อธิบดีกรมฝนหลวง สนับสนุนโครงการส่งเสริมชุมชน องค์กรและจังหวัดคุณธรรม

อธิบดีกรมฝนหลวง สนับสนุนโครงการส่งเสริมชุมชน องค์กรและจังหวัดคุณธรรม

อธิบดีกรมฝนหลวง สนับสนุนโครงการส่งเสริมชุมชน องค์กรและจังหวัดคุณธรรม

วันอังคาร ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.01 น.

“อธิบดีกรมฝนหลวง”สนับสนุนโครงการส่งเสริมชุมชน องค์กรและจังหวัดคุณธรรม

วันที่ 6 มกราคม 2569 เวลา 13.00 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นประธานในพิธี มอบเกียรติบัตรโครงการส่งเสริมชุมชน องค์กร อำเภอและจังหวัดคุณธรรมภายใต้แผนปฏิบัติการ ด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ.2566-2570) ระดับคุณธรรมต้นแบบโดยคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติกรมศาสนากระทรวงวัฒนธรรมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายไพจิตร เค้ากล้า รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านวิชาการ นายปราบพล โล่ห์วีระ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ เข้าร่วมในครั้งนี้
และในการนี้ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ร่วมสวัสดีปีใหม่ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร และ และคณะผู้บริหาร เพื่อเป็นสิริมงคลตลอดปีพุทธศักราช 2569 ณ ห้องประชุมหยาดพิรุณ ชั้น 3 กรมฝนหลวงและการบินเกษตร

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรปีใหม่ 2569 กระทรวงเกษตรฯ

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรปีใหม่ 2569 กระทรวงเกษตรฯ

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรปีใหม่ 2569 กระทรวงเกษตรฯ

วันอังคาร ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.31 น.

6 มกราคม 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วยนายกฤษฎิน คำตัน รองอธิบดีกรมการข้าว นำคณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่กรมการข้าว ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรข้าวสาร – อาหารแห้ง แด่พระภิกษุสงฆ์ จำนวน 70 รูป เนื่องในเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมี นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี ณ บริเวณด้านหน้าอาคาร 1 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

‘ผอ.ฉก.พญานาคราช’เผย’ธรรมนัส’สั่งลุย ปราบขบวนการลอบนำสินค้าเกษตรเถื่อนเข้าไทย

'ผอ.ฉก.พญานาคราช'เผย'ธรรมนัส'สั่งลุย ปราบขบวนการลอบนำสินค้าเกษตรเถื่อนเข้าไทย

‘ผอ.ฉก.พญานาคราช’เผย’ธรรมนัส’สั่งลุย ปราบขบวนการลอบนำสินค้าเกษตรเถื่อนเข้าไทย

วันศุกร์ ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.00 น.

ผอ.ฉก.พญานาคราช” เผย “ธรรมนัส” สั่งเดินหน้าปราบ  ขบวนการลักนำเข้าสินค้าเกษตรฯเถื่อนเข้าไทยส่งกระทบสินค้าเกษตรไทย มีปัญหา  ลั่นอย่าคิดว่ากฎหมายไม่ครอบคลุม  เตือนให้หยุดการกระทำไม่เลิก ใช้กฎหมายฟอกเงินฟัน สับแหลก หากพบ ขรก.มีเอี่ยว 

2 มกราคม 2569 พล.ต.ต.มนตรี แป้นเจริญ ผอ.ฉก.พญานาคราช เปิดเผยว่า ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้ฉก.พญานาคราช เร่งดำเนินการปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรฯ เข้ามาตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยให้ดำเนินการอย่างเต็มที่ โดยไม่มีการละเว้นเด็ดขาด เพื่อไม่ให้กระทบต่อ สินค้าไทย โดยให้มีการตรวจสอบเข้มตามแนวชายแดน และห้ามไม่ให้มีการละเว้นอย่างเด็ดขาด 

ทั้งนี้ก่อนที่ตนจะมาดำรงค์ตำแหน่ง ผอ.ฉก.พญานาคราชได้มีการสอบถามร้อยเอก ธรรมนัส อย่างตรงไปตรงมา ในขอบเขตการทำงาน โดยร้อยเอก ธรรมนัส ได้กำชับให้ทีมงานทำงานอย่างเต็มที่และห้ามละเว้น กับใครเด็ดขาด หากมีใครแอบอ้าง ว่ารู้จัก ใครก็ห้ามละเว้นให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวด โดยที่ผ่านมา ทาง ฉก. พญานาคราชได้มีการปฎิบัตอการทางลับ และมีการจับกุมสินค้าเถื่อนในหลายพื้นที่ โดย ผ่านพรมแดนธรรมชาติทั้งริมฝั่งแม่น้ำโขง ทั้งในรูปแบบ “กองทัพมด” และ “ขบวนการรายใหญ่” โดยเฉพาะสินค้าเฝ้าระวังอย่าง กระเทียมแห้ง กุ้ง และเนื้อหมู ขณะที่พื้นที่ จ.ตราด ระนอง และตาก และอื่นๆ ที่อาจมีการลักลอบนำเข้าเช่นกันโดยเฉพาะยางพารา เพื่อไม่ให้กระทบต่อสินค้าเกษตรไทยและที่ผ่านมา ชุด ฉก.ฯได้เข้าเจรจาแก้ปัญหามะพร้าว ทำให้ราคาเริ่มขยับตัวเพิ่มขึ้นด้วย

