‘พิเชษฐ์’ฟุ้ง! ‘ไทยนิยมยั่งยืน-การตลาดนำการผลิต’เห็นผล ดันเกษตรกรรายได้พุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/424755

'พิเชษฐ์'ฟุ้ง! 'ไทยนิยมยั่งยืน-การตลาดนำการผลิต'เห็นผล ดันเกษตรกรรายได้พุ่ง

‘พิเชษฐ์’ฟุ้ง! ‘ไทยนิยมยั่งยืน-การตลาดนำการผลิต’เห็นผล ดันเกษตรกรรายได้พุ่ง

วันอาทิตย์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 13.41 น.

“พิเชษฐ์”ฟุ้ง! “ไทยนิยมยั่งยืน-การตลาดนำการผลิต”เห็นผล เกษตรกรรายได้พุ่ง โชว์ผลงานเด่นสหกรณ์บุรีรัมย์ผลิตข้าวขึ้นเครื่องการบินไทย

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2562 นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงสีข้าวกลุ่มเกษตรกรทำนาประเคียบ ต.ปะเคียบ อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ ว่า จากที่รัฐบาลมีนโยบายไทยนิยม ยั่งยืน เพื่อปฏิรูปภาคเกษตรฐานรากให้เข้มแข็ง รวมทั้ง นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ทุกหน่วยงานดำเนินนโยบายการตลาดนำการผลิต เพื่อแก้ปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาด เกษตรกรไม่มีที่ขาย ราคาตกต่ำ โดยกรมเร่งส่งเสริมเกษตรกร ร่วมกลุ่มกันขยายผลเกษตรครบวงจรใช้กลไกสหกรณ์ทั้งระบบ จะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ และภาครัฐ ภาคเอกชน เข้ามาช่วยเรื่องปัจจัยการผลิต เพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด ซึ่งได้เห็นผลเป็นรูปธรรมแล้วหลายพื้นที่ ทำให้เกษตรกรอยู่ในอาชีพได้อย่างมั่นคงและมีรายได้ดีขึ้น อาทิ โรงสีข้าวกลุ่มเกษตรกรทำนาปะเคียบได้รับเงินอุดหนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2561 จำนวน 16,272,000 บาท กลุ่มเกษตรกรสมทบ จำนวน 1,808,000 บาท เพื่อจัดหาอุปกรณ์ในการดำเนินงาน เช่น โรงสีข้าว ขนาด 24 ตัน/วัน พร้อมอุปกรณ์และโรงเรือน จำนวน 1 แห่ง, เครื่องยิงสี ขนาด 130 ช่อง จำนวน 1 เครื่อง, เครื่องซีลสูญญากาศ ขนาด 1 แรงม้า จำนวน 1 เครื่อง, เครื่องชั่งและบรรจุ กึ่งอัตโนมัติ ขนาด 15 – 50 กิโลกรัม จำนวน 1 เครื่อง ซึ่งกลุ่มเกษตรกรได้กำหนดแผนการดำเนินธุรกิจรวบรวมข้าวเปลือก จำนวน 2,000 ตัน เพื่อแปรรูปเป็นข้าวสารจำหน่าย

“ขณะนี้ทางบริษัทการบินไทย จำกัด ได้สั่งซื้อข้าวสารของกลุ่มเกษตรกรทำนาปะเคียบแล้วจำนวนกว่า 100 ตัน กลุ่มเกษตรกรทำนาปะเคียบ ปัจจุบันมีสมาชิก 405 คน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพหลักทำนา โดยดำเนินธุรกิจสินเชื่อ, ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย เช่น ปุ๋ย, ธุรกิจรวบรวมผลผลิต รวบรวมข้าวเปลือกเพื่อการแปรรูป, ธุรกิจแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรและผลิตสินค้า ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยกลุ่มสหกรณ์ได้มีการเชื่อมโยงเครือข่ายข้าวเปลือกกับสหกรณ์การเกษตรที่รวบรวมข้าวเปลือกในพื้นที่ใกล้เคียง ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรคูเมือง จำกัด สหกรณ์การเกษตรพุทไธสง จำกัด สหกรณ์การเกษตรนาโพธิ์ จำกัด กลุ่มนาแปลงใหญ่ในพื้นที่ใกล้เคียง และการเชื่อมโยงเครือข่ายข้าวสารกับกลุ่มเลี้ยงโคเนื้อวากิลบุรีรัมย์, สหกรณ์การเกษตรนาโพธิ์ จำกัด” นายพิเชษฐ์ กล่าว

ทั้งนี้ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ให้คำแนะนำให้มีการวางแผนการผลิตทั้งปีอย่างเป็นระบบ การหาตลาดรองรับผลผลิต การเชื่อมโยงเครือข่ายกับกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ และการปรับปรุงพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้มีความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์เป็นที่น่าสนใจ เพื่อยกระดับสินค้าของกลุ่มเกษตรกรเพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าอีกด้วย

เฮได้แค่เดือนเดียว’ราคายางตกวูบ’ หวังรัฐบาลปรับอย่างที่เคยหาเสียงไว้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/424744

เฮได้แค่เดือนเดียว'ราคายางตกวูบ' หวังรัฐบาลปรับอย่างที่เคยหาเสียงไว้

เฮได้แค่เดือนเดียว’ราคายางตกวูบ’ หวังรัฐบาลปรับอย่างที่เคยหาเสียงไว้

วันอาทิตย์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 12.14 น.

