำได้ แต่กระทรวงเกษตรฯกลับไม่ได้ทำตามข้อเสนอของกระทรวงสาธารณสุขและคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง 4 กระทรวงหลัก ก่อนการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายนายกฤษฎา บุญราชให้ข่าวว่าจะเสนอแบนภายในไม่เกิน 3 ปี แต่เมื่อถึงเวลาประชุม ตัวแทนของกระทรวงเกษตรทั้ง 5 คน ที่เข้าประชุมตามคำสั่งของรัฐมนตรี กลับมิได้เสนอให้มีการ “แบนภายในไม่เกิด 3 ปี” แต่กลับเสนอ “จำกัดการใช้” โดย “เมื่อพ้นระยะเวลา 2 ปี แล้วค่อยให้มีการพิจาณากันใหม่” ดังปรากฏหลักฐานข้อเสนอของกระทรวงเกษตรที่เสนอต่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย

แนวปฏิบัติในคณะกรรมการวัตถุอันตรายนั้น หากกระทรวงเกษตรซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบดูแลวัตถุอันตรายประเภทใด กรรมการวัตถุอันตรายก็จะลงมติไปตามนั้น ดังคำให้สัมภาษณ์ของนายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ อดีตอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมว่า “ในทางปฏิบัติคณะกรรมการวัตถุอันตรายจะไม่ค่อยได้ออกความเห็น ถ้าสารเคมีชนิดใดเกี่ยวข้องกับกระทรวงไหน จะให้คณะกรรมการและอนุกรรมการที่มาจากกระทรวงนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ โดยเมื่อคณะอนุกรรมการพิจารณาเสนอเรื่องขึ้นมาแล้ว คณะกรรมการวัตถุอันตรายจะเห็นชอบตามนั้นและออกมาเป็นมติสิ้นสุด”

ดังนั้นการที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมิมติไม่แบนพาราควอตจึงมาจากข้อเสนอของกระทรวงเกษตรเอง ไม่ใช่หน่วยงานอื่น

2. หากกระทรวงเกษตรมีความประสงค์จะให้มีการแบนพาราควอตภายใน 3 ปีจริง ผู้แทนของกระทรวงเกษตร 5 คน ย่อมลงมติให้มีการแบนสารพิษนี้ แต่จากการตรวจสอบ ผู้ที่ลงมติแบนพาราควอต 5 คน ได้แก่ ผู้แทนจากกระทรวงสาธารณสุข 3 คน ผู้ทรงคุณวุฒิ 1 คน และอีก 1 คนนั้นก็มิใช่ตัวแทนของกระทรวงเกษตรแต่ประการใด การอ้างว่า “ผู้แทนกระทรวงเกษตรมี 5 คน โหวตไปก็แพ้เขา” จึงเป็นการโยนบาปให้แก่หน่วยงานอื่น

3. นอกเหนือจากการมีสิทธิในการเสนอให้แบน และลงมติให้แบนโดยการพิจารณาให้พาราควอตเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 แล้ว กระทรวงเกษตรยังมีอำนาจเต็มในการพิจารณาการต่อทะเบียนหรือไม่ต่อทะเบียนวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ได้ด้วย ดังที่ในปี 2555-2556 แม้คณะกรรมการวัตถุอันตรายยังไม่ประกาศให้คาร์โบฟูราน และเมโทมิล เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 แต่กรมวิชาการเกษตร ที่มีนายดำรง จิระสุทัศน์ เป็นอธิบดี และมีนายยุคล ลิ้มแหลมทอง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ก็ไม่อนุญาตให้มีการขึ้นทะเบียน ตามอำนาจหน้าที่ ในประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ.2551 เรื่อง “การขึ้นทะเบียน การออกใบสำคัญและการต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายที่กรมวิชาการเกษตรรับผิดชอบ” เมื่อกระทรวงสาธารณสุขจี้ให้เลิกใช้ จนกระทั่งบัดนี้คาร์โบฟูราน และเมโทมิล ก็มิได้รับอนุญาตให้มีการนำเข้า จำหน่าย และมีไว้ในครอบครองอีกเลย

4. น่าตระหนกที่กระทรวงเกษตรฯได้เพิกเฉยต่อข้อมูลและข้อเสนอแนะของ 1) กระทรวงสาธารณสุข และคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง (ซึ่งมีตัวแทนจาก 4 กระทรวงหลักรวมทั้งกระทรวงเกษตรฯด้วย) 2) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ 3) คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข 4) คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 5) ผู้ตรวจการแผ่นดิน 6) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 7) สภาเกษตรกรแห่งชาติ 8) สภาเภสัชกรรม 9) แพทยสภา 10) เครือข่ายประชาคมวิชาการ 11) เครือข่ายนักธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม 12) องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) และ13) เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง 686 องค์กร ซึ่งอาจถือได้ว่าแทบจะเป็นฉันทามติทางวิชาการและสังคมไทยได้ แต่กลับไปให้ความเชื่อถือแก่ นักวิชาการบางกลุ่มแทน

“มติลับ 16:5 คือมติที่จะทำให้ทารกน้อย 1 ใน 2 คนที่เกิดมา มีพาราควอตปนเปื้อนผ่านครรภ์มารดา โดยตรวจพบได้จาก “ขี้เทา” หลังคลอดส่วนใครจะ “โยนขี้” เรื่องการไม่แบนพาราควอตให้ใคร สังคมไทยจะตัดสินใจเองจากเหตุผลสำคัญ 4 ข้อข้างต้น” นายวิฑูรย์​กล่าว​

รมว.เกษตรฯฉุน!ฟันค่าอบรม เกษตรกรรับจ้างพ่น3สารเคมีอันตราย หัวละ4-5ร้อยบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425051

รมว.เกษตรฯฉุน!ฟันค่าอบรม เกษตรกรรับจ้างพ่น3สารเคมีอันตราย หัวละ4-5ร้อยบาท

รมว.เกษตรฯฉุน!ฟันค่าอบรม เกษตรกรรับจ้างพ่น3สารเคมีอันตราย หัวละ4-5ร้อยบาท

วันจันทร์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 16.37 น.