“ก่อนผมจะรับตำแหน่ง  ผอ.ฉก.พญานาคราช ได้หารือและสอบถามท่านร้อยเอก ธรรมนัส  อย่างตรงไปตรงมา ในขอบเขตการทำงาน  โดยร้อยเอก ธรรมนัส ยืนยันและได้กำชับให้ทีมงานทำงานอย่างเต็มที่และห้ามละเว้น กับใครเด็ดขาดและให้ดำเนินคดีกับทุกคนโดยเฉพาะพวกชอบแอบอ้างว่ารู้จักท่าน ขอเตือน พวกที่ชอบแอบอ้างและ  ยังลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรเถื่อนที่ ทำลายเกษตรกรในประเทศให้เลิกเด็ดขาด  ตอนนี้ เราได้ เข้าตรวจสอบทางลับในหลายพื้นที่  อย่าคิดว่า กฎหมาย ที่มีอยู่เอาผิดไม่ได้   เราจะใช้กฎหมายที่มีอยู่ทำทุกวิถีทาง บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เอาผิด  และที่สำคัญจะใช้กฎหมายศุลกากร และกฎหมายฟอกเงิน เข้าดำเนินคดี กับพวกขบวนการพวกนี้ หากพบมีข้าราชการเกี่ยวข้องจะดำเนินการขั้นเด็ดขาด ทันที ด้วย” พล.ต.ต.มนตรีกล่าว

พล.ต.ต.มนตรีกล่าวที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่จ.มุกดาหารเพื่อติดตามสถานการณ์และวางมาตรการสกัดกั้นสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย 
โดยประชุมร่วมกับ ผอ.พญานาคราชจังหวัดมุกดาหาร และหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หลังการข่าวพบพิรุธขบวนการกองทัพมดขนของหนีภาษี โดยสั่งระดมกำลังปิดช่องโหว่ธรรมชาติ ผ่านพรมแดนธรรมชาติริมฝั่งแม่น้ำโขง ทั้งในรูปแบบ “กองทัพมด” และ “ขบวนการรายใหญ่” โดยเฉพาะสินค้าเฝ้าระวังอย่าง กระเทียมแห้ง กุ้ง และเนื้อหมู ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลไกราคาและความอยู่รอดของเกษตรกรไทย และ จากนี้ไป จะ เข้าปฎิบัติการในหลายจังหวัด ถ้ายังไม่เลิกจะดำเนินการขั้นเด็ดขาด

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’ ร่วมงาน Amazing Thailand Phayao Countdown Flora Fest 2026

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’ ร่วมงาน Amazing Thailand Phayao Countdown Flora Fest 2026

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’ ร่วมงาน Amazing Thailand Phayao Countdown Flora Fest 2026

วันอังคาร ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.59 น.

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมหม่อนไหม รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมนายสุริยะ คำปวง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมพิธีเปิดกิจกรรม ในงาน Amazing Thailand Phayao Countdown Flora Fest 2026 ณ บริเวณถนนสายท่องเที่ยวเกษตรงามริมกว๊านพะเยา โดยงานจะเริ่มให้นักท่องเที่ยว เข้าชมตั้งแต่วันที่ 28 – 31 ธันวาคม 2568

ทั้งนี้ ในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตร เชิญชวนนักท่องเที่ยวเข้ามารับชมทุ่งดอกไม้ 5 สายพันธุ์พร้อมรับของที่ระลึกตลอดการจัดงาน สำหรับพื้นที่จัดแสดง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมบูรณาการทุกหน่วยงานการจัดงานครั้งนี้

-(016)

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ร่วมเปิดงาน ‘ถนนสายท่องเที่ยวเกษตรงาม ริมกว๊านพะเยา’ ชวนเวิร์คช้อปศิลปะจากเมล็ดพันธุ์ข้าว

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ร่วมเปิดงาน ‘ถนนสายท่องเที่ยวเกษตรงาม ริมกว๊านพะเยา’ ชวนเวิร์คช้อปศิลปะจากเมล็ดพันธุ์ข้าว

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ร่วมเปิดงาน ‘ถนนสายท่องเที่ยวเกษตรงาม ริมกว๊านพะเยา’ ชวนเวิร์คช้อปศิลปะจากเมล็ดพันธุ์ข้าว

วันอังคาร ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.37 น.