ชาวสวนยางได้เฮแค่เดือนเดียวเมื่อราคายางขึ้นเกือบ 60 บาท หวังได้ 65 บาทที่รัฐบาลหาเสียงไว้ แต่ต้องมาน้ำตาตกอีกครั้ง เมื่อราคาน้ำยางลดอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเหลือ 42 บาท ชึ่งมีวี่แววว่าราคาคงลดต่ำมากกว่านี้

7 กรกฎาคม 2562 ที่จุดชื้อน้ำยางบ้านคลองชะมวง ม.8 ต.พรุดินนา อ.คลองท่อม จ.กระบี่ ได้มีชาวสวนยางมาขายน้ำยางสดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เช้า ชึ่งระหว่างรอพ่อค้าทำเบอร์เซ็นน้ำยาง ชาวสวนก็จะมานั่งสนทนาเรื่องราคาน้ำยางว่าทำไมราคาถึงลดอย่างต่อเนื่อง ชึ่งเมื่อช่วงเปิดกรีดเดือนพฤษาคมช่วงนั้นราคาอยู่ที่ 46 บาท และราคาได้ขยับขึ้นจนถึง 52 บาท ชาวสวนเริ่มมีความหวังที่จะได้ 65 บาทที่รัฐบาลหาเสียงไว้แต่ต้องมากุมขมับเมื่อราคาน้ำยางลดอย่างต่อเนื่องถึง 42 บาท ชึ่งมีวี่แววจะลดต่อไปอีก

 

 

นางน้ำฝน ทับไทร อายุ 32 ปี ชาวสวนยาง ม.8 ต.พรุดินนา อ.คลองท่อม จ.กระบี่ ได้บอกว่าตนเอง ได้กรีดยางของเถ้าแก่กับสามี ได้กรีดยางและเก็บน้ำยางตั้งแต่เวลา 01.00 น. – 08.00 น. ได้มาขายน้ำยางทุกวันช่วงน้ำยางกิโลละ 52 บาท จะขายน้ำยางสดได้วันละ 1,200 บาท แบ่งกับเถ้าแก่จะได้ 600 บาท ไปทำงานสองคนจะได้ค่าคนละ 300 บาท ชึ่งราคานี้ถามว่าอยู่ได้หรือไม่ นางน้ำฝน บอกว่าก็พออยู่ได้แต่ถ้าได้กิโลละ 65 บาทที่รัฐบาลหาเสียงไว้คงดีไม่น้อย แต่ความหวังนั้นมันริบรี่เมื่อราคาน้ำยางสดได้ลดลงทุกวัน ชึ่งขณะนี้เหลือแค่ 42 บาท รายได้ลดเหลือ 400 บาท ชึ่งตนทำงานสองคนเฉลี่ยได้ค่าแรงแค่ 200 บาทเท่านั้น ตนเองจึงขอฝากไปยังรัฐบาลที่หาเสียงไว้ 65 บาท เพื่อชาวสวนยางจะได้มีเงินไปปลดหนี้ ธกส.ไว้อยู่หลายแสน

จี้รัฐแก้ด่วน!หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดระบาด ชี้คุมไม่อยู่จะเป็นศัตรูพืชประจำถิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/424479

จี้รัฐแก้ด่วน!หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดระบาด ชี้คุมไม่อยู่จะเป็นศัตรูพืชประจำถิ่น

จี้รัฐแก้ด่วน!หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดระบาด ชี้คุมไม่อยู่จะเป็นศัตรูพืชประจำถิ่น

วันศุกร์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 17.53 น.

“เกษตรกร ร้องรัฐบาลแก้ด่วน หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด บุกทำลายไร่ข้าวโพดกว่า 40 จังหวัด หากควบคุมไม่อยู่ จะกลายเป็นศัตรูพืชประจำถิ่น หายนะจะเกิดทุกวงการไม่ว่าข้าว พืชสวน พืชไร่”

5 กรกฎาคม 2562 นายเติมศักดิ์ บุญชื่น ประธานคณะกรรมการด้านพืชไร่ สภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการพืชไร่ ครั้งที่ 2/2562 มีเรื่องสำคัญที่ต้องพิจารณาเพราะเกษตรกรร้องทุกข์เข้ามาเยอะมากจากการสร้างความเดือดร้อนอย่างหนักในการระบาด หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด ในประเทศไทยสำรวจพบพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวโพดระบาดเกินกว่า 60% พื้นที่ 40 กว่าจังหวัดแล้ว อาทิ นครราชสีมา กาญจนบุรี พิษณุโลก เชียงใหม่ พิจิตร น่าน ลำพูน ฯลฯ ความเสียหายจำนวนไร่ มีการตรวจสอบข้อมูลกันอยู่เนื่องจาก หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด สามารถบินได้ไกลเฉลี่ย 100 กิโลเมตรหากมีลมพายุจะไปได้ไกลและเร็วตามแรงลมพายุ

โดยหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด มีอายุตั้งแต่ 30-45 วัน มีวัยในการเจริญพันธุ์อยู่ประมาณ 5 ช่วงวัย เข้าทำลายตั้งแต่รากถึงยอดแตกต่างตามช่วงวัย ช่วงวัยที่ 3 จะทำลายและระบาดรุนแรงสุดด้วยวัยนี้จะเข้าไปอยู่ในซอกใบแล้วกัดกินทะลุยอด ช่วงที่อ่อนแอและควรทำลายเป็นช่วงระยะไข่

เนื่องจาก หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด ทำลายข้าวโพดในแต่ละช่วงวัยไม่เหมือนกัน ความเสียหายที่เกิดขึ้นในขณะนี้ไม่ใช่ความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยสิ้นเชิง จึงไม่สามารถประกาศเป็นภัยพิบัติควบคุมโรคไม่ได้ จึงขอให้รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการงานวิจัยที่จะพัฒนาต่อยอดเอามาป้องกัน เช่น พันธุ์ข้าวโพดต้านทานที่ไม่ใช่ GMO,สารฟีโรโมนล่อตัวเต็มวัยซึ่งทำลายต้นเหตุโดยในประเทศไทยยังไม่มีการทดลองและสั่งนำเข้ามาใช้ องค์ความรู้ที่ต้องเร่งสร้างให้กับเกษตรกรใช้สารชีวภัณฑ์ สารเคมีที่มีประสิทธิภาพควรใช้ระยะไหนช่วงเวลาใดด้วยสารเคมีหลายชนิดที่ใช้ในประเทศไทยฉีดเกิน 3 ครั้งหนอนจะดื้อยา การใช้วิธีผสมผสานกำจัดและทำลายควรทำเป็นระบบและเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องช่วยกันทุกภาคส่วน