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2562 รายงานข่าวกระทรวงเกษตรฯ เปิดเผยว่า จากที่กระทรวงเกษตรฯ เสนอมาตรการจำกัดใช้ 3 สารเคมีวัตถุอันตราย พาราควอต ไกลโฟรเซต คอร์ไพริฟอส เพื่อนำไปสู่การยกเลิกใช้ห้ามนำเข้าภายในสองปีนี้ โดยผ่านความเห็นชอบคณะกรรมการวัตถุอันตราย ได้ประกาศใช้กฏกระทรวง 6 ฉบับ กำหนดเกณฑ์ต่างๆจำกัดใช้สารเคมี มีผลบังคับใช้วันที่ 20 ต.ค.ซึ่งกรมวิชาการเกษตร เสนอประกาศเรื่องหลักเกณฑ์เงื่อนไข นำเข้าวัตถุอันตราย 3 ชนิด

พร้อมกับผู้ใช้ผ่านการอบรม รวมทั้งคนรับจ้างพ่นสาร มีใบอนุญาตครอบครอง ได้รับอบรมอย่างเข้มข้น ที่ต้องใช้อย่างปลอดภัย และผู้ขายผ่านการอบรม วิธีการจำหน่าย จัดวางแยกชัดเจน เป็นวัตถุอันตราย ที่จำกัดการใช้ กำหนดฉลาก 3 ชนิด ต่างจากสารตัวอื่น ขนาดควรเป็นเท่าไหร่ เช่น ครึ่งลิตรต่อไร่ สำหรับพืชไร่ เช่น อ้อย ต่อรอบการปลูก และแต่งตั้งเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ ท้องถิ่นเป็นเจ้าหน้าที่ ตามพ.ร.บ.วัตถุอันตราย ควบคุมคนใช้ คนรับจ้าง โดยมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต.เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ควบคุมการใช้สารด้วย

ทั้งนี้ก่อนที่กฏกระทรวงจะมีผลบังคับใช้ ได้วางมาตราการอบรมเกษตรกร ผู้รับจ้างพ่นสาร โดยกรมวิชาการเกษตร ได้ของบประมาณจากสำนักงบประมาณ 98 ล้านบาท เพื่อมาใช้จ่ายในการอบรมเกษตรกร 1.5 ล้าน ครอบครัว ที่จะได้เพียงครอบครัวละ 1 ใบอนุญาต เมื่อผ่านการอบรมจะสามารถใช้เลขที่บัตรประชาชน ไปแจ้งขอซื้อสารเคมีดังกล่าวได้ที่ร้านค้า หากไม่ผ่านการอบรมจะไม่มีสิทธิ์ซื้อ ส่วนผู้รับจ้างพ่นสารเคมี หากไม่ผ่านจะพ่นสารไม่ได้ โดยร้านค้าที่จำหน่ายจะต้องให้มีการอบรมวิธีการเก็บสารเคมี และการจำหน่ายให้กับผู้ใช้อย่างถูกต้อง หากกระทำผิดจะมีโทษตามกฎหมายทั้งจำและปรับ

แต่กลับมีเรื่องร้องเรียนจากหลายพื้นที่ ถึงการลักลอบนำเข้าสารจากต่างประเทศจำนวนมาก และในการจัดอบรม เจ้าหน้าที่ได้เรียกค่าอุปกรณ์การอบรมจากเกษตรกรและผู้รับจ้างพ่นยา รายละ 450-500 บาท มาถึง รมว.เกษตรฯ ทำให้ไม่พอใจอย่างมาก จึงตัดสินใจที่จะหาช่องกฏหมายห้ามนำเข้า 3 สาร เพราะก่อนหน้านี้มีการหารือถึงค่าใช้จ่ายอุปกรณ์ในการอบรม ควรให้บริษัทเอกชน ห้างร้านต่างๆที่จำหน่ายสารเคมี ออกค่าใช้จ่ายร่วมกับภาครัฐในการจำกัดการใช้สารด้วย

นอกจากนี้ตัวเลขการนำเข้ากลับไม่ได้ลดลง 50% ตามที่เสนอไว้กับคณะกรรมการวัตถุอันตราย โดยกรมวิชาการเกษตร ได้รายงานปริมาณนำเข้า วัถตุอันตราย3ชนิด ช่วงปี 57-61 เช่น สารพาราควอต 21,325 ตัน /30,388 ตัน/31,508ตัน/44,501 ตัน/21,412ตัน ตามลำดับ สารไกลโฟรเซต 63,104 ตัน/59,088 ตัน/62,363 ตัน/59,872ตัน/48,822ตัน และสารคอร์ไพริฟอส 2,380ตัน/1,983ตัน/2,071ตัน/3,324ตัน/1,928ตัน

ทั้งนี้เอกชนได้เสนอขอโควตานำเข้าล่าสุดปี62 สารพาราควอต 21,709 ตัน ไกลโฟรเซต 48,501 ตัน คอร์ไพริฟอส 932ตัน

กรมการข้าวแนะรับมือฝนทิ้งช่วง! ชวนทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ประหยัดน้ำลดต้นทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425042

กรมการข้าวแนะรับมือฝนทิ้งช่วง! ชวนทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ประหยัดน้ำลดต้นทุน

กรมการข้าวแนะรับมือฝนทิ้งช่วง! ชวนทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ประหยัดน้ำลดต้นทุน

วันจันทร์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 16.17 น.

“กรมการข้าว แนะชาวนารับมือฝนทิ้งช่วง ชวนทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ประหยัดน้ำ30-50% ลดต้นทุนร้อยละ30”

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2562 นายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า จากข้อมูลของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) ได้ออกเตือนเกษตรกรถึงการเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคมเป็นต้นไป จนถึงเดือนกันยายน 2562 จึงจำเป็นต้องวางแผนในการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนหลัก ที่มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำไม่ถึงร้อยละ 30 ให้มีประสิทธิภาพ โดยในปลายปี 2562 ถึงต้นปี 2563 อาจจะเกิดวิกฤตภัยแล้งได้ จึงขอให้พี่น้องชาวนา-เกษตรกรบริหารจัดการน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เพียงพอต่อการอุปโภค/บริโภค รวมไปถึงการทำนาปลูกข้าว ที่จำเป็นจะต้องใช้น้ำในการดูแลผลผลิต

จากสถานการณ์น้ำข้างต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะฝนทิ้งช่วงย่อมมีปัญหาต่อการปลูกข้าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตามกรมการข้าวได้มีงานวิจัยการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งในการทำนา พบว่า สามารถช่วยประหยัดน้ำได้ถึงร้อยละ 30-50 ขึ้นอยู่กับชนิดของดินและสภาพอากาศในแต่ละพื้นที่ ซึ่งการทำนาแบบให้น้ำขังตลอดฤดูปลูกซึ่งเป็นวิธีปกติของชาวนาทั่วไปจะต้องใช้น้ำประมาณ 1,200 ลบ.ม./ไร่/ฤดู อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงสูบน้ำได้ 30%

นอกจากนี้ในสภาพดินแห้ง รากข้าวได้รับอากาศสามารถแตกรากข้าวใหม่มากขึ้นเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซับธาตุอาหารได้ดีขึ้น ต้นข้าวแข็งแรงขึ้น ทนต่อโรคและแมลงศัตรูข้าวได้ดีขึ้น เป็นผลให้ลดการใช้ปุ๋ยและสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูข้าวอีกทางหนึ่ง