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายกฤษฎิน คำตัน รองอธิบดีกรมการข้าว และคณะผู้บริหารกรมการข้าว  ร่วมงาน “ถนนสายท่องเที่ยวเกษตรงาม ริมกว๊านพะเยา” ภายใต้งาน Amazing Thailand Phayao Countdown Flora Fest 2026 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 – 31 ธันวาคม 2568 ณ บริเวณโซนกิจกรรมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลานอนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง ริมกว๊านพะเยา จังหวัดพะเยา

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้บูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดตกแต่งสถานที่ และออกแบบรูปแบบการจัดกิจกรรมต่างๆ ภายในงานมหกรรมการเกษตรและท่องเที่ยวถนนสายดอกไม้งามริมกว๊านพะเยา ครั้งที่ 3 นี้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมการท่องเที่ยวและความสวยงาม โดยการสร้างจุดเช็คอินสำหรับการถ่ายภาพที่สวยงามให้แก่ผู้เข้าเยี่ยมชมกิจกรรมจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกษตรจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชน และเกษตรกร กิจกรรมสาธิตและนันทนาการจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ รวมถึงส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ผู้เข้าเยี่ยมชมงานยังสามารถลุ้นรับของรางวัลจากกิจกรรมต่าง ๆ ขนของรางวัลติดไม้ติดมือกลับบ้านกันถ้วนหน้า

สำหรับกิจกรรมภายในงานจะมุ่งเน้นการสร้างสุนทรียภาพและการพักผ่อน โดยยกระดับให้เป็นจุดเช็คอินที่โดดเด่นด้วยการเพิ่มซุ้มทางเข้าที่สวยงามเชื่อมโยงภูมิทัศน์อย่างเป็นระบบ และพลิกโฉมภายใต้แนวคิด “โอเอซิส” (Oasis) ที่เน้นความเรียบง่ายและผ่อนคลาย มีการจัดพื้นที่บาร์น้ำหม่อนโซดาและที่นั่งพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ พร้อมจัดตั้งเวทีขนาดเล็กเพื่อบูรณาการกิจกรรมสาธิต นันทนาการ และงาน DIY เข้าด้วยกัน เพื่อให้เป็นพื้นที่กลางในการถ่ายทอดความรู้และบริการประชาชนอย่างเป็นกันเอง

ในส่วนของกรมการข้าวนั้น ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพะเยา ได้ร่วมจัดบูธกิจกรรม “บาร์พันธุ์ดี“ จัดกิจกรรมเวิร์คช้อปศิลปะจากเมล็ดพันธุ์ข้าว สร้างสรรค์งานศิลป์บนเฟรมผ้าใบ ที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัย พร้อมนำผลงานกลับบ้านไปเป็นที่ระลึก

-(016)

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ลุยหนัก ชูนโยบาย ‘ข้าวคาร์บอนต่ำ’ สู่ข้าวยั่งยืน

'อธิบดีกรมการข้าว' ลุยหนัก ชูนโยบาย 'ข้าวคาร์บอนต่ำ' สู่ข้าวยั่งยืน

‘อธิบดีกรมการข้าว’ ลุยหนัก ชูนโยบาย ‘ข้าวคาร์บอนต่ำ’ สู่ข้าวยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.50 น.

เมื่อวันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม 2568 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมกองเมล็ดพันธุ์ข้าว ครั้งที่ 4/2568 โดยมีนายกฤษฎิน คำตัน รองอธิบดีกรมการข้าว นายสันติ ไชยา ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวกำแพงเพชร รักษาราชการผู้อำนวยการกองเมล็ดพันธุ์ข้าว พร้อมด้วย คณะผู้บริหารกรมการข้าว ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวทั่วประเทศ ข้าราชการ และบุคลากรผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ ณ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพะเยา

การประชุมในวันนี้ จัดขึ้นเพื่อรับทราบนโยบายการดำเนินงานกองเมล็ดพันธุ์ข้าว พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์เมล็ดพันธุ์คงคลังและแผนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 2570 ตลอดจนเร่งรัดการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวโครงการต่างๆ รับฟังรายงานผลคุณภาพเมล็ดพันธุ์ การปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ ผลการเบิกจ่ายงบประมาณ สรุปผลการดำเนินงานของแต่ละศูนย์ฯ ตลอดจนติดตามความก้าวหน้าจากข้อสั่งการที่ผ่านมา พร้อมให้ข้อเสนอแนะ และแนวทางการแก้ไขปัญหาและอุปสรรค์ในการดำเนินงานของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว 

นายอานนท์ กล่าวว่า กรมการข้าวจะต้องยกระดับการทำงานด้านข้าวในทุกๆ ด้าน ทั้งงานด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ที่จะต้องเข้าถึงพี่น้องเกษตรกรได้อย่างทั่วถึงและทันต่อฤดูการเพาะปลูก ตลอดจนงานด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ การนำงานวิจัยที่เป็นประโยชน์มาส่งเสริม การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ มาปรับใช้ให้เกิดการเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิตให้กับชาวนา โดยผ่านการบูรณาการการทำงานร่วมกันทั้งจากศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ศูนย์วิจัยข้าว และกรมการข้าวส่วนกลาง ที่เป็นหัวใจหลักให้กับพี่น้องชาวนาและเกษตรกร ตลอดจนการสนับสนุนการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ เพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทน (ก๊าซเรือนกระจก) การลดการใช้ปุ๋ยเคมี ลดการเผาตอซัง และมีการใช้สารชีวภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งเป็นแนวทางของการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำของไทย ทำให้ข้าวมีคุณภาพสูงขึ้น เข้าสู่ตลาดพรีเมียม และเพิ่มรายได้ให้แก่ชาวนาไทย อย่างยั่งยืนต่อไป