“ข้าวโพดเป็นอาหารที่หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด ชื่นชอบที่สุด หากไม่ปลูกข้าวโพดใช่ว่าจะหยุดวงจรมันได้ เพราะมันยังหาพืชชนิดอื่นกินได้อีกกว่า 80 ชนิด เช่น ข้าว ข้าวฟ่าง กะหล่ำ ไม้ดอกไม้ประดับ พืชตระกูลแตง ตระกูลถั่ว ฯลฯ หากควบคุมไม่อยู่จนมันเป็นศัตรูพืชประจำถิ่นหายนะจะเกิดทุกวงการไม่ว่าข้าว พืชสวน พืชไร่” นายเติมศักดิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมคณะกรรมการพืชไร่ ครั้งที่ 2/2562 มีมติในที่ประชุมให้นำข้อเสนอ ได้แก่

1.ขอให้หน่วยงานภาครัฐจัดหางบประมาณกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด

2.ขอให้หน่วยงานภาครัฐเร่งจัดหางบประมาณเพื่อให้ความรู้ในการผลิตสารชีวภัณฑ์ควบคุมการระบาดของหนอนกระทู้ ข้าวโพดลายจุด ในระยะไข่และระยะตัวอ่อน

3.ขอให้หน่วยงานภาครัฐเร่งสร้างองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกรในการป้องกันการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด

4.ขอให้หน่วยงานภาครัฐโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการผลิตตัวห้ำ– ตัวเบียน เพื่อนำปล่อยในพื้นที่ที่มีการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด

5.ขอให้หน่วยงานภาครัฐนำเข้าหรือผลิตสารฟีโรโมนเพื่อนำไปควบคุมตัวเต็มวัยของหนอนกระทู้ข้าวโพด-ลายจุด

6.ขอให้หน่วยงานภาครัฐเร่งศึกษางานวิจัยผลิตสายพันธุ์ข้าวโพดที่ต้านทานต่อหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด

7.ให้กรมวิชาการเกษตรเร่งรัดในการออกใบอนุญาตให้ภาคเอกชนสามารถนำเข้าสารเคมีที่ใช้กำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดได้โดยตรงโดยจัดทำหนังสือข้อเสนอดังกล่าวต่อประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติพิจารณาและส่งต่อให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่อไป

อธิบดี พด.มอบบัตรดินดีแก่เกษตรกรบุรีรัมย์-สุรินทร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/424464

อธิบดี พด.มอบบัตรดินดีแก่เกษตรกรบุรีรัมย์-สุรินทร์

อธิบดี พด.มอบบัตรดินดีแก่เกษตรกรบุรีรัมย์-สุรินทร์

วันศุกร์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 17.18 น.

เมื่อเร็วๆนี้ นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ลงพื้นที่แปลงเกษตรกรนางประกาย สิทธิศรีจันทร์ บ้านหัวฝาย ต.หินเหล็กไฟ อ.คูเมือง กลุ่มวิสาหกิจข้าวอินทรีย์บ้านสวายสอ หมู่ 7 ต.สะแกโพรง อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ และกลุ่มเกษตรอินทรีย์สุรินทร์ จำกัด ของนางหอม งามเลิศ หมู่ 5 บ้านโคกอาวง ต.ตระแสง อ.เมือง จ.สุรินทร์ เพื่อมอบบัตรดินดี (ID Din Dee)ให้แก่เกษตรกร พร้อมชี้แจงสิทธิประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับจากบัตร วิธีการใช้บัตร และสร้างเครือข่ายการใช้บัตร เพื่อสนับสนุนการรวมกลุ่มการจัดการดินให้ปลูกพืชได้ รวมทั้งสร้างการประสานการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านน้ำ พืช สัตว์ ประมง ปลูกไม้ยืนต้น สร้างป่าสร้างรายได้

สภาพการณ์การเกษตรปัจจุบัน เกษตรกรสนใจแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่ง ปรับเปลี่ยนจากพืชเชิงเดี่ยวทำเกษตรผสมผสาน มาเป็นพืชอาหารไม้ยืนต้นมีค่า และเกษตรกรต้องการรับรู้และเข้าใจการจัดการดินมากขึ้น เพื่อใช้ที่ดินแบบประณีต ได้รับผลตอบแทนสูง บัตรดินดี จะเป็นประตูเข้าสู่การรับข้อมูลข่าวสารการพัฒนาที่ดินและดูแลดิน ผ่านคิวอาร์โค๊ด รวมทั้งการยื่นบัตรรับบริการวิชาการ ปัจจัยสนับสนุนสร้างความอุดมสมบูรณ์จากหน่วยงานกรมพัฒนาที่ดิน

กรมพัฒนาที่ดินกำหนดมอบบัตรดินดีแก่เกษตรกร จำนวน 1 แสนราย เป้าหมายให้เกษตรกรเข้าใจดินและใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า มีอาหารสำหรับครอบครัว และรายได้ด้านเกษตรกรรมที่มั่นคง การใช้ที่ดินมีความยั่งยืนตลอดไป.

กรมหมอดินเตือนชาวบ้าน-เกษตรกร ระวังดินชะล้างพังทลายจากพายุมูน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/424463

กรมหมอดินเตือนชาวบ้าน-เกษตรกร ระวังดินชะล้างพังทลายจากพายุมูน

กรมหมอดินเตือนชาวบ้าน-เกษตรกร ระวังดินชะล้างพังทลายจากพายุมูน

วันศุกร์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 17.16 น.

จากอิทธิพลของพายุมูนทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากทั่วทั้งประเทศส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรม ในแง่บวกทำให้มีน้ำเพื่อการเกษตรเพิ่มขึ้น  และแง่ลบอาจทำให้เกิดการชะล้างพังทลายของดินหรือน้ำท่วมขังได้

นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ขณะนี้ได้แจ้งให้พี่น้องเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับอิทธิพลจากพายุมูนระวังเรื่องการชะล้างพังทลายของดินโดยเฉพาะบริเวณที่ดอนมีความลาดชัน ที่ปลูกพืชไร่หรือไม้ผล สำหรับที่ลุ่มทั่วไปส่วนใหญ่เป็นที่นาควรใช้โอกาสนี้เก็บกักน้ำไว้ในนาหรือสระน้ำประจำไร่นาให้มากที่สุด ส่วนพื้นที่ลุ่มต่ำมีความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมขังควรดูแลไม่ให้มีสิ่งกีดขวางการไหลของน้ำ และรีบเคลื่อนย้ายเครื่องมือทางการเกษตรขึ้นไว้ในที่ปลอดภัย

อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวอีกว่า สำหรับฝนที่ตกลงมาแนะนำให้เกษตรกรจัดการเก็บน้ำไว้ในสระน้ำประจำไร่นาหรือที่เรียกว่าสระจิ๋ว ก็จะเป็นประโยชน์ในระยะยาวต่อไป ซึ่งในปีงบประมาณ 2562 กรมพัฒนาที่ดินสนับสนุนให้เกษตรกรขุดบ่อน้ำประจำไร่นา ขนาด 1,260 ลูกบาศก์เมตร มากกว่า 44,000 สระน้ำ โดยดำเนินการขุดในฤดูแล้งที่ผ่านมา เกษตรกรควรถือโอกาสนี้ดูแลการเบนน้ำลงสระ และป้องกันไม่ให้เกิดการชะล้างพังทลายของดินขอบสระด้วย

โดยฝนที่เกิดจากอิทธิพลของพายุมูนจะมีปริมาณมากในช่วงเวลาสั้น ทำให้เกิดการไหลของน้ำในแปลงเกษตรจากที่สูงสู่ที่ต่ำ มีผลให้เกิดการชะล้างพังทลายของดิน โดยเฉพาะในช่วงต้นฤดูปลูก ที่ใบของพืชยังไม่ปกคลุมดินทั่วแปลง เม็ดฝนตกลงกระทบผิวดินโดยตรง เป็นตัวเร่งให้เกิดการชะล้างของดินมากยิ่งขึ้น การใช้เศษซากพืช เช่น ฟางข้าว ใบไม้ มาคลุมผิวดินไว้จะช่วยป้องกันการชะล้างได้ดี การปลูกหญ้าแฝกก็เป็นวิธีการหนึ่งเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน การปลูกพืชตามแนวระดับและมีทางเบนน้ำออกจากแปลงสู่สระเก็บกักน้ำที่ถูกต้องก็ช่วยลดปัญหาการชะล้างของดินในพื้นที่ลาดชันได้ โดยจังหวัดที่มีโอกาสเกิดปัญหาในครั้งนี้ ได้แก่ เพชรบูรณ์ ตาก ในภาคเหนือ นครพนม อุบลราชธานี นครราชสีมา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ตราด ในภาคตะวันออก ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา นครนายก สระบุรี ในภาคกลาง และนครศรีธรรมราช ในภาคใต้

“ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาที่ดินทุกจังหวัดคอยดูแลช่วยแก้ไขปัญหาให้พี่น้องเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อน จากน้ำท่วมหรือการชะล้างพังทลายของดินอย่างรุนแรง และเชิญชวนหมอดินอาสา เกษตรกร และประชาชนทั่วไปร่วมกันปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายและรักษาหน้าดิน ชะลอการไหลของน้ำในพื้นที่เกษตรไม่ให้เกิดการกัดเซาะและช่วยเก็บรักษาน้ำไว้ในดิน สำหรับเกษตรกรและประชาชนที่ประสงค์จะได้พันธุ์หญ้าแฝกไปปลูกเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดินสามารถติดต่อได้ที่สถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัด” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าว

ปศุสัตว์เร่งสกัดอหิวาต์แอฟริกาสุกรข้ามแดนเข้าไทย ชี้เสี่ยงระบาดหน้าฝน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/424445

ปศุสัตว์เร่งสกัดอหิวาต์แอฟริกาสุกรข้ามแดนเข้าไทย ชี้เสี่ยงระบาดหน้าฝน!

ปศุสัตว์เร่งสกัดอหิวาต์แอฟริกาสุกรข้ามแดนเข้าไทย ชี้เสี่ยงระบาดหน้าฝน!

วันศุกร์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 16.18 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์ เร่งสกัดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ข้ามแดนเข้าไทย โอกาสเสี่ยงเกิดโรคช่วงหน้าฝน สั่งทุกพื้นที่ รู้โรคเร็ว แจ้งเรื่องเร็ว ควบคุมโรคได้เร็ว ชี้ข่าวดี ยังป้องกันโรคไม่เกิดในประเทศไทยได้ ขยายโอกาสทางธุรกิจตลาดส่งออกเพิ่ม”