ขั้นตอนของการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งในนาข้าว มีดังนี้ 1.การเตรียมดิน 2.ปรับให้พื้นที่สม่ำเสมอ 3.ปลูกข้าว (หว่าน ปักดำ หรือหยอด) 4.ถ้าปลูกด้วยวิธีการหว่าน หลังหว่านข้าวให้ระบายน้ำให้แห้งเพื่อให้เมล็ดข้าวงอกสม่ำเสมอ พ่นสารคุม-ฆ่าวัชพืชหลังหว่านข้าว 10 วัน และเอาน้ำเข้าแปลงหลังพ่นสารภายใน 2 วัน ประมาณ ครึ่งต้นข้าว รักษาระดับน้ำไว้จนถึงช่วงการใส่ปุ๋ยรองพื้น 5.เมื่อข้าวอายุ 20-25 วันให้ใส่ปุ๋ยรองพื้น 6.หลังจากหว่านปุ๋ยรองพื้น ปล่อยน้ำในนาให้แห้งไปโดยธรรมชาติจนน้ำอยู่ที่ระดับ 15 เซนติเมตรใต้ผิวดิน สูบน้ำเข้าแปลงจนระดับน้ำสูง 5 เซนติเมตรเหนือผิวดิน

จากนั้นปล่อยน้ำให้แห้งไปตามธรรมชาติ ทำสลับกันไปจนถึงช่วงการใส่ปุ๋ยแต่งหน้า ที่ระยะกำเนิดช่อดอก หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าระยะข้าวแต่งตัว และ7.ใส่ปุ๋ยแต่งหน้า และรักษาระดับน้ำในแปลงให้อยู่ที่ 5 เซนติเมตรเหนือผิวดิน จนถึงก่อนเก็บเกี่ยว 10 วัน จึงปล่อยให้แปลงแห้งเพื่อให้ข้าวสุกแก่สม่ำเสมอและสะดวกต่อการเก็บเกี่ยว

ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกในการดูระดับน้ำ ให้ติดตั้งท่อดูน้ำ 1-2 จุด ในแปลงนา (ท่อดูระดับน้ำเป็นท่อพีวีซีขนาดความยาว 25 ซม.เส้นผ่านศูนย์กลาง 4 นิ้ว เจาะรูด้วยสว่านเส้นผ่านศูนย์กลางหุนครึ่งถึงสองหุน 4-5 แถวรอบๆ ท่อ แต่ละรูห่างกัน 5 ซม. ฝังลงไป 20 ซม. ให้ปากท่อโผล่ขึ้นพ้นผิวดิน 5 ซม.)

เพื่อให้เกษตรกรผลิตข้าวในสภาวะน้ำชลประทานมีจำกัดให้เกิดประโยชน์และประสิทธิสูงสุด กรมการข้าว มีเป้าหมายส่งเสริมแก่เกษตรกรทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องไม่เฉพาะในช่วงฤดูแล้งหรือฝนทิ้งช่วงเท่านั้น เนื่องจากน้ำเป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไปต้องรณรงค์ให้ใช้อย่างประหยัดรู้ค่าเพื่อความมั่นในอนาคต ชาวนาที่สนใจหรือมีข้อสงสัย สามารถสอบถามได้ที่ศูนย์วิจัยข้าวหรือศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวใกล้บ้านท่าน

‘กฤษฏา’ประกาศแตกหัก! 3สารเคมีการเกษตรอันตราย พิจารณากม.ห้ามนำเข้า-ห้ามใช้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425008

'กฤษฏา'ประกาศแตกหัก! 3สารเคมีการเกษตรอันตราย พิจารณากม.ห้ามนำเข้า-ห้ามใช้

‘กฤษฏา’ประกาศแตกหัก! 3สารเคมีการเกษตรอันตราย พิจารณากม.ห้ามนำเข้า-ห้ามใช้

วันจันทร์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 15.13 น.

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2562 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการด่วนที่สุดถึงปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ให้เร่งดำเนินการพิจารณาข้อกฏหมายหรือผู้เกี่ยวข้องให้ไปช่วยกันพิจารณาหาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงว่า 1.ปัจจุบันมีสารธรรมชาติหรือวิธีการกำจัดวัชพืช ศัตรูพืชอื่นใดที่สามารถใช้แทน 3 สารเคมีวัตถุอันตรายที่ใช้ในการเกษตร คือพาราควอต ไกลโฟเซส คอร์ไพริฟอส ได้แล้วหรือไม่ 2.ตามกฎหมายวัตถุอันตรายและหรือกฎหมายอื่นๆ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ มีอำนาจออกคำสั่งห้ามใช้หรือห้ามนำเข้า สารเคมีทั้ง 3 ชนิดได้ทันทีหรือไม่

“ถ้ามีองค์ประกอบครบทั้ง 2 ข้อ นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯ จะใช้อำนาจตามกฎหมายนั้นสั่งหยุดหรือห้ามนำสารเคมีทั้ง 3 ชนิดเข้ามาในประเทศทันที เพราะรมว.กระทรวงเกษตรฯก็ไม่ต้องการทำร้ายประชาชนครับ” นายกฤษฎา กล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า ได้โทรสายตรงย้ำกับปลัดเกษตรฯและอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ให้เวลาภายใน7วันนี้ ต้องได้ข้อกฏหมายที่เป็นลายอักษร บันทึกผ่านปลัดกระทรวงเกษตรฯ ส่งมาถึงรมว.เกษตรฯ ถ้ากฏหมายเปิดช่องให้ทำได้ ตนพร้อมจะเซ็นลงนามก่อนออกจากตำแหน่ง เพราะขณะนี้แม้มีมาตรการจำกัดการใช้ 3 สารเคมี แต่กลับพบมีการกล่าวหาร้องเรียนเข้ามา ว่ายังมีการลักลอบนำเข้าสารเคมีมาในราชอาณาจักรได้ และส่งผลการลดนำเข้าอาจไม่ได้ผลเป็นรูปธรรม

ซึ่งหากหน่วยงานยังไม่เห็นด้วยกับการห้ามนำเข้าทันที จะมีมาตรการเข้มงวดที่ได้ผลมีประสิทธิภาพกว่าปัจจุบันได้หรือไม่ เป็นเรื่องจำเป็นที่หน่วยงงานที่รับผิดชอบต้องชี้แจงต่อสาธารณะชน ว่าจะป้องการลักลอบนำเข้าสารเคมีอย่างไร ถ้าจะยกเลิกใช้สารอีก 2 ปีข้างหน้า ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย

“มาตรการทั้งหมดก็จะพยายามทำให้เป็นผลสำเร็จ เพราะหลายฝ่ายบอกว่ายกเลิกนำเข้าได้ ต้องสั่งให้ข้าราชการที่มีหน้าที่ไปตรวจสอบว่าเลิกได้หรือไม่ ถ้ามีทั้ง 2 ข้อ พร้อมจะสั่งทันที” นายกฤษฏา กล่าว