ในโอกาสนี้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพะเยา และ ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวทั่วประเทศ รวมถึงข้าราชการและเจ้าหน้าที่ฯ ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมร่วมกันไหว้แม่โพสพ และศาลพระภูมิเจ้าที่ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ฯ เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ 2569

‘กรมชลประทาน’ชวนคนไทยเที่ยวปีใหม่ 2569 สัมผัสธรรมชาติ‘เขื่อนสวย น้ำใส’ทั่วประเทศ

‘กรมชลประทาน’ชวนคนไทยเที่ยวปีใหม่ 2569 สัมผัสธรรมชาติ‘เขื่อนสวย น้ำใส’ทั่วประเทศ

‘กรมชลประทาน’ชวนคนไทยเที่ยวปีใหม่ 2569 สัมผัสธรรมชาติ‘เขื่อนสวย น้ำใส’ทั่วประเทศ

วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.21 น.

กรมชลประทาน ร่วมส่งมอบความสุขในช่วงเทศกาลปีใหม่ ประจำปี 2569 ตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบของขวัญปีใหม่ให้พี่น้องประชาชนและเกษตรกรไทย พร้อมเปิดแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เขื่อน อ่างเก็บน้ำ และศูนย์การเรียนรู้ด้านการเกษตรทั่วประเทศ ให้ประชาชนเข้าชมฟรีตลอดช่วงเทศกาลปีใหม่

นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบนโยบายให้หน่วยงานในสังกัด ร่วมกันจัดกิจกรรมส่งความสุขปีใหม่ ประจำปี 2569 เพื่อมอบของขวัญแก่ประชาชนและเกษตรกรไทย ทั้งในรูปแบบของการพัฒนาระบบชลประทาน การส่งเสริมคุณภาพชีวิต และการเปิดแหล่งท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ เป็นของขวัญต้อนรับปีใหม่แก่พี่น้องชาวไทยทั่วประเทศ

สำหรับกรมชลประทาน ได้จัดกิจกรรมสำคัญเพื่อส่งความสุขในช่วงปีใหม่นี้ ประกอบด้วย กิจกรรม “มอบของขวัญเกษตรกรไทย มีกิน มีใช้ มีรายได้พอเพียง” โดยการส่งมอบอาคารชลประทาน อาทิ ฝายทดน้ำ ระบบส่งน้ำ และท่อระบายน้ำ เพื่อช่วยให้ประชาชนมีน้ำใช้เพียงพอในช่วงฤดูแล้ง และช่วยระบายน้ำเพื่อป้องกันและบรรเทาภัยน้ำหลากในช่วงฤดูฝน

นอกจากนี้ กรมชลประทานยังร่วมกิจกรรม “เพิ่มสุขปีใหม่ เที่ยวทั่วไทย สุขใจไปกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” เปิดสถานที่ท่องเที่ยว สถานที่ราชการ และศูนย์การเรียนรู้ด้านการเกษตร ให้ประชาชนเข้าเยี่ยมชม พร้อมร่วมกิจกรรมต่าง ๆ และสัมผัสทัศนียภาพที่สวยงามของเขื่อนและอ่างเก็บน้ำในความดูแลของกรมชลประทานทั่วทุกภูมิภาค อาทิ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ อ่างเก็บน้ำปางตอง 2 (ปางอุ๋ง) จังหวัดแม่ฮ่องสอน เขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี เขื่อนแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี รวมถึงเขื่อนและอ่างเก็บน้ำอีกหลายแห่งทั่วประเทศ

พร้อมกันนี้ ยังมีกิจกรรม “เสริมพลังปีใหม่ จำหน่ายสินค้าราคาพิเศษ สินค้าเกษตรคุณภาพ” เปิดพื้นที่ให้เกษตรกรนำสินค้าทางการเกษตรที่มีคุณภาพมาจำหน่ายโดยตรงแก่ประชาชน เช่น ข้าวอินทรีย์ ผลไม้ ผักสด และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากชุมชน เพื่อสร้างรายได้และกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น

นอกจากนี้ กรมชลประทานได้จัดตั้งจุดบริการน้ำดื่ม กาแฟ และเครื่องดื่มชูกำลัง บริการฟรี สำหรับประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างความประทับใจแก่ผู้เดินทางตลอดช่วงวันหยุดยาว

กรมชลประทานจึงขอเชิญชวนประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 แวะพักผ่อน เยี่ยมชมเขื่อน อ่างเก็บน้ำ และศูนย์การเรียนรู้ของกรมชลประทานที่เปิดให้บริการฟรีตลอดช่วงเทศกาล พร้อมขอส่งความสุขและคำอวยพรเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2569 ขอให้ประชาชนทุกท่านมีความสุข เดินทางอย่างปลอดภัย และมีความสุขตลอดปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง

อธิบดีกรมการข้าว เดินหน้ายกระดับข้าวไทย ขับเคลื่อนงานวิจัยด้านข้าวแบบองคาพยพ

อธิบดีกรมการข้าว เดินหน้ายกระดับข้าวไทย ขับเคลื่อนงานวิจัยด้านข้าวแบบองคาพยพ

อธิบดีกรมการข้าว เดินหน้ายกระดับข้าวไทย ขับเคลื่อนงานวิจัยด้านข้าวแบบองคาพยพ

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.02 น.