5 กรกฎาค 2562 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ได้ประชุมทางไกลออนไลน์ (Web Conference) เรื่องการชี้แจงแนวทางการควบคุม กำจัด ป้องกันและแก้ไขปัญหา โรคระบาดในพืชและสัตว์ โดยมีนายสุรจิตต์ อินทรชิต รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการประชุมฯ จากโอกาสเสี่ยงช่วงฤดูฝนเกิดโรคได้ง่ายทำให้สถานการณ์การระบาดทั้งโรคพืชและโรคสัตว์ในหลายพื้นที่ต่างๆ หนึ่งในโรคสำคัญที่กรมปศุสัตว์เฝ้าระวัง ก็คือโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร โดยกรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการจัดชุดปฏิบัติการประจำพื้นที่เสี่ยงตลอดแนวชายแดนให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งและฉับไว เพื่อเป็นการควบคุมอย่างเข้มงวด กำจัด ป้องกันปัญหาการแพร่ระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) จากประเทศเพื่อนบ้านไม่ให้ข้ามพรหมแดนเข้าไทย

“เน้นย้ำมาตรการควบคุม ยังยั้ง สกัดกั้นโรคเชิงรุกว่า “รู้โรคเร็ว แจ้งเร็ว ควบคุมโรคได้เร็ว” โดยปัจจุบันสถานการณ์ยังไม่เกิดโรคในไทย แม้ในขณะนี้หลายประเทศเพื่อนบ้านเกิดโรคระบาดแนวโน้มจะขยายเป็นวงกว้าง ดังนั้นเพื่อความไม่ประมาท กรมจะจัดชุดเคลื่อนที่เร็วและเวรในการปฎิบัติงานสอบสวนทางระบาดวิทยาเบื้องต้นและเก็บตัวอย่างส่งตรวจ ในกรณีได้รับแจ้งสัตว์ป่วยตายจากการตามนิยามหรือพบวิการจากการเฝ้าระวังที่โรงฆ่าสัตว์และอบรมให้ความรู้เกษตรกรรายย่อย ซ้อมแผน และประชาสัมพันธ์ผ่านกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน ผ่านเสียงตามสาย ประจำหมู่บ้าน ให้ประชาชนทุกพื้นที่รับทราบโดยทั่วถึง” นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าว

นอกจากนี้ยังร่วมมือกับสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมและป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever : ASF) แก่ด่านกักกันสัตว์ในพื่นที่เสี่ยงที่ติดกับชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน ด้วยการสร้างศูนย์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อยานพาหนะสำหรับขนส่งปศุสัตว์ที่ด่านกักสัตว์ชายแดน ใน 5 จังหวัดเป้าหมาย เพื่อสร้างปราการป้องกันโรค ASF ไม่ให้เข้ามาทำลายภาคอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรของประเทศไทยได้อย่างเด็ดขาด

นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวว่า หากไม่มีแผนการรับมือที่ดี จะส่งผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นการส่งออกเนื้อสุกรชำแหละ เนื้อสุกรแปรรูป เนื้อสุกรมีชีวิต คิดเป็นมูลค่า ปีละ 5,050 ล้านบาท ด้านธุรกิจเวชภัณฑ์ ปีละ 2,100 ล้านบาท ด้านธุรกิจอาหารสัตว์ปีละ 4 หมื่นล้านบาท และยังต้องเสียค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูอาชีพและความเป็นอยู่ของเกษตรกรเป็นจำนวนมากและใช้ระยะเวลาการฟื้นฟูนาน แต่หากมีแผนป้องกันที่ดี เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 4.4 หมื่นล้านบาท กล่าวคือประเทศเพื่อนบ้านต้องการสุกรมากขึ้น ส่งออกเพิ่ม และราคาในประเทศเพิ่มขึ้น

“โรค ASF แม้ไม่ได้เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน แต่เป็นโรคระบาดร้ายแรงในสุกร ยังไม่มีวัคซีนป้องกันและควบคุมโรค เชื้อโรคทนทานในผลิตภัณฑ์จากสุกรและสิ่งแวดล้อมสูง สุกรที่หายป่วยแล้วจะเป็นพาหะของโรคได้ตลอดชีวิต สุกรที่ติดเชื้อมีการตายเฉียบพลันเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ไทยมีเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร 210,978 ราย เป็นเกษตรกรรายย่อย 208,192 ราย เลี้ยงสุกรขุน 80,000 ตัว สุกรพันธุ์ 63,000 ตัว ลูกสุกร 733,000 ตัว เป็นเกษตรกรรายใหญ่ 2,758 ราย เลี้ยงสุกรขุน 8,800,000 ตัว สุกรพันธุ์ 1,137,000 ตัว และลูกสุกร 4,670,000 ตัว ดังนั้นหากเกิดการระบาดของโรคแล้วทำลายสุกร กรณีเกิดโรคร้อยละ 30 ของสุกรที่เลี้ยง เสียหายรวม 21,168 ล้านบาท กรณีเกิดโรคร้อยละ 50 ของสุกรที่เลี้ยง เสียหายรวม 35,280 ล้านบาท

หากเกิดโรคร้อยละ 80 ของสุกรที่เลี้ยงเสียหายรวม 56,448 ล้านบาท และถ้าเกิดการระบาดทั้งหมดจะเสียหายรวม 70,560 ล้านบาท หากประเทศไทยมีระบบการป้องกันโรคที่ดี รวมทั้งระบบการทำลายสุกรที่เป็นโรคและซากสัตว์ที่เป็นพาหะของโรคระบาดเป็นไปตามมาตรฐานสากล สามารถป้องกันไม่ให้เกิดโรคในประเทศได้จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นด้านภาคการผลิตด้านปศุสัตว์ของไทยให้ได้ผลผลิตด้านปศุสัตว์ที่มีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภครวมทั้งสร้างรายได้และโอกาสทางธุรกิจให้แก่เกษตรกรและเป็นการป้องกันและควบคุมโรคอย่างมีประสิทธิภาพ” นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าว

อธิบดีปศุสัตว์รับมอบโค-กระบือ111ตัว กรมศุลกากรไถ่ชีวิตเข้าโครงการตามพระราชดำริ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/424400