กษ.ไฟเขียวมาตรการบริหารผลไม้เหนือ-ใต้ปี’62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/424797

x

กษ.ไฟเขียวมาตรการบริหารผลไม้เหนือ-ใต้ปี’62

วันจันทร์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ครั้งที่ 3/2562 โดยมีว่าที่ร้อยตรีสมสวย ปัญญาสิทธิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) เข้าร่วมประชุม พร้อมผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร โดยสถานการณ์ไม้ผลภาคเหนือ ประกอบด้วย ลำไย 8 จังหวัดภาคเหนือ ปี 2562 มีปริมาณผลผลิต 624,321 ตัน แบ่งเป็น ลำไยในฤดู 341,028 ตัน ลำไยนอกฤดู 283,293 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา ปริมาณ 675,549 ตัน ลดลง 7.5% เนื่องจากสภาพภูมิอากาศเกิดฝนแล้ง ปริมาณน้ำฝนไม่เพียงพอ อากาศร้อน เกิดพายุและวาตภัย ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak)เดือนสิงหาคม ส่วนลิ้นจี่ ปี 2562 มีปริมาณผลผลิต 26,278 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา ปริมาณ 41,220 ตัน ลดลง 36.25% เกิดภาวะฝนทิ้งช่วง อากาศร้อนจัด แห้งแล้ง เกษตรกรลดการดูแลรักษาเพราะราคาไม่จูงใจ ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) เดือนพฤษภาคม

สำหรับสถานการณ์ไม้ผลภาคใต้ ประกอบด้วย ทุเรียน มังคุด เงาะและลองกอง ปี 2562 ทุเรียน มีปริมาณผลผลิต 445,220 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา 304,267 ตัน เพิ่มขึ้น 46.33% เนื่องจากเนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้นราคาดี จูงใจให้เกษตรกรบำรุงรักษาดูแลผลผลิตดีขึ้น ทำให้ต้นสมบูรณ์ ออกดอกและติดผลมากขึ้น ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) เดือนสิงหาคม มังคุด มีปริมาณผลผลิต 156,118 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา 110,364 ตัน เพิ่มขึ้น 41.46% เนื่องจากเนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้น ต้นสมบูรณ์ออกดอกและติดผลมากขึ้น ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) เดือนกรกฎาคม – เดือนสิงหาคม เงาะ มีปริมาณผลผลิต 69,371 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา 71,884 ตัน ลดลง 3.5% สาเหตุจากอากาศร้อนจัดและน้ำไม่เพียงพอช่วงเดือนเมษายนส่งผลให้ดอกร่วง ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) เดือนสิงหาคม – เดือนกันยายน และลองกอง มีปริมาณผลผลิต 67,687 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา 42,870 ตัน เพิ่มขึ้น 57.89% เนื่องจากมีช่วงแล้งเหมาะสมกับการส่งออก และต้นสมบูรณ์ออกดอกเพิ่มขึ้น ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) เดือนกันยายน – เดือนตุลาคม

ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นชอบแผนบริหารจัดการผลไม้ ปี 2562 โดยผลไม้ภาคเหนือ ได้แก่ ลำไย เน้นบริหารจัดการลำไยในฤดูปริมาณ 341,028 ตัน แผนบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้เน้นผลผลิตในฤดู รวม 580,401 ตัน แบ่งเป็น ทุเรียน 366,938 ตัน มังคุด 145,025 ตัน เงาะ 68,438 ตัน โดยบริหารจัดการเชิงปริมาณเน้นกระจายผลผลิตในประเทศ แปรรูปและส่งออก ส่วนการบริหารจัดการเชิงคุณภาพ ส่งเสริมให้เกษตรกรดูแลผลผลิตตั้งแต่ระยะก่อนเก็บเกี่ยว เก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว และหลังเก็บเกี่ยว พัฒนาคุณภาพผลผลิตไม้ผลสู่มาตรฐานและยกระดับสู่การรับรอง GAP โดยเฉพาะทุเรียนต้องเร่งป้องปรามผลผลิตทุเรียนด้อยคุณภาพออกสู่ตลาด กำหนดมาตรการควบคุมทุเรียนอ่อน พัฒนาล้ง/จุดรับซื้อให้ได้มาตรฐาน GMP เป็นต้น

รายงานพิเศษ : ‘ไทยนิยม ยั่งยืน’บรรเทาทุกข์เกษตรกรเขาสวนกวาง ขยายธุรกิจแปรรูปมันเชื่อมเครือข่ายสหกรณ์โคนม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/424798

รายงานพิเศษ : ‘ไทยนิยม ยั่งยืน’บรรเทาทุกข์เกษตรกรเขาสวนกวาง  ขยายธุรกิจแปรรูปมันเชื่อมเครือข่ายสหกรณ์โคนม

รายงานพิเศษ : ‘ไทยนิยม ยั่งยืน’บรรเทาทุกข์เกษตรกรเขาสวนกวาง ขยายธุรกิจแปรรูปมันเชื่อมเครือข่ายสหกรณ์โคนม

วันจันทร์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาดและราคาตกต่ำ เป็นปัญหาหลักของภาคการเกษตรในบ้านเรา สหกรณ์การเกษตรหลายแห่ง ได้เข้ามามีบทบาทแก้ปัญหานี้ให้สมาชิก และหลายแห่งก็มีผลการดำเนินงานน่าพอใจ หนึ่งในนั้นคือสหกรณ์การเกษตรเขาสวนกวาง อำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น

พื้นที่อำเภอเขาสวนกวาง เป็นที่ราบสูง เกษตรกรปลูกพืชไร่เป็นหลัก และประสบปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ ขาดปัจจัยการผลิตและเงินทุน จึงรวมกลุ่มตั้งสหกรณ์การเกษตรเขาสวนกวาง จำกัด เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2521 จวบจนวันนี้ กลายเป็นสหกรณ์ขนาดใหญ่ มีสมาชิกถึง 1,700 กว่าคน ปลูกมันสำปะหลังเป็นพืชหลัก โดยสหกรณ์การเกษตรเขาสวนกวาง จำกัด มีบทบาทรวบรวมผลผลิตหัวมันสดให้แก่โรงงานในพื้นที่ ในลักษณะซื้อมาขายไป แต่ประสบปัญหาการขนส่งไม่สะดวกให้บริการสมาชิกได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากตัวสหกรณ์ (ตั้งอยู่ในตำบลคำม่วง) ห่างไกลจากพื้นที่เพาะปลูก อีกทั้ง สหกรณ์มีพื้นที่ลานตากไม่เพียงพอ ไม่สามารถสร้างเพิ่มได้ เกษตรกรจำต้องนำผลผลิตขายให้ผู้รับซื้อเอกชนในพื้นที่ จึงขาดอำนาจต่อรอง ทำให้ขายได้ราคาต่ำ สหกรณ์การเกษตรเขาสวนกวาง จำกัด จึงได้ขอรับเงินอุดหนุนจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ในส่วนที่เป็นงบประมาณพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแก่สถาบันเกษตรกรจัดเก็บพืชผลทางการเกษตร (แก้มลิง) ในการจัดสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