วันที่ 25 ธ.ค. 2568 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธาน การประชุมรายงานความคืบหน้าความร่วมมือระหว่างกรมการข้าว และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากกรมการข้าวและ สวทช. เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารสำนักงานกรมการข้าว

▫️นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กรมการข้าวได้มีการดำเนินงานวิจัยด้านข้าวร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มาเป็นระยะเวลากว่า 20 ปี โดยเมื่อครั้งล่าสุดได้ดำเนินการทำบันทึกข้อตกลงร่วมกัน เมื่อปี พ.ศ. 2566 ซึ่งถือเป็น MOU ฉบับที่ 5 จุดนี้แสดงให้เห็นถึง การทำงานร่วมกันของทั้ง 2 หน่วยงาน ยังคงเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ โดยในปัจจุบัน กรมการข้าวได้มีงานวิจัยที่ทำร่วมกับ สวทช. จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการพัฒนาขีดความสามารถทางด้านเทคโนโลยี และการปรับปรุงความหอมในข้าวพันธุ์รับรองผลผลิตสูง โดยใช้เทคโนโลยีการปรับแต่งพันธุกรรมอย่างจำเพาะ ซึ่งได้ดำเนินการแล้วในระยะที่ 1 และเตรียมเข้าสู่ ระยะที่ 2 คือ การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการปรับแต่งยีนความหอม และอีกโครงการคือ โครงการ การพัฒนาสายพันธุ์ข้าวเจ้าหอม ไม่ไวต่อช่วงแสง อายุเก็บเกี่ยวสั้น ผลผลิตสูง เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลกโดยใช้เครื่องหมายทางพันธุกรรม ผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อให้ได้สายพันธุ์ข้าวเจ้าหอม ปลูกได้ตลอดปี อายุเก็บเกี่ยวสั้น ผลผลิตสูง ต้านทานโรคแมลง และทนทานน้ำท่วมฉับพลัน ซึ่งอยู่ในขั้นตอนยื่นของบประมาณจาก สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ในปีงบประมาณ 2569 นี้ 

 ▫️อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อว่า การดำเนินงานความร่วมมือกันในอนาคต กรมการข้าว และ สวทช. มีเป้าหมายตรงกัน คือ การส่งเสริมให้ชาวนาหันมาปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ การปรับปรุงพันธุ์ข้าวหอมไทยเพื่อการแข่งขันในตลาดโลก เน้น “ผลผลิตต่อไร่สูง และต้นทุนการผลิตต่ำ” ตลอดจนการถ่ายทอดนวัตกรรม เทคโนโลยีแบบยั่งยืน นอกจากนั้นจะมีการต่อยอดไปยังการส่งเสริมข้าวอัตลักษณ์พื้นถิ่น ข้าวเฉพาะทางหรือข้าวที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูงต่อไป

▫️อธิบดีกรมการข้าว กล่าวทิ้งท้ายว่า กรมการข้าวจะจับมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนงานด้านข้าวในรูปแบบองคาพยพ เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาและยกระดับข้าวไทย เพราะหากขับเคลื่อนร่วมกันด้วยความสามัคคี จะสามารถทำให้ข้าวไทยกลับมาเข้มแข็งในเวทีโลกได้ แต่ทั้งนี้สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ จะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของพี่น้องชาวนาเป็นหลัก

กรมปศุสัตว์จัดแถลงข่าวงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี พ.ศ.2569

กรมปศุสัตว์จัดแถลงข่าวงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี พ.ศ.2569

กรมปศุสัตว์จัดแถลงข่าวงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี พ.ศ.2569

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.05 น.

อนุรักษ์ สืบสาน รักษา ต่อยอด กระบือปลักไทย ภายใต้หลัก “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการอนุรักษ์สายพันธุ์กระบือปลักไทย”

วันพุธที่ 24 ธันวาคม 2568 เวลา 16.30 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ แถลงข่าวการจัดงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี พ.ศ. 2569 ภายใต้หลัก “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการอนุรักษ์สายพันธุ์กระบือปลักไทย” พร้อมด้วยผู้บริหารกรมปศุสัตว์ สื่อมวลชน และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมฯ เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการจัดงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี พ.ศ. 2569 ที่กำหนดจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 13 – 14 มกราคม 2569 ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาโคนม อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยการแถลงข่าวในครั้งนี้ มีการจัดแสดงพันธุ์กระบือปลักไทย และผลิตภัณฑ์จากกระบือ ณ ลานเอนกประสงค์ หน้าตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ พญาไท กรุงเทพมหานคร

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ดำเนินโครงการอนุรักษ์และพัฒนากระบือไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสายพันธุ์กระบือปลักไทยให้มีลักษณะดี มีคุณภาพ เพิ่มจำนวนกระบือ อันจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ส่งเสริมและอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย โดยใช้วิถีชีวิตแบบดั้งเดิมที่นำกระบือไปใช้ประโยชน์ในการทำการเกษตร ต่อยอดการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการอนุรักษ์สายพันธุ์กระบือปลักไทย 