อธิบดีปศุสัตว์รับมอบโค-กระบือ111ตัว กรมศุลกากรไถ่ชีวิตเข้าโครงการตามพระราชดำริ

อธิบดีปศุสัตว์รับมอบโค-กระบือ111ตัว กรมศุลกากรไถ่ชีวิตเข้าโครงการตามพระราชดำริ

วันศุกร์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 13.44 น.
5 กรกฎาคม 2562 เมื่อเวลา 9.00 น. นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต  อธิบดีกรมปศุสัตว์ ในนามคณะกรรมการบริหารโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ รับมอบโค-กระบือ จำนวน 111 ตัว ซึ่งกรมศุลกากรได้จัดพิธีไถ่ชีวิต เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 145 ปี กรมศุลกากร
โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ เป็นหนึ่งในโครงการพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงมีพระราชดำริ ให้จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2522 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้มีโค-กระบือไว้ใช้แรงงาน และเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร โดยกรมปศุสัตว์ได้รับสนองพระราชดำริ ดำเนินการตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ถือได้ว่าก่อเกิดประโยชน์ เป็นคุณูปการแก่เกษตรกรเป็นอย่างมาก และยังมีการต่อยอดการใช้ประโยชน์จากโค-กระบือ เช่น การใช้มูลสัตว์เป็นปุ๋ยในไร่นา ลดการใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม รวมถึงการอนุรักษ์ประเพณี วัฒนธรรมในท้องถิ่น ซึ่งการร่วมไถ่ชีวิตโค-กระบือในครั้งนี้เป็นการสนองพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ให้สัมฤทธิ์ผลตามพระราชประสงค์
ทั้งนี้โค-กระบือที่รับมอบในวันนี้ประกอบด้วยโคเพศเมีย จำนวน 65ตัว และกระบือเพศเมีย จำนวน 46 ตัว รวม 111 ตัว กรมปศุสัตว์จะนำไปดำเนินการตามวัตถุประสงค์ ของโครงการธนาคารโค – กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ ต่อไป

กรมชลฯเร่งสูบน้ำ’คลองด่าน’ เตรียมรับมือ’ทะเลหนุนสูง’อีกรอบคืนนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/424372

กรมชลฯเร่งสูบน้ำ'คลองด่าน' เตรียมรับมือ'ทะเลหนุนสูง'อีกรอบคืนนี้

กรมชลฯเร่งสูบน้ำ’คลองด่าน’ เตรียมรับมือ’ทะเลหนุนสูง’อีกรอบคืนนี้

วันศุกร์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 12.25 น.

กรมชลฯเร่งสูบน้ำ”คลองด่าน”ช่วยเหลือประชาชน50ครัวเรือน เตรียมพร้อมรับน้ำทะเลหนุนสูงอีกคืนนี้ ยืนยันเขื่อนกั้นน้ำเค็มริมแม่น้ำเจ้าพระยาไม่ได้แตก ชี้เหตุจากน้ำทะเลหนุนสูง3.7เมตร ไหลทะลักท่วมคันกั้นน้ำที่อยู่ระหว่างก่อสร้างสถานีสูบน้ำชลหารพิจิตร

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2562 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า สั่งการให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนในพื้นที่ที่รับความเดือดร้อนอย่างเร่งด่วน จากเกิดเหตุการณ์น้ำทะเลหนุนสูงสุด ของวันที่ 4 กรกฎาคม เมื่อเวลา 20.00 น.ทำให้น้ำทะเลล้นแนวกั้นที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างสถานีสูบน้ำชลหารพิจิตร ซึ่งอยู่ที่หัวงานติดฝั่งทะเล น้ำจึงไหลเข้ามาและท่วมบ้านพัก เจ้าหน้าที่โครงการฯ ราว 50 ครอบครัว โดยยืนยันว่าเขื่อนกั้นน้ำเค็มริมแม่น้ำเจ้าพระยาไม่ได้แตกตามการนำเสนอข่าวผ่านสื่อต่างๆ ขอให้ประชาชนอย่าได้ตระหนก ซึ่งเมื่อน้ำทะเลเริ่มลดระดับลงจะสามารถเดินเครื่องสูบน้ำที่สถานีชลหารพิจิตร 1 และ 2 เพื่อสูบน้ำออก ทั้งนี้หากเดินเครื่องสูบน้ำทันทีช่วงเกิดเหตุน้ำจะวนกลับมาที่เดิม

อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ขอยืนยันและขอให้ความมั่นใจ น้ำที่ล้นเข้ามาจะไหลลงสู่คลองระบาย และระดับน้ำในคลองระบายก็ไม่ได้มากยังรับน้ำจำนวนนี้ได้อยู่ พร้อมนำเครื่องจักรเข้าซ่อมแซมเสริมแนวคันกั้นน้ำที่อยู่ระหว่างก่อสร้างเพิ่ม เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับน้ำทะเลที่จะหนุนสูงเช่นนี้อีก

ด้าน นายชัยพร พรหมสุวรรณ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชลหารพิจิตร จ.สมุทรปราการ เปิดเผยว่า หลังจากเมื่อคืนที่ผ่านมา (4 กรกฎาคม) ได้เกิดน้ำทะหนุนสูง เมื่อเวลาประมาณ 20.00 น.ความสูงประมาณ 3.7 เมตร จนทำให้เกิดน้ำล้นแนวคันกั้นน้ำดังกล่าวไหลท่วมบ้านพักของเจ้าหน้าที่โครงการฯ นั้น ในช่วงเช้าวันนี้ เจ้าหน้าหน้าที่ชลประทานได้นำเครื่องจักร เครื่องมือ เข้าดำเนินการซ่อมแซมแนวคันกั้นน้ำบริเวณหน้าสถานีสูบน้ำชลหารพิจิตร 3 ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง เพื่อป้องกันน้ำทะเลที่จะหนุนสูงในช่วงค่ำของวันนี้อีกครั้ง

สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้น จะนำกระสอบทรายยักษ์หรือ Bigbag และแผ่นเหล็ก Sheet Pile ตอกลงไปเพื่อสร้างความมั่นคงแข็งแรงบริเวณด้านหน้า ส่วนน้ำที่ไหลท่วมเมื่อคืนนี้ลดลงแล้ว เหลือบางส่วนในที่ลุ่มต่ำที่น้ำยังคงท่วมขังประมาณ 10 เซนติเมตร และวันนี้จะใช้เครื่องสูบน้ำติดตั้งเพิ่ม เพื่อเร่งสูบน้ำที่ท่วมขังออกให้หมดภายในวันนี้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :

– ด่วน!!น้ำทะลักท่วม‘ย่านคลองด่าน’ ชป.ยันไม่ใช่‘เขื่อนแตก’ แค่น้ำทะเลหนุนสูงสุด

– ‘ผู้ว่าฯสมุทรปราการ’ลงพื้นที่พนังกั้นน้ำคลองด่านพัง สั่งเร่งสำรวจความเสียหาย

สทนช.ระดมสมองจัดทำผังน้ำ เล็งสรุปคลอดเป็นกฎหมายปี’64

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/424204

x

สทนช.ระดมสมองจัดทำผังน้ำ เล็งสรุปคลอดเป็นกฎหมายปี’64

วันศุกร์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า หลังพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม ซึ่งในบทเฉพาะกาล มาตรา 103 ได้กำหนดไว้ว่า ระยะเริ่มแรกให้สทนช.ทำผังน้ำและรายการประกอบผังน้ำ นำเสนอคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.)ให้แล้วเสร็จใน 2 ปี นับตั้งแต่พ.ร.บ.ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ ซึ่งสทนช.จัดประชุมปฐมนิเทศและรับฟังความคิดเห็นโครงการจัดทำแผนหลักการจัดทำผังน้ำจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่ เยอรมนี เกาหลีใต้ และเนเธอร์แลนด์ เพื่อเป็นข้อมูลจัดทำผังน้ำของไทยที่ได้มาตรฐานสากลและเป็นที่ยอมรับ

ทั้งนี้ พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ให้ความหมายผังน้ำว่า “เป็นแผนที่หรือแผนผังแสดงระบบทางน้ำที่มีน้ำไหลผ่าน ซึ่งเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงทางออกสู่พื้นที่แหล่งน้ำ ทะเล หรือทางออกทางน้ำระหว่างประเทศ ซึ่งระบบทางน้ำดังกล่าวครอบคลุมทั้งแม่น้ำ ลำคลอง ห้วย หนอง บึง กุด ป่าบุ่ง ป่าทาม พื้นที่ชุ่มน้ำ แหล่งกักเก็บน้ำ ทางน้ำหลาก พื้นที่น้ำหนอง ที่ลุ่มต่ำ ทางน้ำหรือพื้นที่อื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน โดยทางน้ำดังกล่าวอาจมีน้ำไหลผ่านตลอดทั้งปีหรือบางช่วงเวลาก็ได้” ในอดีตที่ผ่านมา หน่วยงานต่างๆ ทำผังระบายน้ำตามภารกิจหน้าที่ของหน่วยงาน เช่น กรมชลประทาน ทำผังระบายน้ำของแม่น้ำสายหลัก ในรูปแบบไดอะแกรมเส้นเพื่อให้มองความเชื่อมโยงของระบบระบายน้ำ หรือกรมโยธาธิการและผังเมือง จัดทำผังระบายน้ำตามพ.ร.บ.การผังเมือง (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2558 ซึ่งแสดงผลเป็น 4 ผัง ได้แก่ 1) ผังกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินตามที่ได้จำแนกประเภท 2) ผังแสดงที่โล่ง 3) ผังแสดงโครงการคมนาคมและขนส่ง และ 4) ผังแสดงโครงการกิจการสาธารณูปโภคเพื่อการระบายน้ำ แสดงถึงการกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อกิจกรรมภาพรวมของแต่ละจังหวัด

“สทนช.จะนำผังน้ำดังกล่าวมาต่อยอดผนวกกับผังน้ำของต่างประเทศที่ออกแบบมาให้รับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เน้นรักษาสิ่งแวดล้อม มีการกำหนดว่า ต้องปลูกพืชชนิดใดใกล้แหล่งน้ำ เพื่อให้ได้ผังน้ำและรายการประกอบผังน้ำสมบูรณ์ที่สุด คาดว่าปี 2563 จะได้รูปแบบผังน้ำเบื้องต้น นำร่องที่ลุ่มน้ำชีหรือลุ่มน้ำเพชรบุรี โดยจะฟังความคิดเห็นภาคประชาชนด้วย ถ้าเสียงตอบรับจะนำรูปแบบที่ได้ไปต่อยอดจนครบ 22 ลุ่มน้ำของไทย ทั้งหมดจะดำเนินการภายในวันที่ 26 มกราคม 2564” ดร.สมเกียรติ กล่าว

เลขาธิการ สทนช.กล่าวต่อว่า การจัดทำผังน้ำภายใต้พ.ร.บ.น้ำฯจะครอบคลุมระบบน้ำทั้งหมดตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนทั่วไปและหน่วยงานต่างๆ ทำข้อมูล วิเคราะห์กำหนดผังน้ำ บังคับใช้ผังน้ำตามกฎหมาย ใช้ประโยชน์เพื่อไปประกอบเป็นข้อมูลดำเนินกิจกรรมด้านน้ำ ทั้งในภาวะปกติ น้ำแล้ง น้ำท่วม เช่น บ้าน หรือโรงงานในเขตพื้นที่น้ำหลากหรือไม่ นิคมอุตสาหกรรมที่จะก่อสร้างใหม่อยู่ในเขตน้ำหลากหรือไม่ ตั้งอยู่ในพื้นที่กีดขวางการระบายน้ำหรือไม่ ระดับความสูงเท่าใดที่น้ำจะไม่ท่วมซ้ำซาก ช่องทางที่ระบายน้ำหลากได้เร็ว สทนช.จึงต้องการเห็นรูปแบบและแนวคิดที่จะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ให้มากที่สุด แผนผังสมบูรณ์ที่สุด เพื่อประกาศเป็นกฎหมายต่อไป

รายงานพิเศษ : ‘3 พอ’พลิกชีวิต…ก้าวตามศาสตร์พระราชา นำความรู้ด้านบัญชีสร้างวิถีพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/424205

รายงานพิเศษ : ‘3 พอ’พลิกชีวิต...ก้าวตามศาสตร์พระราชา  นำความรู้ด้านบัญชีสร้างวิถีพอเพียง

รายงานพิเศษ : ‘3 พอ’พลิกชีวิต…ก้าวตามศาสตร์พระราชา นำความรู้ด้านบัญชีสร้างวิถีพอเพียง

วันศุกร์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มุ่งมั่นพัฒนาสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรและเกษตรกร ให้มีระบบบริหารจัดการด้านการเงิน การบัญชีที่มีคุณภาพ เชื่อถือได้ ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยมุ่งให้นำ “องค์ความรู้ด้านบัญชี” ไปใช้แก้ไขจุดอ่อนและเสริมจุดแข็งเพื่อให้เอื้อต่อการพัฒนาภาคการเกษตรได้อย่างเหมาะสม สมดุล และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตามกรอบแนวคิด 3 พอ พลิกชีวิต : น้ำพอดี ดินพอเหมาะ คนพอเพียง โดยสามารถเชื่อมโยง “ข้อมูลทางบัญชี” ในมิติต่างๆ ไปสู่การบริหารจัดการดินและน้ำในระดับครัวเรือน เพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ด้วยการยึดแนวคิด ประหยัด เรียบง่ายและประโยชน์สูงสุด

น้ำพอดี : มีเป้าหมายให้เกษตรกรรู้จักการดูทางน้ำและสร้างแหล่งน้ำเพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ยามต้องการตลอดปี ด้วยการขุดหนองน้ำเพื่อสร้างแหล่งน้ำ ดูการไหลของเส้นทางน้ำเป็น มีการขุดหนองน้ำให้มีขอบคดเคี้ยวและทำลดหลั่นตามลำดับความสูง และกระจายบ่อน้ำในพื้นที่ รู้จักการคำนวณน้ำให้พอใช้เพียงพอต่อการประกอบอาชีพและใช้สอยในครัวเรือน รวมถึงบำรุงรักษาแหล่งน้ำธรรมชาติให้อุดมสมบูรณ์ไม่ให้เน่าเสีย

ดินพอเหมาะ : มีเป้าหมายด้านการเรียนรู้ การดูดินและสร้างคุณภาพดิน“เลี้ยงดิน ให้ดินเลี้ยงพืช” ด้วยการแกล้งดินและห่มดิน ปรับปรุงดินเพื่อการเกษตรกรรม มีการลดต้นทุนการผลิตโดยใช้หลักกสิกรรมธรรมชาติ วางแผนอนุรักษ์ดินให้อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก เพิ่มโอกาสสร้างรายได้ด้วยการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง คือ พอกิน : ป่าไม้กินได้ พอใช้ : ป่าไม้ใช้สอย พออยู่ : ป่าไม้เศรษฐกิจ และพอร่มเย็น : ระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์

คนพอเพียง : มีเป้าหมายให้เกษตรกรดำเนินชีวิตตามกำลังฐานะและกำลังของครัวเรือน คิดวิเคราะห์และใช้องค์ความรู้ด้านบัญชีให้เอื้อต่อการพัฒนาอาชีพ โดยแบ่งเป็น 5 แนวทาง ประกอบด้วย การรู้จักพอประมาณ ส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถจัดการตัวเองภายในต้นทุนทางสังคม ทั้งในระบบครัวเรือนและชุมชน จัดการค่าใช้จ่ายตามกำลังของตนเอง การมีเหตุผล ส่งเสริมให้เกษตรกรรู้จักคิดและวิเคราะห์อย่างเป็นระบบด้วยการคำนึงถึงเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นองค์รวมด้วยตนเองและแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากผู้อื่น การมีคุณธรรม ส่งเสริมให้เกษตรกรดำรงชีวิตบนพื้นฐานคุณธรรมด้วยการทำความดีต่อตนเอง ช่วยเหลือผู้อื่นและชุมชนด้วยการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การมีความรู้ พร้อมรับการเรียนรู้ผ่านสื่อการเรียนรู้ต่างๆ สร้างความเข้าใจแลกเปลี่ยนข้อมูล ศึกษา และทำแผนปฏิบัติการ กระจายความรู้ในพื้นที่ตนเองและชุมชน โดยศึกษาสภาพแวดล้อมดิน น้ำ อากาศ ในการวางแผนการเพาะปลูก การสร้างภูมิคุ้มกัน ด้วยการคิดวิเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นด้วยการพึ่งตนเองเป็นหลักและพึ่งพาช่วยเหลือกันในชุมชน

ซึ่งการดำเนินการตามกรอบแนวคิด 3 พอ พลิกชีวิต : น้ำพอดี ดินพอเหมาะ คนพอเพียง ให้บรรลุตามเป้าหมายสร้างวิถีสู่ความพอเพียงที่มุ่งหวังไว้ ล้วนมีปัจจัยความสำเร็จที่ได้จากการทำบัญชีและการบันทึกข้อมูลทั้งสิ้น หากทุกฝ่ายเข้าใจกรอบแนวคิด คุณลักษณะ คำนิยามของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแจ่มชัดแล้ว ก็จะง่ายขึ้นในการนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ และจะนำไปสู่ผลที่คาดว่าจะได้รับ คือ การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความรู้และเทคโนโลยี