นางปริยากร ศิริพากุล ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเขาสวนกวาง จำกัด เล่าถึงงบประมาณจากโครงการนี้ว่า ได้รับการสนับสนุน 5,696,000 บาท นำมาจัดสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดเก็บผลผลิตสินค้าเกษตร 3 รายการ ได้แก่ ลานตาก ขนาด 4,000 ตารางเมตร, ฉาง ขนาด 500 ตัน และเครื่องชั่งพร้อมโรงคลุม ขนาด 50 ตัน ในพื้นที่ตำบลนางิ้ว ซึ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูก เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่ง ทำให้สหกรณ์รวบรวมผลผลิตได้มากขึ้น โดยเฉพาะมันสำปะหลังที่ส่วนใหญ่จะนำมาแปรรูปเป็นมันเส้น ส่งขายให้ชุมนุมสหกรณ์โคนมในจังหวัดขอนแก่น ที่ให้ราคาดีกว่าการจำหน่ายเป็นหัวมันสดแบบที่ผ่านมา

“สำหรับการรวบรวมมันสำปะหลัง คิดว่าเป็นธุรกิจหนึ่งของสหกรณ์ที่ดี เพราะว่าถ้าแปรรูปแล้ว เราสามารถกำหนดราคาได้ ตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2561 เป็นต้นมา เราก็รวบรวมได้ประมาณพันกว่าตัน ผลการดำเนินงานปีบัญชีล่าสุด (31 มีนาคม พ.ศ. 2562) มีผลกำไรสุทธิประจำปี 9 ล้าน 6 แสนบาทเศษ ถือว่างบอุดหนุนของรัฐบาล ผ่านกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ทำให้ธุรกิจของสหกรณ์เพิ่มขึ้น สามารถบริการสมาชิกเกือบครบวงจร เมื่อก่อนแค่ซื้อมาขายไป ปัจจุบันก็ทำแปรรูป คู่ค้ายืนยันได้ว่า มันเส้นเรามีคุณภาพ ไม่พอต่อความต้องการ”

นางนิตยา ไสววรรณ เกษตรกรสมาชิกสหกรณ์การเกษตรเขาสวนกวาง จำกัด ได้สะท้อนถึงการดำเนินงานของสหกรณ์ว่า สหกรณ์มีส่วนช่วยเหลือด้านเงินทุน ปัจจัยการผลิต แนะนำส่งเสริมการเพาะปลูกมาโดยตลอด จนเธอมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ต่อมาเมื่อได้ก่อสร้างลานตากผลผลิต พร้อมเครื่องชั่ง และฉาง ด้วยงบประมาณอุดหนุนจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ยิ่งทำให้สหกรณ์สามารถช่วยเหลือเกษตรกรด้วยการรับซื้อผลผลิตได้ในปริมาณมากขึ้น และให้ราคาสูงขึ้นเมื่อนำไปแปรรูป เธอและคนอื่นๆ ในชุมชนไม่ต้องขนไปขายไกล ทั้งยังสามารถไว้ใจในระบบบริหารจัดการ มั่นใจในตราชั่งที่ได้มาตรฐาน มีความแม่นยำ ทำให้ขายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรม

“พอมีสหกรณ์มารองรับ เราขายได้ในราคาที่เป็นธรรม เราก็พอใจ สหกรณ์เขาก็รองรับของเรา เกษตรกรทั่วไปก็มาใช้บริการได้ ไม่ใช่แต่สมาชิกอย่างเดียวค่ะ เขาก็ดีมากๆ อันนี้คือประโยชน์ที่ดีของสหกรณ์”

ด้านนางยุพดี สารทอง ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจสหกรณ์ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดขอนแก่น กล่าวถึงประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการนี้ว่าในส่วนของสหกรณ์เอง เมื่อได้มีการเพิ่มธุรกิจแปรรูปผลผลิตขึ้นมา ทำให้เกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายกับสหกรณ์โคนม ที่มีความต้องการมันเส้นเพื่อการผลิตอาหารสัตว์ นอกเหนือจากเครือข่ายหรือโรงงานแป้งที่รับซื้อมันสำปะหลังสด ส่วนสมาชิกเอง ก็ไม่ต้องกังวล เพราะมีตลาดรับซื้อผลผลิตที่แน่นอน และเป็นตลาดที่ให้ความยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของราคา เรื่องของตาชั่ง

“รวมทั้งการที่สหกรณ์ได้เป็นผู้รวบรวมผลผลิตนี้ ยังเป็นการชะลอไม่ให้ผลผลิตออกสู่ตลาดมากเกินไป ชะลอไว้เพื่อที่จะขายให้กับตลาดภายนอก หรือชะลอไว้เพื่อที่จะแปรรูปเป็นมันเส้น เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรเพิ่มมากขึ้น” คุณยุพดี กล่าวทิ้งท้าย ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ที่ได้จากงบประมาณสนับสนุนของโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ที่มีต่อการแก้ปัญหาหลักของภาคการเกษตร

นับเป็นอีกหนึ่งต้นแบบของการบริหารจัดการงบประมาณที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อการยกระดับความเข้มแข็งของเกษตรกรและสหกรณ์ให้เป็นกลไกการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มขีดความสามารถของชุมชนอย่างยั่งยืน

ชายคาพระพิรุณ : 8 กรกฎาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/424795

586851

ชายคาพระพิรุณ : 8 กรกฎาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ช่วงนี้ผลไม้หลายชนิดกำลังทยอยออกสู่ตลาด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ได้เปิดเผยถึงสถานการณ์ไม้ผลเศรษฐกิจของประเทศ ประจำปี 2562 ว่าไม้ผลภาคเหนือ ประกอบด้วย ลำไยใน 8 จังหวัดภาคเหนือ ปีนี้มีปริมาณผลผลิต จำนวน 624,321 ตัน แบ่งเป็น ลำไยในฤดู 341,028 ตัน ลำไยนอกฤดู 283,293 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา ปริมาณ 675,549 ตัน ลดลง 7.5% เนื่องจากสภาพภูมิอากาศเกิดฝนแล้ง ปริมาณน้ำฝนไม่เพียงพอ อากาศร้อน เกิดพายุร้อนและวาตภัย ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) จะอยู่ในเดือนสิงหาคม ส่วนลิ้นจี่ มีปริมาณผลผลิต จำนวน 26,278 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา ปริมาณ 41,220 ตัน ลดลง 36.25% สาเหตุเกิดจากภาวะฝนทิ้งช่วง อากาศร้อนจัด แห้งแล้ง เกษตรกรลดการดูแลรักษาเพราะราคาไม่จูงใจ ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) อยู่ในเดือนพฤษภาคม ผลผลิตไม่เพียงพอจำหน่าย

สำหรับสถานการณ์ไม้ผลภาคใต้ ประกอบด้วย ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ปี 2562 ทุเรียน มีปริมาณผลผลิต จำนวน 445,220 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา จำนวน 304,267 ตัน เพิ่มขึ้น 46.33% เนื่องจากเนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้น ราคาดี จูงใจให้เกษตรกรบำรุงรักษาดูแลผลผลิตดีขึ้น ทำให้ต้นมีความสมบูรณ์ ออกดอกและติดผลมากขึ้น ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) อยู่ในเดือนสิงหาคม มังคุด มีปริมาณผลผลิต จำนวน 156,118 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา จำนวน 110,364 ตัน เพิ่มขึ้น 41.46% เนื่องจากเนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้น ต้นมีความสมบูรณ์ออกดอกและติดผลมากขึ้น ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) เดือนกรกฎาคม – เดือนสิงหาคม เงาะ มีปริมาณผลผลิต จำนวน 69,371 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา จำนวน 71,884 ตัน ลดลง 3.5% สาเหตุจากอากาศร้อนจัดและน้ำไม่เพียงพอในช่วงเดือนเมษายนส่งผลให้ดอกร่วง ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) เดือนสิงหาคม – เดือนกันยายน และลองกอง มีปริมาณผลผลิต จำนวน 67,687 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา จำนวน 42,870 ตัน เพิ่มขึ้น 57.89% เนื่องจากมีช่วงแล้งเหมาะสมกับการออกดอก และต้นมีความสมบูรณ์ออกดอกเพิ่มขึ้น ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) เดือนกันยายน – เดือนตุลาคม โดยที่ประชุมคณะกรรมการฯ เห็นชอบแผนบริหารจัดการผลไม้ ปี 2562 เพื่อให้จังหวัดใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในการบริหารจัดการผลไม้ในฤดูกาลผลิต ปี 2562 แบบเบ็ดเสร็จด้วยตัวเอง โดยผ่านกลไกคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาอันเนื่องมาจากผลผลิตการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) ให้เป็นไปตามกลไกตลาดปกติ ในเชิงปริมาณเน้นการจัดสมดุลอุปสงค์และอุปทาน ในเชิงคุณภาพสอดคล้องตามยุทธศาสตร์พัฒนาผลไม้ไทย พ.ศ. 2558 – 2564 โดยผลไม้ภาคเหนือ ได้แก่ ลำไย เน้นบริหารจัดการลำไยในฤดู ปริมาณ 341,028 ตัน แผนบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้เน้นผลผลิตในฤดู รวม 580,401 ตัน แบ่งเป็น ทุเรียน จำนวน 366,938 ตัน มังคุด จำนวน 145,025 ตัน เงาะ จำนวน 68,438 ตัน โดยการบริหารจัดการเชิงปริมาณ ได้แก่ การกระจายผลผลิตในประเทศ ด้วยวิธีการกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตผ่านผู้ประกอบการ (ล้ง) วิสาหกิจชุมชน ศูนย์คัดแยกผลไม้ชุมชน สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร Modern Trade ไปรษณีย์/ตลาดออนไลน์ ตลาดค้าผลไม้ภายในจังหวัด การจำหน่ายตรงผู้บริโภค การจัดงานประชาสัมพันธ์ เป็นต้น การแปรรูป ด้วยวิธีการแช่แข็ง อบแห้ง กวน ทอด และการส่งออก (ผลสด)

การทำบัญชีครัวเรือน เป็นเครื่องมือนำทางให้ผู้ทำบัญชี รู้จักคิด รู้จักจ่าย รู้จักออมและเกิดแรงจูงใจที่จะปรับเปลี่ยนตนเองสู่ชีวิตที่ดียิ่งขึ้น และก่อเกิดแนวคิดพัฒนาอาชีพ ทำให้รู้รายได้ รู้รายจ่าย มีเงินออม ซึ่งเด็กและเยาวชนเป็นอีกกลุ่มเป้าหมายที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญ โดยมุ่งเน้นให้เยาวชนนักเรียนตระหนักและเห็นประโยชน์ของการบันทึกบัญชี และสามารถจัดทำบัญชีรับ-จ่ายของตนเอง รวมทั้ง ยังเป็นการสร้างและผลักดันให้เยาวชนนักเรียนเป็นกลไกในการขับเคลื่อนการจดบันทึกบัญชีและเป็นเครือข่ายในการถ่ายทอดความรู้ด้านการจดบันทึกบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือนให้กับบุคคลในครอบครัวและบุคคลผู้ใกล้ชิด ซึ่งเป็นการปลูกฝังการสร้างวินัยทางการเงินให้เยาวชนรู้จักการวางแผนการใช้จ่ายเงิน นำไปสู่การดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เมื่อเร็วๆนี้ นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จึงมีนโยบายให้ กองประสานงานโครงการพระราชดำริ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ นำโดยนางสาวปัทมนันท์ ผดุงชีวิต ผู้อำนวยการกลุ่มประสานงานและติดตามผล พร้อมด้วยบุคลากรในสังกัด เป็นวิทยากรบรรยายในโครงการ “ออมไม่อด จดไม่จน” ร่วมกับสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ จัดอบรมสอนแนะการจัดทำบัญชีต้นกล้าเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 320 ราย เพื่อส่งเสริมให้เด็กมีความรู้ ความเข้าใจ การจดบันทึกบัญชีรายรับ–รายจ่ายที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ปลูกฝังให้เด็ก และเยาวชน รู้จักการออมเงิน รู้คุณค่าของเงิน และมีวินัยทางการเงินมากขึ้น และแจกสมุดบัญชีต้นกล้าเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่นักเรียนที่เข้ารับการอบรมพร้อมทั้งแนะนำการบันทึกบัญชีด้วยมือถือโปรแกรม “Smart Me” ซึ่งเป็นนวัตกรรมการบันทึกบัญชีของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ นอกจากนี้ยังมีการประกวดแต่งคำขวัญเกี่ยวกับการออม และมอบรางวัลให้แก่นักเรียนที่ชนะการประกวด ณ โรงเรียนเบญจมราชาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นับเป็นนโยบายที่ดี ที่จะช่วยปลูกฝังให้เยาวชนได้รู้จักการออมตั้งแต่วันนี้ เพื่อสบายในวันข้างหน้า…

ขุนเกษตรา

สทนช.เดินสายทั่วปท.แจงแผนแม่บทน้ำ20ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/424796

x

สทนช.เดินสายทั่วปท.แจงแผนแม่บทน้ำ20ปี

วันจันทร์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวในงานสัมมนา เรื่อง “บริบทใหม่การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี และ พ.ร.บ.น้ำ พ.ศ. 2561” ว่า การสัมมนาครั้งนี้ เป็น 1 ใน 9 ครั้งที่ สทนช. จัดขึ้นในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อสร้างการรับรู้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และร่างกฎหมายลำดับรองตามพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องรับทราบ นำไปสู่การขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำต่อไป

“บริบทใหม่การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศนั้น ประกอบด้วย 4 เสาหลัก คือ 1.แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 2.องค์กรกลาง ได้แก่ คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) สทนช. กรรมการลุ่มน้ำ 3.พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 และ 4.การพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีที่จะขับเคลื่อนแผนแม่บทให้ไปสู่เป้าหมายตามวิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้ โดย สทนช. ให้ความสำคัญกับการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับบริบทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศของคณะกรรมการลุ่มน้ำทั่วประเทศ เนื่องจากตามพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 คณะกรรมการลุ่มน้ำจะต้องเป็นผู้ที่จัดทำแผนแม่บทการใช้ การพัฒนา การบริหารจัดการ การบำรุงรักษา การฟื้นฟูและการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำ เสนอต่อคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อใช้บริหารจัดการน้ำในพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพต่อไป” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

ทั้งนี้ ในการสัมมนาครั้งนี้ ยังบรรยายสร้างความรู้ความเข้าใจแนวทางคัดเลือกกรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำในคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ อำนาจ หน้าที่ การดำเนินงานขององค์กรผู้ใช้น้ำ หลักเกณฑ์ ขั้นตอน และวิธีการก่อตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำด้วย

‘กฤษฏา’ห่วงปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ฝากรมต.คนใหม่เดินหน้าขับเคลื่อน’ระบบเกษตรพันธสัญญา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/424756

'กฤษฏา'ห่วงปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ   ฝากรมต.คนใหม่เดินหน้าขับเคลื่อน'ระบบเกษตรพันธสัญญา'

‘กฤษฏา’ห่วงปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ฝากรมต.คนใหม่เดินหน้าขับเคลื่อน’ระบบเกษตรพันธสัญญา’

วันอาทิตย์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 13.43 น.

“กฤษฎา” ฝากรัฐมนตรีใหม่เดินหน้า “ระบบเกษตรพันธสัญญา” ชี้เป็นกลไกยกระดับคุณภาพการผลิตเกษตรกรไทย ดันราคาสินค้าเกษตรพุ่ง รับประกันราคาซื้อแน่นอน-เป็นธรรมเผยล่าสุดผู้ประกอบธุรกิจด้านเกษตรชั้นนำแห่ขึ้นทะเบียนแล้ว 214 ราย​ ครอบคลุมธุรกิจพืช- สัตว์-ประมง

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีเกษตรกรและผู้ประกอบการสนใจทำเกษตรระบบพันธสัญญาเพิ่มมากขึ้น จากที่กระทรวงเกษตรฯ ขับเคลื่อนตามพ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 ตั้งแต่ 27 พ.ย. 2560 จนถึงปัจจุบัน (มิ.ย. 62) การรับแจ้งการประกอบธุรกิจนั้น ล่าสุดมีผู้ประกอบการมาแจ้งประกอบธุรกิจแล้ว 225 ราย ยืนยันการรับแจ้งและขึ้นทะเบียนแล้ว 214 ราย​ ประกอบด้วย ด้านพืช 160 ราย ด้านปศุสัตว์ 39 ราย ด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 11 ราย ด้านปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 1 ราย ด้านพืช ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 1 ราย ด้านพืชและด้านปศุสัตว์ 2 ราย และมีส่วนที่อยู่ระหว่างตรวจสอบเอกสารหลักฐาน 11 ราย

รมว.เกษตร กล่าวต่อว่า สำหรับพ.ร.บเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 ถือเป็นกฎหมายใหม่ที่ผลักดันสำเร็จในสมัยรัฐบาลสมัย “คสช.” โดยมีสาระสำคัญคือ ให้ผู้ประกอบการธุรกิจทางการเกษตรเข้ารับซื้อผลผลิตทางการเกษตรจากเกษตรกร​โดยตรง กำหนดให้ทำสัญญาปริมาณการรับซื้อและรับประกันราคา ซึ่งเป็นระบบเกษตรกรรมที่จะช่วยให้เกษตรกรมีผู้รับซื้อผลผลิตแน่นอนตามราคาที่ตกลงกัน ขณะที่ผู้ประกอบการสามารถจัดหาผลผลิตได้ปริมาณตามตลาดต้องการ

นอกจากนี้ กฏหมายเกษตรพันธสัญญา ถือเป็นการผลิกมิติใหม่ให้กับภาคเกษตรไทยจากเดิมเกษตรกรใช้ระบบการผลิตแบบครัวเรือนหรือในฟาร์มขนาดเล็กซึ่งต้นทุนการผลิตสูง เผชิญกับความเสี่ยงด้านรายได้ที่ไม่แน่นอน ขณะที่กลุ่มบริษัทธุรกิจการเกษตรที่เดิมเป็น “คนกลาง” นั้นไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรวบรวมสินค้าเกษตรและส่งออกแล้ว แต่เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงของโลกข้างต้นทำให้การผลิตภาคการเกษตรปรับกระบวนการเป็น “อุตสาหกรรมการเกษตร” คือ เน้นการผลิตในปริมาณที่มากขึ้น นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในผลิตและการจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านต่างๆ เช่น ลดต้นทุนการผลิต ลดความเสี่ยงของเกษตรกร เพิ่มมูลค่าของผลผลิต จนเกิดความสัมพันธ์แบบใหม่ในห่วงโซ่การผลิตที่เน้นการรวมตัวและกำกับดูแลซึ่งกันและกันอย่างครบวงจร ตั้งแต่การจำหน่ายปัจจัยการผลิต การแปรรูป กระทั่งการส่งออก ที่เรียกว่า“ระบบเกษตรพันธสัญญา” (Contract Farming)โดยเกษตรกรจะได้รับประโยชน์หลายประการคือ สามารถตรวจสอบทะเบียนผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรจากกระทรวงเกษตรฯ ได้ก่อนทำสัญญา พ.ร.บ. ดังกล่าวยังกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรต้องจัดส่งเอกสารสำหรับการชี้ชวนและร่างสัญญาให้เกษตรกรเพื่อให้เกษตรกรได้รับทราบข้อมูลและรายละเอียดสำคัญที่จำเป็นก่อนตัดสินใจทำสัญญา

 

 

นอกจากนี้ ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรต้องจัดส่งสำเนาเอกสารสำหรับการชี้ชวนให้กระทรวงเกษตรฯ เพื่อคุ้มครองเกษตรกรในการทำสัญญาและป้องกันการโฆษณาชวนเชื่อและชี้ชวนเกินจริงในหนังสือสัญญาต้องกำหนดระยะเวลาการทำสัญญาให้สอดคล้องกับระยะเวลาคืนทุน ระบุวิธีการคำนวณราคาวัตถุดิบและผลผลิต และใช้ราคา ณ วัน เวลา วันและสถานที่ใดในการส่งมอบ ข้อยกเว้นไม่ปฏิบัติตามสัญญากรณีเกิดเหตุสุดวิสัย ใครเป็นผู้รับความเสี่ยงภัย การเยียวยาความเสียหาย สิทธิการบอกเลิกสัญญาและที่สำคัญคือ ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมจะไม่สามารถใช้บังคับได้

สำหรับฝ่ายผู้ประกอบการที่รับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรคู่สัญญาจะได้รับผลผลิตทางการเกษตรในปริมาณและได้คุณภาพที่ตกลงกัน ตามเวลาที่กำหนดในสัญญา ดังเช่น บริษัท อีส เวส์ ซีด (ประเทศไทย) จำกัดซึ่งเป็นผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์พืชตราศรแดง มีเกษตรกรคู่สัญญา 25,000 ราย พื้นที่ 13,000 ไร่ใน 20 จังหวัดทุกภาค เมื่อบริษัทเข้าไปส่งเสริมเทคโนโลยีการผลิตแก่เกษตรกรทำให้บริษัทได้รับเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพมากขึ้น

ด้านบริษัท โดล ไทยแลนด์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตผลไม้กระป๋องต้องการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี และระยองปีละ 200,000 ตัน เมื่อเข้าสู่ระบบเกษตรพันธสัญญาแล้ว ทางบริษัทได้รับผลไม้คุณภาพดีและรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรได้ตรงกับตารางการผลิตของโรงงานผลไม้กระป๋อง

ส่วนบริษัท ราชสีมา กรีน เอ็นเนอร์ยี จำกัดซึ่งผลิตแป้งมันสำปะหลัง เมื่อเข้าไปส่งเสริมปัจจัยการผลิตและเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยแก่เกษตรกรทำให้ได้หัวมันสำปะหลังที่มีปริมาณแป้งสูงตามต้องการ อีกทั้งมีปริมาณเพียงพอที่จะป้อนโรงงานที่ต้องการหัวมันสำปะหลังสด 1,200 ตันต่อวัน เพื่อให้ได้แป้งมันดิบ 350 ตัน เป็นต้น

“กรณีเกิดข้อพิพาท ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามสัญญา กฎหมายระบบเกษตรพันธสัญญากำหนดให้คู่สัญญาทั้ง 2 ฝ่ายต้องเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยก่อน โดยมีคณะกรรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทกรุงเทพมหานครและคณะกรรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทประจำจังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งกำหนดมาตรการคุ้มครองระหว่างการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท โดยห้ามมิให้คู่สัญญา ชะลอ ระงับ หรือยุติการปฏิบัติตามสัญญาในระหว่างการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท หากการไกล่เกลี่ยไม่ประสบผลให้นำคดีไปสู่การพิจารณาของศาลต่อไป ที่ผ่านมาได้ไกล่เกลี่ยและยุติข้อพิพาท โดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันแล้ว 2 เรื่องใน 2 จังหวัดและอยู่ระหว่างดำเนินการ 1 เรื่องใน 16 จังหวัด ซึ่งการทำเกษตรระบบนี้เป็นการสร้างกระบวนการพัฒนาการผลิตร่วมกันระหว่างเกษตรกรและผู้ประกอบการ ทำให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย อีกทั้งนำไปสู่การสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรให้สูงขึ้น เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว” รมว.เกษตรฯ  กล่าว

 

 

รมว.เกษตรฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า  การทำระบบเกษตรพันธสัญญาเกิดขึ้นมานาน ขณะนี้มีอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของโลก ทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาได้แก่สหรัฐอเมริกา ละตินอเมริกา ยุโรป เอเชีย และแอฟริกา สำหรับผลผลิตทางการเกษตรในประเทศพัฒนาแล้วอยู่ภายใต้ระบบเกษตรพันธสัญญา เช่น ฟาร์มโคนม สัตว์ปีก และอ้อยในเยอรมนี ผลิตภัณฑ์ไก่เนื้อในญี่ปุ่น

ปัจจุบันธุรกิจแปรรูปอาหารที่มาจากระบบเกษตรพันธสัญญาอยู่ระหว่างร้อยละ 60-85 ของธุรกิจทางการเกษตรในสาธารณรัฐเชคโกสโลวาเกีย และฮังการี นอกจากนี้ในจอร์เจีย เอมมาเนีย ยูเครน และรัสเซีย โดยระบบเกษตรพันธสัญญาขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งการผลิตผลไม้ พืชไร่ ยางพารา อ้อย ปศุสัตว์ และประมง ทั้งเป็นทุนที่ดำเนินการมาจากภายในประเทศและต่างประเทศหรือการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign DirectInvestment)

รัฐมนตรีเกษตรระบุว่า ที่ผ่านมาแม้ประเทศต่างๆ จะมีประสบการณ์ทั้งด้านบวกและด้านลบจากการทำระบบเกษตรพันธสัญญา แต่กระทรวงเกษตรฯได้นำระบบการทำเกษตรพันธสัญญามาใช้ในไทย โดยมีพ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีประสิทธิภาพมากำกับดูแลอย่างครบวงจรเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งรายได้ของเกษตรกรที่เพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการจำหน่ายสินค้าเกษตรได้มากขึ้น ส่งผลให้เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ

” ระบบเกษตรพันธสัญญา ถือเป็นกลไกลสำคัญที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงกลไกในการซื้อ-ขายผลผลิตทางการเกษตรทั้งพืชผล สินค้าปศุสัตว์ สินค้าประมงภายใต้การประกันราคารับซื้อที่แน่นอน-เป็นธรรม-ยั่งยืน โดยผู้ประกอบการจะมีการถ่ายเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย เน้นลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพการผลิตให้เกษตรไทย จึงอยากฝากรัฐมนตรีใหม่ในการรุกขับเคลื่อนกฎหมายดังกล่าวให้เดินหน้าต่อไปเพื่อเกษตรกรไทย เพื่อลดปัญหาสินค้าเกษตรตกต่ำ ขาดเสถียรภาพเหมือนในอดีตและนำไปสู่การลดปัญหาล้นตลาดอีกทางหนึ่งด้วย” นายกฤษฎา กล่าวย้ำ