กรมปศุสัตว์ได้สนองพระราชดำริร่วมดำเนินโครงการอนุรักษ์และพัฒนากระบือไทย โดยดำเนินการบริการผสมเทียมกระบือที่มีความพร้อมโดยใช้น้ำเชื้อกระบือพ่อพันธุ์ชั้นดีของกรมปศุสัตว์ และสนับสนุนพ่อพันธุ์กระบือปลักไทยในการคุมฝูงและปรับปรุงสายพันธุ์ในฝูงกระบือของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ปัจจุบันมีกระบือตั้งท้องจากการผสมเทียมและใช้พ่อพันธุ์คุมฝูง จำนวนกว่า 400 ตัว และมีลูกกระบือเกิดใหม่มากกว่า 500 ตัว สำหรับงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี พ.ศ. 2569 กำหนดจัดงานจริง ในระหว่างวันที่ 13 – 14 มกราคม 2569 ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาโคนม อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา มีวัตถุประสงค์

เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยในด้านการพัฒนาการปศุสัตว์ เพื่อจัดประกวดแข่งขันกระบือปลักไทยซึ่งเป็นการเผยแพร่องค์ความรู้ให้เกษตรกร และประชาชนผู้สนใจได้รู้จักการคัดเลือกกระบือปลักไทยพันธุ์ดีไว้ขยายพันธุ์ และได้รับองค์ความรู้ด้านการจัดการ การเลี้ยงกระบือปลักไทย การปรับปรุงพันธุ์ การป้องกันโรคระบาด การพัฒนาด้านเทคโนโลยีอาหารสัตว์ รวมถึงเทคโนโลยีการผลิตกระบือปลักไทยที่มีคุณภาพ อีกทั้งยังเป็นเวทีพบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การแสดงผลงานในการพัฒนาการผลิตกระบือปลักไทย ตลอดห่วงโซ่การผลิตถึงการบริโภค ระหว่างหน่วยงานรัฐ องค์กรภาคเกษตรกร กลุ่มผู้ประกอบการ และองค์กรภาคเอกชน โดยกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การจัดนิทรรศการ จำนวน 2 โซน ได้แก่ โซนที่ 1 นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงพระราชทานโครงการอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย รวมถึงการอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย อันเป็นสัตว์เศรษฐกิจและมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ โซนที่ 2 โซนนิทรรศการ “วิถีชีวิตคนเลี้ยงควาย ควายเลี้ยงคน” นำเสนอและออกแบบนิทรรศการที่แสดงเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่าง “คน” กับ “ควาย” ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีบทบาทสำคัญต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านไทยมาอย่างยาวนาน เช่น การไถนา การเดินทาง การแสดงในประเพณีท้องถิ่น การพัฒนาอาชีพ โดยนำผลิตภัณฑ์จากควายมาร่วมแสดง และจำหน่าย เช่น เนื้อควาย กาแฟนมควาย กาแฟขี้ควาย ปุ๋ย ผ้ามูลมงคล และการท่องเที่ยวเชิงเกษตร รวมถึงการนำควายแสนรู้และเชื่อง มาแสดงให้ผู้เข้าร่วมงานได้มีส่วนร่วม เช่น ให้อาหารควาย เป็นต้น

กิจกรรมการประกวดและแข่งขันประกวดกระบือปลักไทย 16 รุ่น
1) กระบือปลักไทยดำ เพศผู้ รุ่นลูกกระบือ (Calf division) อายุ 10 – 18 เดือน
2) กระบือปลักไทยดำ เพศเมีย รุ่นลูกกระบือ (Calf division) อายุ 10 – 18 เดือน
3) กระบือปลักไทยดำ เพศผู้ รุ่นกระบือรุ่น (Intermediate division) อายุมากกว่า 18 – 24 เดือน
4) กระบือปลักไทยดำ เพศเมีย รุ่นกระบือรุ่น (Intermediate division) อายุมากกว่า 18 – 24 เดือน
5) กระบือปลักไทยดำ เพศผู้ รุ่นกระบือหนุ่มสาว (Junior division) อายุมากกว่า 24 – 36 เดือน
6) กระบือปลักไทยดำ เพศเมีย รุ่นกระบือหนุ่มสาว (Junior division) อายุมากกว่า 24 – 36 เดือน
7) กระบือปลักไทยดำ เพศผู้ รุ่นกระบือโตเต็มวัย (Senior division) อายุมากกว่า 36 – 48 เดือน
8) กระบือปลักไทยดำ เพศเมีย รุ่นกระบือโตเต็มวัย (Senior division) อายุมากกว่า 36 – 48 เดือน
9) กระบือปลักไทยเผือก เพศผู้ รุ่นลูกกระบือ (Calf division) อายุ 10 – 18 เดือน
10) กระบือปลักไทยเผือก เพศเมีย รุ่นลูกกระบือ (Calf division) อายุ 10 – 18 เดือน
11) กระบือปลักไทยเผือก เพศผู้ รุ่นกระบือรุ่น (Intermediate division) อายุมากกว่า 18 – 24 เดือน
12) กระบือปลักไทยเผือก เพศเมีย รุ่นกระบือรุ่น (Intermediate division) อายุมากกว่า 18 – 24 เดือน
13) กระบือปลักไทยเผือก เพศผู้ รุ่นกระบือหนุ่มสาว (Junior division) อายุมากกว่า 24 – 36 เดือน
14) กระบือปลักไทยเผือก เพศเมีย รุ่นกระบือหนุ่มสาว (Junior division) อายุมากกว่า 24 – 36 เดือน
15) กระบือปลักไทยเผือก เพศผู้ รุ่นกระบือโดเต็มวัย (Senior division) อายุมากกว่า 36 – 48 เดือน
16) กระบือปลักไทยเผือก เพศเมีย รุ่นกระบือโตเต็มวัย (Senior division) อายุมากกว่า 36 – 48 เดือน

ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จำนวน 3 ถ้วย
1. ถ้วยรางวัลพระราชทานชนะเลิศยอดเยี่ยม Grand Champion กระบือปลักไทยเพศผู้ 1 รางวัล
2. ถ้วยรางวัลพระราชทานชนะเลิศยอดเยี่ยม Grand Champion กระบือปลักไทยเพศเมีย 1 รางวัล
3. ถ้วยรางวัลพระราชทานกระบือปลักไทยยอดเยี่ยม ประเภทการใช้ประโยชน์ทางการเกษตร 1 รางวัล
โดยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการนำกระบือเข้าประกวด ต้องมีผลการตรวจยืนยันจากห้องปฏิบัติการว่า เป็นกระบือปลักไทย โดยมีรูปร่างลักษณะตรงตามอัตลักษณ์ ลักษณะประจำพันธุ์ของกระบือปลักไทย ตามการขึ้นทะเบียนพันธุ์สัตว์ ของกรมปศุสัตว์ “กระบือปลักไทย DLD BU 01/2023” และต้องมีเครื่องหมายประจำตัวสัตว์ติดอยู่ที่ตัวกระบือแบบถาวร เช่น ติดเบอร์หูพลาสติก การสักเบอร์หู หรือมีการฝังไมโครชิฟ

“กระบือที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ สำหรับเพศผู้จะมีการเก็บรักษาพันธุกรรมกระบือปลักไทย (จำนวนไม่น้อยกว่า 500 โดส) น้ำเชื้อที่รีดแล้วถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของทางกรมปศุสัตว์ เพื่ออนุรักษ์ สืบสาน รักษา ต่อยอด กระบือปลักไทย ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการอนรักษ์สายพันธุ์กระบือปลักไทย และนำไปใช้ประโยชน์ในกิจกรรมของ กรมปศุสัตว์ต่อไป” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวในที่สุด

‘โรงงานปลาป่น’ประสานเสียงภาครัฐ ‘ปลาหมอคางดำ’ลดฮวบ ชุมชนรู้จริงวิธีกำจัด

‘โรงงานปลาป่น’ประสานเสียงภาครัฐ ‘ปลาหมอคางดำ’ลดฮวบ ชุมชนรู้จริงวิธีกำจัด

‘โรงงานปลาป่น’ประสานเสียงภาครัฐ ‘ปลาหมอคางดำ’ลดฮวบ ชุมชนรู้จริงวิธีกำจัด

วันอังคาร ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.35 น.

‘โรงงานปลาป่น’ประสานเสียงภาครัฐ ‘ปลาหมอคางดำ’ลดฮวบ ชุมชนรู้จริงวิธีกำจัด

ท่ามกลางความกังวลของสังคมต่อปัญหาปลาหมอคางดำ ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็น “ปลาต่างถิ่นรุกราน” ที่สร้างแรงกดดันต่อระบบนิเวศน้ำจืดและอาชีพประมงพื้นบ้าน วันนี้ภาพรวมสถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ จากการขับเคลื่อนเชิงรุกของภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ภายใต้กลยุทธ์ “เจอ–แจ้ง–จับ–จบ” ที่ไม่ได้มุ่งเพียงกำจัด แต่เน้นการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ จนทำให้ชุมชนสามารถอยู่ร่วมกับปลาชนิดนี้ ควบคู่กับการรักษาสมดุลความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างเป็นรูปธรรม

เสียงสะท้อนจากภาคเอกชน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปลาป่น ถือเป็นหนึ่งในหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ตอกย้ำประสิทธิภาพของแนวทางดังกล่าว โดยนายกสมาคมผู้ผลิตปลาป่นและผู้แทนบริษัทเอกชน นายปรีชา ศิริแสงอารำพี เจ้าของโรงงานปลาป่น บริษัท ศิริแสงอารำพี จำกัด ได้ให้ข้อมูลกับคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ว่า สถานการณ์ปลาหมอคางดำในจังหวัดสมุทรสาครและจังหวัดใกล้เคียงมีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจน สะท้อนจากปริมาณปลาที่ชาวประมงนำมาส่งขายให้โรงงาน ซึ่งลดลงอย่างมากจนไม่เพียงพอสำหรับใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต

“จากเดิมที่เคยรับซื้อปลาหมอคางดำได้วันละหลัก 1,000 กิโลกรัม ปัจจุบันต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะรวบรวมได้ แต่ก็ยังไม่ถึง 200 กิโลกรัม” นายปรีชากล่าว พร้อมย้ำว่านี่คือสัญญาณชัดว่าประชากรปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติลดลงจริง ไม่ใช่เพียงการประเมินจากตัวเลขในเอกสาร แต่เป็นผลลัพธ์ที่ภาคธุรกิจรับรู้ได้โดยตรง

ในมิติคุณภาพ นายปรีชายังชี้ให้เห็นว่า ปลาหมอคางดำมีศักยภาพเชิงเศรษฐกิจสูง โดยเฉพาะด้านโปรตีน “ปลาน้ำจืดทั่วไปโปรตีนจะอยู่ราว 30–40% แต่ปลาหมอคางดำได้ถึง 55% ขณะที่ปลาทะเลทั่วไปจะมากกว่า 60% เรื่องโปรตีนจึงไม่ใช่ปัญหา หากโปรตีนน้อยก็ทำอาหารสัตว์ โปรตีนมากก็แปรรูปเป็นอาหารคนได้” มุมมองนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญว่า ปลาหมอคางดำไม่จำเป็นต้องถูกมองเป็นภาระ หากมีการจัดการและใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม

ด้านภาครัฐ โดยสำนักงานประมงจังหวัดสมุทรสงคราม รายงานผลการติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง พบว่าความหนาแน่นของปลาหมอคางดำในลำคลองต่างๆ ลดลงอย่างเป็นรูปธรรม จากเดิมที่พบเฉลี่ย 100 ตัวต่อพื้นที่ 100 ตารางเมตร ปัจจุบันเหลือเพียง 5–7 ตัวต่อ 100 ตารางเมตร ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความสำเร็จของมาตรการควบคุมที่ดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

ขณะที่สำนักงานประมงจังหวัดเพชรบุรี ได้ยกระดับการแก้ปัญหาเป็น “วาระร่วมของชุมชน” โดยผนึกกำลังทุกภาคส่วนภายใต้กลยุทธ์ “เจอ–แจ้ง–จับ–จบ” ครอบคลุม 21 สายคลองทั่วจังหวัด การดำเนินงานไม่ได้จำกัดอยู่แค่การจับปลา แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคม ผ่านกิจกรรมมากกว่า 45 ครั้ง ที่ช่วยทั้งลดความหนาแน่นของปลาหมอคางดำ และสร้างการรับรู้ให้คนในพื้นที่ลุกขึ้นมาเฝ้าระวังและจัดการร่วมกัน

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คือการจัดการที่รวดเร็ว เป็นระบบและยั่งยืน พร้อมการส่งเสริมการแปรรูปเพิ่มมูลค่า เช่น ปลาร้า ปลาแดดเดียว และน้ำปลา ทำให้ปลาหมอคางดำจาก “ปัญหา” กลายเป็น “ทรัพยากร” ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับท้องถิ่น และลดแรงจูงใจในการปล่อยหรือแพร่กระจายปลากลับสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ

ในระดับนโยบาย นายสุวัฐน์ วงศ์สุวัฒน์ รองอธิบดีกรมประมง ในฐานะโฆษกกรมประมง เคยเปิดเผยว่า กรมประมงได้เร่งควบคุมและลดจำนวนปลาหมอคางดำผ่านกิจกรรมเชิงรุก อาทิ การ “ลงแขกลงคลอง” และการนำปลาหมอคางดำมาผลิตน้ำหมักชีวภาพ ภายใต้แบรนด์ “WASTE, NOT WASTED ของเสียที่ไม่เสียของ” ซึ่งเป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และเครือข่ายในพื้นที่

อีกหนึ่งกลไกสำคัญ คือโครงการรับซื้อปลาหมอคางดำจากบ่อเพาะเลี้ยงและแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2568 ในพื้นที่ 14 จังหวัด ปัจจุบันสามารถรับซื้อและส่งต่อให้กรมพัฒนาที่ดินเพื่อนำไปผลิตปุ๋ยหมักชีวภาพได้แล้วรวมกว่า 2.84 ล้านกิโลกรัม (ข้อมูล ณ วันที่ 18 กรกฎาคม 2568) ตัวเลขนี้ไม่เพียงช่วยลดประชากรปลาในธรรมชาติ แต่ยังสร้างแรงจูงใจให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจัง

เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด จะเห็นได้ว่ากลยุทธ์ “เจอ–แจ้ง–จับ–จบ” ไม่ได้เป็นเพียงคำพูดให้คล้องจอง แต่คือกระบวนการบริหารจัดการที่เชื่อมโยงข้อมูล วิทยาศาสตร์ เศรษฐกิจ และการมีส่วนร่วมของชุมชนเข้าด้วยกัน จนเกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ทั้งในเชิงการลดจำนวนปลาหมอคางดำ การฟื้นฟูสมดุลระบบนิเวศ และการสร้างรายได้ใหม่ให้ท้องถิ่น บทเรียนสำคัญคือ เมื่อชุมชน “รู้จริง” และมีเครื่องมือที่เหมาะสม ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อนก็สามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน